WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, June 6, 2008

ถอดยุทธศาสตร์ "พระนาย" หนุนมุสลิมสายกลางให้มีบทบาท เลิกระแวงผู้เรียกร้องความเป็นธรรม

เปิดแนวคิด ผอ. ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ นายพระนาย สุวรรณรัฐ จากปาฐกถา “ยุทธศาสตร์การเอาชนะทางการเมืองในมิติของฝ่ายพลเรือน” เมื่อ 3 มิถุนายน ที่ผ่านมา โดยเขาเสนอเจ้าหน้าที่รัฐต้องรอบรู้อิสลาม ประวัติศาสตร์มลายู เปิดพื้นที่ให้มุสลิมสายกลางได้แสดงความเห็น เจ้าหน้าที่รัฐเลิกระแวงผู้เรียกร้องขอความเป็นธรรม และเปรียบเทียบว่าแยกดินแดนแล้วชีวิตจะแย่ลงกว่าปัจจุบัน

นายพระนาย สุวรรณรัฐ ผอ. ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวถึงยุทธศาสตร์การเอาชนะทางการเมืองในมิติของฝ่ายพลเรือนว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือเรากำลังรบกับใคร ทำไมจึงต้องใช้แนวทางสันติวิธี ทำไมต้องใช้แนวความคิด “การเมืองนำการทหาร” เพราะงานการเมืองที่ใช้ในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่แทบทั้งหมด เป็นเรื่องของการสร้างความเข้าใจ การต่อสู้ทางความคิด ความเชื่อ การบริหารความรู้สึก การสร้างหวัง การเอาชนะจิตใจประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ ให้เลือกที่จะเป็นสมาชิกของรัฐไทย และปรับเปลี่ยนความคิด พฤติกรรม จูงใจให้กลุ่มก่อความไม่สงบส่วนใหญ่หันมาใช้การต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรง เพื่อให้เหตุการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้แม้อาจจะยังไม่ยุติโดยสิ้นเชิง แต่ก็อยู่ในระดับที่จำกัด สามารถควบคุมได้ และส่งผลกระทบต่อชีวิตของพลเมืองน้อยที่สุด เพราะถึงที่สุดแล้ว ความมั่นคงของคนคือสิ่งที่มีความหมายที่สุด สำหรับความมั่นคงของชาติ

“ผมอยากให้เจ้าหน้าที่ของรัฐทุกฝ่ายมีองค์ความรู้เกี่ยวกับอิสลาม มลายู ปัตตานี กระแสการฟื้นฟูอิสลาม ลักษณะของสงครามรูปแบบใหม่ ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีของกลุ่มก่อความไม่สงบ ปลูกฝังอุดมการณ์และแนวทางต่อสู้เพื่อเอาชนะการก่อความไม่สงบ เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ ไม่สร้างเงื่อนไข ไม่ตกหลุมพราง ฟื้นฟูความสัมพันธ์ ไว้วางใจ มีส่วนร่วมในการเอาชนะจิตและใจประชาชน" นายพระนาย กล่าว

นายพระนาย กล่าวว่า ปัจจัยของการแสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง คือเป็นการสร้างความเข้าใจกับประชาชนว่า รัฐไทยยอมรับความแตกต่างเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา วัฒนธรรม ประเพณี ขยายกรอบความเป็น “ไทย” ให้กว้างขวางขึ้นภายใต้แนวความคิด “คนไทยไม่จำเป็นต้องเหมือนกันหมด เอกภาพเกิดขึ้นได้ในท่ามกลางความแตกต่าง” สร้างความภาคภูมิใจในการเป็น “มุสลิมมลายูไทย” ให้แก่ชาวไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้

“จะต้องส่งเสริมบทบาทผู้นำศาสนา ผู้นำจิตวิญญาณ ปัญญาชนมุสลิมสายกลาง ทั้งภายในและนอกประเทศ ให้มีส่วนร่วมในการสร้างความเข้าใจแก่นแท้ของศาสนาอิสลาม ชำระล้างคำสอนที่ผิด ชี้ให้เห็นผลร้ายจากลัทธิสุดโต่งรุนแรงที่มีต่อศาสนาอิสลาม และสร้างกระแสการเคลื่อนไหว “อิสลามกับสันติภาพ” ปกป้องพิทักษ์สัจธรรมอิสลาม” นายพระนาย กล่าว

นายพระนาย กล่าวอีกว่า ต้องทำให้พี่น้องมุสลิม โดยเฉพาะเยาวชนในพื้นที่ รู้สึกว่าตนเองสามารถอยู่อย่างมีความสุข มีโอกาสในการทำกินเพิ่มขึ้น และใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความหวัง มีอนาคต ในฐานะที่เป็นพลเมืองไทย ในสังคมไทย ในโลกปัจจุบัน และสามารถขึ้นไปสวรรค์ได้อย่างสง่าผ่าเผย โดยไม่ต้องถูกสอบสวน และมือไม่เปื้อนเลือดจากการทำร้ายผู้อื่น

“ส่งเสริม สนับสนุนให้ประชาชนในพื้นที่ได้ติดต่อสื่อสาร รับทราบข้อมูลข่าวสารต่างๆ จากภายนอกชุมชนเพิ่มขึ้น มีโอกาสพบปะ พูดคุยร่วมกิจกรรมที่ไม่ขัดแย้งต่อหลักศาสนากับเพื่อนร่วมชาติต่างวัฒนธรรมเพิ่มขึ้น มีโอกาสได้ไปพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับชาวไทยมุสลิมในภูมิภาคอื่นมากขึ้น ได้รับทราบเรื่องราวในประเทศมุสลิมสายกลางเพิ่มขึ้น”

นายพระนาย กล่าวอีกว่า ตนต้องการชี้ให้เห็นคนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ว่าจะต้องสูญเสียอะไรอย่างเป็นรูปธรรม หากมีการแบ่งแยกดินแดนตั้งประเทศใหม่ ซึ่งมีพื้นที่แคบๆ มีทรัพยากรจำกัด (แยกดินแดนได้ 3 จังหวัดซึ่งได้อยู่แล้ว หรือต้องเสีย 73 จังหวัด) พร้อมๆ กับการนำเสนอ “สินค้า” และ “ผลิตภัณฑ์” ทั้งที่เป็น “รูปธรรม” และที่เป็น “ความหวัง” หรือ “จินตนาการ” ว่าอยู่กับรัฐไทยดีกว่า มีความสุขกว่า ได้มากกว่า ทั้งในเชิงจิตวิญญาณและในด้านการพัฒนา

ผอ.ศอ.บต. กล่าวอีกว่า การมีส่วนร่วมทุกระดับ คือ มุสลิมแก้ปัญหามุสลิม โดยให้คนในท้องถิ่นรักษาความไม่สงบในพื้นที่เอง นอกจากนั้น ก็จะต้องทำให้คนในท้องถิ่นโดยเฉพาะชาวมุสลิม รู้สึกว่ายิ่งการก่อความไม่สงบยืดเยื้อ ยิ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของตนเองและส่งเสริมให้เข้ามาดูแล ปกป้อง ชุมชนของตนเองมากที่สุด เพราะการใช้กำลังจากภายนอกทำให้ถูกนำไปเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ว่า รัฐไทยส่งคนต่างชาติต่างศาสนามาปราบปรามชาวมลายูมุสลิม เหมือนที่สยามส่งกำลังมาปราบปรามปัตตานีในอดีต และสร้างความเข้มแข็งให้แก่อำนาจรัฐในระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะระบบกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กรรมการหมู่บ้าน อส.หมู่บ้าน ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน เพื่อให้มีอำนาจและอิทธิพลเหนือกว่าโครงสร้างการจัดตั้งของกลุ่มก่อความไม่สงบในระดับตำบลและหมู่บ้าน

นายพระนาย กล่าวว่า รัฐจะต้องไม่เหมารวมผู้ที่เรียกร้องความเป็นธรรม ต้องการสิทธิเสรีภาพ ความเท่าเทียมด้านต่างๆ หรือแสดงความไม่เห็นด้วยต่อนโยบาย แนวทางของรัฐ พฤติกรรมของเจ้าหน้าที่รัฐ ว่าเป็นพวกเดียวกับกลุ่มก่อความไม่สงบ ไม่เพิ่มจำนวนหรือแนวร่วมให้แก่กลุ่มก่อความไม่สงบ ทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม

“สร้างความมั่นใจและสนับสนุนให้ผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา ผู้นำปัญญาชน ผู้นำจิตวิญญาณ และพี่น้องมุสลิมส่วนใหญ่กล้าที่จะลุกขึ้นมาปฏิเสธ และสร้างกระแสต่อต้านการใช้ความโหดเหี้ยม รุนแรง ที่กลุ่มก่อความไม่สงบนำมาใช้เพื่อสร้างความกลัว ความเกลียดชัง ควบคุมมวลชน ผู้ที่ไม่ใช่พวกเดียวกัน และจัดการกับผู้มีความคิดเป็นอย่างอื่น ทั้งมุสลิมด้วยกันและต่างศาสนิก ซึ่งเป็นเรื่องที่ขัดกับคำสอนศาสนาและหลักมนุษยธรรมอย่างรุนแรง” นายพระนาย กล่าว

“เราทุกคนจะต้องหาช่องทางสร้างความเข้าใจกับผู้ที่มีส่วนร่วมก่อความไม่สงบ ถึงความถูกต้อง ความเป็นไปได้ และโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการต่อสู้โดยใช้ความรุนแรง ทั้งในแง่มุมของศาสนา ในมุมมองของอดีตนักต่อสู้ที่เคยร่วมขบวนการ และความเป็นจริงของโลกในปัจจุบัน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการ “สปาร์ก” ตั้งข้อสงสัยในหมู่ผู้ปฏิบัติว่า สิ่งที่เขาเชื่อถูกต้องหรือไม่ เป็นไปได้หรือไม่ และมีทางเลือกอื่นหรือไม่”

สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปเพื่อให้งานการเมืองประสบความสำเร็จ ผอ.ศอ.บต. กล่าวว่า อันดับแรกต้องเตรียมการสร้าง “ผู้นำรุ่นใหม่” ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ในอนาคต ทั้งที่เป็นผู้นำทางการเมือง ผู้นำทางศาสนา ผู้นำชุมชน ผู้นำจิตวิญญาณ ผู้นำท้องถิ่น และผู้นำธรรมชาติ ที่มีทัศนคติเชิงบวกต่อการอยู่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของรัฐไทย การสร้างความเข้าใจและการบำรุงขวัญของชาวไทยพุทธในพื้นที่ ไม่ให้รู้สึกว่ารัฐเลือกปฏิบัติ เอาใจมุสลิม หรือหวาดกลัวจนอพยพหลบหนีออกนอกพื้นที่ จนกระทั่งทำให้สัดส่วนประชากรเปลี่ยนไป พร้อมๆ กับการสร้างความเข้าใจไม่ให้ตกกับดัก ความรุนแรงที่กลุ่มก่อความไม่สงบวางไว้ เพื่อต้องการให้เกิดสงครามศาสนา

“การสร้างความเข้าใจกับประชาชนส่วนใหญ่ทั่วประเทศ เพื่อให้มีทัศนคติและพฤติกรรมที่เอื้อต่อการแก้ปัญหาในพื้นที่มากที่สุด เพราะกลุ่มก่อความไม่สงบต้องการให้เกิดความหวาดระแวงและแตกแยกระหว่างคนใน 3 จังหวัดกับคนไทยทั่วประเทศ อีกทั้งต้องการให้รัฐใช้ความรุนแรงเพื่อดึงต่างประเทศเข้ามา และการสร้างความเข้าใจกับประเทศเพื่อนบ้านโลกมุสลิม และองค์การระหว่างประเทศ เพื่อไม่ให้เข้ามาแทรกแซง ต้องการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้” ผอ.ศอ.บต. กล่าว

แวลีเมาะ ปูซู
โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา


สีขาว

อยู่ตรงกลางนี่มันปลอดภัยสบายดีแท้

แม้ว่าสุดท้าย ตรงกลางที่เลือกนั้นจะกินเลนไปทางข้างไหนเป็นพิเศษหรือเปล่า แต่ถ้าลองได้ประกาศว่าเลือกตรงกลางออกมาก่อน เป็นได้ดูดีโดยยังไม่ทันได้ทำอะไร

เพราะพวกที่อยู่ตรงกลาง ก็ไม่ได้ทำอะไรมากกว่าแค่อยู่ตรงกลางเท่านั้นจริงๆ เมื่อไม่เคยลงมือทำอะไรไปสักทาง จึงไม่เสี่ยงกับการเป็นผู้ผิด ดังประโยคโด่งดังที่ว่า “คนที่ไม่เคยทำอะไรผิด คือคนที่ไม่ลงมือทำอะไรเลย” นั่นปะไร

ด้วยเหตุนี้ เราจึงได้เห็นปรากฏการณ์ที่ สีขาว ถูก สีดำ ปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย

ทั้งที่สีขาวตั้งใจจะไปช่วยผสมให้สีดำเจือจางลงกลายเป็นสีเทาแท้ๆ

เช่นกันกับอีกสีหนึ่ง ซึ่งขอสมมติเป็นสีแดง ก็ยังไม่ต้องการเจือจางตัวเองเป็นสีชมพู จึงไม่อาจผสมกับสีขาวได้อีกเช่นกัน

สีดำและแดงคิดเหมือนกันเป็นเรื่องแรกในรอบหลายปี นั่นคือ พวกสีขาวนี่ไร้ประโยชน์จริงๆ ไม่ว่าบ้านเมืองจะพลิกไปทางไหน เละเทะหรือไม่อย่างไร พวกนี้ก็ลอยตัวอยู่รอดปลอดภัยไปแล้วทุกครั้ง

ในแง่หนึ่ง สีขาวจึงไร้ประโยชน์พอๆ กับสีส้มนั่นแหละ

นี่น่าหัวเราะกว่าก็คือ คน…เอ๊ย สีพวกนี้ ก็ไม่เคยรู้สึกตัวสักทีว่า สิ่งที่ตัวเองทำ… ในทางการเมืองนั้นมันไม่ได้ประโยชน์อะไร

บางเรื่องบางราว ขอแค่ได้ทำตามความพอใจ ได้แก้กระหาย แก้ความกระสันอยากไปวันๆ มันทำไม่ได้ และไม่มีอยู่จริง

โดยเฉพาะในเรื่องการบ้านการเมือง ไม่มีการกระทำใดของใครที่จะไม่ส่งผลไปทางใดทางหนึ่ง ความเป็นกลางไม่มีอยู่จริงในพื้นที่นี้

เว้นเสียแต่จะสามารถบอก “รูปธรรม” ของ “สีที่สาม” ออกมาได้

เช่นกันกับกลุ่มสีขาว ที่มีนิสิตนักศึกษาหน้าใสออกมาให้ข่าวผสมโรงกับอาจารย์ “หนูไม่อยากให้เกิดความรุนแรงค่ะ/ทุกฝ่ายต้องไม่รุนแรงครับ” ท่องจำเป็นนกแก้วนกขุนทอง อย่างนี้ใครก็พูดได้ อย่าว่าแต่เด็กมหาวิทยาลัยเลย น้องอนุบาลก็พูดเป็น

แต่อย่าถามต่อล่ะว่า แล้วไม่รุนแรงคืออย่างไร ขอบเขตความรุนแรงที่พวกหนูๆ ไม่อยากให้เกิดมันอยู่ตรงไหน เชื่อว่าก็คงไม่รู้พอกัน แต่ที่สำคัญ พวกหนูได้หน้าไปเรียบร้อยแล้ว ไม่เหมือนเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยของหนู ที่ออกมาเลือกข้างชัดเจน พวกนั้นไม่ดี ควรอยู่ตรงกลางลอยตัวเหนือปัญหาอย่างพวกเราสีขาว (สีส้ม) ดีกว่า สบายใจเฉิบ

ไม่แน่หรอกนะ การรีบออกมาทาสีตัวเองว่าอยู่ตรงกลาง เปี่ยมด้วยความดี แล้วป้ายสีสกปรกให้คนอื่นๆ โดยไม่เคยสำรวจตัวเองว่าสีกระเด็นมาเปื้อนสีขาวบ้างหรือเปล่า

ในทางอ้อม นี่ก็เป็น “ความรุนแรง” อีกรูปแบบหนึ่งไม่ต่างกัน


สนธิละเมิดสิทธิที่จะรู้ของสาวก ASTV

สองปีมานี้ ASTV กลายเป็นโทรทัศน์ที่มีผู้ชมจำนวนมากช่องหนึ่ง เพราะผู้ดำเนินและจัดรายการ ส่วนใหญ่เป็นแกนนำของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่เคยมีบทบาทขับไล่รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เปิดประตูให้คณะทหารกลุ่มหนึ่งก่อการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 พวกเขาใช้อุดมการณ์อนุรักษนิยม ใช้วิธีการอบรมลัทธิทางการเมือง ป้อนข้อมูลข่าวสารด้านเดียว ปลุกเร้าอารมณ์ความรู้สึกความเกลียดชัง และความกลัว ครอบงำความคิดจิตใจของผู้ชม จนเชื่อนักจัดรายการเกือบทุกคน คิดอะไร พูดอะไร เหมือนกันทั้งประเทศ เวลานี้ผู้ชม ASTV ส่วนใหญ่ก็คงมีความคิดความรู้สึกต่อการชุมนุมของพันธมิตรฯ ตามคำปราศรัย และวาทกรรมของบรรดาแกนนำและผู้พูดบนเวที ไม่ว่าจะจริงเท็จก็ตาม

ก่อนอื่น ขอให้ข้อมูลเกี่ยวกับ ASTV สักนิดว่า ชื่อนี้มาจากตัวย่อของ Asia Satellite Television เป็นสถานีโทรทัศน์ของสาธารณรัฐประชาชนจีน สนธิเช่าคลื่นความถี่ของสถานีนี้เพื่อจัดทำรายการเกี่ยวกับประเทศไทย ก็น่าสงสัยความรักชาติของเจ้าของสถานีว่ามีแค่ไหน

ตามที่ผมติดตามฟังและชมการถ่ายทอดการชุมนุมของพันธมิตรฯ ทาง ASTV และวิทยุผู้จัดการ 97.75 ผมคิดว่า บรรดาแกนนำของพันธมิตรฯ ได้หลอกลวงผู้ชมสถานีโทรทัศน์และผู้ฟังวิทยุแห่งนี้ เกี่ยวกับการเดินขบวนและชุมนุมที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ อย่างน้อย 3 ประการ

ประการแรก หลอกลวงว่ามีเป้าหมายเพื่อต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคพลังประชาชนและรัฐบาล ทั้งที่จุดมุ่งหมายแท้จริงคือ ไล่รัฐบาล ซึ่งแกนนำพันธมิตรฯ ได้ประกาศอย่างเปิดเผยในคืนวันที่ 30 พฤษภาคม จึงเป็นการโกหกไม่ใช่ต่อผู้ชมที่ซื่อสัตย์ของตนเท่านั้น หากกับคนทั้งประเทศด้วย

ประการที่สอง เกี่ยวกับจำนวนผู้ชุมนุม เดินขบวน ในวันแรก 25 พฤษภาคม สนธิบอกว่า มีคนเดินขบวนนับแสน ทั้งๆ ที่มีเพียงกว่าหมื่นคน และเมื่อไปถึงสะพานมัฆวานฯ เหลือไม่กี่พันคน หากมีคนเดินขบวน ไม่ต้องถึงแสน แค่ครึ่งหนึ่ง หรือสองสามหมื่นคน สนธิและจำลอง คงฝ่าด่านสกัดของตำรวจไปถึงทำเนียบรัฐบาลตั้งแต่คืนนั้นแล้ว ไม่ต้องขังตัวเองอยู่ที่สะพานมาถึงวันนี้

จากนั้น ทุกวันเราจะได้ยินพิธีกร ผู้ปราศรัย และบรรดาแกนนำ จะประกาศว่า ขณะนี้มีผู้มาชุมนุมนับเป็นเรือนหมื่นเรือนแสนแล้ว ซึ่งความจริงแล้ว กลางวันมีไม่ถึงพัน กลางคืนช่วงสองสามทุ่มมีอย่างมากก็ห้าพันคน ที่มีเหยียบหมื่นก็ในคืนวันที่ 31 พฤษภาคม วันที่ นายสมัคร สุนทรเวช แถลงจะให้ตำรวจรื้อถอนเวที ผลักดันให้ย้ายไปชุมนุมที่อื่น

นี่ยังไม่พูดถึงว่า ผู้มาชุมนุมมาด้วยใจ มากันเอง เพื่อร่วมต่อสู้ในสงครามครั้งสุดท้าย สงครามศักดิ์สิทธิ์ของพันธมิตรฯ หรือมีผู้ใด พรรคการเมืองไหนระดมมา

ประการที่สาม หลอกลวงเกี่ยวกับจำนวนเงินบริจาค ว่ามีคนบริจาควันละสองแสนสามแสนบาท คนนั้น กลุ่มนี้ เป็นผู้บริจาค ซึ่งหลายรายน่าสงสัยว่าจำนวนตัวเลขและชื่อบุคคลมีตัวตนจริงหรือไม่ เช่น กลุ่มคลองเตยประชาธิปไตยบริจาคห้าหมื่นบาท

ความจริง บรรดาแกนนำและผู้ขึ้นปราศรัยบนเวทีพันธมิตรฯ ยังหลอกลวง โกหกพกลมอื่นๆ อีก แต่จะยังไม่เขียนถึง แค่นี้ก็เพียงพอที่จะตอบปัญหาว่า ทำไม สนธิ จำลอง ต้องโกหกต่อผู้ชม ASTV เพราะถ้าบอกความจริงว่า มีคนมาชุมนุมคืนละสี่ห้าพัน ย่อมทำให้ผู้ชมใจเสีย อันจะเป็นปัญหาต่อการระดมคนและเงินบริจาค ยิ่งการชุมนุมยืดเยื้อยาวนานเท่าใด ซึ่งเป็นปัจจัยชี้ขาดชัยชนะหรือพ่ายแพ้ของพวกเขา

โกหกต่อประชาชนทั่วประเทศยังพอเข้าใจได้ แต่โกหกกับแฟนพันธุ์แท้ของตน ก็ไม่รู้ว่าทำได้อย่างไร เพราะการบิดเบือนข้อเท็จจริง โกหก หลอกลวง ผิดศีลห้า ในแง่สิทธิมนุษยชน ไม่เพียงแต่เป็นการละเมิดสิทธิที่จะรู้ความจริงเท่านั้น หากยังละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ชมผู้ดู ASTV อีกด้วย ในทางจิตวิทยา การที่คนเราไม่พูดความจริง โกหก หลอกลวง ส่วนใหญ่มาจากการกลัวความจริง และความคิดว่า คนที่เราโกหกนั้นเป็นคนโง่เง่าเต่าตุ่น จะบอกอย่างไร หลอกอย่างไรก็ได้ ผู้ชม ASTV ทั่วประเทศก็เข้าข่ายนี้

ผมรู้สึกเห็นใจสาวก ASTV จริงๆ

จรัล ดิษฐาอภิชัย



กลายเป็น “โลกดนตรี” ไปแล้ว!

ยิ่งนานวัน “ม็อบข้างถนน” ก็ยิ่งกร่อย เพราะคนเริ่มน้อยลงไปทุกที สาเหตุมาจากความโง่เขลาเบาปัญญาของ 5 แกนนำ และหลายคนก็เริ่ม “ตาสว่าง” กันบ้างแล้ว

ผู้มาชุมนุมบางส่วนที่ถูกว่าจ้างมาหัวละ 300–400 บาท ก็เริ่มกลับไปทำงานประจำของตัวเองเพราะว่าเสบียงกรังก็ร่อยหรอ

ที่สำคัญแผนการต่างๆ ที่ได้วางไว้ ไม่ว่าจะเป็น “สงครามครั้งสุดท้าย” ของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ประกาศอย่างฮึกเหิมว่า “ตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง” ก็มีอันต้องดับสลายไป เพราะประชาชนไม่มีใครเอาด้วย

รวมทั้งล่าสุด “ผ้าพันคอสีฟ้า” ที่ผมได้เขียนไว้เมื่อวานในเรื่อง “กำเริบเสิบสาน” ก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า ไม่เป็นความจริง

สถาบันพระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ทรงอยู่เหนือการเมือง และทรงเป็นกลางทางการเมือง

เรื่องนี้ใครๆ ก็รู้ดี จึงเป็นอันว่า ข้อแอบอ้างของนายสนธิที่ผ่านมา ไม่มีข้อไหนที่เป็นความจริงเลย เพราะแต่ละเรื่องเขาแอบอ้างทั้งนั้น

ใครที่กำลังสงสัย เร็วๆ นี้ก็จะทราบว่า “ผ้าพันคอสีฟ้า” มันจะย้อนกลับไปทำร้ายนายสนธิด้วยวิธีการไหน ต้องคอยติดตาม

เวลานี้แม้กลุ่มพันธมิตรฯ จะปรับแผนการต่อสู้อย่างไร้ทิศทาง ล่าสุดก็มหาวิทยาลัยราชดำเนินไปสู่ยุทธวิธีดาวกระจาย ซึ่งแผนทั้งหมดแสดงให้เห็นถึงภาวะที่อาจกล่าวได้ว่า “หมดมุก” หรือ “มุกแป้ก”

อาการ “หมดมุก” หรือ “มุกแป้ก” ที่ว่านี้ ถ้าเป็นตลกคาเฟ่ก็อาจหมดหนทางทำมาหากิน หรือไม่มีใครว่าจ้างให้ไปเล่นตลกให้ลูกค้าดู เพราะเมื่อลูกค้าไม่ขำแล้ว เวทีกร่อยก็ไม่มีประโยชน์อีกต่อไป

เหมือนกับเวทีพันธมิตรฯ ที่เชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ ณ เวลานี้ บรรยากาศเริ่มกร่อย คนที่ถูกเกณฑ์มาก็เริ่มน้อยลงไปทุกวัน

ช่วงนี้จึงจะเห็นได้ว่า เวทีพันธมิตรฯ กลายเป็น “โลกดนตรี” ไปซะแล้ว เพราะมีดารา นักร้อง สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาขึ้นเวที

จากเวทีที่มีอุดมการณ์ กลายเป็นเวทีที่ไร้สาระ เลอะเทอะ เละเทะไปกันใหญ่ เกณฑ์ดาราตกกระป๋องมาขึ้นเวที ดาราบางคนอกหักจากการเมืองก็แค้นฝังหุ่น กลับมาตะแบงด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย แอบอ้างสถาบันในการปลุกระดมให้คนเกลียดชังรัฐบาล

ส่วนดาราบางคนก็มีข่าวฉาวโฉ่ตามหน้าหนังสือพิมพ์ มีปัญหากับผู้หลักผู้ใหญ่จนต้องกระเด็นย้ายข้ามช่อง ส่วนบางคนก็ห่างหายจากวงการไปนาน กลับมาอีกทีก็มีข่าวว่าสามีทิ้งจนไม่มีเครดิตอะไรจะไปขับกล่อมให้คนเชื่อถืออีกแล้ว

ว่ากันว่า การที่พันธมิตรฯ ไปเกณฑ์ดารา นักร้อง มาขึ้นเวที ถือเป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่งที่จะปลุกระดมให้คนมาชุมนุมกันเยอะๆ

โดยหวังว่าดาราที่เป็นคนของประชาชนจะสร้างความฮึกเหิม ซึ่งต้องบอกกันไว้เลยว่า ประชาชนในยุคนี้ไม่ได้โง่เขลาเบาปัญญาให้ใครจูงจมูกได้ง่ายๆ

ไม่ใช่แค่จะเอาความโด่งดังมีชื่อเสียงในวงการบันเทิงมาหลอกล่อให้ประชาชนเลือกข้าง เพราะฉะนั้นอย่าดูถูกประชาชน

เรื่องแบบนี้ไม่ใช่แค่ขึ้นมาโพสท่า แอ็กชั่นแสดงละคร ด่าคนอื่นว่าโกงกินชาติบ้านเมือง ไม่จงรักภักดีต่อสถาบัน พูดจาเอาดีเข้าตัว เอาชั่วให้คนอื่น

ชาวบ้านเขาดูแล้วสมเพชเวทนา ถ้ารักประเทศชาติจริงก็ช่วยกันขับไล่พวกปิดถนนประท้วง สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน หรือเอาเวลาไปสอนเด็กๆ รุ่นน้องให้ตั้งใจเรียนหนังสือจะดีกว่า

กรุณาบอกเด็กๆ ว่า...ถ้าอยากเป็นเด็กดี ต้องตั้งใจเรียนหนังสือ ไม่ใช่มาเต้นกินรำกิน นุ่งน้อยห่มน้อยขึ้นหน้าปกหนังสือโชว์นมโชว์ก้น

ฉะนั้น ใครที่คิดจะมาฉวยโอกาส สร้างกระแสให้ตัวเองว่าเป็นคนดี ออกมาปกป้องประเทศชาติ กอบโกยคะแนนนิยมเพื่อหวังเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทย

ขอเตือนว่า จงคิดให้รอบคอบเสียก่อน ไม่เช่นนั้นผลกรรมที่กระทำไว้จะย้อนกลับไปตอบสนองพวกคุณ เพราะคุณคือคนของประชาชน ถ้าประชาชนเขาไม่เอาคุณแล้วจะเสียใจ

เดี๋ยวนี้เวรกรรมติดจรวด ตกอับขึ้นมาจะไม่มีใครเหลียวแล เหมือนกับตลกบางคนที่วันนี้ยังหาใครช่วยเหลือไม่ได้เลย!

ลวดหนาม

คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

00 หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ สื่อทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับหน้าแหลมฟันดำ กากเดนของเผด็จการ ฉบับวันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ.2551

00 นับเป็นยุทธศาสตร์ ทำลายความเชื่อถือ หรือที่เรียกกันว่า ดิสเครดิต กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เรียกประชุม มินิ ครม. แก้ไขปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ได้อย่างเฉียบพลัน พลิกเกมให้ เลี้ยบกิมฮวง นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งใช้สมองทำงานมากกว่าปาก เป็นเจ้าภาพ ให้ ธ.ก.ส. รับจำนำข้าวเปลือกราคาตันละ 14,000 บาท ทันทีตั้งแต่วันวาน แถมแจกโบนัสหากราคาขึ้นไปอีก ก็จะจ่ายเงินให้กับชาวนาตามราคาข้าวส่วนต่างที่ขึ้นสูงไป

00 ในยุทธศาสตร์นี้ เสียดายอยู่นิดตรงที่ นายกฯ สมัคร สุนทรเวช แสดงอาการ เกรงใจพ่อค้าข้าวส่งออก แทนที่จะ ฉีกหน้ากาก ตัวการทำให้ราคาข้าวในเมืองลดลง ขณะที่ราคาข้าวในตลาดโลกยังสูงคงเดิม แต่ยังไม่สายหากจะนำไปแฉกันให้เห็นจะจะในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” วันอาทิตย์ที่จะถึง ดีกว่าไปข้องแวะกับกลุ่มพันธมิตรพันธมาร

00 แน่นอน วิพากษ์วิจารณ์กันสนุกปากที่กระทรวงพาณิชย์ การประชุมมินิ ครม. แก้ไขปัญหาราคาข้าวให้ชาวนา เพื่อตัดปัญหาชาวนาชุมนุมประท้วงปิดถนน เป็นการหักหน้า นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเคยเป็นเจ้าภาพแก้ไขปัญหาราคาข้าว แต่ไม่ได้นั่งร่วมประชุม เพราะติดประชุมอยู่ที่ประเทศเปรู ก็แล้วแต่มุมมอง รมต.มิ่งขวัญ ต้องยอมรับความจริงเหมือนกัน การแก้ปัญหาราคาพืชผลการเกษตรของไทย ต้องทำมากกว่าพูด เพราะเส้นสนกลในของพ่อค้าส่งออกมีทั้ง นักการเมือง และข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ พูดก่อนทำ เข้าทางพ่อค้าหัวใส มีวิธีพิสดารมากมายที่จะกดราคาสินค้าไม่ให้โงหัว เพื่อกำไรเต็มพิกัด กลับถึงเมืองไทยวันไหน คนใกล้ชิดต้องรีบไปสะกิดบอก รองนายกฯ มิ่งขวัญ ต้องทำใจ ยังมีอีกหลายเรื่องที่ นายกฯ สมัคร จะต้องเล่นบทล้วงลูกเร่งแก้ปัญหา ก่อนสภาจะเปิดประชุมสมัยสามัญ ปิดทางการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

00 เมื่อ รัฐบาลพลิกเกมเข้าเกียร์เดินหน้าเต็มสูบ แก้ปัญหาให้กับประชาชน เลิกตอแยกับขบวนการป่วนเมือง ปล่อยให้ธรรมชาติลงโทษ เหี่ยวเฉาไปเอง ไม่มีน้ำเลี้ยง จะใช้อะไรเป็นตัวล่อไปเกณฑ์คนให้มานั่งตากแดดตากฝนบนเวทีพันธมิตรพันธมาร นับวันยิ่งหาสาระการปราศรัยไม่ได้ นอกจาก ใช้คำหยาบคายเพื่อความสะใจของคนพ่นน้ำลาย แล้วยังมีหน้ามาพูดว่าเป็นการให้ความรู้กับประชาชน เอกฉัตร ไม่เถียงหรอกถ้าเป็นการสอนภาษาไทยสมัยพ่อขุนรามคำแหง แล้วยังมีหน้าประกาศจะตั้งมหาวิทยาลัยราชดำเนินขึ้นมาสอนความรู้ให้กับประชาชน ถ้าสอนให้ใช้คำว่า มึง กู ไอ้ อี ไม่ต้องถึงกับตั้งเป็นมหาวิทยาลัยหรอก ดูหนังตลกของไทยก็ได้ยินคำพวกนี้คุ้นหู

00 ถ้าจะให้ การดิสเครดิตกลุ่มพันธมิตรพันธมาร สมบูรณ์แบบ เอกฉัตร เสนอให้ นายกฯ สมัคร สุนทรเวช สั่งการ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไปปฏิบัติหน้าที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สัก 1 สัปดาห์ เชื่อว่าสถานการณ์น่าจะดีขึ้น แถมยังทำให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่มีขวัญกำลังใจ ในแต่ละวันจะมี ผู้ว่าราชการ 14 จังหวัดในภาคใต้ ไปเยี่ยมเยียน เพื่อเข้าคิวพบรัฐมนตรีมหาดไทยวันละ 2 คน 7 วัน ครบ 14 คนพอดี ตัวเลขลงตัวเป๊ะ

00 เพื่อเป็นสิ่งจูงใจให้ ดอกเตอร์เหลิม กล้าที่จะลงไปอยู่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เลิกกังวล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ จะสร้างอนุสาวรีย์ให้ ก็มอบงาน ให้รับผิดชอบกำกับควบคุมดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า ที่ จ.ยะลา สัก 1 สัปดาห์ ในเมื่ออยากจะคุมสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะได้คุมตำรวจสมใจอยาก ส่งผลให้ตำรวจทั่วไปเลิกสับสนเสียที วันนี้ใครกันแน่กำกับควบคุมดูแลงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายกฯ สมัคร หรือ รมต.เฉลิม

00 หากข้อเสนอของ เอกฉัตร ได้รับการขานรับ จะทำให้บนเวทีพันธมิตรพันธมาร นายสนธิ ลิ้มทองกุล จะหมดมุกปราศรัยไปโดยปริยาย ถ้าไม่มีเรื่อง สิงห์เหลิมรายวัน ก็ไม่รู้จะหยิบเรื่องอะไรขึ้นมาพูดให้คนฟังปรบมือโห่ฮา อุตส่าห์ใช้เวลาถึง 6 ปี ทำปริญญาเอกเป็นดอกเตอร์ทางด้านกฎหมาย ยังถูกสบประมาทว่า ได้มาได้อย่างไร ในเมื่อ สิงห์เหลิมพูดภาษาอังกฤษ เป็นแค่คำว่า เยส โน โอเค โคคาโคลา ฟังแล้วเจ็บแทน ดูถูกกันเกินไป พับผ่าเหอะ

00 อีกเด้งหนึ่งที่จะต้องได้รับแน่นอน ร.ต.ดวง อยู่บำรุง ได้โชว์ผลงานปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ภาคใต้ ประเภทยาแก้ไอผสมใบกระท่อม ที่เรียกกันว่า สี่คูณร้อย ซึ่งระบาดหนักในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ถ้าปราบปรามได้ ภาพจะต้องดีกว่าพากำลังเฉพาะกิจไปตรวจผับตรวจบาร์ ตรวจยาเสพติด จะได้เลิกนินทากระแนะกระแหนกันเสียที

00 ตลอดชีวิตราชการตำรวจ รับบทบู๊มากกว่าบุ๋น เป็นฝ่ายรุกมากกว่าตั้งรับ เห็นอาการของ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล น่าเห็นใจ เกือบครึ่งเดือนที่อดหลับอดนอน เป็นใครก็ต้องเครียด ยิ่งม็อบที่พูดภาษาคนกันไม่รู้เรื่อง ยิ่งเครียดทวีคูณ กำลังตำรวจชั้นประทวนสามารถสับเปลี่ยนกำลังกันได้ทุกสัปดาห์ แต่ตัวผู้บัญชาการตำรวจนครบาลเปลี่ยนไม่ได้ น่าเห็นใจครับ เห็นที เพื่อนร่วมรุ่น นรต.30 ที่ทำงานใกล้ตัว พ.ต.อ.ปรีชา ธิมามนตรี หัวหน้าศูนย์สืบสวนนครบาล ต้องหาทางคลายเครียดให้เพื่อนที่เป็นผู้บังคับบัญชา

00 คงเห็นประชาชนเริ่มหาเส้นทางอื่นได้แล้ว ไม่ต้องผ่านถนนราชดำเนิน ความเดือดร้อนผ่อนคลายไปเยอะ กลุ่มพันธมิตรพันธมาร กำหนดยุทธศาสตร์ใหม่ให้ชาวบ้านเดือดร้อน ตั้งยุทธการดาวกระจาย ยกกำลังไปป่วนสถานที่ราชการ สร้างความยุติธรรมให้กับสังคม คนกรุงเทพ จะได้ เผชิญกับปัญหารถติด เหมือนๆ กันกับคนที่ต้องผ่านถนนราชดำเนิน


ขั้นแตกหัก

“เข้าใกล้กลียุค”

“กลียุคมาแล้ว”

“สงครามประชาชน”

“สงครามศักดิ์สิทธิ์”

“ไม่ชนะไม่เลิก”

“ตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง”

ถ้อยคำสวยหรูของกลุ่ม พันธมารประชาธิปไตย ที่นำมาใช้ปลุกระดม เพื่อเรียก เรตติ้ง ในการทำม็อบ ดูจะเป็นเรื่องที่ธรรมดา ใครได้ยิน ใครได้ฟัง ในครั้งแรกๆ อาจจะดูตื่นเต้น หวือหวา มันจะทำอะไรกัน ต้องไปดูซะหน่อย กลายเป็นพฤติกรรม ไทยมุง ซะมากกว่า

ส่วนคนที่ดูเยอะแยะนั้นก็ล้วนเกณฑ์กันมาดังที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า เคลื่อนมาจากที่แห่งหนตำบลใด จาก เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ระยอง ชลบุรี และพิษณุโลก

เกมเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา บอกได้ว่า เหนือชั้น ขนาดเซียนเหยียบเมฆ เพราะแค่พูดยังไม่ทันลงมือ ก็กลัวกันหัวหด ขนาดต้องไปนั่งให้ประชาชนห้อมล้อม เห็นธาตุแท้ของผู้นำหรือยังล่ะ

ผู้นำ นักรบ เขาต้องอยู่แถวหน้า ไม่ใช่ไปมุดอยู่ในวงล้อมของประชาชน

ผู้นำจะต้องออกหน้า-กล้าตายแทนประชาชน แต่กลับกลัวอะไรไม่เข้าท่า! ไปมุดอยู่ในฝูงชน ใช้ประชาชนเป็นโล่กำบัง

การระดมคน เมื่อ วันเสาร์ ที่ผ่านมา หลังจากที่มีการประกาศเตือนครั้งที่ 1 นั้น ฝ่ายมอนิเตอร์ ซึ่งต้องหาข่าวตามปกติ ได้พบข้อมูลสำคัญหลายอย่าง มีการติดตามตรวจสอบถี่ยิบ ทำให้ทราบถึงขีดความสามารถในการระดมคนของคนกลุ่มนี้ ชักดิ้นชักงอเพื่อความอยู่รอด จึงทำทุกวิถีทาง

ผ่านเครือข่ายใด

ผ่านจังหวัดใด

ผ่านเงินจากใคร

ทั้งหมดนี้จะถูกนำไปรวบรวม เรียบเรียง เพื่อที่จะนำข้อมูลไปใช้เป็นประโยชน์ต่อไปภายภาคหน้า

อย่างน้อยๆ ส่วนราชการจะได้บันทึก จะ ได้เห็น ถึงความไม่ปกติ ความไม่ชอบมาพากลของ ม็อบพันธมารประชาธิปไตย ไม่เหมือน!! ม็อบอื่นทั่วๆ ไป ที่มีความเดือดร้อนด้านต่างๆ ที่เขามาด้วยความบริสุทธิ์ใจ เช่น ราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ การขอขึ้นค่าโดยสารรถประจำทาง เป็นต้น เพราะคนพวกนี้ ไม่ใช่ม็อบที่มีภารกิจแอบแฝงทางด้านการเมือง การปกครอง ดังที่เห็นและเป็นอยู่ทุกวันนี้

ทางออกอีกวิธีหนึ่ง เมื่อ รัฐไร้ปัญญาบริหารจัดการ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของ ภาคประชาชน จะต้องลุกขึ้นมาช่วยกันจัดการเสียทีได้แล้ว ปล่อยเอาไว้ยิ่ง ทำให้บ้านเมืองฉิบหายป่นปี้

คนเดือดร้อนจากการปิดท้องถนน ไม่ว่าจะเป็น พระภิกษุ สามเณร สมณะ ชี พราหมณ์ นักเรียน นักศึกษา ข้าราชการ พ่อค้า นักมวย และประชาชนทั่วๆ ไป จะต้องทำตัว “เสียงดัง” บ้าง ไม่ใช่ปล่อยให้คนไม่กี่คนทำตัวเสียงดังเพียงฝ่ายเดียว โดยไม่เคารพยำเกรงกฎหมายบ้านเมือง กระทำการรุกล้ำก้ำเกินในสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นเป็นเนืองนิตย์

จะได้รู้กันเสียทีว่า ประเทศนี้ต้องการประชากรที่ทำตัวเป็นจิ๊กโก๋กลางถนน “ส่งเสียงดัง” นี่แหละ! จะได้เป็นอภิสิทธิ์ชน เจ้าหน้าที่รัฐไม่กล้าทำอะไร ทั้งที่ทำผิดกฎหมายเห็นๆ

คตส. ยิ่งดิ้น...ยิ่งทุเรศ

คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. คลอดออกมา โดยมีบิดาชื่อ คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ คปค. ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อมาเป็น คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. ขณะที่มารดาก็คือ สมุนของ คมช. ทั้งหลาย

ดังนั้น คตส. จึงมีสายเลือดของเผด็จการอำนาจนิยมพันธุ์แท้ ที่หาได้ยากยิ่งแล้วบนผืนโลกแห่งนี้ หน้าตาเป็นอย่างไรก็ลองนึกภาพกันดู 1.นายนาม ยิ้มแย้ม ประธานกรรมการตรวจสอบ 2.นายแก้วสรร อติโพธิ เลขานุการคณะกรรมการตรวจสอบ 3.นายสัก กอแสงเรือง โฆษกคณะกรรมการตรวจสอบ 4.นายกล้านรงค์ จันทิก 5.คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา 6.นายจิรนิติ หะวานนท์ 7.นายบรรเจิด สิงคะเนติ 8.นายวิโรจน์ เลาหะพันธุ์ 9.นายสวัสดิ์ โชติพานิช (ลาออกภายหลัง) 10.นางเสาวนีย์ อัศวโรจน์ 11.นายอุดม เฟื่องฟุ้ง และ 12.นายอำนวย ธันธรา

หลังคลอด คตส. ออกมาแล้ว พฤติกรรมเผด็จการก็โผล่ให้เห็น ด้วยการทดแทนคุณพ่อ คมช. อย่างสุดลิ่ม ก็คือ พลิกหน้ามือเป็นหลังตีนต่อกระบวนการสอบสวนในทันที เพื่อเอาเรื่องกับอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลไทยรักไทย ว่าเป็นคนโกงชาติ ให้ได้

เรียกว่าไม่ต้องยึดถือกระบวนการยุติธรรมอะไรมาก หาเรื่องที่พอจะเบี่ยงเบนได้ก็ตั้งธงฟ้องเลย...???

เพราะนั่นคือ 1 ใน 4 ข้อกล่าวหาที่คุณพ่อ คมช. ใช้เป็นข้ออ้างในการยึดอำนาจมาจากรัฐบาลของประชาชน และเป็นการล้มล้างระบอบประชาธิปไตย

ที่ปัจจุบัน ปรากฏชัดแล้วว่า 3 ข้อที่นำมาอ้าง ไม่มีมูลความจริงแต่ประการใด โดยเฉพาะการกล่าวหาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ หมิ่นเบื้องสูง เมื่ออัยการมีหน้าที่ต้องดำเนินการ ไม่ใช่ คตส. ข้อกล่าวหาถูกยกฟ้องไม่มีมูล เช่นเดียวกับอีก 2 ข้อหา

ดังนั้น จึงเหลือเพียงข้อหาเดียว นั่นก็คือ การทุจริตของคณะรัฐบาลภายใต้การนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ เท่านั้น ที่จะรักษาหน้าคุณพ่อ คมช. ไว้ได้...!!!

คตส. ที่เป็นลูกกตัญญู จึงต้องตอบแทนบุญคุณ ด้วยการหาข้อมูลตะแบงกล่าวหาส่งฟ้องให้เกิดเป็นภาพของการโกงกินในยุคนั้นให้มากๆ เพื่อทำให้เกิดความชอบธรรมต่อคุณพ่อ คมช. ที่กระทำการข่มเหงประชาชน

นอกจากนี้ หลังคุณพ่อ คมช. หมดอายุลง ได้ทิ้งมรดกให้ คตส. ทำหน้าที่ต่อไปอีก ด้วยการต่ออายุให้ ซึ่งจะมาสิ้นสุดในเดือนมิถุนายนนี้แล้ว

ผลพวงจึงทำให้ คตส. ลนลาน ส่งฟ้องคดีความที่ค้างคาอยู่อย่างสะเปะสะปะไปหมด แม้จะมีสัญญาณออกมาจากอัยการสูงสุดแล้วก็ตาม แต่ คตส. ก็ยังแสดงอิทธิฤทธิ์ ไม่รับฟังแม้แต่ประการใด

สังคมก็เริ่มเห็นพฤติกรรมของ คตส. มากขึ้นเป็นลำดับ จนท้ายสุดประชาชนที่รักความยุติธรรมก็สุดอดทน มีทั้งการเข้าแจ้งความดำเนินคดี

และล่าสุดก็จากกลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ ก็เข้ายื่นหนังสือให้ คตส. หยุดทำหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยอำนาจของ คตส. ออกมาให้ชัดเจนก่อน หลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความให้ชัดเจนก่อน

เรื่องก็ควรจะดำเนินการไปตามขั้นตอนของกฎหมาย แต่แล้วจู่ๆ คตส. ก็แสดงอิทธิฤทธิ์เหนือผู้อื่นอีก จนเป็นเรื่องเป็นราว ให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์ฉาวกันไปทั่วบ้านทั่วเมือง

แต่เรื่องนี้เอาเป็นว่า ผมอยากสละเนื้อที่ที่เหลือ นำความคิดเห็นของประชาชนคนอื่นๆ มาแสดงไว้ให้เห็นเพิ่มเติม เผื่อ คตส. จะได้สำเหนียกเสียบ้างว่า สังคมเขามองกันอย่างไร

ที่เว็บบอร์ด พันทิป ห้องราชดำเนิน โดย คุณชัยเสถียร ได้โพสต์ความคิดเห็นไว้อย่างนี้ครับ

“นายสัก กอแสงเรือง โฆษก คตส. แถลงเมื่อเวลา 19.40 น. วันที่ 4 มิถุนายนว่า คตส. ได้มีมติทำหนังสือถึง นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รวมทั้งผู้บัญชาการเหล่าทัพ อดีตคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ในฐานะที่แต่งตั้ง คตส. ตามประกาศ คปค. ฉบับที่ 30

ให้ดำเนินการกับพนักงานสอบสวนตามอำนาจหน้าที่ เนื่องจากปรากฏมีเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจรัฐที่น่าจะเป็นการบิดเบือนกฎหมาย เพื่อไม่ให้เกิดความสะดวกในการทำหน้าที่ของ คตส.

สืบเนื่องมาจากกรณีที่สำนักงานกฎหมายนิติเอกราช จำกัด ได้ แจ้งความกลับ คตส. ในข้อหาแจ้งความเท็จ และพนักงานสอบสวนกองปราบปรามได้มีหนังสือ ออกหมายเรียก คตส. ถึง 2 ครั้ง ในวันที่ 30 พฤษภาคม และ 10 มิถุนายน โดยในหมายเรียกมีการระบุว่า หากไม่มาพบพนักงานสอบสวนตามกำหนด โดยปราศจากเหตุอันควร อาจเป็นเหตุให้ออกหมายจับ

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 10 มิถุนายน คตส. ทั้ง 11 คน จะไม่ไปพบพนักงานสอบสวน เพราะว่า การทำหนังสือไปนั้นถือเป็นการชี้แจงด้วยวาจาแล้ว โฆษก คตส. กล่าวต่อว่า

คตส. ยังได้ทำหนังสือถึงทุกศาล ในส่วนกลางและปริมณฑล เหตุที่ต้องมีหนังสือไป เพราะไม่ทราบว่าพนักงานสอบสวนจะดำเนินการขอหมายศาลที่ใด จึงต้องกราบเรียนข้อเท็จจริงให้ศาล ที่มีอำนาจออกหมายอาญา ได้ทราบว่า

ไม่มีความเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวน และเพื่อแสดงความประสงค์ว่า หากพนักงานสอบสวนมีคำร้องขอออกหมายจับ คตส. ทาง คตส. จะแต่งตั้งทนายความในชั้นไต่สวนคำร้อง ขอออกหมายจับ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมในคดีต่อไป”

คุณชัยเสถียร โพสต์ต่อไปด้วยข้อความร้องว่า “โอ้โฮ...ไม่อายน้ำหน้าบ้างหรือครับ ยางอายน่ะมีไหม นายสัก กอแสงเรือง

ขอถามหน่อยเถอะ พวกคุณอยู่เหนือกฎหมายหรือไง มีคนกล่าวหาคุณว่าแจ้งความเท็จ ตำรวจออกหมายเรียกคุณตามอำนาจหน้าที่...

ผิดถูกอย่างไร คุณทำไมไม่ไปต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม คุณจะไปร้องเรียนอะไร ขั้นตอนตามกฎหมายทำไมไม่ทำครับ

ขออนุญาตสอนวิชา ป.วิอาญา ให้คุณสัก กับคณะ คตส. เป็นวิทยาทานสักเล็กน้อยนะครับว่า การที่ คตส. ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีหรือ ผบ.ตร. นั้น เป็นไปตาม ป.วิอาญา มาตราไหนเอ่ย

ยิ่งกลุ่มอดีต คมช. ยิ่งแล้วใหญ่ มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่ไหน...???

แล้วที่ คตส. ทำหนังสือถึงศาลทุกศาล ทั้งที่คดีนี้ยังอยู่ในชั้นสอบสวน ก็แสดงให้เห็นว่า คตส. กลัวจนเบลอแล้ว

อำนาจออกหมายเรียกผู้ต้องหา เป็นอำนาจของพนักงานสอบสวนโดยตรง ไม่เกี่ยวกับศาลตรงไหน มันยังไม่ถึงชั้นศาล เมื่อพนักงานสอบสวนออกหมายเรียก คตส. ไปรับทราบข้อหาและให้ปากคำ

พวกท่านเป็นอภิสิทธิ์ชนเหนือประชาชนคนไทยตรงไหนมิทราบ...???

คณะ คตส. ทำไมไม่ไปพบพนักงานสอบสวนเพื่อชี้แจงว่า ที่ถูกกล่าวหานั้นน่ะ มันไม่ใช่ หรือไม่ถูกต้องตรงไหน นอกจากนี้หากพิสูจน์ได้ว่าไม่เป็นจริง คณะ คตส. ก็สามารถดำเนินคดีกับผู้กล่าวหาว่า กลั่นแกล้งให้ผู้อื่นต้องรับโทษทางอาญา

กฎหมายมันมีขั้นตอนของมันอยู่ การมาร้องแรกแหกกระเชอ ดิ้นพราดเหมือนสุกรถูกน้ำร้อนอย่างนี้ มิใช่การแก้ปัญหาของนักกฎหมาย

ถ้าต่อสู้โดยวิธีดิสเครดิตองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายอย่างพวกท่านเช่นนี้ ผมว่าน่าจะติดคุกตอนแก่ทั้งคณะแน่ๆ ครับ

โชคดีนะครับ คณะ คตส. (ไม่รู้แปลว่า คณะคอยดูตอนอวสานหรือเปล่า)”

ครับ เมื่อคุณชัยเสถียรลงท้ายไว้อย่างนี้ ผมก็คงต้องคอยดูเช่นเดียวกันครับ...

พร ภัทร


นักมวยแจ้งตร.จับพันธมิตร ทำขาดทุนกว่า2 แสนต่อวัน

ตัวแทนนักมวยเวทีราชดำเนินแจ้งความขอให้ ตร. ดำเนินคดีกับ 5 แกนนำพันธมิตรฐานส่งเสียงรบกวน ปิดกั้นการจราจร ทำให้ขายบัตรไม่ได้ขาดทุนกว่าวันละ 2 แสนบาท

นายหิรัญ จารึกสม อายุ 48 ปี ตัวแทนนักมวยเวทีราชดำเนิน และในฐานะประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนของกลุ่มผ้ชุมชุมพร้อมด้วยนักมวยกว่า 20 คน ค่ายจ๊อกกี้ยิมเข้าแจ้งความกับ พ.ต.ท.สุวรรณ ผลอินทร์ พงส.สบ.3 สน.นางเลิ้ง ให้ดำเนินคดีกับแกนนำกลุ่มพันธมิตรทั้ง 5 คน แกนนำของกลุ่มชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ได้ร่วมกันบุกรุกทางสาธารณะ ปิดกั้นการจราจร วางสิ่งกีดขวางทางสาธารณะ ใช้เครื่องเสียงส่งเสียงดังรบกวนการเรียนของนักเรียนที่อยู่ในละแวกนั้น ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค.ที่ผ่านมา การกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดกฏหมายแผ่นดิน ในฐานะประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจึงขอแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อให้ดำเนินคดีกับกลุ่ม 5 แกนนำ

นายหิรัญ จารึกสม ตัวแทนกลุ่มนักมวย เปิดเผยแทนนักมวยกว่า 20 ชีวิตว่า ในฐานะที่อยู่วงการมวย ตั้งแต่เริ่มมีการชุมชุมทำให้เวทีมวยราชดำเนิน ขายบัตรขาดทุนวันละกว่า 2 แสนบาท โปรโมเตอร์ต้องเอามวยคู่เอกที่เป็นแม่เหล็ก เพื่อเรียกคนดูส่วนมวยที่เริ่มไต่เต้าอย่างลูกน้องถูกยกเลิก ทั้งที่ซ้อมเตรียมพร้อมเป็นอย่างดี มีค่าใช้จ่ายตั้งแต่พี่เลี้ยง ซ้อมหลายวันก่อนที่จะขึ้นชกกลับมาไม่ได้ชกมันเสียอารมณ์ หมดกำลังใจรายได้ก็ไม่มี เด็กนักเรียน ก็ได้รับผลกระทบไปด้วย รวมถึงผที่ทำงานในละแวกนี้ อยากให้พันธมิตรเลิกชุมนุมเสียที

ด้านพนักงานสอบสวนสน.นางเลิ้งได้รับแจ้งลงบันทึกประจำวันเอาไว้ก่อนที่จะนำเสนอผ้บังคับบัญชาว่าจะออกหมายเรียกกลุ่มแกนนำพันธมิตรทั้ง 5 คนมารับทราบข้อกล่าวหา ตามที่ทัวแทนเข้าแจ้งความไว้หรือไม่ทางผ้บังคับบัญชาจะเป็นผู้ตัดสินใจ



นักธุรกิจเยอรมนีชะลอการลงทุน หวันเหตุการณ์ชุมนุมบานปลาย !

นักธุรกิจเยอรมนี ชะลอการลงทุนในไทย เนื่องจากห่วงสถานการณ์การเมือง ที่ยังมีการชุมนุมปิดถนนของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ วิงวอนให้แกนนำฯเห็นแก่ประเทศโดยให้ยุติการชุมนุม

นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า การเดินทางมาที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ได้พบทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี และนักธุรกิจ ซึ่งต่างก็เป็นห่วงสถานการณ์การเมืองไทย โดยนักธุรกิจเยอรมนี ระบุว่า ต้องชะลอการลงทุนในประเทศไทยออกไปก่อน

เนื่องจากปัญหาสถานการณ์ในประเทศ ซึ่งกลุ่มผู้ชุมนุมอาจไม่รู้ตัวว่าทำลายประเทศ เพราะสื่อต่างประเทศได้กระจายข่าวไปทั่วโลก ดังนั้น จึงขอวิงวอนให้กลุ่มผู้ชุมนุมย้ายไปชุมนุมที่อื่นโดยไม่กีดขวางการจราจร และชุมนุมอย่างสงบ ถ้ารักประเทศชาติจริงก็ต้องยุติการชุมนุม หรือไม่สร้างความรุนแรง

ขณะที่การหารือกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี นายนพดล เปิดเผยว่า ไทยและเยอรมนีเห็นชอบทำแผนปฏิบัติการร่วมกันในด้านการศึกษา รถไฟ และระบบโลจิสติกส์

นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือในด้านพลังงานทดแทน รวมทั้งยังรับปากที่จะหาทุนการศึกษาให้กับเยาวชนภาคใต้ เพื่อให้เยาวชนเหล่านั้นมีโอกาสได้เรียนรู้และศึกษาในด้านอื่น ๆ บ้าง นอกจากด้านศาสนา อีกทั้งยังมีการลงนามว่าด้วยความร่วมมือไตรภาคีไทย-เยอรมนี เพื่อให้ความช่วยเหลือลดช่องว่างระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนใหม่และเก่าในด้านการศึกษา ทรัพยากรมนุษย์ และพัฒนาขีดความสามารถ

ศุภชัย เตรียมยื่นหลักฐานให้ กกต.เอาผิดปชป.ฐานผิดต่อ พรบ.พรรคการเมือง

พลังประชาชนยืนกรานให้ ประชาธิปัตย์ ขับไล่ สส.ที่ขึ้นปราศรัยในเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นการกระทำที่ผิดหลักของ พรบ.พรรคการเมือง และอยากขอความชัดเจนจากพรรคประชาธิปัตย์ ถึงจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจน และไม่ได้อยู่เบื้องหลังของม็อบผู้ชุมนุม

นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงการเตรียมการยื่นหลักฐานให้กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากมี ส.ส.ของพรรคบางท่านร่วมขึ้นปราศรัยในเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

และได้มีการเตรียมหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อที่จะยื่นให้กับ กกต. เพื่อให้ทาง กกต. พิจารณายุบพรรคประชาธิปัตย์เนื่องจากได้กระทำความผิด พ.ร.บ.พรรคการเมือง เพราะมี ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ไปร่วมกับเวทีพันธมิตร

โดยหนึ่งในจำนวนนั้นคือ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน และมีการตั้งข้อสงสัยว่า ส.ส.และพรรคประชาธิปัตย์ มีส่วนสนับสนุนด้วยหรือไม่ ประกอบกับอดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์หลายคนขึ้นเวทีพันธมิตร ด้วย อาทิ นายประพันธ์ คูณมี และนายสำราญ รอดเพชร อดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม. จึงอยากให้พรรคประชาธิปัตย์แสดงความชัดเจนว่ายังเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยอยู่ โดยการขับ ส.ส.ที่เกี่ยวข้องกับพันธมิตรออกจากพรรค

ทั้งนี้ ตนมีหลักฐานว่า ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์อีกหลายคนได้ให้การสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรอยู่เบื้องหลัง