WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, June 7, 2008

พล.อ.อนุพงษ์ ระบุการชุมนุมพันธมิตรฯ ยังอยู่ในภาวะปกติ


ทำเนียบฯ 6 มิ.ย.- พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นักวิชาการเสนอให้ใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงเพื่อควบคุมสถานการณ์ความขัดแย้งในปัจจุบัน เพราะจะเป็นผลดีทั้งรัฐบาลและกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ว่า ตัว พ.ร.บ.ความมั่นคงขณะนี้ยังไม่เรียบร้อย และไม่สามารถนำไปดำเนินการเรื่องการสลายการชุมนุมได้ นอกจากจะใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ประเมินว่ากำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจปกติยังสามารถดูแลสถานการณ์ให้เรียบร้อยได้ ไม่มีเหตุอะไร

ต่อข้อถามว่า สถานการณ์ขณะนี้บังคับให้แต่ละฝ่ายต้องเลือกข้าง ทหารจะวางตัวอย่างไร ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า กองทัพทำตามบทบาทหน้าที่ดูแลเรื่องความมั่นคง การป้องกันประเทศ และวาระเร่งด่วน เรื่องปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งทรัพยากรสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ทั้งนี้ ไม่มีสถานการณ์ใดที่จะมาบีบให้ทหารต้องเลือกข้าง. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-06 16:33:58

อุดม ยัน คตส.ไม่ห่วง ถูกกองปราบออกหมายเรียก

คตส. 6 มิ.ย.- “อุดม เฟื่องฟุ้ง” ยืนยัน คตส.ทุกคนเป็นวัวป่า ไม่กลัวเสือ ไม่เป็นห่วงถูกกองปราบปรามออกหมายเรียก มั่นใจทำทุกอย่างถูกต้อง ชี้ แค่หวังผลให้คดีตรวจสอบอดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตนักการเมืองยืดเยื้อ และลดความน่าเชื่อถือ คตส.

นายอุดม เฟื่องฟุ้ง ประธานกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ให้สัมภาษณ์ กรณีที่กองปราบปรามออกหมายเรียกให้ คตส.ทั้ง 11 คน ไปพบพนักงานสอบสวน กรณีที่ถูกสำนักงานกฎหมาย นิติเอกราช จำกัด แจ้งความในข้อหาดูหมิ่นและแจ้งความเท็จ ว่า การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ในกรณีดังกล่าว เป็นเรื่องน่าเห็นใจ ทราบดีว่าที่ต้องทำอย่างนั้น ไม่ใช่การกระทำหรือความเห็นขององค์กร และในแง่ของคดี คงหวังผลให้การดำเนินคดี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตนักการเมือง ที่ คตส.ตรวจสอบ ต้องยืดเยื้อออกไป และเป็นการต่อสู้ของนักกฎหมาย เพื่อต้องการสร้างหลักฐานให้เห็นว่ามีข้อต่อสู้ เพราะผู้ตรวจสอบยังถูกดำเนินคดี เป็นการลดความน่าเชื่อถือ

“ขอยืนยันว่า คตส.ทุกคนไม่รู้สึกกลัว คตส.เป็นพวกวัวป่า ไม่กลัวเสือ บอกได้เลย เป็นวัวป่า ไม่ใช่วัวบ้าน หรือวัวเลี้ยง ไม่อยู่ในคอกใคร ทุกคนเป็นอย่างนี้หมด” นายอุดม กล่าว

ส่วนคดีความต่าง ๆ จะส่งผลกระทบต่อ คตส. หลังพ้นตำแหน่งหรือไม่นั้น นายอุดม กล่าวว่า ยังให้คำตอบล่วงหน้าไม่ได้ แต่ส่วนตัวไม่คิดว่าจะลำบาก หรือได้รับผลร้ายใด ๆ มาถึงจุดนี้แล้ว ไม่ติดอะไร เนื่องจากไม่มีภาระครอบครัว และหากจะถูกดำเนินคดีจริง ๆ ก็สบาย ๆ เพราะยืนยันได้ว่าทุกอย่างทำตามข้อเท็จจริง ไม่ได้กลั่นแกล้งใคร นอกจากนี้ ที่ผ่านมา ผู้ถูกกล่าวหา ทนายความ หรือบริวาร มักออกมาพูดอย่างเดียวว่าถูกกลั่นแกล้ง

“ผมอยากถามให้สังคมตัดสินว่า ถูกกลั่นแกล้งตรงไหน ถูกกลั่นแกล้งโดยการเข้าไปตรวจสอบการทำงานหรืออย่างไร ถ้าไม่มีการกระทำที่ไม่ถูกต้องเกิดขึ้น ก็คงตรวจสอบไม่ได้” นายอุดม กล่าว

ต่อกรณีที่มีการเคลื่อนไหวของประชาชนบางส่วน ที่ไม่เห็นด้วยและต่อต้านรัฐตำรวจ จะนำไปสู่ความขัดแย้งหรือไม่ นายอุดม กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องถามรัฐบาล ถาม คตส.ไม่ได้ เพราะไม่ได้เป็นตัวก่อหวอด แต่เป็นเพียงหมากตัวหนึ่ง ที่มีอีกฝ่ายไม่ยอมให้เดินต่อ

นอกจากนี้ นายอุดม ยังตั้งข้อสังเกต ถึงกรณีที่กระทรวงยุติธรรมย้าย น.ส.กัญญานุช สอทิพย์ อธิบดีกรมบังคับคดี ซึ่งเคยเป็นอนุกรรมการตรวจสอบเรื่องที่ดิน ถ.รัชดาภิเษก เมื่อครั้งเป็นรองอธิบดี ว่า เป็นเรื่องที่ผิดสังเกต และไม่ทราบว่ามีสาเหตุจากอะไร แต่เห็นว่า น.ส.กัญญานุชเป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถ.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-06 16:15:05

เส้นทางบนถนนการเมืองของ จักรภพ

กรุงเทพฯ 30 พ.ค. - สำหรับเส้นทางชีวิตบนถนนการเมืองของ นายจักรภพ เพ็ญแข เป็นเส้นทางที่เรียกได้ว่าเข้มข้น โดดเด่น และชัดเจน.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-05-30 12:30:54






คัดค้านรัฐบาลแห่งชาติ พันธมิตรต้องยุติการชุมนุม!

กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ และเครือข่ายพิทักษ์เจตนารมณ์เดือนพฤษภาคม ออกแถลงการณ์คัดค้านข้อเสนอรัฐบาลแห่งชาติ และเรียกร้องให้พันธมิตรฯ ยุติการชุมนุม เนื่องจากเป็นการชุมนุมที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ส่อเจตนานำไปสู่การรัฐประหาร และเตือนสติประชาชนให้ใช้วิจารณญาณอย่างรู้เท่าทันกลเกมพันธมิตรฯ ความดังนี้

แถลงการณ์
คัดค้านระบอบรัฐประหารและรัฐบาลแห่งชาติ

สนับสนุนประชาธิปไตยรัฐสภา

ประชาชนต้องมีส่วนร่วมแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย
วิกฤตการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นในสังคมการเมืองไทยขณะนี้ มีแนวโน้มจะนำพาสังคมไทยสู่การถอยหลังทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยอีกคำรบ อันเนื่องมาจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ชูประเด็นล้าหลัง คลั่งชาติ รวมถึงไม่เคารพในระบบเสียงในระบอบประชาธิปไตย และดูถูกดูแคลนการเรียนรู้ทางประชาธิปไตยของคนส่วนใหญ่ในสังคมไทย

การรัฐประหาร วันที่ 19 กันยายน 2549 ได้ให้บทเรียนแก่สังคมไทยอีกครั้งว่า รัฐประหารไม่ใช่แนวทางแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทย ในทางตรงกันข้าม การรัฐประหารกลับทำให้อำนาจล้าหลังของ “ระบอบอำมาตยาธิปไตย” ฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้ง

ดังตัวอย่างรูปธรรมคือ รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 และกฎหมายของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) นับร้อยฉบับ ที่ให้อำนาจรวมศูนย์กับระบอบอำมาตยาธิปไตย โดยมีการเร่งรีบพิจารณา ไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ไร้ซึ่งการตรวจสอบ ถ่วงดุล และการมีส่วนร่วมของประชาชน อาทิ พระราชบัญญัติป่าชุมชน พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พระราชบัญญัติด้านสื่อสารมวลชนอีกนับสิบฉบับ ฯลฯ ตลอดทั้งพระราชบัญญัติความมั่นคง

เราในนามกลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ และเครือข่ายพิทักษ์เจตนารมณ์เดือนพฤษภาคม 2535 มีเจตนารมณ์แน่วแน่ต้องการสร้างสรรค์สังคมไทยให้เป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น และต้องการให้รัฐเก็บภาษีอัตราก้าวหน้าเพื่อสร้างรัฐสวัสดิการ เพื่อให้มีความเสมอภาคและความยุติธรรมเกิดขึ้นในสังคมไทย เรามีความคิดเห็นและข้อเรียกร้อง ดังนี้

1.ขอเรียกร้องให้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยุติการชุมนุมที่นำไปสู่การรัฐประหารโดยเร่งด่วน และขอให้กองทัพอย่าฉวยโอกาสจากสถานการณ์กระทำการรัฐประหาร ซึ่งจะทำให้สังคมไทยบอบช้ำยิ่งขึ้นไปอีก

2.ถ้าหากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยไม่ยอมยุติการชุมนุม รัฐบาลต้องไม่ใช้ความรุนแรงต่อการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพราะอาจกลายเป็นข้ออ้างของการรัฐประหารได้ด้วยเช่นกัน

3.ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันพัฒนาระบอบประชาธิปไตยรัฐสภา เพื่อยกระดับการเมืองไทยให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ต้องยืนยันหลักการ 1 สิทธิ 1 เสียงของประชาชน ในการเลือกตั้งผู้แทนราษฎร ว่าเป็นหัวใจของประชาธิปไตย เพราะแม้ระบบการเลือกตั้งอาจไม่เท่ากับประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ แต่การทำลายประชาธิปไตยรัฐสภาด้วยการรัฐประหาร กลับอันตรายยิ่งกว่า และการเสนอรัฐบาลแห่งชาติก็มิใช่ทางออกที่เคารพเสียงของประชาชนเช่นกัน

4.รัฐธรรมนูญ 2550 เป็นรัฐธรรมนูญที่ล้าหลัง เพราะเป็นรัฐธรรมนูญโดยอำมาตยาธิปไตย เพื่ออำมาตยาธิปไตย และของอำมาตยาธิปไตย จึงจำเป็นต้องแก้ไขให้มีความก้าวหน้าขึ้น ส่วนคนกลุ่มที่คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ก็คือคนกลุ่มที่สนใจแต่ประโยชน์ทางการเมืองเฉพาะหน้าของกลุ่มตนเอง และหวงอำนาจอภิสิทธิ์ของพวกตนเอง

5.กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญมิควรดำเนินไปโดยรัฐสภาแต่เพียงฝ่ายเดียว เพราะรัฐธรรมนูญมีฐานะเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ จึงต้องให้ประชาชนร่วมในกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น และให้ประชาชนลงประชามติอีกครั้งหนึ่งภายหลังร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว แม้ว่าต้องใช้เวลานานมากขึ้นก็ตาม

6.ท้ายสุด ขอเรียกร้องให้ประชาชนไม่ต้องเข้าร่วมการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และขอให้รับฟังข้อมูลข่าวสารต่างๆ จากสื่อสารมวลชนด้วยความไตร่ตรองอย่างมีวิจารณญาณ

ด้วยความเชื่อมั่นระบอบประชาธิปไตย
กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ
เครือข่ายพิทักษ์เจตนารมณ์เดือนพฤษภาคม 2535



ประธานสภา สนามหลวงฯ แนะใช้ยุทรการ สอยดาว แก้เกมส์พันธมิตรฯ

นายสุรชัย แซ่ด่าน ประธานสภาสนามหลวง ต่อต้านเผด็จการ ขึ้นเวทีปราศรัยที่ท้องสนามหลวง ประกาศใช้ นโยบาย สอยดาวเพื่อต่อต้านพันธมิตรที่ใช้ยุทธการดาวกระจาย ป่วนเมืองในขณะนี้ว่า ในเมื่อพันธมิตรได้ใช้ยุทธการดาวกระจาย เพราะฉะนั้น ตนจึงเสนอให้ใช้ยุทธการสอยดาว ซึ่งจะมีอยู่ 3 มาตรการคือ

1. เมื่ออยู่บนตึกสูง เมื่อเห็นพวกพันธมิตร เดินทางผ่านมาก็ให้เตรียมน้ำพิเศษใส่ถุงใส่ขวด แล้วเขวี้ยงลงมารับรองว่าพวกพันธมารจะแตกกระจาย

2. การปิดล้อมพวกพันธมิตรเพื่อไม่ให้เคลื่อนออกมา ใช้ยุทธการดาวกระจายได้

3. การตีท้ายครัว พวกพันธมาร เช่น ให้สืบดูว่า ไอ้แป๊ะลิ้ม บ้านอยู่ที่ไหน ไอ้สุริยะใส มันมีเมียกี่คน ไอ้สมเกียรติ พงษ์ไพบูรณ์ บ้านมันอยู่ที่ไหน แล้วเราก็ไปเซาะมัน ซึ่งยุทธการนี้ จะใช้กับ พล.ต.จำลองไม่ได้ ปล่อยให้มันอาบน้ำ 5 ขันไป นี่ประธานสภาสนามหลวงฯ ไม่ได้ชักชวนให้ไปทำเพียงแต่แนะนำเท่านั้น

ในวันนี้ได้มีพี่น้องจากอ่างทอง สิงห์บุรี และอยุธยา ได้เดินทางมาและพร้อมที่จะเดินทางไปปิดล้อมพันธมิตรแต่ไม่ขอบอกว่าจะเดินทางไปที่ไหน ขอให้เป็นความลับทางราชการไว้ก่อน เราจะไม่บอกว่าเราจะไปปิดล้อมอย่างไร ซึ่งในส่วนตัวจะไม่เดินทางไปไหน จะอยู่ที่สนามหลวง ใครจะไปก็ไป เพราะสภาสนามหลวงจะยืนอยู่ที่สนามหลวง

ช่วยกันกดดัน

2-3 วันก่อน มีนักวิชาการบางท่านออกมาบอกว่า รัฐบาลไม่ต้องไปให้ความสนใจกับกลุ่มพันธมิตรฯ ให้มากนัก เพราะตอนนี้ก็ดูจะมีท่าทีอ่อนลงแล้ว และก็คงสลายตัวไปในเร็ววันนี้

แต่พอมาดูพฤติกรรมต่างๆ แล้ว ยังไม่เห็นท่าว่าจะยุติลงง่ายๆ แต่กลับปรับแผนปั่นป่วนสร้างความวุ่นวายมากไปกว่าเก่า

แม้ว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะหมั่นเพียรไปเจรจาทุกวี่ทุกวันก็ไม่ประสบผลสำเร็จ เสมือนเป็นการไป “สีซอ” อย่างไรอย่างนั้น

ยิ่งข้ออ้างว่าชาวบ้านเดือดร้อน นักเรียน 8 โรงเรียนเป็นอย่างน้อยได้รับผลกระทบอย่างหนัก ผมก็ไม่เชื่อว่าจะเป็นผล

เพราะก่อนหน้านั้นแม้ว่า นายสมัคร สุนทรเวช จะออกมาพูดเรื่องเส้นทางเสด็จฯ แต่พวกที่อ้างรักชาติ รักแผ่นดิน เทิดทูนสถาบันเบื้องสูง และพยายามโยงเข้ามาเกี่ยวพันกับการชุมนุม ก็ยังไม่สนใจไยดี ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้

ผมว่าถึงวันนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจก็คงเหนื่อยหน่ายเต็มทน ดังจะเห็นได้จากอาการของ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผบช.น. และ พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกตำรวจ ที่ออกมาระบุว่าสื่อมวลชนและประชาชนต้องร่วมมือกัน

ต้องช่วยกันสะท้อนปัญหา สะท้อนความทุกข์ยากของประชาชนออกมาให้ชาวบ้านที่กำลังคิดว่าจะออกมาร่วมการชุมนุมได้เข้าใจ และเปลี่ยนใจเสีย

เพราะการปิดถนนใช้เครื่องขยายเสียงประกาศปาวๆ นั้นได้ส่งผลกระทบต่อผู้คนเป็นวงกว้าง และมากเสียยิ่งกว่าคนเพียงหยิบมือที่มานั่งร่วมชุมนุมตั้งมากมายหลายเท่า

ฝ่ายเจ้าหน้าที่บ้านเมืองยังฝากคำแนะนำไปถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบด้วยว่า หากได้รับความเดือดร้อน หรือรู้สึกว่าตัวเองถูกละเมิดสิทธิ ก็สามารถไปแจ้งความดำเนินคดีกับผู้กระทำการกีดขวางการจราจรเหล่านี้ได้ โดยเฉพาะแกนนำพันธมิตรฯ ทั้ง 6 คน

นัยว่าเป็นการช่วยกันสร้างแรงกดดันให้กับม็อบอีกทางหนึ่ง

ผมเองก็เห็นด้วยที่จะให้ประชาชน โรงเรียน ชุมชน หรือแม้แต่ข้าราชการทั้ง กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กองทัพบก ฯลฯ ออกไปแจ้งความกันให้มากๆ

แต่ไม่ได้คิดว่าจะเพื่อกดดันกลุ่มพันธมิตรฯ ดังว่า เพราะผมเชื่อว่าจะไม่ได้ผล

ด้วยเห็นว่าไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องไปสื่อสารให้พันธมิตรฯ รู้ว่ามีประชาชนได้รับความเดือดร้อนมากน้อยแค่ไหน เพราะเรื่องเหล่านี้รับรู้ รับเห็นได้ชัดเจนอยู่แล้ว

และหากกลุ่มผู้ชุมนุมมี “สามัญสำนึก” ในความรักชาติ รักแผ่นดิน เป็นห่วงเป็นใยในทุกข์สุขของพี่น้องประชาชนคนไทยด้วยกันจริงแล้ว คงยุติการชุมนุมหรือย้ายสถานที่ชุมนุมไปนานแล้ว

ยิ่งเมื่อกลุ่มพันธมิตรฯ งัดยุทธวิธี “ดาวกระจาย” ออกมาใช้ ก็ยิ่งสะท้อนชัดมากขึ้นว่า ไม่ได้ใส่ใจว่าความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่จะต้องทำมาหากิน จะขยายวงกว้างไปอีกมากเท่าไร

ดังนั้นในทรรศนะส่วนตัวจึงไม่เห็นหนทางใดจะดีไปกว่าการจัดการกับพวกที่เห็นแก่ประโยชน์ของตัว มากกว่าบ้านเมือง อย่างเด็ดขาด

ไม่ว่าจะเป็นวิธีการละมุนละม่อม หรือจะเป็นวิธีการใช้กำลังเจ้าหน้าที่เข้าสลาย หากมีการขัดขืนดึงดัน หรือมีความพยายามยั่วยุ ก็ตาม

เพราะไม่เห็นว่าจะเสียหายตรงไหนหากรัฐบาล และเจ้าหน้าที่ตำรวจจะรีบจัดการดูแลความสงบสุขของประชาชนส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบเป็นการด่วน

หากมัวแต่มานั่งเกรงใจพวกที่ทำลายบ้านเมือง สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้คนนับหมื่น นับแสน ประเทศชาติก็คงหาความสงบสุขไม่ได้

ขนาดจอดรถในที่ห้ามจอดก็ยังต้องถูกล็อกล้อเสียค่าปรับ แล้วคนพวกนี้เป็นใครจึงสามารถปิดถนนได้โดยไม่มีความผิด

แม้ว่าจะเป็นเพียงความผิดไม่ใหญ่โตตาม พ.ร.บ.จราจร แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ดำเนินการเปรียบเทียบปรับไปตามกฎหมายเสียก่อนไม่ได้หรือ

ทำผิดวันไหนก็ปรับวันนั้น หาก (มัน) ไม่รู้จักอายก็ให้มันรู้ไป เพราะหากไม่มีการจัดการอย่างใดอย่างหนึ่ง นับวันก็มีแต่จะได้ใจ

และยิ่งการปรับแผนใหม่ก็ชี้ให้เห็นชัดๆ อยู่แล้วว่าความคิดของกลุ่มแกนนำม็อบป่วนเมืองพวกนี้ จงใจให้พี่น้องประชาชนเกิดความเดือดร้อน และจะยิ่งขยายวงผู้คนที่ได้รับผลกระทบออกไปเรื่อยๆ ด้วยแนวทาง “ดาวกระจาย”

เป็นวิธีคิดที่ “ชั่วร้าย” ที่พยายามเอาความเดือดร้อนของประชาชนมาเป็นเครื่องมือต่อรอง...!!

บิ๊กโบ๊ต


ลิ่วล้อพันธมิตรฯ บุกขอนแก่น งัดวิชามารใส่ร้ายรัฐบาล

พันธมิตร ฯ ได้ทีบุกขอนแก่น 9 มิ.ย. จัดเวทีสัมมนาหวังปั่นหัวคนอีสานให้ต่อต้านรัฐบาล แต่ไม่กล้าออกหน้าว่าเป็นพันธมิตรฯ กลัวโดนคนอีสานขับไล่

แหล่งข่าวจากองค์กรภาคเอกชนจังหวัดขอนแก่นเปิดเผยถึงกรณีเครือข่ายภาคเอกชนจะจัดเวทีสัมนาที่จังหวัดขอนแก่น ในวันที่ 9 มิถุนายน 2551 ในหัวข้อ “ข้าวยากหมากแพง ถ้ารัฐบาลแก้ไขไม่ได้ก็ให้ลาออกไป” โดยมีการตั้งข้อสังเกตุกันว่าการจัดเวทีสัมนาครั้งนี้เป็นการเกี่ยวโยงกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เนื่องจากมีจุดมุ่งหมายอย่างเดียวกัน คือต้องการล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ส่วนวิธีการที่ใช้แตกต่างกัน

แหล่งข่าวระบุว่า เหตุผลที่เวทีสัมมนาในวันที่ 9 มิถุนายนไม่ได้ใช้ชื่อของกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะเกรงว่าจะไม่มีประชาชนให้การสนับสนุน เนื่องจากคนทางภาคอีสานก็ไม่ได้ชอบหรือสนับสนุนคนกลุ่มพันธมิตรฯ สักเท่าไรจึงต้องใช้วิชามารให้ประชาชนสับสนพร้อมตั้งเวทีสัมมนาขับไล่รัฐบาล

“พวกนี้จะมีการรวบรวมคนเป็นกระบวนการของสมาชิกในองค์กรเอกชนที่ตนเองสังกัดอยู่ ในจังหวัดละ 30 คน ในเขตจังหวัดภาคอีสานเท่านั้นโดยมีการวางเป้าหมายของผู้ที่จะมาร่วมชุมนุมในครั้งนี้ถึง 500 คน โดยผ่านการประสานงานจากนายสมภพ บุนนาค ทึ่ปรึกษาองค์กรคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ซึ่งก็เป็นหนึ่งในอนุกรรมการติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจ ของกลุ่มพันธมิตรฯ”

แหล่งข่าวยังระบุด้วยว่าการเปิดเวทีสัมมนาในวันที่ 9 มิถุนายนน่าจะมีประชาชนที่จะเข้ามารวมชุมนุมมีจำนวนไม่มาก ส่วนประชาชนของกลุ่มต่อต้านกลุ่มพันธมิตรฯ ก็ออกมาเคลื่อนไหวโดยจะมีการรวมตัวเพื่อแสดงจุดยืนและประกาศเจตนารมย์ หลังจากวันที่ 9 มิถุนายน เพื่อดูท่าทีของเวทีเครือข่ายภาคเอกชน

“กลุ่มต่อต้านพันธมิตรฯ จะใช้ชื่อกลุ่มว่า กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิต และสังคมอีสาน (กสส.) โดยมีภาพคล้ายกับกลุ่ม คปพร. แต่ทางกลุ่มของเราจะเป็นการรวมตัวกันขององค์กรที่ต่อต้านการรัฐประหาร และไม่เอารัฐธรรมนูญ 2550 ในพื้นที่ของภาคอีสานเท่านั้น”

แหล่งข่าวกล่าวว่า กลุ่ม กสส.รวมตัวกันเพื่อปกป้องระบอบประชาธิปไตย และอยากให้กลุ่มพันธมิตรฯ ยุติบทบาทของตัวเอง เพราะว่าการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ อาจนำไปสู่เหตุการณ์ของการเกิดรัฐประหาร และการเข้ามายึดอำนาจของทหารได้อีกเหมือนกับเหตุการณ์เมื่อ 19 กันยายน 2549 แต่จะมีการแถลงเมื่อไรนั้นจะแจ้งให้ทราบในภายหลัง



พลเมืองภิวัฒน์ ออกแถลงการณ์ สับ “หมอประเวศ”ดูถูกประชาชน!

สับแนวคิด “หมอประเวศ” เสนอตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ทำลายระบอบประชาธิปไตย เหยียดหยามประชาชน ไม่เคารพเสียงส่วนใหญ่ แฉ “ราษฏรอาวุโส” เพี้ยนหนักอยากเห็นพรรคการเมืองหนึ่งขึ้นเสวยอำนาจ

ผู้สื่อข่าวรายงานข่าว กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ได้ออกแถลงการณ์ เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน โดยระบุว่า สถานการณ์การเมืองของประเทศไทย ณ วันนี้ ความพยายามของกลุ่มพันธมิตรฯที่จะก่อความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองและชักนำไปสู่การทำรัฐประหารยังไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนหลีกเลี่ยงที่จะใช้มาตรการที่มีความรุนแรงต่อกลุ่มผู้ประท้วง และยอมถอนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญออกไป เมื่อกลุ่มพันธมิตรฯทำงานไม่ได้ผล แนวรบอีกด้านหนึ่งของฝ่ายเผด็จการอำมาตยาธิปไตย คือ นายประเวศ วะสี จึงได้ออกมาเสนอแนวความคิดการจัดตั้ง “รัฐบาลแห่งชาติ” เผยแพร่ผ่านสื่อไปทั่วบ้านทั่วเมือง

แถลงการณ์ระบุด้วยว่า แนวความคิดการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติของนายประเวศ วะสี นอกจากจะเป็นการทำลายการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างที่สุดแล้ว ยังเป็นเป็นการดูหมิ่นและเหยียดหยามประชาชนอย่างยิ่ง เนื่องจากประชาชนได้ออกไปใช้อำนาจอธิปไตยของตนเองผ่านการเลือกตั้ง ซึ่งกลไกประชาธิปไตยยังคงดำเนินต่อไปได้ตามวิถีทางปกติ โดยที่ไม่มีเหตุผลรองรับสำหรับการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติเลย

นอกจากนี้ ยังไม่มีเหตุผลทางด้านความมั่นคงของรัฐ เช่น สภาวะศึกสงคราม หรือสภาวะการณ์ร้ายเเรงอื่นๆ ที่มีน้ำหนักเพียงพอต่อการที่จะนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติได้เลย เหตุผลที่แท้จริงของการเสนอแนวคิดจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติของนายประเวศ วะสี คือ ไม่เห็นด้วยกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ไม่เคารพเสียงส่วนใหญ่ ไม่คำนึงถึงสิทธิ เสรีภาพ และอำนาจอธิปไตยของประชาชน อีกทั้งยังเป็นแนวความคิดที่จะเป็นการเปิดทางให้พรรคการเมืองที่อยู่ในฝ่ายของตนขึ้นมาครองอำนาจนั่นเอง

ในแถลงการณ์ระบุอีกว่า หากนายประเวศ วะสี มีความตั้งใจจริงในการสร้างความสมานฉันท์และความปรองดองในชาติ นายประเวศ วะสีสามารถกระทำได้โดยการบอกกล่าวไปยังกลุ่มพันธมิตรฯให้ยุติการชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเสียที ปล่อยให้กลไกของระบอบประชาธิปไตยเดินหน้าต่อไป อีกทั้งตัวของนายประเวศ วะสี เองจักต้องเลิกเสนอแนวคิดที่เป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อวานที่ผ่านมา (5 มิ.ย.) กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ โดยนางสิริวารี รำเพย เลขาธิการกลุ่มฯ ได้เข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการตรวจสอบกากระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ขอให้ยุติบทบาท เพื่อรอฟังคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธํรรมนูญก่อนว่า มีอำนาจชอบธรรมต่อกระบวนการสอบสวนและกล่าวหา ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ 2550 หรือไม่ โดยกำหนดเวลาให้ 7 วัน เพื่อรอฟังคำตอบ



กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าแจ้งจับม็อบพันธมิตร

กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าแจ้งจับม็อบพันธมิตร
พ่อค้าแม่ค้าขายผลไม้ตลาดเทเวศน์ และตลาดบางลำพู รวมตัวแจ้งความเอาผิดม๊อบพันธมิตร ชุมนุมนานจนเกิดความเสียหาย ขายของไม่ได้ผลไม้เน่าเสียจำนวนมาก

นายกาญจ์ ผลวัฒน อายุ 55 ปี นำกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าขายผลไม้ตลาดเทเวศน์และตลาดบางลำพู เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล และแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทั้ง 6 ต่อพนักงานสอบสวน สน.สามเสน ในข้อหาก่อความเดือดร้อนรำคาญใจและกีดขวางการจราจร พร้อมกันนี้ได้นำผลไม้ อาทิ กล้วยและส้มที่เน่าเสีย มาเททิ้งบริเวณตลาดเทเวศน์ เนื่องจากตำรวจได้ขอร้องไม่ให้นำไปเทแยก จปร. ใกล้กับที่ชุมนุมกลุ่มพันธมิตร เพราะเกรงว่าอาจจะสร้างไม่พอใจกับกลุ่มผู้ชุมนุมได้

ทั้งนี้ นางเล็ก สร้อยสุวรรณ แม่ค้าขายผลไม้รายหนึ่งกล่าวทั้งน้ำตาว่า ปกติขายของได้กำไร 600 บาท/วัน แต่ตั้งแต่มีม็อบก็สร้างความเดือดร้อนกำไรลดลงเหลือวันละเพียง 100 บาท


จาก thai-grassroots

Friday, June 6, 2008

กขช.สั่งชะลอข้าวถุงธงฟ้า 'มิ่งขวัญ'ยืนยันไม่ลาออก

ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการเรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานประชุมร่วมกับรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการประชุมได้เสร็จสิ้นลงในช่วงบ่ายที่ผ่านมา (6 มิ.ย.) โดย นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุม กขช.เห็นชอบให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ดำเนินการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง โดยเริ่มจำนำได้ในวันที่ 15 มิ.ย. หากเริ่มได้เร็วก็จะสามารถดำเนินการได้ทันที ส่วนสาเหตุที่องค์การคลังสินค้า (อคส.) ไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะขณะนี้คณะกรรมการมีองค์ประชุมไม่ครบ

นพ.สุรพงษ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังให้ชะลอการจัดทำข้าวธงฟ้าของกระทรวงพาณิชย์ออกไปก่อน เนื่องจากเห็นว่าราคาข้าวในตลาดกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว แต่หากมีเหตุการณ์ที่ไม่ปกติ ก็จะนำข้าวถุงธงฟ้าออกมาจำหน่ายอีกครั้ง

นอกจากนั้น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยังยืนยันว่า ในการประชุม กขช. บรรยากาศการประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยเฉพาะกรณี นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มีข่าวว่าจะถอดใจลาออกนั้น ก็ไม่เห็นว่า นายมิ่งขวัญ จะแสดงท่าทีแต่อย่างใด และการทำงานของรัฐบาลก็ไม่ได้มีความขัดแย้งใดๆ

ขณะที่นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้แจ้งในที่ประชุมว่าขณะนี้มีปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องร่วมมือกัน ซึ่งการเปลี่ยนมาเปิดรับจำนำข้าวเปลือกในระหว่างที่ตนเดินทางไปต่างประเทศ ก็มีรัฐมนตรีช่วย และปลัดกระทรวงพาณิชย์เข้าร่วมประชุมด้วย จึงไม่มีปัญหา

อย่างไรก็ตาม นายมิ่งขวัญไม่ได้ตบคำถามถึงกระแสข่าวว่าน้อยใจกับการเปลี่ยนแนวทางการแก้ไขปัญหาข้าวในครั้งนี้