WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, June 7, 2008

รายงานพิเศษ "สื่อเป็นพิษ" ตอนที่ 1: บทบาทของสื่อ

ชมรายงานพิเศษ "สื่อเป็นพิษ" ทั้ง 6 ตอน

ตอนที่ 1:
บทบาทของสื่อ
ตอนที่ 2: หนังสือพิมพ์ดาวสยาม
ตอนที่ 3: จริยธรรมของสื่อ
ตอนที่ 4: การวางตัวของสื่อสาธารณะ "TPBS"
ตอนที่ 5: มุมมองของประชาชนกับสื่อปัจจุบัน
ตอนที่ 6: อนาคตสื่อสารมวลชนคนรุ่นใหม่




จาก thai-grassroots

นศ.มธ.แถลงจุดยืนต่อกรณีกลุ่มพันธมิตร

นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ลงความเห็นต่อกรณีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่าควรจะยุติ เนื่องจากส่วนใหญ่เห็นว่าเงื่อนไขการชุมุนุมเปลี่ยนไป

องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้เปิดแถลงจุดยืนว่านักศึกษาในมหาวิทยาลัยมีจุดยืนที่จะสนับสนุนสิทธิในการชุมนุมหรือการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอย่างเสรีจากทุกฝ่ายในสังคม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใดก็ตามเพื่อให้ทุกกลุ่มมีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นของตัวเอง โดยไม่ถูกคุกคามสิทธิ์ทั้งจากผู้ที่คิดเห็นต่างกันหรือจากฝ่ายรัฐบาลและจะต้องเป็นไปโดยสันติ ไม่มีการใช้กำลังและไม่มีการนำเอาสถาบันพระมหากษัตริย์มาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความอดกลั่นต่อความคิดเห็นต่อความคิดเห็นที่แตกต่าง ขณะเดียวกันก็ได้มีการเปิดเผยถึงผลสำรวจความคิดเห็นของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยต่อสถานการณ์การเมืองไทยในปัจจุบันที่ได้มีการสุ่มสำรวจจาก 1,000 ตัวอย่าง ซึ่งพบว่ากว่า 78 เปอร์เซ็นต์ ต้องการให้มีการทำประชามติก่อนทำการแก้ไขรัฐธรรมนูญและอีก 80 เปอร์เซ็นต์ เห็นว่าการชุมนุมควรที่จะยุติลงได้แล้ว เนื่องจากเงื่อนไขการชุมนุมเปลี่ยนไป นอกจากอีก 55 เปอร์เซ็นต์ นี้ยังไม่เห็นด้วยที่กลุ่มผู้ชุมนุมเปลี่ยนเงื่อนไขการชุมนุมมาเป็นการขับไล่รัฐบาล



อย่าคิดแต่กำไร-ขาดทุน

มี คนเริ่มวิจารณ์กันว่า การชุมนุมของม็อบพันธมิตรครั้งนี้ ใจร้อนไปหน่อย เลยจุดไม่ค่อยจะติด ยิ่งธรรมชาติไม่เป็นใจ เศรษฐกิจรัดตัวอย่างนี้ด้วยแล้ว พันธมิตรก็ควรจะยอมรับความจริง อย่าไปดันทุรัง คำโบราณว่าเอาไว้ วันพระไม่มีหนเดียว หนทางการต่อสู้ในระบอบประชาธิปไตยก็ไม่มีวันสิ้นสุด

ในวงเล็บว่าจะต้องมีเจตนาที่บริสุทธิ์ด้วย

วันก่อน คุณประเสริฐ บุญสัมพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท.ไปชี้แจงถึงปัญหาวิกฤติน้ำมันให้กับกรรมาธิการพลังงานวุฒิสภาที่มี พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช เป็นประธาน มาถึงประเด็นว่าทำไมน้ำมันบ้านเราถึงได้แพงกว่าประเทศ ข้างบ้านอย่างมาเลเซีย คุณประเสริฐ ตอบว่าอย่างไรรู้ไหม

ตอบว่า เพราะมาเลเซียเขาให้งบประมาณอุดหนุน ปีละสี่แสนล้าน ถ้าอยากจะให้ขายน้ำมันราคาเท่ากับมาเลเซีย รัฐบาลก็ต้องเอาเงินมาอุดหนุน 4 แสนล้านเช่นกัน เพราะทุกวันนี้ ปตท.ต้องแบกรับภาระ การตรึงราคาน้ำมันในรอบ 5 เดือนที่ผ่านมาถึง 5.7 พันล้านแล้ว

กรรมาธิการบางท่านอดรนทนไม่ได้เพราะเห็นคุณประเสริฐพูดแต่เรื่องขาดทุนๆ ก็เลยถามสวนไปว่า แล้วทำไม ปตท.ถึงได้มีกำไรปีละกว่าแสนล้านได้ คุณประเสริฐก็ยอมรับว่าเป็นความจริง และคุณประเสริฐก็ยกข้ออ้างว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้า ปตท.ต้องลงทุนเป็นล้านๆบาท ถ้าจะให้ ปตท.มีกำไรปีละแค่หมื่นล้านจะอยู่ได้อย่างไร โยนความผิดของวิกฤติน้ำมันว่าเป็นเพราะการเก็งกำไรไปโน่น

ดูว่า คุณประเสริฐจะตอบไม่ค่อยตรงคำถามและคิดไม่ค่อยตรงคำตอบ ผมเข้าใจเจตนารมณ์ว่าที่กรรมาธิการเชิญคุณประเสริฐมาชี้แจงก็เพื่อจะช่วยกันหาทางออกที่จะ บรรเทาความเดือดร้อนอันเกิดจากวิกฤติน้ำมันอย่างไรบ้าง ไม่ใช่มามองว่า ปตท.จะต้องได้กำไรเท่านั้นเท่านี้

เอาง่ายๆ ผมว่างบโฆษณาประชาสัมพันธ์ของ ปตท.แต่ละปีเป็นจำนวนไม่ใช่น้อยแล้ว ผมก็ไม่รู้ว่าจะไปโฆษณาสรรพคุณทำไมให้เมื่อยตุ้ม เอางบเหล่านี้มาช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้านไม่ดีกว่าหรือ

คิดเป็นบวกกับสังคมบ้างก็จะดี

ผมอยากจะแถมท้ายเรื่องของคุณสุนัย มโนมัยอุดม อดีตอธิบดี ดีเอสไอ ที่ถูกออกหมายจับในขณะนี้ หรือกรณี คตส.ถูกออกหมายเรียกเป็นครั้งที่สอง กรณีจ้างบริษัทเอกชนรับงานโครงการฝึกอบรมข้าราชการใน สตง. ที่ค่อนข้างจะใกล้ตัวไปหน่อย ถ้าจะมองว่าเกี่ยวข้องกับการเมืองก็คงไม่ผิดนัก

ขบวนการนี้ถ้าเริ่มต้นให้ตรง ไม่เอาคนที่ไล่ระบอบทักษิณมาตรวจสอบ เสียเอง ก็น่าจะปิดหีบกันไปแล้วกระบวนการยุติธรรมจะมีบรรทัดฐานอยู่ในตัวเอง คนที่คิดจะใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือ ย่อมจะถูกบาดมือได้เช่นกัน.

หมัดเหล็ก


ส.ว.เอาแน่ซักฟอกรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่รัฐสภา วานนี้ (6 มิ.ย.) กลุ่ม ส.ว.สรรหาและ ส.ว.เลือกตั้งประมาณ 40 คน ร่วมหารือถึงการลงชื่อเพื่อเปิดอภิปรายทั่วไปรัฐบาลโดยไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 จากนั้นนายประสาร มฤคพิทักษ์ ส.ว.สรรหา กล่าวว่า ถึงแม้รัฐบาลจะเข้ามาทำงานได้เพียง 4 เดือน แต่สภาพปัญหาของประเทศได้เกิดขึ้นเร็ว เกิดวิกฤติซ้อนวิกฤติ น่าเป็นห่วงว่าสังคมไทยจะก้าวไปสู่จุดใด ส.ว.ส่วนหนึ่งจึงเห็นร่วมกันว่าเราควรเข้ามาร่วมแก้ปัญหา เพราะขณะนี้ราคาสินค้า น้ำมันแพง ปัญหาสังคมมีการขุดลอกทององค์พระประธาน ขโมยเกี่ยวข้าว ราคาพืชผลตกต่ำการรื้อฟื้นหวยออนไลน์ เกิดปัญหาความเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า เพราะรัฐบาลมุ่งแต่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยไม่ไยดีปากท้องประชาชน

ย้ำไม่ใช่ฝ่ายแค้นจ้องล้มใคร

น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติร่วมกันเข้าชื่อเสนอขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ โดยจะยื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 9 มิ.ย. เพื่อให้ ส.ว.มีโอกาสอภิปรายปัญหาวิกฤติ เศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ที่รัฐบาลเป็นผู้จุดชนวนขึ้นมาเอง เราจะต้องนำเสนอข้อมูลให้ประชาชนรับรู้และให้รัฐบาลตอบกับสังคม ถ้าเปรียบเป็นการบริหารองค์กรอื่นทำแบบนี้ถือว่าสอบไม่ผ่าน วุฒิสภาจะเป็นผู้ประเมินเพื่อให้รัฐบาลนำไปปรับปรุงแก้ไข ไม่เช่นนั้นรัฐบาลก็จะไม่มีโอกาสได้บริหารงานอีกตลอดไป หวังจะทำให้ รัฐบาลได้สติแล้วคิดแก้ไข ยืนยันว่า ส.ว.ที่ยื่นญัตติไม่ได้เป็นฝ่ายค้าน แต่ได้ทำหน้าที่ควบคุมการบริหารราชการของรัฐบาล เพราะขณะนี้บ้านเมืองเดือดร้อนทั้งปัญหาเศรษฐกิจ และการเมือง เราจำเป็นต้องยื่นญัตติ นอกจากจะเป็นการเปิดโอกาสให้รัฐบาลชี้แจงการทำงานที่ผ่านมา แล้วก็ยังให้ ส.ว.ได้เสนอแนะแนวทางแก้ปัญหาให้กับรัฐบาล เพราะขณะนี้สภาผู้แทนราษฎรยังไม่ได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการสามัญฯที่เป็นช่องทางให้ประชาชนร้องเรียน อย่าคิดว่าเป็นฝ่ายตรงข้าม ส.ว.เป็นตัวแทนของประชาชน และไม่ใช่ว่ารัฐบาลเมื่อได้รับการเลือกตั้งมาแล้วจะทำอะไรก็ได้ ไม่บริหารบ้านเมืองก็อยู่ได้ เราจะต้องอภิปรายอย่างน้อยจะเป็นการเตือนสติ และหวังว่ารัฐบาลจะไม่ถูกเลิกจ้างในอนาคต

ชี้อีกช่องนายกฯชิงเปิดอภิปรายตัวเอง

นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา กล่าวว่า ประชาชนฝากความหวังไว้กับ ส.ว.แต่ก็มีคำถามขึ้นมาว่า ส.ว.กำลังทำอะไรอยู่ในสภาพบ้านเมืองที่กำลังขัดแย้งอย่างนี้ ขณะที่ผ่านมามีการตอบโต้ทางการเมือง แต่รัฐบาลมีโอกาสพูดอยู่ฝ่ายเดียว ขณะที่กลุ่มพลังด้านนอกไม่มีโอกาสพูดในสภาฯ เราจำเป็นต้องเปิดเวทีสภาให้มีการนำเสนอข้อมูล โดยใช้สิทธิรัฐธรรมนูญตามมาตรา 161 ถือว่าครั้งนี้จะเป็นโอกาสเดียว โอกาสสุดท้ายก็เกือบจะสุดท้ายที่จะให้หาทางออกให้กับบ้านเมืองได้ จึงน่าจะใช้โอกาสที่เปิดประชุมสมัยวิสามัญนี้ยื่นญัตติดังกล่าว เพราะหากพ้นจากนี้ก็จะเป็นสมัยประชุมนิติบัญญัติก็ไม่สามารถยื่นได้ เห็นว่าหากถึงตอนนั้นกว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้ อย่างไรก็ตามยังมีอีกทางคือ ให้นายกฯใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 179 ขอเปิดประชุมเพื่อให้สมาชิกรัฐสภาได้อภิปราย เพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะไปแก้ไขปัญหา แต่นายกฯจะทำหรือไม่ก็แล้วแต่

นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา กล่าวว่า ญัตติ นี้มีความชัดเจนว่าจะยื่นเรื่องอะไร และมีสำเนาให้กับ ส.ว.ที่ร่วมลงชื่อได้อ่าน รับรองไม่มีการหลอกกันแน่ และจะไม่มีการถอนชื่อ ทั้งนี้ญัตติจะเสร็จและยื่นได้ในวันจันทร์ที่ 9 มิ.ย. พร้อมรายชื่อ ส.ว.ที่ร่วมลงชื่อ

ปชป.จี้ สมัครเปิดอภิปรายทั่วไป

นายเทพไท เสนพงศ์ ผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี ส.ว.จะเข้าชื่อยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 ว่า พรรคประชาธิปัตย์เห็นด้วย และอยากจะเรียกร้องให้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 179 เปิดให้มีการอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อให้ ส.ส. และ ส.ว.ได้มีโอกาสแสดงความเห็นในปัญหาต่างๆ อย่างเต็มที่ พรรคเห็นว่าช่องทางนี้น่าจะเป็นการนำปัญหาข้อเรียกร้องต่างๆ บนท้องถนน เข้ามาอยู่ในระบบของรัฐสภา แนวทางดังกล่าวพรรคประชาธิปัตย์ได้เคยเสนอมาแล้ว สมัยที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี โดย พ.ต.ท.ทักษิณได้ขายหุ้นให้กับกลุ่มทุนจากประเทศสิงคโปร์ หรือเทมาเส็ก จนถูกกลุ่มพันธมิตรฯชุมนุมต่อต้าน โดย พ.ต.ท.ทักษิณรับปากว่าจะเปิดให้มีการอภิปรายรัฐบาล แต่ก็ยุบสภาหนีไป เชื่อว่าหากครั้งนั้น พ.ต.ท.ทักษิณยอมทำตามวิธีการที่ฝ่ายค้านเสนอ ก็อาจจะไม่ต้องเจอกับการรัฐประหาร 19 กันยาก็เป็นได้ มารัฐบาลชุดของนายสมัครก็กำลังเจอเหตุการณ์ในลักษณะทำนองเดียวกัน ดังนั้นนายสมัครจึงน่าจะเปิดใจกว้างรับฟังแนวคิดเพื่อนำไปแก้ไขปรับปรุงต่อไป


อาทิตย์ อุไรรัตน์ ชี้สถานการณ์การเมืองปัจจุบันคล้ายพฤษภาทมิฬ

กทม. 6 มิ.ย. - “อาทิตย์ อุไรรัตน์” ชี้สถานการณ์ปัจจุบันคล้ายพฤษภาทมิฬ ไม่มีความหวังให้ประเทศ ด้าน “วิทยากร เชียงกูล” แนะทางออกขยายการมีส่วนร่วมของประชาชน ส่วน “นพ.พลเดช” แนะปฏิรูปการเมืองใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานจากโรงแรมมิราเคิล แกรนด์ ว่า เมื่อเวลา 09.00 น. วันนี้ (6มิ.ย.) วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมกับกลุ่มองค์กรเครือข่ายภาคประชาชน ได้จัดสัมมนาหัวข้อ “ทางเลือก ทางรอด ก่อนชาติล่มสลาย” โดยมีนายอาทิตย์ อุไรรัตน์ อดีตประธานรัฐสภา นายวิทยากร เชียงกูล คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรม นพ.พลเดช ปิ่นประทีป กลุ่มประชาธิปไตยยาตรา พล.ต.ณพล คชแก้ว ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก นายณรงค์ โชควัฒนา ตัวแทนกลุ่มนักธุรกิจเพื่อสังคม นายชิงชัย มงคลธรรม ตัวแทนกลุ่มการเมือง ร่วมเวทีอภิปราย

นายอาทิตย์ อุไรรัตน์ กล่าวต้อนรับผู้ร่วมสัมนนา พร้อมระบุว่าวิกฤติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยขณะนี้ยากที่จะหาทางออก แต่เห็นว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ดังเช่นเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 ที่ตนเคยเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง และส่วนตัวเห็นว่ามีความเชื่อมโยงและมีส่วนคล้ายสถานการณ์ปัจจุบันที่กลับสู่วังวนเดิม ที่แม้จะมีการยุบพรรคเลือกตั้งใหม่ ก็ได้คนของพรรคการเมืองเก่ากลับเข้ามา ไม่มีความหวังให้ประเทศชาติ จึงต้องการให้เวทีนี้สะท้อนทางเลือก และอยากเห็นสังคมเป็นแบบธรรมาธิปไตย ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์

ด้านนายวิทยากร กล่าวว่า สังคมไทยเอื้อให้คนกลุ่มน้อยมีอำนาจมากเกินไป ไม่มีการกระจายอำนาจ อีกทั้งไม่มีการปฏิรูปที่แท้จริง ประชาธิปไตยไม่ใช่การทำอะไรก็ได้เพื่อเสียงส่วนใหญ่ ส่วนทางออกของประเทศไทยเห็นว่า ควรมีการขยายความรู้สู่ประชาชน จัดตั้งเวทีระดมความเห็น ตั้งสภาชุมชน ให้ประชาชนมีส่วนร่วม สร้างท้องถิ่นให้เข้มแข็ง เพราะรูปแบบการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเพียงอย่างเดียวไม่พอ เนื่องจากคนบางกลุ่มไม่เห็นด้วย จึงต้องหาบุคคลที่เป็นที่ยอมรับของสังคมมาช่วยสะท้อนว่าประเทศมีปัญหาอย่างไรบ้าง

นพ.พลเดช กล่าวว่า ควรมีการปฏิรูปการเมืองรอบใหม่ หรือรอบ 2 โดยต้องมี 3 แนวทาง ที่จะทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ คือ 1.ควรมีการศึกษาทบทวนรัฐธรรมนูญ 2550 อย่างเป็นกระบวนการ ที่ต้องทำประชาพิจารณ์และต้องดำเนินการให้เสร็จใน 2-3 ปี 2.ส่งเสริมประชาธิปไตยของประชาชนอย่างจริงจัง 3.สร้างการเรียนรู้ความเข้าใจกระบวนการประชาธิปไตยอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ประเทศไทยไม่ได้มีปัญหาเรื่องความเห็นขัดแย้งทางการเมืองอย่างเดียว แต่มีปัญหาทางด้านเศรษฐกิจที่ต้องเร่งหาทางแก้ไขควบคู่ไปด้วย

ขณะที่นายชิงชัย มงคลธรรม กล่าวว่า ปมปัญหาของชาติไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่องการเมืองที่ไม่สามารถนำพาประเทศไปสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เพราะการเมืองไม่เป็นประชาธิปไตย ทุกฝ่ายต้องร่วมกันนำประชาชนออกจากความขัดแย้งไปสู่ความถูกต้อง สำหรับนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ส่วนตัวเห็นว่ามีอำนาจ แต่ไม่สามารถปกครองได้ ประชาชนไม่ยอมรับผู้ปกครอง

ด้าน พล.ต.ณพล คชแก้ว กล่าวว่า กองทัพต้องตกเป็นจำเลยของสังคม ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เมื่อมีวิกฤติทหารจะร่วมมือแก้ปัญหาให้ผ่านพ้น อย่างไรก็ตาม เห็นว่าสังคมวันนี้เกิดความระส่ำระสาย มีการบริโภคเกินควร หาทางออกให้กับปัญหาของประเทศไม่ได้ เป็นสังคมฆ่ากันเพื่อเงิน หรือมองเงินเป็นใหญ่ ดังนั้น ถึงเวลาที่ทหารต้องถามประชาชนว่าต้องการอย่างไร และพร้อมจะปกป้องประชาชน แต่ทหารไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติ และเห็นว่าไม่จำเป็นต้องรัฐประหาร ทั้งนี้ หากชาติมีภัยคุกคามในรูปแบบใด กองทัพก็สามารถปกป้องคุ้มครองประชาชนได้

นายณรงค์ โชควัฒนา กล่าวว่า การเมืองเป็นตัวแก้ปัญหาทุกอย่าง แต่วันนี้การเมืองไทยกลับเป็นตัวปัญหา กลายเป็นธุรกิจอย่างหนึ่งที่มีคนมาลงทุนด้วยการซื้อเสียง และถอนทุนด้วยการคอร์รัปชัน ซึ่งต้นเหตุมาจากการเมืองไม่มีคุณภาพและไม่มีคุณธรรม เมื่อใดที่อำนาจตกอยู่ที่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เรียกได้ว่าเป็นเผด็จการทั้งสิ้น หากจะเปลี่ยนแปลงประเทศ ต้องนำประชาธิปไตยอย่างแท้จริงกลับคืนมาให้ได้ นอกจากนี้ เห็นว่าการเมืองเป็นต้นเหตุของปัญหา รัฐธรรมนูญถูกอุปโลกน์เป็นกฎหมายสูงสุด ทั้งที่ไม่เคยมีความหมาย และไม่สามารถควบคุมพรรคการเมืองที่ทำผิดได้ ดังนั้น สิ่งที่จะควบคุมนักการเมืองได้คือ ประชาชนที่มีจิตสำนึก

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ภายหลังการอภิปรายได้มีการแถลงรังสิตโพลล์ “ทางเลือกของประชาชนต่อวิกฤติประเทศไทย” ที่สำรวจความเห็นของประชาชน 1,457 ตัวอย่าง ระหว่าง 3-4 มิถุนายน พบว่า ประชาชนร้อยละ 67.30 เห็นว่าประเทศไทยเกิดวิกฤติทางโครงสร้างทั้งจากวิกฤติการเมือง เศรษฐกิจ พลังงาน ส่วนทางออกของวิกฤติประชาชน ร้อยละ 36.50 เห็นว่าผู้ชุมนุมควรสลายการชุมนุมด้วยตัวเอง ขณะที่ร้อยละ 21.58 เห็นว่าให้รัฐบาลยุบสภา และร้อยละ 20.50 ให้นายกรัฐมนตรีลาออก

ส่วนกรณีที่จะให้ทหารออกมาทำปฏิวัติรัฐประหาร มีเพียง ร้อยละ 7.67 ขณะที่การให้แก้รัฐธรรมนูญโดยเร็วมีเพียง 4.83 และให้รัฐบาลสลายการชุมนุมมีเพียงร้อยละ 2.75 พร้อมกันนี้ ผลการสำรวจยังไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลจะสลายการชุมนุมด้วยวิธีการรุนแรง และไม่เห็นด้วยที่จะมีการปฏิวัติรัฐประหาร หากรัฐบาลไม่สามารถแก้วิกฤติได้ ก็ควรคืนอำนาจให้กับประชาชนโดยเร็ว

นอกจากนี้ ผู้ร่วมสัมมนาที่ประกอบด้วยภาคส่วนต่าง ๆ ยังได้ประกาศหลักการภายใต้กรอบปฏิญญาว่าด้วยการปฏิวัติสังคมไทย ไปสู่สังคมธรรมาธิปไตย ที่ถือเป็นแนวทางร่วมกันสำหรับประชาชน เพื่อกระบวนการสร้างประชาธิปไตยที่มีธรรมเป็นเครื่องชี้นำ โดยเน้นในส่วนของสิทธิเสรีภาพความเสมอภาคของประชาชน บนพื้นฐานประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมถึงสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ที่ต้องได้รับอย่างเท่าเทียม. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-06 17:12:58

พล.อ.อนุพงษ์ ระบุการชุมนุมพันธมิตรฯ ยังอยู่ในภาวะปกติ


ทำเนียบฯ 6 มิ.ย.- พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นักวิชาการเสนอให้ใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงเพื่อควบคุมสถานการณ์ความขัดแย้งในปัจจุบัน เพราะจะเป็นผลดีทั้งรัฐบาลและกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ว่า ตัว พ.ร.บ.ความมั่นคงขณะนี้ยังไม่เรียบร้อย และไม่สามารถนำไปดำเนินการเรื่องการสลายการชุมนุมได้ นอกจากจะใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ประเมินว่ากำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจปกติยังสามารถดูแลสถานการณ์ให้เรียบร้อยได้ ไม่มีเหตุอะไร

ต่อข้อถามว่า สถานการณ์ขณะนี้บังคับให้แต่ละฝ่ายต้องเลือกข้าง ทหารจะวางตัวอย่างไร ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า กองทัพทำตามบทบาทหน้าที่ดูแลเรื่องความมั่นคง การป้องกันประเทศ และวาระเร่งด่วน เรื่องปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งทรัพยากรสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ทั้งนี้ ไม่มีสถานการณ์ใดที่จะมาบีบให้ทหารต้องเลือกข้าง. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-06 16:33:58

อุดม ยัน คตส.ไม่ห่วง ถูกกองปราบออกหมายเรียก

คตส. 6 มิ.ย.- “อุดม เฟื่องฟุ้ง” ยืนยัน คตส.ทุกคนเป็นวัวป่า ไม่กลัวเสือ ไม่เป็นห่วงถูกกองปราบปรามออกหมายเรียก มั่นใจทำทุกอย่างถูกต้อง ชี้ แค่หวังผลให้คดีตรวจสอบอดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตนักการเมืองยืดเยื้อ และลดความน่าเชื่อถือ คตส.

นายอุดม เฟื่องฟุ้ง ประธานกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ให้สัมภาษณ์ กรณีที่กองปราบปรามออกหมายเรียกให้ คตส.ทั้ง 11 คน ไปพบพนักงานสอบสวน กรณีที่ถูกสำนักงานกฎหมาย นิติเอกราช จำกัด แจ้งความในข้อหาดูหมิ่นและแจ้งความเท็จ ว่า การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ในกรณีดังกล่าว เป็นเรื่องน่าเห็นใจ ทราบดีว่าที่ต้องทำอย่างนั้น ไม่ใช่การกระทำหรือความเห็นขององค์กร และในแง่ของคดี คงหวังผลให้การดำเนินคดี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตนักการเมือง ที่ คตส.ตรวจสอบ ต้องยืดเยื้อออกไป และเป็นการต่อสู้ของนักกฎหมาย เพื่อต้องการสร้างหลักฐานให้เห็นว่ามีข้อต่อสู้ เพราะผู้ตรวจสอบยังถูกดำเนินคดี เป็นการลดความน่าเชื่อถือ

“ขอยืนยันว่า คตส.ทุกคนไม่รู้สึกกลัว คตส.เป็นพวกวัวป่า ไม่กลัวเสือ บอกได้เลย เป็นวัวป่า ไม่ใช่วัวบ้าน หรือวัวเลี้ยง ไม่อยู่ในคอกใคร ทุกคนเป็นอย่างนี้หมด” นายอุดม กล่าว

ส่วนคดีความต่าง ๆ จะส่งผลกระทบต่อ คตส. หลังพ้นตำแหน่งหรือไม่นั้น นายอุดม กล่าวว่า ยังให้คำตอบล่วงหน้าไม่ได้ แต่ส่วนตัวไม่คิดว่าจะลำบาก หรือได้รับผลร้ายใด ๆ มาถึงจุดนี้แล้ว ไม่ติดอะไร เนื่องจากไม่มีภาระครอบครัว และหากจะถูกดำเนินคดีจริง ๆ ก็สบาย ๆ เพราะยืนยันได้ว่าทุกอย่างทำตามข้อเท็จจริง ไม่ได้กลั่นแกล้งใคร นอกจากนี้ ที่ผ่านมา ผู้ถูกกล่าวหา ทนายความ หรือบริวาร มักออกมาพูดอย่างเดียวว่าถูกกลั่นแกล้ง

“ผมอยากถามให้สังคมตัดสินว่า ถูกกลั่นแกล้งตรงไหน ถูกกลั่นแกล้งโดยการเข้าไปตรวจสอบการทำงานหรืออย่างไร ถ้าไม่มีการกระทำที่ไม่ถูกต้องเกิดขึ้น ก็คงตรวจสอบไม่ได้” นายอุดม กล่าว

ต่อกรณีที่มีการเคลื่อนไหวของประชาชนบางส่วน ที่ไม่เห็นด้วยและต่อต้านรัฐตำรวจ จะนำไปสู่ความขัดแย้งหรือไม่ นายอุดม กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องถามรัฐบาล ถาม คตส.ไม่ได้ เพราะไม่ได้เป็นตัวก่อหวอด แต่เป็นเพียงหมากตัวหนึ่ง ที่มีอีกฝ่ายไม่ยอมให้เดินต่อ

นอกจากนี้ นายอุดม ยังตั้งข้อสังเกต ถึงกรณีที่กระทรวงยุติธรรมย้าย น.ส.กัญญานุช สอทิพย์ อธิบดีกรมบังคับคดี ซึ่งเคยเป็นอนุกรรมการตรวจสอบเรื่องที่ดิน ถ.รัชดาภิเษก เมื่อครั้งเป็นรองอธิบดี ว่า เป็นเรื่องที่ผิดสังเกต และไม่ทราบว่ามีสาเหตุจากอะไร แต่เห็นว่า น.ส.กัญญานุชเป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถ.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-06 16:15:05

เส้นทางบนถนนการเมืองของ จักรภพ

กรุงเทพฯ 30 พ.ค. - สำหรับเส้นทางชีวิตบนถนนการเมืองของ นายจักรภพ เพ็ญแข เป็นเส้นทางที่เรียกได้ว่าเข้มข้น โดดเด่น และชัดเจน.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-05-30 12:30:54






คัดค้านรัฐบาลแห่งชาติ พันธมิตรต้องยุติการชุมนุม!

กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ และเครือข่ายพิทักษ์เจตนารมณ์เดือนพฤษภาคม ออกแถลงการณ์คัดค้านข้อเสนอรัฐบาลแห่งชาติ และเรียกร้องให้พันธมิตรฯ ยุติการชุมนุม เนื่องจากเป็นการชุมนุมที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ส่อเจตนานำไปสู่การรัฐประหาร และเตือนสติประชาชนให้ใช้วิจารณญาณอย่างรู้เท่าทันกลเกมพันธมิตรฯ ความดังนี้

แถลงการณ์
คัดค้านระบอบรัฐประหารและรัฐบาลแห่งชาติ

สนับสนุนประชาธิปไตยรัฐสภา

ประชาชนต้องมีส่วนร่วมแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย
วิกฤตการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นในสังคมการเมืองไทยขณะนี้ มีแนวโน้มจะนำพาสังคมไทยสู่การถอยหลังทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยอีกคำรบ อันเนื่องมาจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ชูประเด็นล้าหลัง คลั่งชาติ รวมถึงไม่เคารพในระบบเสียงในระบอบประชาธิปไตย และดูถูกดูแคลนการเรียนรู้ทางประชาธิปไตยของคนส่วนใหญ่ในสังคมไทย

การรัฐประหาร วันที่ 19 กันยายน 2549 ได้ให้บทเรียนแก่สังคมไทยอีกครั้งว่า รัฐประหารไม่ใช่แนวทางแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทย ในทางตรงกันข้าม การรัฐประหารกลับทำให้อำนาจล้าหลังของ “ระบอบอำมาตยาธิปไตย” ฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้ง

ดังตัวอย่างรูปธรรมคือ รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 และกฎหมายของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) นับร้อยฉบับ ที่ให้อำนาจรวมศูนย์กับระบอบอำมาตยาธิปไตย โดยมีการเร่งรีบพิจารณา ไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ไร้ซึ่งการตรวจสอบ ถ่วงดุล และการมีส่วนร่วมของประชาชน อาทิ พระราชบัญญัติป่าชุมชน พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พระราชบัญญัติด้านสื่อสารมวลชนอีกนับสิบฉบับ ฯลฯ ตลอดทั้งพระราชบัญญัติความมั่นคง

เราในนามกลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ และเครือข่ายพิทักษ์เจตนารมณ์เดือนพฤษภาคม 2535 มีเจตนารมณ์แน่วแน่ต้องการสร้างสรรค์สังคมไทยให้เป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น และต้องการให้รัฐเก็บภาษีอัตราก้าวหน้าเพื่อสร้างรัฐสวัสดิการ เพื่อให้มีความเสมอภาคและความยุติธรรมเกิดขึ้นในสังคมไทย เรามีความคิดเห็นและข้อเรียกร้อง ดังนี้

1.ขอเรียกร้องให้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยุติการชุมนุมที่นำไปสู่การรัฐประหารโดยเร่งด่วน และขอให้กองทัพอย่าฉวยโอกาสจากสถานการณ์กระทำการรัฐประหาร ซึ่งจะทำให้สังคมไทยบอบช้ำยิ่งขึ้นไปอีก

2.ถ้าหากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยไม่ยอมยุติการชุมนุม รัฐบาลต้องไม่ใช้ความรุนแรงต่อการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพราะอาจกลายเป็นข้ออ้างของการรัฐประหารได้ด้วยเช่นกัน

3.ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันพัฒนาระบอบประชาธิปไตยรัฐสภา เพื่อยกระดับการเมืองไทยให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ต้องยืนยันหลักการ 1 สิทธิ 1 เสียงของประชาชน ในการเลือกตั้งผู้แทนราษฎร ว่าเป็นหัวใจของประชาธิปไตย เพราะแม้ระบบการเลือกตั้งอาจไม่เท่ากับประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ แต่การทำลายประชาธิปไตยรัฐสภาด้วยการรัฐประหาร กลับอันตรายยิ่งกว่า และการเสนอรัฐบาลแห่งชาติก็มิใช่ทางออกที่เคารพเสียงของประชาชนเช่นกัน

4.รัฐธรรมนูญ 2550 เป็นรัฐธรรมนูญที่ล้าหลัง เพราะเป็นรัฐธรรมนูญโดยอำมาตยาธิปไตย เพื่ออำมาตยาธิปไตย และของอำมาตยาธิปไตย จึงจำเป็นต้องแก้ไขให้มีความก้าวหน้าขึ้น ส่วนคนกลุ่มที่คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ก็คือคนกลุ่มที่สนใจแต่ประโยชน์ทางการเมืองเฉพาะหน้าของกลุ่มตนเอง และหวงอำนาจอภิสิทธิ์ของพวกตนเอง

5.กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญมิควรดำเนินไปโดยรัฐสภาแต่เพียงฝ่ายเดียว เพราะรัฐธรรมนูญมีฐานะเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ จึงต้องให้ประชาชนร่วมในกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น และให้ประชาชนลงประชามติอีกครั้งหนึ่งภายหลังร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว แม้ว่าต้องใช้เวลานานมากขึ้นก็ตาม

6.ท้ายสุด ขอเรียกร้องให้ประชาชนไม่ต้องเข้าร่วมการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และขอให้รับฟังข้อมูลข่าวสารต่างๆ จากสื่อสารมวลชนด้วยความไตร่ตรองอย่างมีวิจารณญาณ

ด้วยความเชื่อมั่นระบอบประชาธิปไตย
กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ
เครือข่ายพิทักษ์เจตนารมณ์เดือนพฤษภาคม 2535



ประธานสภา สนามหลวงฯ แนะใช้ยุทรการ สอยดาว แก้เกมส์พันธมิตรฯ

นายสุรชัย แซ่ด่าน ประธานสภาสนามหลวง ต่อต้านเผด็จการ ขึ้นเวทีปราศรัยที่ท้องสนามหลวง ประกาศใช้ นโยบาย สอยดาวเพื่อต่อต้านพันธมิตรที่ใช้ยุทธการดาวกระจาย ป่วนเมืองในขณะนี้ว่า ในเมื่อพันธมิตรได้ใช้ยุทธการดาวกระจาย เพราะฉะนั้น ตนจึงเสนอให้ใช้ยุทธการสอยดาว ซึ่งจะมีอยู่ 3 มาตรการคือ

1. เมื่ออยู่บนตึกสูง เมื่อเห็นพวกพันธมิตร เดินทางผ่านมาก็ให้เตรียมน้ำพิเศษใส่ถุงใส่ขวด แล้วเขวี้ยงลงมารับรองว่าพวกพันธมารจะแตกกระจาย

2. การปิดล้อมพวกพันธมิตรเพื่อไม่ให้เคลื่อนออกมา ใช้ยุทธการดาวกระจายได้

3. การตีท้ายครัว พวกพันธมาร เช่น ให้สืบดูว่า ไอ้แป๊ะลิ้ม บ้านอยู่ที่ไหน ไอ้สุริยะใส มันมีเมียกี่คน ไอ้สมเกียรติ พงษ์ไพบูรณ์ บ้านมันอยู่ที่ไหน แล้วเราก็ไปเซาะมัน ซึ่งยุทธการนี้ จะใช้กับ พล.ต.จำลองไม่ได้ ปล่อยให้มันอาบน้ำ 5 ขันไป นี่ประธานสภาสนามหลวงฯ ไม่ได้ชักชวนให้ไปทำเพียงแต่แนะนำเท่านั้น

ในวันนี้ได้มีพี่น้องจากอ่างทอง สิงห์บุรี และอยุธยา ได้เดินทางมาและพร้อมที่จะเดินทางไปปิดล้อมพันธมิตรแต่ไม่ขอบอกว่าจะเดินทางไปที่ไหน ขอให้เป็นความลับทางราชการไว้ก่อน เราจะไม่บอกว่าเราจะไปปิดล้อมอย่างไร ซึ่งในส่วนตัวจะไม่เดินทางไปไหน จะอยู่ที่สนามหลวง ใครจะไปก็ไป เพราะสภาสนามหลวงจะยืนอยู่ที่สนามหลวง