WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, June 7, 2008

“นักวิชาการ” ติงพันธมิตรฯ ชุมนุมได้ แต่ทำไมต้องหยาบคาย

รศ.ประทุมพร วัชรเสถียร ระบุการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ สามารถทำได้เพื่อชี้ความบกพร่องของรัฐบาล แต่ไม่เห็นด้วยกับการใช้คำหยาบคาย และการไล่นายกฯ เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง

รศ.ประทุมพร วัชรเสถียร อาจารย์พิเศษคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย และอดีตสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯว่า ตนเห็นด้วยกับการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ด้วยเหตุผลที่ว่า

1.ถ้าประชาชนไม่เห็นด้วยกับการทำงานของรัฐบาล ซึ่งเป็นการชุมนุมชี้ความบกพร่องของรัฐบาลสามารถทำได้

2.การชุมนุมเรียกร้องของกลุ่มพันธมิตรเป็นจุดยืนที่เป็นประโยชน์ แต่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำที่ใช้คำพูดและภาษาที่หยาบคาย อีกทั้งมีการขับไล่รัฐบาลเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ไม่ควรไปขับไล่รัฐมนตรี และยังมีการเดินหน้าเรียกร้องให้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีลาออก เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งถือว่าเป็นความต้องการของประชาชนที่ได้เลือกมาทำหน้าที่

“การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ดิฉันเห็นด้วย แต่ทำไมต้องใช้ภาษาหยาบคาย เหมือนภาพยนต์เรื่องหนึ่งที่ดิฉันได้ดูที่มีการเรียกร้องเหมือนกลุ่มพันธมิตรฯ และเขาก็ใช้คำพูดที่แรง แต่คำพูดทุกคำพูดของเขาเป็นคำที่หนักแน่นน่าเชื่อถือ หากกลุ่มพันธมิตรฯอยากปกป้องประเทศจริงต้องทำด้วยความคิดที่เจริญ และมีสติ” อดีต สนช.กล่าว



แนะสื่อมวลชนเลิกเสนอข่าวพันธมิตรฯ จะได้ยุติการชุมนุมไปเอง

นักวิชาการ ม.ธรรมศาสตร์ ระบุสื่อควรเลิกสนใจทำข่าวพันธมิตรฯ จะได้ยุติไปเอง ระบุในต่างประเทศถ้าทำประชาชนส่วนใหญ่เดือดร้อนถูกสลายการชุมนุมไปนานแล้ว

ดร.วิบูลย์พงษ์ พูนประสิทธิ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่าในประเทศมหาอำนาจมีการประท้วงอยู่ตอลดเวลา แต่ประชาชนในประเทศนั้นจะไม่เดือดร้อนเหมือนการประท้วงในบ้านเรา เพราะเมื่อใดที่ผู้ประทวงทำการละเมิดสิทธิของผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นการขัดขวางการจราจรหรือประท้วงบนถนจะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมทันที

การปิดถนนของพันธมิตรฯ ที่ทำให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อน จะมาอ้างว่าเป็นคนหมู่มากไม่ได้ กรุงเทพฯ มีคนเป็นล้านคน จะเอาอะไรมาวัดว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรเป็นคนหมู่มาก หลักการประธิปไตยให้สิทธิในการชุมนุมได้ แต่ต้องไม่ละเมิดสิทธิของคนอื่น ความพยายามที่จะใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นวิทยาลัยเพื่อให้มีการศึกษาดูงานหรือฝึกวิชาชีพนั้น หากใช้พื้นที่สาธารณะเป็นพื้นที่ซึ่งสัญจรไปมา ถือว่าเป็นความผิดทางกฎหมาย และเป็นการละเมิดสิทธิของผู้อื่น

เมื่อถามถึงแผนยุทธศาสตร์ดาวกระจายของกลุ่มพันธมิตร ดร.วิบูลย์พงษ์ มองว่า เป็นวิธีเรียกร้องความสนใจ เพราะถ้าชุมนุมกันสงบๆ จะไม่ได้รับความสนใจ จึงต้องพยายามกดดันด้วยวิธีการต่างๆ นานา เพื่อให้มีสื่อออกมาตลอดเวลา หากการเคลื่อนตัวไปยังสถานที่ต่างๆ มีการปิดถนนอีกก็ยิ่งจะทำให้ประชาชนเดือดร้อนมากขึ้น

“การปิดถนนเป็นการละเมิดสิทธิของคนอื่น ทำให้การเดินทางลำบากมาก ผมเองก็เดือดร้อนมาก มาสอนหนังสือลำบาก สังคมไทยเป็นสังคมที่อะลุ้มอล่วย ถ้าเป็นสังคมต่างประเทศ เขาจะไม่สนใจ และไม่เสียเวลาในการเจรจาใดๆ ทั้งสิ้น ตำรวจจะเข้ามาจับผู้ชุมนุมทันที โดยไม่สนใจเสียงวิพากษ์วิจารณ์ เพราะถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและละเมิดสิทธิของผู้อื่น

สมมุติว่ามีคนท้องต้องคลอดลูกจะต้องไปโรงพยาบาลผ่านถนนเส้นนั้น แต่ไปไม่ได้แล้วตายอยู่ตรงนั้น ถามว่าสามีเขาจะไปฟ้องว่าพันธมิตรปิดถนนทำให้โรงพยาบาลไม่ทัน จะฟ้องได้หรือไม่ ญาติเขาจะรู้สึกอย่างไร จะทำอะไรจึงต้องคิดถึงคนอื่นด้วย” ดร.วิบูลย์พงษ์ กล่าว

ดร.วิบูลย์พงษ์ กล่าวด้วยว่า เมื่อรัฐบาลยอมถอยออกมาแล้วพันธมิตรก็ควรถอยออกมาด้วยเช่นกัน สถานการณ์จะได้สงบ และที่ออกมาบอกว่ารัฐบาลไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ ผมเองก็กำลังติดตามดูขอเสนอของพันธมิตรอยู่ เพราะอยากรู้ว่าเขาจะเสนออย่างไร เพราะเมื่อวิจารณ์แล้วก็ควรที่จะเสนอแนวทางในการแก้ไขให้ด้วยว่าต้องการให้เป็นอย่างไรถึงจะดีกว่าเดิม

ข้อเรียกร้องที่ผ่านมาของพันธมิตรทุกอย่างประสบความสำเร็จไปแล้ว ส่วนตัวก็คิดว่าทุกอย่างควรจะจบ แต่เหตุการกลับยิ่งยืดเยื้อ ความพยายามที่จะออกมาขับไล่รัฐบาลเป็นสิ่งที่ไม่ความกระทำอย่างยิ่ง เพราะรัฐบาลมาจากระบอบประชาธิปไตย ไม่เช่นนั้นเราคงไม่ควรมีการเลือกตั้งอีก เพราะไม่ว่าจะเลือกตั้งรัฐบาลชุดใดมาทำงาน หากไม่เข้าตากลุ่มพันธมิตรก็ต้องถูกขับไล่ ก็จะกลายเป็นว่าฝ่ายพันธมิตรเป็นสถาบันสูงสุดของประเทศในการขับไล่รัฐบาล ซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง

ส่วนการมองว่าฝ่ายพันธมิตรกำลังจะนำเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมาต่อรองกับรัฐบาลนั้น ดร.วิบูลย์พงษ์ มองว่า มีความเป็นไปได้ เพราะตอนนี้ทุกอย่างเริ่มบานปลายออกไป โดยส่วนตัวมองว่าสื่อมวลชนทั้งหลายควรเลิกนำเสนอข่าวพันธมิตร เพราะที่สุดแล้วเมื่อการเคลื่อนไหวไม่ได้รับความสนใจ ไม่มีการนำเสนอข่าวใด ทุกอย่างก็จะซาลงไปเอง แต่ถ้าสื่อยังนำเสนอข่าวอยู่เช่นนี้เขาก็ยิ่งจะรู้สึกว่าการเรียกร้องนี้เข้าถึงประชาชน



สมัครปลอบ มิ่งขวัญไม่ออก

สืบเนื่องจากกรณีที่องค์กรและบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งจาก คมช. กำลังถูกไล่บี้เอาคืนจากอำนาจรัฐ เช่น กกต.ถูกดีเอสไอตรวจสอบเรื่องจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง นายสุนัย มโนมัยอุดม อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ถูกตำรวจออกหมายจับในคดีหมิ่นประมาท พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และล่าสุด คตส.ถูกตำรวจออกหมายเรียกให้ไปรายงานตัว ในคดีแจ้งความเท็จและหมิ่นประมาท บริษัททนายความของ พ.ต.ท.ทักษิณนั้น

อนุพงษ์ให้ คตส.สู้คดีตามกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า เมื่อเวลา 14.15 น. วันที่ 6 มิ.ย. พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ( คตส.) กำลังถูกอำนาจรัฐเล่นงานกลับ และต้องการให้อดีต คมช.หาทางช่วยเหลือว่า แนวคิดหลักในการที่องค์กร เช่น คตส. จะทำงานก็คือความอิสระ เป็นองค์กรอิสระที่จะทำได้ตามกรอบกฎหมาย และอำนาจหน้าที่ที่ตนเองมี ถ้าทำไปตามนั้นแล้ว มันจะได้ความศักดิ์สิทธิ์ และมีความชอบธรรมที่จะทำงาน ถ้ามีใครพยายามที่จะไปเคลมว่าเป็นหน่วยงานของตัวเอง ความศักดิ์สิทธิ์ขององค์กรเช่น คตส.ก็อาจจะมีผลกระทบในการทำงานของเขา ในเมื่อต้องนำคดีขึ้นสู่ศาล ความเห็นของตนคือเขาก็ทำงานไปตามขอบเขตภารกิจหน้าที่เขา ถ้ามีปัญหาเรื่องการฟ้องร้องก็อยู่ที่กฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมต้องว่ากันไปตามนั้น มีความเห็นเช่นนั้น เมื่อถามว่า หลายฝ่ายในสังคมควรจะให้กำลังใจ คตส.หรือไม่ เพราะอาสาเข้ามาทำงาน โดยที่ตัวเองไม่จำเป็นต้องมาทำก็ได้ ผบ.ทบ.ตอบว่า เท่าที่ประเมิน คิดว่าเขามีความตั้งใจที่จะทำตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายท่านทำเต็มที่อยู่แล้ว และคงจะเร่งดำเนินการให้สำเร็จลุล่วง ในการส่งฟ้องดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม ท่านก็ทำเต็มที่อยู่แล้ว

แก้ รธน.เป็นเรื่องของฝ่ายนิติบัญญัติ

เมื่อถามว่า ทาง คตส.จะทำหนังสือมาถึงทางกองทัพ เพื่อขอให้ช่วยคุ้มครองหรือช่วยไกล่เกลี่ยในเรื่องต่างๆ ที่ยังทำให้ คตส.ติดขัดไม่สามารถดำเนินการได้ พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า ขอใช้คำนี้ดีกว่าขอให้มีเรื่องมาถึงก่อนดีกว่า เพราะต้องดูว่าจะมีอำนาจหน้าที่จะทำได้ แค่ไหน การไกล่เกลี่ยยังไม่ทราบ ต้องเห็นตัวเรื่องก่อน ถ้ามีอำนาจหน้าที่ทำได้ก็จะทำให้ ให้การสนับสนุน แต่ว่าองค์กรภาครัฐทั้งหมด ถ้าโดยพื้นฐานต้องให้การสนับสนุนองค์กรเช่นนี้อยู่แล้ว การให้การสนับสนุนไม่ใช่ไปมีอิทธิพลเหนือไม่ได้ เมื่อถามว่า มีข้อห่วงใยว่าหากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จ และยกเลิกรัฐธรรมนูญ มาตรา 309 อาจส่งผลกระทบต่อผู้ทำหน้าที่เป็น คตส.ได้ ผบ.ทบ.ตอบว่า ประเด็นนั้นมันคงไม่ใช่เรื่องของข้าราชการประจำอย่างเราๆ เป็นหน้าที่ของสภาฯ และฝ่ายนิติบัญญัติ เป็นอำนาจนิติบัญญัติที่ต้องดำเนินการเรื่องนั้น ประชาชนก็ได้แต่เฝ้าติดตาม จะเสนอหรือออกความเห็นก็แล้วแต่ องค์กรภาครัฐก็คงจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวไม่ได้ในส่วนนั้น

สักไม่เคยคาดหวังใดๆจากอดีต คมช.

นายสัก กอแสงเรือง โฆษก คตส. กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. อดีตรองเลขาธิการ คมช. ออกมาระบุว่า ยังไม่รับหนังสือที่ คตส.แจ้งให้รับทราบข้อเท็จจริง กรณีที่กองปราบปรามออกหมายเรียก ให้ไปรายงานตัวในคดีถูกฟ้องร้องหมิ่นประมาทว่า คตส.ไม่ได้คาดหวังเพราะไม่เคยหวังอะไรอยู่แล้ว แต่ได้ทำตามหน้าที่ เพราะก่อนหน้านี้คนที่เคยมีตำแหน่งใน คมช. และขณะนี้มีตำแหน่งในปัจจุบัน เคยบอกว่าหากมีเรื่องอะไรให้บอก เมื่อมีเรื่องเกิดขึ้น ก็ต้องแจ้งให้ทราบ เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าทีมทนาย พ.ต.ท.ทักษิณระบุว่า การฟ้องคตส.เป็นความผิดส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ นายสักกล่าวว่าหนังสือที่ทีมทนายความส่งถึง คตส. ให้เพิกถอนการอายัดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัว ส่งมาในนามคณะกรรมการและมติการอายัดทรัพย์ ก็ทำในนามของคณะกรรมการฯ จึงไม่ได้ดำเนินการเป็นการส่วนตัว ดังนั้นควรแยกให้ออกระหว่างเรื่องส่วนตัว กับการปฏิบัติหน้าที่ เพราะมีหลายคนแยกไม่ออก

ต้องยอมรับว่าระบบเหลี่ยม ทำให้เกิดความแตกแยกทุกวงการ อาจารย์หลายคณะในมหาวิทยาลัยเดียวกันก็มีความเห็นไม่ตรงกัน ไม่น่าเชื่อว่านักวิชาการที่ไม่มีสีจะกลายเป็นคนมีสีไปได้ และในส่วนของ คตส. หากมีการออกหมายจับจริง จากการหารือเบื้องต้นของเรา คตส.บางคนมีความเห็นว่าจะไม่ขอยื่นประกันตัว เพราะการออกหมายจับไม่ได้ทำกันง่ายๆหลายคดีที่มีการฟ้อง คตส.ศาลก็ได้ยกฟ้องไปแล้วนายสักกล่าว



อ่านรายละเอียดต่อ ไทยรัฐ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุรัฐบาลยอมถอยหลังเพื่อความสงบ พร้อมเรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรเห็นใจประชาชนบ้าง


รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุรัฐบาลยอมถอยหลังเพื่อความสงบ พร้อมเรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรเห็นใจประชาชนบ้าง
นายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าเพื่อการรักษาความสงบของประเทศ ทุกฝ่ายควรถอยคนละก้าว ซึ่งทางรัฐบาลได้ถอยหลังแล้ว จึงเรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยถอยหลังบ้าง และให้ทบทวนตัวเอง โดยการย้ายพื้นที่การชุมนุม ประชาชนจะได้ไม่เดือดร้อน
พร้อมกันนี้รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรียังกล่าวว่า หากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์มีความตั้งใจที่จะเป็นผู้นำ ต้องกล้าที่จะแสดงจุดยืนตามระบอบประชาธิปไตย และยุติบทบาทที่สนับสนุนการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะไม่เช่นนั้นคงต้องเปลี่ยนชื่อกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นกลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาธิปัตย์


ตำรวจ ยืนยัน ไม่อนุญาตให้กลุ่มพันธมิตรฯ เคลื่อนขบวนไปปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลโดยเด็ดขาด


เจ้าหน้าที่ตำรวจ ยืนยัน ไม่อนุญาตให้กลุ่มพันธมิตรฯ เคลื่อนขบวนไปปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลโดยเด็ดขาด พร้อมปรับกำลังตำรวจติดตามสถานการณ์ตลอดเวลา
พล.ต.อ.วิโรจน์ พหลเวชช์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ฝ่ายความมั่นคงและกิจการพิเศษ กล่าวว่า ตำรวจจะไม่อนุญาตให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เคลื่อนขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาลอย่างเด็ดขาด เพราะเป็นสถานที่ราชการสำคัญ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับการประสานจากกลุ่มผู้ชุมนุมอย่างเป็นทางการว่าจะเคลื่อนขบวนไปหรือไม่ ส่วนการชุมนุมใหญ่ในวันนี้ (6 มิ.ย.51) และวันพรุ่งนี้ ตำรวจจะปรับกำลังตามสถานการณ์ โดยให้ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เป็นผู้ควบคุมสั่งการอย่างใกล้ชิด รวมถึงจัดกำลังดูแลตามพื้นที่ต่างๆ ที่กลุ่มผู้ชุมนุมใช้ยุทธวิธีดาวกระจายด้วย
ด้าน พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงการดำเนินคดีกับแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ตามที่มีผู้มาแจ้งความไว้ ว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งยังไม่ถึงขั้นตอนการออกหมายเรียกใดๆ อย่างไรก็ตาม รวม 11 วันของการชุมนุม มีผู้ได้รับผลกระทบด้านการจราจรเข้าแจ้งความไว้ทั้งหมด 482 ราย



รายงานพิเศษ "สื่อเป็นพิษ" ตอนที่ 1: บทบาทของสื่อ

ชมรายงานพิเศษ "สื่อเป็นพิษ" ทั้ง 6 ตอน

ตอนที่ 1:
บทบาทของสื่อ
ตอนที่ 2: หนังสือพิมพ์ดาวสยาม
ตอนที่ 3: จริยธรรมของสื่อ
ตอนที่ 4: การวางตัวของสื่อสาธารณะ "TPBS"
ตอนที่ 5: มุมมองของประชาชนกับสื่อปัจจุบัน
ตอนที่ 6: อนาคตสื่อสารมวลชนคนรุ่นใหม่




จาก thai-grassroots

นศ.มธ.แถลงจุดยืนต่อกรณีกลุ่มพันธมิตร

นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ลงความเห็นต่อกรณีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่าควรจะยุติ เนื่องจากส่วนใหญ่เห็นว่าเงื่อนไขการชุมุนุมเปลี่ยนไป

องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้เปิดแถลงจุดยืนว่านักศึกษาในมหาวิทยาลัยมีจุดยืนที่จะสนับสนุนสิทธิในการชุมนุมหรือการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอย่างเสรีจากทุกฝ่ายในสังคม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใดก็ตามเพื่อให้ทุกกลุ่มมีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นของตัวเอง โดยไม่ถูกคุกคามสิทธิ์ทั้งจากผู้ที่คิดเห็นต่างกันหรือจากฝ่ายรัฐบาลและจะต้องเป็นไปโดยสันติ ไม่มีการใช้กำลังและไม่มีการนำเอาสถาบันพระมหากษัตริย์มาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความอดกลั่นต่อความคิดเห็นต่อความคิดเห็นที่แตกต่าง ขณะเดียวกันก็ได้มีการเปิดเผยถึงผลสำรวจความคิดเห็นของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยต่อสถานการณ์การเมืองไทยในปัจจุบันที่ได้มีการสุ่มสำรวจจาก 1,000 ตัวอย่าง ซึ่งพบว่ากว่า 78 เปอร์เซ็นต์ ต้องการให้มีการทำประชามติก่อนทำการแก้ไขรัฐธรรมนูญและอีก 80 เปอร์เซ็นต์ เห็นว่าการชุมนุมควรที่จะยุติลงได้แล้ว เนื่องจากเงื่อนไขการชุมนุมเปลี่ยนไป นอกจากอีก 55 เปอร์เซ็นต์ นี้ยังไม่เห็นด้วยที่กลุ่มผู้ชุมนุมเปลี่ยนเงื่อนไขการชุมนุมมาเป็นการขับไล่รัฐบาล



อย่าคิดแต่กำไร-ขาดทุน

มี คนเริ่มวิจารณ์กันว่า การชุมนุมของม็อบพันธมิตรครั้งนี้ ใจร้อนไปหน่อย เลยจุดไม่ค่อยจะติด ยิ่งธรรมชาติไม่เป็นใจ เศรษฐกิจรัดตัวอย่างนี้ด้วยแล้ว พันธมิตรก็ควรจะยอมรับความจริง อย่าไปดันทุรัง คำโบราณว่าเอาไว้ วันพระไม่มีหนเดียว หนทางการต่อสู้ในระบอบประชาธิปไตยก็ไม่มีวันสิ้นสุด

ในวงเล็บว่าจะต้องมีเจตนาที่บริสุทธิ์ด้วย

วันก่อน คุณประเสริฐ บุญสัมพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท.ไปชี้แจงถึงปัญหาวิกฤติน้ำมันให้กับกรรมาธิการพลังงานวุฒิสภาที่มี พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช เป็นประธาน มาถึงประเด็นว่าทำไมน้ำมันบ้านเราถึงได้แพงกว่าประเทศ ข้างบ้านอย่างมาเลเซีย คุณประเสริฐ ตอบว่าอย่างไรรู้ไหม

ตอบว่า เพราะมาเลเซียเขาให้งบประมาณอุดหนุน ปีละสี่แสนล้าน ถ้าอยากจะให้ขายน้ำมันราคาเท่ากับมาเลเซีย รัฐบาลก็ต้องเอาเงินมาอุดหนุน 4 แสนล้านเช่นกัน เพราะทุกวันนี้ ปตท.ต้องแบกรับภาระ การตรึงราคาน้ำมันในรอบ 5 เดือนที่ผ่านมาถึง 5.7 พันล้านแล้ว

กรรมาธิการบางท่านอดรนทนไม่ได้เพราะเห็นคุณประเสริฐพูดแต่เรื่องขาดทุนๆ ก็เลยถามสวนไปว่า แล้วทำไม ปตท.ถึงได้มีกำไรปีละกว่าแสนล้านได้ คุณประเสริฐก็ยอมรับว่าเป็นความจริง และคุณประเสริฐก็ยกข้ออ้างว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้า ปตท.ต้องลงทุนเป็นล้านๆบาท ถ้าจะให้ ปตท.มีกำไรปีละแค่หมื่นล้านจะอยู่ได้อย่างไร โยนความผิดของวิกฤติน้ำมันว่าเป็นเพราะการเก็งกำไรไปโน่น

ดูว่า คุณประเสริฐจะตอบไม่ค่อยตรงคำถามและคิดไม่ค่อยตรงคำตอบ ผมเข้าใจเจตนารมณ์ว่าที่กรรมาธิการเชิญคุณประเสริฐมาชี้แจงก็เพื่อจะช่วยกันหาทางออกที่จะ บรรเทาความเดือดร้อนอันเกิดจากวิกฤติน้ำมันอย่างไรบ้าง ไม่ใช่มามองว่า ปตท.จะต้องได้กำไรเท่านั้นเท่านี้

เอาง่ายๆ ผมว่างบโฆษณาประชาสัมพันธ์ของ ปตท.แต่ละปีเป็นจำนวนไม่ใช่น้อยแล้ว ผมก็ไม่รู้ว่าจะไปโฆษณาสรรพคุณทำไมให้เมื่อยตุ้ม เอางบเหล่านี้มาช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้านไม่ดีกว่าหรือ

คิดเป็นบวกกับสังคมบ้างก็จะดี

ผมอยากจะแถมท้ายเรื่องของคุณสุนัย มโนมัยอุดม อดีตอธิบดี ดีเอสไอ ที่ถูกออกหมายจับในขณะนี้ หรือกรณี คตส.ถูกออกหมายเรียกเป็นครั้งที่สอง กรณีจ้างบริษัทเอกชนรับงานโครงการฝึกอบรมข้าราชการใน สตง. ที่ค่อนข้างจะใกล้ตัวไปหน่อย ถ้าจะมองว่าเกี่ยวข้องกับการเมืองก็คงไม่ผิดนัก

ขบวนการนี้ถ้าเริ่มต้นให้ตรง ไม่เอาคนที่ไล่ระบอบทักษิณมาตรวจสอบ เสียเอง ก็น่าจะปิดหีบกันไปแล้วกระบวนการยุติธรรมจะมีบรรทัดฐานอยู่ในตัวเอง คนที่คิดจะใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือ ย่อมจะถูกบาดมือได้เช่นกัน.

หมัดเหล็ก


ส.ว.เอาแน่ซักฟอกรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่รัฐสภา วานนี้ (6 มิ.ย.) กลุ่ม ส.ว.สรรหาและ ส.ว.เลือกตั้งประมาณ 40 คน ร่วมหารือถึงการลงชื่อเพื่อเปิดอภิปรายทั่วไปรัฐบาลโดยไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 จากนั้นนายประสาร มฤคพิทักษ์ ส.ว.สรรหา กล่าวว่า ถึงแม้รัฐบาลจะเข้ามาทำงานได้เพียง 4 เดือน แต่สภาพปัญหาของประเทศได้เกิดขึ้นเร็ว เกิดวิกฤติซ้อนวิกฤติ น่าเป็นห่วงว่าสังคมไทยจะก้าวไปสู่จุดใด ส.ว.ส่วนหนึ่งจึงเห็นร่วมกันว่าเราควรเข้ามาร่วมแก้ปัญหา เพราะขณะนี้ราคาสินค้า น้ำมันแพง ปัญหาสังคมมีการขุดลอกทององค์พระประธาน ขโมยเกี่ยวข้าว ราคาพืชผลตกต่ำการรื้อฟื้นหวยออนไลน์ เกิดปัญหาความเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า เพราะรัฐบาลมุ่งแต่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยไม่ไยดีปากท้องประชาชน

ย้ำไม่ใช่ฝ่ายแค้นจ้องล้มใคร

น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติร่วมกันเข้าชื่อเสนอขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ โดยจะยื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 9 มิ.ย. เพื่อให้ ส.ว.มีโอกาสอภิปรายปัญหาวิกฤติ เศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ที่รัฐบาลเป็นผู้จุดชนวนขึ้นมาเอง เราจะต้องนำเสนอข้อมูลให้ประชาชนรับรู้และให้รัฐบาลตอบกับสังคม ถ้าเปรียบเป็นการบริหารองค์กรอื่นทำแบบนี้ถือว่าสอบไม่ผ่าน วุฒิสภาจะเป็นผู้ประเมินเพื่อให้รัฐบาลนำไปปรับปรุงแก้ไข ไม่เช่นนั้นรัฐบาลก็จะไม่มีโอกาสได้บริหารงานอีกตลอดไป หวังจะทำให้ รัฐบาลได้สติแล้วคิดแก้ไข ยืนยันว่า ส.ว.ที่ยื่นญัตติไม่ได้เป็นฝ่ายค้าน แต่ได้ทำหน้าที่ควบคุมการบริหารราชการของรัฐบาล เพราะขณะนี้บ้านเมืองเดือดร้อนทั้งปัญหาเศรษฐกิจ และการเมือง เราจำเป็นต้องยื่นญัตติ นอกจากจะเป็นการเปิดโอกาสให้รัฐบาลชี้แจงการทำงานที่ผ่านมา แล้วก็ยังให้ ส.ว.ได้เสนอแนะแนวทางแก้ปัญหาให้กับรัฐบาล เพราะขณะนี้สภาผู้แทนราษฎรยังไม่ได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการสามัญฯที่เป็นช่องทางให้ประชาชนร้องเรียน อย่าคิดว่าเป็นฝ่ายตรงข้าม ส.ว.เป็นตัวแทนของประชาชน และไม่ใช่ว่ารัฐบาลเมื่อได้รับการเลือกตั้งมาแล้วจะทำอะไรก็ได้ ไม่บริหารบ้านเมืองก็อยู่ได้ เราจะต้องอภิปรายอย่างน้อยจะเป็นการเตือนสติ และหวังว่ารัฐบาลจะไม่ถูกเลิกจ้างในอนาคต

ชี้อีกช่องนายกฯชิงเปิดอภิปรายตัวเอง

นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา กล่าวว่า ประชาชนฝากความหวังไว้กับ ส.ว.แต่ก็มีคำถามขึ้นมาว่า ส.ว.กำลังทำอะไรอยู่ในสภาพบ้านเมืองที่กำลังขัดแย้งอย่างนี้ ขณะที่ผ่านมามีการตอบโต้ทางการเมือง แต่รัฐบาลมีโอกาสพูดอยู่ฝ่ายเดียว ขณะที่กลุ่มพลังด้านนอกไม่มีโอกาสพูดในสภาฯ เราจำเป็นต้องเปิดเวทีสภาให้มีการนำเสนอข้อมูล โดยใช้สิทธิรัฐธรรมนูญตามมาตรา 161 ถือว่าครั้งนี้จะเป็นโอกาสเดียว โอกาสสุดท้ายก็เกือบจะสุดท้ายที่จะให้หาทางออกให้กับบ้านเมืองได้ จึงน่าจะใช้โอกาสที่เปิดประชุมสมัยวิสามัญนี้ยื่นญัตติดังกล่าว เพราะหากพ้นจากนี้ก็จะเป็นสมัยประชุมนิติบัญญัติก็ไม่สามารถยื่นได้ เห็นว่าหากถึงตอนนั้นกว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้ อย่างไรก็ตามยังมีอีกทางคือ ให้นายกฯใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 179 ขอเปิดประชุมเพื่อให้สมาชิกรัฐสภาได้อภิปราย เพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะไปแก้ไขปัญหา แต่นายกฯจะทำหรือไม่ก็แล้วแต่

นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา กล่าวว่า ญัตติ นี้มีความชัดเจนว่าจะยื่นเรื่องอะไร และมีสำเนาให้กับ ส.ว.ที่ร่วมลงชื่อได้อ่าน รับรองไม่มีการหลอกกันแน่ และจะไม่มีการถอนชื่อ ทั้งนี้ญัตติจะเสร็จและยื่นได้ในวันจันทร์ที่ 9 มิ.ย. พร้อมรายชื่อ ส.ว.ที่ร่วมลงชื่อ

ปชป.จี้ สมัครเปิดอภิปรายทั่วไป

นายเทพไท เสนพงศ์ ผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี ส.ว.จะเข้าชื่อยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 ว่า พรรคประชาธิปัตย์เห็นด้วย และอยากจะเรียกร้องให้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 179 เปิดให้มีการอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อให้ ส.ส. และ ส.ว.ได้มีโอกาสแสดงความเห็นในปัญหาต่างๆ อย่างเต็มที่ พรรคเห็นว่าช่องทางนี้น่าจะเป็นการนำปัญหาข้อเรียกร้องต่างๆ บนท้องถนน เข้ามาอยู่ในระบบของรัฐสภา แนวทางดังกล่าวพรรคประชาธิปัตย์ได้เคยเสนอมาแล้ว สมัยที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี โดย พ.ต.ท.ทักษิณได้ขายหุ้นให้กับกลุ่มทุนจากประเทศสิงคโปร์ หรือเทมาเส็ก จนถูกกลุ่มพันธมิตรฯชุมนุมต่อต้าน โดย พ.ต.ท.ทักษิณรับปากว่าจะเปิดให้มีการอภิปรายรัฐบาล แต่ก็ยุบสภาหนีไป เชื่อว่าหากครั้งนั้น พ.ต.ท.ทักษิณยอมทำตามวิธีการที่ฝ่ายค้านเสนอ ก็อาจจะไม่ต้องเจอกับการรัฐประหาร 19 กันยาก็เป็นได้ มารัฐบาลชุดของนายสมัครก็กำลังเจอเหตุการณ์ในลักษณะทำนองเดียวกัน ดังนั้นนายสมัครจึงน่าจะเปิดใจกว้างรับฟังแนวคิดเพื่อนำไปแก้ไขปรับปรุงต่อไป


อาทิตย์ อุไรรัตน์ ชี้สถานการณ์การเมืองปัจจุบันคล้ายพฤษภาทมิฬ

กทม. 6 มิ.ย. - “อาทิตย์ อุไรรัตน์” ชี้สถานการณ์ปัจจุบันคล้ายพฤษภาทมิฬ ไม่มีความหวังให้ประเทศ ด้าน “วิทยากร เชียงกูล” แนะทางออกขยายการมีส่วนร่วมของประชาชน ส่วน “นพ.พลเดช” แนะปฏิรูปการเมืองใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานจากโรงแรมมิราเคิล แกรนด์ ว่า เมื่อเวลา 09.00 น. วันนี้ (6มิ.ย.) วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมกับกลุ่มองค์กรเครือข่ายภาคประชาชน ได้จัดสัมมนาหัวข้อ “ทางเลือก ทางรอด ก่อนชาติล่มสลาย” โดยมีนายอาทิตย์ อุไรรัตน์ อดีตประธานรัฐสภา นายวิทยากร เชียงกูล คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรม นพ.พลเดช ปิ่นประทีป กลุ่มประชาธิปไตยยาตรา พล.ต.ณพล คชแก้ว ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก นายณรงค์ โชควัฒนา ตัวแทนกลุ่มนักธุรกิจเพื่อสังคม นายชิงชัย มงคลธรรม ตัวแทนกลุ่มการเมือง ร่วมเวทีอภิปราย

นายอาทิตย์ อุไรรัตน์ กล่าวต้อนรับผู้ร่วมสัมนนา พร้อมระบุว่าวิกฤติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยขณะนี้ยากที่จะหาทางออก แต่เห็นว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ดังเช่นเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 ที่ตนเคยเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง และส่วนตัวเห็นว่ามีความเชื่อมโยงและมีส่วนคล้ายสถานการณ์ปัจจุบันที่กลับสู่วังวนเดิม ที่แม้จะมีการยุบพรรคเลือกตั้งใหม่ ก็ได้คนของพรรคการเมืองเก่ากลับเข้ามา ไม่มีความหวังให้ประเทศชาติ จึงต้องการให้เวทีนี้สะท้อนทางเลือก และอยากเห็นสังคมเป็นแบบธรรมาธิปไตย ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์

ด้านนายวิทยากร กล่าวว่า สังคมไทยเอื้อให้คนกลุ่มน้อยมีอำนาจมากเกินไป ไม่มีการกระจายอำนาจ อีกทั้งไม่มีการปฏิรูปที่แท้จริง ประชาธิปไตยไม่ใช่การทำอะไรก็ได้เพื่อเสียงส่วนใหญ่ ส่วนทางออกของประเทศไทยเห็นว่า ควรมีการขยายความรู้สู่ประชาชน จัดตั้งเวทีระดมความเห็น ตั้งสภาชุมชน ให้ประชาชนมีส่วนร่วม สร้างท้องถิ่นให้เข้มแข็ง เพราะรูปแบบการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเพียงอย่างเดียวไม่พอ เนื่องจากคนบางกลุ่มไม่เห็นด้วย จึงต้องหาบุคคลที่เป็นที่ยอมรับของสังคมมาช่วยสะท้อนว่าประเทศมีปัญหาอย่างไรบ้าง

นพ.พลเดช กล่าวว่า ควรมีการปฏิรูปการเมืองรอบใหม่ หรือรอบ 2 โดยต้องมี 3 แนวทาง ที่จะทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ คือ 1.ควรมีการศึกษาทบทวนรัฐธรรมนูญ 2550 อย่างเป็นกระบวนการ ที่ต้องทำประชาพิจารณ์และต้องดำเนินการให้เสร็จใน 2-3 ปี 2.ส่งเสริมประชาธิปไตยของประชาชนอย่างจริงจัง 3.สร้างการเรียนรู้ความเข้าใจกระบวนการประชาธิปไตยอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ประเทศไทยไม่ได้มีปัญหาเรื่องความเห็นขัดแย้งทางการเมืองอย่างเดียว แต่มีปัญหาทางด้านเศรษฐกิจที่ต้องเร่งหาทางแก้ไขควบคู่ไปด้วย

ขณะที่นายชิงชัย มงคลธรรม กล่าวว่า ปมปัญหาของชาติไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่องการเมืองที่ไม่สามารถนำพาประเทศไปสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เพราะการเมืองไม่เป็นประชาธิปไตย ทุกฝ่ายต้องร่วมกันนำประชาชนออกจากความขัดแย้งไปสู่ความถูกต้อง สำหรับนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ส่วนตัวเห็นว่ามีอำนาจ แต่ไม่สามารถปกครองได้ ประชาชนไม่ยอมรับผู้ปกครอง

ด้าน พล.ต.ณพล คชแก้ว กล่าวว่า กองทัพต้องตกเป็นจำเลยของสังคม ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เมื่อมีวิกฤติทหารจะร่วมมือแก้ปัญหาให้ผ่านพ้น อย่างไรก็ตาม เห็นว่าสังคมวันนี้เกิดความระส่ำระสาย มีการบริโภคเกินควร หาทางออกให้กับปัญหาของประเทศไม่ได้ เป็นสังคมฆ่ากันเพื่อเงิน หรือมองเงินเป็นใหญ่ ดังนั้น ถึงเวลาที่ทหารต้องถามประชาชนว่าต้องการอย่างไร และพร้อมจะปกป้องประชาชน แต่ทหารไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติ และเห็นว่าไม่จำเป็นต้องรัฐประหาร ทั้งนี้ หากชาติมีภัยคุกคามในรูปแบบใด กองทัพก็สามารถปกป้องคุ้มครองประชาชนได้

นายณรงค์ โชควัฒนา กล่าวว่า การเมืองเป็นตัวแก้ปัญหาทุกอย่าง แต่วันนี้การเมืองไทยกลับเป็นตัวปัญหา กลายเป็นธุรกิจอย่างหนึ่งที่มีคนมาลงทุนด้วยการซื้อเสียง และถอนทุนด้วยการคอร์รัปชัน ซึ่งต้นเหตุมาจากการเมืองไม่มีคุณภาพและไม่มีคุณธรรม เมื่อใดที่อำนาจตกอยู่ที่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เรียกได้ว่าเป็นเผด็จการทั้งสิ้น หากจะเปลี่ยนแปลงประเทศ ต้องนำประชาธิปไตยอย่างแท้จริงกลับคืนมาให้ได้ นอกจากนี้ เห็นว่าการเมืองเป็นต้นเหตุของปัญหา รัฐธรรมนูญถูกอุปโลกน์เป็นกฎหมายสูงสุด ทั้งที่ไม่เคยมีความหมาย และไม่สามารถควบคุมพรรคการเมืองที่ทำผิดได้ ดังนั้น สิ่งที่จะควบคุมนักการเมืองได้คือ ประชาชนที่มีจิตสำนึก

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ภายหลังการอภิปรายได้มีการแถลงรังสิตโพลล์ “ทางเลือกของประชาชนต่อวิกฤติประเทศไทย” ที่สำรวจความเห็นของประชาชน 1,457 ตัวอย่าง ระหว่าง 3-4 มิถุนายน พบว่า ประชาชนร้อยละ 67.30 เห็นว่าประเทศไทยเกิดวิกฤติทางโครงสร้างทั้งจากวิกฤติการเมือง เศรษฐกิจ พลังงาน ส่วนทางออกของวิกฤติประชาชน ร้อยละ 36.50 เห็นว่าผู้ชุมนุมควรสลายการชุมนุมด้วยตัวเอง ขณะที่ร้อยละ 21.58 เห็นว่าให้รัฐบาลยุบสภา และร้อยละ 20.50 ให้นายกรัฐมนตรีลาออก

ส่วนกรณีที่จะให้ทหารออกมาทำปฏิวัติรัฐประหาร มีเพียง ร้อยละ 7.67 ขณะที่การให้แก้รัฐธรรมนูญโดยเร็วมีเพียง 4.83 และให้รัฐบาลสลายการชุมนุมมีเพียงร้อยละ 2.75 พร้อมกันนี้ ผลการสำรวจยังไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลจะสลายการชุมนุมด้วยวิธีการรุนแรง และไม่เห็นด้วยที่จะมีการปฏิวัติรัฐประหาร หากรัฐบาลไม่สามารถแก้วิกฤติได้ ก็ควรคืนอำนาจให้กับประชาชนโดยเร็ว

นอกจากนี้ ผู้ร่วมสัมมนาที่ประกอบด้วยภาคส่วนต่าง ๆ ยังได้ประกาศหลักการภายใต้กรอบปฏิญญาว่าด้วยการปฏิวัติสังคมไทย ไปสู่สังคมธรรมาธิปไตย ที่ถือเป็นแนวทางร่วมกันสำหรับประชาชน เพื่อกระบวนการสร้างประชาธิปไตยที่มีธรรมเป็นเครื่องชี้นำ โดยเน้นในส่วนของสิทธิเสรีภาพความเสมอภาคของประชาชน บนพื้นฐานประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมถึงสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ที่ต้องได้รับอย่างเท่าเทียม. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-06 17:12:58