ฝรั่งเศส 7 มิ.ย. - นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งอยู่ระหว่างเดินทางเยือนยุโรปอย่างเป็นทางการ ให้สัมภาษณ์หลังหารือกับ นางรามา ยาด รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศฝรั่งเศส ว่า จะเร่งจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมสองประเทศ ฉบับที่ 2 ซึ่งครอบคลุมความร่วมมือระหว่างกัน ในปี 2552-2556 เพื่อให้ลงนามระหว่างที่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางเยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 15-17 กรกฎาคม 2551 ขณะเดียวกัน จะขอให้ฝรั่งเศสช่วยเร่งรัดเรื่องการส่งดาวเทียมทีออส (THEOS) ซึ่งไทยได้ว่าจ้างบริษัทฝรั่งเศสผลิตขึ้นสู่วงโคจรโดยเร็ว เพราะขณะนี้ล่าช้าจากกำหนดเดิมในปลายปี 2550 ซึ่งทำให้ไทยเสียโอกาสไปมาก “นอกจากนี้จะขอให้ฝรั่งเศสให้ทุนการศึกษาในเรื่องพลังงานนิวเคลียร์ที่ฝรั่งเศสมีความเชี่ยวชาญ เพื่อสร้างขีดความสามารถให้ไทยในการพัฒนาทางเลือกในอนาคต ท่ามกลางสถานการณ์ที่น้ำมันมีราคาแพงเช่นในปัจจุบัน รวมทั้งขอให้ฝรั่งเศสสนับสนุนไทยในการลงสมัครชิงเก้าอี้สมาชิกไม่ถาวร ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ในช่วงปี พ.ศ. 2560-2561 ด้วย” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าว ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ก่อนหน้านี้ นายนพดล ได้หยิบยกเรื่องดังกล่าวขึ้นหารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศเยอรมนี เช่นกัน.- สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-06-07 15:31:00
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Saturday, June 7, 2008
นพดล ขอเสียงฝรั่งเศส หนุนไทยชิงเก้าอี้สมาชิกคณะมนตรีฯ
สมชาย ยันรัฐบาลไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่มคัดค้านพันธมิตรฯ
เชียงใหม่ 7 มิ.ย. - “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” ยืนยันรัฐบาลไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่มคัดค้านการชุมนุมของพันธมิตรฯ โดยเฉพาะที่ จ.เชียงใหม่ ระบุการแสดงความคิดเห็น เป็นเรื่องของแต่ละบุคคล ไม่สามารถสั่งได้ เชื่อการชุมนุมของพันธมิตรฯ เป็นชนวนให้ฝ่ายตรงข้ามไม่พอใจ ทำให้เกิดความไม่สงบได้ วอนทุกฝ่ายอย่าทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ถึงความเดือดร้อนของข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการและนักเรียน ที่อยู่ในบริเวณการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ว่าเรื่องความเดือดร้อนเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนในขณะนี้ โดยเฉพาะนักเรียนที่ต้องมีการเรียนชดเชย ซึ่งถือเป็นการเยียวยาจากผลกระทบของการชุมนุมโดยไม่จำเป็น ส่วนเรื่องความปลอดภัยของนักเรียนนั้น ขณะนี้เกรงว่าจะไม่ปลอดภัย ดังนั้น จะมีการหารือกับรัฐบาลเพื่อหามาตรการดูแล และขอยืนยันว่าที่ผ่านมา การแจ้งความร้องทุกข์กลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ได้เป็นการจัดฉาก ต้องยอมรับว่าเป็นผลของความเดือดร้อนจริง ๆ ส่วนกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ ใช้แผนดาวกระจายกดดันรัฐบาล นายสมชาย กล่าวว่า คงกดดันรัฐบาลไม่ได้ เพราะรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง ดังนั้นการตัดสินใจต่ออนาคตของรัฐบาล คือ ประชาชน และขอยืนยันว่ารัฐบาลไม่เคยมีการทุจริตคอร์รัปชั่น “แผนดาวกระจายไม่ใช่เรื่องสำคัญ เรื่องสำคัญตอนนี้คือ อยากขอร้องให้ทุกฝ่ายไม่ควรกระทำผิดกฎหมาย และอย่าให้ประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้องได้รับความเดือดร้อน กลุ่มพันธมิตรฯ ควรเคารพสิทธิของคนอื่นด้วย” นายสมชาย กล่าว สำหรับกรณีกลุ่มต่อต้านพันธมิตรฯ โดยเฉพาะที่ จ.เชียงใหม่ มีการระบุชัดว่า หากกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ยุติการชุมนุม จะเดินทางไปต่อต้านถึงใน กทม. นายสมชาย กล่าวว่า การจุดชนวนของกลุ่มพันธมิตรฯ ทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจ และเชื่อว่าจะเกิดความไม่สงบ ดังนั้น จึงไม่ต้องการให้อีกกลุ่มไปต่อต้าน รวมทั้งไม่ต้องการเห็นการปะทะ และทำให้คนไทยแตกแยก “เราคนไทยด้วยกัน ช่วยกันหาทางออก หากเห็นว่าที่รัฐบาลทำไม่ดีตรงไหน ก็ควรทำตามขั้นตอนของระบอบรัฐสภา และองค์กรอิสระก็มีตรวจสอบอยู่ ขั้นตอนต่าง ๆ เหล่านั้นเป็นเรื่องที่เหมาะสมกว่า” นายสมชาย กล่าว
ส่วนที่มีการมองว่ากลุ่มต่อต้านพันธมิตรฯ มีการเชื่อมโยงกับรัฐบาล นั้น นายสมชาย กล่าวว่า ขอรับประกันร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่มีเรื่องดังกล่าวอย่างแน่นอน รัฐบาลไม่มีนโยบายต้องการให้เกิดความรุนแรง ไม่ต้องการให้มีการปะทะกัน ซึ่งความคิดเห็นของแต่ละคนไม่สามารถไปสั่งใครได้ เรื่องนี้รัฐบาลไม่เกี่ยวข้องอย่างแน่นอน และมั่นใจว่าสมาชิกในพรรคไม่ได้ไปสนับสนุน ซึ่งได้มีการบอกสมาชิกภายในพรรคและห้ามปราบกันไปแล้ว
กรณีมีอดีตแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ไปปรากฏตัวที่กลุ่มต่อต้านพันธมิตรฯ ทำให้มีการมองว่าเกี่ยวข้องกับรัฐบาล นั้น นายสมชาย กล่าวว่า “เชื่อมโยงไม่ได้อยู่แล้ว เพราะรัฐบาลอยู่ในสายตาประชาชน ยอมรับว่าโดยส่วนตัวถ้าจะมีใครไป เขาคงไม่บอกรัฐบาล เพราะเขาถือเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา และเชื่อว่าในช่วงการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลยูโรในวันนี้ คนคงไปดูฟุตบอลเยอะ เพื่อให้เกิดการผ่อนคลาย”.- สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-06-07 15:06:39
สมชาย ยัน พปช.ยังมีเอกภาพ ไม่ขัดแย้งในพรรค
นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงการประชุม ส.ส.ภาคอีสานและเหนือ ที่ จ.เชียงใหม่ ว่า ขอยืนยันว่าไม่มีความขัดแย้งเกิดขึ้น และยังมีความเป็นเอกภาพ ซึ่งการสัมมนาในครั้งนี้ที่มี ส.ส.ภาคอีสานมาร่วมสัมมนานั้น เพราะเห็นว่าจังหวัดเชียงใหม่มีความสะดวก ประชาชนมีอัธยาศัยดี และการสัมมนาครั้งนี้ ส.ส.ภาคเหนือ ได้มีการประชุมแยกกลุ่ม จากนั้นมีการประชุมร่วมกัน “ไม่ใช่เป็นความแตกแยก เพราะในที่สุด เราจะนำปัญหาไปร่วมหารือกันในพรรค เนื่องจากการสัมมนาที่ต้องแยกกัน เพราะเรามี ส.ส.มาก ไม่ใช่เรื่องความยัดแย้งแตกแยก การสัมมนาในลักษณะนี้เราทำเป็นปกติอยู่แล้ว” นายสมชาย กล่าว ส่วนกระแสข่าวกรณีที่ ส.ส.อีสานร่วมรับประทานอาหารค่ำที่บ้านของนายคะแนน สุภาพ บิดาของภรรยานายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ซึ่งจะเชื่อฟังนายเนวินคนเดียวนั้น นายสมชาย กล่าวว่า การรับประทานอาหารดังกล่าวของ ส.ส. ถือเป็นเรื่องปกติที่ ส.ส.จะไปมาหาสู่ และจะมีการหารือกัน “มันไม่เกี่ยวกับ ส.ส.จะเชื่อใคร หรือไม่เชื่อใคร แต่ทุกคนทำงานร่วมกัน รวมทั้งไม่มีความขัดแย้ง จะประลองกำลังอะไรกัน ก็รู้กันอยู่แล้ว ส.ส.เหนือ-อีสานมาสัมมนารวมกัน มีการแบ่งกลุ่มกันบ้าง เป็นบางครั้ง หลังจากเสนอความเห็นกันในวันนี้แล้วจะไปคุยกันในวันที่ 10 มิ.ย.นี้ในที่ประชุมใหญ่ของพรรค ว่าปัญหาในการสัมมนาวันนี้มีอะไรบ้าง เราทำงานเป็นพรรค มีกฎมีระเบียบ นเป็นระบบ เพื่อนฝูงคุยอะไรกันก็อีกเรื่อง แต่พรรคต้องเป็นระบบ มีหัวหน้า เลขาธิการ กรรมการบริหารพรรค เชื่อผมเถอะ ไม่ต้องไปเชื่อใครคนใดคนหนึ่ง” นายสมชาย กล่าว ผู้สื่อข่าวถามว่าวันนี้นายเนวินยังมีอิทธิพลภายในพรรคหรือไม่ นายสมชาย กล่าวว่า ไม่เคยเห็นมีใครที่มีอิทธิพลในพรรค.- สำนักข่าวไทย เชียงใหม่ 7 มิ.ย. - “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” ยืนยัน พปช.ยังเป็นเอกภาพ ไม่มีความขัดแย้งภายในพรรค เชื่อการรับประทานอาหารค่ำร่วมกันของ ส.ส.อีสาน ถือเป็นเรื่องปกติ ย้ำในพรรคไม่มีผู้มีอิทธิพล เตรียมสรุปผลการสัมมนา ส.ส.ภาคอีสาน-เหนือ เสนอต่อที่ประชุมใหญ่ 9 มิ.ย.นี้
อัพเดตเมื่อ 2008-06-07 15:02:36

พรรคพลังประชาชนเตือนรัฐบาลอย่าตกหลุมพรางกลุ่มพันธมิตร ฯ

จำลองปฏิเสธข่าวอดข้าวประท้วง
พลตรีจำลอง ศรีเมือง ประกาศชัดจะไม่มีการใช้วิธีอดข้าวประท้วงเหมือนในอดีต ขณะที่การชุมนุมในวันนี้ก็ยังคงไม่มีการเคลื่อนไหวใด
ความเคลื่อนไหวของการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในวันนี้ กลุ่มผู้ชุมนุมยังไม่ได้มีการเคลื่อนไหวกันไปที่ใด โดยการชุมนุมยังคงปักหลักที่บริเวณมัฆวานรังสรรค์
ซึ่งกิจกรรมส่วนใหญ่บนเวทีก็ยังคงใช้วิธีการปราศรัยโจมตีรัฐบาล สลับกับการแสดงดนตรีบนเวที แต่วันพรุ่งนี้อาจจะมีการเคลื่อนผู้ชุมนุมบางส่วนไปที่สถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที. ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปจัดรายการสนทนาประสาสมัคร เพื่อรับฟังการจัดรายการของนายกรัฐมนตรี และในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ ก็จะเคลื่อนผู้ชุมนุมอีกบางส่วนไปให้กำลังใจคณะกรรมการ คตส. เนื่องจากเห็นว่าเป็นหน่วยงานที่ทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติอย่างแท้จริง
สำหรับในส่วนของผลกระทบที่เกิดจากยุทธวิธีดาวกระจาย โดยเฉพาะการจราจรติดขัดนั้น นายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็ออกมาร้องขอความเห็นใจจากประชาชน ที่อาจจะทำให้เกิดการจราจรติดขัดไปบ้าง แต่ก็ขอให้เข้าใจว่าเป็นการทำเพื่อประเทศชาติ และต่อไปจะหลีกเลี่ยงเคลื่อนไหวในช่วงเวลาเร่งด่วน
ส่วนเรื่องของการอดข้าวประท้วงนั้น พลตรี จำลอง ศรีเมือง ก็ออกมายืนยันว่า จะไม่ใช้วิธีการอดข้าวประท้วง เพราะตอนนี้สถานการณ์ไม่เหมือนในอดีต ประกอบกับการชุมนุมในครั้งนี้ได้รับมอบหมายให้ดูแลเรื่องของความปลอดภัย ซึ่งต้องมีความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา จึงไม่สามารถทำได้ แม้ว่าเรื่องการอดอาหารประท้วงจะเป็นเรื่องง่าย เพราะแค่ดื่มน้ำอย่างเดียวก็สามารถอยู่ได้นานถึง 2 เดือน พร้อมกันนี้พลตรีจำลอง ยังปฏิเสธด้วยว่าในที่ชุมนุมไม่ได้มีการซ่องสุมอาวุธสงครามอย่างที่มีข่าว หากจะมีก็เพียงแค่ไม้เบสบอล ด้ามธง โล่ เท่านั้นที่ต้องมีไว้เพื่อป้องกันตนเอง
จตุพรเรียกร้อง หน.ปชป.จัดการ ส.ส.ที่ขึ้นเวทีกลุ่มพันธมิตร
นายจตุพร พรหมพันธ์ กรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงการติดตามสถานการณ์ของกลุ่มพันธมิตร ประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ที่มีการหยิบยกและเปรียบเทียบการออกหมายจับนาย สุนัย มโนมัยอุดม อดีตอธิบดีดีเอสไอ กับนายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีมาตรฐานต่างกันว่า ไม่เป็นความจริง เพราะขั้นตอนของนายจักรภพ ยังอยู่ในขั้นติดตามรับทราบข้อกล่าวหา ไม่ถึงขั้นออกหมายเรียก แต่กรณีนายสุนัย มีการออกหมายเรียกถึง 2 ครั้งแล้วดังนั้นการที่พันธมิตรหยิบยกเรื่องนี้มาเปรียบเทียบจึงเป็นเรื่องที่ฟังไม่ขึ้น
ส่วนยุทธการดาวกระจายของกลุ่มพันธมิตรฯ นายจตุพรเชื่อว่า มีเป้าสำคัญในการเบี่ยงเบนประเด็น ที่ต้องการยึดทำเนียบรัฐบาลให้ได้ รวมทั้งต้องการปิดล้อมรัฐสภา จึงขอให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจเพิ่มความระมัดระวังและดูแลสถานการณ์ในช่วงวันเสาร์ -อาทิตย์นี้ ให้ดีเพราะอาจมีการระดมคนเพื่อเข้ายึดทำเนียบรัฐบาลได้พร้อมกับขอประณามกลุ่มผู้ชุมนุมที่ต่อต้านพลังสีขาว ว่า เป็นเจตนาที่ใช้ไม่ได้ และเป็นการแสดงให้เห็นว่ากลุ่มพันธมิตรต้องการสร้างพลังสีเลือดขึ้นมาหรือไม่
นายจตุพรยังขอเรียกร้อง ให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้า พรรคประชาธิปัตย์ แสดงความจริงใจเพื่อแสดงให้เห็นถึงความต้องการระบอบประชาธิปไตย ด้วยการทำหนังสือเรียกตัว สส.ที่ขึ้นเวทีร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯกลับ รวมทั้งการระดมคนในพื้นที่ฐานเสียงไปร่วมการชุมนุม โดยหากใครขัดขืน ให้ขับออกจากพรรคทันที
สำหรับการที่ สส.กลุ่มอีสานประกาศ จะฟังแต่คำสั่งของนายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ในการประชุมสส.อิสานที่จ.เชียงใหม่เมื่อวานนี้นั้น นายจตุพรบอกว่าเป็นการพูดในงานเลี้ยง ซึ่งคงเป็นในลักษณะของกลอนพาไปมากกว่า โดยยืนยันว่าการเป็นพรรคการเมืองจะต้องยึดถือในระบบพรรค ซึ่งพรรคจะอยู่ไม่ได้ถ้าสมาชิกยึดตัวบุคคลเป็นหลัก และส่วนตัวเชื่อว่าทั้งคนที่พูดและคนที่ถูกกล่าวถึงคงไม่ได้คิดเช่นนั้นจริง ๆ

นักเศรษฐศาสตร์ระบุม็อบพันธมิตรฯ ทำเศรษฐกิจชาติย่อยยับ
รศ.ดร.สุชาติ ธาดาธำรงค์เวช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวถึงการเมืองในปัจจุบันที่มีผลกระทบต่อปัญหาทางด้านเศรษฐกิจว่า การเมืองในปัจจุบันเป็นปัญหาใหญ่ที่กระทบต่อเศรษฐกิจมาก อีกทั้งได้มีข่าวไปทั่วโลก ทำให้ผู้ลงทุนในตลาดหุ้นขาดความเชื่อมั่น มองความมั่นคงทางการเมืองเป็นแนวทิศทางลบจึงต้องมีการถอนการลงทุนออกไปเยอะ ซึ่งเม็ดเงินในตลาดหลักทรัพย์ก็ตกไปมาก จึงเป็นเรื่องที่ประชาชนต้องช่วยกันดูแล
การเมืองของไทยก็เหมือนกับเราขายก๋วยเตี๋ยว หากคนในบ้านทะเลาะกัน ผู้ที่เดินผ่านไปมาจะเข้ามานั่งกินก๋วยเตี๋ยวแต่เห็นคนในบ้านทะเลาะกัน ก็เดินผ่านไปเพื่อที่จะไปกินร้านอื่นที่ไม่ใช่ประเทศไทย ถึงพยายามไปบอกว่าคนในบ้านทะเลาะกันเป็นเรื่องปกติไม่ใช่เรื่องใหญ่ ถึงไม่ใช่เรื่องใหญ่แต่ก็ไม่มีความสุข คนก็ไม่เข้าไปกิน จึงเดินผ่านไปเอาเงินไปให้ร้านเวียดนาม ร้านจีนทำให้เขามีความเจริญมีการปรับปรุงร้านให้ดีขึ้น
ฉะนั้นเราต้องมีกฎระเบียบ มีการดูแลคนในบ้านโดยกฎหมาย ไม่อย่างนั้นการเมืองก็ไม่มีที่จบ เรื่องก็ยืดยาวไปเรื่อย ๆ อีกทั้งประเทศไทยไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว เพราะไม่ได้ร่ำรวย ทำให้ฐานความเป็นอยู่ย่ำแย่ จึงอยากให้คนในประเทศไทยหันหน้าเข้าหากัน อย่าให้เหมือนกับประเทศพม่าที่ทำแล้วยิ่งแย่

“นักวิชาการ” ติงพันธมิตรฯ ชุมนุมได้ แต่ทำไมต้องหยาบคาย
รศ.ประทุมพร วัชรเสถียร อาจารย์พิเศษคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย และอดีตสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯว่า ตนเห็นด้วยกับการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ด้วยเหตุผลที่ว่า
1.ถ้าประชาชนไม่เห็นด้วยกับการทำงานของรัฐบาล ซึ่งเป็นการชุมนุมชี้ความบกพร่องของรัฐบาลสามารถทำได้
2.การชุมนุมเรียกร้องของกลุ่มพันธมิตรเป็นจุดยืนที่เป็นประโยชน์ แต่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำที่ใช้คำพูดและภาษาที่หยาบคาย อีกทั้งมีการขับไล่รัฐบาลเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ไม่ควรไปขับไล่รัฐมนตรี และยังมีการเดินหน้าเรียกร้องให้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีลาออก เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งถือว่าเป็นความต้องการของประชาชนที่ได้เลือกมาทำหน้าที่
“การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ดิฉันเห็นด้วย แต่ทำไมต้องใช้ภาษาหยาบคาย เหมือนภาพยนต์เรื่องหนึ่งที่ดิฉันได้ดูที่มีการเรียกร้องเหมือนกลุ่มพันธมิตรฯ และเขาก็ใช้คำพูดที่แรง แต่คำพูดทุกคำพูดของเขาเป็นคำที่หนักแน่นน่าเชื่อถือ หากกลุ่มพันธมิตรฯอยากปกป้องประเทศจริงต้องทำด้วยความคิดที่เจริญ และมีสติ” อดีต สนช.กล่าว
แนะสื่อมวลชนเลิกเสนอข่าวพันธมิตรฯ จะได้ยุติการชุมนุมไปเอง
ดร.วิบูลย์พงษ์ พูนประสิทธิ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่าในประเทศมหาอำนาจมีการประท้วงอยู่ตอลดเวลา แต่ประชาชนในประเทศนั้นจะไม่เดือดร้อนเหมือนการประท้วงในบ้านเรา เพราะเมื่อใดที่ผู้ประทวงทำการละเมิดสิทธิของผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นการขัดขวางการจราจรหรือประท้วงบนถนจะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมทันที
การปิดถนนของพันธมิตรฯ ที่ทำให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อน จะมาอ้างว่าเป็นคนหมู่มากไม่ได้ กรุงเทพฯ มีคนเป็นล้านคน จะเอาอะไรมาวัดว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรเป็นคนหมู่มาก หลักการประธิปไตยให้สิทธิในการชุมนุมได้ แต่ต้องไม่ละเมิดสิทธิของคนอื่น ความพยายามที่จะใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นวิทยาลัยเพื่อให้มีการศึกษาดูงานหรือฝึกวิชาชีพนั้น หากใช้พื้นที่สาธารณะเป็นพื้นที่ซึ่งสัญจรไปมา ถือว่าเป็นความผิดทางกฎหมาย และเป็นการละเมิดสิทธิของผู้อื่น
เมื่อถามถึงแผนยุทธศาสตร์ดาวกระจายของกลุ่มพันธมิตร ดร.วิบูลย์พงษ์ มองว่า เป็นวิธีเรียกร้องความสนใจ เพราะถ้าชุมนุมกันสงบๆ จะไม่ได้รับความสนใจ จึงต้องพยายามกดดันด้วยวิธีการต่างๆ นานา เพื่อให้มีสื่อออกมาตลอดเวลา หากการเคลื่อนตัวไปยังสถานที่ต่างๆ มีการปิดถนนอีกก็ยิ่งจะทำให้ประชาชนเดือดร้อนมากขึ้น
“การปิดถนนเป็นการละเมิดสิทธิของคนอื่น ทำให้การเดินทางลำบากมาก ผมเองก็เดือดร้อนมาก มาสอนหนังสือลำบาก สังคมไทยเป็นสังคมที่อะลุ้มอล่วย ถ้าเป็นสังคมต่างประเทศ เขาจะไม่สนใจ และไม่เสียเวลาในการเจรจาใดๆ ทั้งสิ้น ตำรวจจะเข้ามาจับผู้ชุมนุมทันที โดยไม่สนใจเสียงวิพากษ์วิจารณ์ เพราะถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและละเมิดสิทธิของผู้อื่น
สมมุติว่ามีคนท้องต้องคลอดลูกจะต้องไปโรงพยาบาลผ่านถนนเส้นนั้น แต่ไปไม่ได้แล้วตายอยู่ตรงนั้น ถามว่าสามีเขาจะไปฟ้องว่าพันธมิตรปิดถนนทำให้โรงพยาบาลไม่ทัน จะฟ้องได้หรือไม่ ญาติเขาจะรู้สึกอย่างไร จะทำอะไรจึงต้องคิดถึงคนอื่นด้วย” ดร.วิบูลย์พงษ์ กล่าว
ดร.วิบูลย์พงษ์ กล่าวด้วยว่า เมื่อรัฐบาลยอมถอยออกมาแล้วพันธมิตรก็ควรถอยออกมาด้วยเช่นกัน สถานการณ์จะได้สงบ และที่ออกมาบอกว่ารัฐบาลไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ ผมเองก็กำลังติดตามดูขอเสนอของพันธมิตรอยู่ เพราะอยากรู้ว่าเขาจะเสนออย่างไร เพราะเมื่อวิจารณ์แล้วก็ควรที่จะเสนอแนวทางในการแก้ไขให้ด้วยว่าต้องการให้เป็นอย่างไรถึงจะดีกว่าเดิม
ข้อเรียกร้องที่ผ่านมาของพันธมิตรทุกอย่างประสบความสำเร็จไปแล้ว ส่วนตัวก็คิดว่าทุกอย่างควรจะจบ แต่เหตุการกลับยิ่งยืดเยื้อ ความพยายามที่จะออกมาขับไล่รัฐบาลเป็นสิ่งที่ไม่ความกระทำอย่างยิ่ง เพราะรัฐบาลมาจากระบอบประชาธิปไตย ไม่เช่นนั้นเราคงไม่ควรมีการเลือกตั้งอีก เพราะไม่ว่าจะเลือกตั้งรัฐบาลชุดใดมาทำงาน หากไม่เข้าตากลุ่มพันธมิตรก็ต้องถูกขับไล่ ก็จะกลายเป็นว่าฝ่ายพันธมิตรเป็นสถาบันสูงสุดของประเทศในการขับไล่รัฐบาล ซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง
ส่วนการมองว่าฝ่ายพันธมิตรกำลังจะนำเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมาต่อรองกับรัฐบาลนั้น ดร.วิบูลย์พงษ์ มองว่า มีความเป็นไปได้ เพราะตอนนี้ทุกอย่างเริ่มบานปลายออกไป โดยส่วนตัวมองว่าสื่อมวลชนทั้งหลายควรเลิกนำเสนอข่าวพันธมิตร เพราะที่สุดแล้วเมื่อการเคลื่อนไหวไม่ได้รับความสนใจ ไม่มีการนำเสนอข่าวใด ทุกอย่างก็จะซาลงไปเอง แต่ถ้าสื่อยังนำเสนอข่าวอยู่เช่นนี้เขาก็ยิ่งจะรู้สึกว่าการเรียกร้องนี้เข้าถึงประชาชน
สมัครปลอบ มิ่งขวัญไม่ออก
สืบเนื่องจากกรณีที่องค์กรและบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งจาก คมช. กำลังถูกไล่บี้เอาคืนจากอำนาจรัฐ เช่น กกต.ถูกดีเอสไอตรวจสอบเรื่องจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง นายสุนัย มโนมัยอุดม อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ถูกตำรวจออกหมายจับในคดีหมิ่นประมาท พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และล่าสุด คตส.ถูกตำรวจออกหมายเรียกให้ไปรายงานตัว ในคดีแจ้งความเท็จและหมิ่นประมาท บริษัททนายความของ พ.ต.ท.ทักษิณนั้น “อนุพงษ์” ให้ คตส.สู้คดีตามกฎหมาย ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า เมื่อเวลา 14.15 น. วันที่ 6 มิ.ย. พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ( คตส.) กำลังถูกอำนาจรัฐเล่นงานกลับ และต้องการให้อดีต คมช.หาทางช่วยเหลือว่า แนวคิดหลักในการที่องค์กร เช่น คตส. จะทำงานก็คือความอิสระ เป็นองค์กรอิสระที่จะทำได้ตามกรอบกฎหมาย และอำนาจหน้าที่ที่ตนเองมี ถ้าทำไปตามนั้นแล้ว มันจะได้ความศักดิ์สิทธิ์ และมีความชอบธรรมที่จะทำงาน ถ้ามีใครพยายามที่จะไปเคลมว่าเป็นหน่วยงานของตัวเอง ความศักดิ์สิทธิ์ขององค์กรเช่น คตส.ก็อาจจะมีผลกระทบในการทำงานของเขา ในเมื่อต้องนำคดีขึ้นสู่ศาล ความเห็นของตนคือเขาก็ทำงานไปตามขอบเขตภารกิจหน้าที่เขา ถ้ามีปัญหาเรื่องการฟ้องร้องก็อยู่ที่กฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมต้องว่ากันไปตามนั้น มีความเห็นเช่นนั้น เมื่อถามว่า หลายฝ่ายในสังคมควรจะให้กำลังใจ คตส.หรือไม่ เพราะอาสาเข้ามาทำงาน โดยที่ตัวเองไม่จำเป็นต้องมาทำก็ได้ ผบ.ทบ.ตอบว่า เท่าที่ประเมิน คิดว่าเขามีความตั้งใจที่จะทำตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายท่านทำเต็มที่อยู่แล้ว และคงจะเร่งดำเนินการให้สำเร็จลุล่วง ในการส่งฟ้องดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม ท่านก็ทำเต็มที่อยู่แล้ว แก้ รธน.เป็นเรื่องของฝ่ายนิติบัญญัติ เมื่อถามว่า ทาง คตส.จะทำหนังสือมาถึงทางกองทัพ เพื่อขอให้ช่วยคุ้มครองหรือช่วยไกล่เกลี่ยในเรื่องต่างๆ ที่ยังทำให้ คตส.ติดขัดไม่สามารถดำเนินการได้ พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า ขอใช้คำนี้ดีกว่าขอให้มีเรื่องมาถึงก่อนดีกว่า เพราะต้องดูว่าจะมีอำนาจหน้าที่จะทำได้ แค่ไหน การไกล่เกลี่ยยังไม่ทราบ ต้องเห็นตัวเรื่องก่อน ถ้ามีอำนาจหน้าที่ทำได้ก็จะทำให้ ให้การสนับสนุน แต่ว่าองค์กรภาครัฐทั้งหมด ถ้าโดยพื้นฐานต้องให้การสนับสนุนองค์กรเช่นนี้อยู่แล้ว การให้การสนับสนุนไม่ใช่ไปมีอิทธิพลเหนือไม่ได้ เมื่อถามว่า มีข้อห่วงใยว่าหากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จ และยกเลิกรัฐธรรมนูญ มาตรา 309 อาจส่งผลกระทบต่อผู้ทำหน้าที่เป็น คตส.ได้ ผบ.ทบ.ตอบว่า ประเด็นนั้นมันคงไม่ใช่เรื่องของข้าราชการประจำอย่างเราๆ เป็นหน้าที่ของสภาฯ และฝ่ายนิติบัญญัติ เป็นอำนาจนิติบัญญัติที่ต้องดำเนินการเรื่องนั้น ประชาชนก็ได้แต่เฝ้าติดตาม จะเสนอหรือออกความเห็นก็แล้วแต่ องค์กรภาครัฐก็คงจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวไม่ได้ในส่วนนั้น “สัก” ไม่เคยคาดหวังใดๆจากอดีต คมช. นายสัก กอแสงเรือง โฆษก คตส. กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. อดีตรองเลขาธิการ คมช. ออกมาระบุว่า ยังไม่รับหนังสือที่ คตส.แจ้งให้รับทราบข้อเท็จจริง กรณีที่กองปราบปรามออกหมายเรียก ให้ไปรายงานตัวในคดีถูกฟ้องร้องหมิ่นประมาทว่า คตส.ไม่ได้คาดหวังเพราะไม่เคยหวังอะไรอยู่แล้ว แต่ได้ทำตามหน้าที่ เพราะก่อนหน้านี้คนที่เคยมีตำแหน่งใน คมช. และขณะนี้มีตำแหน่งในปัจจุบัน เคยบอกว่าหากมีเรื่องอะไรให้บอก เมื่อมีเรื่องเกิดขึ้น ก็ต้องแจ้งให้ทราบ เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าทีมทนาย พ.ต.ท.ทักษิณระบุว่า การฟ้องคตส.เป็นความผิดส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ นายสักกล่าวว่าหนังสือที่ทีมทนายความส่งถึง คตส. ให้เพิกถอนการอายัดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัว ส่งมาในนามคณะกรรมการและมติการอายัดทรัพย์ ก็ทำในนามของคณะกรรมการฯ จึงไม่ได้ดำเนินการเป็นการส่วนตัว ดังนั้นควรแยกให้ออกระหว่างเรื่องส่วนตัว กับการปฏิบัติหน้าที่ เพราะมีหลายคนแยกไม่ออก “ต้องยอมรับว่าระบบเหลี่ยม ทำให้เกิดความแตกแยกทุกวงการ อาจารย์หลายคณะในมหาวิทยาลัยเดียวกันก็มีความเห็นไม่ตรงกัน ไม่น่าเชื่อว่านักวิชาการที่ไม่มีสีจะกลายเป็นคนมีสีไปได้ และในส่วนของ คตส. หากมีการออกหมายจับจริง จากการหารือเบื้องต้นของเรา คตส.บางคนมีความเห็นว่าจะไม่ขอยื่นประกันตัว เพราะการออกหมายจับไม่ได้ทำกันง่ายๆหลายคดีที่มีการฟ้อง คตส.ศาลก็ได้ยกฟ้องไปแล้ว” นายสักกล่าว
อ่านรายละเอียดต่อ ไทยรัฐ