WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, June 8, 2008

นายกรัฐมนตรียืนยันเดินหน้าโครงการขนส่งมวลชน


กรุงเทพฯ 8 มิ.ย. - นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ถึงโครงการขนส่งมวลชนในใจกลางมหานครและเมืองบริวาร หรือเมกะโปรเจกต์ว่า จำเป็นต้องดำเนินการ เพราะปัจจุบันเรามีระบบขนส่งมวลชนเล็กๆ เพียงแค่ในเมือง จึงจำเป็นต้องมีระบบขนส่งมวลชนจากนอกเมืองเข้ามาในเมือง และควรทำด้านนอกบริเวณชานเมืองก่อน เพราะสามารถทำได้ง่ายและเร็ว แต่เรากลับทำข้างในเมืองก่อน ดังนั้น หากตนนั่งบริหารงานถึง 4 ปี โครงการดังกล่าวจะเกิดขึ้นแน่นอน เพื่อให้การใช้รถยนต์ส่วนตัวน้อยลง โรงงานต่าง ๆ ที่แออัดในเมืองกว่า 30,000 แห่งจะกระจายไปอยู่รอบนอก สลัมที่อยู่ในเมืองก็สามารถย้ายออกไปได้ นำพื้นที่มาทำสวนสาธารณะ หรือกรีนสปอต ซึ่งตอนนี้ตนเริ่มลงมือทำโครงการแล้ว นอกจากนี้ ยังมีโครงการพัฒนาการขนส่งทางรถไฟด้วย โดยมีนักลงทุนพร้อมที่จะทำเรื่องนี้ และจะทำพร้อมกันทั้ง 2 โครงการ. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-08 12:22:30


สมัคร เดินหน้าใช้ 4 แสนล้านพัฒนาแหล่งน้ำในอีสาน


กรุงเทพฯ 8 มิ.ย.- นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” โดยยืนยันว่าจะเดินหน้าใช้งบประมาณในการพัฒนาแหล่งน้ำ โดยปีแรกจะใช้งบประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาทเพื่อขุดลอกคู คลอง หนอง บึง และระบบชลประทาน เพื่อให้สามารถเก็บน้ำฝนได้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังจะใช้ประมาณอีก 4 แสนล้านบาทในการพัฒนาแหล่งน้ำในภาคอีสาน เพราะเป็นภาคที่ปลูกข้าวเปลือกได้ถึง 10 ล้านตัน แต่ปลูกได้หนเดียว ดังนั้น จะทำให้ภาคอีสานปลูกข้าวได้ 2 หน โดยจะไม่ผันน้ำมาจากแม่น้ำโขง แต่จะผันจากแม่น้ำเลยลงอุโมงค์และมาลงที่เขื่อนอุบลรัตน์ สำหรับแม่น้ำเลยจะมีการตกแต่งความลึกให้แม่น้ำโขงไหลเข้ามา ตอนนี้ตกลงในหลักการแล้วและสามารถทำได้แน่นอน นอกจากนี้ ยังจะมีสร้างฝายกั้นแม่น้ำโขงอีก 2–3 แห่ง รวมทั้งจะนำแม่น้ำงึมของลาวลอดอุโมงค์ใต้แม่น้ำโขงมาใช้ในฝั่งไทยด้วย. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-08 12:19:37


พุทธศาสนิกชนชาวไทย พร้อมใจกันสวดมนต์เพื่อให้เกิดความสามัคคี

8 มิ.ย. - พุทธศาสนิกชนชาวไทย พร้อมใจกันสวดพระปริตรอธิษฐานจิต เพื่อขอให้แผ่นดินร่มเย็น เกิดความสามัคคี

โดยมีพระอาจารย์อารยะวังโส ฝ่ายวิปัสนาสายอรัญวาสี ธรรมยุตนิกาย เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นำพุทธศาสนิกชนชาวไทยสวมชุดขาวจำนวน 200 คน ร่วมสวดพระปริตรอธิษฐานจิต เพื่อแผ่นดินร่มเย็น ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

ส่วนที่วัดราชาธิวาสวิหาร พระเทพวิสุทธิกวี เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย นำพุทธศาสนิกชนกว่า 100 คน สวดพระพุทธมนต์สาราณียธัมมสูตร มีใจความเกี่ยวกับการระลึกถึงกันและกันด้วยความเมตตา ทั้งกายกรรม ,วจีกรรม , มโนกรรม ไม่มีการโกรธหรืออาฆาต ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบัน ทั้งนี้เพื่อให้สังคมมีความปรารถนาดีต่อกัน ยึดสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เป็นตัวประสานให้สังคมเกิดความสามัคคี

ที่จังหวัดขอนแก่น ได้จัดพิธีทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งแด่พระภิกษุสามเณรกว่า 2 พันรูป เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และอุทิศพระกุศลถวายแด่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ท่ามกลางชาวขอนแก่นร่วมงานนับหมื่นคน ทั้งนี้ จะนำเครื่องอุปโภค บริโภคบางส่วน ถวายเป็นกำลังใจแด่พระสงฆ์ 266 วัด ในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และพระสงฆ์ที่ประสบภัยพายุไซโคลนนาร์กีสในประเทศพม่า.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-08 12:14:51



สมัครปัดข้อเสนอดึง 4 อดีตนายกฯแก้ม๊อบพันธมาร


“สมัคร” เย้ย โหรทายผิด ลั่นทำงานเกิน 3 เดือนแล้ว ปัดข้อเสนอ ดึง 4 อดีตนายกฯ หารือแก้วิกฤติบ้านเมือง ระบุแก้ไขอะไรไมได้ ยืนยัน 4 เดือนมีผลงานมาก เหน็บศาลปกครองกลาง ที่คุ้มครองชั่วคราวเอเอสทีวี.กว่า 2 ปี แล้ว

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ ว่า เมื่อศุกร์ที่ 6 มิถุนายน รัฐบาลทำงานดูแลบ้านเมืองมาครบ 4 เดือน โหรที่เคยทำนายไว้ว่า รัฐบาลนี้อยู่ได้ไม่เกิน 3 เดือน ไม่เกินปลายเดือนพฤษภาคม แปลว่า โหรทายผิด เวลานี้เปลี่ยนคำทำนายว่า อยู่ได้ปีก็เก่งแล้ว หากอยู่ครบปี ตนจะถามโหรว่า จะทำนายอย่างไรต่อไปอีก

“ใครที่ชอบดูหนังสงครามโลก มีหนังสือชื่อ D-Day the Sixth of June แปลว่าวันยกพลขึ้นบก อันนั้นวันเดียว แต่ผม 4 เดือน ใจจริงอยากพิมพ์ให้ดูว่า วันหนึ่งๆทำอะไร นสพ.คงไม่ยอมให้ใช้เนื้อที่ โทรทัศน์นำมาออกก็เกินเหตุ ลองนับดูวันทำงานเยอะ งานที่คนเป็นนายกรัฐมนตรีทำ ไม่ใช่งานแบกหาม แต่เป็นงานด้านนโยบาย หยิบจับไม่ได้ วันๆ อยู่แต่ในที่ประชุม” นายกรัฐมนตรี กล่าว

นอกจากนี้ นายสมัคร ยังแสดงความไม่เห็นด้วยต่อข้อเสนอของ น.พ.ประเวศ วะสี ที่อเสนอให้ 4 อดีตนายกรัฐมนตรี มานั่งพูดคุยหารือเพื่อแก้ไขปัญหาสถานการณ์การเมืองขณะนี้นั้น เห็นว่า ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ เมื่อตนเป็นนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันย่อมเป็นคนตัดสินใจในการแก้ปัญหา โดยยืนยันว่าการแก้ปัญหาต่างๆ ทำงานกันเป็นทีมในฐานะคณะรัฐมนตรี และพิจารณากันอย่างเหมาะสมตามความรับผิดชอบ

"รัฐบาลไม่ได้ทำงานด้วยคนๆ เดียว ทำงานเป็นทีม ครม.มี 35 คน บางอย่างผมต้องคิดคนเดียว แต่ครม.ทำคนเดียวไม่ได้ ย้ำว่าไม่ได้นั่งคุดคู้ ทำอะไรไม่เป็น ทำอะไรไม่ได้ ทำงานตัวเป็นเกลียว ไปมาแล้ว 8 ประเทศ " นายสมัคร กล่าว

นายสมัคร กล่าวว่า ทั้งนี้ ตลอด 4 เดือนที่ผ่านมา ตนจะต้องเดินสายนั่งหัวโต๊ะเป็นประธานการประชุมตลอดสัปดาห์ โดยมีเป้าหมายจะผลักดันโครงการขนาดยักษ์ให้แล้วภายใน 4 ปี เช่นโครงการขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ โดยตนจะใช้ประสบการณ์ที่ผ่านการดูงานเมืองใหญ่ทั่วโลกมาพัฒนาโครงการรถไฟรางคู่ ซึ่งจะเชื่อมต่อกับประเทศลาวกับแหลมฉบังเพื่อขนส่งสินค้า โครงการชลประทานในพื้นที่ภาคอีสาน โครงการการศึกษาและสาธารณสุขเหล่านี้ ซึ่งล้วนแต่ได้ดำเนินการไปบ้างแล้ว โดยมีนักลงทุนชาวต่างชาติยินดีเข้ามาดำเนินการ

ในช่วงสุดท้ายนายสมัคร กล่าวตอบจดหมายจากประชาชนผ่านรายการ "สนทนาประสาสมัคร" จำนวนหลายฉบับที่เขียนเข้ามาเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่า เป็นเรื่องที่ตนไม่อยากจะเอ่ยถึงเกรงว่า จะเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตขึ้นมาอีก ขนาดตอนที่ตนออกมาขอร้องให้กลุ่มดังกล่าวอยู่ในที่ๆ จำกัด ก็ยังมีหลายคนออกมาตีความไปต่างๆนานาจนเกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งที่ความจริงแล้วตนยังไม่ได้พูดอะไรเลย

นายสมัคร กล่าวว่า ส่วนการขอร้องให้จัดการกับสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี ที่ปลุกระดม ว่ากล่าวรัฐบาลสาดเสียเทเสีย แต่ยังมีการปล่อยให้ออกอากาศอยู่ได้นั้น เรื่องดังกล่าวเป็นสิ่งที่ศาลปกครองกลางให้ความคุ้มครอง เอเอสทีวีอยู่ จึงไม่มีใครสามารถทำอะไรได้ แม้ว่ารัฐบาลจะถูกโจมตีอย่างหนักตาม โดยแสดงให้เห็นว่า พันธมิตรฯ ได้รับการยกย่อง แต่กลับเป็นรัฐบาลเสียอีกที่ไม่ได้รับการยกย่อง



นศ.ภาคอีสาน จี้พันธมิตรฯ หยุดชุมนุมหวั่นเกิดปฏิวัติซ้ำ

สนนอ.เครือข่ายนิสิตนักศึกษาภาคอีสาน ออกแถลงการณ์ ให้พันธมิตรฯ สลายการชุมนุม อันเนื่องจากหวั่นเกรงจะเป็นเงื่อนไขในการการเรียกร้องให้เกิดการปฏิวัติรัฐประหาร พร้อมกับจี้ให้ สุริยะใส ยุติบทบาทใน ครป.โดยด่วน และ ยุบ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย เพราะทำลายหลักการประชาธิปไตย

ศูนย์ประสานงานสหพันธ์สหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน มหาวิทยาลัย ออกแถลงการณ์ในนามสหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสานฉบับที่ 1 / 2551 เรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยุติการชุมนุมเนื่องจากเป็นการสร้างเงื่อนไขที่จะนำไปสู่ การทำรัฐประหาร

โดยระบุในแถลงการณ์เรื่อง“พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหยุดนำพาสังคมก้าวไปสู่ห้วงเหว" ระบุว่า สหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสานหรือสนนอ. ไม่เห็นด้วยกับทุกเครือข่ายที่เสนอให้หยุดความรุนแรงโดยเอามวลชนไปเคลื่อนไหวกับพันธมิตรฯ เพราะนอกจากจะไม่แก้ปัญหาแล้วยังเป็นการสุมไฟเพื่อให้เกิดความรุนแรงอันจะนำไปสู่วิกฤตประชาธิปไตยอย่างร้ายแรงที่สุด จึงขอประกาศหยุดความรุนแรง

"เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าเป้าหมายที่แท้จริงของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในการออกมาชุมนุมเคลื่อนไหวในรอบที่ 2 นี้ คือการล้มรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ซึ่งระบุว่า เมื่อกลุ่มพันธมิตรบรรลุข้อเรียกร้องแล้วก็ควรจะถอยเพื่อลดความรุนแรงการเมืองลง และปัญหาเศรษฐกิจ แต่กลุ่มพันธมิตรกลับกลับใช้ข้ออ้างที่ไม่มีเนื้อหาสาระในการชุมนุมต่อ คือ การอ้างถึงคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีที่ว่าจะสลายการชุมนุมม็อบพันธมิตรฯ

แม้ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีมหาดไทย แก้ข่าวแล้วว่าจะไม่มีการสลายการชุมนุมในวันเดียวกัน แต่กลุ่มพันธมิตรฯยังดื้อดึงประกาศชุมนุมต่อไปอีกด้วยการเสนอยุทธศาสตร์ดาวกระจาย โดยไม่คำนึงถึงความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นในระดับปัจเจกบุคคล" แถลงการณ์ระบุ

พร้อมกันนี้ได้สนับสนุนข้อเสนอของ สนนท.ให้ยุบ ครป. ที่เป็นองค์กรสมาชิกของพันธมิตร และให้นายสุริยะใส กตะศิลา ลาออกจากเลขาธิการ ซึ่งการกระทำไม่สอดคล้องกับชื่อ ทำให้หลักการประชาธิปไตยบิดเบือน และขอประณามองค์กรภาคประชาชนพวกที่อ้างว่าเป็น NGO ในภาคอีสาน ที่เข้าร่วมและสนับสนุนพันธมิตรฯ ให้ทบทวนจุดยืนของตัวเอง อย่าอ้างว่าทำเพื่อประชาชน เพราะประชาชนไม่ได้อะไร

ทั้งนี้หากมีการรัฐประหารก็ขอให้รวมพลังกันลุกขึ้นมาต่อต้าน เพื่อปกป้องการปกครองระบอบประชาธิปไตย อย่าให้พันธมิตรมาชี้นำ หลักประชาธิปไตยแบบเผด็จการในสังคมไทย



สมชาย หวัง ฟุตบอลยูโรผ่อนคลายการเมือง


รัฐบาลยืนยันไม่เกี่ยวการชุมนุมกลุ่มต้านพันธมิตรฯที่ประตูท่าแพ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมหวังกระแสฟุตบอลยูโร จะช่วยผ่อนคลายกระแสการเมือง

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงการที่กลุ่มพันธมิตรฯปรับรูปแบบการชุมนุมแบบดาวกระจายว่า

รัฐบาลไม่มีความกดันใดๆเพราะเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เมื่อประชาชนมอบหมายให้ทำหน้าที่ก็จะมุ่งมั่นทำหน้าที่ให้ดีที่สุด โดยประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินใจเอง แต่ขอร้องว่าอย่าผิดกฎหมายและทำให้ประชาชนเดือดร้อน รวมทั้งควรเคารพสิทธิเสรีภาพของคนอื่นด้วย ส่วนที่มีการจัดเวทีต้านการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯที่ประตูท่าแพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่นั้น รัฐบาลยืนยัน 100 เปอร์เซ็นต์ ว่า ไม่ได้สนับสนุน หรือเกี่ยวข้องที่จะให้เกิดเหตุรุนแรง

เนื่องจากไม่ต้องการให้เกิดการปะทะกันแต่ความคิดของคนนั้นจะแทรกแซงไม่ได้ แต่ไม่ต้องห่วงว่าการชุมนุมครั้งนี้จะช่วยรัฐบาลนั้นมันเป็นไปไม่ได้-นายสมชายยังด้วยว่าการที่มีฟุตบอลยูโรในช่วงนี้ก็เป็นเรื่องดี เพราะจะทำให้คนกลับไปดูมันจะผ่อนคลายและรีแลกซ์ดี บ้านเมืองนั้นควรคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนให้มาก และรัฐบาลก็ไม่มีปัญหาเลย หากทำไม่ดีประชาชนก็ไม่เอาไว้


“เลี้ยบ” เต้นสาวลึกกองทุนฟื้นฟูฯ

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ได้รับรายงานข้อมูลย้อนหลังเกี่ยวกับกระบวนการดำเนินงานต่างๆของธนาคารไทยธนาคารแล้ว ส่วนกระแสข่าวที่ว่าจะตั้งกรรมการสอบผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นั้นยังไม่ทราบ และขอเวลาตรวจสอบในรายละเอียดก่อนโดยจะขอข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ ธปท.เพราะข้อมูลที่ได้รับมาเป็นเพียงข้อมูลส่วนหนึ่งเท่านั้น และข้อมูลที่ได้ก็ไม่ได้มาจาก ธปท.จะต้องสืบค้นและหาข้อเท็จจริงต่อไป

ทั้งนี้ เท่าที่ดูข้อมูลเบื้องต้นธนาคารไม่ได้มีปัญหาถึงขนาดที่ต้องล้ม ผมได้ฟังเพียงข้อมูลเบื้องต้นจะต้องขอข้อมูลรายละเอียดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเท่าที่ได้รับรายงานยังไม่มีการสรุปว่าใครผิดหรือถูก และก็ไม่ได้ไปไกลถึงขนาดเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร หรือผู้ว่าการแบงก์ ชาติ ข่าวที่ออกมาก่อนหน้านี้ ไม่ได้มาจากผม

ผู้สื่อข่าวถามว่า การรับฟังข้อมูลการดำเนินงานของไทยธนาคารแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลมีการรับรู้ข้อมูลหรือปัญหาของธนาคารแล้ว นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า เรื่องของไทยธนาคารนั้นเป็นปัญหาที่สืบเนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจซึ่งก็เป็นที่รู้กันทั่วไปซึ่งนายกรัฐมนตรีเองก็คงรับรู้ข้อมูลในภาพรวมเช่นเดียวกัน ส่วนสถานการณ์ของธนาคารนั้นคงไม่ถึงกับต้องล้มลงอย่างแน่นอน เพียงแต่ปัญหาที่เกิดขึ้นต้องเข้าไปดูข้อเท็จจริง

แฉกองทุนฟื้นฟูฯสูญทันที 2 พันล้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เบื้องหลังความพยายามของกองทุนฟื้นฟูฯในการขายหุ้นที่ถืออยู่ในไทยธนาคารออกไปล่าสุดนั้น ก็เพื่อปกปิดและปัดความรับผิดชอบของผู้บริหารกองทุนฟื้นฟูฯที่ปกปิดข้อมูลในช่วงการเพิ่มทุนไทยธนาคารก่อนหน้านี้ เพราะมีการนำเงินกองทุนเข้าไปเพิ่มทุนด้วยทั้งที่รู้สถานะแบงก์ดีว่าจะต้องมีการลดทุนเพื่อล้างขาดทุนสะสมก่อน จนทำให้กองทุนฟื้นฟูฯประสบกับความเสียหายคิดเป็นมูลค่ากว่า 2,200 ล้านบาท

ทั้งนี้ ในช่วงสิ้นปี 2549 ไทยธนาคารมีการขาดทุนสะสมอยู่ถึง 8,524 ล้านบาท และมีแนวโน้มว่าอัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงจะลดต่ำกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด จำเป็นต้องเพิ่มทุน กองทุนฟื้นฟูฯจึงกำหนดแผนแก้ไขสถานะของธนาคาร โดยให้มีการลดทุนจดทะเบียนเพื่อล้างขาดทุนสะสมให้หมดก่อน จึงจะเพิ่มทุนใหม่เข้าไปและมีการเจรจาดึงกองทุนทีพีจี นิวบริดจ์เข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มทุนฝ่ายเดียว 3,030 ล้าน เป็น 16,860 ล้าน จากนั้นจะลดทุน 8,517 ล้านบาท เพื่อล้างขาดทุนสะสมให้หมด ก่อนจะเพิ่มทุนครั้งที่ 2 โดยขายให้ผู้ถือหุ้นเดิมแบบ right offering เป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าในการเพิ่มทุนครั้งที่ 2 ในเดือน ม.ค. 51 ซึ่งกำหนดขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมจำนวน 4,145 ล้านบาทนั้น กองทุนฟื้นฟูฯได้ใช้สิทธิ์ซื้อหุ้นเพิ่มทุนด้วย 1,363 ล้านบาท และยังได้ร่วมกองทุนนิวบริดจ์ซื้อหุ้นเพิ่มทุนแทนผู้ถือหุ้นเดิมที่ปฏิเสธซื้อหุ้นเพิ่มทุนด้วย 1,934 ล้านบาท โดยเป็นส่วนของกองทุนฟื้นฟูฯ 852 ล้านบาท รวมเม็ดเงินที่กองทุนฟื้นฟูฯใส่เข้าไปในช่วงปี 2550-51 จำนวน 2,215 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดน่าจะเพียงพอต่อการประคับประคองฐานะของแบงก์

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าเงินเพิ่มทุนที่ลงไปดังกล่าวกลับหายวับไปทั้งหมด เนื่องจากแบงก์ประสบปัญหาขาดทุนใหม่ขึ้นมา 3,795 ล้านในสิ้นไตรมาส 4 ของปี 50 และเพิ่มเป็น 9,800 ล้าน ในสิ้นไตรมาสแรกของปี 51 จากการลงทุนตราสารหนี้ที่มีหลักทรัพย์ต่างประเทศหนุนหลัง (ซีดีโอ) กว่า 13,000 ล้านบาท และเกิดวิกฤติซับไพร์ม

แฉรู้เต็มอกใส่เงินลงไปต้องสูญ

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ในการเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 4 ม.ค.51 ในราคาหุ้นละ 1.36 บาท และ 1.38 บาท ในวันที่ 29 ม.ค.51 นั้น ผู้บริหาร ธปท.และกองทุนฟื้นฟูฯต่างก็ทราบดีว่าราคาหุ้นตามบัญชีที่แท้จริงของไทยธนาคารหรือบีทีนั้นอยู่ที่ 0.31 บาท/หุ้นเท่านั้น เนื่องจากมีการขาดทุนสะสมใหม่สูงกว่า 9,800 ล้านบาท และจำเป็นจะต้องเพิ่มทุนรอบใหม่ตามมา แต่การจะขายหุ้นใหม่ได้จะต้องมีการลดทุน เพื่อล้างขาดทุนสะสมก่อน ซึ่งกองทุนฟื้นฟูฯต่างรู้อยู่เต็มอกว่าหากลดทุนจดทะเบียนย่อมกระทบกับเม็ดเงินที่กองทุนจะใส่ลงไปจำนวน 2,215 ล้านบาทนี้ด้วยแต่ก็ยังตัดสินใจซื้อหุ้นเพิ่มทุนครั้งที่ 2 นี้ทำให้ กองทุนเสียหายทันที

การที่กองทุนฟื้นฟูฯให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นไทยธนาคารลงมติให้เพิ่มทุนจำหน่ายกับผู้ถือหุ้นเดิมในราคา 1.36-1.38 บาทต่อหุ้นนั้น แม้จะอ้างว่าไม่ทราบราคาหุ้นตามบัญชีที่แท้จริง แต่ผู้ว่า ธปท.ในเวลานั้นย่อมทราบดีอยู่แล้วว่าสถานะของธนาคารจะมียอดขาดทุนสะสมเพิ่มขึ้นเพราะฝ่ายตรวจสอบของ ธปท.ได้ติดตามปัญหาซับไพร์มมาตลอดแต่กลับปกปิดไม่แจ้งปัญหาความเสี่ยงที่เกิดขึ้นนี้ต่อกองทุนฟื้นฟูฯจนทำให้กองทุนเกิดความเสียหายขึ้นมาในที่สุด

ธปท.อ้างจูงใจดึงพันธมิตรใหม่

นายพงศ์อดุลย์ กฤษณะราช ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์และติดตามฐานะ ธปท.กล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นการมองกันต่างมุมหรือมองกันละช่วงเวลา การที่กองทุนเลือกใช้วิธีการเพิ่มทุนนั้นเพราะเห็นว่าผู้ถือหุ้นรายเดิมต้องเข้ามารับผิดชอบหากมีความเสียหายเกิดขึ้นก่อนที่จะให้ผู้ถือหุ้นรายใหม่เข้ามา เพราะผู้ถือหุ้นรายใหม่ไม่จำเป็นต้องมารับรู้ความเสียหายที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกันความเสียหายที่เกิดขึ้นจากตราสารหนี้ซีดีโอไทยธนาคารก็ได้มีการกันสำรองตามที่ ธปท.กำหนดไว้เรียบร้อยแล้วจึงไม่มีปัญหาอะไร

ส่วนกรณีราคาหุ้นไม่น่าจะสูงถึง 1.36-1.38 บาทต่อหุ้นนั้น นายพงศ์อดุลย์กล่าวว่า ราคาหุ้นที่กำหนดเป็นช่วงที่มีการเจรจาตกลงซื้อขายร่วมกัน แต่ราคาหุ้นในช่วงปลายปีกลับตกลงมาเหลือ 0.30 บาทนั้น เป็นราคาตลาดที่สะท้อนความเป็นจริงซึ่งเป็นเรื่องของอนาคตที่คาดเดาได้ยาก.


ซัดบ้านเมืองวุ่นเพราะ รธน.คมช.

วานนี้ (7 มิ.ย.) เมื่อเวลา 10.00 น. ที่โรงแรมเรดิสัน นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทยและสมาชิกบ้านเลขที่ 111 แถลงว่า ขณะนี้ประชาชนจำนวนมากมีความรู้สึกเป็นห่วงบ้านเมือง และไม่แน่ใจว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง เพราะปัญหาขณะนี้นอกจากจะมีเรื่องวิกฤติเศรษฐกิจเช่นเดียวกับทุกประเทศทั่วโลกแล้ว ยังมีวิกฤติการเมืองควบคู่ไปด้วย ซึ่งจำเป็นต้องแก้ปัญหาทั้ง 2 อย่างไปพร้อมกัน ในส่วนวิกฤติการเมืองนั้นมองว่าเป็นปัญหาต่อเนื่องมาจากวิกฤติที่เกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์ 19 ก.ย.49 ซึ่งมาจากปัญหาความไม่มั่นคงของระบอบ ประชาธิปไตย จนทำให้เกิดการเคลื่อนไหวล้มรัฐบาลไปสู่การรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญ และมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยคณะรัฐประหาร ทำให้ได้รัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย มุ่งทำให้ระบบรัฐสภา พรรคการเมืองอ่อนแอ ทำให้ได้รัฐบาลที่อ่อนแอไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งขณะนี้รัฐธรรมนูญฉบับนี้กำลังมีผลมากขึ้นตามลำดับ ทำให้สภาพการเมืองเป็นไปตามที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้ออกแบบไว้

นายจาตุรนต์กล่าวว่า จึงจำเป็นที่จะต้องแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศต้องตกไปอยู่ในวิกฤติที่หนักหนาไปกว่านี้ในอนาคต เพื่อให้รัฐบาลในอนาคตสามารถแก้ปัญหาของประเทศได้จริง โดยต้องแก้ในประเด็นสำคัญๆทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะประเด็นใดประเด็นหนึ่ง ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย และให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด แต่การพยายามแก้รัฐธรรมนูญโดยการเคลื่อนไหวของกลุ่มเล็กๆตามลำพัง โดยไม่มีการหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องหรือหารือกับพรรคการเมืองอื่น ดำเนินการดุ่ยๆไปโดยไม่ฟังเสียงใครย่อมไม่มีทางสำเร็จได้ ซึ่งขณะนี้ประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญก็ถูกชะลอไปชั่วคราว จะมีการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาศึกษาและทำประชามติ ซึ่งถือเป็นข้อดีที่ทำให้สถานการณ์ลดความตรึงเครียดลงไป แต่ถ้าจะล้มเลิกการแก้รัฐธรรมนูญไปเลย เมืองไทยย่อมไม่มีทางพ้นวิกฤติแน่

ผมไม่เห็นด้วยกับแนวคิดที่ว่าเพื่อป้องกันกระแสคัดค้านควรล้มเลิกความคิดแก้รัฐธรรมนูญ ถ้าใครคิดอย่างนี้ ต่อไปบ้านเมืองก็จะเกิดวิกฤติอยู่ดี เพราะรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้มีจุดอ่อนมาก ไม่เป็นประชาธิปไตย มีเนื้อหาที่เป็นปัญหามาตั้งแต่ต้น จึงต้องแก้ไข ซึ่งควรรอเรื่องประชามติให้ชัดเจนก่อน ส่วนที่มี ส.ว.บางกลุ่มเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องจำเป็นเร่งด่วนนั้น ก็เพราะ ส.ว.บางส่วนเป็นผู้ที่ร่วมร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเอง และได้ประโยชน์ จากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในการเข้ามาเป็น ส.ว.สรรหา จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องคัดค้านการแก้ไขนายจาตุรนต์กล่าว



รอยร้าวในพรรคพลังประชาชน

7 มิ.ย.-ปัญหาความขัดแย้งภายในพรรคพลังประชาชนเริ่มชัดเจนขึ้น หลังมีการเช็กกำลังของแต่ละกลุ่มภายในพรรค แม้ว่าแกนนำของพรรคจะปฏิเสธในเรื่องดังกล่าวก็ตาม


ติดตามได้จากรายงานพิเศษ. สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-07 19:24:12



ฮิลลารีรับรองโอบามา ประกาศทุ่มสุดตัวช่วยหาเสียง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานวานนี้ (7 มิ.ย.) ว่า นางฮิลลารี คลินตัน ส.ว.รัฐนิวยอร์ก วัย 60 ปี ออกมาประกาศปิดฉากการรณรงค์หาเสียงของพรรคเดโมแครตอย่างเป็นทางการแล้ว ที่พิพิธภัณฑ์ในกรุงวอชิงตัน ท่ามกลางผู้สนับสนุนหลายพันคน และประกาศรับรองนายบารัก โอบามา ส.ว.รัฐอิลลินอยส์ โดยจะใช้เวลาต่อจากนี้ทุ่มเทช่วยนายโอบามาหาเสียง ให้ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ รวมทั้งขอบคุณบรรดาผู้สนับสนุนกว่า 18 ล้านคนด้วย

ขณะที่ทีมหาเสียงของนายโอมาบา กล่าวว่า หลังจากได้ฟังสุนทรพจน์ของนางฮิลลารี คลินตัน นายโอมาบาได้ออกแถลงการณ์ว่า รู้สึกตื่นเต้น และเป็นเกียรติที่ได้รับการสนับสนุนจากนางฮิลลารี คลินตัน