WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, June 8, 2008

ม็อบต้านพันธมิตรฯ เชียงใหม่ ประกาศเปิดเวทีสัปดาห์ละ 3 วัน

ม็อบต้านฯ ประกาศเปิดเวทีที่ข่วงประตูท่าแพ จ.เชียงใหม่ สัปดาห์ละ 3 วัน เพื่อร่วมกันไล่พันธมิตร จนกว่าจะยอมเคลื่อนการชุมนุมพ้นสะพานมัฆวานฯ พร้อมเปิดตู้ปณ.รับฟังความเห็น

นายเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล ประธานสภาประชาชนภาคเหนือ กล่าวว่า เช้าวันนี้ แกนนำกลุ่มซึ่งประกอบไปด้วยตัวแทนจากสภาประชาชน สมาพันธ์ชาวเหนือรักประชาธิปไตย สมาพันธ์คนรากหญ้าและโอทอป กลุ่มหมู่บ้านคนเมือง กลุ่มคนเดือนตุลาประชาธิปไตยภาคเหนือ และกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ได้ร่วมประชุมหารือกันที่โรงแรมแกรนด์วโรรส เพื่อกำหนดท่าทีที่จะเคลื่อนไหวกดดันให้พันธมิตรฯยุติการชุมนุมที่สะพานมัฆวานฯ

โดยมีมติเห็นพ้องกันว่า หลังจากนี้จะมีการเปิดเวทีปราศรัยขับไล่พันธมิตรให้ออกไปจากสะพานมัฆวานฯ ที่ข่วงประตูท่าแพอย่างต่อเนื่อง โดยจะจัดเวทีชุมนุมทุกเย็นวันศุกร์ เสาร์และอาทิตย์ เพื่อกดดันจนกว่าพันธมิตรฯจะยอมสลายการชุมนุม ทั้งนี้ ทางกลุ่มยังยืนยันจุดยืนเดิมคือ ชุมนุมเรียกร้องให้พันธมิตรฯออกไปให้พ้นสะพานมัฆวานฯ เพราะสร้างความเดือดร้อน และทำให้รถติด แต่หากพันธมิตรจะไปชุมนุมที่อื่นก็ไม่ว่า เพราะเป็นสิทธิตามประชาธิปไตย

นายเพชรวรรต กล่าวว่า นอกจากการเปิดเวทีปราศรัยอย่างต่อเนื่องที่ข่วงประตูท่าแพ จ.เชียงใหม่แล้ว ทางกลุ่มจะนำป้ายผ้าที่เปิดให้ประชาชนมาลงความเห็นไว้ยาวเหยียดในการชุมนุมเมื่อวานนี้แนบพร้อมไปกับไปรษณียบัตรที่ประชาชนส่งมา ทางตู้ปณ.288 พระสิงห์ อ.เมืองเชียงใหม่ 50205 ไว้ เพื่อจะจัดส่งไปให้กลุ่มพันธมิตรไม่เกิน 2 สัปดาห์นี้ด้วย



ผมไม่เชื่อว่าสังคมไทยจะมีทางออกจากความขัดแย้งครั้งนี้


บทความ โดย ลูกชาวนาไทย

แม้ว่าจะมีนักวิชาการที่เป็นคนชั้นกลางบางคน ร่วมมือกับสื่อบางส่วน รณรงค์ 2 ไม่เอา คือ ไม่เอาทั้งทักษิณ และไม่เอาทั้งพันธมิตร แต่ผมก็ไม่คิดว่าแนวทางนี้จะเป็นคำตอบให้กลับสังคมแต่อย่างใด มันเหมือนกับการซุกปัญหาไว้ใต้พรม ไม่ได้เป็นการบ่งหนองแต่อย่างใด ซึ่งมันก็เหมือนกับไปรณรงค์ให้คนรักทักษิณ ศรัทธาทักษิณ และเชื่อมั่นในระบอบทักษิณ นั้น "ไม่เอาทักษิณอีกต่อไป" แนวทางนี้ย่อมเป็นที่น่าหัวร่อ เพราะมันเท่ากับไปเปลี่ยนจุดยืน อุดมการณ์และอุดมคติของคนทั้งสองฝ่าย มันย่อมเป็นไปไม่ได้ เหมือนกับผมไปรณรงค์จูงใจให้ พวก 2 ไม่เอา นายจอน อึ้งภากร หรือ นายปริญญา เทวานรมิตรกุล หันมาชอบหรือศรัทธาทักษิณนั้นเอง พวกนี้ก็คงทำใจไม่ได้เช่นกัน

พวกริบบิ้นสีขาวผมว่าขบวนการนี้มีกลิ่น เพราะการเคลื่อนไหวไปเข้าทางพันธมิตร คือ "ขวางทางปืนให้พันธมิตร" แท้ที่จริง การเคลื่อนไหวสอดประสานจนเหมือนกับเป็น "ปีกหนึ่งของพันธมิตร หรือแนวร่วมนั้นเอง"

ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างสองแนวทางนั้น มันไม่มีทางที่จะมีแนวทางที่สามขึ้นมาได้ เหมือนกับ "สงครามกลางเมืองอเมริกัน" ที่มีความขัดแย้งหลักที่เป็นเนื้อหาสำคัญ คือ "มีทาส" กับ "ไม่มีทาส" มันไม่มีแนวทางที่สามได้ที่ "มีทาสกับไม่มีทาส อยู่ด้วยกันได้ เพราะรากฐานของปัญหายังคงอยู่ หากไม่แก้รากฐานของปัญหา ความขัดแย้งก็ไม่มีทางสิ้นสุด สุดท้ายสงครามคือการตัดสิน เพราะผมคาดว่า ทั้งสองฝ่ายได้เสนอแนวทาง เหตุผลของตนเองจนหมดสิ้นแล้ว และเหตุผลหลักการ ความเชื่อของแต่ละฝ่ายมันไม่ทำให้ฝ่ายตรงข้ามเปลี่ยนใจได้ ธรรมชาติของโลก สงครามจึงจะเป็นตัวตัดสินเมื่อไม่มีทางออกอื่นได้อีก

ผมอยากจะทราบเหมือนกันว่าหากพวก "สองไม่เอา" หรือพวกแนวทางที่สามนี้ ไปรณรงค์ในยุคสงครามกลางเมืองอเมริกันให้เกิดสันติ ประนีประนอม พวกเขาจะรณรงค์อย่างไร ให้พวกไม่ชอบทาส กับพวกที่ชอบทาสยอมรับได้ ผมคิดไม่ออกจริง ๆ เพราะหากทั้งสองฝ่ายประนีประนอม มันก็หมายถึง ทาส ยังคงมีอยู่ และพวกไม่ชอบการมีทาส ก็ดูเหมือนว่าจะแพ้ สุดท้ายเขาก็คงยอมรับไม่ได้

ในที่สุดของปัญหา ก็เกิดสงครามขึ้นในอเมริกา ตายกันเป็นเบือ แต่มันก็ "แก้ไขปัญหาไปได้เด็ดขาด" คือพวกไม่เอาทาสชนะ และอเมริกาก็พัฒนาต่อไป ไม่ใช่ประเทศอเมริกาล่มสลายลงเมื่อเกิดสงคราม สังคมมนุษย์ย่อมพัฒนาการต่อไป หากมนุษย์ไม่ตายหมดประเทศไปก่อน

สงครามแม้มนุษยชาติจะไม่ชอบมัน แต่มันคือ "เครื่องมือที่ดีสุดเมื่อไม่มีทางออกอื่นให้เลือกอีกแล้ว"

การขัดแย้งทางการเมืองในประเทศอื่นๆ ร่วมสมัย ที่เราเห็นได้ชัดคือ ความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศ "เนปาล" ระหว่างพวก "ไม่เอากษัตริย์" กับ "พวกเอากษัตริย์ลัทธิเหมา" ที่ต่อสู้กันมายาวนานกว่า 20 ปี คนตายไปหลายพัน ก็ได้ข้อสรุปที่ "ไม่เอากษัตริย์" ก็ชนะ บัลลังค์ของกษัตริย์เนปาล ที่เปรียบเสมือนสมมุติเทพ ในศาสนาฮินดูก็สิ้นสุดลง เทพนิยายยุคกลาง ความศักดิ์สิทธิ์ของผู้ปกครองนั้น คนสมัยใหม่ยุคศตวรรษที่ 21 เขายอมรับไมได้ เพราะโลกสื่อสารกันได้ทั่วถึง ความคิดและอุดมการณ์ไหลถ่ายเทกันได้ ความเชื่อเก่า ๆ ไม่อาจยืนหยัดได้อีกต่อไป

มันคือ ทฤษฎี Dialectic ของลัทธิมาร์กธรรมดา ที่การต่อสู้กันระหว่างสองขั้ว (Thesis, antithesis) จะนำไปสู่พัฒนาการใหม่ ไม่มีที่ยืนให้ "ขั้วที่สาม" ที่มาร์กซิสต์เรียกว่า "พวกปฏิกิริยา" หรือนิยามของเมืองไทยให้เห็นภาพคือ "พวกสองไม่เอา" นั่นเอง

คือทั้งสองขั้วต้องสู้กันไปจนกว่าจะมีขั้วที่ชนะ ส่วนใหญ่ขั้วที่ก้าวหน้าจะชนะ เพราะสังคมต้องพัฒนาไปข้างหน้า ไม่ใช่ย้อนหลัง คือ หากพวกอำมาตยาธิปไตยชนะ สังคมไทยก็พัฒนาการย้อนหลังหรือหยุดนิ่งกับที่ เพราะหากสังคมพัฒนาไปข้างหน้า พวกอำมาตย์ย่อมโดนขจัดออกจากการเป็นขั้วอำนาจทางการเมืองอยู่ดี

สรุป ทางออกอย่างสันติผมยังมองไม่เห็น ยกเว้นกลุ่มที่เราเรียกว่าพวก "ศักดินาล้าหลัง" หรือพวกผ้าพันคอสีต่างๆ จะย้อมแพ้ เหมือนในยุครัชกาลที่ 7 พระราชทานรัฐธรรมนูญแต่โดยดี ทำให้ระบบเก่ากับระบบใหม่สามารถอยู่ร่วมกันไปได้ในสภาพการณ์ใหม่ได้อย่างดี แต่หากจะหยุดสังคมไว้มันก็จะเหมือนกันเนปาลหรือ หลายๆ ประเทศที่ประสบมา

ความขัดแย้งในขณะนี้มันผ่านเลยเรื่อง เอาทักษิณ และไม่เอาทักษิณไปแล้ว ตอนนี้มันไม่ใช่เรื่องทักษิณแล้ว แค่ทักษิณเป็นคนเดินไปสะดุดคนรากหญ้าให้ตื่นขึ้นมาเท่านั้นเอง แม้ทักษิณไม่อยู่ "แต่นักการเมือง พรรคการเมืองของคนรากหญ้าหรือพรรคการเมืองที่มีนโยบายสนับสนุนคนรากหญ้า" ย่อมยังคงอยู่ เพราะจำนวนคนรากหญ้ามีมากกว่าประชากรกลุ่มอื่น ๆ

ยกเว้นประเทศไทยเจริญรุ่งเรือง จนจำนวนคนชั้นกลางมีมากกว่า 50% ของประชากรทั้งหมด เมื่อนั้นพรรคของคนชั้นกลางจะชนะ

ตอนนี้ผมไม่ได้ใส่ใจกับพวกที่นอนที่สะพานมัฆวานรังสรรค์อีกแล้วละครับ เพราะในขณะนี้ การชุมนุมของคนพวกนี้มันไม่ได้มีผลกระทบทางการเมืองมากมายจนเราต้องหวาดหวั่นอีกแล้ว อยากอยู่ต่อไป ก็เชิญอยู่ ผมว่าอยากปิดถนนสร้างบ้านถาวรเลยก็ทำไปเลย แต่ผมไม่เสียอารมณ์ กับคนเหล่านี้อีกแล้ว พวกเขาหลุดโลกไปแล้ว ไม่มีเป้าหมายที่จะสร้างเงื่อนไขที่รุนแรงได้แล้ว พลังของคนกลุ่มนี้ "แสดงได้สูงสุดก็แค่นี้" ไม่ได้น่ากลัวแต่อย่างใด รวมพลสูงสุดไม่ได้เกิน 15,000 คน แล้วคิดเปลี่ยนรัฐบาลของประเทศ เป็นเรื่องที่น่าตลกพอสมควร

การยึดสะพานมัฆวานฯ ได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะยึดประเทศไทยได้

อีกหน่อยรถที่จำต้องผ่านบริเวณนั้นก็จะชินไปเอง หรือหาทางออกได้เอง

สงสารแต่นายทุนที่ต้องจ่าย และคนที่ชุมนุม เข้าหน้าฝน ก็ต้องทนทุกข์ทรมาน

แต่สังคมจะชินไปเอง

หากพวกเขาไม่ใจร้อน "ระบอบทักษิณ" นั้น หากปล่อยให้พัฒนาการต่อไปจะกลืนกินตัวเองคือ จะทำให้มีคนชั้นกลางเข้ามาในระบบเรื่อยๆ สุดท้ายพรรคที่คนชั้นกลางสนับสนุนก็จะชนะ ระบอบทักษิณคือระบอบทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ เป็นกระแสโลกในปัจจุบัน การสร้างแบบจำลองแบบ สังคมสุขสงบแบบภูฐาน มาแข่งขันกับระบอบโลกาภิวัฒน์ มันก็ไม่ได้แตกต่างจากยุคหลังปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่ๆ ในยุโรป ซึ่งมีการสร้างเมืองแบบ ยูโทเปีย ขึ้นมาปลุกระดมคนยุคนั้นให้เห็นสังคมแบบเพ้อฝัน ซึ่งสิ่งที่ไม่ตั้งอยู่บนรากฐานของความเป็นจริงย่อมอยู่ไม่ได้ในโลกของความเป็นจริง

ตอนนี้คนรากหญ้าตื่นขึ้นมาแล้ว แต่ "พวกศักดินาล้าหลัง" ดันไปทำลาย "ระบอบทักษิณ" คนรากหญ้าที่ตื่นขึ้นมาแล้วก็ไม่ยอมนอนหลับอีกต่อไป ผลมันก็คือความวุ่นวายของสังคมไม่รู้จักจบสิ้น

เพราะมีพวกล้าหลัง "คนล้าหลัง เพ้อฝันอยู่ในโลกที่ตัวเองอุปโลกน์ขึ้นว่าจะมั่นคงถาวรไม่เปลี่ยนแปลง" คนกลุ่มนี้เอาเท้าไปสะดุดระบอบทักษิณ ทำให้ระบอบทักษิณหยุดชะงัก

"
ยักษ์หลับคือคนรากหญ้า" เมื่อตื่นขึ้นมาแล้วไม่มีอาหารกิน ท้องหิวมันก็ต้องอาละวาด สุดท้ายมันก็จะจับพวกศักดินาล้าหลังนั่นแหละกินเป็นอาหาร

มันเกิดขึ้นมาแล้วทุกประเทศ ยกเว้นแต่จะมีทางลงดี ๆ เช่น ญี่ปุ่นหรืออังกฤษ นั่นเอง


จาก thaifreenews

พปช.เรียกร้อง สุนัย มโนมัยอุดม เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

กรุงเทพฯ 8 มิ.ย. – “จตุพร พรหมพันธุ์” เรียกร้อง “สุนัย มโนมัยอุดม” เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมกรณีหมิ่นอดีตนายกรัฐมนตรี ระบุไม่ควรนำเรื่องไม่ขอประกันตัวมาเป็นชนวนที่จะสร้างเงื่อนไขให้กลุ่มพันธมิตรฯ ใช้โจมตีรัฐบาล ขณะเดียวกันเชื่อการยุบสภาไม่ใช่แนวทางแก้ปัญหา

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน และคณะทำงานวิเคราะห์ติดตามสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้เรียกร้องให้ นายสุนัย มโนมัยอุดม อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสเอ) ยอมรับและเข้าสู่การต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม จากกรณีที่ถูกออกหมายจับในคดีหมิ่น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการตามกฎหมายไม่ได้เลือกปฎิบัติ อีกทั้งหากไม่จับกุมจะผิดกฎหมายฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฎิบัติหน้าที่

“นายสุนัยไม่ควรนำเรื่องการไม่ขอประกันตัวมาเป็นชนวนที่จะสร้างเงื่อนไขให้กลุ่มพันธมิตรฯ ใช้โจมตีรัฐบาล หรือนำมาใช้เป็นแบบอย่างให้กับคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ( คตส.) ที่กำลังจะถูกดำเนินการในคดีลักษณะเดียวกัน พร้อมกันนี้ ยังเห็นว่ารัฐธรรมนูญมาตรา 309 ไม่คุ้มครองการกระทำผิดในข้อหาคดีหมิ่นประมาท ดังนั้น คตส.ไม่ควรขอหนังสือคุ้มครอง “ นายจตุพร กล่าว

นายจตุพร ยังกล่าวถึงแนวคิดของ พล.อ.สุจินดา คราประยูร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่แนะนำให้นายกรัฐมนตรียุบสภา แก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมว่า แนวทางดังกล่าวไม่สามารถเป็นทางออกให้กับบ้านเมืองได้ เพราะหากพรรคพลังประชาชนได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งเป็นรัฐบาลอีก กลุ่มพันธมิตรฯ จะชุมนุมไม่เลิกอีก และคงไม่มีใครในโลกนี้ที่จะยอมรับเงื่อนไขที่ไม่มีที่สิ้นสุดของพันธมิตรฯได้.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-08 13:04:05

ผู้ใหญ่ทำลายชาติ



ภาษาจีนว่าไว้..

แก ฮั่ว บ่วง สื่อ เช้ง แก หลวง บ่วง สื่อ เก๊ง
แปลว่า..
บ้านใดมีความสามัคคี ทำการใดก็ประสบผล
บ้านใดแตกแยกวุ่นวาย ทำการใดก็อับจน
แก อู่ เจ็ก ซิม อู่ จี้ โบย กิม แก อู่ หน่อ ซิม บ่อ จี้ โบย จำ
แปลว่า
บ้านใดน้ำหนึ่งใจเดียว บ้านนั้นมีเงินซื้อทอง
บ้านใดใจแตกเป็นสอง ซื้อเข็มสักเล่มก็หมดปัญญา
กับผลึกแห่งภูมิปัญญา ที่ สุภาณี ปิยพสุนทรา..แปลมาจากภาษา
แต้จิ๋ว..คงจะอธิบายแทนได้ ทำไมประเทศไทยของเราๆ ท่านๆ วันนี้..ถึงแร้นแค้นยากจน..

เมื่อ 4 ปีที่แล้ว..รัฐบาลไทยรักไทย..นายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ประกาศว่า..เราคนไทยจะปลูกพืชน้ำมันขึ้นมาใช้ และพร้อมจะส่งออกไปขาย..
ถ้าวันนั้น..พืชพันธุ์ธัญญาหารของไทย..กลายเป็นพืชเชื้อเพลิงโดยพร้อมเพรียงกัน..เราก็จะมีน้ำมันราคาถูกไว้ใช้..ไม่ต้องมาจ่ายค่าน้ำมันลิตรละ 40 บาท อย่างวันนี้..วันที่ ทักษิณ ชินวัตร กับคณะรัฐมนตรีของเขาประกาศ..ราคาน้ำมันยังไม่ถึงลิตรละ 25 บาท..บ้านแตกแยกใจแตกเป็นสอง..ยังปรากฏตัวอยู่จนถึงวันนี้..และมีทีท่าว่าจะพัฒนาต่อไปไร้วันจบสิ้น..ขื่นแปที่ร่างที่เขียนกันไว้..ใครจะเถ่มใส่ถุยใส่อย่างไรก็ได้..จอดรถข้างถนนผิดกฎหมาย..แต่ปิดถนนทั้งสายกลายเป็นเรื่องสรรเสริญยินดี

2 คนวิวาทชกต่อย..เป็นเรื่องวิวาทผิดกฎหมาย..แต่คน 2 ฝ่ายไล่ฆ่ากันบนท้องถนนต่อหน้าสายตาตำรวจนับพัน กลับอิสระเหมือนไม่มีอะไรประเทศไทยของเราเดินมาไกลแล้วจนไร้ทางกลับ..เรากำลังจะลืมกันไปแล้วว่า..ความสงบและสันติสุขคืออะไร..ทั้งๆ ที่รู้ว่าสงครามกลางเมืองยืนอยู่ข้างหน้า แต่เราก็เดินเข้าไปหาอย่างไร้หนทางป้องกันเราด่าทอว่าประชาธิปไตยเป็นเผด็จการ แล้วก็ไปเชื่อกันว่าเผด็จการคือประชาธิปไตย..เรากำลังจะเอากงจักรมาบูชาพระ..แล้วเอาดอกบัวไปทิ้งถังขยะผู้ใหญ่ทั้งสิ้นบนแผ่นดินวันนี้..คือ ตัวอย่างที่เลวของลูกหลานไทยเบื้องหน้า หากว่าชาติยังอยู่

พญาไม้


นายกฯ เผย "นายมิ่งขวัญ" ติดภารกิจที่ต่างประเทศ จึงไม่ได้เชิญร่วมประชุมแก้ไขปัญหาราคาข้าวเปลือก


นายกรัฐมนตรี แจง การแก้ไขปัญหาราคาข้าวเปลือกเป็นเหตุฉุกเฉิน พร้อมระบุการที่ไม่ได้เชิญ "นายมิ่งขวัญ" เข้าร่วมประชุมด้วยเนื่องจากติดภารกิจที่ต่างประเทศ
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีการมอบหมายให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธกส. เข้ามารับหน้าที่ดูแลเรื่องการรับจำนำข้าวแทนกระทรวงพาณิชย์ ว่า สาเหตุที่ไม่ได้เชิญ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าประชุมคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาราคาข้าวเปลือกตกต่ำ เนื่องจากเป็นเหตุฉุกเฉินที่ต้องแก้ไขเร่งด่วน เพราะชาวนามีการเรียกร้องเข้ามามากว่าราคาข้าวเปลือกตกต่ำ จากที่เคยขายข้าวเปลือกได้ราคา 14,000 บาทต่อเกวียน แต่เหลือเพียง 9,000 บาทต่อเกวียน ประกอบกับในเวลานั้น นายมิ่งขวัญ ติดภารกิจที่ต่างประเทศ จึงจำเป็นต้องเร่งตัดสินใจแก้ปัญหาโดยด่วน โดยให้ ธกส. ซึ่งเป็นผู้ใกล้ชิดเกษตรกรเข้ามาร่วมแก้ไขปัญหาดังกล่าว

นายกฯ เผย ทำงานครบ 4 เดือนมีผลงาน พร้อมระบุ การแก้ไขปัญหาบ้านเมือง ต้องเป็นหน้าที่ของ ครม.ในรัฐบาลปัจจุบัน


นายกรัฐมนตรี เผย ทำงานครบ 4 เดือนมีผลงาน พร้อมระบุการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองต้องเป็นหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดปัจจุบัน
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "สนทนาประสานสมัคร" ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย เอ็นบีที ถึงกรณีที่มีโหรทำนายว่า รัฐบาลชุดนี้จะอยู่ได้เพียง 3 เดือน แต่เมื่อวันที่ 6 มิ.ย.ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ทำงานมาแล้ว 4 เดือน ซึ่งโหรคนดังกล่าวก็มาเปลี่ยนคำทำนายว่าจะอยู่ได้แค่ 1 ปี และหากรัฐบาลอยู่ครบ 1 ปีก็จะรอดูอีกครั้งว่าโหรคนดังกล่าวจะออกมาพูดว่าอย่างไร ส่วนการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองก็มีความคืบหน้าตามขั้นตอน ส่วนที่มีคนแนะให้นำอดีต 4 นายกรัฐมนตรี มานั่งพูดคุยหารือเพื่อแก้ไขปัญหาสถานการณ์การเมืองขณะนี้นั้น นายกรัฐมนตรี ระบุว่า เมื่อตนเองเป็นนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันย่อมเป็นคนตัดสินใจในการแก้ปัญหา โดยยืนยันว่าการแก้ปัญหาต่างๆ ทำงานกันเป็นทีมในฐานะคณะรัฐมนตรี และพิจารณากันอย่างเหมาะสมตามความรับผิดชอบ
ส่วนการแก้ไขปัญหาขณะนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มีความคืบหน้าในหลายเรื่อง อาทิ โครงการก่อสร้างระบบขนส่งมวลชน พัฒนาชลประทานทั้งระบบ การศึกษา และสาธารณสุข


นายกรัฐมนตรียืนยันเดินหน้าโครงการขนส่งมวลชน


กรุงเทพฯ 8 มิ.ย. - นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ถึงโครงการขนส่งมวลชนในใจกลางมหานครและเมืองบริวาร หรือเมกะโปรเจกต์ว่า จำเป็นต้องดำเนินการ เพราะปัจจุบันเรามีระบบขนส่งมวลชนเล็กๆ เพียงแค่ในเมือง จึงจำเป็นต้องมีระบบขนส่งมวลชนจากนอกเมืองเข้ามาในเมือง และควรทำด้านนอกบริเวณชานเมืองก่อน เพราะสามารถทำได้ง่ายและเร็ว แต่เรากลับทำข้างในเมืองก่อน ดังนั้น หากตนนั่งบริหารงานถึง 4 ปี โครงการดังกล่าวจะเกิดขึ้นแน่นอน เพื่อให้การใช้รถยนต์ส่วนตัวน้อยลง โรงงานต่าง ๆ ที่แออัดในเมืองกว่า 30,000 แห่งจะกระจายไปอยู่รอบนอก สลัมที่อยู่ในเมืองก็สามารถย้ายออกไปได้ นำพื้นที่มาทำสวนสาธารณะ หรือกรีนสปอต ซึ่งตอนนี้ตนเริ่มลงมือทำโครงการแล้ว นอกจากนี้ ยังมีโครงการพัฒนาการขนส่งทางรถไฟด้วย โดยมีนักลงทุนพร้อมที่จะทำเรื่องนี้ และจะทำพร้อมกันทั้ง 2 โครงการ. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-08 12:22:30


สมัคร เดินหน้าใช้ 4 แสนล้านพัฒนาแหล่งน้ำในอีสาน


กรุงเทพฯ 8 มิ.ย.- นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” โดยยืนยันว่าจะเดินหน้าใช้งบประมาณในการพัฒนาแหล่งน้ำ โดยปีแรกจะใช้งบประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาทเพื่อขุดลอกคู คลอง หนอง บึง และระบบชลประทาน เพื่อให้สามารถเก็บน้ำฝนได้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังจะใช้ประมาณอีก 4 แสนล้านบาทในการพัฒนาแหล่งน้ำในภาคอีสาน เพราะเป็นภาคที่ปลูกข้าวเปลือกได้ถึง 10 ล้านตัน แต่ปลูกได้หนเดียว ดังนั้น จะทำให้ภาคอีสานปลูกข้าวได้ 2 หน โดยจะไม่ผันน้ำมาจากแม่น้ำโขง แต่จะผันจากแม่น้ำเลยลงอุโมงค์และมาลงที่เขื่อนอุบลรัตน์ สำหรับแม่น้ำเลยจะมีการตกแต่งความลึกให้แม่น้ำโขงไหลเข้ามา ตอนนี้ตกลงในหลักการแล้วและสามารถทำได้แน่นอน นอกจากนี้ ยังจะมีสร้างฝายกั้นแม่น้ำโขงอีก 2–3 แห่ง รวมทั้งจะนำแม่น้ำงึมของลาวลอดอุโมงค์ใต้แม่น้ำโขงมาใช้ในฝั่งไทยด้วย. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-08 12:19:37


พุทธศาสนิกชนชาวไทย พร้อมใจกันสวดมนต์เพื่อให้เกิดความสามัคคี

8 มิ.ย. - พุทธศาสนิกชนชาวไทย พร้อมใจกันสวดพระปริตรอธิษฐานจิต เพื่อขอให้แผ่นดินร่มเย็น เกิดความสามัคคี

โดยมีพระอาจารย์อารยะวังโส ฝ่ายวิปัสนาสายอรัญวาสี ธรรมยุตนิกาย เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นำพุทธศาสนิกชนชาวไทยสวมชุดขาวจำนวน 200 คน ร่วมสวดพระปริตรอธิษฐานจิต เพื่อแผ่นดินร่มเย็น ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

ส่วนที่วัดราชาธิวาสวิหาร พระเทพวิสุทธิกวี เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย นำพุทธศาสนิกชนกว่า 100 คน สวดพระพุทธมนต์สาราณียธัมมสูตร มีใจความเกี่ยวกับการระลึกถึงกันและกันด้วยความเมตตา ทั้งกายกรรม ,วจีกรรม , มโนกรรม ไม่มีการโกรธหรืออาฆาต ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบัน ทั้งนี้เพื่อให้สังคมมีความปรารถนาดีต่อกัน ยึดสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เป็นตัวประสานให้สังคมเกิดความสามัคคี

ที่จังหวัดขอนแก่น ได้จัดพิธีทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งแด่พระภิกษุสามเณรกว่า 2 พันรูป เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และอุทิศพระกุศลถวายแด่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ท่ามกลางชาวขอนแก่นร่วมงานนับหมื่นคน ทั้งนี้ จะนำเครื่องอุปโภค บริโภคบางส่วน ถวายเป็นกำลังใจแด่พระสงฆ์ 266 วัด ในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และพระสงฆ์ที่ประสบภัยพายุไซโคลนนาร์กีสในประเทศพม่า.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-08 12:14:51



สมัครปัดข้อเสนอดึง 4 อดีตนายกฯแก้ม๊อบพันธมาร


“สมัคร” เย้ย โหรทายผิด ลั่นทำงานเกิน 3 เดือนแล้ว ปัดข้อเสนอ ดึง 4 อดีตนายกฯ หารือแก้วิกฤติบ้านเมือง ระบุแก้ไขอะไรไมได้ ยืนยัน 4 เดือนมีผลงานมาก เหน็บศาลปกครองกลาง ที่คุ้มครองชั่วคราวเอเอสทีวี.กว่า 2 ปี แล้ว

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ ว่า เมื่อศุกร์ที่ 6 มิถุนายน รัฐบาลทำงานดูแลบ้านเมืองมาครบ 4 เดือน โหรที่เคยทำนายไว้ว่า รัฐบาลนี้อยู่ได้ไม่เกิน 3 เดือน ไม่เกินปลายเดือนพฤษภาคม แปลว่า โหรทายผิด เวลานี้เปลี่ยนคำทำนายว่า อยู่ได้ปีก็เก่งแล้ว หากอยู่ครบปี ตนจะถามโหรว่า จะทำนายอย่างไรต่อไปอีก

“ใครที่ชอบดูหนังสงครามโลก มีหนังสือชื่อ D-Day the Sixth of June แปลว่าวันยกพลขึ้นบก อันนั้นวันเดียว แต่ผม 4 เดือน ใจจริงอยากพิมพ์ให้ดูว่า วันหนึ่งๆทำอะไร นสพ.คงไม่ยอมให้ใช้เนื้อที่ โทรทัศน์นำมาออกก็เกินเหตุ ลองนับดูวันทำงานเยอะ งานที่คนเป็นนายกรัฐมนตรีทำ ไม่ใช่งานแบกหาม แต่เป็นงานด้านนโยบาย หยิบจับไม่ได้ วันๆ อยู่แต่ในที่ประชุม” นายกรัฐมนตรี กล่าว

นอกจากนี้ นายสมัคร ยังแสดงความไม่เห็นด้วยต่อข้อเสนอของ น.พ.ประเวศ วะสี ที่อเสนอให้ 4 อดีตนายกรัฐมนตรี มานั่งพูดคุยหารือเพื่อแก้ไขปัญหาสถานการณ์การเมืองขณะนี้นั้น เห็นว่า ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ เมื่อตนเป็นนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันย่อมเป็นคนตัดสินใจในการแก้ปัญหา โดยยืนยันว่าการแก้ปัญหาต่างๆ ทำงานกันเป็นทีมในฐานะคณะรัฐมนตรี และพิจารณากันอย่างเหมาะสมตามความรับผิดชอบ

"รัฐบาลไม่ได้ทำงานด้วยคนๆ เดียว ทำงานเป็นทีม ครม.มี 35 คน บางอย่างผมต้องคิดคนเดียว แต่ครม.ทำคนเดียวไม่ได้ ย้ำว่าไม่ได้นั่งคุดคู้ ทำอะไรไม่เป็น ทำอะไรไม่ได้ ทำงานตัวเป็นเกลียว ไปมาแล้ว 8 ประเทศ " นายสมัคร กล่าว

นายสมัคร กล่าวว่า ทั้งนี้ ตลอด 4 เดือนที่ผ่านมา ตนจะต้องเดินสายนั่งหัวโต๊ะเป็นประธานการประชุมตลอดสัปดาห์ โดยมีเป้าหมายจะผลักดันโครงการขนาดยักษ์ให้แล้วภายใน 4 ปี เช่นโครงการขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ โดยตนจะใช้ประสบการณ์ที่ผ่านการดูงานเมืองใหญ่ทั่วโลกมาพัฒนาโครงการรถไฟรางคู่ ซึ่งจะเชื่อมต่อกับประเทศลาวกับแหลมฉบังเพื่อขนส่งสินค้า โครงการชลประทานในพื้นที่ภาคอีสาน โครงการการศึกษาและสาธารณสุขเหล่านี้ ซึ่งล้วนแต่ได้ดำเนินการไปบ้างแล้ว โดยมีนักลงทุนชาวต่างชาติยินดีเข้ามาดำเนินการ

ในช่วงสุดท้ายนายสมัคร กล่าวตอบจดหมายจากประชาชนผ่านรายการ "สนทนาประสาสมัคร" จำนวนหลายฉบับที่เขียนเข้ามาเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่า เป็นเรื่องที่ตนไม่อยากจะเอ่ยถึงเกรงว่า จะเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตขึ้นมาอีก ขนาดตอนที่ตนออกมาขอร้องให้กลุ่มดังกล่าวอยู่ในที่ๆ จำกัด ก็ยังมีหลายคนออกมาตีความไปต่างๆนานาจนเกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งที่ความจริงแล้วตนยังไม่ได้พูดอะไรเลย

นายสมัคร กล่าวว่า ส่วนการขอร้องให้จัดการกับสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี ที่ปลุกระดม ว่ากล่าวรัฐบาลสาดเสียเทเสีย แต่ยังมีการปล่อยให้ออกอากาศอยู่ได้นั้น เรื่องดังกล่าวเป็นสิ่งที่ศาลปกครองกลางให้ความคุ้มครอง เอเอสทีวีอยู่ จึงไม่มีใครสามารถทำอะไรได้ แม้ว่ารัฐบาลจะถูกโจมตีอย่างหนักตาม โดยแสดงให้เห็นว่า พันธมิตรฯ ได้รับการยกย่อง แต่กลับเป็นรัฐบาลเสียอีกที่ไม่ได้รับการยกย่อง