นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีที่ลงนามยกเลิกคำสั่งแต่งตั้ง คณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง นายวัลลภ พลอยทับทิม ปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่า ตนยืนยันว่าเป็นไปตามกฎหมาย ไม่ใช่การเลือกปฏิบัติ ทุกเรื่องที่สอบนายวัลลภนั้น กรรมการสอบข้อเท็จจริงระบุว่าหลายเรื่องไม่มีมูลความผิด แต่มีบางเรื่องผิดวินัยโดยบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่แต่ไม่ร้ายแรง เมื่อกรรมการประมวลแล้วนายวัลลภไม่ได้ผิดวินัยร้ายแรง “ต่อมามีการตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง ทาง ก.พ.เห็นว่า ในการสอบข้อเท็จจริงไม่ผิดวินัยร้ายแรงนั้น ก.พ.เห็นว่าเป็นคำสั่งตั้งกรรมการที่ไม่ชอบ ทางคณะกรรมการจึงรายงานพร้อมมีมติมา เห็นว่าควรสั่งยกเลิกคำสั่งที่สอบสวน เนื่องจากเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งผมเห็นด้วยตามมติ ก.พ.ที่เป็นข้อกฎหมาย ส่วนเมื่อยกเลิกแล้วทางกระทรวงจะตั้งกรรมการขึ้นสอบใหม่อย่างไรก็เป็นเรื่องกระทรวง” นายสมชาย กล่าว ส่วนการยกเลิกคำสั่งสอบวินัยเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีหรือไม่ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้เป็นผู้ควบคุม กำกับ ดูแล สั่งราชการที่ ก.พ. ซึ่งเป็นไปตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ไม่รู้สึกหนักใจที่อาจถูกมองว่าเป็นเพื่อนสนิทกับนายวัลลภ เพราะความเป็นเพื่อนปฏิเสธไม่ได้ ทุกอย่างว่าไปตามผิดถูก ตามกฎกติกา ถึงเป็นเพื่อนถ้าผิดก็ช่วยกันไม่ได้ และไม่มีลับลมคมใน โปร่งใส ไม่ช่วยใครอยู่แล้ว เมื่อถามว่า นายวัลลภ สามารถกลับมาทำหน้าที่ในตำแหน่งปลัดกระทรวงเช่นเดิมเลยหรือไม่ นายสมชาย กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ทางสำนักนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้พิจารณาต่อไป เมื่อมีการยกเลิกคำสั่งก็เท่ากับไม่มีการสอบสวนก็ต้องกลับคืนไปสู่ฐานะเดิมเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ส่วนที่ข้าราชการเป็นห่วงอาจถูกกลั่นแกล้ง กรณีไปให้ข้อมูลกับคณะกรรมการที่สอบสวนนายวัลลภนั้น รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จะดูแลและให้ความเป็นธรรม หากใครไม่ได้รับความเป็นธรรม มาร้องเรียนที่ไหนก็ได้ ไม่ต้องห่วง ด้าน นายวัลลภ พลอยทับทิม ปลัดกระทรวง พม. กล่าวกับผู้สื่อข่าวเพียงสั้น ๆ ว่าจะเปิดใจทุกเรื่อง ไม่หนักใจ และจะทำหน้าที่ต่อไป.- สำนักข่าวไทย อัพเดตเมื่อ 2008-06-09 16:09:13 สำนักงาน ก.พ. 9 มิ.ย.-“สมชาย” ยันลงนามยกเลิกคำสั่งสอบวินัย “วัลลภ” ไม่ได้เลือกปฏิบัติ อ้างไม่มีมูลเหตุความผิดร้ายแรง ชี้ไม่หนักใจแม้จะเป็นเพื่อน แต่ทำทุกอย่างด้วยความโปร่งใส ด้านปลัด พม.บอกจะเปิดใจทุกเรื่องเร็ว ๆ นี้

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, June 10, 2008
สมชาย ยันลงนามยกเลิกสอบวินัยปลัด พม.
วัลลภ เปิดใจจะตั้งใจทำงานในหน้าที่อย่างดีที่สุด
กรุงเทพฯ 9 มิ.ย. - นายวัลลภ พลอยทับทิม ปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมฯ เปิดใจ จะตั้งใจทำงานในหน้าที่อย่างดีที่สุด หลังนายกรัฐมนตรีลงนามในคำสั่งให้กลับเข้าทำงาน
ขณะที่ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงเหตุผลที่ลงนามยกเลิกคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง นายวัลลภ เนื่องจาก มติ ก.พ. ชี้ชัดว่า คำสั่งตั้งคณะกรรมการดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้ ผลการสอบสวนข้อเท็จจริง กรณี นายวัลลภ บกพร่องต่อการปฏิบัติหน้าที่ เป็นความผิดวินัยที่ไม่ร้ายแรง
ขั้นตอนต่อไปเป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมฯ พิจารณาว่า จะตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ขึ้นมาสอบสวน และให้ นายวัลลภ ปฏิบัติหน้าที่ปลัดกระทรวง ต่อไปหรือไม่.
ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-06-09 16:04:21

โต้ความคิดอวิชชาเรื่องโลกร้อน
เรากำลังโฆษณาชวนเชื่อเรื่องโลกร้อนกันอย่างเมามัน โดยแทบไม่เคยชี้แจงข้อมูลให้กระจ่าง นี่ย่อมเป็นกระบวนการของอวิชชาโดยแท้ ผมขอลงทุนมองต่างมุมเพื่อหวังให้เกิดสังคมอุดมปัญญา ที่จะเชื่อกันด้วยวิจารณญาณจากการไตร่ตรองด้วยประจักษ์หลักฐาน และเหตุผลอย่างรอบด้าน ที่ผมว่าต้อง “ลงทุน” นำเสนอนั้น เพราะการมองต่างจาก “ฝ่ายธรรมะ” ที่พยายามเย้วๆ ปลุกให้คน “ทำดี” นั้น ย่อมเสี่ยงต่อการถูกบริภาษหรือถูกมองในแง่ลบ แต่ผมก็ได้เพียงหวังว่า วิญญูชนจะร่วมกันพิจารณาครับ 9.พวกนี้ยังมีความคิดที่เป็นไสยศาสตร์ เช่น การเสนอทางออกว่าควรทำบุญตักบาตรหรือถวายสังฆทานเป็นทางออกสุดท้าย เพราะอย่างน้อยก็เป็นการบำบัดจิต การที่ “นักวิทยาศาสตร์” ชิงบทบาทของนักการศาสนามานำเสนอเช่นนี้เป็นเรื่องน่าสลดยิ่ง นี่ไม่ใช่การแสดงว่าพวกเขาเป็นศาสนิกชนที่ดี คนพวกนี้เพียงนำศาสนามาเป็นอาภรณ์ประดับให้ตนดูดีมากกว่า
เมื่อเร็วๆ นี้ ผมไปฟังวิทยากรระดับที่เคยเป็นที่ปรึกษารัฐบาล และนำเสนอเรื่องโลกร้อนให้หน่วยงานต่างๆ ฟังมามากมาย แต่ผมฟังแล้วกลับไม่เชื่อ ไม่ใช่ว่าผมมีอคตินะครับ แต่เหตุผลที่วิทยากรนำเสนอนั้นช่างอ่อนเกินไป ผมจึงขอนำเสนอเหตุผลในอีกแง่มุมหนึ่ง และที่ผมใช้คำว่า “เร็วๆ นี้” ไม่ได้บอกว่าวันไหน ก็เพราะผมไม่ประสงค์ที่จะกล่าวให้เกิดความเสียหายแก่วิทยากรเหล่านั้นเป็นการส่วนตัว เพียงแต่มุ่งหวังจะตรวจสอบกันด้วยเหตุผลเท่านั้น
การโต้แย้งเรื่องโลกร้อนนี้ ผมเคยเขียนไว้ในบทความเรื่อง “เล่ห์กลหาประโยชน์จากเรื่องโลกร้อน” ซึ่งมีหลักฐานอ้างอิงต่างๆ มากมาย และปรากฏในเว็บไซต์ต่างๆ หรือที่ http://www.thaiappraisal.org/Thai/Market/Market166.htm
สำหรับข้อโต้แย้งในที่นี้ ผมขอนำเสนอเป็นข้อๆ ดังนี้:
1.วิทยากรเรื่องโลกร้อนมักจะนำเสนอในลักษณะคล้ายการนำเสนอทางวิทยาศาสตร์ แต่ถ้าสังเกตให้ดี จะพบว่าการนำเสนอเหล่านั้น มักจะนำเสนอด้วยข้อมูลด้านเดียว และมักไม่มีแหล่งอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนมาให้ผู้ฟังได้วินิจฉัย ดูเป็นการ “ยกเมฆ” มากกว่า เช่น การที่โลกอุ่นขึ้นก็มองเพียงว่าทำให้เชื้อโรคอยู่ได้นานขึ้น แต่ไม่บอกความจริงว่าโลกอุ่นทำให้สามารถผลิตธัญญาหารได้มากขึ้น หรือการละเลยความจริงที่ว่าโลกร้อนก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม และเคยร้อนอย่างเป็นวัฏจักรมาก่อน หรือโลกยังเคยมีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มหาศาลกว่าในปัจจุบัน เป็นต้น
2.การ “ขู่” ว่าน้ำแข็งขั้วโลกจะละลายภายในเวลา 30-40 ปี เมื่อถึงตอนนั้นน้ำจะท่วมโลกในระดับความสูงถึง 80 เมตร เรื่องนี้วิญญูชนควรไตร่ตรอง การเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติอะไรจะรวดเร็วได้ถึงขนาดนั้น ชั่วเวลานานแสนนานจึงจะมีน้ำท่วมโลกสักที จู่ๆ ก็จะท่วมภายในเวลาเพียงแค่นี้ นี่แสดงว่าพวกคลั่งเรื่องโลกร้อนบางส่วนจินตนาการเพ้อฝันยิ่งกว่านิยายวิทยาศาสตร์ในภาพยนตร์เรื่อง “The Day After Tomorrow” เสียอีก
3.การ “โฆษณาชวนเชื่อ” ด้วยการนำภาพเด็ดต่างๆ มานำเสนอ เช่น น้ำท่วมนครเวนิส ในขณะที่เมื่อเร็วๆ นี้ น้ำคลองในเวนิสเพิ่งเหือดแห้งจนพายเรือไม่ได้ หรือการบิดเบือนว่าน้ำทะเลในอ่าวไทยเพิ่มขึ้น ทั้งที่มีการศึกษาเช่นกันว่าระดับน้ำลดลง นอกจากนี้ยังชอบกล่าวว่า ชายฝั่งทะเลถูกกัดเซาะไปโดยไม่นำพาข้อเท็จจริงในอีกด้านหนึ่ง ว่ามีการงอกของที่ดินริมทะเลในพื้นที่อื่นเช่นกัน
4.การ “ใส่ไข่” ว่าพื้นที่ชายฝั่งแถวกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ถูกกัดเซาะต่อเนื่องเพราะภาวะโลกร้อนจนวัดอยู่กลางน้ำ ทั้งที่สาเหตุหลักเป็นเพราะการทำลายป่าชายเลน การทรุดตัวของแผ่นดินจากการสูบน้ำบาดาล และอื่นๆ และกลับละเลยความจริงที่ว่า พื้นที่ลึกเข้าไปในลุ่มน้ำเจ้าพระยา เช่น วัดเจดีย์หอย ปทุมธานี ยังเคยเป็นทะเล และกลายเป็นแผ่นดินเพราะการสะสมของตะกอนจนถึงทุกวันนี้
5.ที่น่า “ละอาย” อย่างมากเลยก็คือ การโยงแทบทุกปัญหาในโลกนี้ว่าเป็นผลพวงจากภาวะโลกร้อน เช่น พายุนาร์กีส ทั้งที่เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และเคยมีที่ร้ายแรงกว่านี้มาแล้วในภูมิภาคนี้ในอดีต นอกจากนี้การประท้วงเรื่องอาหารในเฮติหรือในประเทศอื่น ก็ยังถูกเหมารวมไว้ว่าเป็นเพราะภาวะโลกร้อนเช่นกัน
6.การนำเสนออย่างไม่ฉุกคิดถึงเหตุผล เช่น หิมะบนยอดเขาคีรีมันจาโร หรือยอดเขาสูงอื่นๆ ละลายได้อย่างไร ในขณะที่ตลอดทั้งปีมีอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง และแม้ว่าหากอุณหภูมิบนผิวโลกจะสูงขึ้นบ้าง บนยอดเขาก็ยังต่ำกว่าจุดเยือกแข็งอยู่ดี การที่น้ำแข็งจะละลายอาจเป็นเพราะสาเหตุอื่นที่ควรศึกษาให้ละเอียด เช่น การเปลี่ยนแปลงใต้พิภพ ไม่ใช่สักแต่โทษเรื่องโลกร้อน
7.พวกคลั่งเรื่องโลกร้อนมัก “ใส่ร้าย” ผู้อื่น เช่น พอนักวิทยาศาสตร์ที่ไม่เชื่อเรื่องโลกร้อนออกมาตั้งคำถามต่อพวกเขา พวกเขาก็มักจะกล่าวหาว่าพวกนักวิทยาศาสตร์เหล่านั้นรับใช้นายทุนหรือประเทศมหาอำนาจ เป็นต้น โดยมักไม่ใส่ใจถกเถียงทางวิชาการให้ชัดเจน จะสังเกตได้ว่าพวกคลั่งเรื่องโลกร้อนมักเอาเครดิต ความน่าเชื่อถือของตัวเองมาจูงใจให้คนเชื่อ (ผิดหลักกาลามสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าอย่าเชื่อเพียงเพราะว่าคนพูดเป็นอาจารย์) มากกว่าการใช้ประจักษ์หลักฐานทางวิทยาศาสตร์มาหักล้าง
8.พวกคลั่งเรื่องโลกร้อนมักจะไม่ใส่ใจการพัฒนาประเทศ คิดแต่เพียงว่าน้ำจะท่วมกรุงเทพมหานคร ต้องหนีไปที่อื่น คิดไปไกลถึงขนาดว่า ไม่ควรสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินเพราะจะเป็นการสูญเปล่า อวดฉลาดว่าสนามบินสุวรรณภูมิที่สร้างด้วยเงินหลายแสนล้านบาทจะเป็นความสูญเปล่า พวกนี้ไม่ยอมรับความจริงว่า ประเทศเนเธอร์แลนด์ก็ยังอยู่ได้ในระดับต่ำกว่าน้ำทะเลมานานแล้ว โดยบางแห่งต่ำกว่าถึงกว่าสิบเมตร การคิดแบบ “งอมืองอเท้า” ของคน “ขวางโลก” เหล่านี้เป็นอันตรายอย่างยิ่ง เพราะเป็นการคิดที่ยอมจำนนและไม่สร้างสรรค์อะไรเลย
โปรดอย่าเข้าใจผิดว่า ผมไม่เห็นด้วยกับการรณรงค์ให้สังคมดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมนะครับ ทุกคนควรประหยัดการใช้ทรัพยากรของโลกอยู่แล้ว แต่การพยายาม “โฆษณาชวนเชื่อ” ให้คนเชื่อทฤษฎีโลกร้อนที่ขาดประจักษ์หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ และมักกระทำด้วยการใช้ความน่ารัก น่าสงสารของคน สัตว์ และสิ่งของมาชักจูงให้คล้อยตามนั้น เป็นสิ่งที่เราควรใช้วิจารณญาณให้ดี
โปรดอ่านบทความของผมเรื่อง “เล่ห์กลหาประโยชน์จากเรื่องโลกร้อน” (http://www.thaiappraisal.org/Thai/Market/Market166.htm) ซึ่งมีข้อมูลในรายละเอียดมากมาย เพื่อให้เกิดการอภิปรายและวินิจฉัยกันด้วยเหตุผล อันจะทำให้เกิดสังคมอุดมปัญญา และเกิดการคิดค้นหาทางออกของปัญหามากกว่าการยอมจำนน
ดร.โสภณ พรโชคชัย
ประธานกรรมการ มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย
เปิดประเด็นหนังสือ ความเป็นมาของทฤษฎีแบ่งแยกดินแดน: ความจริงและมายาคติ
เนื้อหาหลักและบทสรุป
ปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก
บทความนี้ศึกษาถึงกำเนิดและความเป็นมาของการสร้างมายาคติว่าด้วย “ลัทธิแบ่งแยกดินแดน” ในวาทกรรมการเมืองสมัยใหม่ของรัฐไทย อะไรคือมูลเหตุและปัจจัยที่ก่อให้เกิดแนวความคิดที่เรียกกันต่อมาว่า “ลัทธิแบ่งแยกดินแดน” (separatism) ข้อสรุปจากการศึกษาในขั้นนี้ วิเคราะห์ถึงมูลเหตุทางการเมืองซึ่งมีที่มาจากทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ ภายในประเทศ ได้แก่ การต่อสู้และโค่นล้มพลังการเมืองฝ่ายเสรีนิยมและก้าวหน้า (พรรคสหชีพและแนวร่วมรัฐธรรมนูญ) ที่นำโดย ปรีดี พนมยงค์ และอดีตขบวนการเสรีไทย โดยมีกลุ่มและนักการเมืองท้องถิ่นสำคัญๆ ร่วมด้วย
โดยเฉพาะทางภาคอีสาน ฝ่ายตรงข้ามที่ประกอบกันเป็นพลังอนุรักษนิยมและต่อต้านฝ่ายก้าวหน้า ได้แก่ กลุ่มกษัตริย์นิยม กลุ่มข้าราชการเก่า และที่สำคัญคือ กลุ่มทหารบก โดยมีพรรคการเมืองเอียงขวาคือ ประชาธิปัตย์ ให้การสนับสนุนด้วย เหตุการณ์สำคัญที่สุดที่นำไปสู่การกำเนิดของการเมืองที่ต่อต้านรัฐด้วยหนทางนอกระบบและกฎหมายนั้นคือ การรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2490 ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น “บิดา” ของการรัฐประหารและปฏิวัติโดยกองทัพในเวลาต่อมาอีกครึ่งค่อนศตวรรษ ส่วนเหตุการณ์ระหว่างประเทศคือ สงครามโลกครั้งที่ 2 และการเริ่มสงครามเย็นต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ที่นำโดยประเทศสหรัฐและพันธมิตรในยุโรป เช่น อังกฤษ ในกรณีภาคใต้ การเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์มลายาและกลุ่มชาตินิยมมลายูมีส่วนสร้างความหวั่นวิตกให้แก่ฝ่ายพันธมิตร โดยเฉพาะเมื่อพรรคคอมมิวนิสต์มลายาทำการโจมตีด้วยกำลังอาวุธ ทำให้อังกฤษประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วไปในมลายาเมื่อปี พ.ศ.2490
อุดมการณ์ลัทธิชาตินิยม
นอกจากบริบททางประวัติศาสตร์ดังกล่าวแล้ว ยังมีปัจจัยสำคัญที่ช่วยทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างดินแดนในปตานีกับกรุงเทพฯ คลี่คลายดำเนินไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นเรื่อย นั่นคือปัจจัยในทางอุดมการณ์ทางการเมือง ได้แก่ สิ่งที่เรียกว่าลัทธิชาตินิยม คือ จินตนากรรมถึงความเป็นชาติเดียวกันของบรรดาผู้คนในรัฐๆ หนึ่งเหมือนกับว่ามันเป็นชุมชนที่เป็นธรรมชาติ เกิดและเติบโตมาอย่างเป็นเอกภาพสำหรับทุกคนเหมือนกัน ลัทธิชาตินิยมสยามถูกสร้างขึ้นมาท่ามกลางการต่อสู้กับมหาอำนาจตะวันตกสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา รูปธรรมที่ชัดที่สุดคือ การปฏิรูปการปกครอง ด้วยการผนวกและรวมศูนย์ดินแดนที่เคยอยู่หรือเป็นประเทศราชแต่ก่อน ให้เข้ามาเป็นหน่วยหนึ่งในรัฐใหม่คือ สยามที่เป็นรัฐชาติ กลายเป็นบริเวณ มณฑล และจังหวัดในที่สุดของสยามไป นั่นคือประวัติศาสตร์ของการสุดสิ้นอาณาจักรปตานีและอื่นๆ
การสร้างชาติไทยที่ไม่สมบูรณ์
กระบวนการสร้างชาติดำเนินต่อมาอีก แม้ในที่รัฐไทยสยามเปลี่ยนผ่านจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ระบอบประชาธิปไตยแล้ว การสร้างรัฐชาติไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามมหาเอเชียบูรพา มีส่วนในการผลักดันและสร้างแนวความคิดทางการเมืองของ “การแบ่งแยกดินแดน” ให้เกิดขึ้นในการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มพลังการเมืองใหม่ในภูมิภาคต่างๆ จากใต้จรดเหนือและอีสาน ด้านหนึ่งกระบวนการสร้างรัฐและชาติไทยดำเนินไปอย่างเต็มที่ ในระยะทศวรรษปี พ.ศ.2480 แต่ผลลัพธ์กลับเป็นการสร้างรัฐที่เป็นอัตลักษณ์เดี่ยวคือ ความเป็นไทย ที่ไม่เหลือเนื้อที่และเนื้อหาให้กับผู้คนเชื้อชาติและศาสนาอื่นๆ ที่ไม่ใช่ไทยและไม่ใช่พุทธ ชาติไทยจึงดูเหมือนก้าวขึ้นสู่จุดสุดยอดของการสร้างชาติที่ทันสมัย แต่แท้จริงแล้วกลายเป็นชาติที่ไม่สมบูรณ์ ในอีกด้านหนึ่งกล่าวได้ว่า กระแสอิทธิพลของแนวคิดชาตินิยมก็ได้มีส่วนในการปลุกระดมความตื่นตัวและสำนึกในความเป็นหนึ่งของคนท้องถิ่นด้วยเหมือนกัน เช่น ในบริเวณ 3 จังหวัดมลายูมุสลิมชายแดนภาคใต้ และในภาคอีสาน เป็นต้น
ชาตินิยมมลายู
กรณีการก่อตัวขึ้นของขบวนการเรียกร้องและต่อสู้เพื่อความเป็นคนมลายูและเป็นมุสลิม มีปัจจัยที่ทำให้แตกต่างไปจากกลุ่มเคลื่อนไหวในภูมิภาคอื่นๆ ตรงที่บทบาทของศาสนาและผู้นำท้องถิ่นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ การเคลื่อนไหวดำเนินไปภายใต้การนำของอูลามะ หรือฮะยีห์ หรือโต๊ะครู ซึ่งเป็นผู้นำทางศาสนาของชาวบ้านและชุมชน ที่มีมายาวนานแล้ว แต่ที่ทำให้สถานการณ์ทางการเมืองกับรัฐไทยเปลี่ยนไปคือ การที่ศาสนาอิสลามถูกทำให้เป็นการเมืองมากขึ้น หรือมีมิติทางการเมืองมากขึ้น ทั้งนี้ด้วยลักษณะและการปฏิบัติของศาสนาอิสลามเอง และปฏิสัมพันธ์กับโลกสมัยใหม่ที่เป็นโลกิยวิสัย (secular) ที่สำคัญคือ การที่มุสลิมยึดถือและปฏิบัติหลักการคำสอนของศาสนาในชีวิตประจำวันอย่างจริงจังและสม่ำเสมอ วัตรปฏิบัติของอิสลามเป็นส่วนที่สำคัญในการดำรงชีวิตที่เป็นจริงไม่ใช่ในพิธีกรรมเหมือนศาสนาอื่นๆ
ดังนั้นเมื่อรัฐไทยเริ่มการผนวกอาณาจักรปตานีให้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัฐและความเป็นไทย จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องกระทบเข้ากับการปฏิบัติทางศาสนาของชาวมุสลิม ในระยะแรกมีการผ่อนปรนให้ใช้กฎหมายอิสลามในเรื่องครอบครัวหย่าร้างและทรัพย์สิน แต่ในทางปฏิบัติรัฐไทยก็ยังยืนยันที่จะต้องเป็นผู้กำหนดแต่งตั้งควบคุม และกระทั่งตัดสินว่าคำพิจารณาของผู้พิพากษาอิสลามในศาลศาสนาที่เรียกว่า โต๊ะกาลี ต่อมาเรียกว่า ดะโต๊ะยุติธรรม นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ปัญหาเรื่องการจัดการปัญหาครอบครัวและมรดกของคนมุสลิมนั้น รัฐไทยอนุโลมด้วยการให้ใช้หลักการกฎหมายอิสลามในเรื่องว่าด้วยครอบครัวและมรดกที่ร่วมกันแปลเป็นภาษาไทย (ดำเนินการจากปี พ.ศ.2472-2484) เป็นหลัก แต่ในทางปฏิบัติก็ให้ดำเนินวิธีการทางศาลในแบบศาลแพ่งธรรมดา เพียงแต่มีดะโต๊ะยุติธรรมนั่งทำการพิจารณาร่วมด้วย สมัยรัฐบาลจอมพล ป. ประกาศยกเลิกดะโต๊ะยุติธรรมไป 3 ปี (จากปี พ.ศ.2486-2489) ปัญหาว่าศาลศาสนาดังกล่าวจะอยู่ใต้ผู้พิพากษาอิสลามทั้งหมดได้หรือไม่ การแต่งตั้งดะโต๊ะยุติธรรมโดยคนมุสลิมเองได้ไหม จะเป็นปัญหาในการเคลื่อนไหวที่มีมิติทางการเมืองอย่างมากในช่วงการนำของ หะยีสุหลง
การใช้ความรุนแรงโดยรัฐ
มิติอีกด้านอันเป็นผลจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างการเคลื่อนไหวของชาวมลายูมุสลิมภาคใต้กับรัฐไทยกรุงเทพฯ คือ การใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหาขัดแย้งและการเมืองของประชาชน กระบวนการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองและการสร้างรัฐไทยสมัยชาตินิยมนี้ นำไปสู่การใช้กำลังและความรุนแรงปราบปรามและสยบการเรียกร้อง และสร้างอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและการเมืองของภูมิภาคทั้งหลายลงไป โดยที่กรณีของมลายูมุสลิมในภาคใต้มีลักษณะเฉพาะต่างจากภาคอื่น และมีผลสะเทือนที่ยังส่งผลต่อมาอีกนาน ประวัติศาสตร์ของการต่อสู้เคลื่อนไหวของชาวมุสลิม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จึงรวมศูนย์ในประวัติศาสตร์ที่รู้จักกันว่าคือ “กบฏหะยีสุหลง” กับ “กบฏดุซงญอ” ในปี พ.ศ.2491
กล่าวได้ว่าเหตุการณ์และความขัดแย้งใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น มีทรรศนะในการมองที่ตรงข้ามกันระหว่างรัฐและประชาชนมลายูมุสลิมภาคใต้ ในขณะที่รัฐมองว่าการต่อต้านลุกฮือต่างๆ ของคนมลายูมุสลิมนั้นเป็นการ “กบฏ” แต่ฝ่ายประชาชนมุสลิมเองกลับมองว่า การเคลื่อนไหวถึงการประท้วงต่อสู้ต่างๆ นั้นคือ การเรียกร้องความเป็นธรรมและสิทธิของพลเมืองในรัฐ ที่เคารพวัฒนธรรมความเชื่อของคนกลุ่มน้อย ไปจนถึง “การทำสงคราม” เพื่อความถูกต้องและเป็นธรรมตามศรัทธาและความเชื่อของตน
หนทางของการเจรจาต่อรอง
จากการศึกษาในหนังสือเล่มนี้ กล่าวได้ว่า ก่อนที่จะเกิดการใช้ความรุนแรงโดยรัฐนั้น มีหนทางของการเจรจาและทำความเข้าใจตกลงกันในวิธีการแก้ไขปัญหา 3 จังหวัด ผู้นำมลายูมุสลิมในภาคใต้มีความต้องการแน่วแน่ในการเจรจาต่อรองกับรัฐบาลไทย ต่อปัญหาขัดแย้งต่างๆ ที่เกิดขึ้น ในทศวรรษปี 2480 เป็นต้นมา การเคลื่อนไหวและขบวนการต่างๆ ที่เกิดขึ้น เป็นปฏิกิริยาต่อการจัดการปัญหาและไม่พอใจสภาพกดขี่ไม่ยุติธรรมที่พวกเขาได้รับอยู่ และต่อเนื่องมาจากการต่อรองเจรจากับรัฐบาล
อุปสรรคและปัจจัยที่ทำให้การเจรจาต่อรองนั้นไม่ประสบผลสำเร็จมีหลายประการ หนึ่งคือ อุปสรรคทางศาสนาและวัฒนธรรม ระหว่างความเป็นชาติไทยที่ถือว่าเป็นสมาชิกของชาติมหาอำนาจในโลกสมัยนั้น อีกด้านคือ การไม่มองถึงอัตลักษณ์และความเท่าเทียมกันของชนชาติที่ไม่ใช่ไทย อันนี้เป็นกระแสที่เกิดขึ้นทั่วไปในประเทศเกิดใหม่หลังสงครามโลก ที่มีความเชื่อว่าความเป็นชาติหรือเชื้อชาติเล็กๆ กระจัดกระจายนั้น ไม่ใช่เรื่องสำคัญใหญ่โตเฉพาะหน้า ขอให้สร้างประเทศชาติใหม่ที่คนเชื้อชาติใหญ่ขึ้นมานำได้สำเร็จ ก็จะสามารถคลี่คลายสร้างชาติให้เข้มแข็ง แล้วชนชาติอื่นๆ ก็จะมีความสุขไปเอง
นอกจากนั้น เมื่อเกิดปัญหาขัดแย้งกับทางการขึ้น มีลักษณะสองอย่างในชุมชนมุสลิมที่ทางการไทยไม่เข้าใจ และนำไปสู่การสรุปว่าเป็นการแข็งขืนทางการเมือง ข้อแรกคือ การที่ชุมชนมุสลิมมีการจัดตั้งและมีโครงสร้างสังคมที่เข้มแข็งแน่นเหนียว ทำให้สามารถดำเนินการเคลื่อนไหวอย่างเป็นเอกภาพได้สูง ลักษณาการเช่นนี้ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำให้ผู้นำรัฐและเจ้าหน้าที่หวาดระแวง และกระทั่งหวาดกลัวการกระทำที่อาจนำไปสู่การเป็นปฏิปักษ์ต่ออำนาจการปกครองของพวกตนได้ การเปรียบเทียบชุมชนในสายตาของเจ้าหน้าที่ ก็ย่อมมาจากการเปรียบเทียบกับชุมชนไทย ซึ่งทำให้ได้ข้อสรุปที่ไม่ช่วยให้เข้าใจ หรือมองชุมชนมุสลิมในด้านบวกได้มากนัก
โดยเฉพาะในระยะเวลาที่สถานการณ์ตึงเครียด อีกข้อหนึ่งคือ ลักษณะและธรรมชาติของศาสนาอิสลาม ซึ่งไม่มีการแบ่งแยกระหว่างศาสนากับการเมืองหรือสังคม ผู้นำศาสนาอิสลามมีหน้าที่ต้องให้การช่วยเหลือนำพาชาวบ้านในทุกๆ เรื่อง ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐไทยมองพฤติการณ์ของบรรดาผู้นำศาสนาต่างๆ (เช่น หะยีสุหลงในสมัยโน้นและอุสตาซในสมัยนี้) ว่าล้วนเป็นการเมืองทั้งสิ้น ในความหมายของการกระทำที่บ่อนทำลายอำนาจและความชอบธรรมของรัฐไทยลงไป ทั้งหมดนี้ทำให้ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการเมืองของทางการและรัฐไทยที่ไม่ละเอียดอ่อนพอ หลีกไม่พ้นที่ไปกระทบและทำลายจิตใจและความเชื่อของคนมุสลิมไป ที่สำคัญคือ ความเป็นมลายู อันเป็นอัตลักษณ์ทางโลกที่แนบแน่นกับความเป็นมุสลิมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
ศาสนาไม่ใช่ต้นเหตุของความขัดแย้งทางการเมือง
สาเหตุของความขัดแย้งระหว่างชนชาติส่วนน้อยกับรัฐ แม้โดยส่วนใหญ่อาจมาจากการมีความเชื่อและการปฏิบัติทางศาสนาที่แตกต่างตรงข้ามกันก็ได้ ในทางเป็นจริงนั้น ความขัดแย้งดังกล่าวไม่จำเป็นต้องปะทุลุกลามกลายเป็นความขัดแย้งที่รุนแรงและเป็นปฏิปักษ์กัน นอกจากว่าอำนาจรัฐเข้ามาจัดการอย่างไม่ถูกต้อง ดังกรณีของกบฏดุซงญอ ทำให้เห็นชัดเจนขึ้นว่า ปัญหาของศาสนาและเชื้อชาตินั้นก็ยังขึ้นต่อปัญหาและความเป็นมาในพัฒนาการทางการเมืองระดับชาติ และในทางสากลด้วย ดังเห็นได้จากการที่ทรรศนะและการจัดการของรัฐไทยต่อข้อเรียกร้องของขบวนการมุสลิมว่า เป็นภยันตรายและข่มขู่เสถียรภาพของรัฐบาลไป
จนเมื่อเกิดรัฐประหาร 2490 และสหรัฐกับอังกฤษต้องการรักษาสถานะเดิมของมหาอำนาจในภูมิภาคอุษาคเนย์เอาไว้ วาทกรรมรัฐว่าด้วย “การแบ่งแยกดินแดน” ก็กลายเป็นข้อกล่าวหาที่สอดคล้องกับสถานการณ์สงครามเย็นในการเมืองระหว่างประเทศ ส่วนภาวการณ์ในประเทศการสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อยภายใต้อำนาจรัฐของศูนย์กลาง ก็เป็นความจำเป็นภายในประเทศที่เร่งด่วน ทั้งหมดทำให้การใช้กำลังและความรุนแรงต่อกลุ่มชนชาติ (ส่วนน้อย) และหรือกลุ่มอุดมการณ์ที่ไม่สมานฉันท์กับรัฐบาลกลาง เป็นความชอบธรรมและถูกต้องไปได้ในที่สุด
*หมายเหตุ
หนังสือความเป็นมาของทฤษฎีแบ่งแยกดินแดนในภาคใต้ไทย งานวิจัยปัญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ผู้เขียน รศ.ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ จัดพิมพ์โดย โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับแผนงานร่วมศึกษา เสริมสร้างสุขภาวะ กรณี 3 จังหวัดภาคใต้ คณะทำงานวาระทางสังคม สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
อ.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
ที่มา http://www.southwatch.org/books.php?id=6
นักศึกษาเพศที่สาม
แต่ลึกลงไปในรายละเอียด ก็ยังมีอีกหลายประเด็นที่ชาวเพศที่สามเห็นว่าเป็นปัญหาต่อการดำรงชีวิตอย่างมาก หลายเรื่องเป็นเรื่องที่ผู้หญิงผู้ชายทั่วไปคิดไม่ออกนึกไม่ถึงว่าจะเป็นปัญหา เช่นเรื่องการเข้าห้องน้ำเป็นต้น
สาวประเภทสองจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกอึดอัดไม่สบายใจกับการเข้าห้องน้ำ จะเข้าห้องน้ำชายก็กระดาก กลัวผู้ชายที่อาจหยาบคายบางคน หรือบางคนที่เข้าห้องน้ำหญิง ก็ทำให้ผู้หญิงไม่สบายใจเสียเองเพราะสาวประเภทสองส่วนมากไม่ได้เปลี่ยนรูปลักษณ์เป็นหญิงอย่างสมบูรณ์ทั้งหมดตั้งแต่หัวจรดเท้า คือดูอย่างไรก็ยังเห็นเป็นผู้ชาย
การมีห้องน้ำสำหรับเพศที่สามโดยเฉพาะจึงถูกพูดถึงในสังคมมาแล้วหลายครั้ง และแม้แต่ละครั้งจะมีคนเห็นด้วยในหลักการ แต่เมื่อปฏิบัติก่อสร้างจริง ก็มีเรื่องหยุมหยิม(เช่นงบประมาณ) ตัดทอนรวบยอดให้เหลือแค่ห้องน้ำหญิงชายตามมาตรฐานทุกที และปล่อยให้เพศที่สามไปจัดการแก้ปัญหากันเอาเอง
สถานที่ที่มีห้องน้ำสำหรับเพศที่สามจึงหาแทบไม่ได้ เมื่อมีก็กลายเป็นเรื่องแปลกเช่นในโรงเรียนอาชีวะบางแห่ง ถึงกับรายการโทรทัศน์ต้องไปถ่ายทำ (แต่กลับลืมใส่สาระสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้)
บางเรื่องที่ไม่น่าเป็นปัญหาเช่นการเข้าพักโรงแรม ทำประกันชีวิต หรือเข้าเที่ยวตามสถานที่บันเทิงต่างๆ เพศที่สามก็ถูกจำกัดสิทธิด้วยเหตุผลสารพัด เช่น เรื่องความปลอดภัย(ของแขกคนอื่นๆ) เรื่องความเสี่ยง(ของการใช้ชีวิตของเพศที่สามเอง) เป็นเรื่องเป็นราวให้เพศที่สาม สี่ หรือห้า คนอื่นๆ ต้องออกมาประท้วงเป็นเรื่องเป็นราวก็หลายครั้ง เพราะเวลาเกิดอะไรเสียหายขึ้นมาก็มักถูกเหมารวมยกเข่ง
ล่าสุดที่เป็นข่าวฮือฮาคือการแยกหอพักนักศึกษาให้กับเพศที่สามโดยเฉพาะ เพราะเด็กกลุ่มนี้นับวันจะมีคนที่เปิดเผยตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ เด็กก็คงจะเหนื่อยที่ต้องเสแสร้งแสดงออกในเพศที่ตัวเองไม่ได้มีจิตใจจะเป็น แต่เมื่อแสดงออกก็ลำบากกับการใช้ชีวิตอีก จึงอยากให้มีพื้นที่สำหรับเพศที่สาม
ผลตอบรับก็คือสถานศึกษาหลายแห่งมีผู้บริหารที่เข้าใจและมีแนวคิดสำรวจปริมาณเพื่อหาแผนรองรับอื่นๆ ในทางรูปธรรม ขณะที่บางแห่งก็ยังปรับความเข้าใจเรื่องนี้ไม่ได้ ยังรู้สึกว่าจะเป็นการส่งเสริมความผิดปกติ เกิดการเลียนแบบ บางที่แม้แต่นักศึกษาชายใจเป็นหญิงจะแต่งชุดนักศึกษาหญิงก็ยังรับไม่ได้ แม้ว่านักศึกษาคนนั้นจะมีรูปลักษณ์เป็นหญิงอย่างสมบูรณ์ถึงขนาดประกวดมิสทิฟฟานี่ชนะเลิศมาแล้วก็ตามที
ใจหนึ่งก็สนับสนุนการเรียกร้องที่สมเหตุสมผลของเพศที่สาม ขณะเดียวกันก็เข้าใจพ่อกับแม่ที่กังวลและไม่อยากให้ลูกมีจิตใจผิดไปจากเพศที่เกิดมา คงเป็นเพราะว่าเห็นปัญหามากมายที่เกิดจากความไม่เท่าเทียมและสงสารกลัวลูกจะให้ชีวิตลำบากเมื่อโตขึ้นนั่นเอง.
พรรคประชาธิปัตย์ “นักกัด” ในระบอบประชาธิปไตย
เปิดโปงสันดานดัก ของพรรคเก่ากะโหลกกันให้มันถึงแก่น...พลาดไม่ได้เด็ดขาด!!!...
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมเขียนบทความที่ดูเหมือนว่าจะถูกอกถูกใจผู้คนเป็นจำนวนไม่น้อย เพราะได้รับโทรศัพท์จากแฟนๆ ดั้งเดิม หลายต่อหลายคนและหลายครั้งด้วย
บทความคราวที่แล้วชื่อ “ประชาธิปัตย์ พรรคอิเหนา...อิเหนาเป็นเอง”
ซึ่งผมได้วิพากษ์วิจารณ์พรรคการเมืองฝ่ายค้านดักดานว่า สมาชิกในพรรคนี้เป็นพวกที่มีพฤติกรรมใกล้เคียงกับสำนวนไทยที่พูดกันมานมนาน “ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง” คือ โจมตีต่อว่าต่อขานพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม หรือนักการเมืองอื่นที่ไม่ใช่พวกของตนไว้ว่าอย่างไร แต่คนในพรรคตัวกลับเป็นผู้กระทำภายหลังเสียเอง หรือเคยทำมาก่อนแล้ว แต่นำกลยุทธ์เดิมที่เคยทำ กลับมาใช้เป็นประโยชน์ซ้ำอีก โดยเอาประสบการณ์ที่ตัวเองเคยโดนมาก่อน เป็นอาวุธในการไล่ตะบันฝ่ายตรงข้าม
ทำนองชี้ชั่วของคนอื่น เพื่อทำให้ตัวเองเด่นขึ้นมาเท่านั้น!
จากนั้นผมก็ได้ลำดับเรื่องที่พรรคดักดานนี้ชอบโจมตีว่า คนอื่นพรรคอื่นซื้อเสียง ในที่สุดสมาชิกระดับผู้บริหารพรรค ถูกศาลฎีกาท่านลงโทษจำคุกฐานซื้อเสียง 1 ปี กลายเป็นพรรคการเมืองพรรคแรก และพรรคเดียวเท่านั้นในประเทศไทย ที่ถูกลงโทษในความผิดฐาน “ซื้อเสียง”
ดังนั้น ถ้าจะถามกันว่า “พรรคไหนกันแน่ ที่มีชื่อว่าเป็นพรรคซื้อเสียง?”
ท่านผู้อ่านคงตอบได้ถูกกันทุกคน!!
คนตัวใหญ่ในพรรคนี้ ชอบคุยโม้เอ็ดตะโรเสียงลั่นว่า ซื่อสัตย์ บริสุทธิ์ผ่องใสนัก แต่ก็มีเรื่องตรงข้ามกับที่พูดโผล่ออกมา เช่น การแจก สปก.4-01 ที่เขาให้แจกแก่เกษตรกรไม่มีที่ทำกิน แต่ดันเอาไปแจกให้เศรษฐี ที่เกี่ยวดองหนองยุ่งกับคนในพรรค ร้อนถึงโรงศาล
มีการต่อสู้กันหลายปีดีดัก แต่ในที่สุดเมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งทศวรรษ ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษา ให้เศรษฐีผู้ครอบครองคืนที่ดิน สปก. ให้กับรัฐ แต่ปรากฏว่าตัวจำเลยมีอันเป็นไปเสียก่อน คนที่อยู่ในที่ดินไม่ยอมออก นัยว่าต้องมีการขับไล่กันอีก
แม้พรรคนี้จะไม่ได้ขึ้นเป็นรัฐบาลใหญ่ แต่ก็ยังโชคดีที่ได้บริหารรัฐบาลเมืองหลวงคือ กทม. ซึ่งผมก็ลำดับเรื่องให้เห็นอีกว่า เป็นประวัติศาสตร์ครั้งแรกของ กทม. ที่ฝ่ายบริหารมีอันต้องหาคดีอาญา ในเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นมากมาย
มีเจ้าหน้าที่ของรัฐ ลองลำดับจำนวนคดีให้ผมดูแล้ว เขายืนยันว่า
ทั้งคดีใหญ่น้อย รวมทั้งคดีที่ต้องแตกลูกแตกหลานออกอีก นับดูแล้วน่าตกใจเพราะมีมากกว่าครึ่งร้อยคดี และผมจึงได้เตือนสตินายอภิรักษ์ ว่า
“โอกาสติดคุกของคุณ มีสูงมากนะ!”
น่าประหลาดที่ผมพูดไปวันเดียว วันรุ่งขึ้นมีการไปรับรถดับเพลิงเจ้าปัญหา ที่ทิ้งไปชำรุดทรุดโทรมเป็นปี เพื่อไปเก็บไว้ในโรงจอดที่อื่น แต่ก็ยังเป็นการเอาไปเก็บ ไม่ได้เอาไปใช้ และอ้อมแอ้มพูดว่า ไม่อยากเก็บไว้ที่ท่าเรือเพราะเสียค่าจอด
ฟังแล้วก็ขำ จะติดตะรางกันแล้ว...เพิ่งจะคิดกันได้!!
เรื่องสำคัญที่ผมเขียนอีกเรื่องหนึ่ง และเล่าให้ท่านผู้อ่านฟัง คือ กรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่สมาชิกพรรคเอามาเป็นประเด็นอภิปรายในสภา เพราะมีบุคคลในรัฐบาลปัจจุบัน ไปทำเรื่องทำให้ถูกกล่าวหา ตั้งแต่ก่อนที่ตัวเองจะเข้าร่วมรัฐบาลปัจจุบัน
ผมก็บอกว่า
สมาชิกพรรคฝ่ายค้านดักดานนี้ทำมาก่อน ไม่ได้กระทำด้วยการพูดเป็นภาษาอังกฤษ ที่ต้องมีผู้เชี่ยวชาญมานั่งแปล นั่งถกกัน แต่พรรคนี้ทำด้วยวิธีการตีพิมพ์ข้อความหมิ่นฯ ลงในสติ๊กเกอร์อย่างอุกอาจยิ่ง
ชาวบ้านเขาเห็นก็อดรนทนไม่ได้ ต้องเอามาแจ้งความกับตำรวจ ซึ่งพนักงานสอบสวนแถลงว่า
ข้อความนั้นหมิ่นชัดเจน จึงเรียกตัว คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช กับพวก มาแจ้งข้อหา และมีความเห็นสั่งฟ้อง แต่อัยการดัน สั่งไม่ฟ้อง บอกว่า
“ไม่มีเจตนา!!!”
มันเป็นเรื่องที่ค้างคาใจ สำหรับผู้คนจำนวนมากอยู่จนทุกวันนี้ มากเสียยิ่งกว่าตอน นายเสริมเกียรติ วรดิษฐ์ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญาใต้ ใช้อำนาจ “สั่งไม่ฟ้อง” คดีหมอวิสุทธิ์ฆ่าเมีย ซึ่งเป็นคุณหมอด้วยกันเสียด้วยซ้ำไป แต่คดีหมอยังดีที่พวกตำรวจอดรนทนไม่ได้ ต้องช่วยเหลือบิดาของคุณหมอผู้หญิง ในการเป็นโจทก์ฟ้องเองอย่างเต็มกำลัง
ที่ตลกมากคือ...
เมื่อศาลประทับรับฟ้อง คดีหมอฆ่าเมียไปเรียบร้อยแล้ว ทางฝ่ายอัยการถึงทำกระมิดกระเมี้ยน ไปขอเป็น “โจทก์ร่วม”
โถ!...ฝ่ายอัยการจะคิดอย่างไรนั้น ก็เป็นเรื่องของท่าน แต่เมื่อศาลฎีกาท่านได้พิพากษาให้ประหารชีวิตคุณหมอผู้ชาย สังคมลงความเห็นไปเรียบร้อยแล้วว่า
มันช่างเป็น “รอยด่าง” ของสถาบันอัยการอย่างยิ่ง
สำหรับคดีหมิ่นของคุณหญิงกัลยา แม้ไพร่ฟ้าที่จงรักภักดีจะไปยื่นเป็นโจทก์ฟ้องเองไม่ได้ก็ตาม แต่...
จะต้องมีการดำเนินกรรมวิธี “ตีแผ่เบื้องหลัง” คดีนี้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เอากันให้ถึงแก่นถึงแกนทีเดียว...คอยดูก็แล้วกัน!
ระยะเวลาใกล้เคียงกับที่ผมเขียนบทความ ที่ได้เล่าให้ท่านผู้อ่านฟังไปแล้ว ปรากฏว่า ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ผู้ที่เป็น “กูรู” ทางการเงินการคลัง ออกมาเขียนคอลัมน์ “คนเดินตรอก” ในหัวข้อ
“ประชาธิปัตย์ต้องการปฏิรูป”
ท่านยังบอกต่อไปอีกด้วยว่า พรรคนี้ต้องการ “การปฏิรูปอย่างรุนแรง” ที่คล้ายๆ กับผมอยู่หน่อยก็คือ อ.โกร่ง บอกว่า คงปฏิเสธกันไม่ได้ว่าพรรคเก่าแก่นี้...
“หลอกตนเองว่าพ่ายแพ้การเลือกตั้ง เพราะฝ่ายตรงกันข้ามซื้อเสียง แต่ ในกรณีที่ทหารและข้าราชการถูกสั่งให้มาช่วยอย่างเต็มที่ทั้งกำลังคน กำลังอำนาจ และกำลังเงินซื้อเสียงให้ แล้วยังแพ้อย่างยับเยิน ตนกลับไม่คำนึงถึง หลายคนบอกว่า แม้ฝ่ายตรงกันข้ามไม่ซื้อเสียงเลย ก็ยังชนะพรรคประชาธิปัตย์”
ท่านผู้อ่านลองมองย้อนกันไป จะเห็นด้วยกับ อ.วีรพงษ์ ได้ชัดว่า
ก่อนเลือกตั้งครั้งที่แล้ว จะมีความช่วยเหลือเกื้อกูลพรรคประชาธิปัตย์กันอย่างเต็มพิกัด จากทางแก๊งทหารผู้ยึดอำนาจ สถานีวิทยุและโทรทัศน์ต่างๆ ร่วมกันทำสงครามสื่อ ช่วยกันออกข่าวตั้งแต่ย่ำรุ่ง จนไปอุษาสางอีกวัน เปิดรายการสหสามัคคีบาทาไล่กระทืบพรรคฝ่ายตรงข้าม คือพรรคแกนนำรัฐบาลปัจจุบันอย่างเมามัน แต่พระเจ้าช่วยกล้วยทอดแล้วด้วย
ขนาดนั้นยังพ่ายแพ้ได้ถึงเพียงนี้ น่าอับอายนัก!
ฟังผมกันไว้ให้ดีๆ นะ
เที่ยวหน้าพรรคประชาธิปัตย์จะรักษาที่นั่งในสภาให้อยู่ในระดับหนึ่งร้อยเสียงได้ ก็นับว่าเป็นบุญแล้ว ไม่เชื่อก็ต้องดูกันไป!!
อีกสิ่งหนึ่งที่ผมเห็นด้วยกับแนวความคิดของ อ.โกร่ง ที่ท่านอุตส่าห์โยงโย่โยงโหยกออกมาบอกว่า
พรรคประชาธิปัตย์มุ่งล้มล้างรัฐบาลจนเกินไป อาจเป็นเพราะความสำเร็จของบรรพชนของพรรคในอดีต ที่ประสบความสำเร็จในการขับไล่รัฐบาลทหาร
ในความเห็นผมแล้ว ความสำเร็จที่ว่านั้นไม่ต้องเกิดจากการทำงานหนัก หรือการนำเสนอนโยบายที่ดี เพราะนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ ก็แทบจะก๊อปปี้ของพรรครัฐบาล ที่เคยบริหารได้ถูกอกถูกใจประชาชน มาเติมตรงหัวนิดต่อตรงหางหน่อยเข้าเท่านั้น แล้วออกมายืดอกบอกว่า
“นี่เป็นของของฉัน คิดเองทำเองจ้ะ” อะไรเทือกนั้น
คนเขามีสติปัญญา มองปราดเดียวก็รู้ว่า
“ลอกเขามาทั้งเพ”
ความสำเร็จที่หวังว่าจะได้มาจากการโจมตีรัฐบาลฝ่ายตรงข้าม บางทีกลับทำให้เสียคะแนนไปอย่างช่วยไม่ได้
ผมขอยกตัวอย่างให้ดูนิดหนึ่งก็ได้ ดังนี้
ผู้จัดการออนไลน์ 28 ธันวาคม 2547 จับเอาคำสัมภาษณ์ประธานพรรคประชาธิปัตย์ มาลงเป็นพาดหัวว่า “ชวน” กรีด 2 หมื่นล. เยียวยา "สึนามิ" เหมาะสมชดเชยละเลยใต้มา 4 ปี
แล้วโปรยข่าวต่อว่า...‘ชวน’ ชี้เป็นอำนาจรัฐเปิดประชุมวิสามัญเพื่อขออนุมัติงบช่วยผู้ประสบภัย “สึนามิ” กรณีพิเศษ ชดเชย 4 ปี ที่ละเลยคนใต้มานาน พร้อมกรีดซ้ำปัญหาไฟใต้ไม่คิดจะทำบ้าง-หรือ "แก้เผ็ด" ชาวบ้านที่ไม่เลือก ทรท. ครั้งที่แล้ว...
ดูปากสิ!
ที่ผมเห็นว่าตลกเอามากๆ ก็คือ เมื่อราษฎรเขากำลังเดือดร้อน แต่พรรคประชาธิปัตย์นอกจากไม่คิดจะทำอะไรให้เป็นประโยชน์กับชาวบ้านแล้ว ยังดันทะลึ่งเอ่ยปากกระแนะกระแหน
ตามสันดานประจำพรรค...เป็นอย่างนั้นไป!
ประชาชนที่เขาเดือดร้อน พอรู้เข้าก็ก่นด่าเข้าให้ ถึงรู้สึกตัวว่าพลาดไป จึงได้จัดทีมยุรยาตร ทำทีออกไปเยี่ยมเยียนราษฎร เนื่องจากกลัวเสียคะแนนในการเลือกตั้งที่ใกล้จะถึง
แต่ก็ไม่ทันการณ์...เสียแล้ว
การเลือกตั้งครั้งนั้น พรรครัฐบาลทักษิณไม่ต้องทำอะไรมากเลย แค่เกาะกระแสผลงาน “สึนามิ” เท่านั้น ก็ควบตูดโด่งเข้าป้าย ชนะในการเลือกตั้งแบบขาดลอย โดยมีพรรคดีแต่ปากของตามาร์ค ม.7 วิ่งกะเล่อกะล่ากระเซอะกระเซิง ตามดมตูดเขามาห่างๆ แต่ก็ไกลหลายป้ายรถเมล์นัก
จึงตกเป็น “ฝ่ายค้าน” อีกครั้งไปตามระเบียบ
นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่า
การเอาแต่โจมตีเขา ตามสันดานประจำพรรคนั้น ไม่ได้ประสบความสำเร็จอย่างในอดีตอีกแล้ว
ตัวอย่างที่เพิ่งเห็นกันสดๆ ร้อนๆ ก็คือ
การชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ตรงถนนราชดำเนิน เรื่องนี้ผมจะไม่ยกมาพูดเลย หากไม่มีผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ ทะลึ่งเข้าไปเป็นแกนนำกับเขาด้วย แม้ทางพรรคจะออกมาบอกว่า
เป็นเรื่องของตัวบุคคล แต่นั่นแหละครับ...
หลักฐานที่เขาเอามาเปิด ก็เห็นกันจะจะว่า พรรคดักดานนี้อยู่ทั้ง
เบื้องหน้า-เบื้องหลังของการชุมนุม เพราะทางการเขามีหลักฐานมั่นคงว่า
มีการว่าจ้างผู้คนเข้ากรุงเทพฯ ก็มีการถ่ายภาพเป็นหลักฐานกันเอาไว้ นำมาออกทางโทรทัศน์ด้วย แต่นั่นแหละครับ พรรคตามาร์คแกจะทำเองหรือไม่
จะต้องให้แจงกันอีกไหม?
การมีเหตุการณ์ที่ใกล้ถึง “จุดอันตราย” ในบ้านนี้เมืองนี้ พระมหากษัตริย์เจ้าชาวไทยจะเสด็จพระราชดำเนิน ในเส้นทางปกติคือ “ถนนราชดำเนิน” ก็ทรงกระทำไม่ได้แล้ว ต้องหลีกเลี่ยงทางไป เพราะสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นผู้นำการประท้วง กับพรรคพวกเขายึดครองอยู่ อย่างที่ผู้นำรัฐบาลท่านว่า เรื่องนี้...
ชาวไทยที่จงรักภักดี รู้สึกเจ็บปวด...เป็นอย่างยิ่ง!
เมื่อมีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ก็ลงใต้ไป จ.ยะลา ไม่รู้ว่าจะแสดงตัวให้เห็นว่า ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการชุมนุม แต่ที่สำคัญคือ ตัวเองก็ไม่เคยคิดที่จะช่วยบ้านเมือง ด้วยการคลี่คลายสถานการณ์ เพื่อความสงบเรียบร้อยของปวงชนโดยส่วนรวม
ค่ำวันเสาร์ที่ผ่านมา นายสนธิญาณ หนูแก้ว สื่อมวลชน นักจัดรายการวิทยุ ได้พูดคุยกับ นายรัฐกร อัสดรธีรยุทธ์ ที่คลื่น FM 101 ให้ความเห็นในทำนองที่ว่า
นายมาร์ค ม.7 น่าจะเรียกประชุมสมาชิกพรรค แล้วนำข้อเสนอไปให้ฝ่ายรัฐพิจารณา เพื่อนำความปกติสุขกลับมาในบ้านเมืองให้จงได้ แต่กลับไม่กระทำ!
เออ...จริงอย่างที่ตาสนธยาแกว่าแฮะ จะเกรงใจหรือกลัวสมาชิก ที่เข้าร่วมขบวนการแสดงบน “วิกมัฆวานรังสรรค์” หรือเปล่า? ก็ไม่รู้ซี
หลังจากนายสนธยา ได้ทักในเชิงตำหนิเข้าเท่านั้น นายอภิสิทธิ์ก็ง่อนแง่นโงนเงนลุกกลับขึ้นยืน ทำขึงขังเรียกประชุม ทำทีว่าจะหาทางออกให้บ้านเมืองขึ้นมาเชียว แต่ผู้คนเขารู้อยู่เต็มอกว่า
พรรคนี้มีส่วนร่วมในการก่อให้เกิดความไม่ปกติขึ้นในบ้านเมืองอย่างชัดเจน ชนิดแก้ตัวไม่ได้ เพียงเพื่อความมุ่งหมายเดิม อันสืบทอดมาจากคนรุ่นเก่าของพรรค นั่นคือ
“การมุ่งล้มล้างรัฐบาล” เท่านั้น
ท่านผู้อ่านที่เคารพครับ ผมอยากจะนำเรื่องที่น่าจะเป็นประโยชน์มาเล่าสู่เป็นข้อมูลให้ช่วยกันพิจารณาเปรียบเทียบ พฤติกรรมของพรรคฝ่ายค้านดักดานนี้เพิ่มเติมอีก ก็คือ
ระหว่างที่มีการรณรงค์หาเสียงสหรัฐอเมริกา ผมได้ติดตามข่าวสารมาตลอด ได้อ่านเรื่องราวของผู้ที่จะสมัคร รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ
ในส่วนของพรรคเดโมแครต มีข่าวว่า นายมารค์ วอร์นอร์ ผู้ว่าการรัฐเวอร์จิเนีย จะลงสมัครรับเลือกตั้งด้วย แต่เจ้าตัวปฏิเสธ เพราะอยากมีชีวิตครอบครัวที่เป็นปกติสุข แต่ในอนาคตเขาจะสมัครหรือไม่ ยังไม่แน่ ถึงตอนนี้ยังมีคนอเมริกันจำนวนมากอยากให้นายวอร์เนอร์สมัครเป็นรองประธานาธิบดี คู่กับ นายบารัค โอบามา ที่กำลังชิงชัยกับวุฒิสมาชิก ฮิลลารี คลินตัน อดีตสุภาพสตรีหมายเลข 1 ของสหรัฐอเมริกา
ไม่ได้มาคุยเรื่องของเขา แต่จะนำคำพูดของชายคนนี้ ที่ผู้คนรู้จักดี มาเล่าให้ท่านผู้อ่านฟัง เพราะเขาพูดเอาไว้โดนใจผมเต็มที่ เพราะเหมาะกับเหตุการณ์บ้านเมืองในบ้านเราเอามากๆ
มารค์ วอร์นอร์ พูดเอาไว้ว่า
“การเมืองเป็นกิจการเดียวที่ ‘การไม่ทำอะไรเลย’ นอกไปจากการกระทำให้อีกฝ่ายเสื่อมเสีย เป็นผลลัพธ์ที่ยอมรับกันได้”
(Politics is the only business where doing nothing other than making the other guy look bad is an acceptable outcome.)
ผมอยากเชิญชวนให้ท่านทั้งหลาย หันกลับไปมองพรรคการเมืองเจ้าปัญหา ที่ชักจะเป็น “ฝ่ายค้านดักดาน” เข้าไปทุกที เนื่องจากเป็นฝ่ายค้านมายาวนาน ถึง 3 สมัยซ้อน นั่นคือ
“พรรคประชาธิปัตย์”
ท่านผู้อ่านลองดูสิครับว่า
พฤติกรรมของพรรคนี้ มีอะไรที่คล้ายคลึงกับคำพูดของนักการเมืองสหรัฐคนนี้บ้างหรือไม่?
ก็เพราะความประพฤติของคนในพรรคประชาธิปัตย์เป็นอย่างนี้แหละครับ ผมจึงเห็นว่า
นอกจากไม่ส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยแล้ว ยังส่อไปในทางเป็นพวก “กัด” เซาะ บ่อนทำลายประชาธิปไตย อันเป็นระบอบการปกครองของชาติ ให้ต้องอ่อนแอลง หรืออาจเป็นเพราะว่า
เส้นทางเดินตามวิถีทางแห่งระบอบนี้ ไม่สามารถทำให้พรรคนี้บรรลุวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นรัฐบาลได้อีก เพราะไม่ว่าจะเป็นการพร่ำ ร่ำร้องเรียกหา
“นายกฯ ม.7”
ตลอดจนการเข้าไปมีส่วนร่วม โดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ในการจุดชนวน หรือเร่งปฏิกิริยาให้มีการปฏิวัติ ล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพียงเพื่อให้พรรคตัวเองมีโอกาสกลับเข้าไปบริหารชาติบ้านเมือง ตามความปรารถนาดานดัก ของคนในพรรคนี้เท่านั้น
ผมได้แต่หวังว่า
แม้สันดอนของสันดานพรรคนี้จะหยั่งรากลึกเพียงใด แต่ขอให้ท่านผู้อ่านเชื่อเถอะครับว่า จะต้องมีคนอย่างผมช่วยกันขุดขึ้นมาตีแผ่ ไม่เพียงแต่จะให้พรรคนี้พ่ายแบบ “แฮตทริก” คือ แพ้ติดต่อกันถึงสามครั้งสามคราเท่านั้น ยังพวกเราจะต้องขุดตีแผ่กันต่อไป เพื่อให้เกิดความมั่นใจเพิ่มขึ้นอีกด้วยว่า
เมื่อมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นเมื่อใด ประชาชนคนในชาติ จะช่วยกันออกเสียงตรงข้ามกับพรรค “นักกัด” ให้พ่ายแพ้ย่อยยับ...
ต้องตกเป็น “ฝ่ายค้านดักดาน” อยู่อย่างนี้ ทุกครั้งและทุกคราไป!!!
โดย...วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ประชาธิปไตยเพี้ยนๆ!
ไม่รู้ว่าครูบาอาจารย์ด้านรัฐศาสตร์ในบ้านนี้เมืองนี้ไปมุดหัวอยู่ที่ไหนกันหมด!
ปล่อยให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดนปู้ยี่ปู้ยำ ถูกม็อบกลางถนนเรียกร้องให้ทหารออกมาปฏิวัติรัฐประหาร
ซ้ำร้าย กลุ่มที่อ้างตัวว่าเป็นคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ก็ออกมาต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ที่ฝักใฝ่ประชาธิปไตยมาทั้งชีวิต ก็ขึ้นเวทีต่อต้านรัฐบาล ปกป้องรัฐธรรมนูญที่ได้มาจากการทำรัฐประหาร
ฝ่ายค้านแทนที่จะใช้ระบบรัฐสภาท้วงติงการทำงานของรัฐบาล แต่กลับส่งคนไปขึ้นเวทีด่าทออย่างเสียๆ หายๆ
สื่อมวลชนก็เพี้ยนกันไปหมด แทนที่จะเลือกอยู่ข้างประชาชนส่วนใหญ่ แต่กลับบอกว่าความถูกต้องไม่จำเป็นต้องเป็นกลางเสมอไป
ไม่รู้ว่าเป็นสื่อมวลชนประสาอะไร นำเสนอข่าวด้านเดียวบอกว่าเป็นความชอบธรรม!
ประเทศไทย ณ วันนี้ หลังรัฐประหาร แม้จะผ่านการเลือกตั้งมาแล้ว แต่รัฐบาลที่คนไทยส่วนใหญ่ไว้ใจ หวังมาแก้ไขความทุกข์ยากของพี่น้องประชาชน โดนกระหน่ำซ้ำเติมไม่มีชิ้นดี
มีทหารออกมาแสดงความคิดเห็นตรงกันข้ามกับรัฐบาล แถมยังเชียร์ให้มีการปฏิวัติ ส่งสัญญาณกำกวมให้สาธารณชนเข้าใจผิด
ต่างชาติเขาเห็นประชาธิปไตยเมืองไทยแล้ว ไม่เข้าใจว่าทำไมเมืองไทยผ่านการเลือกตั้งมาหลายครั้งหลายครา
แต่ก็ยังมีผู้หลักผู้ใหญ่ของประเทศนี้ไม่ยอมรับ แถมยังออกมาบอกว่าไม่มีความชอบธรรม ทั้งๆ ที่ผ่านการเลือกตั้งมาอย่างถูกต้อง
บางคนออกมาใส่ร้ายป้ายสี ดูถูกประชาชนว่า ประชาธิปไตยแบบ 4 วินาที!
ขอโทษนะครับ อย่าดูถูกประชาชน โดยเฉพาะชาวรากหญ้าที่คุณมักจะบอกว่า เขาโดนซื้อเสียงด้วยเงินเพียงไม่กี่ร้อยบาท
คุณบอกว่าพวกเขาโง่ ไม่มีการศึกษา เป็นคนต่างจังหวัด โดนล้างสมอง
แต่ในทางตรงกันข้าม ผมกลับมองว่า พวกเขาฉลาดขึ้น ไม่โง่เหมือนในอดีต มีรัฐบาลกระจอกๆ สร้างภาพให้ความหวังชาวบ้านแบบลมๆ แล้งๆ
ถามว่ามีนโยบายอะไรบ้างที่เห็นผลเป็นรูปธรรม ชีวิตเขาดีขึ้นจริงหรือเปล่า เคยย้อนกลับไปถามบ้างไหม
ขอร้องเถอะครับ อย่ากดหัวประชาชน อย่าทำให้เขาไม่มีการศึกษา อย่าทำให้พวกเขาโง่ตลอดไป เพื่อพวกคุณจะได้ปกครองเขาง่ายขึ้น
ยุคนี้ใช้ไม่ได้แล้ว เพราะเป็นยุคของโลกการสื่อสารไร้พรมแดน ชาวบ้านมีสิทธิที่จะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
ทางที่ดี ณ เวลานี้ ให้ระบอบประชาธิปไตยเป็นกลไกในการพัฒนาประเทศจะดีกว่า!
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีผู้ที่อ้างตัวว่ามีต้นทุนทางสังคมสูง ออกมาเสนอให้จัดตั้ง "รัฐบาลแห่งชาติ" โดยเอาอดีตนายกรัฐมนตรีมาหารือกัน
เช่น คุณอานันท์ ปันยารชุน คุณชวน หลีกภัย คุณบรรหาร ศิลปอาชา และ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่เป็นผู้อาวุโส เป็นผู้มีบารมี
มาพูดคุยกันเพื่อหาทางออกให้บ้านเมือง เพราะสังคมไทยขณะนี้ต้องการผู้ใหญ่เข้ามาช่วยแก้ปัญหา ถ้าทุกคนทำตัวเป็นผู้ใหญ่ และไปคุยกับฝ่ายต่างๆ ปัญหาก็จะแก้ได้
ฟังแล้วก็หงุดหงิด ไม่รู้ว่าเสนอแนวทางนี้มา ถามประชาชนบ้างหรือเปล่า?
ผมแนะนำว่าให้ลองถามประชาชนหน่อยก็ดี ว่าเขาต้องการหรือเปล่า เอาอดีตนายกฯ ที่แต่ละคนก็เพี้ยนๆ หลงๆ ลืมๆ แถมบางคนก็เชื่องช้าไม่ได้เรื่อง
อดีตนายกฯ พวกนี้ หลังจากพ้นตำแหน่ง ชาวบ้านเขาก็จุดประทัดไล่หลัง ไม่ต้องเจอะเจอกันอีก ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติไหน
จับใส่หม้อ มัดตราสัง ถ่วงน้ำไปให้หมด อย่าได้โผล่มาหลอกหลอนอีกเลย!
ลวดหนาม
คอลัมน์: สามเหลี่ยมดินแดง
* หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน ฉบับประจำ วันจันทร์ที่ 9 มิถุนายน 2551 จงรัก ภักดีราช รายงานตัวปฏิบัติหน้าที่เช่นเคย
* รุกได้ ถอยเป็น คือ รูปแบบที่แปลกตาของ สมัคร สุนทรเวช ในฐานะนายกรัฐมนตรี ที่พลันตั้งหลักได้ ม็อบพันธมิตรฯ ภายใต้การนำของ สนธิ – จำลอง ก็ตกอยู่ในวงล้อมของประชาชนผู้เดือดร้อนแสนสาหัส ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ทุกกลุ่ม ทุกสาขาอาชีพ ที่ต้องอาศัยถนนราชดำเนินเป็นเส้นทางสัญจร ทั้งเพื่อการศึกษา และเพื่อทำมาหากินหาเลี้ยงชีวิตของตนเอง
* ผู้คนเดือดร้อนเป็นหมื่นเป็นแสน สนธิ – จำลอง ไม่เพียงไม่สำนึกกับการกระทำของตนเอง หากแต่ยังชี้หน้าด่ากราดทุกคน ทุกกลุ่ม ที่มีเจตนาร้ายต่อพันธมิตรฯ ว่าเป็นเครื่องมือของรัฐบาลมาดิสเครดิต 5 แกนนำ คนแบบนี้น่ะหรือที่ประกาศปาวๆ ทุกคืนว่า เป็นผู้เสียสละเพื่อประเทศชาติ ความเป็นจริงคือ เป็นผู้เรียกร้องให้ทุกคนในชาติ เสียสละความสุข เพื่อประโยชน์และบำบัดความใคร่ทางการเมืองของกลุ่มตนทั้ง 5 คนต่างหาก
* เด็กนักเรียนยกมือไหว้ขอร้อง ขอถนนคืน จะเดินทางไปโรงเรียน ยังสำแดงตอบด้วยอำมหิต “อยากเรียน ก็ต้องเดินไป ไม่มีรถผ่าน” เหตุผล ไม่เปิดถนน ไม่คืนเส้นทางให้เด็กนักเรียน เพราะ กลัว 5 แกนนำไม่ปลอดภัย แต่ไม่เคยพูดถึงความปลอดภัยของเด็กนักเรียน ที่ต้องเดินเท้า ท่ามกลาง มนุษย์พันธุ์หมาบ้าที่เดินตาขวางอยู่เต็มถนนราชดำเนิน
* พ่อค้าแม่ขายทำมาหากินไม่ได้ นักท่องเที่ยวหดหาย จนต้องเอาผลไม้เน่าเสีย เพราะขายไม่ออก มาเททิ้งให้เห็นจ ะจะกะตาว่าได้รับความเสียหายอย่างไร กลับถูก 5 แกนนำใจอำมหิต กล่าวหาว่าเป็นนักแสดงจัดฉากมาทำลายขบวนการพันธมิตรฯ ก็คิดกันแบบนี้ จึงกำหนดยุทธศาสตร์ลอยแพตัวเอง เพื่อรอวันพ่ายแพ้ โดยไม่มีมวลชนเข้าร่วมด้วย เหมือนเมื่อครั้งก่อน
* เสียทีมี นักยุทธศาสตร์ปลุกระดมมวลชนอยู่เต็มบ้านพระอาทิตย์ เรื่องง่ายๆ แค่นี้คิดไม่ออก ต้องการมวลชนเข้าร่วม แต่กลับทำให้มวลชนเดือดร้อนไปทั่วทุกหัวระแหง จนเป็นที่รังเกียจของคนทั้งบ้านทั้งเมือง แล้วจะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนไปต่อกร ต่อสู้กับฝ่ายตรงข้าม ยิ่งชุมนุม ยิ่งโวยวาย ยิ่งดิ้นรน กระเสือกกระสน วิ่งวนไปโน่นไปนี่ ก็ยิ่งเหมือนหมาบ้า เข้าทุกวัน
* ถึงจะอยู่กันคนละข้าง แต่ก็เตือนกันด้วยหวังดี ในฐานะคนไทยด้วยกัน “เลิกฝัน แล้วหันหน้าเข้าหาความจริง” วันนี้ เกมปลุกระดมมวลชนร่วมไล่รัฐบาลทำท่าจะลำบากเสียแล้ว แต่จะมีมวลชนเรือนหมื่นเรือนแสนร่วมไล่ม็อบพันธมิตรฯ เร็วๆ นี้ หากยังไม่สลายตัวเอง ระวังจะตายคาตีนกองทัพประชาชน ทั้ง 5 แกนนำ นั่นแหละ
* ครั้งไล่ ทักษิณ ชินวัตร ก็ใส่เสื้อสีเหลือง ประกาศก้องว่า “เราจะสู้เพื่อในหลวง” ผลลงเอยคือ ศาลพิพากษาว่า สนธิ ลิ้มทองกุล แอบอ้างและใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือทางการเมือง สร้างความแตกแยกให้แก่คนในชาติ เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของประเทศ มาครั้งนี้ ไล่ สมัคร สุนทรเวช สนธิ คนเดิมเจ้าเก่า ผูกผ้าพันคอสีฟ้าขึ้นเวที อ้างว่าได้รับพระราชทานมา ต้องจับตาดูกันต่อไปว่า บทสุดท้ายจะลงเอยอย่างไร
* เห็นด้วยกับ สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ เพื่อทำความจริงให้ปรากฏ เพื่อความกระจ่างแจ้งแก่หัวใจคนไทยทั้งชาติ จึงสมควรทำหนังสือถึงสำนักราชเลขาธิการ ถึงกรณีที่ สนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวอ้างว่าได้รับพระราชทานผ้าพันคอสีฟ้ามา จริงหรือไม่ และ การนำมาใช้บนเวทีขับไล่รัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีความถูกต้องตามวัตถุประสงค์หรือไม่
* จงรัก ภักดีราช ขอแสดงความชื่นชมนิยมยินดีกับท่าทีของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ที่ประกาศจุดยืนกองทัพ จะยึดมั่นในแนวทางของกฎหมาย และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พร้อมจะยืนเคียงข้างประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ
* คิดเป็นอื่นไปไม่ได้ นัยของการยืนเคียงข้างประชาชนเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ ก็คือ การยืนอยู่ข้างรัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ มิใช่ยืนอยู่ใต้อิทธิพลคำสั่งของจอมบงการล้มล้างรัฐบาลเลือกตั้ง และยอมตนเป็นเครื่องมือของม็อบพันธมิตรฯ ดังเช่นที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เคยปฏิบัติ และนำมาซึ่งความเสื่อมเสียอย่างใหญ่หลวงต่อกองทัพ ในสายตาประชาชน
* ที่น่าประหลาดก็คือ ในขณะที่ผู้นำกองทัพยอมรับแนวทางของกฎหมายและระบบรัฐสภา การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง แต่ พรรคการเมืองเก่าแก่พรรคหนึ่ง กลับหันหลังให้ระบบรัฐสภา หันหน้าเข้าหาเวทีพันธมิตรฯ สนับสนุนสมาชิกและประชาชนละเมิดกฎหมาย หวังใช้ความตาย เลือดเนื้อ และชีวิตของประชาชน เป็นบันไดสู่อำนาจแก่ตนเอง
* ดีนะที่รายการ ขำกลิ้งลิงกับหมา จบไปก่อน ไม่อย่างนั้น ได้เจอคู่แข่งที่เรียกเสียงฮาได้ไม่แพ้กัน ก็รายการ ฮากลิ้ง คตส. กับ คมช. นั่นเอง พอถึงเวลาจวนตัว ระยะสุดท้าย ก่อนอำนาจเถื่อนจะหลุดมือ ต่างคนต่าง วิ่งหนีเวรกรรมที่ไล่ตามทันถึงตัว กันหน้าเลิ่กลั่ก ร้องแรกแหกกระเชอให้ช่วยลั่นบ้านลั่นเมือง ก็แบบนี้ละหนา เคยได้ยินไหม “ทีเอ็งข้าไม่ว่า ทีข้าเอ็งอย่าโวย”
* ขอให้พูดจริงทำจริงสักทีเถอะ จะได้ดู 11 ยอดฝีมือรับใช้มาร ติดคุกตอนแก่ เป็นบุญตา ได้แต่ภาวนาให้ สัก กอแสงเรือง อย่ากลับคำ กลืนน้ำลายตัวเอง ที่บอกว่า หากถูกออกหมายจับ จะไม่ขอประกันตัว แล้วก็อยากจะรู้ว่า ทนายความคนใดจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือ พวกรับใช้กฎหมู่ ไม่เชิดชูกฎหมาย
* จำได้ไหม เมื่อครั้ง ตำรวจยุค เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส จับ มานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ อดีตอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา และผู้พิพากษาหัวหน้าคณะศาลฎีกา เข้าคุก ไม่ให้ประกัน ข้อหาไม่ไปรายงานตัวกับตำรวจตามหมายเรียก เสียงจากฝั่งพันธมิตรฯ ชื่นชมตำรวจเข้มแข็ง ปฏิบัติหน้าที่ดีเยี่ยม แต่ครั้น ตำรวจยุค พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ออกหมายจับ สุนัย มโนมัยอุดม กลับกล่าวหาลุแก่อำนาจ ปฏิบัติหน้าที่ไม่เหมาะสม
* ก็ถ้า มานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ ยังต้องเข้าไปใช้ชีวิตในคุก เพราะถูกออกหมายจับ ได้ แล้ว สุนัย มโนมัยอุดม จะมีสิทธิพิเศษเหนือกว่าได้อย่างไร ในเมื่อพฤติกรรมเหมือนกัน อยู่ใต้กฎหมายฉบับเดียวกัน และอยู่ในราชอาณาจักรไทยเหมือนกัน อย่ามาอ้างเป็นอดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา ต้องได้รับสิทธิพิเศษ ตรงกันข้าม ควรจะต้องรับโทษมากเป็นพิเศษ ต่างหาก เพราะรู้กฎหมายดีอยู่แล้ว ยังบังอาจละเมิดและฝ่าฝืน
* สืบข่าวมาขายประสา จงรัก ภักดีราช หลัง สมัคร สุนทรเวช เข้าเฝ้าฯ ถวายรายงาน เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สถานการณ์ที่ระอุคุกรุ่นในกองทัพมานานนับเดือน ก็พลันยุติ เหมือน ฝนทิพย์เทใส่กองไฟที่ยังไม่มอดเชื้อ และปรากฏการณ์หลังจากนั้น ผู้นำกองทัพทุกคนก็พูดเป็นเสียงเดียวกัน การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง ทหารไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการเมือง แต่มีหน้าที่ปฏิบัติงานตามคำสั่งของรัฐบาล ตามกฎหมาย เท่านั้น
สวัสดีวันจันทร์
นึกอิจฉาประเทศที่เขาพัฒนาแล้ว หรืออีกนัยหนึ่งประเทศที่เขาเป็นประชาธิปไตย แม้จะต้องปากกัดตีนถีบสู้กับภาวะเศรษฐกิจอย่างไร ก็ยังมีเวลาให้กับการสนุกสนาน อย่างเป็นมหกรรมเช่น ฟุตบอลยูโร 2008 นี้เป็นต้น
ประเทศไทยของเรา จะเอาดีทางการปกครองก็ไม่ได้ จะเอาดีทางเศรษฐกิจยิ่งแล้วใหญ่ เพราะคนไทยยังมีความสับสนกับวิถีชีวิต ไม่รู้จะเอาอย่างไรกันแน่ ในที่สุดก็เลือกการยืมจมูกคนอื่นเขาหายใจพอประทังชีวิตไปก่อนวันๆหนึ่ง
อันที่จริง เดือนนี้เป็นเดือนมิถุนายน เป็นเดือนที่คนไทยน่าจะให้ความสำคัญเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ อันเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศ ซึ่งเกิดขึ้นในวันที่ 24 มิถุนายน 2475
แต่เหลียวซ้าย แลขวา แล้วยังไม่เห็นความเคลื่อนไหวใดๆจากสถาบันการศึกษา หรือสถาบันอะไรต่างๆที่มีอยู่มากมาย ว่าจะได้มีการเคลื่อนไหวทำกิจกรรมส่งเสริมความรู้ สร้างสติปัญญาให้กับประชากรของชาติกันอย่างไรบ้าง
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้นได้สูญเสียจิตวิญญาณไปแล้ว ตั้งแต่ 19 กันยายน 2549 จึงไม่ต้องพูดถึงกันอีก
รัฐสภา และรัฐบาลนั้นเองก็ดูเหมือนจะตกอยู่ในสภาพของนกที่บินอยู่บนฟ้า แต่ย่อมมองไม่เห็นฟ้า หรือปลาที่ว่ายอยู่ในน้ำ ย่อมมองไม่เห็นน้ำ
จะพึ่งพาอะไรกันได้เล่า!
ถ้าจะต้องขอบอกขอบใจใครสักกลุ่มสองกลุ่ม ในวันนี้ข้าพเจ้าต้องขอขอบใจ กลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ปักหลักชุมนุมกันอยู่อย่างเหนียวแน่น ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์บนถนนราชดำเนิน
แกนนำของคนกลุ่มนี้ ประกอบด้วยใคร มีประวัติความเป็นมาอย่างไร และมีแรงจูงใจลึกๆ ให้ต้องมาชุมนุมกันเพื่ออะไรเห็นจะไม่สำคัญ เพราะชื่อกลุ่มก็ตั้งหลอกลวงลูกค้าไว้อย่างที่รู้กันแล้วเป็นอย่างดี
ความสำคัญอยู่ที่ว่า เขามาชุมนุมทางการเมืองกันตรงกับเดือนมิถุนายน อันเป็นเดือนสำคัญ และดูเหมือนเขาจะชุมนุมกันตลอดเดือนเป็นมหกรรมเลยทีเดียว
เฉพาะอย่างยิ่ง การชุมนุมครั้งนี้ได้รับการตอบรับอย่างเกรียวกราวจากหน้าข่าวและบทความของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ รวมตลอดทั้งสถานีวิทยุและโทรทัศน์ นับว่าการชุมนุมครั้งนี้เป็นอาหารอันโอชะของสื่อกระแสหลัก และกระแสรอง ในการที่จะได้ร่วมกันทึ้ง ร่วมกันแทะ ร่วมกันฉีกกระชากอย่างเมามัน ประหนึ่งฝูงอีแร้งลงกินซากสุนัขเน่านั่นเชียว
ข้าพเจ้าถือโอกาสยึดเอา มหกรรมการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยบนสะพานมัฆวานฯ ครั้งนี้ เป็นมหกรรมรำลึกถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 เสียเลย เพราะถ้าหากไม่มีพวกเขา ไหนเลยจะมีมหกรรม และหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่ว่านั้นแล้ว ไหนเลยจะมีการชุมนุมแบบนี้บนถนนราชดำเนินได้
เมื่อพูดถึงเหตุการณ์ 24 มิถุนายน 2475 เราคงจะละเลยไม่พูดถึงพระยาพหลพลพยุหเสนา กับ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญสูงสุดของฝ่ายทหาร และฝ่ายพลเรือน ควบคู่กันมิได้
พระยาพหลฯ นั้นเป็นเชษฐบุรุษผู้สัตย์ซื่อควรแก่การเคารพนับถือได้อย่างแท้จริง แม้จะได้รับการยอมรับและยกย่องจากคณะราษฎรให้เป็นหัวหน้า ครั้นทำการยึดอำนาจสำเร็จแล้ว มีรัฐธรรมนูญชั่วคราวและมีผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญนั้น 70 คน ท่านก็ปฏิเสธที่จะรับตำแหน่ง โดยบอกว่า
“ไม่มีความปรารถนาในข้อนี้มาแต่ไรๆ เลย หวังเพียงจะถางทางเพื่อประโยชน์ของราษฎรทั้ง 12 ล้านเท่านั้น”
สำหรับหลวงประดิษฐ์มนูธรรม หรือ ดร.ปรีดี พนมยงค์ นั้นเล่า ตามประวัติบอกว่ามีความขัดแย้งกับ อำมาตยา ตั้งแต่ยังเรียนอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส โดยที่เอกอัครราชทูตไทยในขณะนั้นคือ พระองค์เจ้าประยูรศักดิ์ฯ ได้โทรเลขรายงานเข้ามายังกรุงเทพฯ กราบทูลพระปกเกล้าฯ ให้เรียกตัวนายปรีดี กลับประเทศไทย ในข้อหาว่า “---ปรีดีเป็นหัวหน้าชักชวนนักเรียนก่อการขัดคำสั่งทูตเป็นหัวหน้าสหบาล (Syndicate) นักเรียนไทย เป็นคนฝักใฝ่ในประชาธิปไตย เห็นจะเป็นภัยต่อราชบัลลังก์---”
แต่ ดร.ปรีดี ที่ราชทูตประเมินว่ามีทัศนคติอันตราย นี้เอง กลับได้ข้อสรุปตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษาว่า หากเปลี่ยนแปลงการปกครองสำเร็จ ทางเลือกของเขาคือ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งเราท่านต่างก็ได้เห็นในภายหลังว่า เขาทำตามนั้นจริงๆ และคงจะไม่มีใครในปัจจุบันนี้หากว่ามีสติดี จะตำหนิการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ 24 มิถุนายน 2475 ได้
เท่าที่ยกมานี้ เป็นเพียงเศษเล็กเศษน้อยของหน้าประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ ที่ทำให้เมืองไทยเดินทางมาในทิศทางที่เรียกได้ว่า ไม่ผิด โดยมีเอกสารเปิดเผยสนับสนุนมากมายก่ายกอง
เพียงแต่ว่าผู้คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะได้ศึกษาประวัติศาสตร์เลยไม่สามารถวิเคราะห์เหตุการณ์ให้ตรงกับความเป็นจริง แล้วก็เลยสะเปะสะปะหลงทิศหลงทางไปตามการปลุกระดมของคนที่ล้วนมีผลประโยชน์ส่วนตัวแอบแฝง
นับตั้งแต่ 24 มิถุนายน 2475 เป็นต้นมา คือนับตั้งแต่ประเทศเราได้สถาปนาระบอบการปกครองแบบใหม่ขึ้นมาแล้วคนไทยไม่เคยมีปัญหาขัดแย้งกับสถาบันกษัตริย์ และสถาบันกษัตริย์ที่เคยง่อนแง่นอยู่ตั้งแต่ปลายสมัยรัชกาลที่ 6 ก็กลับมีเสถียรภาพมั่นคงแข็งแรงขึ้นในระบอบประชาธิปไตย(มีเกร็ดประวัติศาสตร์ เล่าว่าคณะเจ้ากลุ่มหนึ่งคบคิดกันที่จะโค่นราชบัลลังก์ของพระมงกุฎเกล้าฯอยู่แล้ว แต่เสด็จสวรรคตเสียก่อน)
ความขัดแย้งส่วนใหญ่เกิดจากส่วนประกอบที่แวดล้อมสถาบันอยู่ ดังที่เคยเกิดในสมัยก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองซึ่งก็ได้แก่เหล่า อมาตยา ที่ปรารถนาอำนาจโดยปราศจากฐานประชาชนรองรับนั่นเอง
วันนี้เหตุการณ์บ้านเมืองก็คล้ายๆวันเก่าๆที่เราเดินผ่านมาแล้ว 76 ปี ข้าพเจ้าหวังว่า ประเทศไทยจะไม่โชคร้ายถึงขนาดที่จะต้องกลับไปนับหนึ่งกันใหม่ไกลถึงเพียงนั้น เพราะวิทยาศาสตร์สังคมบอกเราว่า พระราชาธิบดีในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แม้จะทรงทศพิธราชธรรม และจักรวรรดิวัตร เพียงใดก็ย่อมไม่สามารถแก้ไขปัญหาอันสลับซับซ้อนของราษฎรให้สำเร็จลุล่วงได้
ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคนไทยก็คือระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งคณะราษฎรได้ร่วมกับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯสถาปนาไว้นั่นเอง
ว่าแต่ว่า พรุ่งนี้เป็นวันอังคาร สเปนเตะกับรัสเซีย คุณถือหางข้างไหนล่ะ?
วีระ มุสิกพงศ์

จาก “เชื่อมั่น” สู่ “ทำลาย” ระบบรัฐสภา
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัส แก่ คู่กรณีทั้งสองคน เปรียบเสมือนฝนหลวงที่โปรยปรายลงมาเพื่อดับไฟกลางเมืองลงไป
พรรคประชาธิปัตย์ขึ้นคัตเอาต์ไปทั่วบ้านทั่วเมือง โดยมีรูป นายหัวชวน หลีกภัย พร้อมๆ กับข้อความ “ผมเชื่อมั่นระบบรัฐสภา” ในเขต กทม. ทำให้ได้รับเลือกตั้งเข้ามามากมาย
คล้อยหลังมาจนถึงวันนี้ เป็นเวลากว่า 10 ปี
พรรคประชาธิปัตย์ กลับส่ง ส.ส. ของพรรค กรรมการบริหารพรรค ขึ้นเวทีกลางท้องถนน!!! มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมที่ว่า “เชื่อมั่นในระบบรัฐสภา” จึงกลายเป็น “ไม่! เชื่อมั่นในระบบรัฐสภา”
ความคิดในการ “ไม่! เชื่อมั่นในระบบรัฐสภา” มีมาตั้งแต่ปี 2549 ที่มีการ บอยคอต ไม่ร่วมเลือกตั้ง เนื่องเพราะรู้ว่า หากลงเลือกตั้งไปก็จะแพ้ จะเจ๊ง ใช่หรือไม่ คนทั่วบ้านทั่วเมืองเขารู้กันดี
ความคิดในการ “ไม่! เชื่อมั่นในระบบรัฐสภา” มีมาตั้งแต่ปี 2549 ในการปราศรัยกลางท้องสนามหลวง ในการเสนอแนวทาง “นายกรัฐมนตรีพระราชทาน ตามมาตรา 7” ใช่หรือไม่ คนทั่วบ้านทั่วเมืองเขารู้กันดี
ความคิดในการ “ไม่! เชื่อมั่นในระบบรัฐสภา” มีมาตั้งแต่ปี 2549 ในการ ไม่ต่อต้านการปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 แถมให้ท้าย ส่งเสริม จนทำให้คนส่วนหนึ่งคิดว่าเป็นกองอำนวยการโฆษกของคณะปฏิวัติรัฐประหารไปเสียฉิบ ใช่ไม่ใช่
การเปลี่ยน หัวหน้าพรรค ที่ว่ากันว่าเป็น คนหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง ทำให้นโยบายพรรคเปลี่ยนแปลงไป เปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือได้ขนาดนี้เชียวหรือ เป็นคำถามตัวโตในสังคมไทยขณะนี้
วุฒิภาวะ ในการคุมพรรคมีมากน้อยขนาดไหน ขึ้นมาได้ด้วยสภาพแห่งการแตกแยกในพรรค ทศวรรษใหม่ และ ผลัดใบ เหตุการณ์ไม่ซ้ำรอย หากหวังจะสร้างความขัดแย้ง แตกแยก ภายในชาติ เพื่อจะขึ้นเป็นใหญ่เหมือนเหตุการณ์ในพรรค
อุดมการณ์ ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีมายาวนานตามที่บอกกับพี่น้องประชาชน ยังยึดมั่นกันอยู่หรือไม่ จากพรรคที่เคยอวดอ้างสรรพคุณว่าส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตย วันนี้ยังพูดได้เต็มปากกันดีอยู่หรืออย่างไร
ทุนสะสมของพรรคประชาธิปัตย์ ที่สร้างสมมาในอดีต กำลังหมด หด ลงไปเรื่อยๆ เพราะ ถูกใช้อย่างฟุ่มเฟือย และ ไร้คุณค่าเชิงประชาธิปไตย ซ้ำร้ายยังถลำลึกเข้าไปเรื่อยๆ
เลิกฝันลมๆ แล้งๆ ได้แล้ว การเมืองวันนี้ ไม่มีทางลัด หวังจะ ลงทุนนิดๆ หน่อยๆ จ้างวาน “จิ๊กกี๋” และ “จิ๊กโก๋” คุมซอย มาหาเรื่อง เพื่อหวัง “ล้มกระดาน” แล้วให้มีการเลือกตั้งใหม่ เหมือนครั้งที่ผ่านมา
หากหมดปัญญาที่จะเล่นตามกติกา วิถีทางประชาธิปไตย หากไม่ลาออก น่าจะเปลี่ยนเป็นคนที่มีทัศนคติที่ดีต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่ดีกว่าหรือ หรือไม่ก็ยุบพรรคไปเสียดีกว่า จากพรรคที่ประกาศว่า เชื่อมั่นในระบบรัฐสภา กลายเป็นพรรคที่ถูกตั้งคำถามว่า ทำลายระบบรัฐสภา หรือไม่?
อ้อ...หรือเฉพาะในปี พ.ศ.2535 เท่านั้น ที่ “เชื่อมั่นระบบรัฐสภา” ตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 จนถึงปัจจุบัน หันไป “เชื่อมั่นระบบม็อบข้างถนน” ไปเสียแล้ว