WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, June 10, 2008

ยิ่งนานยิ่งแตกแยก

การชุมนุมประท้วงของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ยืดเยื้อและไม่มีท่าทีว่าจะยุติลงเมื่อไหร่ กำลังจะกลายเป็นชนวนแตกแยกของสังคม ที่ต้องเลือกข้าง วิกฤติการเมืองที่ผ่านมาจะเห็นว่าสังคมไทยแตกแยกร้าวลึกไปจนถึงสถาบันครอบครัว กลายเป็นลัทธิทักษิณ หรือลัทธิสนธิ ซึ่งในขณะนั้นเชื่อกันว่า เมื่อวิกฤติคลี่คลายเมื่อไหร่ เวลา จะทำให้ทุกอย่างประสานกลับมาเหมือนเดิม

แต่ปรากฏว่าสังคมวันนี้กำลังถูกตอกลิ่มแผลที่กำลัง จะแห้ง

อย่าทำเป็นเล่นไป การปลุกปั่นให้เกิดความเชื่อ ความเคียด แค้นชิงชัง ขึ้นในสังคมคนหมู่มาก โดยเฉพาะที่เป็นประเด็นทางการเมืองขยายความไปจนถึงการปกครองบ้านเมือง จะย้อนยุคไปเมื่อครั้งที่ประเทศไทยยังต้องเผชิญหน้ากับ ลัทธิคอมมิวนิสต์ แบ่งคนเมืองกับคนชนบท ผลักไสให้พวกหัวรุนแรงที่ทนรับกับผู้ปกครองไม่ได้ต้องหนีเข้าป่า

โค่นล้มอำนาจรัฐ

ยิ่งมีการบิดเบือนข้อเท็จจริงมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งยากที่จะควบคุม ยิ่งนำออกนอกกติกาเท่าไหร่ ก็ยิ่งอันตราย ผมยกตัวอย่างง่ายๆ คำว่าเสียงข้างมากเสียงข้างน้อย ในระบอบประชาธิปไตยก็ถูกนำมาปะปนกับความหมายของประชาธิปไตยและเผด็จการ

กลายเป็นเผด็จการเสียงข้างมากไปฉิบ

แล้วสุดท้ายจะยึดอะไรเป็นหลัก กฎหมู่หรือกฎหมาย การใช้กำลังหมู่มากเข้ากดดันเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใดอย่างหนึ่ง กับความหมายของธรรมะและอธรรม ยังทำให้เกิดความสับสนในสังคม

ในต่างประเทศ อะไรก็ตามที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย ไม่เป็นไปตามกฎกติกาของสังคม จะต้องมีการดำเนินการอย่างเด็ดขาด เพื่อรักษากฎกติกาของสังคมเอาไว้ ไม่เช่นนั้นก็จะมีการละเมิดกฎกติกาจนเกิดความไม่สงบสุขขึ้นในสังคม

กลุ่มคนที่สู้รบกันอยู่ตอนนี้ ล้วนมาจากแขนงเดียวกัน ย่อมรู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร รู้ว่าผลของการกระทำนั้นจะออกมาเป็นอย่างไร การเปลี่ยนแปลงในระบอบประชาธิปไตยที่บริสุทธิ์ไม่ทำให้เกิด มลภาวะในสังคม แต่ถ้านำสิ่งอื่นปลอมปนเข้าไป มลภาวะเป็นพิษก็จะตกอยู่ในสังคมไปยาวนาน

กลายเป็นสังคมแห่งความขัดแย้งและแตกแยก

ความคิดที่ถูกฝังหัว นานเข้าจะกลายเป็นลัทธิและถ้าสังคมไทยยังแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายเป็นลัทธิ ผู้คนในสังคมจะอยู่กันด้วยความหวาดระแวง ไม่ใช่สังคมแห่งการพัฒนา ไม่ใช่สังคมสร้างสรรค์

แต่เป็นสังคมแห่งการทำลายล้าง.

หมัดเหล็ก


เมื่อคนพูดชื่อ 'อภิสิทธิ์'

ยิ้มเจื่อนไปเลย

สังเกตหน้าตาของนายจุลยุทธ หิรัณยะวสิต ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ช่วงที่เจอรายการนอกสคริปของ “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ระหว่างเป็นประธานเปิดงานรวมพลคนสายด่วนเพื่อสังคม ของสำนักนายกฯ

ไม่ได้แค่กล่าวเปิดงาน ตัดริบบิ้นแล้วจบ

แต่ “ลุงหมัก” สวมบทแทนสำนักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ไล่เช็กงบประมาณโครงการที่สูงเกินความจำเป็น ตั้งแง่สงสัยค่าจัดจ้างประชาสัมพันธ์ ค่าจ้างพิธีกร ไปยันค่าขนมแจกแขกร่วมงาน

กางโผไล่เบี้ยกันละเอียดยิบ

เจอมุกนี้เข้าไป เจ้าภาพสะดุ้งตามๆกัน

แต่ในมุมของ “ลุงหมัก” งานนี้ถือว่าเป็นช็อตเริ่มต้นของการเล่นบทตั้งใจ มีสมาธิกับการใส่ใจในรายละเอียดผลประโยชน์ของบ้านเมือง

หลังจากจั่วหัวนำร่องในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” สั่งการบ้านให้รัฐมนตรีตีปี๊บ ผลงานแต่ละกระทรวงผ่านรายการข่าวของกรมประชาสัมพันธ์

โชว์ภาพรัฐบาลตั้งหน้าตั้งตาทำงาน

เบี่ยงกระแส ยื้อกับเกมกดดันของม็อบพันธมิตรฯ

ขนาดที่ว่า แม่ค้าขายขนมตลาดบางลำพูแสดงตัวแสดงตนเป็นแนวร่วมรัฐบาล ด่าม็อบพันธมิตรฯให้ฟังดังๆกลางตลาด “ลุงหมัก” ยังโบกมือบอกให้หยุดด่า

เดินหนีเอาซะดื้อๆ

“สมัคร” เดินยุทธศาสตร์ตามทฤษฎี “ไม่รู้ ไม่เห็น ไม่ได้ยิน” ปล่อยให้ม็อบเหนื่อย แนวร่วมหดหาย หมดแรงไปเอง

และก็เป็นอะไรที่ได้ผลทันตา

พอ “ลุงหมัก” หยุดแกว่งปากแขวะฝ่ายตรงข้าม สะกดอารมณ์นิ่งได้ ก็เป็นฝ่ายของ “มหาจำลอง” พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำม็อบพันธมิตรฯ ถึงกับบ่นเสียดายที่ “ลุงหมัก” พูดถึงเวทีม็อบน้อยไป

หาเหตุยั่วไม่ขึ้น

ม็อบเลยต้องปรับเกมกันขนานใหญ่ จากมุกดาวกระจายที่ฝืดไป ไม่ค่อยมีคนสนใจ รัฐบาลไม่บ้าจี้เต้นตาม

หันมางัดมุก “อารยะขัดขืน”

ยกระดับความเข้มของเกมกดดัน ยุให้ประชาชนดื้อแพ่งทางกฎหมาย ใช้สิทธิที่จะไม่เชื่อฟังรัฐบาล ไม่เสียภาษี ส่งซิกรัฐวิสาหกิจปิดน้ำ ปิดไฟ

ทิ้งไพ่ตายป่วนกันเลย

แต่ก็รีบออกมาดักคอทันที นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ ชิงแถลงกรณีการประกาศยกระดับการชุมนุมไปสู่ความเป็นอารยะขัดขืนของม็อบพันธมิตรฯ

ถือเป็นการกระทำที่จะซ้ำเติมให้บ้านเมืองไปสู่ทางตัน

และไม่ใช่ทางออกในการแก้ไขปัญหา จึงขอให้ไตร่ตรองถึงผลกระทบจากแนวคิดดังกล่าว

ออกแนวขอร้อง พูดจากันด้วยเหตุด้วยผล

เน้นปมซ้ำเติมบ้านเมือง ฝ่ายรัฐบาลพยายามเล่นบทนิ่ง ชิงเป็นฝ่ายคุมเชิง

พลิกมากดดันม็อบที่กำลังจะหมดมุกเล่น

แต่คนที่พูดได้เนียนกว่าใคร และโดยสถานะที่ไม่ได้มีอคติด้านลบกับม็อบ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาสะกิดกันนิ่มๆ เข้าใจว่าการเคลื่อนไหวของม็อบพันมิตรฯจะต้องมีรูปแบบที่หลากหลายออกไป

“แต่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย หากไม่ปฏิบัติตามกฎหมายจะต้องถูกลงโทษ ไม่เช่นนั้นจะไปเรียกร้องว่าอีกฝ่ายอย่าอยู่เหนือกฎหมายคงไม่ได้ เพราะต้องให้กระบวนการยุติธรรมบังคับใช้แบบเสมอภาค”

โดยฐานะของ “อภิสิทธิ์” โดยความถูกต้องตามหลักการ

งานนี้ไม่รู้ใครหลงเหลี่ยมใคร.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน


เครือข่ายทีวีสาธารณะจี้คกก.สรรหา เปิดเวทีแสดงวิสัยทัศน์

วันที่ 9 มิ.ย. เครือข่ายเพื่อนทีวีสาธารณะ นักวิชาการนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยราชภัฎภูเก็ต มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา มหาวิทยาลัยรามคำแหง และสถาบันพัฒนบริหารศาสตร์ จัดเวทีเสวนาวิชาการ "กรรมการนโยบายโทรทัศน์ไทย คุณสมบัติที่ตอบเจตนารมณ์ทีวีไทย ทีวีสาธารณะ" ที่ ห้องประชุมพวงแสด คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

เครือข่ายเพื่อนทีวีสาธารณะ เสนอประเด็นต่อคณะกรรมการสรรหาฯ ประกอบด้วย 1. คณะกรรมการสรรหาฯ ต้องให้ความสำคัญการมีส่วนร่วมของประชาชน ต่อกระบวนสรรหาคณะกรรมการนโยบายฯ จัดให้มีการแสดงวิสัยทัศน์ผ่านสื่อมวลชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทีวีไทย ทีวีสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมรับรู้กระบวนการสรรหาฯ อย่างเป็นรูปธรรม

2. คุณสมบัติคณะกรรมการนโยบายฯ เวทีเสวนาวิชาการเสนอว่า ต้องการให้พิจารณาคุณสมบัติที่สอดคล้องกับบทบาทหน้าที่ ของคณะกรรมการนโยบายฯ โดย คำนึงถึงประสบการณ์ ผลงาน ในเชิงสาธารณะ ไม่เฉพาะเพียงพิจารณาการแสดงวิสัยทัศน์ในวันนั้นเท่านั้น ต้องมีจิตสาธารณะ และเข้าใจหลักธรรมาภิบาล ต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนในขั้วธุรกิจ ขั้วการเมือง ทั้งในทางตรงและทางแฝง เช่น จะต้องไม่มีวาระซ่อนเล้นมารับใช้การเมือง กลุ่มผลประโยชน์ และเป็นตรายางให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ต้องคิดนอกกรอบ เข้าใจศิลปการนำเสนอรายการรูปแบบต่างๆ ไม่จำเป็นต้องยึดรูปแบบการนำเสนอข่าว และรายการตามสถานีช่องอื่น เช่น เวลาข่าวไม่จำเป็นต้องยึดติดกับเวลา prime time ต้องไม่ใช่งานอดิเรกหลังเกษียณหรือเพื่อเกียรติยศของวงศ์ตระกูล ต้องสามารถร่วมกันเป็นทีมได้

นางสาวปาริชาต สถาปิตานนท์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ผู้ที่จะเข้ามา เป็นคณะกรรมการนโยบายฯ ต้อง ทำโทรทัศน์สาธารณะ ไม่ใช่ทำโทรทัศน์เพื่อสาธารณะ คือไม่ใช่เป็นการผลิตรายการเพื่อให้คนดูอย่างเดียว แต่ต้องมีกระบวนการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการคิด การทำ

นายธีรภาพ โลหิตกุล นักเขียนสารคดีและนักจัดรายการวิทยุ อดีตนักผลิตรายการโทรทัศน์มือหนึ่ง กล่าวว่า ผู้ที่จะเข้ามาเป็นคณะกรรมการนโยบายฯ ต้องไม่เติมไปด้วยสาระ แต่ขาดศิลปการนำเสนอ จนกลายเป็นโทรทัศน์เพื่อการศึกษา ต้องเข้าใจศิลปการนำเสนอรายการ การเล่าให้เรื่องให้น่าสนใจ ยืนยันว่าทีวีสาธารณะเป็น ความรู้คู่ความรื่นรมย์ เหมือนกับที่ นายชัยอนันต์ สมุทวณิช กล่าวไว้ว่า Play and learn (เพลย์ แอนด์ เลิร์น) รวมกันแล้วคือ เพลิน

ลุงกาจ ดิษฐาอภิชัย ราษฎรเติมขั้น กล่าวว่า คณะกรรมการนโยบายฯที่จะเข้ามาต้องหลุดออกจากกรอบ วิธีคิดเดิม ของหน่วยงาน องค์กรที่สังกัด หากเข้ามาสู่ทีวีสาธารณะต้องเปลี่ยนใหม่ เพื่อรับใช้สาธารณะจริง

นายสุทธิชัย เอี่ยมเจริญยิ่ง ประธานเครือข่ายธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ขอนำเสนอความคิด หลัก 4 ต้อง 3 ไม่ คือ 1.ต้องมีจิตสาธารณะ และต้องเข้าใจหลักธรรมาภิบาล 2.ต้องทำงานเป็นทีมได้ 3.ต้องเข้าใจบทบาทหน้าที่กรรมการอย่างชัดเจน บางท่านเก่งบริหาร แต่ไม่เก่งที่จะกำกับดูแลบริหาร ในบทบาทบริหารไม่ใช่เข้าไปล้วงลูก ต้องดูแลกำกับ และ 4. ต้องเข้าใจหน้าที่ของความรับผิดชอบ ต้องปฎิบัติหน้าที่อย่างรอบคอบระมัดระวัง ซื่อสัตย์ต่อองค์กร ปฎิบัติตามกฎหมาย และเคารพมติกรรมการ ต้องเปิดเผยโปร่งใสให้ประชาชนรับรู้ ส่วน 3 ไม่ คือ 1.จะต้องไม่มีวาระซ่อนเร้นมารับใช้การเมือง กลุ่มผลประโยชน์ ต้องตรวจสอบประวัติข้อมูลสู่ประชาชนถึงจะรู้ว่าเป็นอย่างไร 2.จะต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน และ 3.จะต้องไม่มานั่งเพื่อเป็นตรายาง ต้องเข้ามาทำงานอย่างจริงจัง

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า เครือข่ายเพื่อนทีวีสาธารณะฯ กำหนดเข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการสรรหาฯ ที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในวันพฤหัสบดีที่ 12 มิ.ย. นี้ ก่อนการแสดงวิสัยทัศน์



พันธมิตรฯ จะประกาศมาตรการอารยะขัดขืน พรุ่งนี้


สะพานมัฆวานฯ 9 มิ.ย.-นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวถึงยุทธศาสตร์ดาวกระจายที่ได้ไปพบคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) วันนี้ (9 มิ.ย.) ว่า ประสบความสำเร็จด้วยดี และเชื่อว่าเวลาที่เหลือ คตส.จะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ของประเทศชาติ และเห็นความคืบหน้าของการทำงาน ขณะที่ กลุ่มพันธมิตรฯ จะหารือสถานที่ที่จะเดินทางไปตามยุทธศาสตร์ ในค่ำวันนี้ (9 มิ.ย.) อาจจะเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือกระทรวงพาณิชย์

“พันธมิตรฯ มีจุดยืนที่จะสู้ เพื่อตีแผ่ให้เห็นว่า ระบอบทักษิณยังคงอยู่ เชื่อว่าประชาชนจะเข้าใจได้ในระยะยาว และเห็นความตั้งใจของผู้ชุมนุม แม้จะมีหลายคนกล่าวหาและไม่พอใจกับการชุมนุม” นายสุริยะใส กล่าว

นายสุริยะใส กล่าวถึงมาตรการอารยะขัดขืนว่า เตรียมประกาศในเวลา 18.00 น.พรุ่งนี้ (10 มิ.ย.) ซึ่งจะมีหลายระดับตั้งแต่ระดับเบาสุดไปจนถึงระดับสูงสุด โดยมาตรการต่าง ๆ จะต้องผ่านมติของแกนนำทั้ง 5 คน และยึดแนวสันติวิธี อหิงสา แต่ไม่ถึงขั้นนัดหยุดงาน และว่า มาตรการอารยะขัดขืนถือเป็นสิทธิที่พลเมืองทั่วโลกสามารถทำได้ ถ้าเห็นว่าคำสั่ง หรือกฎหมายที่รัฐบาลกำหนด ไม่ชอบธรรม

“เชื่อว่ามาตรการที่ออกมาจะทำให้ทุกฝ่ายสบายใจ และทำตามมาตรการได้ จะอยู่ในกรอบของกฎหมาย และมีความชอบธรรม ไม่นำไปสู่การจลาจล โดยอาจจะมีการประกาศมาตรการวันต่อวัน หรือ 3 วันต่อ 1 ครั้ง จะต้องดูปฏิกิริยาตอบกลับของประชาชนด้วย” นายสุริยะใส กล่าว.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-09 19:28:03



นพดล อัด อลงกรณ์ วิจารณ์ขายชาติกรณีเขาพระวิหาร

เบลเยียม 9 มิ.ย.- “นพดล” ยืนยันไทยไม่สามารถขอรื้อฟื้นคดีเขาพระวิหารได้แล้ว เพราะเลยเวลา 10 ปีตามที่ธรรมนูญศาลโลกกำหนดไว้ อัด “อลงกรณ์” ไร้ความรู้ด้านกฎหมาย ดึงเขาพระวิหารมาเป็นประเด็นการเมือง เพื่อให้เข้าใจว่ารัฐบาลทำให้เสียดินแดน

นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ถึงกรณีที่นายอลงกรณ์ พลบุตร รองนายกรัฐมนตรีเงาของพรรคประชาธิปัตย์ ระบุกรณีที่ประเทศไทยสนับสนุนการขึ้นทะเบียนองค์ประสาทเขาพระวิหารเป็นการสละสิทธิ์การทวงคืนเขาพระวิหาร และถือเป็นการขายชาติว่า คำพูดของนายอลงกรณ์ ผิดสิ้นเชิง มุ่งหวังแต่เรื่องการเมืองอย่างเดียว เป็นการพูดที่ไม่มีความรู้ แต่อยากแสดงความเห็น ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้กฎหมายไทยและกฎหมายระหว่างประเทศ ทำให้เกิดความสับสนในสังคมเท่านั้น

นายนพดล กล่าวว่า คำวินิจฉัยของศาลโลกถือเป็นที่สิ้นสุด จะอุทธรณ์หรือฎีกาไม่ได้ แต่ในธรรมนูญของศาลโลก มาตราที่ 61 ระบุว่า ถ้ามีหลักฐานใหม่สามารถรื้อฟื้นคดีได้แต่ต้องทำภายใน 10 ปีเท่านั้น แต่ศาลโลกมีคำตัดสินมาตั้งแต่ปี 2505 ซึ่งผ่านมาแล้ว 46 ปี ไทยจึงไม่สามารถรื้อฟื้นคดีได้ใหม่โดยอาศัยมาตราดังกล่าวได้ แม้ว่าขณะนั้นนายถนัด คอมันตร์ รมว.ต่างประเทศสมัยนั้น จะสงวนสิทธิว่า หากมีกฎหมายใหม่จะรื้อฟื้นคดีใหม่ได้ แต่ปัจจุบันไม่มีกฎหมายใหม่ ดังนั้น การที่ประเทศไทยต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลโลกโดยมติของ ครม.ในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่ให้คืนปราสาทให้กัมพูชา เป็นการทำตามการวินิจฉัยโดยถูกต้อง.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-09 18:24:03




สมชาย ยันลงนามยกเลิกสอบวินัยปลัด พม.

สำนักงาน ก.พ. 9 มิ.ย.-“สมชาย” ยันลงนามยกเลิกคำสั่งสอบวินัย “วัลลภ” ไม่ได้เลือกปฏิบัติ อ้างไม่มีมูลเหตุความผิดร้ายแรง ชี้ไม่หนักใจแม้จะเป็นเพื่อน แต่ทำทุกอย่างด้วยความโปร่งใส ด้านปลัด พม.บอกจะเปิดใจทุกเรื่องเร็ว ๆ นี้

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีที่ลงนามยกเลิกคำสั่งแต่งตั้ง คณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง นายวัลลภ พลอยทับทิม ปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่า ตนยืนยันว่าเป็นไปตามกฎหมาย ไม่ใช่การเลือกปฏิบัติ ทุกเรื่องที่สอบนายวัลลภนั้น กรรมการสอบข้อเท็จจริงระบุว่าหลายเรื่องไม่มีมูลความผิด แต่มีบางเรื่องผิดวินัยโดยบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่แต่ไม่ร้ายแรง เมื่อกรรมการประมวลแล้วนายวัลลภไม่ได้ผิดวินัยร้ายแรง

“ต่อมามีการตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง ทาง ก.พ.เห็นว่า ในการสอบข้อเท็จจริงไม่ผิดวินัยร้ายแรงนั้น ก.พ.เห็นว่าเป็นคำสั่งตั้งกรรมการที่ไม่ชอบ ทางคณะกรรมการจึงรายงานพร้อมมีมติมา เห็นว่าควรสั่งยกเลิกคำสั่งที่สอบสวน เนื่องจากเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งผมเห็นด้วยตามมติ ก.พ.ที่เป็นข้อกฎหมาย ส่วนเมื่อยกเลิกแล้วทางกระทรวงจะตั้งกรรมการขึ้นสอบใหม่อย่างไรก็เป็นเรื่องกระทรวง” นายสมชาย กล่าว

ส่วนการยกเลิกคำสั่งสอบวินัยเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีหรือไม่ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้เป็นผู้ควบคุม กำกับ ดูแล สั่งราชการที่ ก.พ. ซึ่งเป็นไปตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ไม่รู้สึกหนักใจที่อาจถูกมองว่าเป็นเพื่อนสนิทกับนายวัลลภ เพราะความเป็นเพื่อนปฏิเสธไม่ได้ ทุกอย่างว่าไปตามผิดถูก ตามกฎกติกา ถึงเป็นเพื่อนถ้าผิดก็ช่วยกันไม่ได้ และไม่มีลับลมคมใน โปร่งใส ไม่ช่วยใครอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า นายวัลลภ สามารถกลับมาทำหน้าที่ในตำแหน่งปลัดกระทรวงเช่นเดิมเลยหรือไม่ นายสมชาย กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ทางสำนักนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้พิจารณาต่อไป เมื่อมีการยกเลิกคำสั่งก็เท่ากับไม่มีการสอบสวนก็ต้องกลับคืนไปสู่ฐานะเดิมเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ส่วนที่ข้าราชการเป็นห่วงอาจถูกกลั่นแกล้ง กรณีไปให้ข้อมูลกับคณะกรรมการที่สอบสวนนายวัลลภนั้น รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จะดูแลและให้ความเป็นธรรม หากใครไม่ได้รับความเป็นธรรม มาร้องเรียนที่ไหนก็ได้ ไม่ต้องห่วง

ด้าน นายวัลลภ พลอยทับทิม ปลัดกระทรวง พม. กล่าวกับผู้สื่อข่าวเพียงสั้น ๆ ว่าจะเปิดใจทุกเรื่อง ไม่หนักใจ และจะทำหน้าที่ต่อไป.- สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-06-09 16:09:13



วัลลภ เปิดใจจะตั้งใจทำงานในหน้าที่อย่างดีที่สุด

กรุงเทพฯ 9 มิ.ย. - นายวัลลภ พลอยทับทิม ปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมฯ เปิดใจ จะตั้งใจทำงานในหน้าที่อย่างดีที่สุด หลังนายกรัฐมนตรีลงนามในคำสั่งให้กลับเข้าทำงาน

ขณะที่ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงเหตุผลที่ลงนามยกเลิกคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง นายวัลลภ เนื่องจาก มติ ก.พ. ชี้ชัดว่า คำสั่งตั้งคณะกรรมการดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้ ผลการสอบสวนข้อเท็จจริง กรณี นายวัลลภ บกพร่องต่อการปฏิบัติหน้าที่ เป็นความผิดวินัยที่ไม่ร้ายแรง

ขั้นตอนต่อไปเป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมฯ พิจารณาว่า จะตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ขึ้นมาสอบสวน และให้ นายวัลลภ ปฏิบัติหน้าที่ปลัดกระทรวง ต่อไปหรือไม่.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-09 16:04:21





โต้ความคิดอวิชชาเรื่องโลกร้อน

เรากำลังโฆษณาชวนเชื่อเรื่องโลกร้อนกันอย่างเมามัน โดยแทบไม่เคยชี้แจงข้อมูลให้กระจ่าง นี่ย่อมเป็นกระบวนการของอวิชชาโดยแท้ ผมขอลงทุนมองต่างมุมเพื่อหวังให้เกิดสังคมอุดมปัญญา ที่จะเชื่อกันด้วยวิจารณญาณจากการไตร่ตรองด้วยประจักษ์หลักฐาน และเหตุผลอย่างรอบด้าน ที่ผมว่าต้อง “ลงทุน” นำเสนอนั้น เพราะการมองต่างจาก “ฝ่ายธรรมะ” ที่พยายามเย้วๆ ปลุกให้คน “ทำดี” นั้น ย่อมเสี่ยงต่อการถูกบริภาษหรือถูกมองในแง่ลบ แต่ผมก็ได้เพียงหวังว่า วิญญูชนจะร่วมกันพิจารณาครับ

เมื่อเร็วๆ นี้ ผมไปฟังวิทยากรระดับที่เคยเป็นที่ปรึกษารัฐบาล และนำเสนอเรื่องโลกร้อนให้หน่วยงานต่างๆ ฟังมามากมาย แต่ผมฟังแล้วกลับไม่เชื่อ ไม่ใช่ว่าผมมีอคตินะครับ แต่เหตุผลที่วิทยากรนำเสนอนั้นช่างอ่อนเกินไป ผมจึงขอนำเสนอเหตุผลในอีกแง่มุมหนึ่ง และที่ผมใช้คำว่า “เร็วๆ นี้” ไม่ได้บอกว่าวันไหน ก็เพราะผมไม่ประสงค์ที่จะกล่าวให้เกิดความเสียหายแก่วิทยากรเหล่านั้นเป็นการส่วนตัว เพียงแต่มุ่งหวังจะตรวจสอบกันด้วยเหตุผลเท่านั้น

การโต้แย้งเรื่องโลกร้อนนี้ ผมเคยเขียนไว้ในบทความเรื่อง “เล่ห์กลหาประโยชน์จากเรื่องโลกร้อน” ซึ่งมีหลักฐานอ้างอิงต่างๆ มากมาย และปรากฏในเว็บไซต์ต่างๆ หรือที่ http://www.thaiappraisal.org/Thai/Market/Market166.htm

สำหรับข้อโต้แย้งในที่นี้ ผมขอนำเสนอเป็นข้อๆ ดังนี้:
1.วิทยากรเรื่องโลกร้อนมักจะนำเสนอในลักษณะคล้ายการนำเสนอทางวิทยาศาสตร์ แต่ถ้าสังเกตให้ดี จะพบว่าการนำเสนอเหล่านั้น มักจะนำเสนอด้วยข้อมูลด้านเดียว และมักไม่มีแหล่งอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนมาให้ผู้ฟังได้วินิจฉัย ดูเป็นการ “ยกเมฆ” มากกว่า เช่น การที่โลกอุ่นขึ้นก็มองเพียงว่าทำให้เชื้อโรคอยู่ได้นานขึ้น แต่ไม่บอกความจริงว่าโลกอุ่นทำให้สามารถผลิตธัญญาหารได้มากขึ้น หรือการละเลยความจริงที่ว่าโลกร้อนก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม และเคยร้อนอย่างเป็นวัฏจักรมาก่อน หรือโลกยังเคยมีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มหาศาลกว่าในปัจจุบัน เป็นต้น

2.การ “ขู่” ว่าน้ำแข็งขั้วโลกจะละลายภายในเวลา 30-40 ปี เมื่อถึงตอนนั้นน้ำจะท่วมโลกในระดับความสูงถึง 80 เมตร เรื่องนี้วิญญูชนควรไตร่ตรอง การเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติอะไรจะรวดเร็วได้ถึงขนาดนั้น ชั่วเวลานานแสนนานจึงจะมีน้ำท่วมโลกสักที จู่ๆ ก็จะท่วมภายในเวลาเพียงแค่นี้ นี่แสดงว่าพวกคลั่งเรื่องโลกร้อนบางส่วนจินตนาการเพ้อฝันยิ่งกว่านิยายวิทยาศาสตร์ในภาพยนตร์เรื่อง “The Day After Tomorrow” เสียอีก

3.การ “โฆษณาชวนเชื่อ” ด้วยการนำภาพเด็ดต่างๆ มานำเสนอ เช่น น้ำท่วมนครเวนิส ในขณะที่เมื่อเร็วๆ นี้ น้ำคลองในเวนิสเพิ่งเหือดแห้งจนพายเรือไม่ได้ หรือการบิดเบือนว่าน้ำทะเลในอ่าวไทยเพิ่มขึ้น ทั้งที่มีการศึกษาเช่นกันว่าระดับน้ำลดลง นอกจากนี้ยังชอบกล่าวว่า ชายฝั่งทะเลถูกกัดเซาะไปโดยไม่นำพาข้อเท็จจริงในอีกด้านหนึ่ง ว่ามีการงอกของที่ดินริมทะเลในพื้นที่อื่นเช่นกัน

4.การ “ใส่ไข่” ว่าพื้นที่ชายฝั่งแถวกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ถูกกัดเซาะต่อเนื่องเพราะภาวะโลกร้อนจนวัดอยู่กลางน้ำ ทั้งที่สาเหตุหลักเป็นเพราะการทำลายป่าชายเลน การทรุดตัวของแผ่นดินจากการสูบน้ำบาดาล และอื่นๆ และกลับละเลยความจริงที่ว่า พื้นที่ลึกเข้าไปในลุ่มน้ำเจ้าพระยา เช่น วัดเจดีย์หอย ปทุมธานี ยังเคยเป็นทะเล และกลายเป็นแผ่นดินเพราะการสะสมของตะกอนจนถึงทุกวันนี้

5.ที่น่า “ละอาย” อย่างมากเลยก็คือ การโยงแทบทุกปัญหาในโลกนี้ว่าเป็นผลพวงจากภาวะโลกร้อน เช่น พายุนาร์กีส ทั้งที่เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และเคยมีที่ร้ายแรงกว่านี้มาแล้วในภูมิภาคนี้ในอดีต นอกจากนี้การประท้วงเรื่องอาหารในเฮติหรือในประเทศอื่น ก็ยังถูกเหมารวมไว้ว่าเป็นเพราะภาวะโลกร้อนเช่นกัน

6.การนำเสนออย่างไม่ฉุกคิดถึงเหตุผล เช่น หิมะบนยอดเขาคีรีมันจาโร หรือยอดเขาสูงอื่นๆ ละลายได้อย่างไร ในขณะที่ตลอดทั้งปีมีอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง และแม้ว่าหากอุณหภูมิบนผิวโลกจะสูงขึ้นบ้าง บนยอดเขาก็ยังต่ำกว่าจุดเยือกแข็งอยู่ดี การที่น้ำแข็งจะละลายอาจเป็นเพราะสาเหตุอื่นที่ควรศึกษาให้ละเอียด เช่น การเปลี่ยนแปลงใต้พิภพ ไม่ใช่สักแต่โทษเรื่องโลกร้อน

7.พวกคลั่งเรื่องโลกร้อนมัก “ใส่ร้าย” ผู้อื่น เช่น พอนักวิทยาศาสตร์ที่ไม่เชื่อเรื่องโลกร้อนออกมาตั้งคำถามต่อพวกเขา พวกเขาก็มักจะกล่าวหาว่าพวกนักวิทยาศาสตร์เหล่านั้นรับใช้นายทุนหรือประเทศมหาอำนาจ เป็นต้น โดยมักไม่ใส่ใจถกเถียงทางวิชาการให้ชัดเจน จะสังเกตได้ว่าพวกคลั่งเรื่องโลกร้อนมักเอาเครดิต ความน่าเชื่อถือของตัวเองมาจูงใจให้คนเชื่อ (ผิดหลักกาลามสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าอย่าเชื่อเพียงเพราะว่าคนพูดเป็นอาจารย์) มากกว่าการใช้ประจักษ์หลักฐานทางวิทยาศาสตร์มาหักล้าง

8.พวกคลั่งเรื่องโลกร้อนมักจะไม่ใส่ใจการพัฒนาประเทศ คิดแต่เพียงว่าน้ำจะท่วมกรุงเทพมหานคร ต้องหนีไปที่อื่น คิดไปไกลถึงขนาดว่า ไม่ควรสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินเพราะจะเป็นการสูญเปล่า อวดฉลาดว่าสนามบินสุวรรณภูมิที่สร้างด้วยเงินหลายแสนล้านบาทจะเป็นความสูญเปล่า พวกนี้ไม่ยอมรับความจริงว่า ประเทศเนเธอร์แลนด์ก็ยังอยู่ได้ในระดับต่ำกว่าน้ำทะเลมานานแล้ว โดยบางแห่งต่ำกว่าถึงกว่าสิบเมตร การคิดแบบ “งอมืองอเท้า” ของคน “ขวางโลก” เหล่านี้เป็นอันตรายอย่างยิ่ง เพราะเป็นการคิดที่ยอมจำนนและไม่สร้างสรรค์อะไรเลย

9.พวกนี้ยังมีความคิดที่เป็นไสยศาสตร์ เช่น การเสนอทางออกว่าควรทำบุญตักบาตรหรือถวายสังฆทานเป็นทางออกสุดท้าย เพราะอย่างน้อยก็เป็นการบำบัดจิต การที่ “นักวิทยาศาสตร์” ชิงบทบาทของนักการศาสนามานำเสนอเช่นนี้เป็นเรื่องน่าสลดยิ่ง นี่ไม่ใช่การแสดงว่าพวกเขาเป็นศาสนิกชนที่ดี คนพวกนี้เพียงนำศาสนามาเป็นอาภรณ์ประดับให้ตนดูดีมากกว่า

โปรดอย่าเข้าใจผิดว่า ผมไม่เห็นด้วยกับการรณรงค์ให้สังคมดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมนะครับ ทุกคนควรประหยัดการใช้ทรัพยากรของโลกอยู่แล้ว แต่การพยายาม “โฆษณาชวนเชื่อ” ให้คนเชื่อทฤษฎีโลกร้อนที่ขาดประจักษ์หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ และมักกระทำด้วยการใช้ความน่ารัก น่าสงสารของคน สัตว์ และสิ่งของมาชักจูงให้คล้อยตามนั้น เป็นสิ่งที่เราควรใช้วิจารณญาณให้ดี

โปรดอ่านบทความของผมเรื่อง “เล่ห์กลหาประโยชน์จากเรื่องโลกร้อน” (
http://www.thaiappraisal.org/Thai/Market/Market166.htm) ซึ่งมีข้อมูลในรายละเอียดมากมาย เพื่อให้เกิดการอภิปรายและวินิจฉัยกันด้วยเหตุผล อันจะทำให้เกิดสังคมอุดมปัญญา และเกิดการคิดค้นหาทางออกของปัญหามากกว่าการยอมจำนน

ดร.โสภณ พรโชคชัย
ประธานกรรมการ มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย



เปิดประเด็นหนังสือ ความเป็นมาของทฤษฎีแบ่งแยกดินแดน: ความจริงและมายาคติ

เนื้อหาหลักและบทสรุป
ปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก

บทความนี้ศึกษาถึงกำเนิดและความเป็นมาของการสร้างมายาคติว่าด้วย “ลัทธิแบ่งแยกดินแดน” ในวาทกรรมการเมืองสมัยใหม่ของรัฐไทย อะไรคือมูลเหตุและปัจจัยที่ก่อให้เกิดแนวความคิดที่เรียกกันต่อมาว่า “ลัทธิแบ่งแยกดินแดน” (separatism) ข้อสรุปจากการศึกษาในขั้นนี้ วิเคราะห์ถึงมูลเหตุทางการเมืองซึ่งมีที่มาจากทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ ภายในประเทศ ได้แก่ การต่อสู้และโค่นล้มพลังการเมืองฝ่ายเสรีนิยมและก้าวหน้า (พรรคสหชีพและแนวร่วมรัฐธรรมนูญ) ที่นำโดย ปรีดี พนมยงค์ และอดีตขบวนการเสรีไทย โดยมีกลุ่มและนักการเมืองท้องถิ่นสำคัญๆ ร่วมด้วย

โดยเฉพาะทางภาคอีสาน ฝ่ายตรงข้ามที่ประกอบกันเป็นพลังอนุรักษนิยมและต่อต้านฝ่ายก้าวหน้า ได้แก่ กลุ่มกษัตริย์นิยม กลุ่มข้าราชการเก่า และที่สำคัญคือ กลุ่มทหารบก โดยมีพรรคการเมืองเอียงขวาคือ ประชาธิปัตย์ ให้การสนับสนุนด้วย เหตุการณ์สำคัญที่สุดที่นำไปสู่การกำเนิดของการเมืองที่ต่อต้านรัฐด้วยหนทางนอกระบบและกฎหมายนั้นคือ การรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2490 ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น “บิดา” ของการรัฐประหารและปฏิวัติโดยกองทัพในเวลาต่อมาอีกครึ่งค่อนศตวรรษ ส่วนเหตุการณ์ระหว่างประเทศคือ สงครามโลกครั้งที่ 2 และการเริ่มสงครามเย็นต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ที่นำโดยประเทศสหรัฐและพันธมิตรในยุโรป เช่น อังกฤษ ในกรณีภาคใต้ การเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์มลายาและกลุ่มชาตินิยมมลายูมีส่วนสร้างความหวั่นวิตกให้แก่ฝ่ายพันธมิตร โดยเฉพาะเมื่อพรรคคอมมิวนิสต์มลายาทำการโจมตีด้วยกำลังอาวุธ ทำให้อังกฤษประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วไปในมลายาเมื่อปี พ.ศ.2490

อุดมการณ์ลัทธิชาตินิยม
นอกจากบริบททางประวัติศาสตร์ดังกล่าวแล้ว ยังมีปัจจัยสำคัญที่ช่วยทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างดินแดนในปตานีกับกรุงเทพฯ คลี่คลายดำเนินไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นเรื่อย นั่นคือปัจจัยในทางอุดมการณ์ทางการเมือง ได้แก่ สิ่งที่เรียกว่าลัทธิชาตินิยม คือ จินตนากรรมถึงความเป็นชาติเดียวกันของบรรดาผู้คนในรัฐๆ หนึ่งเหมือนกับว่ามันเป็นชุมชนที่เป็นธรรมชาติ เกิดและเติบโตมาอย่างเป็นเอกภาพสำหรับทุกคนเหมือนกัน ลัทธิชาตินิยมสยามถูกสร้างขึ้นมาท่ามกลางการต่อสู้กับมหาอำนาจตะวันตกสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา รูปธรรมที่ชัดที่สุดคือ การปฏิรูปการปกครอง ด้วยการผนวกและรวมศูนย์ดินแดนที่เคยอยู่หรือเป็นประเทศราชแต่ก่อน ให้เข้ามาเป็นหน่วยหนึ่งในรัฐใหม่คือ สยามที่เป็นรัฐชาติ กลายเป็นบริเวณ มณฑล และจังหวัดในที่สุดของสยามไป นั่นคือประวัติศาสตร์ของการสุดสิ้นอาณาจักรปตานีและอื่นๆ

การสร้างชาติไทยที่ไม่สมบูรณ์
กระบวนการสร้างชาติดำเนินต่อมาอีก แม้ในที่รัฐไทยสยามเปลี่ยนผ่านจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ระบอบประชาธิปไตยแล้ว การสร้างรัฐชาติไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามมหาเอเชียบูรพา มีส่วนในการผลักดันและสร้างแนวความคิดทางการเมืองของ “การแบ่งแยกดินแดน” ให้เกิดขึ้นในการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มพลังการเมืองใหม่ในภูมิภาคต่างๆ จากใต้จรดเหนือและอีสาน ด้านหนึ่งกระบวนการสร้างรัฐและชาติไทยดำเนินไปอย่างเต็มที่ ในระยะทศวรรษปี พ.ศ.2480 แต่ผลลัพธ์กลับเป็นการสร้างรัฐที่เป็นอัตลักษณ์เดี่ยวคือ ความเป็นไทย ที่ไม่เหลือเนื้อที่และเนื้อหาให้กับผู้คนเชื้อชาติและศาสนาอื่นๆ ที่ไม่ใช่ไทยและไม่ใช่พุทธ ชาติไทยจึงดูเหมือนก้าวขึ้นสู่จุดสุดยอดของการสร้างชาติที่ทันสมัย แต่แท้จริงแล้วกลายเป็นชาติที่ไม่สมบูรณ์ ในอีกด้านหนึ่งกล่าวได้ว่า กระแสอิทธิพลของแนวคิดชาตินิยมก็ได้มีส่วนในการปลุกระดมความตื่นตัวและสำนึกในความเป็นหนึ่งของคนท้องถิ่นด้วยเหมือนกัน เช่น ในบริเวณ 3 จังหวัดมลายูมุสลิมชายแดนภาคใต้ และในภาคอีสาน เป็นต้น

ชาตินิยมมลายู
กรณีการก่อตัวขึ้นของขบวนการเรียกร้องและต่อสู้เพื่อความเป็นคนมลายูและเป็นมุสลิม มีปัจจัยที่ทำให้แตกต่างไปจากกลุ่มเคลื่อนไหวในภูมิภาคอื่นๆ ตรงที่บทบาทของศาสนาและผู้นำท้องถิ่นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ การเคลื่อนไหวดำเนินไปภายใต้การนำของอูลามะ หรือฮะยีห์ หรือโต๊ะครู ซึ่งเป็นผู้นำทางศาสนาของชาวบ้านและชุมชน ที่มีมายาวนานแล้ว แต่ที่ทำให้สถานการณ์ทางการเมืองกับรัฐไทยเปลี่ยนไปคือ การที่ศาสนาอิสลามถูกทำให้เป็นการเมืองมากขึ้น หรือมีมิติทางการเมืองมากขึ้น ทั้งนี้ด้วยลักษณะและการปฏิบัติของศาสนาอิสลามเอง และปฏิสัมพันธ์กับโลกสมัยใหม่ที่เป็นโลกิยวิสัย (secular) ที่สำคัญคือ การที่มุสลิมยึดถือและปฏิบัติหลักการคำสอนของศาสนาในชีวิตประจำวันอย่างจริงจังและสม่ำเสมอ วัตรปฏิบัติของอิสลามเป็นส่วนที่สำคัญในการดำรงชีวิตที่เป็นจริงไม่ใช่ในพิธีกรรมเหมือนศาสนาอื่นๆ

ดังนั้นเมื่อรัฐไทยเริ่มการผนวกอาณาจักรปตานีให้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัฐและความเป็นไทย จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องกระทบเข้ากับการปฏิบัติทางศาสนาของชาวมุสลิม ในระยะแรกมีการผ่อนปรนให้ใช้กฎหมายอิสลามในเรื่องครอบครัวหย่าร้างและทรัพย์สิน แต่ในทางปฏิบัติรัฐไทยก็ยังยืนยันที่จะต้องเป็นผู้กำหนดแต่งตั้งควบคุม และกระทั่งตัดสินว่าคำพิจารณาของผู้พิพากษาอิสลามในศาลศาสนาที่เรียกว่า โต๊ะกาลี ต่อมาเรียกว่า ดะโต๊ะยุติธรรม นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ปัญหาเรื่องการจัดการปัญหาครอบครัวและมรดกของคนมุสลิมนั้น รัฐไทยอนุโลมด้วยการให้ใช้หลักการกฎหมายอิสลามในเรื่องว่าด้วยครอบครัวและมรดกที่ร่วมกันแปลเป็นภาษาไทย (ดำเนินการจากปี พ.ศ.2472-2484) เป็นหลัก แต่ในทางปฏิบัติก็ให้ดำเนินวิธีการทางศาลในแบบศาลแพ่งธรรมดา เพียงแต่มีดะโต๊ะยุติธรรมนั่งทำการพิจารณาร่วมด้วย สมัยรัฐบาลจอมพล ป. ประกาศยกเลิกดะโต๊ะยุติธรรมไป 3 ปี (จากปี พ.ศ.2486-2489) ปัญหาว่าศาลศาสนาดังกล่าวจะอยู่ใต้ผู้พิพากษาอิสลามทั้งหมดได้หรือไม่ การแต่งตั้งดะโต๊ะยุติธรรมโดยคนมุสลิมเองได้ไหม จะเป็นปัญหาในการเคลื่อนไหวที่มีมิติทางการเมืองอย่างมากในช่วงการนำของ หะยีสุหลง

การใช้ความรุนแรงโดยรัฐ
มิติอีกด้านอันเป็นผลจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างการเคลื่อนไหวของชาวมลายูมุสลิมภาคใต้กับรัฐไทยกรุงเทพฯ คือ การใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหาขัดแย้งและการเมืองของประชาชน กระบวนการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองและการสร้างรัฐไทยสมัยชาตินิยมนี้ นำไปสู่การใช้กำลังและความรุนแรงปราบปรามและสยบการเรียกร้อง และสร้างอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและการเมืองของภูมิภาคทั้งหลายลงไป โดยที่กรณีของมลายูมุสลิมในภาคใต้มีลักษณะเฉพาะต่างจากภาคอื่น และมีผลสะเทือนที่ยังส่งผลต่อมาอีกนาน ประวัติศาสตร์ของการต่อสู้เคลื่อนไหวของชาวมุสลิม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จึงรวมศูนย์ในประวัติศาสตร์ที่รู้จักกันว่าคือ “กบฏหะยีสุหลง” กับ “กบฏดุซงญอ” ในปี พ.ศ.2491

กล่าวได้ว่าเหตุการณ์และความขัดแย้งใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น มีทรรศนะในการมองที่ตรงข้ามกันระหว่างรัฐและประชาชนมลายูมุสลิมภาคใต้ ในขณะที่รัฐมองว่าการต่อต้านลุกฮือต่างๆ ของคนมลายูมุสลิมนั้นเป็นการ “กบฏ” แต่ฝ่ายประชาชนมุสลิมเองกลับมองว่า การเคลื่อนไหวถึงการประท้วงต่อสู้ต่างๆ นั้นคือ การเรียกร้องความเป็นธรรมและสิทธิของพลเมืองในรัฐ ที่เคารพวัฒนธรรมความเชื่อของคนกลุ่มน้อย ไปจนถึง “การทำสงคราม” เพื่อความถูกต้องและเป็นธรรมตามศรัทธาและความเชื่อของตน
หนทางของการเจรจาต่อรอง

จากการศึกษาในหนังสือเล่มนี้ กล่าวได้ว่า ก่อนที่จะเกิดการใช้ความรุนแรงโดยรัฐนั้น มีหนทางของการเจรจาและทำความเข้าใจตกลงกันในวิธีการแก้ไขปัญหา 3 จังหวัด ผู้นำมลายูมุสลิมในภาคใต้มีความต้องการแน่วแน่ในการเจรจาต่อรองกับรัฐบาลไทย ต่อปัญหาขัดแย้งต่างๆ ที่เกิดขึ้น ในทศวรรษปี 2480 เป็นต้นมา การเคลื่อนไหวและขบวนการต่างๆ ที่เกิดขึ้น เป็นปฏิกิริยาต่อการจัดการปัญหาและไม่พอใจสภาพกดขี่ไม่ยุติธรรมที่พวกเขาได้รับอยู่ และต่อเนื่องมาจากการต่อรองเจรจากับรัฐบาล

อุปสรรคและปัจจัยที่ทำให้การเจรจาต่อรองนั้นไม่ประสบผลสำเร็จมีหลายประการ หนึ่งคือ อุปสรรคทางศาสนาและวัฒนธรรม ระหว่างความเป็นชาติไทยที่ถือว่าเป็นสมาชิกของชาติมหาอำนาจในโลกสมัยนั้น อีกด้านคือ การไม่มองถึงอัตลักษณ์และความเท่าเทียมกันของชนชาติที่ไม่ใช่ไทย อันนี้เป็นกระแสที่เกิดขึ้นทั่วไปในประเทศเกิดใหม่หลังสงครามโลก ที่มีความเชื่อว่าความเป็นชาติหรือเชื้อชาติเล็กๆ กระจัดกระจายนั้น ไม่ใช่เรื่องสำคัญใหญ่โตเฉพาะหน้า ขอให้สร้างประเทศชาติใหม่ที่คนเชื้อชาติใหญ่ขึ้นมานำได้สำเร็จ ก็จะสามารถคลี่คลายสร้างชาติให้เข้มแข็ง แล้วชนชาติอื่นๆ ก็จะมีความสุขไปเอง

นอกจากนั้น เมื่อเกิดปัญหาขัดแย้งกับทางการขึ้น มีลักษณะสองอย่างในชุมชนมุสลิมที่ทางการไทยไม่เข้าใจ และนำไปสู่การสรุปว่าเป็นการแข็งขืนทางการเมือง ข้อแรกคือ การที่ชุมชนมุสลิมมีการจัดตั้งและมีโครงสร้างสังคมที่เข้มแข็งแน่นเหนียว ทำให้สามารถดำเนินการเคลื่อนไหวอย่างเป็นเอกภาพได้สูง ลักษณาการเช่นนี้ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำให้ผู้นำรัฐและเจ้าหน้าที่หวาดระแวง และกระทั่งหวาดกลัวการกระทำที่อาจนำไปสู่การเป็นปฏิปักษ์ต่ออำนาจการปกครองของพวกตนได้ การเปรียบเทียบชุมชนในสายตาของเจ้าหน้าที่ ก็ย่อมมาจากการเปรียบเทียบกับชุมชนไทย ซึ่งทำให้ได้ข้อสรุปที่ไม่ช่วยให้เข้าใจ หรือมองชุมชนมุสลิมในด้านบวกได้มากนัก

โดยเฉพาะในระยะเวลาที่สถานการณ์ตึงเครียด อีกข้อหนึ่งคือ ลักษณะและธรรมชาติของศาสนาอิสลาม ซึ่งไม่มีการแบ่งแยกระหว่างศาสนากับการเมืองหรือสังคม ผู้นำศาสนาอิสลามมีหน้าที่ต้องให้การช่วยเหลือนำพาชาวบ้านในทุกๆ เรื่อง ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐไทยมองพฤติการณ์ของบรรดาผู้นำศาสนาต่างๆ (เช่น หะยีสุหลงในสมัยโน้นและอุสตาซในสมัยนี้) ว่าล้วนเป็นการเมืองทั้งสิ้น ในความหมายของการกระทำที่บ่อนทำลายอำนาจและความชอบธรรมของรัฐไทยลงไป ทั้งหมดนี้ทำให้ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการเมืองของทางการและรัฐไทยที่ไม่ละเอียดอ่อนพอ หลีกไม่พ้นที่ไปกระทบและทำลายจิตใจและความเชื่อของคนมุสลิมไป ที่สำคัญคือ ความเป็นมลายู อันเป็นอัตลักษณ์ทางโลกที่แนบแน่นกับความเป็นมุสลิมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ศาสนาไม่ใช่ต้นเหตุของความขัดแย้งทางการเมือง

สาเหตุของความขัดแย้งระหว่างชนชาติส่วนน้อยกับรัฐ แม้โดยส่วนใหญ่อาจมาจากการมีความเชื่อและการปฏิบัติทางศาสนาที่แตกต่างตรงข้ามกันก็ได้ ในทางเป็นจริงนั้น ความขัดแย้งดังกล่าวไม่จำเป็นต้องปะทุลุกลามกลายเป็นความขัดแย้งที่รุนแรงและเป็นปฏิปักษ์กัน นอกจากว่าอำนาจรัฐเข้ามาจัดการอย่างไม่ถูกต้อง ดังกรณีของกบฏดุซงญอ ทำให้เห็นชัดเจนขึ้นว่า ปัญหาของศาสนาและเชื้อชาตินั้นก็ยังขึ้นต่อปัญหาและความเป็นมาในพัฒนาการทางการเมืองระดับชาติ และในทางสากลด้วย ดังเห็นได้จากการที่ทรรศนะและการจัดการของรัฐไทยต่อข้อเรียกร้องของขบวนการมุสลิมว่า เป็นภยันตรายและข่มขู่เสถียรภาพของรัฐบาลไป

จนเมื่อเกิดรัฐประหาร 2490 และสหรัฐกับอังกฤษต้องการรักษาสถานะเดิมของมหาอำนาจในภูมิภาคอุษาคเนย์เอาไว้ วาทกรรมรัฐว่าด้วย “การแบ่งแยกดินแดน” ก็กลายเป็นข้อกล่าวหาที่สอดคล้องกับสถานการณ์สงครามเย็นในการเมืองระหว่างประเทศ ส่วนภาวการณ์ในประเทศการสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อยภายใต้อำนาจรัฐของศูนย์กลาง ก็เป็นความจำเป็นภายในประเทศที่เร่งด่วน ทั้งหมดทำให้การใช้กำลังและความรุนแรงต่อกลุ่มชนชาติ (ส่วนน้อย) และหรือกลุ่มอุดมการณ์ที่ไม่สมานฉันท์กับรัฐบาลกลาง เป็นความชอบธรรมและถูกต้องไปได้ในที่สุด

*หมายเหตุ
หนังสือความเป็นมาของทฤษฎีแบ่งแยกดินแดนในภาคใต้ไทย งานวิจัยปัญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ผู้เขียน รศ.ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ จัดพิมพ์โดย โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับแผนงานร่วมศึกษา เสริมสร้างสุขภาวะ กรณี 3 จังหวัดภาคใต้ คณะทำงานวาระทางสังคม สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

อ.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
ที่มา
http://www.southwatch.org/books.php?id=6



นักศึกษาเพศที่สาม

แม้โดยทั่วไปเราจะเห็นกันว่า “เพศที่สาม” ของประเทศไทย มีที่อยู่ที่ยืนอย่างเปิดเผยและเต็มที่ในสังคม ไม่ได้ถูกปกปิดหรือตั้งข้อรังเกียจเหมือนในอีกหลายประเทศที่เข้มงวดและเห็นเป็นเรื่องผิดบาปร้ายแรงจนต้องมีการลงโทษทั้งในทางวัฒนธรรมและกฎหมาย

แต่ลึกลงไปในรายละเอียด ก็ยังมีอีกหลายประเด็นที่ชาวเพศที่สามเห็นว่าเป็นปัญหาต่อการดำรงชีวิตอย่างมาก หลายเรื่องเป็นเรื่องที่ผู้หญิงผู้ชายทั่วไปคิดไม่ออกนึกไม่ถึงว่าจะเป็นปัญหา เช่นเรื่องการเข้าห้องน้ำเป็นต้น

สาวประเภทสองจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกอึดอัดไม่สบายใจกับการเข้าห้องน้ำ จะเข้าห้องน้ำชายก็กระดาก กลัวผู้ชายที่อาจหยาบคายบางคน หรือบางคนที่เข้าห้องน้ำหญิง ก็ทำให้ผู้หญิงไม่สบายใจเสียเองเพราะสาวประเภทสองส่วนมากไม่ได้เปลี่ยนรูปลักษณ์เป็นหญิงอย่างสมบูรณ์ทั้งหมดตั้งแต่หัวจรดเท้า คือดูอย่างไรก็ยังเห็นเป็นผู้ชาย

การมีห้องน้ำสำหรับเพศที่สามโดยเฉพาะจึงถูกพูดถึงในสังคมมาแล้วหลายครั้ง และแม้แต่ละครั้งจะมีคนเห็นด้วยในหลักการ แต่เมื่อปฏิบัติก่อสร้างจริง ก็มีเรื่องหยุมหยิม(เช่นงบประมาณ) ตัดทอนรวบยอดให้เหลือแค่ห้องน้ำหญิงชายตามมาตรฐานทุกที และปล่อยให้เพศที่สามไปจัดการแก้ปัญหากันเอาเอง

สถานที่ที่มีห้องน้ำสำหรับเพศที่สามจึงหาแทบไม่ได้ เมื่อมีก็กลายเป็นเรื่องแปลกเช่นในโรงเรียนอาชีวะบางแห่ง ถึงกับรายการโทรทัศน์ต้องไปถ่ายทำ (แต่กลับลืมใส่สาระสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้)

บางเรื่องที่ไม่น่าเป็นปัญหาเช่นการเข้าพักโรงแรม ทำประกันชีวิต หรือเข้าเที่ยวตามสถานที่บันเทิงต่างๆ เพศที่สามก็ถูกจำกัดสิทธิด้วยเหตุผลสารพัด เช่น เรื่องความปลอดภัย(ของแขกคนอื่นๆ) เรื่องความเสี่ยง(ของการใช้ชีวิตของเพศที่สามเอง) เป็นเรื่องเป็นราวให้เพศที่สาม สี่ หรือห้า คนอื่นๆ ต้องออกมาประท้วงเป็นเรื่องเป็นราวก็หลายครั้ง เพราะเวลาเกิดอะไรเสียหายขึ้นมาก็มักถูกเหมารวมยกเข่ง

ล่าสุดที่เป็นข่าวฮือฮาคือการแยกหอพักนักศึกษาให้กับเพศที่สามโดยเฉพาะ เพราะเด็กกลุ่มนี้นับวันจะมีคนที่เปิดเผยตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ เด็กก็คงจะเหนื่อยที่ต้องเสแสร้งแสดงออกในเพศที่ตัวเองไม่ได้มีจิตใจจะเป็น แต่เมื่อแสดงออกก็ลำบากกับการใช้ชีวิตอีก จึงอยากให้มีพื้นที่สำหรับเพศที่สาม

ผลตอบรับก็คือสถานศึกษาหลายแห่งมีผู้บริหารที่เข้าใจและมีแนวคิดสำรวจปริมาณเพื่อหาแผนรองรับอื่นๆ ในทางรูปธรรม ขณะที่บางแห่งก็ยังปรับความเข้าใจเรื่องนี้ไม่ได้ ยังรู้สึกว่าจะเป็นการส่งเสริมความผิดปกติ เกิดการเลียนแบบ บางที่แม้แต่นักศึกษาชายใจเป็นหญิงจะแต่งชุดนักศึกษาหญิงก็ยังรับไม่ได้ แม้ว่านักศึกษาคนนั้นจะมีรูปลักษณ์เป็นหญิงอย่างสมบูรณ์ถึงขนาดประกวดมิสทิฟฟานี่ชนะเลิศมาแล้วก็ตามที

ใจหนึ่งก็สนับสนุนการเรียกร้องที่สมเหตุสมผลของเพศที่สาม ขณะเดียวกันก็เข้าใจพ่อกับแม่ที่กังวลและไม่อยากให้ลูกมีจิตใจผิดไปจากเพศที่เกิดมา คงเป็นเพราะว่าเห็นปัญหามากมายที่เกิดจากความไม่เท่าเทียมและสงสารกลัวลูกจะให้ชีวิตลำบากเมื่อโตขึ้นนั่นเอง.