WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, June 10, 2008

รมว.คลัง เตรียมเสนอของบรับจำนำข้าวเปลือก 35,000 ล้านบาท ต่อครม.พิจารณาพรุ่งนี้


รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เตรียมเสนอของบประมาณสำหรับโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังจำนวน 35,000 ล้านบาท ต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาในวันพรุ่งนี้
นายแพทย์ สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการบริหารธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ว่า ที่ประชุมฯ มีมติเห็นชอบที่จะให้ ธ.ก.ส. เริ่มรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังประจำปี 2551 ในวันที่ 15 มิถุนายน ถึง 30 กันยายนนี้ โดยตั้งเป้าหมายรับจำนำข้าวเปลือกจาเกษตรกรจำนวนกว่า 2,500,000 ตัน วงเงิน 35,000 ล้านบาท และกำหนดสิ้นสุดโครงการเพื่อระบายข้าวสารที่แปรสภาพแล้วไปจำหน่ายให้ได้ภายในสิ้นปีนี้ โดยข้าวเปลือกที่ความชื้นไม่เกินร้อยละ 15 จะรับจำนำที่ตันละ 14,000 บาท และราคาลดลงตามระดับความชื้น โดยรัฐบาลจะจ่ายดอกเบี้ยให้ธ.ก.ส.กรณีที่เกษตรกรไม่มาไถ่ถอนในอัตราลูกค้าชั้นดีบวกเพิ่มร้อยละ 1 หรือ ประมาณ ร้อยละ 6.5 และลดลงเหลือร้อยละ 3.5 หากมีการไถ่ถอนคืน ทั้งนี้มั่นใจว่า โครงดังกล่าวจะไม่ทำให้รัฐบาลขาดทุน เพราะราคาข้าวสารในตลาดโลกในขณะนี้ อยู่ที่ราคาตันละประมาณ 27,000 บาท แต่หากธ.ก.ส.ประสบปัญหา รัฐบาลก็พร้อมชดเชยภาระหนี้สินทั้งหมด ซึ่งขั้นตอนและวงเงินงบประมาณจะนำเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบฝนวันพรุ่งนี้
ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ทั้งค่าแปรสภาพข้าว ค่าเช่าโกดังโรงสี รวมถึงค่าประกันภัย นายแพทย์ สุรพงษ์ กล่าวว่า จะนำเสนอขออนุมัติในวันพรุ่งนี้เช่นกัน คาดว่าจะใช้งบประมาณ 540 ล้านบาท



ไม่ธรรมดา

น่าจะพูดได้ว่านี่คือการสำแดงพลังในพลังประชาชนที่ชัดเจนที่สุด เมื่อ ส.ส.ร่วมร้อยกว่าคนซึ่งเป็นนักการเมืองอีสาน แต่ดันข้ามถิ่นไปเลี้ยงสังสรรค์กันที่เชียงใหม่ โดยที่ ส.ส.กลุ่มภาคเหนือไปเลี้ยงกันอีกที่หนึ่ง

และ ส.ส.อีสานที่อยู่คนละกลุ่มไม่ได้ไปร่วมด้วย

ถามว่าทำไม ส.ส.อีสานจึงต้องไปเลี้ยงกันข้ามถิ่น คำตอบก็คือ “เนวิน ชิดชอบ” แห่งบุรีรัมย์ ที่มีพ่อตาเป็นพ่อเลี้ยงใหญ่อยู่ที่นั่น

การเลี้ยงสังสรรค์ดูเหมือนจะคึกคักไม่ใช่เล่น มีการยอวาทีหัวหน้ามุ้งตัวจริงเสียงจริงอย่างที่เรียกว่า “นับถือคนนี้เพียงคนเดียว” ระดับนั้นเลยทีเดียว

ซึ่งก็ได้รับการสนองรับด้วยคำตอบที่ชัดเจนว่าพร้อมจะดูแลช่วยเหลือ ปลุกปั้นบรรดา ส.ส.เหล่านี้ให้เจริญรุ่งโรจน์ต่อไปและยังไม่ลืมแผ่ไปถึง นปก.ที่ร่วมศึกกับ คมช.มา

จะเอาอะไร ต้องการอะไรขอให้บอกและพร้อมจะไปบอกนายกฯสมัครให้ด้วย

จำนวน ส.ส.และความเป็นปึกแผ่นอย่างนี้ก็ไม่ต้องแปลกใจว่า ในพรรคพลังประชาชนศูนย์อำนาจจริงๆน่าจะอยู่ตรงนี้แหละ...ยังไม่รวมถึงเครือข่ายอื่นๆอีก

การขับเคลื่อนทุกเรื่องโดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญจานด่วน จึงเดินหน้าไปแบบที่ว่าไม่ได้หารือ ไม่ได้ปรึกษาแม้แต่นายกฯที่นั่งหัวโด่ในฐานะหัวหน้าพรรค และไม่ได้หารือกับพรรคร่วมรัฐบาล ทำให้เกิดปัญหา

จนนายกฯสมัครต้องแก้ลำด้วยการเชิญหัวหน้าพรรคร่วมมากินข้าว ขอโทษขอโพยกันตามธรรมเนียม เพราะในความเปราะบางทางการเมืองอย่างนี้ เสียงของพรรคร่วมรัฐบาลมีความสำคัญยิ่ง

และก็แน่นอนว่า ผลแห่งการนี้กระทบต่อรัฐบาล ต่อพรรค ต่อตัวนายกฯ และที่สำคัญถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างแยกไม่ออก

น่าจะเรียกว่าผิดกระบวนท่าทางการเมือง

ยิ่งเมื่อถอยออกมาอย่างนี้แล้ว การจะเข้าทำในประเด็น “รัฐธรรมนูญ” ก็ไม่ง่ายอย่างที่คิดแล้ว เพราะคงจะเป็นที่จับตาของทุกฝ่าย เพราะมันกลายเป็นปมขัดแย้งและเงื่อนไขที่ไม่สามารถยอมรับกันได้ง่ายๆ

“รัฐธรรมนูญ” ได้ถูกดึงเข้าไปสู่ระบบในสภา ซึ่งคงจะว่ากันด้วยการตั้ง กมธ.ขึ้นมาศึกษาเพื่อนำไปสู่กระบวนการแก้ไข ดังนั้น การไปสู่การแก้ไขได้จริงก็คงจะอีกนาน แค่แนวคิดเรื่องบุคคลที่จะมาเป็น กมธ.ก็ต้องว่าอีกหลายยก

เพราะต่างฝ่ายต่างก็ต้องชิงไหวชิงพริบ ทั้งสัดส่วน ทั้งตัวบุคคล แม้แต่นอกสภาก็คงจะต้องจ้องดูว่าใครเป็นใครกันบ้าง

ยิ่งมีข่าวว่าจะผลักดันให้อดีตประธานสภาผู้แทนฯเข้ามาเป็นโต้โผใหญ่ในฐานะประธาน กมธ.ก็เริ่มมีเสียงฮึ่มๆดักคอกันแล้ว

อย่างไรก็ดี ยังเชื่อว่าปัญหารัฐธรรมนูญนั้นจะยังเป็นเงื่อนไขทางการเมืองต่อไป เพียงแต่ห้วงนี้คงยุติชั่วคราวจนกว่าจะเดินไปอีกขั้นตอนหนึ่ง

และจะเป็นแรงกดดันที่มิใช่นอกพรรค นอกรัฐบาลเท่านั้น แต่ในพรรคพลังประชาชนก็คงเช่นเดียวกัน เพราะหากแก้ไม่ได้ อย่างน้อยบรรดาบ้านเลขที่ 111 ก็คงจะอึดอัดหัวใจเพราะไม่สามารถเล่นการเมืองได้อย่างเต็มตัว

หรืออย่างนายเนวินแม้จะมีบทบาทในทางลึก ยิ่งการปรากฏบทบาทอย่างชัดเจนท่ามกลางบรรดา ส.ส.ผู้ภักดีกว่าร้อยคน

แต่ก็ไม่สามารถที่ออกมาเล่นหน้าเวทีได้ ไม่มีตำแหน่งทางการเมืองที่จะยกระดับเกียรติยศให้สูงขึ้น เพราะจะต้องรอไปอีก 3 ปีกว่า

ยิ่งจังหวะการเมืองมันให้หลุด “คุก” การเมืองเมื่อใด อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น.

“สายล่อฟ้า”


ยิ่งนานยิ่งแตกแยก

การชุมนุมประท้วงของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ยืดเยื้อและไม่มีท่าทีว่าจะยุติลงเมื่อไหร่ กำลังจะกลายเป็นชนวนแตกแยกของสังคม ที่ต้องเลือกข้าง วิกฤติการเมืองที่ผ่านมาจะเห็นว่าสังคมไทยแตกแยกร้าวลึกไปจนถึงสถาบันครอบครัว กลายเป็นลัทธิทักษิณ หรือลัทธิสนธิ ซึ่งในขณะนั้นเชื่อกันว่า เมื่อวิกฤติคลี่คลายเมื่อไหร่ เวลา จะทำให้ทุกอย่างประสานกลับมาเหมือนเดิม

แต่ปรากฏว่าสังคมวันนี้กำลังถูกตอกลิ่มแผลที่กำลัง จะแห้ง

อย่าทำเป็นเล่นไป การปลุกปั่นให้เกิดความเชื่อ ความเคียด แค้นชิงชัง ขึ้นในสังคมคนหมู่มาก โดยเฉพาะที่เป็นประเด็นทางการเมืองขยายความไปจนถึงการปกครองบ้านเมือง จะย้อนยุคไปเมื่อครั้งที่ประเทศไทยยังต้องเผชิญหน้ากับ ลัทธิคอมมิวนิสต์ แบ่งคนเมืองกับคนชนบท ผลักไสให้พวกหัวรุนแรงที่ทนรับกับผู้ปกครองไม่ได้ต้องหนีเข้าป่า

โค่นล้มอำนาจรัฐ

ยิ่งมีการบิดเบือนข้อเท็จจริงมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งยากที่จะควบคุม ยิ่งนำออกนอกกติกาเท่าไหร่ ก็ยิ่งอันตราย ผมยกตัวอย่างง่ายๆ คำว่าเสียงข้างมากเสียงข้างน้อย ในระบอบประชาธิปไตยก็ถูกนำมาปะปนกับความหมายของประชาธิปไตยและเผด็จการ

กลายเป็นเผด็จการเสียงข้างมากไปฉิบ

แล้วสุดท้ายจะยึดอะไรเป็นหลัก กฎหมู่หรือกฎหมาย การใช้กำลังหมู่มากเข้ากดดันเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใดอย่างหนึ่ง กับความหมายของธรรมะและอธรรม ยังทำให้เกิดความสับสนในสังคม

ในต่างประเทศ อะไรก็ตามที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย ไม่เป็นไปตามกฎกติกาของสังคม จะต้องมีการดำเนินการอย่างเด็ดขาด เพื่อรักษากฎกติกาของสังคมเอาไว้ ไม่เช่นนั้นก็จะมีการละเมิดกฎกติกาจนเกิดความไม่สงบสุขขึ้นในสังคม

กลุ่มคนที่สู้รบกันอยู่ตอนนี้ ล้วนมาจากแขนงเดียวกัน ย่อมรู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร รู้ว่าผลของการกระทำนั้นจะออกมาเป็นอย่างไร การเปลี่ยนแปลงในระบอบประชาธิปไตยที่บริสุทธิ์ไม่ทำให้เกิด มลภาวะในสังคม แต่ถ้านำสิ่งอื่นปลอมปนเข้าไป มลภาวะเป็นพิษก็จะตกอยู่ในสังคมไปยาวนาน

กลายเป็นสังคมแห่งความขัดแย้งและแตกแยก

ความคิดที่ถูกฝังหัว นานเข้าจะกลายเป็นลัทธิและถ้าสังคมไทยยังแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายเป็นลัทธิ ผู้คนในสังคมจะอยู่กันด้วยความหวาดระแวง ไม่ใช่สังคมแห่งการพัฒนา ไม่ใช่สังคมสร้างสรรค์

แต่เป็นสังคมแห่งการทำลายล้าง.

หมัดเหล็ก


เมื่อคนพูดชื่อ 'อภิสิทธิ์'

ยิ้มเจื่อนไปเลย

สังเกตหน้าตาของนายจุลยุทธ หิรัณยะวสิต ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ช่วงที่เจอรายการนอกสคริปของ “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ระหว่างเป็นประธานเปิดงานรวมพลคนสายด่วนเพื่อสังคม ของสำนักนายกฯ

ไม่ได้แค่กล่าวเปิดงาน ตัดริบบิ้นแล้วจบ

แต่ “ลุงหมัก” สวมบทแทนสำนักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ไล่เช็กงบประมาณโครงการที่สูงเกินความจำเป็น ตั้งแง่สงสัยค่าจัดจ้างประชาสัมพันธ์ ค่าจ้างพิธีกร ไปยันค่าขนมแจกแขกร่วมงาน

กางโผไล่เบี้ยกันละเอียดยิบ

เจอมุกนี้เข้าไป เจ้าภาพสะดุ้งตามๆกัน

แต่ในมุมของ “ลุงหมัก” งานนี้ถือว่าเป็นช็อตเริ่มต้นของการเล่นบทตั้งใจ มีสมาธิกับการใส่ใจในรายละเอียดผลประโยชน์ของบ้านเมือง

หลังจากจั่วหัวนำร่องในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” สั่งการบ้านให้รัฐมนตรีตีปี๊บ ผลงานแต่ละกระทรวงผ่านรายการข่าวของกรมประชาสัมพันธ์

โชว์ภาพรัฐบาลตั้งหน้าตั้งตาทำงาน

เบี่ยงกระแส ยื้อกับเกมกดดันของม็อบพันธมิตรฯ

ขนาดที่ว่า แม่ค้าขายขนมตลาดบางลำพูแสดงตัวแสดงตนเป็นแนวร่วมรัฐบาล ด่าม็อบพันธมิตรฯให้ฟังดังๆกลางตลาด “ลุงหมัก” ยังโบกมือบอกให้หยุดด่า

เดินหนีเอาซะดื้อๆ

“สมัคร” เดินยุทธศาสตร์ตามทฤษฎี “ไม่รู้ ไม่เห็น ไม่ได้ยิน” ปล่อยให้ม็อบเหนื่อย แนวร่วมหดหาย หมดแรงไปเอง

และก็เป็นอะไรที่ได้ผลทันตา

พอ “ลุงหมัก” หยุดแกว่งปากแขวะฝ่ายตรงข้าม สะกดอารมณ์นิ่งได้ ก็เป็นฝ่ายของ “มหาจำลอง” พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำม็อบพันธมิตรฯ ถึงกับบ่นเสียดายที่ “ลุงหมัก” พูดถึงเวทีม็อบน้อยไป

หาเหตุยั่วไม่ขึ้น

ม็อบเลยต้องปรับเกมกันขนานใหญ่ จากมุกดาวกระจายที่ฝืดไป ไม่ค่อยมีคนสนใจ รัฐบาลไม่บ้าจี้เต้นตาม

หันมางัดมุก “อารยะขัดขืน”

ยกระดับความเข้มของเกมกดดัน ยุให้ประชาชนดื้อแพ่งทางกฎหมาย ใช้สิทธิที่จะไม่เชื่อฟังรัฐบาล ไม่เสียภาษี ส่งซิกรัฐวิสาหกิจปิดน้ำ ปิดไฟ

ทิ้งไพ่ตายป่วนกันเลย

แต่ก็รีบออกมาดักคอทันที นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ ชิงแถลงกรณีการประกาศยกระดับการชุมนุมไปสู่ความเป็นอารยะขัดขืนของม็อบพันธมิตรฯ

ถือเป็นการกระทำที่จะซ้ำเติมให้บ้านเมืองไปสู่ทางตัน

และไม่ใช่ทางออกในการแก้ไขปัญหา จึงขอให้ไตร่ตรองถึงผลกระทบจากแนวคิดดังกล่าว

ออกแนวขอร้อง พูดจากันด้วยเหตุด้วยผล

เน้นปมซ้ำเติมบ้านเมือง ฝ่ายรัฐบาลพยายามเล่นบทนิ่ง ชิงเป็นฝ่ายคุมเชิง

พลิกมากดดันม็อบที่กำลังจะหมดมุกเล่น

แต่คนที่พูดได้เนียนกว่าใคร และโดยสถานะที่ไม่ได้มีอคติด้านลบกับม็อบ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาสะกิดกันนิ่มๆ เข้าใจว่าการเคลื่อนไหวของม็อบพันมิตรฯจะต้องมีรูปแบบที่หลากหลายออกไป

“แต่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย หากไม่ปฏิบัติตามกฎหมายจะต้องถูกลงโทษ ไม่เช่นนั้นจะไปเรียกร้องว่าอีกฝ่ายอย่าอยู่เหนือกฎหมายคงไม่ได้ เพราะต้องให้กระบวนการยุติธรรมบังคับใช้แบบเสมอภาค”

โดยฐานะของ “อภิสิทธิ์” โดยความถูกต้องตามหลักการ

งานนี้ไม่รู้ใครหลงเหลี่ยมใคร.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน


เครือข่ายทีวีสาธารณะจี้คกก.สรรหา เปิดเวทีแสดงวิสัยทัศน์

วันที่ 9 มิ.ย. เครือข่ายเพื่อนทีวีสาธารณะ นักวิชาการนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยราชภัฎภูเก็ต มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา มหาวิทยาลัยรามคำแหง และสถาบันพัฒนบริหารศาสตร์ จัดเวทีเสวนาวิชาการ "กรรมการนโยบายโทรทัศน์ไทย คุณสมบัติที่ตอบเจตนารมณ์ทีวีไทย ทีวีสาธารณะ" ที่ ห้องประชุมพวงแสด คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

เครือข่ายเพื่อนทีวีสาธารณะ เสนอประเด็นต่อคณะกรรมการสรรหาฯ ประกอบด้วย 1. คณะกรรมการสรรหาฯ ต้องให้ความสำคัญการมีส่วนร่วมของประชาชน ต่อกระบวนสรรหาคณะกรรมการนโยบายฯ จัดให้มีการแสดงวิสัยทัศน์ผ่านสื่อมวลชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทีวีไทย ทีวีสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมรับรู้กระบวนการสรรหาฯ อย่างเป็นรูปธรรม

2. คุณสมบัติคณะกรรมการนโยบายฯ เวทีเสวนาวิชาการเสนอว่า ต้องการให้พิจารณาคุณสมบัติที่สอดคล้องกับบทบาทหน้าที่ ของคณะกรรมการนโยบายฯ โดย คำนึงถึงประสบการณ์ ผลงาน ในเชิงสาธารณะ ไม่เฉพาะเพียงพิจารณาการแสดงวิสัยทัศน์ในวันนั้นเท่านั้น ต้องมีจิตสาธารณะ และเข้าใจหลักธรรมาภิบาล ต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนในขั้วธุรกิจ ขั้วการเมือง ทั้งในทางตรงและทางแฝง เช่น จะต้องไม่มีวาระซ่อนเล้นมารับใช้การเมือง กลุ่มผลประโยชน์ และเป็นตรายางให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ต้องคิดนอกกรอบ เข้าใจศิลปการนำเสนอรายการรูปแบบต่างๆ ไม่จำเป็นต้องยึดรูปแบบการนำเสนอข่าว และรายการตามสถานีช่องอื่น เช่น เวลาข่าวไม่จำเป็นต้องยึดติดกับเวลา prime time ต้องไม่ใช่งานอดิเรกหลังเกษียณหรือเพื่อเกียรติยศของวงศ์ตระกูล ต้องสามารถร่วมกันเป็นทีมได้

นางสาวปาริชาต สถาปิตานนท์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ผู้ที่จะเข้ามา เป็นคณะกรรมการนโยบายฯ ต้อง ทำโทรทัศน์สาธารณะ ไม่ใช่ทำโทรทัศน์เพื่อสาธารณะ คือไม่ใช่เป็นการผลิตรายการเพื่อให้คนดูอย่างเดียว แต่ต้องมีกระบวนการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการคิด การทำ

นายธีรภาพ โลหิตกุล นักเขียนสารคดีและนักจัดรายการวิทยุ อดีตนักผลิตรายการโทรทัศน์มือหนึ่ง กล่าวว่า ผู้ที่จะเข้ามาเป็นคณะกรรมการนโยบายฯ ต้องไม่เติมไปด้วยสาระ แต่ขาดศิลปการนำเสนอ จนกลายเป็นโทรทัศน์เพื่อการศึกษา ต้องเข้าใจศิลปการนำเสนอรายการ การเล่าให้เรื่องให้น่าสนใจ ยืนยันว่าทีวีสาธารณะเป็น ความรู้คู่ความรื่นรมย์ เหมือนกับที่ นายชัยอนันต์ สมุทวณิช กล่าวไว้ว่า Play and learn (เพลย์ แอนด์ เลิร์น) รวมกันแล้วคือ เพลิน

ลุงกาจ ดิษฐาอภิชัย ราษฎรเติมขั้น กล่าวว่า คณะกรรมการนโยบายฯที่จะเข้ามาต้องหลุดออกจากกรอบ วิธีคิดเดิม ของหน่วยงาน องค์กรที่สังกัด หากเข้ามาสู่ทีวีสาธารณะต้องเปลี่ยนใหม่ เพื่อรับใช้สาธารณะจริง

นายสุทธิชัย เอี่ยมเจริญยิ่ง ประธานเครือข่ายธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ขอนำเสนอความคิด หลัก 4 ต้อง 3 ไม่ คือ 1.ต้องมีจิตสาธารณะ และต้องเข้าใจหลักธรรมาภิบาล 2.ต้องทำงานเป็นทีมได้ 3.ต้องเข้าใจบทบาทหน้าที่กรรมการอย่างชัดเจน บางท่านเก่งบริหาร แต่ไม่เก่งที่จะกำกับดูแลบริหาร ในบทบาทบริหารไม่ใช่เข้าไปล้วงลูก ต้องดูแลกำกับ และ 4. ต้องเข้าใจหน้าที่ของความรับผิดชอบ ต้องปฎิบัติหน้าที่อย่างรอบคอบระมัดระวัง ซื่อสัตย์ต่อองค์กร ปฎิบัติตามกฎหมาย และเคารพมติกรรมการ ต้องเปิดเผยโปร่งใสให้ประชาชนรับรู้ ส่วน 3 ไม่ คือ 1.จะต้องไม่มีวาระซ่อนเร้นมารับใช้การเมือง กลุ่มผลประโยชน์ ต้องตรวจสอบประวัติข้อมูลสู่ประชาชนถึงจะรู้ว่าเป็นอย่างไร 2.จะต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน และ 3.จะต้องไม่มานั่งเพื่อเป็นตรายาง ต้องเข้ามาทำงานอย่างจริงจัง

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า เครือข่ายเพื่อนทีวีสาธารณะฯ กำหนดเข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการสรรหาฯ ที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในวันพฤหัสบดีที่ 12 มิ.ย. นี้ ก่อนการแสดงวิสัยทัศน์



พันธมิตรฯ จะประกาศมาตรการอารยะขัดขืน พรุ่งนี้


สะพานมัฆวานฯ 9 มิ.ย.-นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวถึงยุทธศาสตร์ดาวกระจายที่ได้ไปพบคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) วันนี้ (9 มิ.ย.) ว่า ประสบความสำเร็จด้วยดี และเชื่อว่าเวลาที่เหลือ คตส.จะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ของประเทศชาติ และเห็นความคืบหน้าของการทำงาน ขณะที่ กลุ่มพันธมิตรฯ จะหารือสถานที่ที่จะเดินทางไปตามยุทธศาสตร์ ในค่ำวันนี้ (9 มิ.ย.) อาจจะเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือกระทรวงพาณิชย์

“พันธมิตรฯ มีจุดยืนที่จะสู้ เพื่อตีแผ่ให้เห็นว่า ระบอบทักษิณยังคงอยู่ เชื่อว่าประชาชนจะเข้าใจได้ในระยะยาว และเห็นความตั้งใจของผู้ชุมนุม แม้จะมีหลายคนกล่าวหาและไม่พอใจกับการชุมนุม” นายสุริยะใส กล่าว

นายสุริยะใส กล่าวถึงมาตรการอารยะขัดขืนว่า เตรียมประกาศในเวลา 18.00 น.พรุ่งนี้ (10 มิ.ย.) ซึ่งจะมีหลายระดับตั้งแต่ระดับเบาสุดไปจนถึงระดับสูงสุด โดยมาตรการต่าง ๆ จะต้องผ่านมติของแกนนำทั้ง 5 คน และยึดแนวสันติวิธี อหิงสา แต่ไม่ถึงขั้นนัดหยุดงาน และว่า มาตรการอารยะขัดขืนถือเป็นสิทธิที่พลเมืองทั่วโลกสามารถทำได้ ถ้าเห็นว่าคำสั่ง หรือกฎหมายที่รัฐบาลกำหนด ไม่ชอบธรรม

“เชื่อว่ามาตรการที่ออกมาจะทำให้ทุกฝ่ายสบายใจ และทำตามมาตรการได้ จะอยู่ในกรอบของกฎหมาย และมีความชอบธรรม ไม่นำไปสู่การจลาจล โดยอาจจะมีการประกาศมาตรการวันต่อวัน หรือ 3 วันต่อ 1 ครั้ง จะต้องดูปฏิกิริยาตอบกลับของประชาชนด้วย” นายสุริยะใส กล่าว.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-09 19:28:03



นพดล อัด อลงกรณ์ วิจารณ์ขายชาติกรณีเขาพระวิหาร

เบลเยียม 9 มิ.ย.- “นพดล” ยืนยันไทยไม่สามารถขอรื้อฟื้นคดีเขาพระวิหารได้แล้ว เพราะเลยเวลา 10 ปีตามที่ธรรมนูญศาลโลกกำหนดไว้ อัด “อลงกรณ์” ไร้ความรู้ด้านกฎหมาย ดึงเขาพระวิหารมาเป็นประเด็นการเมือง เพื่อให้เข้าใจว่ารัฐบาลทำให้เสียดินแดน

นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ถึงกรณีที่นายอลงกรณ์ พลบุตร รองนายกรัฐมนตรีเงาของพรรคประชาธิปัตย์ ระบุกรณีที่ประเทศไทยสนับสนุนการขึ้นทะเบียนองค์ประสาทเขาพระวิหารเป็นการสละสิทธิ์การทวงคืนเขาพระวิหาร และถือเป็นการขายชาติว่า คำพูดของนายอลงกรณ์ ผิดสิ้นเชิง มุ่งหวังแต่เรื่องการเมืองอย่างเดียว เป็นการพูดที่ไม่มีความรู้ แต่อยากแสดงความเห็น ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้กฎหมายไทยและกฎหมายระหว่างประเทศ ทำให้เกิดความสับสนในสังคมเท่านั้น

นายนพดล กล่าวว่า คำวินิจฉัยของศาลโลกถือเป็นที่สิ้นสุด จะอุทธรณ์หรือฎีกาไม่ได้ แต่ในธรรมนูญของศาลโลก มาตราที่ 61 ระบุว่า ถ้ามีหลักฐานใหม่สามารถรื้อฟื้นคดีได้แต่ต้องทำภายใน 10 ปีเท่านั้น แต่ศาลโลกมีคำตัดสินมาตั้งแต่ปี 2505 ซึ่งผ่านมาแล้ว 46 ปี ไทยจึงไม่สามารถรื้อฟื้นคดีได้ใหม่โดยอาศัยมาตราดังกล่าวได้ แม้ว่าขณะนั้นนายถนัด คอมันตร์ รมว.ต่างประเทศสมัยนั้น จะสงวนสิทธิว่า หากมีกฎหมายใหม่จะรื้อฟื้นคดีใหม่ได้ แต่ปัจจุบันไม่มีกฎหมายใหม่ ดังนั้น การที่ประเทศไทยต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลโลกโดยมติของ ครม.ในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่ให้คืนปราสาทให้กัมพูชา เป็นการทำตามการวินิจฉัยโดยถูกต้อง.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-09 18:24:03




สมชาย ยันลงนามยกเลิกสอบวินัยปลัด พม.

สำนักงาน ก.พ. 9 มิ.ย.-“สมชาย” ยันลงนามยกเลิกคำสั่งสอบวินัย “วัลลภ” ไม่ได้เลือกปฏิบัติ อ้างไม่มีมูลเหตุความผิดร้ายแรง ชี้ไม่หนักใจแม้จะเป็นเพื่อน แต่ทำทุกอย่างด้วยความโปร่งใส ด้านปลัด พม.บอกจะเปิดใจทุกเรื่องเร็ว ๆ นี้

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีที่ลงนามยกเลิกคำสั่งแต่งตั้ง คณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง นายวัลลภ พลอยทับทิม ปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่า ตนยืนยันว่าเป็นไปตามกฎหมาย ไม่ใช่การเลือกปฏิบัติ ทุกเรื่องที่สอบนายวัลลภนั้น กรรมการสอบข้อเท็จจริงระบุว่าหลายเรื่องไม่มีมูลความผิด แต่มีบางเรื่องผิดวินัยโดยบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่แต่ไม่ร้ายแรง เมื่อกรรมการประมวลแล้วนายวัลลภไม่ได้ผิดวินัยร้ายแรง

“ต่อมามีการตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง ทาง ก.พ.เห็นว่า ในการสอบข้อเท็จจริงไม่ผิดวินัยร้ายแรงนั้น ก.พ.เห็นว่าเป็นคำสั่งตั้งกรรมการที่ไม่ชอบ ทางคณะกรรมการจึงรายงานพร้อมมีมติมา เห็นว่าควรสั่งยกเลิกคำสั่งที่สอบสวน เนื่องจากเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งผมเห็นด้วยตามมติ ก.พ.ที่เป็นข้อกฎหมาย ส่วนเมื่อยกเลิกแล้วทางกระทรวงจะตั้งกรรมการขึ้นสอบใหม่อย่างไรก็เป็นเรื่องกระทรวง” นายสมชาย กล่าว

ส่วนการยกเลิกคำสั่งสอบวินัยเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีหรือไม่ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้เป็นผู้ควบคุม กำกับ ดูแล สั่งราชการที่ ก.พ. ซึ่งเป็นไปตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ไม่รู้สึกหนักใจที่อาจถูกมองว่าเป็นเพื่อนสนิทกับนายวัลลภ เพราะความเป็นเพื่อนปฏิเสธไม่ได้ ทุกอย่างว่าไปตามผิดถูก ตามกฎกติกา ถึงเป็นเพื่อนถ้าผิดก็ช่วยกันไม่ได้ และไม่มีลับลมคมใน โปร่งใส ไม่ช่วยใครอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า นายวัลลภ สามารถกลับมาทำหน้าที่ในตำแหน่งปลัดกระทรวงเช่นเดิมเลยหรือไม่ นายสมชาย กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ทางสำนักนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้พิจารณาต่อไป เมื่อมีการยกเลิกคำสั่งก็เท่ากับไม่มีการสอบสวนก็ต้องกลับคืนไปสู่ฐานะเดิมเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ส่วนที่ข้าราชการเป็นห่วงอาจถูกกลั่นแกล้ง กรณีไปให้ข้อมูลกับคณะกรรมการที่สอบสวนนายวัลลภนั้น รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จะดูแลและให้ความเป็นธรรม หากใครไม่ได้รับความเป็นธรรม มาร้องเรียนที่ไหนก็ได้ ไม่ต้องห่วง

ด้าน นายวัลลภ พลอยทับทิม ปลัดกระทรวง พม. กล่าวกับผู้สื่อข่าวเพียงสั้น ๆ ว่าจะเปิดใจทุกเรื่อง ไม่หนักใจ และจะทำหน้าที่ต่อไป.- สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-06-09 16:09:13



วัลลภ เปิดใจจะตั้งใจทำงานในหน้าที่อย่างดีที่สุด

กรุงเทพฯ 9 มิ.ย. - นายวัลลภ พลอยทับทิม ปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมฯ เปิดใจ จะตั้งใจทำงานในหน้าที่อย่างดีที่สุด หลังนายกรัฐมนตรีลงนามในคำสั่งให้กลับเข้าทำงาน

ขณะที่ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงเหตุผลที่ลงนามยกเลิกคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง นายวัลลภ เนื่องจาก มติ ก.พ. ชี้ชัดว่า คำสั่งตั้งคณะกรรมการดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้ ผลการสอบสวนข้อเท็จจริง กรณี นายวัลลภ บกพร่องต่อการปฏิบัติหน้าที่ เป็นความผิดวินัยที่ไม่ร้ายแรง

ขั้นตอนต่อไปเป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมฯ พิจารณาว่า จะตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ขึ้นมาสอบสวน และให้ นายวัลลภ ปฏิบัติหน้าที่ปลัดกระทรวง ต่อไปหรือไม่.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-09 16:04:21





โต้ความคิดอวิชชาเรื่องโลกร้อน

เรากำลังโฆษณาชวนเชื่อเรื่องโลกร้อนกันอย่างเมามัน โดยแทบไม่เคยชี้แจงข้อมูลให้กระจ่าง นี่ย่อมเป็นกระบวนการของอวิชชาโดยแท้ ผมขอลงทุนมองต่างมุมเพื่อหวังให้เกิดสังคมอุดมปัญญา ที่จะเชื่อกันด้วยวิจารณญาณจากการไตร่ตรองด้วยประจักษ์หลักฐาน และเหตุผลอย่างรอบด้าน ที่ผมว่าต้อง “ลงทุน” นำเสนอนั้น เพราะการมองต่างจาก “ฝ่ายธรรมะ” ที่พยายามเย้วๆ ปลุกให้คน “ทำดี” นั้น ย่อมเสี่ยงต่อการถูกบริภาษหรือถูกมองในแง่ลบ แต่ผมก็ได้เพียงหวังว่า วิญญูชนจะร่วมกันพิจารณาครับ

เมื่อเร็วๆ นี้ ผมไปฟังวิทยากรระดับที่เคยเป็นที่ปรึกษารัฐบาล และนำเสนอเรื่องโลกร้อนให้หน่วยงานต่างๆ ฟังมามากมาย แต่ผมฟังแล้วกลับไม่เชื่อ ไม่ใช่ว่าผมมีอคตินะครับ แต่เหตุผลที่วิทยากรนำเสนอนั้นช่างอ่อนเกินไป ผมจึงขอนำเสนอเหตุผลในอีกแง่มุมหนึ่ง และที่ผมใช้คำว่า “เร็วๆ นี้” ไม่ได้บอกว่าวันไหน ก็เพราะผมไม่ประสงค์ที่จะกล่าวให้เกิดความเสียหายแก่วิทยากรเหล่านั้นเป็นการส่วนตัว เพียงแต่มุ่งหวังจะตรวจสอบกันด้วยเหตุผลเท่านั้น

การโต้แย้งเรื่องโลกร้อนนี้ ผมเคยเขียนไว้ในบทความเรื่อง “เล่ห์กลหาประโยชน์จากเรื่องโลกร้อน” ซึ่งมีหลักฐานอ้างอิงต่างๆ มากมาย และปรากฏในเว็บไซต์ต่างๆ หรือที่ http://www.thaiappraisal.org/Thai/Market/Market166.htm

สำหรับข้อโต้แย้งในที่นี้ ผมขอนำเสนอเป็นข้อๆ ดังนี้:
1.วิทยากรเรื่องโลกร้อนมักจะนำเสนอในลักษณะคล้ายการนำเสนอทางวิทยาศาสตร์ แต่ถ้าสังเกตให้ดี จะพบว่าการนำเสนอเหล่านั้น มักจะนำเสนอด้วยข้อมูลด้านเดียว และมักไม่มีแหล่งอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนมาให้ผู้ฟังได้วินิจฉัย ดูเป็นการ “ยกเมฆ” มากกว่า เช่น การที่โลกอุ่นขึ้นก็มองเพียงว่าทำให้เชื้อโรคอยู่ได้นานขึ้น แต่ไม่บอกความจริงว่าโลกอุ่นทำให้สามารถผลิตธัญญาหารได้มากขึ้น หรือการละเลยความจริงที่ว่าโลกร้อนก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม และเคยร้อนอย่างเป็นวัฏจักรมาก่อน หรือโลกยังเคยมีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มหาศาลกว่าในปัจจุบัน เป็นต้น

2.การ “ขู่” ว่าน้ำแข็งขั้วโลกจะละลายภายในเวลา 30-40 ปี เมื่อถึงตอนนั้นน้ำจะท่วมโลกในระดับความสูงถึง 80 เมตร เรื่องนี้วิญญูชนควรไตร่ตรอง การเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติอะไรจะรวดเร็วได้ถึงขนาดนั้น ชั่วเวลานานแสนนานจึงจะมีน้ำท่วมโลกสักที จู่ๆ ก็จะท่วมภายในเวลาเพียงแค่นี้ นี่แสดงว่าพวกคลั่งเรื่องโลกร้อนบางส่วนจินตนาการเพ้อฝันยิ่งกว่านิยายวิทยาศาสตร์ในภาพยนตร์เรื่อง “The Day After Tomorrow” เสียอีก

3.การ “โฆษณาชวนเชื่อ” ด้วยการนำภาพเด็ดต่างๆ มานำเสนอ เช่น น้ำท่วมนครเวนิส ในขณะที่เมื่อเร็วๆ นี้ น้ำคลองในเวนิสเพิ่งเหือดแห้งจนพายเรือไม่ได้ หรือการบิดเบือนว่าน้ำทะเลในอ่าวไทยเพิ่มขึ้น ทั้งที่มีการศึกษาเช่นกันว่าระดับน้ำลดลง นอกจากนี้ยังชอบกล่าวว่า ชายฝั่งทะเลถูกกัดเซาะไปโดยไม่นำพาข้อเท็จจริงในอีกด้านหนึ่ง ว่ามีการงอกของที่ดินริมทะเลในพื้นที่อื่นเช่นกัน

4.การ “ใส่ไข่” ว่าพื้นที่ชายฝั่งแถวกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ถูกกัดเซาะต่อเนื่องเพราะภาวะโลกร้อนจนวัดอยู่กลางน้ำ ทั้งที่สาเหตุหลักเป็นเพราะการทำลายป่าชายเลน การทรุดตัวของแผ่นดินจากการสูบน้ำบาดาล และอื่นๆ และกลับละเลยความจริงที่ว่า พื้นที่ลึกเข้าไปในลุ่มน้ำเจ้าพระยา เช่น วัดเจดีย์หอย ปทุมธานี ยังเคยเป็นทะเล และกลายเป็นแผ่นดินเพราะการสะสมของตะกอนจนถึงทุกวันนี้

5.ที่น่า “ละอาย” อย่างมากเลยก็คือ การโยงแทบทุกปัญหาในโลกนี้ว่าเป็นผลพวงจากภาวะโลกร้อน เช่น พายุนาร์กีส ทั้งที่เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และเคยมีที่ร้ายแรงกว่านี้มาแล้วในภูมิภาคนี้ในอดีต นอกจากนี้การประท้วงเรื่องอาหารในเฮติหรือในประเทศอื่น ก็ยังถูกเหมารวมไว้ว่าเป็นเพราะภาวะโลกร้อนเช่นกัน

6.การนำเสนออย่างไม่ฉุกคิดถึงเหตุผล เช่น หิมะบนยอดเขาคีรีมันจาโร หรือยอดเขาสูงอื่นๆ ละลายได้อย่างไร ในขณะที่ตลอดทั้งปีมีอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง และแม้ว่าหากอุณหภูมิบนผิวโลกจะสูงขึ้นบ้าง บนยอดเขาก็ยังต่ำกว่าจุดเยือกแข็งอยู่ดี การที่น้ำแข็งจะละลายอาจเป็นเพราะสาเหตุอื่นที่ควรศึกษาให้ละเอียด เช่น การเปลี่ยนแปลงใต้พิภพ ไม่ใช่สักแต่โทษเรื่องโลกร้อน

7.พวกคลั่งเรื่องโลกร้อนมัก “ใส่ร้าย” ผู้อื่น เช่น พอนักวิทยาศาสตร์ที่ไม่เชื่อเรื่องโลกร้อนออกมาตั้งคำถามต่อพวกเขา พวกเขาก็มักจะกล่าวหาว่าพวกนักวิทยาศาสตร์เหล่านั้นรับใช้นายทุนหรือประเทศมหาอำนาจ เป็นต้น โดยมักไม่ใส่ใจถกเถียงทางวิชาการให้ชัดเจน จะสังเกตได้ว่าพวกคลั่งเรื่องโลกร้อนมักเอาเครดิต ความน่าเชื่อถือของตัวเองมาจูงใจให้คนเชื่อ (ผิดหลักกาลามสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าอย่าเชื่อเพียงเพราะว่าคนพูดเป็นอาจารย์) มากกว่าการใช้ประจักษ์หลักฐานทางวิทยาศาสตร์มาหักล้าง

8.พวกคลั่งเรื่องโลกร้อนมักจะไม่ใส่ใจการพัฒนาประเทศ คิดแต่เพียงว่าน้ำจะท่วมกรุงเทพมหานคร ต้องหนีไปที่อื่น คิดไปไกลถึงขนาดว่า ไม่ควรสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินเพราะจะเป็นการสูญเปล่า อวดฉลาดว่าสนามบินสุวรรณภูมิที่สร้างด้วยเงินหลายแสนล้านบาทจะเป็นความสูญเปล่า พวกนี้ไม่ยอมรับความจริงว่า ประเทศเนเธอร์แลนด์ก็ยังอยู่ได้ในระดับต่ำกว่าน้ำทะเลมานานแล้ว โดยบางแห่งต่ำกว่าถึงกว่าสิบเมตร การคิดแบบ “งอมืองอเท้า” ของคน “ขวางโลก” เหล่านี้เป็นอันตรายอย่างยิ่ง เพราะเป็นการคิดที่ยอมจำนนและไม่สร้างสรรค์อะไรเลย

9.พวกนี้ยังมีความคิดที่เป็นไสยศาสตร์ เช่น การเสนอทางออกว่าควรทำบุญตักบาตรหรือถวายสังฆทานเป็นทางออกสุดท้าย เพราะอย่างน้อยก็เป็นการบำบัดจิต การที่ “นักวิทยาศาสตร์” ชิงบทบาทของนักการศาสนามานำเสนอเช่นนี้เป็นเรื่องน่าสลดยิ่ง นี่ไม่ใช่การแสดงว่าพวกเขาเป็นศาสนิกชนที่ดี คนพวกนี้เพียงนำศาสนามาเป็นอาภรณ์ประดับให้ตนดูดีมากกว่า

โปรดอย่าเข้าใจผิดว่า ผมไม่เห็นด้วยกับการรณรงค์ให้สังคมดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมนะครับ ทุกคนควรประหยัดการใช้ทรัพยากรของโลกอยู่แล้ว แต่การพยายาม “โฆษณาชวนเชื่อ” ให้คนเชื่อทฤษฎีโลกร้อนที่ขาดประจักษ์หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ และมักกระทำด้วยการใช้ความน่ารัก น่าสงสารของคน สัตว์ และสิ่งของมาชักจูงให้คล้อยตามนั้น เป็นสิ่งที่เราควรใช้วิจารณญาณให้ดี

โปรดอ่านบทความของผมเรื่อง “เล่ห์กลหาประโยชน์จากเรื่องโลกร้อน” (
http://www.thaiappraisal.org/Thai/Market/Market166.htm) ซึ่งมีข้อมูลในรายละเอียดมากมาย เพื่อให้เกิดการอภิปรายและวินิจฉัยกันด้วยเหตุผล อันจะทำให้เกิดสังคมอุดมปัญญา และเกิดการคิดค้นหาทางออกของปัญหามากกว่าการยอมจำนน

ดร.โสภณ พรโชคชัย
ประธานกรรมการ มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย