WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, June 10, 2008

ผมมีความรู้สึกว่า พันธมิตรที่สะพานมัฆวาน กำลังบ้า ถอยก็ไม่ได้ รุกก็ไม่ออก

สภาพตอนนี้ ในทางยุทธศาสตร์การสงครามแล้วถือว่าพันธมิตรพ่ายแพ้โดยสิ้นเชิง การจะอยู่บนถนนราชดำเนินนานไปอีกกี่วัน คงไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด แต่ประชาชนที่เดือดร้อนเขาก็จะด่ามากขึ้นเรื่อยๆ เสียมวลชนไปโดยสิ้นเชิง

ยิ่งโดนด่าพันธมิตรก็ยิ่งรน พยายามหายุทธวิธีใหม่ๆ มากดดันรัฐบาล เช่น กลยุทธ์ดาวกระจายบ้าง อะไรบ้าง ตอนนี้ออกยุทธวิธีใหม่รายวัน ยุให้รัฐวิสาหกิจตัดน้ำตัดไฟรัฐบาล ยุให้ข้าราชการกระด้างกระเดื่องต่อรัฐบาล แบบอารยะขัดขืน เรียกว่าต้องปวดหัวนั่งเค้นกลยุทธ์กันทุกนาทีก็ว่าได้

ตอนนี้ยื่นข้อเสนอใหม่ ขอให้ต่ออายุ คตส. ไปหนึ่งปี หลังจากมีข้อเสนอมากมายมาแล้ว

ผมว่า รัฐบาลเขาคงนั่งหัวเราะกันพุงปลิ้นกันไปแล้วละครับ กับม็อบสะเปะสะปะแบบนี้ ม็อบที่ไร้เป้าหมายที่ชัดเจน ม็อบที่หาทางลงไม่ได้ ผมว่ารัฐบาลไม่ต้องทำอะไรแล้ว ไม่ต้องปวดหัว ไม่ต้องสนใจอีกต่อไป

แต่ว่าฝ่ายพันธมิตรกลับปวดหัวแทน คิดหัวแทบแตกว่าจะสร้างเงื่อนไขได้อย่างไรอีก เพราะยิ่งอยู่นาน โดยไม่มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน เงื่อนไขทางสังคมที่ไม่สุกงอม สุดท้ายมันก็กลายเป็นหอกที่กลับมาทิ่มแทงตัวเอง

"ถอยก็ไม่ได้ รุกก็ไม่ออก"

สภาพการณ์เช่นนี้ตามตำราพิชัยสงคราม บอกว่าร้ายแรงขนาดกองทัพล่มสลายแน่นอนครับ เพราะศัตรูไม่ต้องทำอะไร แค่นั่งกินเหล้า ดูบอลยูโรสนุกสนานไป แต่กองทัพ "พันธมิตร" กลับต้องเต้นแร้งเต้นกาอยู่กลางถนน ตากแดด ตากฝนตากลม สะเบียงกรังก็ร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ จะทำสงครามแตกหักก็ทำไม่ได้ เพราะไม่มีข้าศึกลงมารบด้วย ทำสงครามยืดเยื้อ สะเบียงกรังก็หมด กำลังพลก็หดหายไปทุกวัน

เคลื่อนพลท้ารบ รัฐบาลก็เฉย จะถอนทัพก็กระไรอยู่ เพราะได้ประกาศไปแล้วว่าไม่ชนะไม่ถอย ยกทัพกลับโดยไม่ได้มรรคได้ผลอะไร ก็จะเป็นผลเสียต่อการเคลื่อนไหวในอนาคต เพราะจะปลุกมวลชนได้ลำบากมากขึ้น (ผมยังเชื่อว่ามมีคนกลุ่มหนึ่ง ที่บ้าไปตามพันธมิตร พวกนี้เป็นแฟนพันธุ์แท้ แต่จำนวนไม่ได้มากมายนัก)

ความกดดันทั้งหลายทั้งปวงตอนนี้อยู้กับพันธมิตรโดยสิ้นเชิงแล้วครับ

ผมว่า ท่านนายกฯสมัคร ไม่ต้องพูดอะไรเกี่ยวกับพันธมิตรอีกต่อไปแล้ว พูดเรื่องงานเหมือนออกรายการทีวีทาง NBT เมื่อเช้านี้ดีแล้ว

ปล่อยให้ตำรวจเขาเจรจาไป เล่นเอาเถิดเอาล่อกับพันธมิตรกันต่อไป

ส่วนทีวีก็ไปหาสกู๊ป ความเดือดร้อนของชาวบ้านจากพันธมิตรออกอากาศเรื่อยๆ ตำรวจก็แถลงการณ์วิงวอน กราบกรานพันธมิตรไปเรื่อยๆ

ผมว่ายิ่งนาน ความเป็นผู้ร้ายก็ยิ่งมาก ตอนนี้จะปลุกม็อบในอนาคต ก็คงไม่ขึ้นอีกต่อไป

ยุทธวิธีนี้จะทำให้พันธมิตรเสื่อมลงไปอย่างถาวร ม็อบพันธมิตรจะโดนฝังลงหลุมไปตลอดกาลครับ

ผมเคยบ้าอ่านตำราพิชัยสงครามมาพักหนึ่งเมื่อหลายสิบปีก่อนโน้น ยุทธวิธีนี้เรียกว่า Protract war หรือสงครามยืดเยื้อ ทิ้งให้ข้าศึกอ่อนเปลี้ยไปเอง สภาพของพันธมิตรเหมือนกองทัพที่ยกมาไกล สะเบียงกรังมีจำกัด เงื่อนไขสงคราม สภาวะแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย ภูมิประเทศแม้เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ดี ที่ทำให้การจราจรในเมืองหลวงเป็นอัมพาต แต่มันก็ส่งผลเสีย คือ สร้างความเดือดร้อนให้มวลชน ที่ควรจะเป็นมิตร ก็จะกลายเป็นศัตรู

การยึดชุมทางการจราจร เช่นสะพานผ่านฟ้า หรือสะพานมัฆวาน เป็นกลยุทธที่ดี เพราะเป้าหมายคือ "ยั่วให้รัฐบาลล้อมปราบ" เพื่อสร้างเงื่อนไขสงคราม หากรัฐบาลล้อมปราบแบบ "พฤษภาทมิฬ" ก็เป็นเงื่อนไขให้ใช้ปลุกระดมมวลชนต่อต้านรัฐบาล

มันเหมือนเกม หากข้าศึกทันเกม ปล่อยให้ยึดครองไป ไม่ล้อมปราบ ทีนี้แรงกดดันทั้งหลายทั้งปวง จะตกอยู่กับฝ่ายเรา คือ "การสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน" กลายเป็นหอกที่จะมาทิ่มกลับเราเอง จะถอยก็เสียหน้า และถือเป็นการพ่ายแพ้ เงื่อนไขสงครามไม่สามารถปลุกขึ้นมาได้อีก

จะบุกก็ไม่รู้จะไปรบกับใคร

แถมตำรวจ โฆษณาประจำว่าชาวบ้านเดือดร้อน นักเรียนเดือดร้อน ออกข่าวขอร้องทุกวัน คือ ตำรวจเล่นตีบทโศก อ่อนน้อม อ้อนวอน ขอร้องเรียกคะแนนสงสาร พันธมิตรเล่นบทผู้ร้ายเต็มที่

สภาพเช่นนี้ยิ่งอยู่นาน ยิ่งไร้ความหมายทางยุทธศาสตร์ ลงก็ลงไม่ได้ เพราะพ้นเงื่อนไขที่จะลงตามบันไดที่ "กลุ่มริบบิ่นสีขาว ทอดไว้ให้แล้ว จะบุกก็ไม่มีข้าศึกให้เห็น

สภาพกองทัพแบบนี้น่าอนาถครับ

พูดตรง ๆ สภาพของพันธมิตรตอนนี้เหมือนคนบ้า ออกมารำมีดกลางถนน ท้าให้คนโน้นคนนี้ออกมาฟันกัน

ใครโดดลงไปตีกับคนบ้า มันก็บ้าแล้วครับ

ผมว่าเรามองพันธมิตรด้วยความสนุกสนานดีกว่าครับ ว่าจะเอามุกอะไรออกมาเล่นอีก มุกดาวกระจายก็แป๊กไปแล้ว

เหมือนดูจำอวดกลางกรุง สนุกดีออกครับ

ผมรู้สึกว่ายิ่งอยู่นาน นายทุนมันก็จะเจ๊งเองแหละครับ อย่าไปรื้อเวทีเด็ดขาด


จาก thaifreenews

จำลอง ศรีเมือง โมฆะบุรุษผู้ทำลายชาติ ศาสนา และท้าทายสถาบันพระมหากษัตริย์

ตกใจมากที่จู่ๆ ก็มีคนทึกทักว่า ฟ้าฟื้น เป็น ประดาบ และ thai-grassroots คือ hi-thaksin

ที่ตกใจ ไม่ใช่เพราะรู้ทัน หรือ ถูกจับได้ หากแต่ตกใจเพราะถูกยกระดับให้เป็น ทั้งๆ ที่ความจริง ทั้ง ฟ้าฟื้น และ thai-grassroots ยังมีราคาเพียงของลอกเลียนแบบเท่านั้น มิใช่ของแท้ หรือ ของที่มีคุณภาพเทียบเท่า

ฟ้าฟื้น บอกไว้แต่วันแรกแล้วว่า ตั้งใจเป็นผู้สืบทอด และเป็นของลอกเลียนแบบ ด้วยต้องการสืบสานเจตนารมณ์ จึงได้แต่กังวลใจด้วยเกรง ประดาบ จะเข้าใจผิด ว่าแอบอ้าง หรือ สวมรอย กระทั่งทำให้เสียหายได้ในอนาคต

จึงต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ หาก ฟ้าฟื้นทำอะไรลงไป แล้วเป็นเหตุให้ประดาบ ต้องเดือดร้อน หรือ เสียหาย ทั้งในวันนี้ วันหน้า และวันวานที่ผ่านไปแล้ว

หวังว่า ผู้สืบทอด จะได้รับการอภัยจากผู้เป็นครู ต้นแบบของการต่อสู้


......................................

หลายวันที่ผ่านมา ปัญหาเทคนิคของมือใหม่ ทำให้ thai-grassroots ออกอาการรวนๆ ติดๆ ขัดๆ จนน่าอึดอัดใจ และทำให้รู้ว่าการทำเว็บขึ้นมาสักเว็บหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ยิ่งเป็นเว็บที่มีแรงกดดันจากสายตาผู้ชมจำนวนมาก เพราะมีสื่อมวลชนช่วยโฆษณาประชาสัมพันธ์

จึงต้องขออภัย มา ณที่นี้ อีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะสัญญาในชั้นต้นนี้ว่าจะไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นอีก

..........................................


เรื่องใหม่ที่อยากจะมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันในวันนี้ ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องราวของขบวนการพันธ มิตรที่กำลังก่อการร้ายต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข อย่างไม่หยุดยั้ง และไม่รั้งรอแม้แต่วินาทีเดียวที่จะทำให้ประเทศชาติล่มสลาย พร้อมๆ กับความเดือดร้อนของประชาชนที่เพิ่มพูนทบเท่าทวีคูณอย่างรวดเร็ว

จำลอง ศรีเมือง คือ คนที่อยากจะนำมาเสนอในวันนี้ ด้วยเหตุที่ว่าคนคนนี้คือ ตัวอันตรายต่อสถาบันหลักของชาติ อย่างร้ายแรง แต่ด้วยภาพนักบุญจอมปลอมที่เขาสร้างสวมทับร่างซาตานของตนเอง เพื่อหลอกตาประชาชน ทำให้ซาตานตนนี้ ยังคงหลอกลวงผู้คนจำนวนมากที่ขาดเขลาเบาปัญญา ไม่ไตร่ตรองศึกษาอย่างถ้วนถี่ หลงผิดและเดินตามไปได้โดยง่าย

ถึงแม้ว่าจะมีประชาชนจำนวนมาก ตาสว่าง และรู้ทัน กลเกมของซาตานในคราบร่างของนักบุญผู้ใฝ่ธรรมะ แต่เอาชนะกิเลสในใจตนเอง ที่มุ่งแสวงหาอำนาจโดยไม่คำนึงถึงวิธีการ ทุกลมหายใจเข้าออกไม่ได้ แต่ก็ยังมีคนำจำนวนไม่น้อยที่หลงเชื่อซาตานตนนี้ อย่างหัวปักหัวปำ ไม่ลืมหูลืมตา จนมีอาการน่าเป็นห่วง ดังเช่นกลุ่มคนที่ไปนอนนั่งฟังคาถาล้างสมองของเขาที่ถนนราชดำเนิน อยู่ในขณะนี้

จำลอง ศรีเมือง น่าจะเป็นคนไทยเพียงคนเดียวที่แสดงออกถึงความมุ่งมั่นต่อจุดมุ่งหมายของตนเอง ที่จะท้าทายและทำลายสถาบันสำคัญของชาติ ทั้ง 3 สถาบันในคราเดียวกัน และมีความซื่อสัตย์ต่อภารกิจภายในจิตใจของตนเองอย่างแน่วแน่ ชนิดที่แก้ไขไม่ได้ มาอย่างยาวนานหลายสิบปี

ไม่น่าเชื่อ จำลอง ศรีเมือง จะเป็นบุคคลที่เคยเข้ารับการอบรมบ่มเพาะอุดมการณ์ความรักชาติ ศาสนา และ พระมหากษัตริย์ มาจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า หรือ โรงเรียนนายร้อยจปร. ซึ่งเป็นสถาบันที่ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตนายทหารที่มีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหาษัตริย์ สูงสุด กระทั่งชีวิตก็สละได้ เพื่อปกป้อง 3 สถาบันหลักของชาติ


เหตุที่ต้องบอกว่าไม่น่าเชื่อก็เพราะ จำลอง ศรีเมือง ได้แสดงให้เห็นเป็นประจักษ์มาอย่างต่อเนื่องว่า เขาไม่ได้เป็นผู้ที่ยึดมั่นในอุดมการณ์และความรักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ดังเช่นนายทหารอื่นๆ ของกองทัพ รวมไปถึงประชาชนคนทั่วไป ด้วย

จะเชื่อใจ จำลอง ศรีเมือง เป็นคนที่มีความรักชาติได้อย่างไร ในเมื่อคนคนนี้เป็นต้นเหตุก่อวิกฤติให้แก่ประเทศชาติเสียหาย และประชาชนเดือดร้อนมาครั้งแล้วครั้งเล่า

เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 จำลอง ศรีเมือง ก็เข้าไปเกี่ยวข้องในฐานะหน่วยข่าวของกองทัพ และแวะเวียนไปแทรกซึมอยู่กับประชาชน ที่ช่วยกันรุมฆ่านักศึกษาหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อันเป็นชนวนให้แผ่นดินไทยแยกเป็นหลายเสี่ยง และคนไทยแตกเป็นหลายก๊ก กว่าจะกลับคืนสู่ความสงบได้ ก็ใช้เวลานานนับสิบปี

เหตุการณ์นายทหารยังเติร์กบีบบังคับให้พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กลางสภาฯ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2523 จำลอง ศรีเมือง ก็เป็นหนึ่งในกลุ่มทหารยังเติร์ก ที่ร่วมกดดัน และ เชิด เปรม ติณสูลานนท์ ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี แทน โดยมี จำลอง ศรีเมือง เป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

เหตุการณ์เมษาฮาวาย หรือ ปฏิวัติ 1 เมษายน 2524 จำลอง ศรีเมือง ก็เป็นหนึ่งในนายทหารจปร. 7 ที่นำกำลังก่อการรัฐประหาร หมายจะล้มล้างรัฐบาล เปรม ติณสูลานนท์ เพราะเห็นว่าไม่สามารถควบคุมนายกรัฐมนตรี ให้อยู่ในคำสั่งของกลุ่มตนและพวกพ้องได้ แต่ไปไม่ถึงเป้าหมาย ต้องพ่ายแพ้กลายเป็นกบฎ ในที่สุด

เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 จำลอง ศรีเมือง เป็นตัวตั้งตัวตี เป็นผู้ปลุกระดมประชาชนให้ออกมาต่อต้านการสืบทอดอำนาจของรสช. ที่นำโดย สุจินดา คราประยูร ด้วยแคมเปญ "นายกฯต้องมาจากการเลือกตั้ง" และสโลแกน "คนโกหก ไม่ทำบาป ไม่มี" พร้อมกับเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง


การชุมนุมของประชาชนในเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 จบลงด้วยบาดแผลใหญ่ของชาติไทย เมื่อประชาชนที่ถูก จำลอง ศรีเมือง ปลุกระดมให้เข้าสู้กับกองทัพ กลายเป็นเบี้ยบนกระดาน ให้ จำลอง ศรีเมือง ใช้เป็นเครื่องเซ่นสังเวยเกมชิงอำนาจรัฐ จนต้องล้มตายเป็นจำนวนมาก ด้วยแผนการและมันสมองอันชั่วร้ายของซาตานตนนี้

กว่าประชาชนทั้งประเทศจะรู้ความจริง ว่าเบื้องหลังเหตุการณ์นองเลือดเป็นเช่นไร และ จำลอง ศรีเมือง หลอกประชาชนผู้ชุมนุม ให้มานั่งตากแดด ตากน้ำค้าง แต่ตัวเองหลบไปนอนในห้องแอร์ของโรงแรม และประกาศชัยชนะของตนเองบนกองเลือดของประชาชน เมื่อยั่วยุให้ทหารลงมือสลายม็อบด้วยความรุนแรง พาชีวิตผู้คนจำนวนหลายพันคนไปเสี่ยงกับห่ากระสุนปืน โดยไม่คิดรับผิดชอบใดๆ นอกจากความหิวกระหายในอำนาจ และชัยชนะบนซาศพของคนไทย และซากปรักหักพังของประเทศไทย

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า จำลอง ศรีเมือง คนนี้ เป็นคนที่พยายามสร้างเงื่อนไข เรียกร้องให้ทหารก่อการรัฐประหาร เป็นคนเดียวกับที่เรียกร้องปลุกระดมประชาชนให้ต่อต้านการสืบทอดอำนาจของทหาร เมื่อ พฤษภาคม 2535

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า จำลอง ศรีเมือง คนนี้ เป็นคนที่เรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญให้นายกรัฐ มนตรีมาจากการเลือกตั้ง แต่ตนเองสนับสนุน เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยไม่ผ่านการเลือกตั้ง และ ยังเข้าไปนั่งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง รวมถึงสนับสนุนให้มีสมาชิกวุฒิสภา ที่ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้งในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันด้วย และขณะนี้กำลังปลุกระดมประชาชน ให้ขับไล่นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง เพื่อเปิดโอกาสให้มีนายกรัฐมนตรีจากการแต่งตั้งแทน

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า จำลอง ศรีเมือง คนนี้ จะเป็นคนตระบัดสัตย์ ไม่อยู่ในศีลในธรรม ดังที่สร้างภาพจอมปลอมหลอมทับตัวเองเพื่อหลอกตาประชาชน และเป็นคนที่เคยประกาศก้องว่า "คนโกหก ไม่ทำบาป ไม่มี" เพราะทุกอย่างที่เคยพูดไว้ วันนี้ จำลอง ศรีเมือง กระทำมันไปทั้งหมดทั้งสิ้นแล้ว

พฤติกรรมทางการเมือง การจ้องหาโอกาส ฉกฉวยชิงจังหวะช่วงชิงอำนาจรัฐ อย่างต่อเนื่องที่ผ่านมากว่า 30 ปี ของ จำลอง ศรีเมือง ทำให้ประเทศชาติต้องเสียหาย ประชาชนต้องบาดเจ็บล้มตาย คิดเป็นมูลค่ามากมายมหาศาล จนเกินกว่าจะคำนวณเป็นตัวเงินได้ โดยเฉพาะความแตกแยกของคนในชาติ และความมั่นคง เสถียรภาพ สถานะของประเทศที่ตกต่ำในสายตาของชาวโลก

พฤติการณ์ของ จำลอง ศรีเมือง เท่าที่ยกมาเป็นเพียงส่วนน้อย แต่ก็พอจะทำให้เชื่อได้ว่า จำลอง ศรีเมือง ไม่ใช่ผู้รักชาติ อย่างแน่นอน

พฤติกรรมทางด้านการปกป้องพระศาสนา ยิ่งนับเป็นจุดด่าง และจุดด้อยของ จำลอง ศรีเมือง เพราะ จำลอง ศรีเมือง คือ ผู้สนับสนุนหลักของ โพธิรักษ์ และสำนักสันติอโศก ซึ่งเป็นจำเลยของมหาเถรสมาคม และถูกมหาเถรสมาคม ยื่นฟ้องต่อศาล ว่าเป็นขบวนการที่ทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมเสีย ต่อสู้คดีกันถึง 3 ศาล สุดท้ายศาลฎีกาตัดสินว่าโพธิรักษ์ ไม่ใช่พระ มีความผิดฐานแต่งกายเลียนแบบสงฆ์ และนักบวชในสำนักอโศก ก็ไม่ใช่สงฆ์ เพราะไม่ได้รับการอุปัชฌาย์โดยพระอุปัชฌาย์ตามกฎของพระพุทธศาสนา

ทั้งๆ ที่ถูกศาลฎีกาตัดสินว่ามีความผิด และ เป็นปฏิปักษ์ต่อพระพุทธศาสนา ทำให้ประชาชนหลงเชื่อ หลงผิด เข้าใจผิด แต่ โพธิรักษ์ และ สันติอโศก ก็ยังลอยนวลอย่างมีหน้ามีตาอยู่ในสังคมไทย ซึ่งเป็นสังคมพุทธ ได้ เพราะการสนับสนุนของ จำลอง ศรีเมือง นั่นเอง

โพธิรักษ์ เจ้าสำนักสันติอโศก และ จำลอง ศรีเมือง มีเป้าหมายทางการเมืองร่วมกัน อย่างชัด เจน นับตั้งแต่การวางแผนให้ จำลอง ศรีเมือง ลงสมัครผู้ว่าฯกทม. แล้วขายฐานเป็นการสร้างพรรคพลังธรรม เพื่อเข้าไปแสวงหาอำนาจรัฐ โดยมีแผนการที่ระดมมวลชนสนับสนุนจำลอง ศรีเมือง เป็นนายกรัฐมนตรี ให้จงได้ และแผนการทั้งหมดเกือบจะเป็นความจริงได้หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ หากว่าจำลอง ศรีเมือง ไม่โดนเกมการเมืองของประชาธิปัตย์ สกัดจนสะดุดหัวทิ่มกับข้อหา "จำลองพาคนไปตาย" ส่งผลให้พรรคพลังธรรม พ่ายแพ้ย่อยยับในการเลือกตั้งเดือนกันยายน 2535 จากที่ควรจะได้เป็นพรรคแกนนำรัฐบาล ในฐานะผู้นำการต่อสู้กับ รสช. ต้องกลายมาเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ที่มีประชาธิปัตย์ เป็นหัวหน้ารัฐบาล ก่อนจำลอง ศรีเมือง จะหักหลังประชาธิปัตย์ ด้วยการถอนตัวออกจากรัฐบาล หลังประชาธิปัตย์ ถูกตราหน้าว่าคอรัปชั่นกินแผ่นดินหลวง กรณีสปก.4-01 อันอื้อฉาว

โพธิรักษ์ กับ จำลอง ศรีเมือง หายหน้าหายตาไปจากแวดวงการเมือง นับแต่พรรคพลังธรรม ล่มสลาย จนกระทั่ง จำลอง ศรีเมือง ประกาศเข้าร่วมกับสนธิ ลิ้มทองกุล ขับไล่ทักษิณ ชินวัตร โพธิรักษ์ ก็นำนักบวช และ ไพร่พลจากสำนักสันติอโศก เข้าร่วมสมทบม็อบพันธมิตร ก่อการเคลื่อนไหวโดยมีเป้าหมายทางการเมือง ทันที และครั้งนี้ก็เช่นกัน โพธิรักษ์ กับ จำลอง จับมือกันแนบแน่น เป็นกำลังหลักให้ม็อบพันธมิตร ขับไล่ สมัคร สุนทรเวช

แม้จะไม่ประกาศอย่างชัดแจ้งว่า มีเป้าหมายอย่างไร สำหรับ โพธิรักษ์ และ สำนักสันติอโศก แต่ก็คงไม่ยากที่จะคาดเดาถึงเป้าหมายที่จะสถาปนาลัทธิอโศก ให้เป็นศาสนาพุทธอีกนิกายหนึ่ง ในสยามประเทศ และเผยแผ่ลัทธิอโศก ตลอดจนแนวทางของชาวอโศก ให้แพร่กระจายไปทั่วประเทศ แข่งกับพระพุทธศาสนา และแสวงหาอำนาจรัฐ เพื่อออกกฏหมายบีบบังคับมหาเถรสมาคม ต้องยอมรับลัทธิอโศก เทียบเท่าพระพุทธศาสนา หรือ ศาสนาอื่นในประเทศไทย ตลอดจนการยอมรับโพธิรักษ์ เป็นผู้นำศาสนาพุทธอีกนิกายหนึ่ง เสมอเท่ากับสมเด็จพระสังฆราช หรือ ผู้นำศาสนา อื่นๆ ด้วย


ทั้งๆ ที่รู้ว่าสันติอโศก เป็นปฏิปักษ์ต่อพระพุทธศาสนา และ โพธิรักษ์ เป็นจำเลยของมหาเถรสมาคม แต่ จำลอง ศรีเมือง ก็ยังคงยืนกรานที่จะสนับสนับสนุนโพธิรักษ์ และสันติอโศก ให้ดำรงคงอยู่ต่อไป โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อพระพุทธศาสนา มหาเถรสมาคม และ คำพิพากษาของศาลฎีกาที่ชี้ว่าโพธิรักษ์ คือผู้กระทำความผิดต่อพระพุทธศาสนา

จึงยากจะเชื่อว่า จำลอง ศรีเมือง คือ ผู้ที่มีความปรารถนาดีต่อพระพุทธศาสนา และ มีจุดมุ่งหมายที่จะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา เนื่องจากจำลอง ศรีเมือง ยังคงนับถือผู้เป็นปฏิปักษ์ต่อพระพุทธศาสนา เป็นศาสดา และส่งเสริมลัทธความเชื่อ ที่เป็นภัยต่อพระพุทธศาสนา อย่างต่อเนื่องยาวนานจนถึงทุกวันนี้

สถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นสถาบันสำคัญที่สุดที่คนไทย เคารพเทิดทูนไว้สูงสุด ก็ไม่ได้อยู่ในหัวใจของ จำลอง ศรีเมือง และ ไม่ได้อยู่เหนือการท้าทายของซาตานตนนี้

เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเข้ามายุติเหตุการณ์นองเลือด พฤษภาทมิฬ 2535 ทรงมีรับสั่งกับ จำลอง ศรีเมือง ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ก่อเหตุจนเกิดการนองเลือด และความเสียหายแก่ประเทศชาติ และประชาชน ความตอนหนึ่งว่า

"ขอให้โดยเฉพาะสองท่าน คือ พลเอกสุจินดา และ พลตรีจำลอง ช่วยกันคิด คือหันหน้าเข้าหากัน ไม่ใช่เผชิญหน้ากัน เพราะว่าเป็นประเทศของเรา ไม่ใช่ประเทศของหนึ่งคนสองคน เป็นประเทศของทุกคน เข้าหากันไม่เผชิญหน้ากันแก้ไขปัญหา เพราะปัญหามีอยู่ ที่เวลาเกิดจะใช้คำว่า บ้าเลือด เวลาคนมีการปฏิบัติรุนแรงมันลืมตัว ลงท้ายเขาไม่รู้ว่าตีกันเพราะอะไร แล้วก็จะแก้ปัญหาอะไร เพียงแต่ว่าจะต้องเอาชนะ แล้วก็ใครจะชนะ ไม่มีทาง อันตรายทั้งนั้น มีแต่แพ้ คือต่างคนต่างแพ้ ผู้ที่เผชิญหน้าก็แพ้ แล้วที่แพ้ที่สุดก็คือประเทศชาติ ประชาชนจะเป็นประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่ประชาชน เฉพาะในกรุงเทพมหานคร ถ้าสมมติว่า เฉพาะในกรุงเทพมหานครเสียหายไป ประเทศก็เสียหายไปทั้งหมด แล้วก็จะมีประโยชน์อะไรที่จะทะนงตัวว่าชนะ เวลาอยู่บนกองซากปรักหักพัง

ฉะนั้น จึงขอให้ทั้งสองท่านเข้ามา คือไม่เผชิญหน้ากัน แต่หันเข้าหากัน และสองท่าน เท่ากับเป็นผู้แทนฝ่ายต่างๆ คือไม่ใช่สองฝ่าย ฝ่ายต่างๆ ที่เผชิญหน้ากัน ให้ช่วยกันแก้ปัญหาปัจจุบันนี้ คือความรุนแรงที่เกิดขึ้น แล้วก็เมื่อเยียวยาปัญหานี้ได้แล้ว จะมาพูดกัน ปรึกษากันว่าจะทำอย่างไร สำหรับให้ประเทศไทย ได้มีการสร้างพัฒนาขึ้นมาได้ กลับคืนมาได้ด้วยดี อันนี้ก็เป็นเหตุผลที่เรียกท่านทั้งสองมา และก็เชื่อว่าทั้งสองท่าน ก็เข้าใจว่า จะป็นผู้ที่ได้สร้างประเทศจากซากปรักหักพัง แล้วก็จะได้ผลในส่วนตัวมากว่าได้ทำดี แก้ไขอย่างไรก็แล้วแต่ที่จะปรึกษากัน ก็มีข้อสังเกตดังนี้.."

พระราชดำรัสอันเป็นมงคลแก่คนไทยทั้งชาติ ในคืนวันนั้น ได้นำมาซึ่งการยุติปัญหาความขัดแย้งทั้งปวง เนื่องจาก สุจินดา คราประยูร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น รับใส่เกล้าฯ แล้วปฏิบัติทันที ด้วยการสั่งให้ทหารหยุดใช้ความรุนแรง ไม่เผชิญหน้ากับประชาชนที่ถูกจำลอง ศรีเมือง ปลุกระดมออกมา จากนั้น สุจินดา คราประยูร ก็กราบบังคมทูลลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อแสดงความรับผิดชอบ

แต่ดูเหมือนว่า พระราชดำรัสที่เป็นมหามงคลแก่คนไทยทั้งชาติ จะไม่ได้เข้าหู และไม่ได้เข้าหัวของ จำลอง ศรีเมือง แม้แต่น้อย หรือ จำลอง ศรีเมือง ลืมไปหมดแล้วก็เป็นได้ จึงได้กระทำการในลักษณะเดียวกับเมื่อปี 2535 ขึ้นอีกครั้ง ก่อการปลุกระดมมวลชน และสร้างสถานการณ์การเผชิญหน้า ทำให้คนในชาติแตกแยกกัน ทำให้ประเทศไทยเสียหาย ประชาชนได้รับความเดือดร้อนไปทั่ว ไม่แตกต่างพฤติกรรมเมื่อปี 2535 เว้นแต่ยังไม่มีผู้บาดเจ็บล้มตาย เนื่องจาก สมัคร สุนทรเวช ไม่มีความปรารถนาดีที่จะบดขยี้เข่นฆ่าคนไทยด้วยกันเอง

ไม่น่าเชื่อว่า จำลอง ศรีเมือง คนนี้ ที่กำลังก่อการปลุกระดมมวลชน ขับไล่รัฐบาล จะเคยได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้เข้าเฝ้า และพระราชทานพระราชดำรัสเตือนสติ ให้ยุติการเผชิญหน้าของคนในชาติ มาแล้วเมื่อปี 2535 เพราะพฤติกรรมของจำลอง ศรีเมือง ในขณะนี้ กระทำราวกับว่าไม่เคยได้ยินรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาก่อน หรือ หากเคยได้ยิน ก็คงลืมไปหมดแล้วว่าทรงรับสั่งไว้อย่างไร

จริงอยู่ว่า พระราชกระแสรับสั่งดังกล่าว มีมาตั้งแต่ปี 2535 ขณะนี้ เป็นปี 2551 เป็นคนละเวลา คนละเหตุการณ คนละสถานการณ์ แต่หากพิจารณาให้ดี จะเห็นได้ว่าแม้จะต่างกันในเรื่องเวลา แต่พฤติกรรมของจำลอง ศรีเมือง กลับย้อนรอยเหมือนเดิมทั้งหมด จึงเป็นเรื่องไม่ปกติอย่างยิ่ง ที่บุคคลซึ่งอ้างว่าจงรักภักดี และ รับกระแสพระราชดำรัสไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม จะไม่หวนระลึกถึงเหตุการณ์ในคืนวันพุธที่ 20 พฤษภาคม 2535 ก่อนที่จะลงมือกระทำการใด ๆอันเป็นการขัดกระแสพระราชดำรัสอีกครั้งหนึ่ง

พฤติกรรมของ จำลอง ศรีเมือง ที่ไม่สนองต่อกระแสพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และยังคงสร้างความแตกแยกแก่คนในชาติ สร้างสถานการณ์การเผชิญหน้ากันของคนในชาติ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชกระแสรับสั่ง ว่าเป็นการทำให้ประเทศ ชาติเสียหาย เช่นที่กำลังกระทำอยู่ในขณะนี้ จึงเป็นพฤติกรรมที่ยากจะเชื่อได้ว่าเป็นการกระทำด้วยความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สถาบันพระมหากษัตริย์

เมื่อสรุปรวบพฤติกรรมของ จำลอง ศรีเมือง นับแต่อดีตถึงปัจจุบัน ในวันนี้ จึงยากจะเชื่อได้ว่า จำลอง ศรีเมือง คือ คนไทยที่มีอุดมการณ์ และความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และ พระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็น 3 สถาบันหลักของชาติไทย

ตรงกันข้าม จากพฤติกรรมที่ได้นำมาเรียบเรียงไว้นี้ กลับน่าเชื่อว่า จำลอง ศรีเมือง คือ บุคคลผู้ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อจะทำลายสถาบันชาติ พระพุทธศาสนา และท้าทายสถาบันพระมหา กษัตริย์ ชนิดที่ไม่เคยมีคนไทยคนใดกล้ากระทำเช่นนี้มาก่อน

แม้จะไม่ทราบแน่ชัดว่า จำลอง ศรีเมือง มีเป้าหมายเช่นไรในการปลุกระดมมวลชนขับไล่รัฐบาลอยู่ในขณะนี้ แต่ ประการหนึ่งที่จะมองข้ามไปไม่ได้ก็คือ คนที่มักใหญ่ใฝ่สูง และทะเยอทะยาน ไม่รู้จักหยุด ไม่รู้จักพอ แม้วัยจะล่วงเลยเข้าสู่บั้นปลายของชีวิต แต่ยังคงแสวงหาอำนาจอยู่ทุกวี่วัน เช่นนี้ ย่อมจะมีเป้าหมายที่ไม่ธรรมดาเป็นแน่แท้


โดยเฉพาะเป้าหมายที่จะครอบงำสถาบันชาติ และ ศาสนา โดยไม่นำพาต่อความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่คนไทยทั้งชาติ เคารพเทิดทูนสูงสุด

จึงพึงต้องระวังให้ดี วันใดที่ ซาตานในคราบร่างของนักบุญจอมปลอม ชื่อ จำลอง ศรีเมือง เดินทางถึงเป้าหมายของเขา วันนั้น พวกเราคนไทยทั้งชาติทั้งแผ่นดิน อาจจะต้องเสียใจที่สุดในชีวิตก็เป็นได้

การเดินตาม จำลอง ศรีเมือง จึงเป็นการเดินที่พึงต้องระมัดระวังเป็นที่สุด ไม่เช่นนั้นแล้วท่านอาจจะเป็นคนหนึ่งที่เดินเข้าไปร่วมกับขบวนการทำลายชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ โดยไม่ทันรู้ตัว


ฟ้าฟื้น
จาก thai-grassroots

นพดลย้ำพระบารมีในหลวงประเทศจะไม่เกิดเหตุรุนแรง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศย้ำกับชุมชนชาวไทย
ในฝรั่งเศส รัฐบาลไม่สลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ แน่นอนและมั่นใจจะมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นในประเทศด้วยพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ

วันที่ 2 ของการเยือน สาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการของ นาย
นพดลปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้พบปะกับชุมชนชาวไทยสมาคมคนไทยและนักเรียนไทย จำนวน 30 คนที่อาศัยอยู่ในฝรั่งเศส

โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศระบุว่า จากการเดินทางไปเยือนประเทศในสหภาพยุโรป ทั้ง สหราชอาณาจักร ,เนเธอร์แลนด์ , เยอรมันและ ฝรั่งเศส ต่างให้ความสนใจสถาการณ์ทางการเมืองในประเทศไทยค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งในเรื่องนี้ตนได้ยืนยันว่า แม้จะมีความคิดเห็นที่แตกต่างทางการเมือง แต่ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะไทยถือเป็นสิทธิตามระบอบประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นได้แต่ทั้งนี้ก็อาจจะมีบางกลุ่ม โดยเฉพาะแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯที่ออกมาประท้วงรัฐบาล ซึ่งตนมองว่าเป็นการเรียกร้องที่มากเกินไป อย่าง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ก็ถือว่ามี 1 เสียงเหมือนเช่นประชาชนทั่วไป ดังนั้นจึงให้ชาวไทยที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศสบายใจได้ว่า รัฐบาลจะพยายามดูแลในเรื่องนี้อย่างเต็มที่ และจะไม่มีการสลายการชุมนุมอย่างแน่นอน

นายนพดล ยังกล่าวด้วยว่า การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯได้สร้างผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยเฉพาะนักธุรกิจชาวเยอรมันต่างชะลอการลงทุนในประเทศไทย เช่นเดียวกับญี่ปุ่นก็เริ่มที่จะเป็นห่วงสถานการณ์ในประเทศไทยมากขึ้น

แต่ทั้งนี้ตนก็ยังเชื่อมั่นในพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถว่าจะไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องทำในขณะนี้คือการเดินหน้า ในการทำงานเพื่อพิสูจน์ตนเองอย่างเต็มที่ รวมไปถึงการสร้างประชาธิปไตยให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น แต่หากรัฐบาลไม่สามารถอยู่ได้ ก็ต้องยุบสภา เพื่อให้เสียงส่วนใหญ่เป็นผู้ชี้ขาด

รมว.คลัง เตรียมเสนอของบรับจำนำข้าวเปลือก 35,000 ล้านบาท ต่อครม.พิจารณาพรุ่งนี้


รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เตรียมเสนอของบประมาณสำหรับโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังจำนวน 35,000 ล้านบาท ต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาในวันพรุ่งนี้
นายแพทย์ สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการบริหารธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ว่า ที่ประชุมฯ มีมติเห็นชอบที่จะให้ ธ.ก.ส. เริ่มรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังประจำปี 2551 ในวันที่ 15 มิถุนายน ถึง 30 กันยายนนี้ โดยตั้งเป้าหมายรับจำนำข้าวเปลือกจาเกษตรกรจำนวนกว่า 2,500,000 ตัน วงเงิน 35,000 ล้านบาท และกำหนดสิ้นสุดโครงการเพื่อระบายข้าวสารที่แปรสภาพแล้วไปจำหน่ายให้ได้ภายในสิ้นปีนี้ โดยข้าวเปลือกที่ความชื้นไม่เกินร้อยละ 15 จะรับจำนำที่ตันละ 14,000 บาท และราคาลดลงตามระดับความชื้น โดยรัฐบาลจะจ่ายดอกเบี้ยให้ธ.ก.ส.กรณีที่เกษตรกรไม่มาไถ่ถอนในอัตราลูกค้าชั้นดีบวกเพิ่มร้อยละ 1 หรือ ประมาณ ร้อยละ 6.5 และลดลงเหลือร้อยละ 3.5 หากมีการไถ่ถอนคืน ทั้งนี้มั่นใจว่า โครงดังกล่าวจะไม่ทำให้รัฐบาลขาดทุน เพราะราคาข้าวสารในตลาดโลกในขณะนี้ อยู่ที่ราคาตันละประมาณ 27,000 บาท แต่หากธ.ก.ส.ประสบปัญหา รัฐบาลก็พร้อมชดเชยภาระหนี้สินทั้งหมด ซึ่งขั้นตอนและวงเงินงบประมาณจะนำเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบฝนวันพรุ่งนี้
ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ทั้งค่าแปรสภาพข้าว ค่าเช่าโกดังโรงสี รวมถึงค่าประกันภัย นายแพทย์ สุรพงษ์ กล่าวว่า จะนำเสนอขออนุมัติในวันพรุ่งนี้เช่นกัน คาดว่าจะใช้งบประมาณ 540 ล้านบาท



ไม่ธรรมดา

น่าจะพูดได้ว่านี่คือการสำแดงพลังในพลังประชาชนที่ชัดเจนที่สุด เมื่อ ส.ส.ร่วมร้อยกว่าคนซึ่งเป็นนักการเมืองอีสาน แต่ดันข้ามถิ่นไปเลี้ยงสังสรรค์กันที่เชียงใหม่ โดยที่ ส.ส.กลุ่มภาคเหนือไปเลี้ยงกันอีกที่หนึ่ง

และ ส.ส.อีสานที่อยู่คนละกลุ่มไม่ได้ไปร่วมด้วย

ถามว่าทำไม ส.ส.อีสานจึงต้องไปเลี้ยงกันข้ามถิ่น คำตอบก็คือ “เนวิน ชิดชอบ” แห่งบุรีรัมย์ ที่มีพ่อตาเป็นพ่อเลี้ยงใหญ่อยู่ที่นั่น

การเลี้ยงสังสรรค์ดูเหมือนจะคึกคักไม่ใช่เล่น มีการยอวาทีหัวหน้ามุ้งตัวจริงเสียงจริงอย่างที่เรียกว่า “นับถือคนนี้เพียงคนเดียว” ระดับนั้นเลยทีเดียว

ซึ่งก็ได้รับการสนองรับด้วยคำตอบที่ชัดเจนว่าพร้อมจะดูแลช่วยเหลือ ปลุกปั้นบรรดา ส.ส.เหล่านี้ให้เจริญรุ่งโรจน์ต่อไปและยังไม่ลืมแผ่ไปถึง นปก.ที่ร่วมศึกกับ คมช.มา

จะเอาอะไร ต้องการอะไรขอให้บอกและพร้อมจะไปบอกนายกฯสมัครให้ด้วย

จำนวน ส.ส.และความเป็นปึกแผ่นอย่างนี้ก็ไม่ต้องแปลกใจว่า ในพรรคพลังประชาชนศูนย์อำนาจจริงๆน่าจะอยู่ตรงนี้แหละ...ยังไม่รวมถึงเครือข่ายอื่นๆอีก

การขับเคลื่อนทุกเรื่องโดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญจานด่วน จึงเดินหน้าไปแบบที่ว่าไม่ได้หารือ ไม่ได้ปรึกษาแม้แต่นายกฯที่นั่งหัวโด่ในฐานะหัวหน้าพรรค และไม่ได้หารือกับพรรคร่วมรัฐบาล ทำให้เกิดปัญหา

จนนายกฯสมัครต้องแก้ลำด้วยการเชิญหัวหน้าพรรคร่วมมากินข้าว ขอโทษขอโพยกันตามธรรมเนียม เพราะในความเปราะบางทางการเมืองอย่างนี้ เสียงของพรรคร่วมรัฐบาลมีความสำคัญยิ่ง

และก็แน่นอนว่า ผลแห่งการนี้กระทบต่อรัฐบาล ต่อพรรค ต่อตัวนายกฯ และที่สำคัญถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างแยกไม่ออก

น่าจะเรียกว่าผิดกระบวนท่าทางการเมือง

ยิ่งเมื่อถอยออกมาอย่างนี้แล้ว การจะเข้าทำในประเด็น “รัฐธรรมนูญ” ก็ไม่ง่ายอย่างที่คิดแล้ว เพราะคงจะเป็นที่จับตาของทุกฝ่าย เพราะมันกลายเป็นปมขัดแย้งและเงื่อนไขที่ไม่สามารถยอมรับกันได้ง่ายๆ

“รัฐธรรมนูญ” ได้ถูกดึงเข้าไปสู่ระบบในสภา ซึ่งคงจะว่ากันด้วยการตั้ง กมธ.ขึ้นมาศึกษาเพื่อนำไปสู่กระบวนการแก้ไข ดังนั้น การไปสู่การแก้ไขได้จริงก็คงจะอีกนาน แค่แนวคิดเรื่องบุคคลที่จะมาเป็น กมธ.ก็ต้องว่าอีกหลายยก

เพราะต่างฝ่ายต่างก็ต้องชิงไหวชิงพริบ ทั้งสัดส่วน ทั้งตัวบุคคล แม้แต่นอกสภาก็คงจะต้องจ้องดูว่าใครเป็นใครกันบ้าง

ยิ่งมีข่าวว่าจะผลักดันให้อดีตประธานสภาผู้แทนฯเข้ามาเป็นโต้โผใหญ่ในฐานะประธาน กมธ.ก็เริ่มมีเสียงฮึ่มๆดักคอกันแล้ว

อย่างไรก็ดี ยังเชื่อว่าปัญหารัฐธรรมนูญนั้นจะยังเป็นเงื่อนไขทางการเมืองต่อไป เพียงแต่ห้วงนี้คงยุติชั่วคราวจนกว่าจะเดินไปอีกขั้นตอนหนึ่ง

และจะเป็นแรงกดดันที่มิใช่นอกพรรค นอกรัฐบาลเท่านั้น แต่ในพรรคพลังประชาชนก็คงเช่นเดียวกัน เพราะหากแก้ไม่ได้ อย่างน้อยบรรดาบ้านเลขที่ 111 ก็คงจะอึดอัดหัวใจเพราะไม่สามารถเล่นการเมืองได้อย่างเต็มตัว

หรืออย่างนายเนวินแม้จะมีบทบาทในทางลึก ยิ่งการปรากฏบทบาทอย่างชัดเจนท่ามกลางบรรดา ส.ส.ผู้ภักดีกว่าร้อยคน

แต่ก็ไม่สามารถที่ออกมาเล่นหน้าเวทีได้ ไม่มีตำแหน่งทางการเมืองที่จะยกระดับเกียรติยศให้สูงขึ้น เพราะจะต้องรอไปอีก 3 ปีกว่า

ยิ่งจังหวะการเมืองมันให้หลุด “คุก” การเมืองเมื่อใด อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น.

“สายล่อฟ้า”


ยิ่งนานยิ่งแตกแยก

การชุมนุมประท้วงของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ยืดเยื้อและไม่มีท่าทีว่าจะยุติลงเมื่อไหร่ กำลังจะกลายเป็นชนวนแตกแยกของสังคม ที่ต้องเลือกข้าง วิกฤติการเมืองที่ผ่านมาจะเห็นว่าสังคมไทยแตกแยกร้าวลึกไปจนถึงสถาบันครอบครัว กลายเป็นลัทธิทักษิณ หรือลัทธิสนธิ ซึ่งในขณะนั้นเชื่อกันว่า เมื่อวิกฤติคลี่คลายเมื่อไหร่ เวลา จะทำให้ทุกอย่างประสานกลับมาเหมือนเดิม

แต่ปรากฏว่าสังคมวันนี้กำลังถูกตอกลิ่มแผลที่กำลัง จะแห้ง

อย่าทำเป็นเล่นไป การปลุกปั่นให้เกิดความเชื่อ ความเคียด แค้นชิงชัง ขึ้นในสังคมคนหมู่มาก โดยเฉพาะที่เป็นประเด็นทางการเมืองขยายความไปจนถึงการปกครองบ้านเมือง จะย้อนยุคไปเมื่อครั้งที่ประเทศไทยยังต้องเผชิญหน้ากับ ลัทธิคอมมิวนิสต์ แบ่งคนเมืองกับคนชนบท ผลักไสให้พวกหัวรุนแรงที่ทนรับกับผู้ปกครองไม่ได้ต้องหนีเข้าป่า

โค่นล้มอำนาจรัฐ

ยิ่งมีการบิดเบือนข้อเท็จจริงมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งยากที่จะควบคุม ยิ่งนำออกนอกกติกาเท่าไหร่ ก็ยิ่งอันตราย ผมยกตัวอย่างง่ายๆ คำว่าเสียงข้างมากเสียงข้างน้อย ในระบอบประชาธิปไตยก็ถูกนำมาปะปนกับความหมายของประชาธิปไตยและเผด็จการ

กลายเป็นเผด็จการเสียงข้างมากไปฉิบ

แล้วสุดท้ายจะยึดอะไรเป็นหลัก กฎหมู่หรือกฎหมาย การใช้กำลังหมู่มากเข้ากดดันเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใดอย่างหนึ่ง กับความหมายของธรรมะและอธรรม ยังทำให้เกิดความสับสนในสังคม

ในต่างประเทศ อะไรก็ตามที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย ไม่เป็นไปตามกฎกติกาของสังคม จะต้องมีการดำเนินการอย่างเด็ดขาด เพื่อรักษากฎกติกาของสังคมเอาไว้ ไม่เช่นนั้นก็จะมีการละเมิดกฎกติกาจนเกิดความไม่สงบสุขขึ้นในสังคม

กลุ่มคนที่สู้รบกันอยู่ตอนนี้ ล้วนมาจากแขนงเดียวกัน ย่อมรู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร รู้ว่าผลของการกระทำนั้นจะออกมาเป็นอย่างไร การเปลี่ยนแปลงในระบอบประชาธิปไตยที่บริสุทธิ์ไม่ทำให้เกิด มลภาวะในสังคม แต่ถ้านำสิ่งอื่นปลอมปนเข้าไป มลภาวะเป็นพิษก็จะตกอยู่ในสังคมไปยาวนาน

กลายเป็นสังคมแห่งความขัดแย้งและแตกแยก

ความคิดที่ถูกฝังหัว นานเข้าจะกลายเป็นลัทธิและถ้าสังคมไทยยังแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายเป็นลัทธิ ผู้คนในสังคมจะอยู่กันด้วยความหวาดระแวง ไม่ใช่สังคมแห่งการพัฒนา ไม่ใช่สังคมสร้างสรรค์

แต่เป็นสังคมแห่งการทำลายล้าง.

หมัดเหล็ก


เมื่อคนพูดชื่อ 'อภิสิทธิ์'

ยิ้มเจื่อนไปเลย

สังเกตหน้าตาของนายจุลยุทธ หิรัณยะวสิต ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ช่วงที่เจอรายการนอกสคริปของ “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ระหว่างเป็นประธานเปิดงานรวมพลคนสายด่วนเพื่อสังคม ของสำนักนายกฯ

ไม่ได้แค่กล่าวเปิดงาน ตัดริบบิ้นแล้วจบ

แต่ “ลุงหมัก” สวมบทแทนสำนักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ไล่เช็กงบประมาณโครงการที่สูงเกินความจำเป็น ตั้งแง่สงสัยค่าจัดจ้างประชาสัมพันธ์ ค่าจ้างพิธีกร ไปยันค่าขนมแจกแขกร่วมงาน

กางโผไล่เบี้ยกันละเอียดยิบ

เจอมุกนี้เข้าไป เจ้าภาพสะดุ้งตามๆกัน

แต่ในมุมของ “ลุงหมัก” งานนี้ถือว่าเป็นช็อตเริ่มต้นของการเล่นบทตั้งใจ มีสมาธิกับการใส่ใจในรายละเอียดผลประโยชน์ของบ้านเมือง

หลังจากจั่วหัวนำร่องในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” สั่งการบ้านให้รัฐมนตรีตีปี๊บ ผลงานแต่ละกระทรวงผ่านรายการข่าวของกรมประชาสัมพันธ์

โชว์ภาพรัฐบาลตั้งหน้าตั้งตาทำงาน

เบี่ยงกระแส ยื้อกับเกมกดดันของม็อบพันธมิตรฯ

ขนาดที่ว่า แม่ค้าขายขนมตลาดบางลำพูแสดงตัวแสดงตนเป็นแนวร่วมรัฐบาล ด่าม็อบพันธมิตรฯให้ฟังดังๆกลางตลาด “ลุงหมัก” ยังโบกมือบอกให้หยุดด่า

เดินหนีเอาซะดื้อๆ

“สมัคร” เดินยุทธศาสตร์ตามทฤษฎี “ไม่รู้ ไม่เห็น ไม่ได้ยิน” ปล่อยให้ม็อบเหนื่อย แนวร่วมหดหาย หมดแรงไปเอง

และก็เป็นอะไรที่ได้ผลทันตา

พอ “ลุงหมัก” หยุดแกว่งปากแขวะฝ่ายตรงข้าม สะกดอารมณ์นิ่งได้ ก็เป็นฝ่ายของ “มหาจำลอง” พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำม็อบพันธมิตรฯ ถึงกับบ่นเสียดายที่ “ลุงหมัก” พูดถึงเวทีม็อบน้อยไป

หาเหตุยั่วไม่ขึ้น

ม็อบเลยต้องปรับเกมกันขนานใหญ่ จากมุกดาวกระจายที่ฝืดไป ไม่ค่อยมีคนสนใจ รัฐบาลไม่บ้าจี้เต้นตาม

หันมางัดมุก “อารยะขัดขืน”

ยกระดับความเข้มของเกมกดดัน ยุให้ประชาชนดื้อแพ่งทางกฎหมาย ใช้สิทธิที่จะไม่เชื่อฟังรัฐบาล ไม่เสียภาษี ส่งซิกรัฐวิสาหกิจปิดน้ำ ปิดไฟ

ทิ้งไพ่ตายป่วนกันเลย

แต่ก็รีบออกมาดักคอทันที นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ ชิงแถลงกรณีการประกาศยกระดับการชุมนุมไปสู่ความเป็นอารยะขัดขืนของม็อบพันธมิตรฯ

ถือเป็นการกระทำที่จะซ้ำเติมให้บ้านเมืองไปสู่ทางตัน

และไม่ใช่ทางออกในการแก้ไขปัญหา จึงขอให้ไตร่ตรองถึงผลกระทบจากแนวคิดดังกล่าว

ออกแนวขอร้อง พูดจากันด้วยเหตุด้วยผล

เน้นปมซ้ำเติมบ้านเมือง ฝ่ายรัฐบาลพยายามเล่นบทนิ่ง ชิงเป็นฝ่ายคุมเชิง

พลิกมากดดันม็อบที่กำลังจะหมดมุกเล่น

แต่คนที่พูดได้เนียนกว่าใคร และโดยสถานะที่ไม่ได้มีอคติด้านลบกับม็อบ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาสะกิดกันนิ่มๆ เข้าใจว่าการเคลื่อนไหวของม็อบพันมิตรฯจะต้องมีรูปแบบที่หลากหลายออกไป

“แต่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย หากไม่ปฏิบัติตามกฎหมายจะต้องถูกลงโทษ ไม่เช่นนั้นจะไปเรียกร้องว่าอีกฝ่ายอย่าอยู่เหนือกฎหมายคงไม่ได้ เพราะต้องให้กระบวนการยุติธรรมบังคับใช้แบบเสมอภาค”

โดยฐานะของ “อภิสิทธิ์” โดยความถูกต้องตามหลักการ

งานนี้ไม่รู้ใครหลงเหลี่ยมใคร.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน


เครือข่ายทีวีสาธารณะจี้คกก.สรรหา เปิดเวทีแสดงวิสัยทัศน์

วันที่ 9 มิ.ย. เครือข่ายเพื่อนทีวีสาธารณะ นักวิชาการนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยราชภัฎภูเก็ต มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา มหาวิทยาลัยรามคำแหง และสถาบันพัฒนบริหารศาสตร์ จัดเวทีเสวนาวิชาการ "กรรมการนโยบายโทรทัศน์ไทย คุณสมบัติที่ตอบเจตนารมณ์ทีวีไทย ทีวีสาธารณะ" ที่ ห้องประชุมพวงแสด คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

เครือข่ายเพื่อนทีวีสาธารณะ เสนอประเด็นต่อคณะกรรมการสรรหาฯ ประกอบด้วย 1. คณะกรรมการสรรหาฯ ต้องให้ความสำคัญการมีส่วนร่วมของประชาชน ต่อกระบวนสรรหาคณะกรรมการนโยบายฯ จัดให้มีการแสดงวิสัยทัศน์ผ่านสื่อมวลชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทีวีไทย ทีวีสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมรับรู้กระบวนการสรรหาฯ อย่างเป็นรูปธรรม

2. คุณสมบัติคณะกรรมการนโยบายฯ เวทีเสวนาวิชาการเสนอว่า ต้องการให้พิจารณาคุณสมบัติที่สอดคล้องกับบทบาทหน้าที่ ของคณะกรรมการนโยบายฯ โดย คำนึงถึงประสบการณ์ ผลงาน ในเชิงสาธารณะ ไม่เฉพาะเพียงพิจารณาการแสดงวิสัยทัศน์ในวันนั้นเท่านั้น ต้องมีจิตสาธารณะ และเข้าใจหลักธรรมาภิบาล ต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนในขั้วธุรกิจ ขั้วการเมือง ทั้งในทางตรงและทางแฝง เช่น จะต้องไม่มีวาระซ่อนเล้นมารับใช้การเมือง กลุ่มผลประโยชน์ และเป็นตรายางให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ต้องคิดนอกกรอบ เข้าใจศิลปการนำเสนอรายการรูปแบบต่างๆ ไม่จำเป็นต้องยึดรูปแบบการนำเสนอข่าว และรายการตามสถานีช่องอื่น เช่น เวลาข่าวไม่จำเป็นต้องยึดติดกับเวลา prime time ต้องไม่ใช่งานอดิเรกหลังเกษียณหรือเพื่อเกียรติยศของวงศ์ตระกูล ต้องสามารถร่วมกันเป็นทีมได้

นางสาวปาริชาต สถาปิตานนท์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ผู้ที่จะเข้ามา เป็นคณะกรรมการนโยบายฯ ต้อง ทำโทรทัศน์สาธารณะ ไม่ใช่ทำโทรทัศน์เพื่อสาธารณะ คือไม่ใช่เป็นการผลิตรายการเพื่อให้คนดูอย่างเดียว แต่ต้องมีกระบวนการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการคิด การทำ

นายธีรภาพ โลหิตกุล นักเขียนสารคดีและนักจัดรายการวิทยุ อดีตนักผลิตรายการโทรทัศน์มือหนึ่ง กล่าวว่า ผู้ที่จะเข้ามาเป็นคณะกรรมการนโยบายฯ ต้องไม่เติมไปด้วยสาระ แต่ขาดศิลปการนำเสนอ จนกลายเป็นโทรทัศน์เพื่อการศึกษา ต้องเข้าใจศิลปการนำเสนอรายการ การเล่าให้เรื่องให้น่าสนใจ ยืนยันว่าทีวีสาธารณะเป็น ความรู้คู่ความรื่นรมย์ เหมือนกับที่ นายชัยอนันต์ สมุทวณิช กล่าวไว้ว่า Play and learn (เพลย์ แอนด์ เลิร์น) รวมกันแล้วคือ เพลิน

ลุงกาจ ดิษฐาอภิชัย ราษฎรเติมขั้น กล่าวว่า คณะกรรมการนโยบายฯที่จะเข้ามาต้องหลุดออกจากกรอบ วิธีคิดเดิม ของหน่วยงาน องค์กรที่สังกัด หากเข้ามาสู่ทีวีสาธารณะต้องเปลี่ยนใหม่ เพื่อรับใช้สาธารณะจริง

นายสุทธิชัย เอี่ยมเจริญยิ่ง ประธานเครือข่ายธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ขอนำเสนอความคิด หลัก 4 ต้อง 3 ไม่ คือ 1.ต้องมีจิตสาธารณะ และต้องเข้าใจหลักธรรมาภิบาล 2.ต้องทำงานเป็นทีมได้ 3.ต้องเข้าใจบทบาทหน้าที่กรรมการอย่างชัดเจน บางท่านเก่งบริหาร แต่ไม่เก่งที่จะกำกับดูแลบริหาร ในบทบาทบริหารไม่ใช่เข้าไปล้วงลูก ต้องดูแลกำกับ และ 4. ต้องเข้าใจหน้าที่ของความรับผิดชอบ ต้องปฎิบัติหน้าที่อย่างรอบคอบระมัดระวัง ซื่อสัตย์ต่อองค์กร ปฎิบัติตามกฎหมาย และเคารพมติกรรมการ ต้องเปิดเผยโปร่งใสให้ประชาชนรับรู้ ส่วน 3 ไม่ คือ 1.จะต้องไม่มีวาระซ่อนเร้นมารับใช้การเมือง กลุ่มผลประโยชน์ ต้องตรวจสอบประวัติข้อมูลสู่ประชาชนถึงจะรู้ว่าเป็นอย่างไร 2.จะต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน และ 3.จะต้องไม่มานั่งเพื่อเป็นตรายาง ต้องเข้ามาทำงานอย่างจริงจัง

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า เครือข่ายเพื่อนทีวีสาธารณะฯ กำหนดเข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการสรรหาฯ ที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในวันพฤหัสบดีที่ 12 มิ.ย. นี้ ก่อนการแสดงวิสัยทัศน์



พันธมิตรฯ จะประกาศมาตรการอารยะขัดขืน พรุ่งนี้


สะพานมัฆวานฯ 9 มิ.ย.-นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวถึงยุทธศาสตร์ดาวกระจายที่ได้ไปพบคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) วันนี้ (9 มิ.ย.) ว่า ประสบความสำเร็จด้วยดี และเชื่อว่าเวลาที่เหลือ คตส.จะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ของประเทศชาติ และเห็นความคืบหน้าของการทำงาน ขณะที่ กลุ่มพันธมิตรฯ จะหารือสถานที่ที่จะเดินทางไปตามยุทธศาสตร์ ในค่ำวันนี้ (9 มิ.ย.) อาจจะเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือกระทรวงพาณิชย์

“พันธมิตรฯ มีจุดยืนที่จะสู้ เพื่อตีแผ่ให้เห็นว่า ระบอบทักษิณยังคงอยู่ เชื่อว่าประชาชนจะเข้าใจได้ในระยะยาว และเห็นความตั้งใจของผู้ชุมนุม แม้จะมีหลายคนกล่าวหาและไม่พอใจกับการชุมนุม” นายสุริยะใส กล่าว

นายสุริยะใส กล่าวถึงมาตรการอารยะขัดขืนว่า เตรียมประกาศในเวลา 18.00 น.พรุ่งนี้ (10 มิ.ย.) ซึ่งจะมีหลายระดับตั้งแต่ระดับเบาสุดไปจนถึงระดับสูงสุด โดยมาตรการต่าง ๆ จะต้องผ่านมติของแกนนำทั้ง 5 คน และยึดแนวสันติวิธี อหิงสา แต่ไม่ถึงขั้นนัดหยุดงาน และว่า มาตรการอารยะขัดขืนถือเป็นสิทธิที่พลเมืองทั่วโลกสามารถทำได้ ถ้าเห็นว่าคำสั่ง หรือกฎหมายที่รัฐบาลกำหนด ไม่ชอบธรรม

“เชื่อว่ามาตรการที่ออกมาจะทำให้ทุกฝ่ายสบายใจ และทำตามมาตรการได้ จะอยู่ในกรอบของกฎหมาย และมีความชอบธรรม ไม่นำไปสู่การจลาจล โดยอาจจะมีการประกาศมาตรการวันต่อวัน หรือ 3 วันต่อ 1 ครั้ง จะต้องดูปฏิกิริยาตอบกลับของประชาชนด้วย” นายสุริยะใส กล่าว.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-09 19:28:03



นพดล อัด อลงกรณ์ วิจารณ์ขายชาติกรณีเขาพระวิหาร

เบลเยียม 9 มิ.ย.- “นพดล” ยืนยันไทยไม่สามารถขอรื้อฟื้นคดีเขาพระวิหารได้แล้ว เพราะเลยเวลา 10 ปีตามที่ธรรมนูญศาลโลกกำหนดไว้ อัด “อลงกรณ์” ไร้ความรู้ด้านกฎหมาย ดึงเขาพระวิหารมาเป็นประเด็นการเมือง เพื่อให้เข้าใจว่ารัฐบาลทำให้เสียดินแดน

นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ถึงกรณีที่นายอลงกรณ์ พลบุตร รองนายกรัฐมนตรีเงาของพรรคประชาธิปัตย์ ระบุกรณีที่ประเทศไทยสนับสนุนการขึ้นทะเบียนองค์ประสาทเขาพระวิหารเป็นการสละสิทธิ์การทวงคืนเขาพระวิหาร และถือเป็นการขายชาติว่า คำพูดของนายอลงกรณ์ ผิดสิ้นเชิง มุ่งหวังแต่เรื่องการเมืองอย่างเดียว เป็นการพูดที่ไม่มีความรู้ แต่อยากแสดงความเห็น ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้กฎหมายไทยและกฎหมายระหว่างประเทศ ทำให้เกิดความสับสนในสังคมเท่านั้น

นายนพดล กล่าวว่า คำวินิจฉัยของศาลโลกถือเป็นที่สิ้นสุด จะอุทธรณ์หรือฎีกาไม่ได้ แต่ในธรรมนูญของศาลโลก มาตราที่ 61 ระบุว่า ถ้ามีหลักฐานใหม่สามารถรื้อฟื้นคดีได้แต่ต้องทำภายใน 10 ปีเท่านั้น แต่ศาลโลกมีคำตัดสินมาตั้งแต่ปี 2505 ซึ่งผ่านมาแล้ว 46 ปี ไทยจึงไม่สามารถรื้อฟื้นคดีได้ใหม่โดยอาศัยมาตราดังกล่าวได้ แม้ว่าขณะนั้นนายถนัด คอมันตร์ รมว.ต่างประเทศสมัยนั้น จะสงวนสิทธิว่า หากมีกฎหมายใหม่จะรื้อฟื้นคดีใหม่ได้ แต่ปัจจุบันไม่มีกฎหมายใหม่ ดังนั้น การที่ประเทศไทยต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลโลกโดยมติของ ครม.ในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่ให้คืนปราสาทให้กัมพูชา เป็นการทำตามการวินิจฉัยโดยถูกต้อง.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-09 18:24:03