WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, June 10, 2008

คอลัมน์: สามเหลี่ยมดินแดง

** สวัสดีท่านผู้อ่านหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน สื่อทางเลือกเพื่อสังคมไทย พบกันเป็นปีที่ 1 ฉบับที่ 170 เป็นปกติประจำวันจันทร์-ศุกร์ “แทง แทนไท” รายงานตัวเข้าปฏิบัติการฐานรบ สามเหลี่ยมดินแดง ครับผม! มาเพื่อเป้าหมายเดียว มาเดี่ยวๆ เพื่อทำลายกลุ่มก๊วนกวนเมืองทั้งหลาย ที่ทำให้ประเทศไทยถอยหลังลงคลอง เพราะไม่ยึดมั่นในกฎเกณฑ์กติกาของชาติ หวังทางลัดเข้าสู่อำนาจทางการเมือง

** สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ (แซ่ด่าน) ประธานสภาสนามหลวงต่อต้านเผด็จการ อยู่ ทำหน้าที่แข็งขันหลังเวทีทุกวี่วัน ถือเป็นกำลังหลักอันสำคัญของมวลชนคนสนามหลวง เปิดประเด็นทีเด็ด เป็นท่าไม้ตายสยบพันธมารประชาธิปไตย ที่ ใช้มุกเก่า แอบอ้างเบื้องสูง หวังให้คนเชื่อและเข้าร่วมกับม็อบป่วนเมือง “ผ้าพันคอสีฟ้า” “ผ้าโพกหัวสีเหลือง” และมุกใหม่ล่ามาแรง “น้ำดื่มจิตรลดา” นำมาใช้เป็นเครื่องมือในการ ปลุกระดมมวลชน ขึ้นมาทำการ โค่นล้ม รัฐบาลที่มาจาก การเลือกตั้งของประชาชน เมื่อ 4 เดือนกว่าๆ ที่ผ่านมานี่เอง

** การสั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้จัดเส้นทางเสด็จฯ ไปทางอื่น เป็นเรื่องบังควรหรือไม่ คนทั้งประเทศรู้ทั้งรู้ว่า ถนนราชดำเนิน เป็น เส้นทางเสด็จพระราชดำเนินของเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน แบบนี้หรือที่เรียกว่า “ความจงรักภักดี”? เหิมเกริมหนักข้อแบบนี้ ใครจะเชื่อถือ! บนเวทีมีแต่การพูดปลุกระดมด้วยถ้อยคำหยาบคาย ด่าพ่อล่อแม่ โบราณว่า “สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล” คิดดูสิว่าคนพวกนี้ สถุล ที่ไหนส่งมาเกิดก็ไม่รู้ได้? นับวันๆ ม็อบพันธมาร เริ่ม หดตัว หดตัว ไม่สมราคาคุยอีกต่อไป คนใดดวงตาเห็นธรรม รู้เช่นเห็นชาติกันแบบนี้ หันหัวกลับทิศกลับทางเถอะ อย่าไปสนับสนุน ม็อบพันธมารประชาธิปไตย อีกต่อไปเลย

** คนกรุงเทพมหานคร ผู้รักชาติและประชาธิปไตย โทรศัพท์ เข้ามาหากอง บ.ก.ประชาทรรศน์ รับสายไม่หวาดไม่ไหว หูดับตับไหม้ ฝากบอกไปถึง พันธมารประชาธิปไตย (แล้วจะไปบอกได้อย่างไร) เขาอยากยกพวกไปกระทืบไอ้พวกที่ทำ รถติดวินาศสันตะโร ไล่ให้มันออกจากท้องถนน น้ำมันยิ่งแพง มันยิ่งทำให้รถติด ไม่รู้เอาหัว...อะไรคิด แทง แทนไท ได้แต่บอกว่า “อย่า...อย่า...คนไทยด้วยกัน” (คิดในใจ...อย่าช้า) เพราะทำให้เดือดร้อนกันไปทั่วถ้วน (คิดในใจ...มัวแต่พูดกันอยู่ได้) เขาบอกตำรวจเปิดทางเมื่อใด รับรองเจอดีแน่ แต่นี่ ตำรวจ ดันไปช่วยปิดถนนอำนวยความสะดวกให้พวกป่วนบ้านป่วนเมืองไปเสียฉิบ...

** ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช ทำไม เปลี๊ยนไป๋ กลายเป็น ผู้นำสุขุมนุ่มลึก ขึ้นมาในบัดดล ภายในเวลาไม่ถึงสัปดาห์ จาก อารมณ์โกรธฉุนเฉียวสุดๆ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พอมาสัปดาห์นี้ กลายเป็นคนละคน หยุดพูดเรื่อง พันธมารประชาธิปไตย หันไป พูดเรื่องผลงาน และ วิสัยทัศน์ในการบริหารประเทศ ทำให้พวกบน เวทีพันธมาร ปั่นป่วน ใบ้รับประทาน กัน กะจ้อเอาคืนซะหน่อย เลยกลายเป็นมวยวืดไป ไม่รู้จะเอากันเกมไหน แทง แทนไท สงสัยว่า เกิดอะไรขึ้นกับเหตุการณ์นี้ บอกได้ว่า ไม่ธรรมดา ไปเช็กดูว่าเมื่อค่ำคืน วันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน 2551 ที่ผ่านมา ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช หายไปไหน ไปทำอะไร ใครรู้ ก็จะถึงบางอ้อ! นั่นแหละคือคำตอบ “บอกใบ้” ให้ว่าไม่ต้องแอบอ้าง น้ำเปล่าจิตรลดา ที่หาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไปเหมือน พันธมารประชาธิปไตย เป็นแน่แท้ แต่...งานนี้ของจริง!

** พันธมารประชาธิปไตย กระแสตกสุดๆ เอ็นจีโอ หลากหลายสำนัก ร้องป่าวประกาศ ออกแถลงการณ์ ไม่เอาด้วย และให้ ยุติการชุมนุมป่วนเมือง แบบนี้ได้แล้ว เพราะเขารู้เช่นเห็นชาติว่า การตั้งเวทีครั้งนี้มีเลศนัย คนของพรรคประชาธิปไตย เข้าร่วมอย่างโจ๋งครึ่ม ให้เงินทุนสนับสนุนกันบนเวที ไม่อับไม่อายชาวบ้านที่อุตส่าห์ไปกากบาทเพราะเห็นว่า “เชื่อมั่นในระบบรัฐสภา” ก้าวเข้าสู่การเป็น “ขี้ข้าระบอบสนธิ” อย่างเต็มตัว แต่ปัจจุบันเอ็นจีโอเหล่านี้เห็นจะจะคาตา เขาเลยไม่เอาด้วย กะให้เกิดความวุ่นวาย ทหารปฏิวัติรัฐประหาร ล้มรัฐธรรมนูญ และคณะทหารกวาดล้างชุมชนคนรักประชาธิปไตย แล้ว อยู่ปกครองบ้านเมืองยาวนานแบบพม่า บรรดา เอ็นจีโอส่วนใหญ่เขาเลยไม่ร่วมสังฆกรรมด้วย

** ล่าสุดเหตุการณ์หลังเวที สะพานมัฆวานรังสรรค์ น้องๆ นักศึกษากลุ่มหนึ่ง ที่ไปช่วยงานมาตั้งนานแสนนาน ก็ได้รู้เช่นเห็นชาติของ “ระบอบสนธิ” เมื่อ เด็กกลุ่มนี้ ไปช่วยรณรงค์โครงการ “ริบบิ้นขาว” และ “ส้มขอร้อง” หวังเป็น “ม็อบกันชน” ให้ พันธมารประชาธิปไตย ปรากฏว่า “นายกะทิ” โมโหโกรธาเป็นที่ยิ่ง สั่งห้ามขึ้นเวที หรือมาวุ่นวายกับเวทีแห่งนี้เด็ดขาด!!! นัยว่า เพื่อเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดูว่า ห้ามซ่า(ส์) หากฉันยังไม่สั่งการ ให้ไปทำอะไรนอกลู่นอกทาง เล่นกันแรงๆ แบบ ไม่ไว้หน้ากันเลย รู้รสหรือยังล่ะ ทำไมขนาด พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ประเคนให้มันสารพัด แฮร์คัตหนี้ ลงโฆษณา อุ้มชูมันทุกอย่าง แทนที่จะสำนึกบุญคุณ กลับทรยศ หักล้างผลาญกันทั้งตระกูล เพียงเพราะ ไม่ตามใจมันให้ช่วยอดีตเอ็มดีแบงก์รัฐ ที่ทำผิดกฎหมายให้เป็นถูกกฎหมาย ครั้งเดียวเท่านั้น นี่แหละคำนิยาม “ระบอบสนธิ” หักหลังทุกคนได้ หากไม่เชื่อฟังเขา

** อาทิตย์ที่สามของการปิดถนนก่อความวุ่นวายเดือดร้อน แทง แทนไท เชิญชวนใช้มาตรการบอยคอต สินค้าที่ร่วมงานนี้ เลิกใช้ เลิกซื้อ เลิกดู เลิกอ่าน ปฏิบัติการนี้จะทำทันที ในวันนี้เป็นต้นไป หากเราเห็นโฆษณาใดใน ทีวีดาวเทียม หรือ วิทยุชุมชน หรือ บนหน้าเว็บไซต์ ของกลุ่มพันธมารประชาธิปไตย ให้เลิกอุดหนุนสินค้าต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดย ทำแบบค่อยเป็นค่อยไป เริ่มตั้งแต่ 20% ก่อนในสัปดาห์นี้ หากยังไม่หยุดอุดหนุน เราจะเริ่มเดินหน้าต่อ ในสัปดาห์หน้าเป็น 40% และ 60% และ 80% และ 100% เริ่มจากพวกเรากลุ่มเล็กๆ แล้วขยายแนวคิดไปหากลุ่มใหญ่ ตามลำดับ...ในที่สุด เจ้าของสินค้ายังหน้าด้านหน้าทน ให้เงินอุดหนุนกันอยู่ ให้มันรู้ไป


สีเน่า

ในบ้านเมืองไทยทุกวันนี้ เต็มไปด้วยการทาสีให้กับคนกลุ่มนั้นกลุ่มนี้เยอะแยะมากมายเต็มไปหมด เพื่อ แบ่งแยก แบ่งฝัก แบ่งฝ่าย กันอย่างชัดเจน การเมืองว่าด้วยเรื่องสีจึงเป็นเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ของชาติไทยต่อไปแล้ว เพราะกำลังจะกลายเป็น ปัญหาใหญ่กัดกร่อนโครงสร้างของประเทศไทย อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

สีเหลือง

สีแดง

สีส้ม

สีฟ้า

สีขาว

สีเขียว

นี่...! ไม่ใช่เทศกาลกีฬาสี ที่หลายโรงเรียน หลายมหาวิทยาลัยการศึกษา หลายหน่วยงาน นิยมนนำมาแบ่งแยกผู้คนเพื่อแข่งขันกีฬา หรือเชียร์กีฬากันตามปกติ

แต่เป็นการ แบ่งสี เพื่อ ต่อสู้ทางการเมือง โดยมีประชาชนทำหน้าที่เป็นทั้งผู้เล่นและกองเชียร์กันอย่างอึกทึกครึกโครม ทั้งที่ บางสี บางคน บางกลุ่ม บางฝ่าย เล่นนอกกฎเกณฑ์ กติกา ที่สังคมได้กำหนดเอาไว้

ใครจะเข้าไปอยู่ในสังกัด สีไหน กลุ่มไหน เชิญกันตามสบาย ไม่ต้องแปลกันให้มากความว่าสีไหนหมายถึงอะไร เพราะทุกคนรู้กันดีอยู่แล้วว่า บ้านเมืองของเราเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมาบ้าง

วันนี้ รัฐบาล ไม่สามารถ จัดการปัญหาความไม่สงบเรียบร้อย ให้เกิดขึ้นได้ เพราะ ข้อจำกัดด้านต่างๆ

ทั้งที่สังคมส่วนใหญ่รู้ดีว่า สีใด ฝ่ายไหน ที่ไม่เคารพกฎเกณฑ์กติกาของสังคม?

ทั้งที่สังคมส่วนใหญ่รู้ดีว่า สีใด ฝ่ายไหน ที่ปลุกระดมทำให้บ้านเมืองป่นปี้ เกิดการปฏิวัติรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญ

ทั้งที่สังคมส่วนใหญ่รู้ดีว่า สีใด ฝ่ายไหน ที่สร้างความแตกแยกแบ่งฝักแบ่งฝ่าย กระทบโครงสร้างของประเทศ

ทั้งที่สังคมส่วนใหญ่รู้ดีว่า สีใด ฝ่ายไหน ทำเรื่องเลวทรามที่ว่ามานี้เพื่อผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องเท่านั้น

วันนี้มีความพยายามจะป่าวประกาศในการใช้แนวทางสมานฉันท์ ซึ่งเหมือนกับการผสมสีของจิตรกร หากนำสีที่เอ่ยอ้างกันนี้มารวมกัน คงเป็น สีที่ช้ำเลือดช้ำหนอง หรือเลวร้ายกว่านั้นคือ “สีเน่า” ที่จิตรกรไม่พึงปรารถนาในการผสมสีออกมาใช้ระบาย

เช่นเดียวกับสังคมไทยในเวลานี้ที่กำลังเน่าแฟะ เพราะคนบางกลุ่มบางพวกไม่รู้จักเคารพกฎเกณฑ์กติกา ทำอะไรพอเหมาะพอสมกับที่ควรจะเป็น ผู้นำจำเป็นที่จะต้องใช้ความ “กล้า” ในการบริหารจัดการ ยุติความเสียหายที่จะลุกลามบานปลายต่อไป สีใดที่ไม่ควรนำมาผสมก็อย่านำมาผสม เอาเททิ้งไป หรือเอาเก็บใส่หลอดไว้ใช้ในภายภาคหน้าก็ยังไม่สาย

หรือ...เราจะปล่อยให้ประเทศไทยเป็น “สีเน่า” โดยไม่มีใครกล้าจัดการ กล้าแก้ปัญหาให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์กติกาใดๆ เลยเชียวหรือ แล้วสังคมไทยจะอยู่กันอย่างไรต่อไป

สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ขอเพียงจารึกชื่อ “คนดีของแผ่นดิน”

วันนี้อาจจะต้องขอละเลยในประเด็นการเมืองภาพรวมไว้สักครั้ง โดยอยากจะขอพูดถึงบุคคลคนหนึ่งเป็นการเฉพาะ นั่นก็คือ สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ หรือ สุรชัย แซ่ด่าน ในอดีต ที่ขณะนี้กำลังเปิดเวที สภาสนามหลวง มาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 สัปดาห์ และก็ยังไม่มีกำหนดยกเลิก

ผมไม่รู้จักกับเขาเป็นการส่วนตัวมาก่อน ได้ยินก็แต่ข่าวคราวการเป็นนักต่อสู้เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว จนเจ้าตัวต้องถูกจับกุมและถูกดำเนินคดี ต้องโทษถึงประหารชีวิต

แต่ภายหลังได้รับพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งก็ถูกจองจำอยู่หลายสิบปี จนมาได้รับอิสรภาพในบั้นปลายของชีวิต ที่ก็มีอายุอานามปาเข้าไปแล้วกว่า 60 ปี

ผมมาพบหน้าค่าตาตัวจริง ก็เมื่อมีการชุมนุมต่อต้านเผด็จการทหารที่ยึดอำนาจอธิปไตยไปจากประชาชน เมื่อ 19 กันยายน 2549 ที่ท้องสนามหลวง

โดยพี่สุรชัยได้เข้าเป็นหนึ่งในแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ หรือ นปก. ชุดที่ 2 หลังชุดแรกที่มี อ.มานิตย์ จิตจันทร์กลับ เป็นประธาน ถูกจับกุมแทบจะยกทีม

การรู้จักอย่างผิวเผินครั้งนั้น ก็ใช่ว่าผมจะรู้จักตัวตนของพี่สุรชัยมากมายแต่อย่างใด จะมีบ้างก็เพียงทักทาย ยกมือไหว้ให้ความเคารพผู้หลักผู้ใหญ่ สอบถามอะไรบ้างก็เป็นเพียงน้อยนิด แต่ก็ให้รู้สึกถึงไออุ่นของพี่สุรชัยอยู่ไม่น้อย

อย่างไรก็ตาม เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็อดไม่ได้ตามเคยที่จะต้องไปสังเกตการณ์ ไปให้กำลังใจต่อการขับเคลื่อนของเวทีประชาชนที่ท้องสนามหลวง ในนามของ สภาสนามหลวง ที่ พี่สุรชัยได้รับเลือกให้เป็นประธานสภาแห่งนี้

แน่นอน ทั้งความมากด้วยประสบการณ์ ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชน และด้วยความเป็นคนสุขุมเยือกเย็น รู้จักรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น

คุณสมบัติเหล่านี้จึงทำให้พี่สุรชัยสามารถตรึงมวลมหาประชาชนที่เข้าร่วมรับฟัง ไม่ต่ำกว่า 2 พันคน ได้ในทุกค่ำคืน จวบจนถึงช่วงสุดท้ายที่ประธานสภาผู้นี้จะต้องขึ้นกล่าวปิดเวที

และถึงแม้ในทุกค่ำคืน พี่สุรชัยจะเปิดฉากการปราศรัยด้วยการเปิดปมประเด็นเบื้องหน้าเบื้องหลังของกลุ่มแก๊งพันธมาร และเล่ห์กลการบิดเบือนของพลพรรคประชาธิปัตย์อย่างสม่ำเสมอแล้ว ภายใต้ปมประเด็นต่างๆ ก็ถูกสอดแทรกความเป็นตัวเป็นตน ความเข้าใจต่อปัญหาของบ้านเมือง สังคมไทย และสังคมโลกได้เป็นอย่างดี

โดยเฉพาะเมื่อช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ดูจะเป็นที่ประทับใจอย่างยิ่งของประชาชนที่ตั้งหน้าตั้งตาคอย แม้แต่ตัวผมเอง

ต่อสถานการณ์เมืองไทยและสังคมโลก พี่สุรชัยชี้ให้เห็นว่า การเมืองไทยที่บอกตัวเองจะปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ต้องล้มลุกคลุกคลานมาอย่างยาวนาน หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 นั้น ก็เพราะ

การหวงอำนาจ การไม่เข้าใจและไม่ยอมรับต่อการเปลี่ยนแปลงไปของสังคมโลก ในบรรดาเหล่าอำมาตยาธิปไตยทั้งสิ้น

ที่แม้หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 จะเกิดขึ้น และมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2540 จนกล่าวได้ว่า อำนาจของกองทัพต้องถอยร่นออกห่างจากการเข้าครอบงำการปกครองประเทศไปแล้วก็ตาม ก็ยังมิยอมลดละ

ซึ่งการปฏิเสธและการพยายามเหนี่ยวรั้งต่อกระแสสังคมโลก ต่อโลกาภิวัตน์เหล่านี้เอง จึงเป็นที่มาของการรวมหัว รวมตัวกันออกมาตั้งเรื่องป้ายสีรัฐบาลไทยรักไทย ที่นำโดยอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในหลายๆ ข้อกล่าวหา แล้วก็ฉกฉวยโอกาสปล้นอำนาจไปจากประชาชน

อย่างไรก็ตาม พี่สุรชัย ย้ำว่า การยังคงยอมตนของกลุ่มอำมาตยาธิปไตยเป็นไดโนเสาร์เต่าล้านปี ปฏิเสธไม่ยอมปรับตัว พร้อมต่อต้านทุนโลกาภิวัตน์ของโลก ท้ายสุดจะทำให้ประเทศไทยก้าวสู่วิกฤติ ที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงยากไร้ต้องกลายเป็นผู้รับผลกรรมแทน

พี่สุรชัย ยังกล่าวถึงมุมมองที่มีต่อรัฐบาลไทยรักไทย ภายใต้การนำของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วยว่า แนวทางของอดีตนายกฯ คือ

เมื่อยอมรับกระบวนการโลกาภิวัตน์ จึงต้องนำพาประเทศไทยไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบ แข่งขันได้กับสังคมโลก ที่จำเป็นต้องยกฐานะคนชั้นล่าง หรือคนรากหญ้าของประเทศ ให้เข้ามาสู่สถานะชนชั้นกลางมากที่สุด ซึ่งเมื่อถึงวันนั้นสังคมไทยก็จะมีพรรคการเมืองของชนชั้นกลางอย่างแท้จริงเกิดขึ้น

ดังนั้น นโยบายช่วยคนรากหญ้าที่เป็นประชากรสูงสุดของประเทศ จึงไหลพรั่งพรูออกมาจากพรรคไทยรักไทยอย่างหลากหลาย ทั้งในรูปของสวัสดิการ เช่น โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค หรือแม้แต่การเปิดช่องทางให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนในการประกอบอาชีพ เช่น โครงการกองทุนหมู่บ้าน โครงการเอสเอ็มแอล เป็นต้น

พี่สุรชัย ยกตัวอย่างกับตัวเองไว้น่าสนใจยิ่ง ตอนหนึ่งว่า หลังการพ่ายแพ้การเลือกตั้งนายก อบจ. ก็ต้องล้มป่วยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน โรงพยาบาลเรียกค่ารักษาเป็นจำนวนเงินถึง 3 แสนบาท ซึ่งก็มีทางเลือกคือ หากเอาชีวิตไว้ก็ต้องขายบ้าน หมดเนื้อหมดตัว ยิ่งในยามอายุมากขึ้นจึงเป็นเรื่องที่คิดหนัก

แต่ก็เพราะมีบริการ 30 บาทรักษาทุกโรคนี่เอง ทุกขั้นตอนที่เข้าใช้บริการด้วยการส่งตัวจากโรงพยาบาลหนึ่งไปสู่โรงพยาบาลหนึ่ง ท้ายสุดจึงได้รับการผ่าตัดและรอดชีวิตมาได้ ด้วยเงินเพียง 30 บาทเท่านั้น...!!!

และยิ่งน่าประทับใจมากขึ้น เมื่อพี่สุรชัยกล่าวย้อนอดีตให้ฟังอีกว่า เมื่อเทียบกับตอนหนุ่มๆ ที่ประกอบอาชีพเป็นช่างซ่อมวิทยุโทรทัศน์ ได้รับอุบัติเหตุขาหัก และด้วยเป็นคนต่างจังหวัด เงินทองก็น้อย การเข้ารักษาพยาบาลจึงเป็นเรื่องยากยิ่ง ต้องทำใจกลับมาทำงาน แม้กระทั่งต้องยกขาขึ้นพาดโต๊ะข้างหนึ่ง บัดกรีเชื่อมต่อแผงวงจรอย่างทุลักทุเล

และนี่เอง คือหนึ่งในแรงดลบันดาลใจที่ต้องออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านการปฏิวัติรัฐประหาร เมื่อ 19 กันยายน 2549 ที่ทำลายทิศทางการพัฒนาของประชาชน และพัฒนาประเทศไทยที่ถูกทิศถูกทางแล้ว ให้ย้อนกลับไปสู่วิบากกรรมอีกครั้งเหมือนในอดีต ที่ไม่สามารถยอมรับได้...!!!

อีกตอนหนึ่ง พี่สุรชัยยังเปิดเผยถึงเรื่องราวในอดีตที่ถูกกล่าวหา เผาจวนผู้ว่าฯ และปล้นรถไฟ ด้วยเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยด้วยว่า เป็นเรื่องที่หดหู่อย่างยิ่งต่อกระบวนการยุติธรรมในยุคนั้น ขณะที่การเข้าสู่พรรคคอมมิวนิสต์ก็ไม่ใช่เพราะความเลื่อมใส แต่เป็นไปเพราะการกดขี่ข่มเหงจากอำนาจรัฐในยุคนั้นพลักดัน โดยไม่มีทางเลือกอื่นใด...???

แต่กับกระบวนการยุติธรรมแล้วยิ่งหนักข้อ เพราะนอกจากจะไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหาแล้ว จากจำนวนผู้ถูกจับกุมในยุคนั้นประมาณกว่า 17 คน

มีเขาคนเดียวเท่านั้นที่ถูกดำเนินคดีด้วยศาลทหาร ที่จะไม่มีทั้งการอุทธรณ์ การฎีกา ตามขั้นตอนทั่วไปที่ปฏิบัติกัน และก็ไม่ใช่อยู่ในช่วงของการประกาศกฎอัยการศึกแต่อย่างใดด้วย...???

ยิ่งเมื่อขึ้นศาลที่ผู้พิพากษาควรปฏิบัติตัวให้เป็นไปตามกระบวนพิจารณาคดีด้วยความยุติธรรม แต่กลับมีอาการแข็งกร้าวทั้งท่าทีและวาจา ประหนึ่งจะต้องเอาเข้าคุกจองจำรับโทษให้ได้

ทำให้สะท้อนได้เป็นอย่างดีถึงการใช้อำนาจที่ไม่ชอบธรรม มีอยู่อย่างเหลือหลายมากมาย แม้กระทั่งในสถาบันศาลสถิตยุติธรรม ภายใต้การครอบงำของระบอบเผด็จการอำนาจนิยม...!!!

แต่สิ่งที่ดูจะหนักแน่นอย่างยากจะลบเลือนไปจากชีวิตของคนที่ชื่อสุรชัยผู้นี้ได้ หนึ่งก็คือ ความจงรักภักดีที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่จะไม่มีวันเสื่อมคลาย เพราะชีวิตของเขาวันนี้ได้กลายเป็นชีวิตพระราชทานไปแล้ว...

และอีกหนึ่งก็คือ การยังคงอยู่เพื่อเรียกร้องความถูกต้องให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง ให้เป็นที่สัมฤทธิผล โดยเขากล่าวว่า

“การที่ประชาชนต้องออกมาเรียกร้องหาความถูกต้อง หาความชอบธรรม และการดำรงชีวิตควมเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มันผิดด้วยหรือ...???

“และเมื่อคนที่ชื่อ สุรชัย ชีวิตเดินทางมาถึงวันนี้ ขอเพียงเป็นคนไทยที่ถูกจารึกข้อความไว้ที่หน้าหลุมฝั่งศพเท่านั้นว่า “สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ คือคนดีของแผ่นดิน”

เล่นเอาคนทั้งสภาสนามหลวงนิ่งอึ้งด้วยความตื้นตันใจ ในความมุ่งมั่นนี้อย่างยิ่ง...

พร ภัทร

อุ้มเผด็จการ! “อลงกรณ์” เตรียมชงร่างพ.ร.บ.ต่ออายุ คตส.

ปชป.เดินหน้ารับใช้ระบอบเผด็จการอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด “อลงกรณ์ พลบุตร” เตรียมเสนอร่างพ.ร.บ.ต่ออายุ คตส. อีก อ้างหน้าตาเฉยบอกพรรคประชาธิปัตย์อยากให้ทำงานต่อ เหตุหวั่นอำนาจ ป.ป.ช.เข้าไม่ถึงข้อมูล

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่าคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.)สมควรได้รับการต่ออายุการทำงานออกไป และตนเตรียมที่จะนำเรื่องนี้เสนอให้ที่ประชุมส.ส.พรรคได้พิจารณา เนื่องจากจะต้องออกเป็นร่างพระราชบัญญัติ ทั้งนี้คตส.ต้องทำหน้าที่เสมือนหนึ่งเป็นพนักงานสอบสวนและเป็นโจทก์ร่วมในคดีทุจริตที่เข้าสู่การพิจารณาของศาล ซึ่งถ้าไม่ดำเนินการเช่นนี้ความขัดแย้งและการเผชิญหน้าก็ยังจะคงอยู่ เพราะฝ่ายต่อต้านระบอบทักษิณไม่เชื่อว่ารัฐบาลนี้จะเป็นกลางในการดำเนินคดีกับพ.ต.ท.ทักษิณและพวกพ้อง

จะเห็นได้จากกรณีมีการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงที่เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว เช่นการย้ายนายสุนัย มโนมัยอุดม อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ นางสาวกัญญานุช สอทิพย์ อธิบดีกรมบังคับคดีหรือแม้แต่การดิสเครดิตคตส.ด้วยวิธีการต่างๆ ดังนั้นคตส.ควรที่จะต้องอยู่ทำงานให้เสร็จและรับผิดชอบต่อสำนวนคดีที่ได้ส่งฟ้องศาลและจะเป็นโอกาสของฝ่ายที่ตกเป็นจำเลยและผู้ถูกกล่าวหาในการต่อสู้คดี

พรรคประชาธิปัตย์อยากให้กำลังใจคตส.ได้ทำงานต่อไป เพราะคตส.ทำงานด้วยความยากลำบากและเสียสละ ดังนั้นทุกฝ่ายควรที่จะให้กำลังใจและสนับสนุนรวมทั้งรัฐบาลและทุกพรรคการเมือง เพราะการตรวจสอบของคตส.เพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การพิจารณาการทุจริตในชั้นศาลจะทำให้ฝ่ายที่สนับสนุนหรือตกเป็นเครื่องมือของระบอบทักษิณไม่เห็นกงจักรเป็นดอกบัวอีกต่อไป ดังนั้น เรียกร้องให้ส.ส.และส.ว.ควรที่จะให้การสนับสนุนในการผ่านกฎหมายต่ออายุการทำงานของคตส. เพื่อให้การพิสูจน์ความถูกผิดในชั้นศาลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งกันใหม่

นายอลงกรณ์กล่าวว่าการที่คตส.ถูกตามเช็คบิลจากอำนาจรัฐถือเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เพราะงานที่คตส.กำลังตรวจสอบคดีทุจริตของรัฐบาลทักษิณและคณะถือได้ว่าเป็นกระบวนการหนึ่งในการพิสูจน์ความถูกผิดของระบอบทักษิณ ที่เป็นปมเงื่อนสำคัญที่จะถอดชนวนวิกฤติการเมืองที่ยืดเยื้อยาวนานกว่า3ปี ซึ่งรัฐบาลและองค์กรต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชนสมควรที่จะปรับเปลี่ยนมุมมองว่า การทำงานของคตส.จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพิพากษาคดีในการทุจริตในระบอบทักษิณ ซึ่งบางคดีก็เข้าสู่การพิจารณาของศาลแล้ว บางคดียังอยู่ในระหว่างการพิจารณาชั้นอัยการเพื่อมีคำสั่งส่งฟ้องต่อไป

ดังนั้นการทำงานของคตส.จึงเป็นเพียงขั้นตอนของการสอบสวนจัดทำสำนวนคดี ซึ่งหากว่าคตส.ถูกกลั่นแกล้งแทรกแซงหรือบิดเบือนสำนวนสอบสวนในขั้นตอนหนึ่งขั้นตอนใด ก็จะถูกมองว่ามีอำนาจแฝงเร้นเหนือรัฐบาลในการดิสเครดิตสกัดกั้นการทำงานของคตส. ซึ่งจะทำให้กระบวนการพิสูจน์ความถูกผิดคดีของพ.ต.ท.ทักษิณและคณะหยุดชะงัก ซึ่งจะทำให้ฝ่ายที่คัดค้านระบอบทักษิณยังมีความชอบธรรมในการแสดงความไม่เห็นด้วยต่อการใช้อำนาจรัฐ เพื่อช่วยพ.ต.ท.ทักษิณและคณะซึ่งจะทำให้ปมความขัดแย้งยังดำรงอยู่ ดังนั้นทุกฝ่ายต้องสนับสนุนการทำงานของคตส.ต่อไป

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ส่วนการที่เมื่อคตส.หมดวาระการทำงานไปแล้วก็สามารถโอนคดีที่ยังค้างส่งต่อไปให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติหรือป.ป.ช.ทำต่อได้นั้น เห็นว่าเรื่องการโอนคดีเราเคยมีความผิดพลาดมาแล้ว เพราะการโอนคดีให้ป.ป.ช.นั้นอาจจะมีข้อจำกัดของป.ป.ช.เอง โดยเฉพาะเรื่องอำนาจการตรวจสอบทางกฎหมาย ซึ่งไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญ เช่น กรณีคดีการปกปิดโครงสร้างหุ้นบริษัทเอสซีแอทเสท ซึ่งเป็นประเด็นคอขาดบาดตายและเป็นปมมัดที่มีคำถามมานานกว่า7ปี


สภาสนามหลวง คืนนี้ “เปิดโปงคตส.-หญิงเป็ด”/อ.มานิตย์ ฉะ“รธน.โจร”

เวทีสนามหลวงคืนนี้ เปิดช็อตเด็ด เปิดโปงคตส.-คุณหญิงเป็ด ถึงความไม่ชอบมาพากลที่ สตง. ช่วง 1 ทุ่ม ต่อด้วย อ.มานิตย์ เตรียมยำใหญ่รัฐธรรมนูญโจร เผย คนบนเน็ต แห่เข้าเว็บฟังทะลุยอด 1 พัน ยูเซอร์

ทั้งนี้ นางสิริวารี รำเพย เลขาธิการกลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ ในฐานะผู้ประสานงานเวทีสภาสนามหลวง ต่อต้านเผด็จการ เปิดเผยว่า แม้สื่อหลักจะเอนเอียงให้น้ำหนักการนำเสนอข่าวสารต่อการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมากกว่า การจัดอภิปรายให้ความรู้กับประชาชนที่เวที สภาสนามหลวง ก็ตาม แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อเป้าหมายของเวที สภาสนามหลวง ที่จัดเป็นคู่ขนานอยู่ในขณะนี้ เพราะเวทีสนามหลวง ใช้วิธีการสันติ ไม่ละเมิดกฎหมาย โดยเฉพาะต่อการปิดกั้นการสัญจรไปมาของประชาชน และที่สำคัญคือการพยายามยับยั้งไม่ให้มวลชนที่โกรธแค้นกลุ่มพันธมิตรฯออกไปเผชิญหน้าจนเกิดการปะทะกันขึ้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อคืนที่ผ่านมา (10 มิ.ย.) เป็นที่น่าสังเกตว่า เว็บไซต์หลักที่ใช้การถ่ายทอดสดทั้งภาพและเสียงการอภิปรายของเวทีสภาสนามหลวง คือ www.newskythailand.com มีจำนวนผู้เข้าชมและรับฟังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากปกติอยู่ในราว 500 -800 ยูเซอร์ ปรับขึ้นมาเป็น 1,000 -1,500 ยูเซอร์

โดยเฉพาะเวลา 19.00 -20.00 ที่กำหนดให้เป็นช่วงไฮไลท์ของเวที และช่วงประมาณ 23.00 – 24.00 น. ที่เป็นการกล่าวปิดสภาของนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ประธานสภาสนามหลวง

“อย่างเมื่อคืนนี้ พอเราสามารถกำหนดหัวข้อของรายการที่เป็นไฮไลท์ได้ล่วงหน้าและแจ้งข่าวออกไป คือ หัวข้อ รัฐบาลแห่งชาติ อดีตนายกฯและริ้บบิ้นสีขาว .... ใช่ทางออกของประเทศไทยหรือไม่ โดยมีผู้ร่วมเสวนา คือคุณวิภูแถลง พัฒนภูมิไท คุณชูพงษ์ ถี่ถ้วน คุณสมชาย ไพบูลย์ และมีผู้ดำเนินรายการคือ ดร.เมธาพันธ์ โพธธีรโรจน์ ก็ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ทันทีว่า มีผู้สนใจเข้าชมเว็บไซต์ทะลุยอดที่เป็นปกติอยู่แล้ว 500- 800 รายต่อคืน เป็น 1,000-1,200 รายอย่างรวดเร็ว และขึ้นลงจนมาถึงช่วงของประธานสภาสนามหลวงขึ้นกล่าวปราศรัย จำนวนผู้รับฟังก็กระโดดขึ้นมาอีก ซึ่งนาจะเห็นตัวเลขระดับ 2 พันจึ้นไปในอีกไม่กี่วันนี้ และก็จะเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับๆต่อไปด้วย” นางสิริวารี กล่าว

ผู้ประสานงานเวทีสภาสนามหลวง เปิดเผยต่อไปว่า ดังนั้น ในค่ำคืนนี้ จึงได้นำหัวข้อที่น่าสนใจต่อสังคมนำมาเป็นเป็นไฮไลท์แจ้งล่วงหน้าให้ทราบอีก คือในช่วงเวลาประมาณ 19.00 -19.40 น. จะเป็นเรื่อง “การเปิดโปง คตส.-คุณหญิงจารุวรรณ เมฑาการ” โดย กลุ่มปฏิรูปการเมืองและติดตามการคอรัปชั่น นำโดยนายวันชัย จงจรูญหิรัญ

นอกจากนั้น ในค่ำคืนเดียวกันนี้ ช่วงเวลา 19.40 – 21.00 น. ยังได้รับเกียรติพิเศษจาก อาจารย์มานิตย์ จิตจันทร์กลับ อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และประธานแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) พร้อมนายวิภูแถลง พัฒนภูไท มาขึ้นเวทีด้วย ในหัวข้อเรื่อง “รัฐธรรมนูญโจร” จึงอยากขอเชิญชวนพี่น้องประชานคนไทยที่รักประชาธิปไตย หากไม่สามารถเดินทางมาร่วมรับฟังได้ที่เวทีท้องสนามหลวง ก็สามารถรับชมและรับฟังได้ทั้งภาพและเสียงได้ที่เว็บไซต์ดังกล่าวข้างต้น

ส่วนในคืนต่อไปคือวันที่ 11 มิ.ย. ช่วงไฮไลท์ประมาณ 19.00 น. ก็ถือว่าสุดยอดเช่นเดียวกัน เพราะจะเป็นการกลับมาขึ้นเวทีพร้อมกันของนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่เคยร่วมต่อต้านเผด็จการ คมช. ได้แก่ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย นายสุชาติ นาคบางไทร แกนนำกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ นายสรรเสริญ แก้วอุ่นเรือน จากกลุ่มเพื่อรัฐธรรมนูญ 40 และนายชูชีพ ชีวะสุทธิ์ ในหัวข้อเรื่อง ทางลงพันธมิตรฯ –ทางออกของประเทศไทย โดยมีนางสาวดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ดา ตอปิโด เป็นผู้ดำเนินรายการ นางสิริวารี กล่าวในที่สุด

อย่างไรก็ตาม การจัดเวที สภาสนามหลวงต่อต้านเผด็จการ เกิดขึ้นหลังการออกมาชุมนุมประท้วงของกลุ่มพันธมิตรฯเมื่อวันที่ 25 พ.ค.เพียง 1 วัน โดยเป้าหมายเพื่อหยุดยั้งและแสดงออกถึงพลังของประชาชนที่ไม่ประสงค์จะให้กองทัพออกมายึดอำนาจอีกครั้ง ตามเป้าหมายของกลุ่มพันธมิตรฯ รวมทั้งเพื่อหยุดยั้งมวลชนที่โกรธแค้นกลุ่มพันธมิตรฯไม่ให้ออกไปเผชิญหน้ากันอาจเกิดการปะทะกันขึ้นได้ ซึ่งมีประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมรับฟังตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เฉลี่ยมีไม่ต่ำกว่า 2 พันคน ในทุกค่ำคืน


กรมประชาฯเตรียมเล่นงาน ASTV ส่งข้อมูลตำรวจดำเนินการ

กรมประชาสัมพันธ์ สุดทน เอสทีวี แพร่ภาพ ก่อชนวนสร้างความวุ่นวาย สั่งฝ่ายกฎหมายส่งข้อมูลให้ตำรวจดำเนินการแล้ว ขณะที่ สปน.ปัด ไม่ได้สั่งการ

ทั้งนี้ จากกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเตรียมยื่นร้องต่อศาลปกครองให้มีการถอนคำสั่งคุ้มครองการออกอากาศ และการเชื่อมโยงสัญญาณของสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี (ASTV) ในเครือหนังสือพิมพ์ผู้จัดการนั้น ในวันนี้ (10 มิ.ย.) นายจุลยุทธ หิรัณยะวสิต ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) กล่าวว่า สปน.ไม่ได้สั่งการให้กรมประชาสัมพันธ์ (กปส.) ดำเนินการกับสถานีโทรทัศน์ ASTV แต่กรมประชาสัมพันธ์มีสิทธิ์ที่จะพิจารณาดำเนินการเองได้ และเมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนตามกฎหมายแล้ว กรมประชาสัมพันธ์เพียงแต่รายงานให้ทาง สปน.รับทราบเท่านั้น

ขณะที่นายเผชิญ ขำโพธิ์ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ กล่าวว่า ได้มอบให้ฝ่ายกฎหมายนำข้อมูลมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว แต่จะมียื่นข้อมูลร้องต่อศาลปกครองให้ยกเลิกคำสั่งการคุ้มครองออกอากาศ ASTV หรือฟ้องร้องกรณีอื่นใดขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด

กกต. ยังไม่สรุปผลการพิจารณากรณีนายกฯ จัดรายการชิมไปบ่นไปวันนี้

กรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง ระบุ กกต.ยังไม่สรุปผลการพิจารณากรณีนายกรัฐมนตรีจัดรายการชิมไปบ่นไปวันนี้ เพราะต้องรอหลักฐานเพิ่มเติมจากบริษัทเฟช มีเดีย จำกัด ขณะที่การถือหุ้นเกินร้อยละ 5 ของภรรยานายไชยา สะสมทรัพย์ จะได้ข้อสรุปภายในวันนี้

นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง กล่าวว่า วันนี้ ที่ประชุม กกต.จะมีการพิจารณา กรณีที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จัดรายการชิมไปบ่นไป โดยจะเป็นการหารือในข้อกฎหมายว่า หาก กกต.ยื่นเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นการซ้ำซ้อน กับสมาชิกวุฒิสภาที่ยื่นเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญแล้วหรือไม่ ขณะที่คณะอนุกรรมการที่พิจารณาเรื่องดังกล่าว ก็ได้ขอเลื่อนการส่งมติอนุกรรมการออกไปก่อน

ดังนั้นคิดว่าเรื่องดังกล่าวคงยังไม่ได้ข้อสรุปวันนี้ ซึ่งยืนยันว่าการเลื่อนพิจารณาออกไป ไม่ใช่เป็นการยื้อเวลา เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่จะต้องมีหลักฐานชัดเจน โดยเฉพาะหลักฐานจากบริษัทเฟช มีเดีย จำกัด เกี่ยวกับการถือหุ้นในบริษัทดังกล่าว หรือมีตำแหน่งใดในบริษัท แต่หากที่ประชุมเห็นว่าไม่จำเป็นต้องส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพราะจะเป็นการซ้ำซ้อนกับเรื่องของวุฒิสภา ทุกอย่างก็จะยุติ

ส่วนกรณีที่นายไชยา สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ไม่แจ้งบัญชีทรัพย์สิน กรณีที่ภรรยาถือหุ้น
ในบริษัทเอกชนเกินร้อยละ 5 ทำให้ขาดคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีหรือไม่ จะมีการพิจารณาในวันนี้เช่นกัน และคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในวันนี้ อนุกรรมการที่พิจารณาเรื่องนี้ ได้ส่งมติมายังที่ประชุมใหญ่ กกต.แล้ว



ผมมีความรู้สึกว่า พันธมิตรที่สะพานมัฆวาน กำลังบ้า ถอยก็ไม่ได้ รุกก็ไม่ออก

สภาพตอนนี้ ในทางยุทธศาสตร์การสงครามแล้วถือว่าพันธมิตรพ่ายแพ้โดยสิ้นเชิง การจะอยู่บนถนนราชดำเนินนานไปอีกกี่วัน คงไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด แต่ประชาชนที่เดือดร้อนเขาก็จะด่ามากขึ้นเรื่อยๆ เสียมวลชนไปโดยสิ้นเชิง

ยิ่งโดนด่าพันธมิตรก็ยิ่งรน พยายามหายุทธวิธีใหม่ๆ มากดดันรัฐบาล เช่น กลยุทธ์ดาวกระจายบ้าง อะไรบ้าง ตอนนี้ออกยุทธวิธีใหม่รายวัน ยุให้รัฐวิสาหกิจตัดน้ำตัดไฟรัฐบาล ยุให้ข้าราชการกระด้างกระเดื่องต่อรัฐบาล แบบอารยะขัดขืน เรียกว่าต้องปวดหัวนั่งเค้นกลยุทธ์กันทุกนาทีก็ว่าได้

ตอนนี้ยื่นข้อเสนอใหม่ ขอให้ต่ออายุ คตส. ไปหนึ่งปี หลังจากมีข้อเสนอมากมายมาแล้ว

ผมว่า รัฐบาลเขาคงนั่งหัวเราะกันพุงปลิ้นกันไปแล้วละครับ กับม็อบสะเปะสะปะแบบนี้ ม็อบที่ไร้เป้าหมายที่ชัดเจน ม็อบที่หาทางลงไม่ได้ ผมว่ารัฐบาลไม่ต้องทำอะไรแล้ว ไม่ต้องปวดหัว ไม่ต้องสนใจอีกต่อไป

แต่ว่าฝ่ายพันธมิตรกลับปวดหัวแทน คิดหัวแทบแตกว่าจะสร้างเงื่อนไขได้อย่างไรอีก เพราะยิ่งอยู่นาน โดยไม่มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน เงื่อนไขทางสังคมที่ไม่สุกงอม สุดท้ายมันก็กลายเป็นหอกที่กลับมาทิ่มแทงตัวเอง

"ถอยก็ไม่ได้ รุกก็ไม่ออก"

สภาพการณ์เช่นนี้ตามตำราพิชัยสงคราม บอกว่าร้ายแรงขนาดกองทัพล่มสลายแน่นอนครับ เพราะศัตรูไม่ต้องทำอะไร แค่นั่งกินเหล้า ดูบอลยูโรสนุกสนานไป แต่กองทัพ "พันธมิตร" กลับต้องเต้นแร้งเต้นกาอยู่กลางถนน ตากแดด ตากฝนตากลม สะเบียงกรังก็ร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ จะทำสงครามแตกหักก็ทำไม่ได้ เพราะไม่มีข้าศึกลงมารบด้วย ทำสงครามยืดเยื้อ สะเบียงกรังก็หมด กำลังพลก็หดหายไปทุกวัน

เคลื่อนพลท้ารบ รัฐบาลก็เฉย จะถอนทัพก็กระไรอยู่ เพราะได้ประกาศไปแล้วว่าไม่ชนะไม่ถอย ยกทัพกลับโดยไม่ได้มรรคได้ผลอะไร ก็จะเป็นผลเสียต่อการเคลื่อนไหวในอนาคต เพราะจะปลุกมวลชนได้ลำบากมากขึ้น (ผมยังเชื่อว่ามมีคนกลุ่มหนึ่ง ที่บ้าไปตามพันธมิตร พวกนี้เป็นแฟนพันธุ์แท้ แต่จำนวนไม่ได้มากมายนัก)

ความกดดันทั้งหลายทั้งปวงตอนนี้อยู้กับพันธมิตรโดยสิ้นเชิงแล้วครับ

ผมว่า ท่านนายกฯสมัคร ไม่ต้องพูดอะไรเกี่ยวกับพันธมิตรอีกต่อไปแล้ว พูดเรื่องงานเหมือนออกรายการทีวีทาง NBT เมื่อเช้านี้ดีแล้ว

ปล่อยให้ตำรวจเขาเจรจาไป เล่นเอาเถิดเอาล่อกับพันธมิตรกันต่อไป

ส่วนทีวีก็ไปหาสกู๊ป ความเดือดร้อนของชาวบ้านจากพันธมิตรออกอากาศเรื่อยๆ ตำรวจก็แถลงการณ์วิงวอน กราบกรานพันธมิตรไปเรื่อยๆ

ผมว่ายิ่งนาน ความเป็นผู้ร้ายก็ยิ่งมาก ตอนนี้จะปลุกม็อบในอนาคต ก็คงไม่ขึ้นอีกต่อไป

ยุทธวิธีนี้จะทำให้พันธมิตรเสื่อมลงไปอย่างถาวร ม็อบพันธมิตรจะโดนฝังลงหลุมไปตลอดกาลครับ

ผมเคยบ้าอ่านตำราพิชัยสงครามมาพักหนึ่งเมื่อหลายสิบปีก่อนโน้น ยุทธวิธีนี้เรียกว่า Protract war หรือสงครามยืดเยื้อ ทิ้งให้ข้าศึกอ่อนเปลี้ยไปเอง สภาพของพันธมิตรเหมือนกองทัพที่ยกมาไกล สะเบียงกรังมีจำกัด เงื่อนไขสงคราม สภาวะแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย ภูมิประเทศแม้เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ดี ที่ทำให้การจราจรในเมืองหลวงเป็นอัมพาต แต่มันก็ส่งผลเสีย คือ สร้างความเดือดร้อนให้มวลชน ที่ควรจะเป็นมิตร ก็จะกลายเป็นศัตรู

การยึดชุมทางการจราจร เช่นสะพานผ่านฟ้า หรือสะพานมัฆวาน เป็นกลยุทธที่ดี เพราะเป้าหมายคือ "ยั่วให้รัฐบาลล้อมปราบ" เพื่อสร้างเงื่อนไขสงคราม หากรัฐบาลล้อมปราบแบบ "พฤษภาทมิฬ" ก็เป็นเงื่อนไขให้ใช้ปลุกระดมมวลชนต่อต้านรัฐบาล

มันเหมือนเกม หากข้าศึกทันเกม ปล่อยให้ยึดครองไป ไม่ล้อมปราบ ทีนี้แรงกดดันทั้งหลายทั้งปวง จะตกอยู่กับฝ่ายเรา คือ "การสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน" กลายเป็นหอกที่จะมาทิ่มกลับเราเอง จะถอยก็เสียหน้า และถือเป็นการพ่ายแพ้ เงื่อนไขสงครามไม่สามารถปลุกขึ้นมาได้อีก

จะบุกก็ไม่รู้จะไปรบกับใคร

แถมตำรวจ โฆษณาประจำว่าชาวบ้านเดือดร้อน นักเรียนเดือดร้อน ออกข่าวขอร้องทุกวัน คือ ตำรวจเล่นตีบทโศก อ่อนน้อม อ้อนวอน ขอร้องเรียกคะแนนสงสาร พันธมิตรเล่นบทผู้ร้ายเต็มที่

สภาพเช่นนี้ยิ่งอยู่นาน ยิ่งไร้ความหมายทางยุทธศาสตร์ ลงก็ลงไม่ได้ เพราะพ้นเงื่อนไขที่จะลงตามบันไดที่ "กลุ่มริบบิ่นสีขาว ทอดไว้ให้แล้ว จะบุกก็ไม่มีข้าศึกให้เห็น

สภาพกองทัพแบบนี้น่าอนาถครับ

พูดตรง ๆ สภาพของพันธมิตรตอนนี้เหมือนคนบ้า ออกมารำมีดกลางถนน ท้าให้คนโน้นคนนี้ออกมาฟันกัน

ใครโดดลงไปตีกับคนบ้า มันก็บ้าแล้วครับ

ผมว่าเรามองพันธมิตรด้วยความสนุกสนานดีกว่าครับ ว่าจะเอามุกอะไรออกมาเล่นอีก มุกดาวกระจายก็แป๊กไปแล้ว

เหมือนดูจำอวดกลางกรุง สนุกดีออกครับ

ผมรู้สึกว่ายิ่งอยู่นาน นายทุนมันก็จะเจ๊งเองแหละครับ อย่าไปรื้อเวทีเด็ดขาด


จาก thaifreenews

จำลอง ศรีเมือง โมฆะบุรุษผู้ทำลายชาติ ศาสนา และท้าทายสถาบันพระมหากษัตริย์

ตกใจมากที่จู่ๆ ก็มีคนทึกทักว่า ฟ้าฟื้น เป็น ประดาบ และ thai-grassroots คือ hi-thaksin

ที่ตกใจ ไม่ใช่เพราะรู้ทัน หรือ ถูกจับได้ หากแต่ตกใจเพราะถูกยกระดับให้เป็น ทั้งๆ ที่ความจริง ทั้ง ฟ้าฟื้น และ thai-grassroots ยังมีราคาเพียงของลอกเลียนแบบเท่านั้น มิใช่ของแท้ หรือ ของที่มีคุณภาพเทียบเท่า

ฟ้าฟื้น บอกไว้แต่วันแรกแล้วว่า ตั้งใจเป็นผู้สืบทอด และเป็นของลอกเลียนแบบ ด้วยต้องการสืบสานเจตนารมณ์ จึงได้แต่กังวลใจด้วยเกรง ประดาบ จะเข้าใจผิด ว่าแอบอ้าง หรือ สวมรอย กระทั่งทำให้เสียหายได้ในอนาคต

จึงต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ หาก ฟ้าฟื้นทำอะไรลงไป แล้วเป็นเหตุให้ประดาบ ต้องเดือดร้อน หรือ เสียหาย ทั้งในวันนี้ วันหน้า และวันวานที่ผ่านไปแล้ว

หวังว่า ผู้สืบทอด จะได้รับการอภัยจากผู้เป็นครู ต้นแบบของการต่อสู้


......................................

หลายวันที่ผ่านมา ปัญหาเทคนิคของมือใหม่ ทำให้ thai-grassroots ออกอาการรวนๆ ติดๆ ขัดๆ จนน่าอึดอัดใจ และทำให้รู้ว่าการทำเว็บขึ้นมาสักเว็บหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ยิ่งเป็นเว็บที่มีแรงกดดันจากสายตาผู้ชมจำนวนมาก เพราะมีสื่อมวลชนช่วยโฆษณาประชาสัมพันธ์

จึงต้องขออภัย มา ณที่นี้ อีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะสัญญาในชั้นต้นนี้ว่าจะไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นอีก

..........................................


เรื่องใหม่ที่อยากจะมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันในวันนี้ ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องราวของขบวนการพันธ มิตรที่กำลังก่อการร้ายต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข อย่างไม่หยุดยั้ง และไม่รั้งรอแม้แต่วินาทีเดียวที่จะทำให้ประเทศชาติล่มสลาย พร้อมๆ กับความเดือดร้อนของประชาชนที่เพิ่มพูนทบเท่าทวีคูณอย่างรวดเร็ว

จำลอง ศรีเมือง คือ คนที่อยากจะนำมาเสนอในวันนี้ ด้วยเหตุที่ว่าคนคนนี้คือ ตัวอันตรายต่อสถาบันหลักของชาติ อย่างร้ายแรง แต่ด้วยภาพนักบุญจอมปลอมที่เขาสร้างสวมทับร่างซาตานของตนเอง เพื่อหลอกตาประชาชน ทำให้ซาตานตนนี้ ยังคงหลอกลวงผู้คนจำนวนมากที่ขาดเขลาเบาปัญญา ไม่ไตร่ตรองศึกษาอย่างถ้วนถี่ หลงผิดและเดินตามไปได้โดยง่าย

ถึงแม้ว่าจะมีประชาชนจำนวนมาก ตาสว่าง และรู้ทัน กลเกมของซาตานในคราบร่างของนักบุญผู้ใฝ่ธรรมะ แต่เอาชนะกิเลสในใจตนเอง ที่มุ่งแสวงหาอำนาจโดยไม่คำนึงถึงวิธีการ ทุกลมหายใจเข้าออกไม่ได้ แต่ก็ยังมีคนำจำนวนไม่น้อยที่หลงเชื่อซาตานตนนี้ อย่างหัวปักหัวปำ ไม่ลืมหูลืมตา จนมีอาการน่าเป็นห่วง ดังเช่นกลุ่มคนที่ไปนอนนั่งฟังคาถาล้างสมองของเขาที่ถนนราชดำเนิน อยู่ในขณะนี้

จำลอง ศรีเมือง น่าจะเป็นคนไทยเพียงคนเดียวที่แสดงออกถึงความมุ่งมั่นต่อจุดมุ่งหมายของตนเอง ที่จะท้าทายและทำลายสถาบันสำคัญของชาติ ทั้ง 3 สถาบันในคราเดียวกัน และมีความซื่อสัตย์ต่อภารกิจภายในจิตใจของตนเองอย่างแน่วแน่ ชนิดที่แก้ไขไม่ได้ มาอย่างยาวนานหลายสิบปี

ไม่น่าเชื่อ จำลอง ศรีเมือง จะเป็นบุคคลที่เคยเข้ารับการอบรมบ่มเพาะอุดมการณ์ความรักชาติ ศาสนา และ พระมหากษัตริย์ มาจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า หรือ โรงเรียนนายร้อยจปร. ซึ่งเป็นสถาบันที่ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตนายทหารที่มีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหาษัตริย์ สูงสุด กระทั่งชีวิตก็สละได้ เพื่อปกป้อง 3 สถาบันหลักของชาติ


เหตุที่ต้องบอกว่าไม่น่าเชื่อก็เพราะ จำลอง ศรีเมือง ได้แสดงให้เห็นเป็นประจักษ์มาอย่างต่อเนื่องว่า เขาไม่ได้เป็นผู้ที่ยึดมั่นในอุดมการณ์และความรักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ดังเช่นนายทหารอื่นๆ ของกองทัพ รวมไปถึงประชาชนคนทั่วไป ด้วย

จะเชื่อใจ จำลอง ศรีเมือง เป็นคนที่มีความรักชาติได้อย่างไร ในเมื่อคนคนนี้เป็นต้นเหตุก่อวิกฤติให้แก่ประเทศชาติเสียหาย และประชาชนเดือดร้อนมาครั้งแล้วครั้งเล่า

เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 จำลอง ศรีเมือง ก็เข้าไปเกี่ยวข้องในฐานะหน่วยข่าวของกองทัพ และแวะเวียนไปแทรกซึมอยู่กับประชาชน ที่ช่วยกันรุมฆ่านักศึกษาหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อันเป็นชนวนให้แผ่นดินไทยแยกเป็นหลายเสี่ยง และคนไทยแตกเป็นหลายก๊ก กว่าจะกลับคืนสู่ความสงบได้ ก็ใช้เวลานานนับสิบปี

เหตุการณ์นายทหารยังเติร์กบีบบังคับให้พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กลางสภาฯ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2523 จำลอง ศรีเมือง ก็เป็นหนึ่งในกลุ่มทหารยังเติร์ก ที่ร่วมกดดัน และ เชิด เปรม ติณสูลานนท์ ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี แทน โดยมี จำลอง ศรีเมือง เป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

เหตุการณ์เมษาฮาวาย หรือ ปฏิวัติ 1 เมษายน 2524 จำลอง ศรีเมือง ก็เป็นหนึ่งในนายทหารจปร. 7 ที่นำกำลังก่อการรัฐประหาร หมายจะล้มล้างรัฐบาล เปรม ติณสูลานนท์ เพราะเห็นว่าไม่สามารถควบคุมนายกรัฐมนตรี ให้อยู่ในคำสั่งของกลุ่มตนและพวกพ้องได้ แต่ไปไม่ถึงเป้าหมาย ต้องพ่ายแพ้กลายเป็นกบฎ ในที่สุด

เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 จำลอง ศรีเมือง เป็นตัวตั้งตัวตี เป็นผู้ปลุกระดมประชาชนให้ออกมาต่อต้านการสืบทอดอำนาจของรสช. ที่นำโดย สุจินดา คราประยูร ด้วยแคมเปญ "นายกฯต้องมาจากการเลือกตั้ง" และสโลแกน "คนโกหก ไม่ทำบาป ไม่มี" พร้อมกับเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง


การชุมนุมของประชาชนในเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 จบลงด้วยบาดแผลใหญ่ของชาติไทย เมื่อประชาชนที่ถูก จำลอง ศรีเมือง ปลุกระดมให้เข้าสู้กับกองทัพ กลายเป็นเบี้ยบนกระดาน ให้ จำลอง ศรีเมือง ใช้เป็นเครื่องเซ่นสังเวยเกมชิงอำนาจรัฐ จนต้องล้มตายเป็นจำนวนมาก ด้วยแผนการและมันสมองอันชั่วร้ายของซาตานตนนี้

กว่าประชาชนทั้งประเทศจะรู้ความจริง ว่าเบื้องหลังเหตุการณ์นองเลือดเป็นเช่นไร และ จำลอง ศรีเมือง หลอกประชาชนผู้ชุมนุม ให้มานั่งตากแดด ตากน้ำค้าง แต่ตัวเองหลบไปนอนในห้องแอร์ของโรงแรม และประกาศชัยชนะของตนเองบนกองเลือดของประชาชน เมื่อยั่วยุให้ทหารลงมือสลายม็อบด้วยความรุนแรง พาชีวิตผู้คนจำนวนหลายพันคนไปเสี่ยงกับห่ากระสุนปืน โดยไม่คิดรับผิดชอบใดๆ นอกจากความหิวกระหายในอำนาจ และชัยชนะบนซาศพของคนไทย และซากปรักหักพังของประเทศไทย

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า จำลอง ศรีเมือง คนนี้ เป็นคนที่พยายามสร้างเงื่อนไข เรียกร้องให้ทหารก่อการรัฐประหาร เป็นคนเดียวกับที่เรียกร้องปลุกระดมประชาชนให้ต่อต้านการสืบทอดอำนาจของทหาร เมื่อ พฤษภาคม 2535

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า จำลอง ศรีเมือง คนนี้ เป็นคนที่เรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญให้นายกรัฐ มนตรีมาจากการเลือกตั้ง แต่ตนเองสนับสนุน เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยไม่ผ่านการเลือกตั้ง และ ยังเข้าไปนั่งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง รวมถึงสนับสนุนให้มีสมาชิกวุฒิสภา ที่ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้งในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันด้วย และขณะนี้กำลังปลุกระดมประชาชน ให้ขับไล่นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง เพื่อเปิดโอกาสให้มีนายกรัฐมนตรีจากการแต่งตั้งแทน

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า จำลอง ศรีเมือง คนนี้ จะเป็นคนตระบัดสัตย์ ไม่อยู่ในศีลในธรรม ดังที่สร้างภาพจอมปลอมหลอมทับตัวเองเพื่อหลอกตาประชาชน และเป็นคนที่เคยประกาศก้องว่า "คนโกหก ไม่ทำบาป ไม่มี" เพราะทุกอย่างที่เคยพูดไว้ วันนี้ จำลอง ศรีเมือง กระทำมันไปทั้งหมดทั้งสิ้นแล้ว

พฤติกรรมทางการเมือง การจ้องหาโอกาส ฉกฉวยชิงจังหวะช่วงชิงอำนาจรัฐ อย่างต่อเนื่องที่ผ่านมากว่า 30 ปี ของ จำลอง ศรีเมือง ทำให้ประเทศชาติต้องเสียหาย ประชาชนต้องบาดเจ็บล้มตาย คิดเป็นมูลค่ามากมายมหาศาล จนเกินกว่าจะคำนวณเป็นตัวเงินได้ โดยเฉพาะความแตกแยกของคนในชาติ และความมั่นคง เสถียรภาพ สถานะของประเทศที่ตกต่ำในสายตาของชาวโลก

พฤติการณ์ของ จำลอง ศรีเมือง เท่าที่ยกมาเป็นเพียงส่วนน้อย แต่ก็พอจะทำให้เชื่อได้ว่า จำลอง ศรีเมือง ไม่ใช่ผู้รักชาติ อย่างแน่นอน

พฤติกรรมทางด้านการปกป้องพระศาสนา ยิ่งนับเป็นจุดด่าง และจุดด้อยของ จำลอง ศรีเมือง เพราะ จำลอง ศรีเมือง คือ ผู้สนับสนุนหลักของ โพธิรักษ์ และสำนักสันติอโศก ซึ่งเป็นจำเลยของมหาเถรสมาคม และถูกมหาเถรสมาคม ยื่นฟ้องต่อศาล ว่าเป็นขบวนการที่ทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมเสีย ต่อสู้คดีกันถึง 3 ศาล สุดท้ายศาลฎีกาตัดสินว่าโพธิรักษ์ ไม่ใช่พระ มีความผิดฐานแต่งกายเลียนแบบสงฆ์ และนักบวชในสำนักอโศก ก็ไม่ใช่สงฆ์ เพราะไม่ได้รับการอุปัชฌาย์โดยพระอุปัชฌาย์ตามกฎของพระพุทธศาสนา

ทั้งๆ ที่ถูกศาลฎีกาตัดสินว่ามีความผิด และ เป็นปฏิปักษ์ต่อพระพุทธศาสนา ทำให้ประชาชนหลงเชื่อ หลงผิด เข้าใจผิด แต่ โพธิรักษ์ และ สันติอโศก ก็ยังลอยนวลอย่างมีหน้ามีตาอยู่ในสังคมไทย ซึ่งเป็นสังคมพุทธ ได้ เพราะการสนับสนุนของ จำลอง ศรีเมือง นั่นเอง

โพธิรักษ์ เจ้าสำนักสันติอโศก และ จำลอง ศรีเมือง มีเป้าหมายทางการเมืองร่วมกัน อย่างชัด เจน นับตั้งแต่การวางแผนให้ จำลอง ศรีเมือง ลงสมัครผู้ว่าฯกทม. แล้วขายฐานเป็นการสร้างพรรคพลังธรรม เพื่อเข้าไปแสวงหาอำนาจรัฐ โดยมีแผนการที่ระดมมวลชนสนับสนุนจำลอง ศรีเมือง เป็นนายกรัฐมนตรี ให้จงได้ และแผนการทั้งหมดเกือบจะเป็นความจริงได้หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ หากว่าจำลอง ศรีเมือง ไม่โดนเกมการเมืองของประชาธิปัตย์ สกัดจนสะดุดหัวทิ่มกับข้อหา "จำลองพาคนไปตาย" ส่งผลให้พรรคพลังธรรม พ่ายแพ้ย่อยยับในการเลือกตั้งเดือนกันยายน 2535 จากที่ควรจะได้เป็นพรรคแกนนำรัฐบาล ในฐานะผู้นำการต่อสู้กับ รสช. ต้องกลายมาเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ที่มีประชาธิปัตย์ เป็นหัวหน้ารัฐบาล ก่อนจำลอง ศรีเมือง จะหักหลังประชาธิปัตย์ ด้วยการถอนตัวออกจากรัฐบาล หลังประชาธิปัตย์ ถูกตราหน้าว่าคอรัปชั่นกินแผ่นดินหลวง กรณีสปก.4-01 อันอื้อฉาว

โพธิรักษ์ กับ จำลอง ศรีเมือง หายหน้าหายตาไปจากแวดวงการเมือง นับแต่พรรคพลังธรรม ล่มสลาย จนกระทั่ง จำลอง ศรีเมือง ประกาศเข้าร่วมกับสนธิ ลิ้มทองกุล ขับไล่ทักษิณ ชินวัตร โพธิรักษ์ ก็นำนักบวช และ ไพร่พลจากสำนักสันติอโศก เข้าร่วมสมทบม็อบพันธมิตร ก่อการเคลื่อนไหวโดยมีเป้าหมายทางการเมือง ทันที และครั้งนี้ก็เช่นกัน โพธิรักษ์ กับ จำลอง จับมือกันแนบแน่น เป็นกำลังหลักให้ม็อบพันธมิตร ขับไล่ สมัคร สุนทรเวช

แม้จะไม่ประกาศอย่างชัดแจ้งว่า มีเป้าหมายอย่างไร สำหรับ โพธิรักษ์ และ สำนักสันติอโศก แต่ก็คงไม่ยากที่จะคาดเดาถึงเป้าหมายที่จะสถาปนาลัทธิอโศก ให้เป็นศาสนาพุทธอีกนิกายหนึ่ง ในสยามประเทศ และเผยแผ่ลัทธิอโศก ตลอดจนแนวทางของชาวอโศก ให้แพร่กระจายไปทั่วประเทศ แข่งกับพระพุทธศาสนา และแสวงหาอำนาจรัฐ เพื่อออกกฏหมายบีบบังคับมหาเถรสมาคม ต้องยอมรับลัทธิอโศก เทียบเท่าพระพุทธศาสนา หรือ ศาสนาอื่นในประเทศไทย ตลอดจนการยอมรับโพธิรักษ์ เป็นผู้นำศาสนาพุทธอีกนิกายหนึ่ง เสมอเท่ากับสมเด็จพระสังฆราช หรือ ผู้นำศาสนา อื่นๆ ด้วย


ทั้งๆ ที่รู้ว่าสันติอโศก เป็นปฏิปักษ์ต่อพระพุทธศาสนา และ โพธิรักษ์ เป็นจำเลยของมหาเถรสมาคม แต่ จำลอง ศรีเมือง ก็ยังคงยืนกรานที่จะสนับสนับสนุนโพธิรักษ์ และสันติอโศก ให้ดำรงคงอยู่ต่อไป โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อพระพุทธศาสนา มหาเถรสมาคม และ คำพิพากษาของศาลฎีกาที่ชี้ว่าโพธิรักษ์ คือผู้กระทำความผิดต่อพระพุทธศาสนา

จึงยากจะเชื่อว่า จำลอง ศรีเมือง คือ ผู้ที่มีความปรารถนาดีต่อพระพุทธศาสนา และ มีจุดมุ่งหมายที่จะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา เนื่องจากจำลอง ศรีเมือง ยังคงนับถือผู้เป็นปฏิปักษ์ต่อพระพุทธศาสนา เป็นศาสดา และส่งเสริมลัทธความเชื่อ ที่เป็นภัยต่อพระพุทธศาสนา อย่างต่อเนื่องยาวนานจนถึงทุกวันนี้

สถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นสถาบันสำคัญที่สุดที่คนไทย เคารพเทิดทูนไว้สูงสุด ก็ไม่ได้อยู่ในหัวใจของ จำลอง ศรีเมือง และ ไม่ได้อยู่เหนือการท้าทายของซาตานตนนี้

เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเข้ามายุติเหตุการณ์นองเลือด พฤษภาทมิฬ 2535 ทรงมีรับสั่งกับ จำลอง ศรีเมือง ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ก่อเหตุจนเกิดการนองเลือด และความเสียหายแก่ประเทศชาติ และประชาชน ความตอนหนึ่งว่า

"ขอให้โดยเฉพาะสองท่าน คือ พลเอกสุจินดา และ พลตรีจำลอง ช่วยกันคิด คือหันหน้าเข้าหากัน ไม่ใช่เผชิญหน้ากัน เพราะว่าเป็นประเทศของเรา ไม่ใช่ประเทศของหนึ่งคนสองคน เป็นประเทศของทุกคน เข้าหากันไม่เผชิญหน้ากันแก้ไขปัญหา เพราะปัญหามีอยู่ ที่เวลาเกิดจะใช้คำว่า บ้าเลือด เวลาคนมีการปฏิบัติรุนแรงมันลืมตัว ลงท้ายเขาไม่รู้ว่าตีกันเพราะอะไร แล้วก็จะแก้ปัญหาอะไร เพียงแต่ว่าจะต้องเอาชนะ แล้วก็ใครจะชนะ ไม่มีทาง อันตรายทั้งนั้น มีแต่แพ้ คือต่างคนต่างแพ้ ผู้ที่เผชิญหน้าก็แพ้ แล้วที่แพ้ที่สุดก็คือประเทศชาติ ประชาชนจะเป็นประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่ประชาชน เฉพาะในกรุงเทพมหานคร ถ้าสมมติว่า เฉพาะในกรุงเทพมหานครเสียหายไป ประเทศก็เสียหายไปทั้งหมด แล้วก็จะมีประโยชน์อะไรที่จะทะนงตัวว่าชนะ เวลาอยู่บนกองซากปรักหักพัง

ฉะนั้น จึงขอให้ทั้งสองท่านเข้ามา คือไม่เผชิญหน้ากัน แต่หันเข้าหากัน และสองท่าน เท่ากับเป็นผู้แทนฝ่ายต่างๆ คือไม่ใช่สองฝ่าย ฝ่ายต่างๆ ที่เผชิญหน้ากัน ให้ช่วยกันแก้ปัญหาปัจจุบันนี้ คือความรุนแรงที่เกิดขึ้น แล้วก็เมื่อเยียวยาปัญหานี้ได้แล้ว จะมาพูดกัน ปรึกษากันว่าจะทำอย่างไร สำหรับให้ประเทศไทย ได้มีการสร้างพัฒนาขึ้นมาได้ กลับคืนมาได้ด้วยดี อันนี้ก็เป็นเหตุผลที่เรียกท่านทั้งสองมา และก็เชื่อว่าทั้งสองท่าน ก็เข้าใจว่า จะป็นผู้ที่ได้สร้างประเทศจากซากปรักหักพัง แล้วก็จะได้ผลในส่วนตัวมากว่าได้ทำดี แก้ไขอย่างไรก็แล้วแต่ที่จะปรึกษากัน ก็มีข้อสังเกตดังนี้.."

พระราชดำรัสอันเป็นมงคลแก่คนไทยทั้งชาติ ในคืนวันนั้น ได้นำมาซึ่งการยุติปัญหาความขัดแย้งทั้งปวง เนื่องจาก สุจินดา คราประยูร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น รับใส่เกล้าฯ แล้วปฏิบัติทันที ด้วยการสั่งให้ทหารหยุดใช้ความรุนแรง ไม่เผชิญหน้ากับประชาชนที่ถูกจำลอง ศรีเมือง ปลุกระดมออกมา จากนั้น สุจินดา คราประยูร ก็กราบบังคมทูลลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อแสดงความรับผิดชอบ

แต่ดูเหมือนว่า พระราชดำรัสที่เป็นมหามงคลแก่คนไทยทั้งชาติ จะไม่ได้เข้าหู และไม่ได้เข้าหัวของ จำลอง ศรีเมือง แม้แต่น้อย หรือ จำลอง ศรีเมือง ลืมไปหมดแล้วก็เป็นได้ จึงได้กระทำการในลักษณะเดียวกับเมื่อปี 2535 ขึ้นอีกครั้ง ก่อการปลุกระดมมวลชน และสร้างสถานการณ์การเผชิญหน้า ทำให้คนในชาติแตกแยกกัน ทำให้ประเทศไทยเสียหาย ประชาชนได้รับความเดือดร้อนไปทั่ว ไม่แตกต่างพฤติกรรมเมื่อปี 2535 เว้นแต่ยังไม่มีผู้บาดเจ็บล้มตาย เนื่องจาก สมัคร สุนทรเวช ไม่มีความปรารถนาดีที่จะบดขยี้เข่นฆ่าคนไทยด้วยกันเอง

ไม่น่าเชื่อว่า จำลอง ศรีเมือง คนนี้ ที่กำลังก่อการปลุกระดมมวลชน ขับไล่รัฐบาล จะเคยได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้เข้าเฝ้า และพระราชทานพระราชดำรัสเตือนสติ ให้ยุติการเผชิญหน้าของคนในชาติ มาแล้วเมื่อปี 2535 เพราะพฤติกรรมของจำลอง ศรีเมือง ในขณะนี้ กระทำราวกับว่าไม่เคยได้ยินรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาก่อน หรือ หากเคยได้ยิน ก็คงลืมไปหมดแล้วว่าทรงรับสั่งไว้อย่างไร

จริงอยู่ว่า พระราชกระแสรับสั่งดังกล่าว มีมาตั้งแต่ปี 2535 ขณะนี้ เป็นปี 2551 เป็นคนละเวลา คนละเหตุการณ คนละสถานการณ์ แต่หากพิจารณาให้ดี จะเห็นได้ว่าแม้จะต่างกันในเรื่องเวลา แต่พฤติกรรมของจำลอง ศรีเมือง กลับย้อนรอยเหมือนเดิมทั้งหมด จึงเป็นเรื่องไม่ปกติอย่างยิ่ง ที่บุคคลซึ่งอ้างว่าจงรักภักดี และ รับกระแสพระราชดำรัสไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม จะไม่หวนระลึกถึงเหตุการณ์ในคืนวันพุธที่ 20 พฤษภาคม 2535 ก่อนที่จะลงมือกระทำการใด ๆอันเป็นการขัดกระแสพระราชดำรัสอีกครั้งหนึ่ง

พฤติกรรมของ จำลอง ศรีเมือง ที่ไม่สนองต่อกระแสพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และยังคงสร้างความแตกแยกแก่คนในชาติ สร้างสถานการณ์การเผชิญหน้ากันของคนในชาติ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชกระแสรับสั่ง ว่าเป็นการทำให้ประเทศ ชาติเสียหาย เช่นที่กำลังกระทำอยู่ในขณะนี้ จึงเป็นพฤติกรรมที่ยากจะเชื่อได้ว่าเป็นการกระทำด้วยความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สถาบันพระมหากษัตริย์

เมื่อสรุปรวบพฤติกรรมของ จำลอง ศรีเมือง นับแต่อดีตถึงปัจจุบัน ในวันนี้ จึงยากจะเชื่อได้ว่า จำลอง ศรีเมือง คือ คนไทยที่มีอุดมการณ์ และความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และ พระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็น 3 สถาบันหลักของชาติไทย

ตรงกันข้าม จากพฤติกรรมที่ได้นำมาเรียบเรียงไว้นี้ กลับน่าเชื่อว่า จำลอง ศรีเมือง คือ บุคคลผู้ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อจะทำลายสถาบันชาติ พระพุทธศาสนา และท้าทายสถาบันพระมหา กษัตริย์ ชนิดที่ไม่เคยมีคนไทยคนใดกล้ากระทำเช่นนี้มาก่อน

แม้จะไม่ทราบแน่ชัดว่า จำลอง ศรีเมือง มีเป้าหมายเช่นไรในการปลุกระดมมวลชนขับไล่รัฐบาลอยู่ในขณะนี้ แต่ ประการหนึ่งที่จะมองข้ามไปไม่ได้ก็คือ คนที่มักใหญ่ใฝ่สูง และทะเยอทะยาน ไม่รู้จักหยุด ไม่รู้จักพอ แม้วัยจะล่วงเลยเข้าสู่บั้นปลายของชีวิต แต่ยังคงแสวงหาอำนาจอยู่ทุกวี่วัน เช่นนี้ ย่อมจะมีเป้าหมายที่ไม่ธรรมดาเป็นแน่แท้


โดยเฉพาะเป้าหมายที่จะครอบงำสถาบันชาติ และ ศาสนา โดยไม่นำพาต่อความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่คนไทยทั้งชาติ เคารพเทิดทูนสูงสุด

จึงพึงต้องระวังให้ดี วันใดที่ ซาตานในคราบร่างของนักบุญจอมปลอม ชื่อ จำลอง ศรีเมือง เดินทางถึงเป้าหมายของเขา วันนั้น พวกเราคนไทยทั้งชาติทั้งแผ่นดิน อาจจะต้องเสียใจที่สุดในชีวิตก็เป็นได้

การเดินตาม จำลอง ศรีเมือง จึงเป็นการเดินที่พึงต้องระมัดระวังเป็นที่สุด ไม่เช่นนั้นแล้วท่านอาจจะเป็นคนหนึ่งที่เดินเข้าไปร่วมกับขบวนการทำลายชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ โดยไม่ทันรู้ตัว


ฟ้าฟื้น
จาก thai-grassroots

นพดลย้ำพระบารมีในหลวงประเทศจะไม่เกิดเหตุรุนแรง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศย้ำกับชุมชนชาวไทย
ในฝรั่งเศส รัฐบาลไม่สลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ แน่นอนและมั่นใจจะมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นในประเทศด้วยพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ

วันที่ 2 ของการเยือน สาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการของ นาย
นพดลปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้พบปะกับชุมชนชาวไทยสมาคมคนไทยและนักเรียนไทย จำนวน 30 คนที่อาศัยอยู่ในฝรั่งเศส

โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศระบุว่า จากการเดินทางไปเยือนประเทศในสหภาพยุโรป ทั้ง สหราชอาณาจักร ,เนเธอร์แลนด์ , เยอรมันและ ฝรั่งเศส ต่างให้ความสนใจสถาการณ์ทางการเมืองในประเทศไทยค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งในเรื่องนี้ตนได้ยืนยันว่า แม้จะมีความคิดเห็นที่แตกต่างทางการเมือง แต่ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะไทยถือเป็นสิทธิตามระบอบประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นได้แต่ทั้งนี้ก็อาจจะมีบางกลุ่ม โดยเฉพาะแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯที่ออกมาประท้วงรัฐบาล ซึ่งตนมองว่าเป็นการเรียกร้องที่มากเกินไป อย่าง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ก็ถือว่ามี 1 เสียงเหมือนเช่นประชาชนทั่วไป ดังนั้นจึงให้ชาวไทยที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศสบายใจได้ว่า รัฐบาลจะพยายามดูแลในเรื่องนี้อย่างเต็มที่ และจะไม่มีการสลายการชุมนุมอย่างแน่นอน

นายนพดล ยังกล่าวด้วยว่า การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯได้สร้างผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยเฉพาะนักธุรกิจชาวเยอรมันต่างชะลอการลงทุนในประเทศไทย เช่นเดียวกับญี่ปุ่นก็เริ่มที่จะเป็นห่วงสถานการณ์ในประเทศไทยมากขึ้น

แต่ทั้งนี้ตนก็ยังเชื่อมั่นในพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถว่าจะไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องทำในขณะนี้คือการเดินหน้า ในการทำงานเพื่อพิสูจน์ตนเองอย่างเต็มที่ รวมไปถึงการสร้างประชาธิปไตยให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น แต่หากรัฐบาลไม่สามารถอยู่ได้ ก็ต้องยุบสภา เพื่อให้เสียงส่วนใหญ่เป็นผู้ชี้ขาด