WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, June 10, 2008

เล่นบอล

คึกคักกันมากทีเดียว กับการแข่งขันฟุตบอลถ้วยยุโรปที่เพิ่งเปิดฉากไปไม่กี่วัน แม้ว่ารอบนี้ทีมชาติอังกฤษ ขวัญใจแฟนบอลชาวไทยส่วนใหญ่ จะไม่ได้เข้ารอบมาด้วย จนหลายคนเสียดายและบ่นว่าไม่อยากดู

ด้านร้านอาหารยามค่ำคืนที่เคยมีรายการฟุตบอลเป็นหนึ่งในโปรโมชั่นจูงใจลูกค้า รอบนี้ก็เงียบไปนิด เพราะอาจโดนเก็บลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด นี่แหละโลกทุนนิยม อะไรที่ไม่เคยคิดก็กลายเป็นสิ่งที่คิดเป็นเงินเป็นทองได้ทั้งนั้น ไม่แน่ว่าสักวันหายใจผิดที่ก็อาจต้องเก็บตังค์

อีกหนึ่งประเด็นที่คึกคักกันเหลือเกินก็คือ การทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ถึงกับเดินเคาะประตูตามหอพัก เพื่อตรวจตราป้องกันการเล่นพนันบอล และที่เป็นเป้าหมายของการระแวดระวังมากที่สุด ก็ไม่พ้นกลุ่มนักเรียนนักศึกษาวัยรุ่นทั้งหลาย แสดงว่าสถิติที่ผ่านมาของตำรวจ กลุ่มคนที่กระทำความผิด เล่นพนันบอลมากที่สุด ก็คงจะเป็นกลุ่มนี้นี่แหละ

ฟังแล้วก็ตกใจ เพราะเชื่อว่านักเรียนนักศึกษาไทย ส่วนมากคงไม่ใช่คนที่หาเงินได้เอง ได้แต่แบมือขอพ่อกับแม่กันทั้งนั้น แล้วถ้าเกิดเสียพนันขึ้นมาจำนวนมากๆ ใครจะเป็นคนชดใช้ให้ล่ะงานนี้

เด็กวัยรุ่นที่เสียพนันบอล เชื่อว่าน้อยคนที่จะกล้าสารภาพกับผู้ปกครองตรงไปตรงมาเพื่อขอให้ท่านช่วยเหลือ แต่ที่ไม่กล้าบอกก็ต้องหาทางออกเอาเงินมาใช้หนี้เองให้ได้ เพราะถ้าไม่มีใช้คืน กระบวนการ “ทวงหนี้” มันน่าอันตรายยิ่งกว่า

ทางออกที่ถูกบีบคั้น จึงย่อมออกมาไม่ค่อยสวย และส่วนมากก็มักออกไปในทางผิดกฎหมายกันทั้งนั้น ตัวอย่างเรื่องนี้มีให้เห็นในข่าวอยู่บ่อยๆ ไม่ใช่เฉพาะวัยรุ่น ฉกชิงวิ่งราวปล้นร้านทอง ฯลฯ จับได้ก็สารภาพเสียงอ่อยว่าจะเอาเงินไปใช้พนันบอลกันแทบทั้งนั้น

ที่เป็นห่วงกันเรื่องพนันบอล จึงไม่ใช่ที่เรื่องพนันบอล แต่มักจะเป็นการต้องชดใช้ภายหลังการเล่นพนันเสียมากกว่า

ข้าพเจ้าไม่เคยเล่นบอล เล่นแต่ไพ่ เสียตังค์หมดตูดมาครั้งหนึ่งในชีวิต ก็กลายเป็นสิ่งที่จำมาจนบัดนี้ และสาบานกับตัวเองว่าจะไม่แตะการพนันอีกทุกชนิด ไม่ว่าจะมีเงินมากมายหรือเห็นว่ามีโอกาสชนะได้มากเพียงใดก็ตามที เพราะถ้าใจอ่อนสักครั้ง สิ่งที่ได้ติดตัวกลับมาไม่ใช่แค่เงินที่ได้จากการพนัน แต่คือการทำให้ตัวเองใจอ่อน อ่อนแอพ่ายแพ้ต่ออบายมุขที่เป็นปากทางสู่หายนะได้มากที่สุดชนิดหนึ่ง

ยังไม่รวมกับที่มีตัวอย่างคนแถวบ้านเล่นบอลจนหมดตัว ต้องออกจากราชการเพื่อนำเงินก้อนมาโปะหนี้สิน โชคดีใช้หนี้แล้วยังเหลืออยู่แสนกว่าบาท แต่ทว่าก็ยังไม่เข็ด นำเงินก้อนสุดท้ายทั้งหมดที่เหลืออยู่มา “ต่อทุน” อีกครั้งกับบอลยูโรเมื่อ 4 ปีก่อน ผลเป็นอย่างไรคงไม่ต้องบอก เพราะการพนันไม่เคยทำให้ใครรวยอยู่แล้ว ยกเว้นเจ้ามือ

นึกถึงตัวเองตอนหมดตูด...กับเพื่อนบ้านที่ยากจนเพราะเล่นบอล แค่นี้ก็สาปส่งการพนันไปจนตายแล้ว

ปฎิญญา ยอดเมฆ

ใช้กระบวนการประชาธิปไตยหักล้างรัฐธรรมนูญทางเดียว

รัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นภายหลังการปฏิวัติรัฐประหารนั้น ถึงแม้จะได้มีความพยายามหรือกำหนดพิธีกรรมและรูปแบบให้ดูเหมือนว่าเข้าถึงประชาชน และเป็นประชาธิปไตยมากแค่ไหนก็ตาม แต่ในความเป็นจริงก็เป็นได้เพียงแค่ “รัฐธรรมนูญทางเดียว” (one way constitution) เท่านั้น เพราะไม่ว่าจะเป็นคณะบุคคลที่ทำการยกร่าง ทิศทาง หลักการ รวมทั้งลายแทงในการสืบทอดอำนาจ ล้วนถูกกำหนดและควบคุมโดยคณะบุคคลที่ยึดอำนาจได้สำเร็จทั้งสิ้น เช่นเดียวกับกรณีการตั้งคณะบุคคลและกำหนดวิธีการในการตรวจสอบ ไต่สวน และพิจารณาโทษ

รวมทั้งอายัดทรัพย์ของคณะบุคคลที่ถูกโค่นล้มลงจากอำนาจด้วยการรัฐประหาร ก็ไม่สามารถเรียกว่าเป็นกระบวนการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ หรือกระบวนการยุติธรรมทางการเมืองอย่างเต็มปากเต็มคำได้ หากจะต้องเรียกว่าเป็น “กระบวนการยุติธรรมทางเดียว” (one way justice) เสียมากกว่า

เพราะไม่ว่าจะเป็นคณะตุลาการรัฐธรรมนูญซึ่งตัดสินคดียุบพรรคไทยรักไทย และสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 111 อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยเป็นเวลา 5 ปี คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ซึ่งใช้อำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. คณะกรรมการ ปปง. แถมด้วยอำนาจของอธิบดีกรมสรรพากร คณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งจะรับช่วงภารกิจในการตรวจสอบและอายัดทรัพย์ต่อจากคณะกรรมการ คตส. ที่จะหมดอายุการทำงานในวันที่ 30 มิถุนายน 2551 ผู้ตรวจการแผ่นดินซึ่งเพิ่มเขี้ยวเล็บและอำนาจที่จะจัดการกับนักการเมืองในสังกัด หรือนอมินีของกลุ่มอำนาจเก่าอย่างถนัดมือมากยิ่งขึ้น ไม่เหมือนกับผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา

ซึ่งเหมือนยักษ์ไม่มีกระบองแบบในอดีต หรือแม้แต่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งคนคนเดียวเป็นทั้งคณะกรรมการ ผู้ว่าการ และประธานกรรมการ ทั้งหมดล้วนได้รับแต่งตั้งโดยคณะผู้ก่อการรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาล หรือไม่ก็มาตามครรลองของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ซึ่งคณะรัฐประหารเป็นผู้ให้กำเนิดทั้งสิ้น โดยที่ทั้งหมดมีเป้าหมายและคำสั่งให้จัดการแต่เฉพาะกับกลุ่มอำนาจเก่าที่ถูกโค่นล้มไปเท่านั้น

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดกรณีกระบวนการยุติธรรมทางเดียวที่เกิดขึ้นระหว่างที่ คมช. และรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ มีอำนาจอยู่ ได้แก่ กรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งชี้ขาดไม่เอาโทษแก่ คมช. ที่ออกเอกสารลับสั่งให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารติดตามตรวจสอบ และสกัดกั้นการเติบโตของพรรคพลังประชาชน มิให้กลับมามีอำนาจ กรณีที่คณะกรรมการ คตส. ไม่รับพิจารณาเรื่อง พล.อ.สุรยุทธ์ ถูกร้องเรียนว่าบุกรุกเข้าครอบครองที่ดินอุทยานแห่งชาติที่เขายายเที่ยง และกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่รับพิจารณาเรื่องที่มีผู้กล่าวหา พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธาน คมช. ว่าจดทะเบียนสมรสซ้อน เป็นต้น

ถ้าว่ากันตามกติกาแล้ว รัฐธรรมนูญทางเดียวและกระบวนการยุติธรรมทางเดียวที่เป็นเสมือน “มรดกทางอำนาจ” ของคณะรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ที่กล่าวข้างต้น จะเคลื่อนตัวต่อไปได้ในทิศทางที่คณะรัฐประหารและ คมช. กำหนดไว้ได้ ก็ต่อเมื่อพรรคการเมืองที่ คมช. สนับสนุน ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง หรืออีกนัยหนึ่ง พรรคพลังประชาชนซึ่งเป็นนอมินีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แพ้เลือกตั้งนั่นเอง แต่ในเมื่อผลปรากฏว่าพรรคพลังประชาชนชนะเลือกตั้งอย่างท่วมท้น และได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล พรรคพลังประชาชน รวมทั้ง 111 อดีตกรรมการบริหารที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ก็ย่อมมีความชอบธรรมที่จะผลักดันและเคลื่อนไหวเพื่อหักล้างรัฐธรรมนูญทางเดียว และกระบวนการยุติธรรมทางเดียวดังกล่าวได้ โดยที่อดีต คมช. รวมทั้งฝ่ายต่อต้านกลุ่มอำนาจเก่าและพรรคการเมืองที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลก็น่าจะยอมรับได้ เหตุเพราะเป็นการใช้กระบวนการประชาธิปไตยไปหักล้าง ไม่ใช่ใช้กำลังทหารเข้ายึดอำนาจ เป็นการแก้แค้นในลักษณะเกลือจิ้มเกลือ

การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อหักล้างรัฐธรรมนูญทางเดียว และกระบวนการยุติธรรมทางเดียวนั้น สามารถทำได้โดยใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 291 ซึ่งต้องใช้เสียงของ ส.ส. หรือ ส.ส. และ ส.ว. รวมกันจำนวนเกินกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกของทั้งสองสภารวมกัน ส.ส. มี 480 คน ในขณะที่ ส.ว. มี 150 คน รวมกันก็เป็น 630 คน ดังนั้น จะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ก็ต้องใช้เสียงถึง 316 คนขึ้นไป ลำพัง ส.ส. ของพรรคพลังประชาชนซึ่งมีอยู่ 233 เสียง ย่อมไม่เพียงพอที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ และถึงแม้จะรวมพรรคร่วมรัฐบาลอีก 5 พรรคแล้วก็ยังไม่พออยู่ดี เพราะมีแค่ 313 เสียง

นอกจากนั้นพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 5 พรรคดังกล่าวจะเอาด้วยหรือเปล่าก็ยังไม่รู้ ครั้นจะไปชวนพรรคประชาธิปัตย์มาร่วมด้วยก็คงจะเป็นไปไม่ได้ เพราะเป็นคู่ต่อสู้กันอยู่ เรื่องอะไรจะไปแก้รัฐธรรมนูญให้เข้าทางพรรคพลังประชาชนเข้าไปอีก จะเหลืออยู่ก็แต่สมาชิกวุฒิสภา 150 คนเท่านั้น ที่พอจะพึ่งพาได้บ้าง แต่ก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายอีกเช่นกัน เพราะในส่วนของ ส.ว. ที่มาจากการสรรหาจำนวน 74 คนนั้น นอกเหนือจากการที่มาจากการแต่งตั้ง ซึ่งก็รู้ๆ กันอยู่ว่ามีแนวคิดและอุดมการณ์แบบเดียวกับ คมช. และพันธมิตรฯ และส่วนใหญ่ก็มาจากกลุ่มการเมืองหรือพวกที่เคยต่อต้านระบอบทักษิณมาก่อนทั้งสิ้น คงไม่อยากให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้กระทบกระเทือนผลประโยชน์ของตนเอง และเอื้อประโยชน์แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพรรคพลังประชาชนเป็นแน่

ในส่วนของ ส.ว. เลือกตั้ง ซึ่งมีอยู่ 76 คนนั้น การที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้อยู่ในวาระถึง 6 ปี ทำให้ไม่สนใจที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ว่าในมาตราใดๆ เพราะถ้าแตะเมื่อไรการเมืองก็กระเพื่อมเมื่อนั้น เรื่องอะไรจะไปเติมเชื้อจุดชนวนให้วุ่นวาย จนกระทบสถานภาพของตนเอง จริงอยู่อาจจะมี ส.ว. อยู่จำนวนหนึ่งซึ่งใกล้ชิดหรือได้รับการสนับสนุนแบบลับๆ จาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพรรคพลังประชาชน อาจถูกขอร้องให้ร่วมแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย แต่เอาเข้าจริง จะมี ส.ว. ประเภทดังกล่าวอยู่สักกี่คนที่จะเล่นด้วยอย่างเต็มที่ หรือแม้แต่ ส.ส. ของพรรคพลังประชาชนเองก็เถอะ ถามว่าในจำนวน 233 คน ที่เกือบทั้งหมดได้รับเลือกตั้งมาได้ก็ด้วยใบบุญของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และอดีตพรรคไทยรักไทยนั้น จะมีสักกี่คนที่มุ่งมั่นที่จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ถึงแม้จะรู้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ก็เพื่อช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้พ้นจากบ่วงกรรมในคดีความต่างๆ รวมทั้งการอายัดทรัพย์ หรือแม้แต่จะใช้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือที่จะหักล้างและต่อสู้กับเผด็จการก็ตาม

และด้วยเหตุนี้ ใครก็ตามที่คาดหวังไว้ว่าจะใช้กระบวนการประชาธิปไตยเพื่อไปลบล้าง “มรดกทางอำนาจ” ของคณะรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ให้เอื้อต่อการกลับสู่อำนาจของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยผ่านทางรัฐบาล ซึ่งมีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำ ก็คงจะต้องผิดหวังไปตามระเบียบ

เพราะพรรคพลังประชาชนในวันนี้ไม่ใช่พรรคพลังประชาชนตอนที่เริ่มก่อตั้ง และตอนก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง นายสมัคร สุนทรเวช และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ในวันนี้ก็ไม่ใช่ นายสมัคร สุนทรเวช และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ตอนที่ได้รับทาบทามให้เป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน และผู้สมัครรับเลือกตั้งในระบบสัดส่วนเขต 6 กรุงเทพมหานครในวันนั้น

ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้สึกและความสำนึกในบุญคุณของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ทำให้นักการเมือง “ตกรุ่น” ทั้ง 2 คน ดังกล่าว รวมทั้งอีกหลายต่อหลายคนได้มีวันนี้อย่างชนิดที่เรียกว่า “บุญหล่นทับ” ก็ไม่ปาน เพราะพลันที่ความเคลื่อนไหวแก้ไขรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นจากแกนนำรัฐบาล และถูกกระแสโจมตีอย่างหนัก รัฐบาลก็เปลี่ยนท่าทีโดยโยนให้เป็นเรื่องของ ส.ส. 6 พรรคร่วมรัฐบาล โดยคณะรัฐมนตรีไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง

ดังนั้นจึงเหลืออยู่หนทางเดียวคือ ต้องใช้กระบวนการทางนิติบัญญัติโดยผ่านทางสภาผู้แทนราษฎร และทำให้เป็นเรื่องของฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลแต่ประการใด ซึ่งหนทางนี้แหละที่จะทำให้กระบวนการลบล้างรัฐธรรมนูญทางเดียว และกระบวนการยุติธรรมทางเดียว เป็นผลสำเร็จ แต่ก็คงไม่ง่ายนัก เพราะยังมีปัจจัยและตัวแปรอื่นๆ อีกมาก

อย่างไรก็ดี ยุทธศาสตร์ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งตอนแรกทำท่าว่ารัฐบาลและพรรคพลังประชาชนเป็นฝ่ายรุกนั้น ทำไปทำมากลับกลายเป็นว่ารัฐบาลและพรรคพลังประชาชนตกเป็นฝ่ายรับ ตัวแปรที่ทำให้สถานการณ์เปลี่ยนไปดังกล่าวคือ 2 ข้อหาฉกรรจ์ ที่รัฐบาลและพรรคพลังประชาชนถูกโยนเข้าใส่อย่างชนิดไม่ยั้ง คือ ใช้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อฟอกผิดให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และเชื่อมโยงกับการหมิ่นเบื้องสูงของคนบางคนในพรรคพลังประชาชน การต่อต้านที่เป็นรูปธรรมคือ การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ลานอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ในวันที่ 25 พฤษภาคม 2551 ที่นัยว่ามีแนวร่วมจากพรรคฝ่ายค้าน และกลุ่มอำนาจที่ร่วมกันโค่นล้มรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 หนุนหลังอยู่อย่างแน่นหนา

ด้วยเหตุนี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นผลสำเร็จเพื่อลบล้างรัฐธรรมนูญทางเดียว และกระบวนการยุติธรรมทางเดียว โดยทำให้เป็นเรื่องของฝ่ายนิติบัญญัติแต่เพียงอย่างเดียว จึงไม่ใช่เรื่องง่าย และการที่นายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช แถลงว่า จะใช้เงิน 2,000 ล้านบาท จัดให้มีการออกเสียงประชามติว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือจะไม่แก้ ก็ถือเป็นการ “แก้เกม” และ “ย้อนศร” ฝ่ายต่อต้านได้ระดับหนึ่ง แต่พลันที่มีเสียงว่ารัฐบาลจะออกพระราชกำหนดการลงประชามติ เพื่อให้สามารถกำหนดการออกเสียงประชามติได้ทันในเดือนมิถุนายน 2551 เสียงฮือต่อต้านก็ดังกระหึ่มขึ้น และขานรับกันอย่างเป็นจังหวะจะโคน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากพรรคประชาธิปัตย์ และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งก็ไม่รู้ว่ากลายเป็นคอหอยกับลูกกระเดือกกันไปได้อย่างไร และที่น่าแปลกใจคือ มีเสียงค้านแม้แต่จาก ส.ส. ของพรรคพลังประชาชนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ส.ส. จากภาคตะวันออกเฉียงเหนือบางส่วน

สรุปได้ว่า ถึงแม้ยุทธศาสตร์ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อลบล้าง “มรดกทางอำนาจ” ของผู้ก่อรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จะตกเป็นฝ่ายรับ และไม่ค่อยมีกระบวนท่าสักเท่าใดนักก็ตาม แต่ในภาพรวมแล้วถือว่าฝ่ายประชาธิปไตยที่อยู่ตรงข้ามกับกลุ่มหรือพรรคการเมืองที่สนับสนุนการรัฐประหาร “กำลังเป็นต่อในสายตาชาวโลก” หรือแม้แต่ในสายตาของนักประชาธิปไตยที่ไม่อยากเห็นการรัฐประหาร และไม่อยากเห็นอำมาตยาธิปไตยผูกขาดอำนาจอีกต่อไป

แต่ถึงกระนั้น การใช้การออกเสียงประชามติเป็นอาวุธที่จะนำไปต่อสู้กับรัฐธรรมนูญฉบับ “คมช. แอนด์โก” ที่มุ่งรื้อฟื้นระบอบอำมาตยาธิปไตยในประเทศไทย ก็ใช่ว่าจะราบรื่นทีเดียวนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ารัฐบาลเดินหน้าออกเป็นพระราชกำหนด เพื่อใช้เป็นกฎหมายมารองรับการออกเสียงประชามติโดยไม่รอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ทั้งนี้ เพราะการออกพระราชกำหนดนั้นมีจุดอ่อน ซึ่งฝ่ายตรงข้ามสามารถเจาะทะลุทะลวงเข้ามาทำลายความชอบธรรมได้ง่าย

เพราะฉะนั้น ถ้ารัฐบาลและพรรคพลังประชาชนใช้ความรอบคอบเยือกเย็น และรอคอยด้วยความอดทน แบบว่า “อดเปรี้ยวไว้กินหวาน” โอกาสที่จะได้รับชัยชนะแบบ “วินวิน” ชนิด “ได้ใจประชาชน” และ “ได้ใจนักประชาธิปไตย” รวมทั้ง “ได้ใจชนชั้นกลาง” ด้วย ก็จะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม พูดง่ายๆ คือ อย่าบุ่มบ่ามเป็นอันใช้ได้ เพราะทันทีที่คนระดับนายกรัฐมนตรีเอ่ยปากคำว่า “ออกเสียงประชามติ” ออกมา เท่ากับฝ่ายประชาธิปไตยเดินมาถูกทางแล้ว และโอกาสที่จะได้รับชัยชนะก็เกินครึ่ง แต่พอคำว่า “พระราชกำหนด” หลุดตามออกมา หนทางที่ว่าก็สะดุดและทำท่าจะ “หัวคะมำ” ทันที

กฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติไม่ควรทำเป็นพระราชกำหนด เพราะนอกจากจะไม่รอบคอบแล้ว ยังผิดหลักการ เพราะไม่กระทบต่อความมั่นคงและไม่เป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้อีกด้วย นอกเหนือจากบรรยากาศร้อนแรงและภาวะทางเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อต่อฝ่ายรัฐบาลเท่าใดนักในขณะนี้อีกต่างหาก

ร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่มีอยู่ในมือของ กกต. ในขณะนี้ สามารถเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาในคราวเปิดสมัยประชุมวิสามัญนี้ได้อยู่แล้ว ซึ่งก็คงไม่ใช้เวลามาก อาจพิจารณาแบบ 3 วาระรวดได้ด้วยซ้ำ ไม่มีความจำเป็นและไม่ควรเสี่ยงไปใช้วิธีออกเป็นพระราชกำหนดเลยแม้แต่น้อย

การให้ประชาชนออกเสียงประชามติเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น เป็นเรื่องดี เพราะนอกจากจะเป็นเรื่องที่กระทบต่อส่วนได้เสียของคนทั้งชาติแล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ตัดสินอนาคตของตัวเอง แถมยังสามารถยุติความขัดแย้งที่แบ่งประชาชนออกเป็น 2 ฝ่ายได้อีกต่างหาก เพราะถ้าผลการลงประชามติไม่ว่าฝ่ายใดจะชนะ อีกฝ่ายก็จะหมดเงื่อนไขและเหตุผลที่จะเคลื่อนไหวหรือก่อกวนอะไรได้อีก นอกจากนั้น การออกเสียงประชามติภายใต้บรรยากาศประชาธิปไตยอย่างเช่นในปัจจุบัน ย่อมส่งผลดีมากกว่าการออกเสียงประชามติเมื่อคราวที่แล้ว ซึ่งอยู่ในบรรยากาศที่ตึงเครียดและไม่เป็นประชาธิปไตย

การออกเสียงประชามติในสถานการณ์ปัจจุบัน เปรียบเหมือน “บันไดหนีไฟ” บนอาคารสูง ที่กำลังเกิดเพลิงไหม้ ปัญหามีอยู่แต่เพียงว่าจะใช้กันแบบไหน แบบ “แย่งกันลง” หรือแบบ “ผลัดกันลง” ถ้าเป็นแบบ “แย่งกันลง” ก็อาจตายทั้งคู่ แต่ถ้าเป็นแบบ “ผลัดกันลง” ก็อาจจะรอดทั้งคู่ และรอดด้วยกันทั้งหมด อย่างไรก็ดี ข้อเสนอที่จะให้ถามประชาชนแบบห้วนๆ แต่เพียงว่า “แก้หรือไม่แก้” รัฐธรรมนูญ เพื่อตัดความรำคาญอย่างที่นายกรัฐมนตรีว่า กับขอให้ประชาชนเลือกเอาระหว่างรัฐธรรมนูญปี 2540 กับรัฐธรรมนูญปี 2550 แบบที่หนึ่ง ใน กกต. เสนอนั้น ล้วนเป็นแบบ “แย่งกันลง” ซึ่งอาจส่งผลให้ตายทั้งคู่ได้ จึงไม่ควรเสี่ยง

การออกเสียงประชามติแบบ “ผลัดกันลง” ซึ่งอาจมีสิทธิรอดทั้งคู่ คือ คณะรัฐมนตรีจัดตั้งคณะกรรมการยกร่าง “ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2551” แล้วเสนอให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าจะ “เห็นชอบ” หรือ “ไม่เห็นชอบ” ถ้าเสียงส่วนใหญ่ลงมติ “เห็นชอบ” คณะรัฐมนตรีก็นำเอาร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวเสนอต่อรัฐสภาตามมาตรา 291 ให้ใช้บังคับแทนรัฐธรรมนูญ 2550 ไปเลย โดยไม่ต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมใดๆ อีก แต่ถ้าในทางกลับกัน เสียงส่วนใหญ่ลงมติ “ไม่เห็นชอบ” เรื่องก็จบ และประเทศไทยก็ใช้รัฐธรรมนูญ 2550 ต่อไป โดยไม่ต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมใดๆ อีกเช่นกัน

วิธีนี้นอกจากจะเป็นการใช้บันไดหนีไฟแบบ “ผลัดกันลง” แล้ว ยังสามารถนำความสงบสุขกลับคืนสู่บ้านเมืองอย่างเป็นการถาวร และประเทศไทยก็จะได้ชื่อว่าเป็น “ประเทศศิวิไลซ์” ที่สามารถ “เปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้โดยสันติวิธี” และโดยกระบวนการประชาธิปไตยของประชาชนอีกด้วย

คณิน บุญสุวรรณ



มือไม่พาย...เอาเท้าราน้ำ!

ผมได้ฟังนายกฯ สมัคร สุนทรเวช ชี้แจงผลงานในช่วงระยะเวลา 4 เดือน รวมทั้งเรื่องการวางแผนโครงการในอนาคต เมื่อช่วงเช้าวันอาทิตย์ ผ่านรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ก็รู้สึกว่าน่าเห็นใจนายกฯ

แม้จะตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่แล้ว แต่ผลงานยังไม่เข้าตาชาวบ้านเท่าไรนัก เราก็ต้องเข้าใจถึงสถานการณ์ต่างๆ ด้วย

ถ้าเปรียบเทียบการทำงานของ รัฐบาลนายกฯ สมัคร เหมือนกับ “เรือลำใหญ่” ที่กำลังล่องลอยอยู่กลางทะเล โดนคลื่นซัดซวนเซ

นอกจากจะโดนคลื่นโหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่งแล้ว เท่านั้นยังไม่พอ ยังโดนเพื่อนๆ บนเรือพยายามจะทำให้เรือล่มอีกด้วย

พวกนี้แหละที่จะบอกว่า “มือไม่พาย เอาเท้าราน้ำ” ซึ่งเป็นสุภาษิตไทยที่จะอธิบายสถานการณ์การเมืองไทยได้อย่างดีที่สุด

“มือไม่พาย เอาเท้าราน้ำ” ถือเป็น “ตัวร้าย” เพราะ ไม่ทำ แต่คอยที่จะขัดแข้งขัดขาคนอื่น พวกที่ทำงานก็ทำกันไปแทบตาย

เปรียบได้กับประเทศไทย ณ เวลานี้ ก็เลยไม่ก้าวหน้า ไปไม่ถึงจุดหมายปลายทางสักที มาเลเซียไปถึงไหนแล้วก็ไม่รู้ ส่วนเวียดนามก็กำลังไล่หลังมาติดๆ

พวกเอาเท้าราน้ำที่กล่าวถึงนี้ เปรียบได้กับ “ม็อบข้างถนน” และแกนนำอีก 5+1 คน ที่กำลังเย้วๆ อยู่เชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์

พวกนี้กำลังถ่วงความเจริญของประเทศชาติ โดยอ้างว่าตัวเองได้ออกมาทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของชาติ

พวกเขาเหล่านั้นเรียกการกระทำนี้ว่าการ “กู้ชาติ”!

โดยมีสื่อมวลชนและเอ็นจีโอคอยให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ สร้างกระแสครอบงำความคิด ให้ประชาชนส่วนหนึ่งได้เกิดความรู้สึกว่า รัฐบาลคือคนเลว คนชั่ว คนโกง

ถึงแม้ว่าการออกมาแสดงความเห็นที่แตกต่าง เป็นสิทธิของนักวิชาการ สื่อมวลชน เอ็นจีโอ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งในระบอบประชาธิปไตย

แต่การออกมาแสดงความคิดเห็นจะต้องไม่มากและก้าวล่วงจนเกินไป จนฝ่ายรัฐบาลทำงานกันไม่ได้

ตัวอย่างที่จะยกมาประกอบเรื่อง “มือไม่พาย เอาเท้าราน้ำ” อีกตัวอย่างหนึ่งคือ กรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ ประกาศยกระดับการชุมนุมเป็น “อารยะขัดขืน” โดยจะหยุดงานและงดจ่ายภาษี

รวมทั้งอาจจะร่วมมือกับรัฐวิสาหกิจ เช่น ไฟฟ้า น้ำประปา งดจ่ายน้ำ จ่ายไฟ ปิดสนามบินนานาชาติ ฯลฯ

เท่าที่ได้ฟัง นายสุริยะใส กตะศิลา ให้สัมภาษณ์นั้น ดูท่าทางจะมั่นใจมากว่า เป็นสิทธิของพลเมืองที่ไม่จำเป็นต้องยอมรับและปฏิบัติตามรัฐบาล

ผมมั่นใจว่า “อารยะขัดขืน” ที่คุณสุริยะใสประกาศออกมานั้น ไม่มีทางทำได้อย่างแน่นอน และรัฐบาลไม่จำเป็นต้องไปกังวลกับคำข่มขู่ของคุณสุริยะใสมากนัก

แต่ผมเกรงว่า เด็กๆ เยาวชน ที่ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวทางการเมือง หรือผู้ปกครองที่นำบุตรหลานไปฟังการปราศรัย จะสับสนในคำพูดของผู้หลักผู้ใหญ่

ห่วงเด็กจะเข้าใจและตีความไปผิดๆ ว่า ไม่จำเป็นต้องเชื่อฟังกฎหมาย ไม่ต้องเคารพระเบียบกติกาที่สังคมร่วมสร้างกันมา

ต่อไปลูกหลานของเราคิดอยากจะทำอะไรตามใจตัวเองก็ได้ ซึ่งถ้ามีผู้ใหญ่ออกมาห้ามปรามก็อ้างได้ว่า ใช้อารยะขัดขืน

ถ้าเป็นแบบนี้แล้ว สังคมเราจะอยู่กันอย่างไร บ้านนี้ เมืองนี้ มีกฎหมาย มีขื่อมีแป ใครไม่ยอมรับหรือขัดขืนก็ไม่สมควรที่จะอยู่ในประเทศนี้

...ถึงเวลาแล้วหรือยัง? ที่พวกเราจะอัปเปหิพวกมือไม่พายแต่เอาเท้าราน้ำ ออกจากสังคมไทยไปให้ไกลๆ เสียที!

ลวดหนาม



คอลัมน์: สามเหลี่ยมดินแดง

** สวัสดีท่านผู้อ่านหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน สื่อทางเลือกเพื่อสังคมไทย พบกันเป็นปีที่ 1 ฉบับที่ 170 เป็นปกติประจำวันจันทร์-ศุกร์ “แทง แทนไท” รายงานตัวเข้าปฏิบัติการฐานรบ สามเหลี่ยมดินแดง ครับผม! มาเพื่อเป้าหมายเดียว มาเดี่ยวๆ เพื่อทำลายกลุ่มก๊วนกวนเมืองทั้งหลาย ที่ทำให้ประเทศไทยถอยหลังลงคลอง เพราะไม่ยึดมั่นในกฎเกณฑ์กติกาของชาติ หวังทางลัดเข้าสู่อำนาจทางการเมือง

** สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ (แซ่ด่าน) ประธานสภาสนามหลวงต่อต้านเผด็จการ อยู่ ทำหน้าที่แข็งขันหลังเวทีทุกวี่วัน ถือเป็นกำลังหลักอันสำคัญของมวลชนคนสนามหลวง เปิดประเด็นทีเด็ด เป็นท่าไม้ตายสยบพันธมารประชาธิปไตย ที่ ใช้มุกเก่า แอบอ้างเบื้องสูง หวังให้คนเชื่อและเข้าร่วมกับม็อบป่วนเมือง “ผ้าพันคอสีฟ้า” “ผ้าโพกหัวสีเหลือง” และมุกใหม่ล่ามาแรง “น้ำดื่มจิตรลดา” นำมาใช้เป็นเครื่องมือในการ ปลุกระดมมวลชน ขึ้นมาทำการ โค่นล้ม รัฐบาลที่มาจาก การเลือกตั้งของประชาชน เมื่อ 4 เดือนกว่าๆ ที่ผ่านมานี่เอง

** การสั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้จัดเส้นทางเสด็จฯ ไปทางอื่น เป็นเรื่องบังควรหรือไม่ คนทั้งประเทศรู้ทั้งรู้ว่า ถนนราชดำเนิน เป็น เส้นทางเสด็จพระราชดำเนินของเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน แบบนี้หรือที่เรียกว่า “ความจงรักภักดี”? เหิมเกริมหนักข้อแบบนี้ ใครจะเชื่อถือ! บนเวทีมีแต่การพูดปลุกระดมด้วยถ้อยคำหยาบคาย ด่าพ่อล่อแม่ โบราณว่า “สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล” คิดดูสิว่าคนพวกนี้ สถุล ที่ไหนส่งมาเกิดก็ไม่รู้ได้? นับวันๆ ม็อบพันธมาร เริ่ม หดตัว หดตัว ไม่สมราคาคุยอีกต่อไป คนใดดวงตาเห็นธรรม รู้เช่นเห็นชาติกันแบบนี้ หันหัวกลับทิศกลับทางเถอะ อย่าไปสนับสนุน ม็อบพันธมารประชาธิปไตย อีกต่อไปเลย

** คนกรุงเทพมหานคร ผู้รักชาติและประชาธิปไตย โทรศัพท์ เข้ามาหากอง บ.ก.ประชาทรรศน์ รับสายไม่หวาดไม่ไหว หูดับตับไหม้ ฝากบอกไปถึง พันธมารประชาธิปไตย (แล้วจะไปบอกได้อย่างไร) เขาอยากยกพวกไปกระทืบไอ้พวกที่ทำ รถติดวินาศสันตะโร ไล่ให้มันออกจากท้องถนน น้ำมันยิ่งแพง มันยิ่งทำให้รถติด ไม่รู้เอาหัว...อะไรคิด แทง แทนไท ได้แต่บอกว่า “อย่า...อย่า...คนไทยด้วยกัน” (คิดในใจ...อย่าช้า) เพราะทำให้เดือดร้อนกันไปทั่วถ้วน (คิดในใจ...มัวแต่พูดกันอยู่ได้) เขาบอกตำรวจเปิดทางเมื่อใด รับรองเจอดีแน่ แต่นี่ ตำรวจ ดันไปช่วยปิดถนนอำนวยความสะดวกให้พวกป่วนบ้านป่วนเมืองไปเสียฉิบ...

** ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช ทำไม เปลี๊ยนไป๋ กลายเป็น ผู้นำสุขุมนุ่มลึก ขึ้นมาในบัดดล ภายในเวลาไม่ถึงสัปดาห์ จาก อารมณ์โกรธฉุนเฉียวสุดๆ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พอมาสัปดาห์นี้ กลายเป็นคนละคน หยุดพูดเรื่อง พันธมารประชาธิปไตย หันไป พูดเรื่องผลงาน และ วิสัยทัศน์ในการบริหารประเทศ ทำให้พวกบน เวทีพันธมาร ปั่นป่วน ใบ้รับประทาน กัน กะจ้อเอาคืนซะหน่อย เลยกลายเป็นมวยวืดไป ไม่รู้จะเอากันเกมไหน แทง แทนไท สงสัยว่า เกิดอะไรขึ้นกับเหตุการณ์นี้ บอกได้ว่า ไม่ธรรมดา ไปเช็กดูว่าเมื่อค่ำคืน วันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน 2551 ที่ผ่านมา ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช หายไปไหน ไปทำอะไร ใครรู้ ก็จะถึงบางอ้อ! นั่นแหละคือคำตอบ “บอกใบ้” ให้ว่าไม่ต้องแอบอ้าง น้ำเปล่าจิตรลดา ที่หาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไปเหมือน พันธมารประชาธิปไตย เป็นแน่แท้ แต่...งานนี้ของจริง!

** พันธมารประชาธิปไตย กระแสตกสุดๆ เอ็นจีโอ หลากหลายสำนัก ร้องป่าวประกาศ ออกแถลงการณ์ ไม่เอาด้วย และให้ ยุติการชุมนุมป่วนเมือง แบบนี้ได้แล้ว เพราะเขารู้เช่นเห็นชาติว่า การตั้งเวทีครั้งนี้มีเลศนัย คนของพรรคประชาธิปไตย เข้าร่วมอย่างโจ๋งครึ่ม ให้เงินทุนสนับสนุนกันบนเวที ไม่อับไม่อายชาวบ้านที่อุตส่าห์ไปกากบาทเพราะเห็นว่า “เชื่อมั่นในระบบรัฐสภา” ก้าวเข้าสู่การเป็น “ขี้ข้าระบอบสนธิ” อย่างเต็มตัว แต่ปัจจุบันเอ็นจีโอเหล่านี้เห็นจะจะคาตา เขาเลยไม่เอาด้วย กะให้เกิดความวุ่นวาย ทหารปฏิวัติรัฐประหาร ล้มรัฐธรรมนูญ และคณะทหารกวาดล้างชุมชนคนรักประชาธิปไตย แล้ว อยู่ปกครองบ้านเมืองยาวนานแบบพม่า บรรดา เอ็นจีโอส่วนใหญ่เขาเลยไม่ร่วมสังฆกรรมด้วย

** ล่าสุดเหตุการณ์หลังเวที สะพานมัฆวานรังสรรค์ น้องๆ นักศึกษากลุ่มหนึ่ง ที่ไปช่วยงานมาตั้งนานแสนนาน ก็ได้รู้เช่นเห็นชาติของ “ระบอบสนธิ” เมื่อ เด็กกลุ่มนี้ ไปช่วยรณรงค์โครงการ “ริบบิ้นขาว” และ “ส้มขอร้อง” หวังเป็น “ม็อบกันชน” ให้ พันธมารประชาธิปไตย ปรากฏว่า “นายกะทิ” โมโหโกรธาเป็นที่ยิ่ง สั่งห้ามขึ้นเวที หรือมาวุ่นวายกับเวทีแห่งนี้เด็ดขาด!!! นัยว่า เพื่อเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดูว่า ห้ามซ่า(ส์) หากฉันยังไม่สั่งการ ให้ไปทำอะไรนอกลู่นอกทาง เล่นกันแรงๆ แบบ ไม่ไว้หน้ากันเลย รู้รสหรือยังล่ะ ทำไมขนาด พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ประเคนให้มันสารพัด แฮร์คัตหนี้ ลงโฆษณา อุ้มชูมันทุกอย่าง แทนที่จะสำนึกบุญคุณ กลับทรยศ หักล้างผลาญกันทั้งตระกูล เพียงเพราะ ไม่ตามใจมันให้ช่วยอดีตเอ็มดีแบงก์รัฐ ที่ทำผิดกฎหมายให้เป็นถูกกฎหมาย ครั้งเดียวเท่านั้น นี่แหละคำนิยาม “ระบอบสนธิ” หักหลังทุกคนได้ หากไม่เชื่อฟังเขา

** อาทิตย์ที่สามของการปิดถนนก่อความวุ่นวายเดือดร้อน แทง แทนไท เชิญชวนใช้มาตรการบอยคอต สินค้าที่ร่วมงานนี้ เลิกใช้ เลิกซื้อ เลิกดู เลิกอ่าน ปฏิบัติการนี้จะทำทันที ในวันนี้เป็นต้นไป หากเราเห็นโฆษณาใดใน ทีวีดาวเทียม หรือ วิทยุชุมชน หรือ บนหน้าเว็บไซต์ ของกลุ่มพันธมารประชาธิปไตย ให้เลิกอุดหนุนสินค้าต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดย ทำแบบค่อยเป็นค่อยไป เริ่มตั้งแต่ 20% ก่อนในสัปดาห์นี้ หากยังไม่หยุดอุดหนุน เราจะเริ่มเดินหน้าต่อ ในสัปดาห์หน้าเป็น 40% และ 60% และ 80% และ 100% เริ่มจากพวกเรากลุ่มเล็กๆ แล้วขยายแนวคิดไปหากลุ่มใหญ่ ตามลำดับ...ในที่สุด เจ้าของสินค้ายังหน้าด้านหน้าทน ให้เงินอุดหนุนกันอยู่ ให้มันรู้ไป


สีเน่า

ในบ้านเมืองไทยทุกวันนี้ เต็มไปด้วยการทาสีให้กับคนกลุ่มนั้นกลุ่มนี้เยอะแยะมากมายเต็มไปหมด เพื่อ แบ่งแยก แบ่งฝัก แบ่งฝ่าย กันอย่างชัดเจน การเมืองว่าด้วยเรื่องสีจึงเป็นเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ของชาติไทยต่อไปแล้ว เพราะกำลังจะกลายเป็น ปัญหาใหญ่กัดกร่อนโครงสร้างของประเทศไทย อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

สีเหลือง

สีแดง

สีส้ม

สีฟ้า

สีขาว

สีเขียว

นี่...! ไม่ใช่เทศกาลกีฬาสี ที่หลายโรงเรียน หลายมหาวิทยาลัยการศึกษา หลายหน่วยงาน นิยมนนำมาแบ่งแยกผู้คนเพื่อแข่งขันกีฬา หรือเชียร์กีฬากันตามปกติ

แต่เป็นการ แบ่งสี เพื่อ ต่อสู้ทางการเมือง โดยมีประชาชนทำหน้าที่เป็นทั้งผู้เล่นและกองเชียร์กันอย่างอึกทึกครึกโครม ทั้งที่ บางสี บางคน บางกลุ่ม บางฝ่าย เล่นนอกกฎเกณฑ์ กติกา ที่สังคมได้กำหนดเอาไว้

ใครจะเข้าไปอยู่ในสังกัด สีไหน กลุ่มไหน เชิญกันตามสบาย ไม่ต้องแปลกันให้มากความว่าสีไหนหมายถึงอะไร เพราะทุกคนรู้กันดีอยู่แล้วว่า บ้านเมืองของเราเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมาบ้าง

วันนี้ รัฐบาล ไม่สามารถ จัดการปัญหาความไม่สงบเรียบร้อย ให้เกิดขึ้นได้ เพราะ ข้อจำกัดด้านต่างๆ

ทั้งที่สังคมส่วนใหญ่รู้ดีว่า สีใด ฝ่ายไหน ที่ไม่เคารพกฎเกณฑ์กติกาของสังคม?

ทั้งที่สังคมส่วนใหญ่รู้ดีว่า สีใด ฝ่ายไหน ที่ปลุกระดมทำให้บ้านเมืองป่นปี้ เกิดการปฏิวัติรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญ

ทั้งที่สังคมส่วนใหญ่รู้ดีว่า สีใด ฝ่ายไหน ที่สร้างความแตกแยกแบ่งฝักแบ่งฝ่าย กระทบโครงสร้างของประเทศ

ทั้งที่สังคมส่วนใหญ่รู้ดีว่า สีใด ฝ่ายไหน ทำเรื่องเลวทรามที่ว่ามานี้เพื่อผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องเท่านั้น

วันนี้มีความพยายามจะป่าวประกาศในการใช้แนวทางสมานฉันท์ ซึ่งเหมือนกับการผสมสีของจิตรกร หากนำสีที่เอ่ยอ้างกันนี้มารวมกัน คงเป็น สีที่ช้ำเลือดช้ำหนอง หรือเลวร้ายกว่านั้นคือ “สีเน่า” ที่จิตรกรไม่พึงปรารถนาในการผสมสีออกมาใช้ระบาย

เช่นเดียวกับสังคมไทยในเวลานี้ที่กำลังเน่าแฟะ เพราะคนบางกลุ่มบางพวกไม่รู้จักเคารพกฎเกณฑ์กติกา ทำอะไรพอเหมาะพอสมกับที่ควรจะเป็น ผู้นำจำเป็นที่จะต้องใช้ความ “กล้า” ในการบริหารจัดการ ยุติความเสียหายที่จะลุกลามบานปลายต่อไป สีใดที่ไม่ควรนำมาผสมก็อย่านำมาผสม เอาเททิ้งไป หรือเอาเก็บใส่หลอดไว้ใช้ในภายภาคหน้าก็ยังไม่สาย

หรือ...เราจะปล่อยให้ประเทศไทยเป็น “สีเน่า” โดยไม่มีใครกล้าจัดการ กล้าแก้ปัญหาให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์กติกาใดๆ เลยเชียวหรือ แล้วสังคมไทยจะอยู่กันอย่างไรต่อไป

สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ขอเพียงจารึกชื่อ “คนดีของแผ่นดิน”

วันนี้อาจจะต้องขอละเลยในประเด็นการเมืองภาพรวมไว้สักครั้ง โดยอยากจะขอพูดถึงบุคคลคนหนึ่งเป็นการเฉพาะ นั่นก็คือ สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ หรือ สุรชัย แซ่ด่าน ในอดีต ที่ขณะนี้กำลังเปิดเวที สภาสนามหลวง มาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 สัปดาห์ และก็ยังไม่มีกำหนดยกเลิก

ผมไม่รู้จักกับเขาเป็นการส่วนตัวมาก่อน ได้ยินก็แต่ข่าวคราวการเป็นนักต่อสู้เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว จนเจ้าตัวต้องถูกจับกุมและถูกดำเนินคดี ต้องโทษถึงประหารชีวิต

แต่ภายหลังได้รับพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งก็ถูกจองจำอยู่หลายสิบปี จนมาได้รับอิสรภาพในบั้นปลายของชีวิต ที่ก็มีอายุอานามปาเข้าไปแล้วกว่า 60 ปี

ผมมาพบหน้าค่าตาตัวจริง ก็เมื่อมีการชุมนุมต่อต้านเผด็จการทหารที่ยึดอำนาจอธิปไตยไปจากประชาชน เมื่อ 19 กันยายน 2549 ที่ท้องสนามหลวง

โดยพี่สุรชัยได้เข้าเป็นหนึ่งในแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ หรือ นปก. ชุดที่ 2 หลังชุดแรกที่มี อ.มานิตย์ จิตจันทร์กลับ เป็นประธาน ถูกจับกุมแทบจะยกทีม

การรู้จักอย่างผิวเผินครั้งนั้น ก็ใช่ว่าผมจะรู้จักตัวตนของพี่สุรชัยมากมายแต่อย่างใด จะมีบ้างก็เพียงทักทาย ยกมือไหว้ให้ความเคารพผู้หลักผู้ใหญ่ สอบถามอะไรบ้างก็เป็นเพียงน้อยนิด แต่ก็ให้รู้สึกถึงไออุ่นของพี่สุรชัยอยู่ไม่น้อย

อย่างไรก็ตาม เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็อดไม่ได้ตามเคยที่จะต้องไปสังเกตการณ์ ไปให้กำลังใจต่อการขับเคลื่อนของเวทีประชาชนที่ท้องสนามหลวง ในนามของ สภาสนามหลวง ที่ พี่สุรชัยได้รับเลือกให้เป็นประธานสภาแห่งนี้

แน่นอน ทั้งความมากด้วยประสบการณ์ ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชน และด้วยความเป็นคนสุขุมเยือกเย็น รู้จักรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น

คุณสมบัติเหล่านี้จึงทำให้พี่สุรชัยสามารถตรึงมวลมหาประชาชนที่เข้าร่วมรับฟัง ไม่ต่ำกว่า 2 พันคน ได้ในทุกค่ำคืน จวบจนถึงช่วงสุดท้ายที่ประธานสภาผู้นี้จะต้องขึ้นกล่าวปิดเวที

และถึงแม้ในทุกค่ำคืน พี่สุรชัยจะเปิดฉากการปราศรัยด้วยการเปิดปมประเด็นเบื้องหน้าเบื้องหลังของกลุ่มแก๊งพันธมาร และเล่ห์กลการบิดเบือนของพลพรรคประชาธิปัตย์อย่างสม่ำเสมอแล้ว ภายใต้ปมประเด็นต่างๆ ก็ถูกสอดแทรกความเป็นตัวเป็นตน ความเข้าใจต่อปัญหาของบ้านเมือง สังคมไทย และสังคมโลกได้เป็นอย่างดี

โดยเฉพาะเมื่อช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ดูจะเป็นที่ประทับใจอย่างยิ่งของประชาชนที่ตั้งหน้าตั้งตาคอย แม้แต่ตัวผมเอง

ต่อสถานการณ์เมืองไทยและสังคมโลก พี่สุรชัยชี้ให้เห็นว่า การเมืองไทยที่บอกตัวเองจะปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ต้องล้มลุกคลุกคลานมาอย่างยาวนาน หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 นั้น ก็เพราะ

การหวงอำนาจ การไม่เข้าใจและไม่ยอมรับต่อการเปลี่ยนแปลงไปของสังคมโลก ในบรรดาเหล่าอำมาตยาธิปไตยทั้งสิ้น

ที่แม้หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 จะเกิดขึ้น และมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2540 จนกล่าวได้ว่า อำนาจของกองทัพต้องถอยร่นออกห่างจากการเข้าครอบงำการปกครองประเทศไปแล้วก็ตาม ก็ยังมิยอมลดละ

ซึ่งการปฏิเสธและการพยายามเหนี่ยวรั้งต่อกระแสสังคมโลก ต่อโลกาภิวัตน์เหล่านี้เอง จึงเป็นที่มาของการรวมหัว รวมตัวกันออกมาตั้งเรื่องป้ายสีรัฐบาลไทยรักไทย ที่นำโดยอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในหลายๆ ข้อกล่าวหา แล้วก็ฉกฉวยโอกาสปล้นอำนาจไปจากประชาชน

อย่างไรก็ตาม พี่สุรชัย ย้ำว่า การยังคงยอมตนของกลุ่มอำมาตยาธิปไตยเป็นไดโนเสาร์เต่าล้านปี ปฏิเสธไม่ยอมปรับตัว พร้อมต่อต้านทุนโลกาภิวัตน์ของโลก ท้ายสุดจะทำให้ประเทศไทยก้าวสู่วิกฤติ ที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงยากไร้ต้องกลายเป็นผู้รับผลกรรมแทน

พี่สุรชัย ยังกล่าวถึงมุมมองที่มีต่อรัฐบาลไทยรักไทย ภายใต้การนำของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วยว่า แนวทางของอดีตนายกฯ คือ

เมื่อยอมรับกระบวนการโลกาภิวัตน์ จึงต้องนำพาประเทศไทยไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบ แข่งขันได้กับสังคมโลก ที่จำเป็นต้องยกฐานะคนชั้นล่าง หรือคนรากหญ้าของประเทศ ให้เข้ามาสู่สถานะชนชั้นกลางมากที่สุด ซึ่งเมื่อถึงวันนั้นสังคมไทยก็จะมีพรรคการเมืองของชนชั้นกลางอย่างแท้จริงเกิดขึ้น

ดังนั้น นโยบายช่วยคนรากหญ้าที่เป็นประชากรสูงสุดของประเทศ จึงไหลพรั่งพรูออกมาจากพรรคไทยรักไทยอย่างหลากหลาย ทั้งในรูปของสวัสดิการ เช่น โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค หรือแม้แต่การเปิดช่องทางให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนในการประกอบอาชีพ เช่น โครงการกองทุนหมู่บ้าน โครงการเอสเอ็มแอล เป็นต้น

พี่สุรชัย ยกตัวอย่างกับตัวเองไว้น่าสนใจยิ่ง ตอนหนึ่งว่า หลังการพ่ายแพ้การเลือกตั้งนายก อบจ. ก็ต้องล้มป่วยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน โรงพยาบาลเรียกค่ารักษาเป็นจำนวนเงินถึง 3 แสนบาท ซึ่งก็มีทางเลือกคือ หากเอาชีวิตไว้ก็ต้องขายบ้าน หมดเนื้อหมดตัว ยิ่งในยามอายุมากขึ้นจึงเป็นเรื่องที่คิดหนัก

แต่ก็เพราะมีบริการ 30 บาทรักษาทุกโรคนี่เอง ทุกขั้นตอนที่เข้าใช้บริการด้วยการส่งตัวจากโรงพยาบาลหนึ่งไปสู่โรงพยาบาลหนึ่ง ท้ายสุดจึงได้รับการผ่าตัดและรอดชีวิตมาได้ ด้วยเงินเพียง 30 บาทเท่านั้น...!!!

และยิ่งน่าประทับใจมากขึ้น เมื่อพี่สุรชัยกล่าวย้อนอดีตให้ฟังอีกว่า เมื่อเทียบกับตอนหนุ่มๆ ที่ประกอบอาชีพเป็นช่างซ่อมวิทยุโทรทัศน์ ได้รับอุบัติเหตุขาหัก และด้วยเป็นคนต่างจังหวัด เงินทองก็น้อย การเข้ารักษาพยาบาลจึงเป็นเรื่องยากยิ่ง ต้องทำใจกลับมาทำงาน แม้กระทั่งต้องยกขาขึ้นพาดโต๊ะข้างหนึ่ง บัดกรีเชื่อมต่อแผงวงจรอย่างทุลักทุเล

และนี่เอง คือหนึ่งในแรงดลบันดาลใจที่ต้องออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านการปฏิวัติรัฐประหาร เมื่อ 19 กันยายน 2549 ที่ทำลายทิศทางการพัฒนาของประชาชน และพัฒนาประเทศไทยที่ถูกทิศถูกทางแล้ว ให้ย้อนกลับไปสู่วิบากกรรมอีกครั้งเหมือนในอดีต ที่ไม่สามารถยอมรับได้...!!!

อีกตอนหนึ่ง พี่สุรชัยยังเปิดเผยถึงเรื่องราวในอดีตที่ถูกกล่าวหา เผาจวนผู้ว่าฯ และปล้นรถไฟ ด้วยเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยด้วยว่า เป็นเรื่องที่หดหู่อย่างยิ่งต่อกระบวนการยุติธรรมในยุคนั้น ขณะที่การเข้าสู่พรรคคอมมิวนิสต์ก็ไม่ใช่เพราะความเลื่อมใส แต่เป็นไปเพราะการกดขี่ข่มเหงจากอำนาจรัฐในยุคนั้นพลักดัน โดยไม่มีทางเลือกอื่นใด...???

แต่กับกระบวนการยุติธรรมแล้วยิ่งหนักข้อ เพราะนอกจากจะไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหาแล้ว จากจำนวนผู้ถูกจับกุมในยุคนั้นประมาณกว่า 17 คน

มีเขาคนเดียวเท่านั้นที่ถูกดำเนินคดีด้วยศาลทหาร ที่จะไม่มีทั้งการอุทธรณ์ การฎีกา ตามขั้นตอนทั่วไปที่ปฏิบัติกัน และก็ไม่ใช่อยู่ในช่วงของการประกาศกฎอัยการศึกแต่อย่างใดด้วย...???

ยิ่งเมื่อขึ้นศาลที่ผู้พิพากษาควรปฏิบัติตัวให้เป็นไปตามกระบวนพิจารณาคดีด้วยความยุติธรรม แต่กลับมีอาการแข็งกร้าวทั้งท่าทีและวาจา ประหนึ่งจะต้องเอาเข้าคุกจองจำรับโทษให้ได้

ทำให้สะท้อนได้เป็นอย่างดีถึงการใช้อำนาจที่ไม่ชอบธรรม มีอยู่อย่างเหลือหลายมากมาย แม้กระทั่งในสถาบันศาลสถิตยุติธรรม ภายใต้การครอบงำของระบอบเผด็จการอำนาจนิยม...!!!

แต่สิ่งที่ดูจะหนักแน่นอย่างยากจะลบเลือนไปจากชีวิตของคนที่ชื่อสุรชัยผู้นี้ได้ หนึ่งก็คือ ความจงรักภักดีที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่จะไม่มีวันเสื่อมคลาย เพราะชีวิตของเขาวันนี้ได้กลายเป็นชีวิตพระราชทานไปแล้ว...

และอีกหนึ่งก็คือ การยังคงอยู่เพื่อเรียกร้องความถูกต้องให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง ให้เป็นที่สัมฤทธิผล โดยเขากล่าวว่า

“การที่ประชาชนต้องออกมาเรียกร้องหาความถูกต้อง หาความชอบธรรม และการดำรงชีวิตควมเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มันผิดด้วยหรือ...???

“และเมื่อคนที่ชื่อ สุรชัย ชีวิตเดินทางมาถึงวันนี้ ขอเพียงเป็นคนไทยที่ถูกจารึกข้อความไว้ที่หน้าหลุมฝั่งศพเท่านั้นว่า “สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ คือคนดีของแผ่นดิน”

เล่นเอาคนทั้งสภาสนามหลวงนิ่งอึ้งด้วยความตื้นตันใจ ในความมุ่งมั่นนี้อย่างยิ่ง...

พร ภัทร

อุ้มเผด็จการ! “อลงกรณ์” เตรียมชงร่างพ.ร.บ.ต่ออายุ คตส.

ปชป.เดินหน้ารับใช้ระบอบเผด็จการอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด “อลงกรณ์ พลบุตร” เตรียมเสนอร่างพ.ร.บ.ต่ออายุ คตส. อีก อ้างหน้าตาเฉยบอกพรรคประชาธิปัตย์อยากให้ทำงานต่อ เหตุหวั่นอำนาจ ป.ป.ช.เข้าไม่ถึงข้อมูล

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่าคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.)สมควรได้รับการต่ออายุการทำงานออกไป และตนเตรียมที่จะนำเรื่องนี้เสนอให้ที่ประชุมส.ส.พรรคได้พิจารณา เนื่องจากจะต้องออกเป็นร่างพระราชบัญญัติ ทั้งนี้คตส.ต้องทำหน้าที่เสมือนหนึ่งเป็นพนักงานสอบสวนและเป็นโจทก์ร่วมในคดีทุจริตที่เข้าสู่การพิจารณาของศาล ซึ่งถ้าไม่ดำเนินการเช่นนี้ความขัดแย้งและการเผชิญหน้าก็ยังจะคงอยู่ เพราะฝ่ายต่อต้านระบอบทักษิณไม่เชื่อว่ารัฐบาลนี้จะเป็นกลางในการดำเนินคดีกับพ.ต.ท.ทักษิณและพวกพ้อง

จะเห็นได้จากกรณีมีการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงที่เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว เช่นการย้ายนายสุนัย มโนมัยอุดม อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ นางสาวกัญญานุช สอทิพย์ อธิบดีกรมบังคับคดีหรือแม้แต่การดิสเครดิตคตส.ด้วยวิธีการต่างๆ ดังนั้นคตส.ควรที่จะต้องอยู่ทำงานให้เสร็จและรับผิดชอบต่อสำนวนคดีที่ได้ส่งฟ้องศาลและจะเป็นโอกาสของฝ่ายที่ตกเป็นจำเลยและผู้ถูกกล่าวหาในการต่อสู้คดี

พรรคประชาธิปัตย์อยากให้กำลังใจคตส.ได้ทำงานต่อไป เพราะคตส.ทำงานด้วยความยากลำบากและเสียสละ ดังนั้นทุกฝ่ายควรที่จะให้กำลังใจและสนับสนุนรวมทั้งรัฐบาลและทุกพรรคการเมือง เพราะการตรวจสอบของคตส.เพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การพิจารณาการทุจริตในชั้นศาลจะทำให้ฝ่ายที่สนับสนุนหรือตกเป็นเครื่องมือของระบอบทักษิณไม่เห็นกงจักรเป็นดอกบัวอีกต่อไป ดังนั้น เรียกร้องให้ส.ส.และส.ว.ควรที่จะให้การสนับสนุนในการผ่านกฎหมายต่ออายุการทำงานของคตส. เพื่อให้การพิสูจน์ความถูกผิดในชั้นศาลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งกันใหม่

นายอลงกรณ์กล่าวว่าการที่คตส.ถูกตามเช็คบิลจากอำนาจรัฐถือเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เพราะงานที่คตส.กำลังตรวจสอบคดีทุจริตของรัฐบาลทักษิณและคณะถือได้ว่าเป็นกระบวนการหนึ่งในการพิสูจน์ความถูกผิดของระบอบทักษิณ ที่เป็นปมเงื่อนสำคัญที่จะถอดชนวนวิกฤติการเมืองที่ยืดเยื้อยาวนานกว่า3ปี ซึ่งรัฐบาลและองค์กรต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชนสมควรที่จะปรับเปลี่ยนมุมมองว่า การทำงานของคตส.จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพิพากษาคดีในการทุจริตในระบอบทักษิณ ซึ่งบางคดีก็เข้าสู่การพิจารณาของศาลแล้ว บางคดียังอยู่ในระหว่างการพิจารณาชั้นอัยการเพื่อมีคำสั่งส่งฟ้องต่อไป

ดังนั้นการทำงานของคตส.จึงเป็นเพียงขั้นตอนของการสอบสวนจัดทำสำนวนคดี ซึ่งหากว่าคตส.ถูกกลั่นแกล้งแทรกแซงหรือบิดเบือนสำนวนสอบสวนในขั้นตอนหนึ่งขั้นตอนใด ก็จะถูกมองว่ามีอำนาจแฝงเร้นเหนือรัฐบาลในการดิสเครดิตสกัดกั้นการทำงานของคตส. ซึ่งจะทำให้กระบวนการพิสูจน์ความถูกผิดคดีของพ.ต.ท.ทักษิณและคณะหยุดชะงัก ซึ่งจะทำให้ฝ่ายที่คัดค้านระบอบทักษิณยังมีความชอบธรรมในการแสดงความไม่เห็นด้วยต่อการใช้อำนาจรัฐ เพื่อช่วยพ.ต.ท.ทักษิณและคณะซึ่งจะทำให้ปมความขัดแย้งยังดำรงอยู่ ดังนั้นทุกฝ่ายต้องสนับสนุนการทำงานของคตส.ต่อไป

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ส่วนการที่เมื่อคตส.หมดวาระการทำงานไปแล้วก็สามารถโอนคดีที่ยังค้างส่งต่อไปให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติหรือป.ป.ช.ทำต่อได้นั้น เห็นว่าเรื่องการโอนคดีเราเคยมีความผิดพลาดมาแล้ว เพราะการโอนคดีให้ป.ป.ช.นั้นอาจจะมีข้อจำกัดของป.ป.ช.เอง โดยเฉพาะเรื่องอำนาจการตรวจสอบทางกฎหมาย ซึ่งไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญ เช่น กรณีคดีการปกปิดโครงสร้างหุ้นบริษัทเอสซีแอทเสท ซึ่งเป็นประเด็นคอขาดบาดตายและเป็นปมมัดที่มีคำถามมานานกว่า7ปี


สภาสนามหลวง คืนนี้ “เปิดโปงคตส.-หญิงเป็ด”/อ.มานิตย์ ฉะ“รธน.โจร”

เวทีสนามหลวงคืนนี้ เปิดช็อตเด็ด เปิดโปงคตส.-คุณหญิงเป็ด ถึงความไม่ชอบมาพากลที่ สตง. ช่วง 1 ทุ่ม ต่อด้วย อ.มานิตย์ เตรียมยำใหญ่รัฐธรรมนูญโจร เผย คนบนเน็ต แห่เข้าเว็บฟังทะลุยอด 1 พัน ยูเซอร์

ทั้งนี้ นางสิริวารี รำเพย เลขาธิการกลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ ในฐานะผู้ประสานงานเวทีสภาสนามหลวง ต่อต้านเผด็จการ เปิดเผยว่า แม้สื่อหลักจะเอนเอียงให้น้ำหนักการนำเสนอข่าวสารต่อการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมากกว่า การจัดอภิปรายให้ความรู้กับประชาชนที่เวที สภาสนามหลวง ก็ตาม แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อเป้าหมายของเวที สภาสนามหลวง ที่จัดเป็นคู่ขนานอยู่ในขณะนี้ เพราะเวทีสนามหลวง ใช้วิธีการสันติ ไม่ละเมิดกฎหมาย โดยเฉพาะต่อการปิดกั้นการสัญจรไปมาของประชาชน และที่สำคัญคือการพยายามยับยั้งไม่ให้มวลชนที่โกรธแค้นกลุ่มพันธมิตรฯออกไปเผชิญหน้าจนเกิดการปะทะกันขึ้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อคืนที่ผ่านมา (10 มิ.ย.) เป็นที่น่าสังเกตว่า เว็บไซต์หลักที่ใช้การถ่ายทอดสดทั้งภาพและเสียงการอภิปรายของเวทีสภาสนามหลวง คือ www.newskythailand.com มีจำนวนผู้เข้าชมและรับฟังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากปกติอยู่ในราว 500 -800 ยูเซอร์ ปรับขึ้นมาเป็น 1,000 -1,500 ยูเซอร์

โดยเฉพาะเวลา 19.00 -20.00 ที่กำหนดให้เป็นช่วงไฮไลท์ของเวที และช่วงประมาณ 23.00 – 24.00 น. ที่เป็นการกล่าวปิดสภาของนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ประธานสภาสนามหลวง

“อย่างเมื่อคืนนี้ พอเราสามารถกำหนดหัวข้อของรายการที่เป็นไฮไลท์ได้ล่วงหน้าและแจ้งข่าวออกไป คือ หัวข้อ รัฐบาลแห่งชาติ อดีตนายกฯและริ้บบิ้นสีขาว .... ใช่ทางออกของประเทศไทยหรือไม่ โดยมีผู้ร่วมเสวนา คือคุณวิภูแถลง พัฒนภูมิไท คุณชูพงษ์ ถี่ถ้วน คุณสมชาย ไพบูลย์ และมีผู้ดำเนินรายการคือ ดร.เมธาพันธ์ โพธธีรโรจน์ ก็ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ทันทีว่า มีผู้สนใจเข้าชมเว็บไซต์ทะลุยอดที่เป็นปกติอยู่แล้ว 500- 800 รายต่อคืน เป็น 1,000-1,200 รายอย่างรวดเร็ว และขึ้นลงจนมาถึงช่วงของประธานสภาสนามหลวงขึ้นกล่าวปราศรัย จำนวนผู้รับฟังก็กระโดดขึ้นมาอีก ซึ่งนาจะเห็นตัวเลขระดับ 2 พันจึ้นไปในอีกไม่กี่วันนี้ และก็จะเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับๆต่อไปด้วย” นางสิริวารี กล่าว

ผู้ประสานงานเวทีสภาสนามหลวง เปิดเผยต่อไปว่า ดังนั้น ในค่ำคืนนี้ จึงได้นำหัวข้อที่น่าสนใจต่อสังคมนำมาเป็นเป็นไฮไลท์แจ้งล่วงหน้าให้ทราบอีก คือในช่วงเวลาประมาณ 19.00 -19.40 น. จะเป็นเรื่อง “การเปิดโปง คตส.-คุณหญิงจารุวรรณ เมฑาการ” โดย กลุ่มปฏิรูปการเมืองและติดตามการคอรัปชั่น นำโดยนายวันชัย จงจรูญหิรัญ

นอกจากนั้น ในค่ำคืนเดียวกันนี้ ช่วงเวลา 19.40 – 21.00 น. ยังได้รับเกียรติพิเศษจาก อาจารย์มานิตย์ จิตจันทร์กลับ อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และประธานแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) พร้อมนายวิภูแถลง พัฒนภูไท มาขึ้นเวทีด้วย ในหัวข้อเรื่อง “รัฐธรรมนูญโจร” จึงอยากขอเชิญชวนพี่น้องประชานคนไทยที่รักประชาธิปไตย หากไม่สามารถเดินทางมาร่วมรับฟังได้ที่เวทีท้องสนามหลวง ก็สามารถรับชมและรับฟังได้ทั้งภาพและเสียงได้ที่เว็บไซต์ดังกล่าวข้างต้น

ส่วนในคืนต่อไปคือวันที่ 11 มิ.ย. ช่วงไฮไลท์ประมาณ 19.00 น. ก็ถือว่าสุดยอดเช่นเดียวกัน เพราะจะเป็นการกลับมาขึ้นเวทีพร้อมกันของนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่เคยร่วมต่อต้านเผด็จการ คมช. ได้แก่ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย นายสุชาติ นาคบางไทร แกนนำกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ นายสรรเสริญ แก้วอุ่นเรือน จากกลุ่มเพื่อรัฐธรรมนูญ 40 และนายชูชีพ ชีวะสุทธิ์ ในหัวข้อเรื่อง ทางลงพันธมิตรฯ –ทางออกของประเทศไทย โดยมีนางสาวดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ดา ตอปิโด เป็นผู้ดำเนินรายการ นางสิริวารี กล่าวในที่สุด

อย่างไรก็ตาม การจัดเวที สภาสนามหลวงต่อต้านเผด็จการ เกิดขึ้นหลังการออกมาชุมนุมประท้วงของกลุ่มพันธมิตรฯเมื่อวันที่ 25 พ.ค.เพียง 1 วัน โดยเป้าหมายเพื่อหยุดยั้งและแสดงออกถึงพลังของประชาชนที่ไม่ประสงค์จะให้กองทัพออกมายึดอำนาจอีกครั้ง ตามเป้าหมายของกลุ่มพันธมิตรฯ รวมทั้งเพื่อหยุดยั้งมวลชนที่โกรธแค้นกลุ่มพันธมิตรฯไม่ให้ออกไปเผชิญหน้ากันอาจเกิดการปะทะกันขึ้นได้ ซึ่งมีประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมรับฟังตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เฉลี่ยมีไม่ต่ำกว่า 2 พันคน ในทุกค่ำคืน


กรมประชาฯเตรียมเล่นงาน ASTV ส่งข้อมูลตำรวจดำเนินการ

กรมประชาสัมพันธ์ สุดทน เอสทีวี แพร่ภาพ ก่อชนวนสร้างความวุ่นวาย สั่งฝ่ายกฎหมายส่งข้อมูลให้ตำรวจดำเนินการแล้ว ขณะที่ สปน.ปัด ไม่ได้สั่งการ

ทั้งนี้ จากกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเตรียมยื่นร้องต่อศาลปกครองให้มีการถอนคำสั่งคุ้มครองการออกอากาศ และการเชื่อมโยงสัญญาณของสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี (ASTV) ในเครือหนังสือพิมพ์ผู้จัดการนั้น ในวันนี้ (10 มิ.ย.) นายจุลยุทธ หิรัณยะวสิต ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) กล่าวว่า สปน.ไม่ได้สั่งการให้กรมประชาสัมพันธ์ (กปส.) ดำเนินการกับสถานีโทรทัศน์ ASTV แต่กรมประชาสัมพันธ์มีสิทธิ์ที่จะพิจารณาดำเนินการเองได้ และเมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนตามกฎหมายแล้ว กรมประชาสัมพันธ์เพียงแต่รายงานให้ทาง สปน.รับทราบเท่านั้น

ขณะที่นายเผชิญ ขำโพธิ์ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ กล่าวว่า ได้มอบให้ฝ่ายกฎหมายนำข้อมูลมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว แต่จะมียื่นข้อมูลร้องต่อศาลปกครองให้ยกเลิกคำสั่งการคุ้มครองออกอากาศ ASTV หรือฟ้องร้องกรณีอื่นใดขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด

กกต. ยังไม่สรุปผลการพิจารณากรณีนายกฯ จัดรายการชิมไปบ่นไปวันนี้

กรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง ระบุ กกต.ยังไม่สรุปผลการพิจารณากรณีนายกรัฐมนตรีจัดรายการชิมไปบ่นไปวันนี้ เพราะต้องรอหลักฐานเพิ่มเติมจากบริษัทเฟช มีเดีย จำกัด ขณะที่การถือหุ้นเกินร้อยละ 5 ของภรรยานายไชยา สะสมทรัพย์ จะได้ข้อสรุปภายในวันนี้

นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง กล่าวว่า วันนี้ ที่ประชุม กกต.จะมีการพิจารณา กรณีที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จัดรายการชิมไปบ่นไป โดยจะเป็นการหารือในข้อกฎหมายว่า หาก กกต.ยื่นเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นการซ้ำซ้อน กับสมาชิกวุฒิสภาที่ยื่นเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญแล้วหรือไม่ ขณะที่คณะอนุกรรมการที่พิจารณาเรื่องดังกล่าว ก็ได้ขอเลื่อนการส่งมติอนุกรรมการออกไปก่อน

ดังนั้นคิดว่าเรื่องดังกล่าวคงยังไม่ได้ข้อสรุปวันนี้ ซึ่งยืนยันว่าการเลื่อนพิจารณาออกไป ไม่ใช่เป็นการยื้อเวลา เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่จะต้องมีหลักฐานชัดเจน โดยเฉพาะหลักฐานจากบริษัทเฟช มีเดีย จำกัด เกี่ยวกับการถือหุ้นในบริษัทดังกล่าว หรือมีตำแหน่งใดในบริษัท แต่หากที่ประชุมเห็นว่าไม่จำเป็นต้องส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพราะจะเป็นการซ้ำซ้อนกับเรื่องของวุฒิสภา ทุกอย่างก็จะยุติ

ส่วนกรณีที่นายไชยา สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ไม่แจ้งบัญชีทรัพย์สิน กรณีที่ภรรยาถือหุ้น
ในบริษัทเอกชนเกินร้อยละ 5 ทำให้ขาดคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีหรือไม่ จะมีการพิจารณาในวันนี้เช่นกัน และคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในวันนี้ อนุกรรมการที่พิจารณาเรื่องนี้ ได้ส่งมติมายังที่ประชุมใหญ่ กกต.แล้ว