WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, June 11, 2008

ญัตติลวงโลกปชป.ป้องรธน.50 คปพร.ยื่นอีก4หมื่นชื่อหนุนแก้รธน.

“ประชาธิปัตย์” ออกอาการปกป้อง รธน.50 จนออกนอกหน้า ยื่นญัตติด่วนลวงโลก ขอตั้งกรรมาธิการศึกษาการใช้รัฐธรรมนูญเผด็จการ ผิดไปจากแนวทางที่เคยหารือร่วมกันทุกฝ่าย ในการศึกษาหาหนทางแก้ไขอย่างเหมาะสม แถมยังสร้างเงื่อนไข 3 ข้อ ส่อเจตนาเบี้ยวชัดเจน รวมไปถึงขอปรับโควตากรรมาธิการใหม่ ทั้งที่พูดกันรู้เรื่องไปหมดแล้ว ด้าน คปพร. หนุนสภาเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยื่นระลอก 2 อีก 4 หมื่นชื่อ พร้อมผลักดันให้เร่งพิจารณา พ.ร.บ.ประชามติ

ท่ามกลางความเห็นที่แตกต่างในรายละเอียดของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ที่ผ่านมา นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้เชิญตัวแทนทั้งจากฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาลมาหารือกันเพื่อหาข้อยุติที่เห็นพ้องกันทุกฝ่าย

โดยคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ประกอบด้วย นายวิทยา บุรณศิริ รองประธานวิปรัฐบาล และ นายสามารถ แก้วมีชัย เลขานุการวิปรัฐบาล และในส่วนของคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) มี นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ประธานวิปฝ่ายค้าน นายวิทยา แก้วภารดัย นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

หลังการหารือกัน ทุกฝ่ายต่างเห็นชอบในหลักการที่จะให้มีการเสนอญัตติเพื่อตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550

รวมทั้งยังมีการกำหนดสัดส่วนกรรมาธิการวิสามัญ ไว้ 60 คน เป็นสัดส่วนของพรรคพลังประชาชน 29 คน พรรคประชาธิปัตย์ 21 คน พรรคชาติไทย 4 คน พรรคเพื่อแผ่นดิน 3 คน ส่วนพรรคการเมืองที่เหลือจะมีตัวแทนพรรคละ 1 คน โดยเปิดทางให้แต่ละพรรคนำคนนอกเข้าร่วมเป็นกรรมาธิการได้นั้น

อย่างไรก็ดี ในวันที่ 10 มิถุยายน ที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์กลับมีการเสนอญัตติด่วนต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง ขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการใช้และปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 โดยเนื้อหาสาระยังคงเป็นการปกป้องรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งผิดไปจากที่มีการคุยกันว่าจะตั้งกรรมาธิการร่วมกันศึกษาแนวทางในการแก้ไข

โดย นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) อ้างว่า การเสนอญัตติตั้งกรรมาธิ การวิสามัญเพื่อมาศึกษาการบังคับใช้รัฐธรรมนูญปี 2550 ของแต่ละพรรคการเมืองนั้น ส่วนใหญ่มีเนื้อหาที่คล้ายกัน ยกเว้นแต่พรรคพลังประชาชน ที่มีการเพิ่มเติมว่า การศึกษาดังกล่าวเพื่อนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ

พร้อมทั้งสร้างเงื่อนไขขึ้นมาอีกว่า คณะกรรมาธิการที่ตั้งขึ้นมาจะต้องพิจารณาศึกษาให้ครอบคลุม 3 เรื่อง คือ 1.ศึกษาปัญหาในการบังคับใช้และปัญหาในการปฏิบัติ 2.ศึกษากลไกและการออกกฎหมายตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด และ 3.ศึกษาว่ามีหลักใดบ้างที่ขัดต่อระบอบประชาธิปไตย หรืออาจจะเสนอให้องค์กรที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมโดยตรง

รวมทั้งสัดส่วนคณะกรรมาธิการที่มีการตกลงกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วก่อนหน้านี้ นายสาทิตย์ ก็ระบุว่า พรรคฝ่ายค้านเห็นว่าควรจะแบ่งสัดส่วนให้กับบุคคลภายนอกเข้าร่วมด้วย เพราะเดิมรัฐบาลเสนอให้มีคณะกรรมาธิการ 60 คน โดยแบ่งสัดส่วนของแต่ละพรรคการเมือง โดยไม่มีคนนอกเข้าร่วม ซึ่งหากอยากให้คนนอกเข้าร่วม พรรคการเมืองก็ต้องเฉือนสัดส่วนของตัวเองออกไป ซึ่งตรงนี้อาจทำให้มองได้ว่าคนที่มาจากสัดส่วนของพรรคพลังประชาชนเป็นฝ่ายเดียวกับรัฐบาล และมองได้ว่าไม่มีความเป็นกลาง เหมือนกับคนที่มาจากฝ่ายค้านก็ได้

ดังนั้นหากมีการแบ่งสัดส่วนไว้สำหรับคนนอก ก็จะทำให้เกิดความสบายใจมากขึ้น ทำให้เกิดความหลากหลาย มีความเป็นกลาง และไม่เอียงไปทางใดทางหนึ่ง นอกจากนี้ในการเลือกประธานคณะกรรมาธิการ ก็จะได้มีทางเลือกหลากหลายมากขึ้น แทนที่จะเลือกเสียงข้างมาก หรือเลือกฝ่ายค้านมาเป็น

ซึ่งจะทำให้เกิดข้อครหาว่าไม่มีความเป็นกลาง ทางวิปฝ่ายค้านจึงขอเสนอให้ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาฯจัดประชุมร่วมกันระหว่างวิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้าน เพื่อตกลงกันในเรื่องคณะกรรมาธิการ ซึ่งคาดว่าน่าจะประชุมร่วมกันได้ในวันศุกร์ที่ 13 มิถุนายนนี้ และคาดว่าวิปรัฐบาลน่าจะเห็นด้วย เพราะไม่ต้องมีการเฉือนกรรมาธิการในสัดส่วนของตัวเอง

นายสาทิตย์ กล่าวว่า สำหรับสัดส่วนของคณะกรรมาธิการที่เหมาะสมนั้น เดิมตกลงกันไว้ที่ 60 คน ซึ่งก็ถือว่าเป็นตัวเลขที่เหมาะสม หรือหากจะเพิ่มเป็น 70 คน ก็ไม่ถือว่าเยอะไป และเชื่อว่าการเสนอสัดส่วนคนนอกเข้ามานั้น จะไม่เกิดความยุ่งยาก เพราะอย่างไรการประชุมคณะกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นมานั้น ก็จะเริ่มได้ประมาณเดือนกรกฎาคม ดังนั้นเวลา 2 สัปดาห์ในการให้บุคคลภายนอกสมัครเข้ามาเป็นกรรมาธิการน่าจะเหมาะสม

ส่วนความเห็นส่วนตัวคิดว่า สัดส่วนของคนภายนอกน่าจะอยู่ที่ 20 คน หรือ 1 ใน 3 ของกรรมาธิการ แต่อย่างไรก็ตาม ก็ต้องดูตามความเหมาะสมว่า ได้บุคคลที่มีความเชี่ยวชาญครบหรือไม่

ทั้งนี้เอกสารขอเสนอญัตติด่วนของพรรคประชาธิปัตย์ เรื่อง ขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการใช้และปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มีรายละเอียดดังนี้

“เนื่องจากปัจจุบันมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ซึ่งมีที่มาจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 โดยได้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 และทำการสรรหาสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อร่างรัฐธรรมนูญจนแล้วเสร็จ

โดยประกาศใช้เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2550 รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวนี้ ได้มีบทบัญญัติและเจตนารมณ์ที่ก้าวหน้าในหลายเรื่อง จนถือว่าเป็นสิ่งใหม่ในสังคมไทยก็ว่าได้ ทั้งยังเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่ผ่านการทำประชามติจากประชาชนทั้งประเทศอีกด้วย โดยมีการลงประชามติเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ.2550 มีผู้ออกเสียงประชามติทั่วประเทศอย่างมากมาย โดยมีเสียงเห็นชอบ 14 ล้านเสียง ไม่เห็นชอบ 10 ล้านเสียง

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้ว รัฐสภาต้องมีการตรากฎหมายรองรับเพื่อทำให้เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญสมบูรณ์จำนวนหลายฉบับ ในขณะที่ได้มีข้อกังวลของหลายฝ่ายโดยเฉพาะฝ่ายการเมืองบางฝ่าย เกรงว่าบทบัญญัติบางประการของรัฐธรรมนูญ ทำให้ปฏิบัติหน้าที่มิได้เป็นการจำกัดบทบาทของตน บ้างก็วิตกกังวลว่ารัฐธรรมนูญทำให้เกิดความสับสนในบทบาทหน้าที่ บางส่วนได้มีการจัดรณรงค์เคลื่อนไหวคัดค้านและต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยอ้างว่าเป็นรัฐธรรมนูญ ที่มีที่มาโดยมิชอบ ในขณะที่ภาคประชาชนบางส่วนมองว่าสาระของรัฐธรรมนูญดีอยู่แล้ว ควรบังคับใช้ไปก่อน หากมีการเคลื่อนไหวแก้ไข

โดยมิได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อประโยชน์ของประชาชนแต่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของตนและพวกพ้อง ถือเป็นการทำที่ไม่สมควร และเห็นควรรณรงค์คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าว

ข้อวิพากษ์วิจารณ์และข้อกังวลเหล่านี้ อาจส่งผลกระทบต่อการพัฒนาการเมืองและกระบวนการประชาธิปไตยของประเทศไทยในอนาคตได้ อีกทั้งยังมีบุคคล กลุ่มบุคคลอีกจำนวนหนึ่งพยายามปลูกฝังความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนต่อรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว เป็นการต่อเนื่องเป็นระยะๆ

ท่าทีของการรณรงค์ที่มีความแตกต่างทางความคิดอย่างสิ้นเชิงนี้ อาจเป็นชนวนเหตุนำไปสู่ความแตกแยกในชาติ รวมถึงอาจนำไปสู่การเผชิญหน้าทางการเมืองได้ ดังเช่นที่เคยเป็นมาในอดีต ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในประเทศได้

ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง และป้องกันความแตกแยกในชาติดังกล่าวจึงสมควรที่สภาผู้แทนราษฎร จะได้ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างฝ่ายการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร กับภาคส่วนต่างๆ ในสังคม เช่น การเมืองภาคประชาชน นักวิชาการ องค์กรเอกชน ผู้สนใจ

โดยการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาการใช้ และปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 โดยมีองค์ประกอบจากทุกฝ่าย เพื่อร่วมกันพิจารณาศึกษาการใช้และปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ เพื่อนำผลการศึกษาเสนอสภาผู้แทนราษฎรและผู้เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาดำเนินการในขั้นตอนต่อไป

จึงขอเสนอญัตติด่วนดังกล่าว มาตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาการใช้และปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ส่วนเหตุผลและรายละเอียดจะได้ชี้แจงในที่ประชุมสภาต่อไป

แหล่งข่าวระบุว่า ท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นการออกมาปกป้องรัฐธรรมนูญ 2550 อย่างชัดแจ้ง และยังผิดไปจากที่มีการตกลงร่วมกันของทุกฝ่าย ชี้ให้เห็นถึงความไม่จริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และยุติปัญหาความขัดแย้ง

ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 11 มิถุนายนนี้ คณะกรรมการประชาชนเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) จะเดินทางไปยังรัฐสภาเพื่อยื่นเพิ่มเติมรายชื่อสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญอีก 40,000 รายชื่อ จากที่ได้เคยเสนอไว้ก่อนหน้านี้แล้ว 150,000 รายชื่อ พร้อมทั้งจะสนับสนุนให้รัฐสภาเร่งพิจารณา พ.ร.บ.ประชามติ ด้วย



ชงคดี‘หญิงเป็ด-บัตรเลือกตั้ง’ นายกฯนั่งหัวโต๊ะถกคดีพิเศษ

“ดีเอสไอ” เดินหน้าสะสางคดีฉาว เตรียมผลักดัน 10 คดีสำคัญเข้าเป็นคดีพิเศษ ทั้งคดีภาษี-การเงินการธนาคาร รวมไปถึงดคีที่ประชาชนสนใจทั้งบ้านทั้งเมืองอย่างกรณีฮั้วจัดอบรมของ สตง. และกรณีพิมพ์บัตรเลือกตั้งเกินจำนวนมหาศาลของ กกต. มี “สมัคร” นั่งหัวโต๊ะเป็นประธ่านการประชุม กคพ. วันจันทร์ที่ 16 มิถุนายนนี้

นายธาริต เพ็งดิษฐ์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า ในวันที่ 16 มิถุนายน เวลา 14.00 น. นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) จะเป็นประธานการประชุมบอร์ด กคพ. เพื่อติดตามความคืบหน้าการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษและรับคดีเข้าเป็นคดีพิเศษ ซึ่งดีเอสไอจะนำคดีที่ได้สืบสวนเบื้องต้น แต่มีปัญหาข้อติดขัดในประเด็นอำนาจสอบสวน จึงจำเป็นต้องนำเข้าสู่การหารือของบอร์ดกคพ. เพื่อขอให้มีมติรับเป็นคดีพิเศษ โดยในการประชุมบอร์ด กคพ. ครั้งนี้ ดีเอสไอจะเสนอให้รับคดีฉ้อโกงภาษีและคดีของสำนักคดีการเงินการธนาคารเป็นคดีพิเศษประมาณ 10 คดี

รวมถึงคดีการฮั้วประมูลการพิมพ์บัตรเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคดีที่มีผู้กล่าวโทษร้องทุกข์ให้ตรวจสอบความไม่โปร่งใสในการจัดอบรมของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งดีเอสไอจะเสนอขอให้มีมติรับเป็นคดีพิเศษ เนื่องจากมีปัญหาโต้แย้งเรื่องอำนาจสอบสวนในคดีที่มีวงเงินการจัดซื้อจัดจ้างไม่ถึง 100 ล้านบาท ทำให้ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาไม่ส่งเอกสารหลักฐานให้ดีเอสไอตรวจสอบ

สำหรับการรับโอนคดีพิเศษ ต้องใช้มติด้วยเสียง 2 ใน 3 จากคณะกรรมการคดีพิเศษ 21 คน ซึ่งกรรมการโดยตำแหน่ง 12 คน ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงพาณิชย์ อัยการสูงสุด ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เลขาธิการสำนักงานกฤษฎีกา เจ้ากรมพระธรรมนูญ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย นายกสภาทนายความ และ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีก 9 ตำแหน่ง อาทิ นายโสภณ รัตนากร อดีตประธานศาลฎีกา ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านกฎหมาย นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร นายคณิต ณ นคร

ในส่วนของคดีฮั้วประมูลพิมพ์บัตรเลือกตั้งและคดีทุจริตการเลือกตั้งจากการพิมพ์บัตรเลือกตั้งเกินจำนวนผู้มีสิทธิลงคะแนน พล.ต.ต.เสวก ปิ่นสินชัย อดีตผู้บังคับการตำรวจป่าไม้ ได้เข้ากล่าวโทษร้องทุกข์ให้ดีเอสไอตรวจสอบ แต่ กกต. โต้แย้งว่าได้แบ่งการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งออกเป็น 2 ส่วน ทำให้มีวงเงินไม่ถึง 100 ล้านบาท ดีเอสไอจึงไม่มีอำนาจสอบสวน เช่นเดียวกับคดีทุจริตการเลือกตั้งซึ่งไม่ใช่คดีพิเศษที่ระบุไว้แนบท้าย พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ

ส่วนคดีฮั้วประมูลใน สตง. นายวันชัย จงจรูญหิรัญ กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ ได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อดีเอสไอ ถึงความไม่ชอบมาพากลใน สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) จากการที่ บริษัท ออดิต แอนด์ แมเนจเม้นท์ คอนซัลแตนท์ จำกัด ผูกขาดการจับอบรมให้กับบุคลากรของ สตง. มูลค่านับสิบล้านบาท

และบริษัทดังกล่าวยังเช่าอาคารพาณิชย์ ของ นายทรงเกียรติ เมณฑกา สามีคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการ สตง. ที่ส่อเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งก่อนหน้านี้ดีเอสไอประสานให้ สตง. ส่งข้อมูลมาให้พนักงานสอบสวนตรวจสอบ แต่ สตง. ยังคงเพิกเฉยไม่ดำเนินการตามที่ได้รับการร้องขอจากพนักงานสอบสวน ล่าสุดพยานบุคคลในคดีนี้ระบุว่าถูกข่มขู่จนต้องหลบไปอาศัยในต่างจังหวัด เพราะเกรงจะไม่ได้รับความปลอดภัย ดีเอสไอจึงเตรียมให้ความคุ้มครองพยานรายนี้ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองพยานในคดีอาญา



รัฐงัดข้อกฎหมายเอาผิดASTV เชื่อพรบ.คลื่นความถี่จัดการได้

รัฐบาลเร่งศึกษาข้อกฎหมายเอาผิดกับสถานีโทรทัศน์ ASTV หลังออกอากาศโจมตีรัฐบาล ทำลายความมั่นคงของชาติอย่างต่อเนื่อง ระบุหลังมีกฎหมายจัดสรรคลื่นความถี่ สามารถนำมาบังคับใช้กรณีนี้ได้ ขณะที่กรมประชาสัมพันธ์ รวบรวมข้อมูลให้ตำรวจดำเนินการแล้ว

นายเผชิญ ขำโพธิ์ รักษาการอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ กล่าวถึงกรณีการตรวจสอบสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม เอเอสทีวี (ASTV) ว่าที่ผ่านมากรมประชาสัมพันธ์ได้รับเรื่องจากเจ้าหน้าที่ของบ้านเมืองที่เรียกร้องให้ตรวจสอบ เอเอสทีวี ซึ่งกรมประชาสัมพันธ์เคยมีคดีฟ้องมาแล้วครั้งหนึ่งแต่ศาลยกคำร้อง และเอเอสทีวีก็ได้รับการคุ้มครองชั่วคราวจากศาลปกครอง

อย่างไรก็ตามศาลจะดำเนินการอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล กรมประชาสัมพันธ์ทำได้เพียงแค่ให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่เท่านั้น ส่วนเรื่องความมั่นคง คงให้เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค 1 เป็นผู้ตรวจสอบ กรมประชาสัมพันธ์ไม่ได้มีอำนาจไปยกเลิกคำสั่งให้เอเอสทีวี ระงับการออกอากาศได้

เพราะว่าพระราชบัญญัติประกอบกิจการกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ ปี 2551 ได้มีผลบังคับใช้แล้ว ซึ่งเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ที่ผ่านมา ได้มอบให้ฝ่ายกฎหมายนำข้อมูลไปมอบให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว แต่จะมีการยื่นข้อมูลร้องต่อศาลปกครองให้ยกเลิกคำสั่งหรือฟ้องร้องกรณีอื่นใด ขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด

เมื่อถามว่ามั่นใจในเอกสารหรือไม่ นายเผชิญกล่าวว่าอยู่ที่ตำรวจจะพิจารณาประเด็นใดบ้าง จะแนะนำประเด็นใดเป็นพิเศษหรือเปล่า ส่วนตัวแล้วไม่ทราบเรื่องเพราะไม่ได้เข้าร่วมประชุมกับผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1

เมื่อถามว่าสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที (NBT) เสนอข่าวเป็นกลางหรือไม่ นายเผชิญกล่าวว่าสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีเสนอข่าวแบบเป็นกลางไม่ได้เชียร์รัฐบาล ควรมองด้วยความเป็นธรรมทุกอย่างอยู่ที่ใจ ส่วนปัญหาการปะทะกันที่หน้าเอ็นบีทีนั้น ตนเห็นว่าเป็นเพียงการเดินชนกัน เพื่อแย่งพวงหรีดไม่ได้เป็นการปะทะกันแต่อย่างใด ทั้งนี้สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส (TPBS) จะเป็นกลางหรือไม่นั้นตนเห็นว่าอยู่ที่ความตั้งใจของผู้ผลิตและผู้บริหาร รวมถึงคนดูว่าจะมองว่าเป็นกลางหรือไม่

ขณะที่ นายจุลยุทธ หิรัณยะวสิต ปลัดสำนักนายกฯ (สปน.) กล่าวถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเตรียมยื่นร้องต่อศาลปกครองให้มีการถอนคำสั่งคุ้มครองการออกอากาศและการเชื่อมโยงสัญญาณของสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวีว่า ส่วนตัวแล้วเข้าใจว่าขณะนี้คงอยู่ในขั้นตอนการศึกษาด้านกฎหมาย แต่ทาง สปน. ไม่ได้สั่งการให้กรมประชาสัมพันธ์ดำเนินการกับสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี แต่กรมประชาสัมพันธ์มีสิทธิ์ที่จะดำเนินการเองได้ และเมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนตามกฎหมายแล้วกรมประชาสัมพันธ์เพียงแต่รายงานให้ทาง สปน.รับทราบเท่านั้น

ขณะที่นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า การที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ถือเป็นช่องว่าง ที่ ASTV ออกอากาศโจมตีรัฐบาลให้เกิดความเสียหาย ซึ่งกำลังให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องศึกษาข้อกฎหมาย เพื่อดำเนินการเรื่องนี้อยู่ ขณะเดียวกันในช่วงเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญนี้ มีกฎหมายจัดสรรคลื่นความถี่ ที่ต้องเร่งพิจารณา หลังจากผ่านความเห็นชอบจากสภาแล้วจะสามารถนำมาบังคับใช้กรณีนี้ได้



ฉะ!อารยะขัดขืนผิดรธน.มาตรา68 เศรษฐกิจชาติพัง

รุมจวกยับ “พันธมิตร” ยุประชาชนใช้อารยะขัดขืน เตือนระวังมีความผิดตาม รธน.มาตรา 68 ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่พลเมือง แถมหากไม่จ่ายภาษียังมีความผิดตามประมวลรัษฎากร ทั้งยังจะส่งผลกระทบถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศ ที่ไม่กล้าเข้ามาลงทุนในเมืองไทย สร้างความเสียหายมหาศาล

จากกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ระบุว่าจะมีการประกาศนำเอา “อารยะขัดขืน” มาใช้เป็นเครื่องมือในการกดดันรัฐบาล ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน และเลื่อนออกมาเป็นวันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา โดย นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ อ้างว่าอารยะขัดขืน จะไม่ขัดต่อกฎหมาย และเป็นสิทธิที่ประชาชนทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมได้ ซึ่งอารยะขัดขืนจะมีตั้งแต่ระดับอ่อนสุดจนถึงแข็งที่สุด นั้น

ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ 2 (นปก.) กล่าวว่า การประกาศ “อารยะขัดขืน” จะใช้ได้ในกรณีที่รัฐบาลมาโดยไม่ชอบธรรม ประชาชนสามารถบอยคอตไม่ไปเสียภาษีได้ แต่ในกรณีของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่มาจากการเลือกตั้งผ่านระบอบประชาธิปไตย

ส่อมีความตามผิดมาตรา68
โดยมาตรา 68 ที่ว่า บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ มิได้ ไม่สามารถทำได้ไม่ว่าจะใช้คำว่า อารยะขัดขืน หรือคำใดก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้นไม่สามารถกระทำได้

ถ้าประชาชนผู้ใดกระทำตามอารยะขัดขืน ถือว่าผิดตามมาตรา 68 และถือว่าผิดในฐานะที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามหน้าที่ของพลเมือง ผิดตามหมวด 4 ว่าด้วยหน้าที่ของชนชาวไทย ในมาตรา 73 ของรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งทั้งหมดนี้ประชาชนจะเอามาอ้างเพื่อไม่จ่ายภาษีเป็นการกระทำที่ขัดต่ออำนาจของรัฐ ในกรณีที่รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย แต่ถ้าเป็นรัฐบาลเผด็จการที่ยึดอำนาจมา ประชาชนมีสิทธิที่จะกระทำได้

ในเมื่อกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยประกาศออกมาอย่างนี้ ถือว่ากระทำผิดตามกฎหมาย ประชาชนสามารถที่จะเข้าแจ้งความได้ และเจ้าหน้าที่ของรัฐก็สามารถที่จะดำเนินการได้ อย่างกรณีที่ปิดถนนในตอนนี้ก็ถือว่าผิดกฎหมายอยู่แล้ว

ชี้ชัดเจตนาสร้างความวุ่นวาย
ส่วนกระบวนการดาวกระจายนั้น เป็นเจตนาที่ชัดเจนอยู่แล้วว่าต้องการสร้างความวุ่นวายในประเทศ ซึ่งเป็นการก่อความไม่สงบซึ่งก็ถือว่าผิดกฎหมายชัดเจน ต้องเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจรีบดำเนินการจับกุมได้เลย เพราะถือว่าใช้สิทธิและเสรีภาพในทางที่ไม่ชอบ

การร้องเรียนตามสถานที่ของกระบวนการยุติธรรมนั้น คนกลุ่มนี้อ้างว่ารัฐบาลเข้าไปแทรกแซงอำนาจของศาลในการตัดสินคดี แต่การเข้าไปอย่างนี้ของกลุ่มพันธมิตรฯ ยิ่งกว่าการเข้าไปแทรกแซงกดดันเสียอีก เพื่อที่จะให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินการในกระบวนการที่ตนเองอยากจะให้เป็นตามอำเภอใจ ซึ่งการกระทำแบบนี้ถือว่าเป็นการผิดกฎหมายอยู่แล้ว การจะไปบังคับหรือดำเนินการใดๆ ก็ตามในกระบวนการยุติธรรมถือว่าทำให้เกิดความเบี่ยงเบนไม่เป็นธรรม

อยากเรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรฯ กระทำการอยู่บนพื้นฐานกระบวนการของความยุติธรรมตามที่กลุ่มของตนเองได้เรียกร้อง เพราะฉะนั้นต้องปล่อยให้เป็นไปตามหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรม เพราะตอนนี้กระบวนการยุติธรรมที่มีทั้ง คตส. และ ป.ป.ช. ก็เป็นคนของกลุ่มพันธมิตรฯ ทั้งนั้น ก็ไม่จำเป็นที่จะเข้าไปกดดันอะไร

ระวังผิดกม.ภาษีอีกกระทง
ด้านนายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท แกนนำกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯเตรียมสร้างเงื่อนไข “อารยะขัดขืน” โดยการปลุกระดมประชาชนไม่ให้ทำการเสียภาษี หยุดทำงานว่า การกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯในการสร้างอารยะขัดขืน เป็นการกระทำที่ผิดอย่างชัดเจน อย่างเช่น การไม่เสียภาษีจะผิดตามประมวลกฎหมายรัษฎากร ซึ่งผู้กระทำและผู้ยุยงให้เกิดการกระทำอันกระด้างกระเดื่องย่อมผิดกฎหมาย ซึ่งการกระทำดังกล่าวไม่ใช่อารยะ เพราะคำนี้หมายถึงผู้เจริญ ประเทศที่เขาพัฒนาแล้วจะไม่มีการใช้กฎหมู่เหนือกฎหมาย

ห่วงเศรษฐกิจชาติย่อยยับ
“หากมีการทำอารยะขัดขืนอย่างที่พันธมิตรฯอ้างจริง จะสร้างความเสียหายให้กับประเทศอย่างใหญ่หลวง ซึ่งภาพที่จะเห็นได้ชัดเจนคือ การที่รัฐมนตรีจะเดินทางไปเจรจาทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ ก็จะพังเพราะชาวต่างชาติไม่กล้าลงทุน เม็ดเงินจากต่างประเทศไม่เข้ามาในชาติ และจะถูกมองด้วยว่าประเทศไม่มีกฎหมาย มีแต่กฎม็อบ ต้องบริหารประเทศเอาใจม็อบ” นายวิภูแถลงกล่าว

นอกจากนี้นายวิภูแถลงกล่าวเสริมว่า หากมีผู้ใด หรือองค์กรใดตอบรับแนวทางอารยะขัดขืนของกลุ่มพันธมิตรฯ ก็จะเป็นกากกระชากหน้าการของผู้ที่ทำการสนับสนุน และส่งเสริมให้มีการเคลื่อนไหว ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์ทางการเมือง ภายหลังที่พรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวแล้วเห็นใจรัฐบาลที่ไม่มีอำนาจจัดการอย่างเพียงพอ และไม่สามารถรับมือกับกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ด้วยวิธีทางกฎหมาย แต่ต้องใช้วิธีทางการเมือง เพราะหากพิจารณาดูแล้วกลุ่มพันธมิตรฯกระทำการอันผิดกฎหมายเต็มไปหมด เราจึงต้องยอมให้ใช้คำว่า รบเลว...ชนะเลว กับกลุ่มพันธมิตรฯ และปล่อยให้พวกนี้ลอยนวลพ้นการดำเนินคดีตามกฎหมาย

มั่นใจประชาชนไม่เห็นด้วย
ขณะที่ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่รวมตัวชุมนุมเพื่อขับไล่รัฐบาล โดยการสร้างแนวร่วมที่เรียกว่าอารยะขัดขืนว่า เป็นวิธีการที่ทำกันมานาน ซึ่งจะได้ผลหรือไม่ขึ้นอยู่กับประชาชนว่าจะเข้าร่วมการชุมนุมดังกล่าวหรือไม่ แต่โดยส่วนตัวยังเชื่อว่า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้มีความรู้สึกร่วมกับการชุมนุมดังกล่าว และยังต้องการให้รัฐบาลทำงานต่อ เพื่อเดินหน้าแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ที่มีความสำคัญต่อปากท้องประชาชนทั่วประเทศ ท่ามกลางภาวะปัญหาด้านราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ห่วงยิ่งทำบ้านเมืองถึงทางตัน
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงถึงการประกาศจุดยืนของกลุ่มพันธมิตรฯว่าจะยกระดับการต่อสู้โดยใช้วิธีอารยะขัดขืนโดยขอให้ข้าราชการไม่ปฏิบัติตามนโยบายของรัฐ ประชาชนไม่เสียภาษี ปิดน้ำ ปิดไฟว่า กว่าครึ่งเดือนกลุ่มพันธมิตรฯได้ปักหลักชุมนุม และพันธมิตรฯประกาศต่อสู้ยกระดับขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง ซึ่งตนเห็นว่าตลอดการชุมนุมของพันธมิตรฯได้ประกาศยกระดับมาแล้วสองถึงสามครั้ง ไม่ได้หมายถึงการยกระดับการต่อสู้ แต่เป็นการยกระดับของแกนนำพันธมิตรฯ ทั้งห้าคนให้อยู่เหนือกว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ให้มีสถานะอภิสิทธิ์ชนในการพูด คิด ทำ และตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงกฎหมายและความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ขอเรียนว่าปรากฏการณ์ที่พันธมิตรฯ หยิบยกขึ้นมาไม่สามารถนำไปสู่ทางออกของการแก้ปัญหาแต่จะทำให้ตกต่ำกว่าเดิมและจะนำไปสู่ทางตันของบ้านเมืองมากขึ้นและหนักขึ้น

ทั้งนี้นายกฯ รมว.ต่างประเทศ และบุคคลหลายภาคส่วนในรัฐบาลได้เน้นย้ำให้ทราบถึงความเสียหายอันเกิดขึ้นจากการที่นักลงทุนต่างชาติขาดความมั่นใจและยกเลิกการลงทุนในไทย ซึ่งคิดเป็นจำนวนเงินมหาศาล ดังนั้นอยากให้พันธมิตรฯ ได้ใช้สติที่นำไปสู่ปัญญาได้ตรองดูว่าการประกาศมาตรการเช่นนี้จะยิ่งส่งผลเลวร้ายต่อสถานการณ์บ้านเมืองมากน้อยแค่ไหน และถามว่ามาตรการเหล่านี้จะเป็นมาตรการที่จะหาทางออกให้กับบ้านเมืองได้จริงหรือ



สภาสนามหลวง ฉะ ไอเดียหมอประเวศ หยุดสร้างความสับสน

เวทีสภาสนามหลวง อภิปรายมันหยด 3 วิทยากร ถล่มยับ ไอเดียหมอประเวศ สร้างความสับสน พร้อมย้อนเกร็ด 4 อดีตนายกฯบริหารประเทศล้มเหลว สร้างปัญหาคาราคาซังจนชาติวิกฤติมาแล้วถ้วนหน้า

ทั้งนี้ เมื่อค่ำคืนวันที่ 9 มิ.ย. เวทีสภาสนามหลวงยังคงมีบรรยากาศคึกคักไม่แพ้ค่ำคืนที่ผ่านๆ มา แม้จะมีสายฝนเทกระหน่ำลงมาก่อนหน้า แต่ก็หาทำให้ประชาชนลดถอยลงแต่อย่างใด โดยเฉพาะเมื่อช่วงไฮไลท์ “รัฐบาลแห่งชาติ อดีตนายกฯและริ้บบิ้นสีขาว .... ใช่ทางออกของประเทศไทยหรือไม่? ” ของเวที เมื่อเวลา 19.00 น. มาถึง ผู้สนใจต่างก็ทยอยออกมาจากที่หลบฝนเข้าร่วมรับฟังไม่ต่ำกว่า 2 พันคนเช่นเคย

โดยมีผู้ร่วมรายการบนเวทีประกอบด้วย นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท หนึ่งในแกนนำ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นายสมชาย ไพบูลย์ อดีต ส.ข.เขตหนองแขม พรรคไทยรักไทย และ น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ดาตอร์ปิโด อดีตผู้สื่อข่าว ขณะที่ดร.เมธาพันธ์ โพธธีรโรจน์ เป็นผู้ดำเนินรายการ

ทั้งนี้ ภายหลัง ดร.เมธาพันธ์ กล่าวนำเสร็จ น.ส.ดารณี หรือคุณ ดา ตอร์ปิโด ให้ความเห็นว่า จากกรณีที่นายแพทย์ประเวศ วะสี ออกมากล่าวเสนอวิธีการแก้วิกฤติปัญหาบ้านเมืองโดยขอให้อดีตนายกรับมนตรี 4 คน มาช่วยให้คำปรึกษาและแก้ไขปัญหานั้น อยากถามไปถึงตัวนายแพทย์ประเวศ ว่ามีความชอบธรรมมากแค่ไหนที่ออกมาเสนอแนวทางแก้ปัญหาเช่นนี้ เพราะวิกฤติการต้องแก้ด้วยการเมือง ฉะนั้น อย่าออกมากล่าวถ้อยคำที่เป็นการสร้างความสับสนให้กับประชาชนในบ้านเมืองอีกเลย

ซึ่งนอกจากจะไม่มีความเป็นไปได้แล้ว อดีตนายกฯทั้ง 4 คน คือ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ์ นายบรรหาร ศิลปอาชา นายชวน หลีกภัย และนายอนันต์ ปันยารชุน ก็ไม่เคยแก้ไขอะไรสำเร็จได้เลยสักอย่าง ซ้ำร้ายสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาที่มีการสะสมมานานของบ้านเมืองของบุคคลเหล่านี้ก็มีส่วนเกี่ยวพันต่อเนื่องมาโดยตลอดทั้งสิ้น อาทิ พล.อ.ชวลิต ประกาศการลดค่าเงินบาทสร้างความเสียหายให้แก่บ้านเมือง จนเป็นจุดกำเนิดแก๊งค์ต่อสู้ข้างถนนอย่างนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ เพราะโดนพิษเศรษฐกิจของพล.อ.เชาวลิต เล่นงาน ขณะที่นายบรรหาร ก็เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจของบ้านเมืองเจ๊งไม่เป็นท่ามาแล้วเช่นกัน

น.ส.ดารณี กล่าวต่อไปว่า มาถึงนายชวน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขณะดำรงนายกรัฐมนตรีก็เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศเป็นหนี้ ไอเอ็มเอฟ ธุรกิจทั้งหลายพังทลายลงเพราะคนผู้นี้ ประชาชนต้องหนี้เป็นตั้งแต่เกิด และต้องใช้หนี้สินให้ต่างชาติ เป็นเวลาถึง 15 ปี หากว่าไม่ได้รับการแก้ไขให้สามารถใช้ได้หมดสิ้นก่อนและอัศวินม้าขาวที่แท้จริงก็คือ อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่แก้ปัญหานี้ให้หมดไป

ส่วนนายอานันต์ บุคลนี้ทำทีเหมือนศรัทธาในประชาธิปไตย แต่การเป็นายกรัฐมนตรีก็มีที่มาเกิดจาการรัฐประหาร และนี้คือ 4 ผลงานอัปยศของ 4 ผู้เฒ่า ซึ่ง น.พ.ประเวศ อยากที่จะแนะนำให้มาช่วยกันร่วมกันแก้วิกฤติบ้านเมืองขณะนี้ ซึ่งจริง ๆ แล้วตนอยากจะกล่าวว่า อยากให้ช่วยหยุดความคิด และช่วยหยุดออกมากล่าวอะไรอีกเลยจะเป็นเรื่องดีที่สุด เพราะแต่ละเรื่องที่น.พ.ประเวศ เสนอมานั้นทำให้ประชาชนจะรู้สึกแย่กับเหตุการณ์ที่เป็นอยู่มากขึ้นไปอีก

น.ส.ดารณี หรือดา ตอร์ปิโด ยังกล่าวถึงกรณีที่มี รศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ก่อตั้งกลุ่รณรงค์ไม่เข้าข้างฝ่ายเสนอให้ไม่ใช้ความรุนแรงและอยู่เป็นกลาง หรือริ้บบิ้นขาวนั้น ตนมองว่าไม่ใช่การแก้ปัญหาหรือเป็นทางออกที่ถูกต้อง ซึ่งตนเองก็ไม่นิยมความรุนแรงเช่นกัน แต่การวางเฉยต่อคนผิด เรื่องนี้พี่น้องประชาชนที่รักและศรัทธาในประชาธิปไตยคงไม่สามารถทำได้ ซึ่งการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง ต้องใช้ระบบรัฐสภา

“จริงแล้วในสังคมประชาธิปไตยไม่มีวิธีคิดใดที่เป็นเรื่องผิดในการเสนอหนทางแก้ไข แต่อย่าออกมาสร้างความเดือดร้อนสับสนให้กับผู้อื่น อย่างพวกพันธมิตรฯ การกระทำที่ไม่เลือกฝักใฝ่ฝ่ายใด เหมือนจะดูดี แต่ถ้าไม่สามารถแก้ไขเรื่องราวอะไรได้ ก็อย่าอยู่บนหอคอยงาช้างแล้วมองดูปัญหาที่เกิดขึ้นเลย ซึ่งในวันนี้ถ้าไม่ยอมเลือกข้างแล้วยังแก้ปัญหาในระบบรัฐสภาได้ พวกเราจะสามารถตอบคำถามต่างชาติได้อย่างไรว่า ตกลงแล้วประเทศไทยปกครองในระบอบอะไรกันแน่ ดังนั้น เราจึงต้องร่วมพลังและบอกกล่าวให้ทุกคนได้รับรู้ถึงวิธีการที่ถูกต้องและแท้จริง ดิฉันในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่สิทธิหนึ่งเสียงเท่ากับบุคคลอื่นทั่วจะไม่ยอมให้ใครมาชี้นำเด็ดขาด” น.ส.ดารณี กล่าว

ด้านนายสมชาย ไพบูลย์ กล่าวในเรื่องเดียวกันนี้ว่า ขณะนี้ประชาชนคนไทยอยู่ในระบอบประชาธิปไตย แต่กลับมีคนแก่เพียงคนเดียวออกมาเรียกร้องจะเอารัฐบาลแห่งชาติ แล้วบอกว่านี่เป็นหนทางแก้ไข การร้องจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติควรจะจบสิ้นไปตั้งแต่ที่มีการออกมาขับไล่อดีตนายกฯทักษิณแล้ว เพราะช่วงนั้นปัญหาบ้านเมืองมาถึงทางตัน แต่ว่าปัจจุบันนี้มันไม่ใช่

ส่วนกรณีที่มีการเสนอให้เชิญอดีตนายกฯทั้ง 4 มาช่วยกันแก้วิกฤติชาติ นายสมชาย ให้ความเห็นว่า ทำไมจะต้องไปขอให้คนอื่นช่วย เมื่อประชาชนได้เลือกนายกฯสมัคร สุนทรเวช เข้ามาบริหารบ้านเมือง แต่สิ่งที่ควทำมากที่สุดกลับไม่ทำ คือการเรียกร้องให้พรรคร่วมรัฐบาลออกมาร่วมชี้แจงและแสดงความคิดเห็นเพื่อแสดงความเหนี่ยวแน่นให้ประชาชนเห็น ตรงนี้คือสิ่งที่ถูกต้องที่สุด และที่สำคัญตนอยากจะบอกถึงนายชวน หลีกภัย ว่าไม่ต้องออกมาช่วยเคลียร์ปัญหาให้เสียเวลา เพียงแค่นายชวน เรียกตัวนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ สมาชิกพรรคที่สอบได้และสอบตก กลับเข้าพรรคไปทั้งหมด ก็พอแล้ว เพราะที่อยู่ข้างเวทีพันธมิตรฯทั้งหมดเป็นประชาธิปัตย์

“แนวความคิดของ น.พ.ประเวศควรจะพอเสียที เพราะเสนอไปแล้ว 2 เรื่อง ไม่มีใครเห็นชอบและยอมรับเลยสักเรื่อง” นายสมชาย กล่าว และเปิดเผยต่อถึงประเด็นริบบิ้นสีขาวด้วยว่า เหตุการณ์บ้านเมืองมาถึงขั้นนี้แล้ว ควรมีอะไรที่ดีกว่าความเป็นกลางได้แล้ว ตนจึงอยากถาม อาจารย์ปริญญา ว่า ด้วยสถานะความเป็นอาจารย์ หากเห็นคนทำผิด แล้วบอกว่าจะไม่ยุ่ง เพราะถือความเป็นกลาง เป็นเรื่องถูกต้องแล้วหรือ

ด้านนายวิภูแถลง กล่าวเสริมว่า วันนี้ต้องไปถามคนของประชาธิปัตย์และพันธมิตรฯว่า หลักการของประชาธิปไตยอยู่ไหน ซึ่งหลักการของประชาธิปไตยนั้นคือ การที่เสียงส่วนใหญ่เป็นหลัก แต่เมื่อครั้งเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ที่ประชาชนลงคะแนนให้พรรคพลังประชาชนได้รับเลือกและได้รับประชามติถึง 233 ที่นั่งในรัฐสภาแล้ว ยังจะออกมาโวยวายต้องการอะไรอีก เพราะเรื่องนี้ได้มีการต่อสู้แข่งขันกันถูกต้องตามกติกาทุกอย่างไปแล้ว

“ดังนั้น หากพวกพันธมิตรฯหรือประชาธิปัตย์ไม่พอใจหรือไหมอย่างไรก็ตาม พวกคุณก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธกติกาไปไม่ได้ ถึงจะพยายามหาวิธีการใดมาใช้ก็ไม่ทางสำเร็จไปได้” นายวิภูแถลงกล่าว



Tuesday, June 10, 2008

สิทธิปกป้องรัฐบาล

บัดนี้ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยชุมนุมยืดเยื้อเพื่อขับไล่รัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช มาครึ่งเดือนแล้ว และยังไม่มีแนวโน้มจะยุติหรือลงเอยอย่างไร อันเป็นสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความตึงเครียดทางการเมืองทั่วประเทศ ทุกวันมีคนและกลุ่ม เช่น หมอประเวศ วะสี กลุ่มริบบิ้นสีขาว กลุ่มส้มขอร้อง ประชาธิปไตยยาตรา ฯลฯ เสนอความคิดเห็นและเคลื่อนไหว เสนอทางออกต่างๆ นานา แต่ยังไม่มีผู้ใดเรียกร้องต่อประชาชนให้ลุกขึ้นปกป้องรัฐบาล ซึ่งเป็นสิทธิทางการเมืองประการหนึ่ง

สิทธิประการนี้ กำหนดมาจากหลักการและสภาพความเป็นจริงอย่างง่ายๆ ว่า เมื่อมีพันธมิตรลุกขึ้นมาขับไล่รัฐบาล ประชาชนผู้ไปออกเสียงเลือกตั้งผู้สมัครของพรรคพลังประชาชน ชาติไทย เพื่อแผ่นดิน รวมใจไทยชาติพัฒนา มัชฌิมาธิปไตย และประชาราษฎร์ในการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 23 ธันวาคม 2550 มาเป็นรัฐบาล ย่อมมีสิทธิในการปกป้องรัฐบาลของตน ส่วนผู้ที่ไม่ได้เลือกพรรคดังกล่าวก็มีสิทธิปกป้องรัฐบาลด้วย เพราะเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นรัฐบาลประชาธิปไตย

นอกจากนี้ การปกป้องรัฐบาลที่กำลังถูกพันธมิตรฯ ขับไล่ ด้วยวิธีการชุมนุม เดินขบวน พร้อมๆ กับส่งเสียงเรียกร้องให้ทหารออกมาก่อรัฐประหาร ยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือน และล้มระบอบประชาธิปไตยอีกครั้ง ยังเป็นการพิทักษ์ระบอบประชาธิปไตยอีกด้วย

การปกป้องรัฐบาลและพิทักษ์ระบอบประชาธิปไตย เป็นทั้งสิทธิและหน้าที่ของประชนชน ซึ่งรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยทุกฉบับกำหนดไว้ ฉบับปัจจุบันที่ผมเสนอให้แก้ไข บัญญัติไว้ในหมวด 4 หน้าที่ของชนชาวไทย มาตรา 70 ว่า “บุคคลมีหน้าที่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญนี้” จำได้ว่าผมเคยเขียนมาครั้งหนึ่งแล้ว การใช้สิทธิและทำหน้าที่ประการนี้ จำเป็นอย่างยิ่งภายใต้สถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบัน แล้วจะทำได้อย่างไร

ก่อนตอบปัญหานี้ คงต้องย้อนหลังอีกนิดว่า ในอดีต ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยหลายประเทศเคยลุกขึ้นขับไล่รัฐบาล ส่วนใหญ่จะเป็นรัฐบาลเผด็จการทหาร (และเผด็จการของพลเรือน) ในประเทศไทยเราก็เคยมีการขับไล่รัฐบาลหลายครั้ง ตั้งแต่รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม (พ.ศ.2500) รัฐบาลเผด็จการจอมพลถนอม กิตติขจร (พ.ศ.2516) รัฐบาล พล.อ.สุจินดา คราประยูร (2535) รัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ (2540) และรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร (2549) การเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลจึงเป็นความคุ้นชินทางการเมือง ส่วนการเคลื่อนไหวของประชาชนเพื่อปกป้องรัฐบาลไม่ค่อยมีให้เห็น ยิ่งเป็นรัฐบาลเผด็จการทหารแล้ว จะไม่มีใครลุกขึ้นปกป้อง เป็นสมุนเผด็จการ แม้แต่รัฐบาลประชาธิปไตย ประชาชนส่วนใหญ่จะนิ่งเฉย ด้วยเห็นว่ารัฐบาลมีอำนาจ คงป้องกันตัวเองได้

ดูเหมือนว่าประชาชนลุกขึ้นมาปกป้องรัฐบาลของตนอย่างชัดเจน คราวพันธมิตรฯ จัดชุมนุมเดินขบวนขับไล่อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ เมื่อต้นปี 2549 คือ เดินขบวนของคาราวานคนจนเข้ากรุงเทพฯ มาชุมนุมในสวนจตุจักร และการชุมนุมของประชาชนหลายจังหวัด แต่ไม่สำเร็จ รัฐบาลทักษิณของพวกเขาล้มลงด้วยรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

เวลานี้ ประชาชนจังหวัดต่างๆ เริ่มลุกขึ้นปกป้องรัฐบาล แต่ยังไม่มาก ผมขอสนับสนุนการเคลื่อนไหวทางการเมืองนี้ เพราะเป็นสิทธิของประชาชนผู้เลือกตั้งพรรครัฐบาล และเป็นหน้าที่ของชนชาวไทยในการพิทักษ์รักษาระบอบประชาธิปไตยดังกล่าวมาข้างต้น การเคลื่อนไหวปกป้องรัฐบาล จะต้องใช้สันติวิธี และถูกกฎหมาย เช่น ร่วมกันวิพากษ์วิจารณ์โจมตีพันธมิตรฯ ที่กำลังทำผิดกฎหมาย ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และสร้างเงื่อนไขรัฐประหาร หากมีการชุมนุมเดินขบวนก็ควรไปร่วม และสุดท้าย ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยจะต้องเตรียมความคิดจิตใจและแผนต่อต้านรัฐประหาร

อย่าลืมว่า ระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และระบบการเมืองที่ตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ 2550 ส่วนใหญ่ยังไม่เป็นประชาธิปไตย เปราะบาง และการต่อสู้ทางความคิดการเมืองระหว่างฝ่ายนิยมเผด็จการ ที่นำโดยพันธมิตรฯ และกลุ่มอำมาตยาธิปไตยกับฝ่ายประชาธิปไตยที่กำลังเขม็งเกลียว สถานการณ์ทางการเมืองนี้อาจนำไปสู่รัฐประหาร ตามที่ทุกฝ่ายคาดคะเนกันได้ง่ายๆ

จรัล ดิษฐาอภิชัย

หยุดความรุนแรงในศาสนสถาน เว้นที่ว่างให้กับสันติภาพ

ศาสนสถาน เป็นสถานที่สำคัญ และเป็นที่เคารพของศาสนิกชน กล่าวคือ มัสยิดเป็นศาสนสถานของชาวมุสลิม เป็นบ้านของพระเจ้า (อัลเลาะห์) เป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจ เป็นที่ปลีกตนเพื่อความสันโดษ (อิอฺตีกาฟ) เพื่อความสงบ ขณะที่วัดเป็นสถานที่ฝึกฝนพัฒนาจิตใจสู่ความสงบและสันติ รวมทั้งประกอบศาสนกิจของผู้ที่นับถือศาสนาพุทธ...

ขณะนี้ วัดและมัสยิดบางพื้นที่ของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถูกทำร้ายด้วยการกราดยิง ขว้างระเบิด และเผาทำลาย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ศาสนิกชนเริ่มมองกันในแง่ร้าย เกิดความไม่พอใจ โกรธเคือง จากการกระทำที่โหดร้ายทารุณดังกล่าว

“กะรู้สึกโกรธและเคืองมาก เมื่อรู้ว่าสามีถูกระเบิดขณะกำลังละหมาดในมัสยิด คืนนั้นไม่รู้ว่ากะด่าอะไรไปบ้าง และที่โกรธมากกว่านั้น มีคนบอกอีกว่า ระเบิดมาจากคนที่ไปละหมาด มันจะเป็นไปได้อย่างไรในเมื่อคนจะไปละหมาด ไปทำความดี ไม่มีทางที่ใครจะพกระเบิดไป และคนที่ไปละหมาดอายุก็มากแล้ว” เป็นความรู้สึกจากภรรยาของเหยื่อจากเหตุระเบิดในมัสยิดลิปะสะโง ต.ลิปะสะโง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2551

เหตุระเบิดในมัสยิดครั้งนี้รุนแรงมากที่สุด เพราะมีผู้เสียชีวิต 2 คน บาดเจ็บสาหัส 5 คน และบาดเจ็บเล็กน้อยอีก 5 คน รวมทั้งหมด 12 คน หนึ่งในนั้นถูกตัดขาทั้ง 2 ข้าง และส่วนใหญ่เป็นคนแก่อายุ 50-70 ปี และที่เป็นปัญหามากกว่านั้นคือ มีข่าวออกมาว่าระเบิดดังกล่าวเป็นระเบิดที่มาจากคนไปละหมาดทำพลาดตกกลิ้งจนเกิดระเบิดขึ้น

พ.ต.อ.จีรวัฒน์ อุดมสุด รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานี ให้สัมภาษณ์ในมติชนออนไลน์ วันที่ 2 พฤษภาคม 2551 ว่า เบื้องต้นตั้งประเด็นสอบสวนไว้ 3 ประเด็น คือ 1.การก่อเหตุสร้างสถานการณ์ของกลุ่มแนวร่วมก่อความไม่สงบ ที่ต้องการเบี่ยงเบนการติดตามจับกุมกลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุยิงถล่มฐานอาสาสมัครรักษาดินแดน อ.หนองจิก 2.แก้แค้นให้ นายมะนาวี ปูลา ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีความมั่นคง ที่หลบหนีเข้ามากบดานในพื้นที่ ต.บางเขา อ.หนองจิก และถูกจับกุมช่วงเย็นวันที่ 1 พฤษภาคม 2551 สุดท้ายประเด็นที่ 3.อาจมีผู้ทำระเบิดตกหล่น เนื่องจากพบว่าวิถีแรงระเบิดได้กดลงล่าง จึงอาจเป็นไปได้ที่มีผู้นำระเบิดเข้ามาแล้วเกิดความผิดพลาด

ภรรยาของผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์เล่าว่า “หลังเกิดเหตุการณ์ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ทหารก็มากันเต็ม ไม่รู้เป็นอะไรกันบ้าง แต่ไม่ได้อธิบายเหตุการณ์ให้ฟัง เราคิดว่าคนมุสลิมไม่ทำกับคนที่กำลังละหมาดในบาลาเซาะห์ (สุเหร่า) แต่เป็นใครก็ไม่รู้

ลูกชาย ซึ่งกำลังละหมาดในมัสยิดนี้ด้วย ยืนเป็นคนที่ 2 ของแถวใกล้หน้าต่าง ได้ยินคนเดินมาแถวหน้าต่าง และเห็นมือรางๆ ยื่นเข้ามาจากหน้าต่างที่เปิดตลอด ได้ยินเสียงหนักๆ ตกลงมาที่พื้นก็หันมาดู และเห็นลูกระเบิดลักษณะกลมกลิ้งไปข้างหน้า และกลิ้งไปถึงคนที่ 3 ของหัวแถวอีกข้าง”

เธอยังกล่าวยืนยันเพิ่มเติมว่า “หลังเกิดเหตุไม่นาน ผู้ใหญ่บ้านเปิดไฟดูร่องรอยใกล้หน้าต่าง ปรากฏว่าเห็นหญ้าเป็นรอยยุบคล้ายคนเหยียบหรือนั่งเป็นเวลานาน”

นอกจากนี้ภรรยาของผู้เสียชีวิตคนดังกล่าวยังตั้งข้อสังเกตว่า “ตอนเช้าเห็นในทีวีบอกว่ามีคนเอาระเบิดเข้าไป ขอถามว่าทำไมเขาต้องพูดอย่างนั้น ทำไมข่าวต้องโกหกด้วย ที่จริงเจ้าหน้าที่เขาก็มากันเต็ม ถามชาวบ้านกันแล้วตั้งแต่คืนนั้น ถ้าออกอย่างนั้นก็ไม่ต้องมาให้เสียเวลา

อยากให้บอกความจริงว่าระเบิดมาจากหน้าต่าง ไม่ใช่มาจากคนมาละหมาด ก่อนเกิดเหตุมีฝนตก ได้เห็นร่องรอยคนเดินข้างหน้าต่างอย่างชัดเจน” เธอวิงวอนถึงสื่อและสังคม

เหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้ง ไม่ควรแถลงข่าวในลักษณะสันนิษฐาน เพราะข้อสันนิษฐานซึ่งยังไม่ใช่ความจริงนั้น อาจกระทบกับอารมณ์ของผู้เสียหาย ไม่เฉพาะกลุ่มคน แต่สามารถขยายเป็นวงกว้าง กลายเป็นความไม่พอใจของกลุ่มหรือชุมชน ตอกย้ำอคติที่เคยมีกับเจ้าหน้าที่รัฐ หรืออาจกลายเป็นเหตุของปัญหาใหม่

การก่อเหตุความรุนแรงในศาสนสถาน ไม่เฉพาะมัสยิดเท่านั้น ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2548 เกิดเหตุเผาวัดและฆ่าพระจำนวน 3 รูป ที่วัดพรหมประสิทธิ์ บ้านเกาะ หมู่ที่ 2 ต.บ้านนอก อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี โดยใช้วิธีการสังหารที่ทารุณ ในจำนวน 3 ศพ ประกอบด้วย ลูกศิษย์วัด 2 คน ถูกฆ่าราดน้ำมันแล้วเผา และพระสงฆ์อีก 1 รูป วัย 76 ปี ถูกฟันคอแล้วเผาซ้ำ

สถิติการทำร้ายศาสนสถาน
1.วันที่ 13 กรกฎาคม 2548 มีเหตุกราดยิงมัสยิดไอปายง ต.โต๊ะเด็ง อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส หลังจากที่ชาวบ้านไอปายงกำลังทยอยออกจากมัสยิดภายหลังเสร็จละหมาดตอนค่ำ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 คน

2.วันที่ 16 ตุลาคม 2548 เผาวัดและสังหารพระที่วัดพรหมประสิทธิ์ บ้านเกาะ หมู่ที่ 2 ต.บ้านนอก อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี ทำให้ลูกศิษย์และพระเสียชีวิตจำนวน 3 รูป

3.วันที่ 30 พฤศจิกายน 2548 เกิดเหตุยิงถล่มกุฏิ และเผารถยนต์ภายในบริเวณวัดตะเคียน หมู่ที่ 2 บ้านภูมี ต.ไอยามู อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี มีรอยกระสุนอาวุธปืนอาก้า ลูกซอง หลายรูที่กุฏิของรองเจ้าอาวาส แต่โชคดีไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ

4.วันที่ 14 มีนาคม เวลา 20.30 น. คนร้ายขว้างระเบิดในมัสยิดอัลมูบาร็อค หรือเรียกว่า มัสยิดบ้านซีเซะ หมู่ 4 ต.บาโร๊ะ อ.เมือง จ.ยะลา ขณะที่ชาวบ้านกำลังเดินออกจากมัสยิดหลังเสร็จทำภารกิจ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 11 คน สาหัส 3 คน

5.วันที่ 5 เมษายน 2550 ยิงถล่มมัสยิดศูนย์ดะวะห์ บ้านปอเนาะ ต.กาตอง อ.ยะหา จ.ยะลา ด้วยอาวุธสงคราม เป็นเครื่องยิงระเบิดเอ็ม 79 จำนวน 3 นัด พร้อมยิงด้วยปืนอาก้าและเอ็ม 16 ขณะเตรียมละหมาด ประมาณ 400 คน ได้รับบาดเจ็บเกือบ 20 คน

หลังจากนั้นยิงใส่มัสยิดบ้านอาสิน หมู่ที่ 5 ต.ยะหา อ.ยะหา จ.ยะลา ซึ่งห่างกันเพียงแค่ 1 กิโลเมตร แต่เสียหายเล็กน้อยและไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ

6.วันที่ 29 เมษายน 2550 ลอบวางระเบิดและกราดยิงมัสยิดอูแตบองอ และชาวบ้าน หมู่ที่ 6 บ้านปูโละปูโย อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ด้วยอาวุธปืนสงคราม ทำให้ผู้นำศาสนา คือ โต๊ะคอเต็บ เสียชีวิต 1 คน และบาดเจ็บอีก 3 คน

7.วันที่ 31 พฤษภาคม 2550 กราดยิงมัสยิดคอลอมูดอ หมู่ที่ 1 ต.จะแหน อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา ขณะที่ชาวบ้านกำลังทยอยออกจากมัสยิดหลังจากละหมาดตอนค่ำ ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 7 คน

8.วันที่ 3 มิถุนายน 2550 กราดยิงมัสยิดบ้านไอบาตู ขณะที่ชาวบ้านกำลังละหมาด คนร้ายใช้อาวุธปืนยิงจากด้านนอกมัสยิด ทำให้ น.ส.อาอีซาตา อิบราฮิม อายุ 23 ปี ครูสอนตาดีกาประจำมัสยิดไอบาตู เสียชีวิตคาที่ และมีเหตุชุลมุนขณะที่เจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบทำให้มีอีก 1 คนเสียชีวิต

9.วันที่ 28 มิถุนายน 2550 ขว้างระเบิดมัสยิดนูรุลฮูดา บ้านปีซัด หมู่ที่ 1 ต.ลำใหม่ อ.เมือง จ.ยะลา ขณะที่ชาวบ้านกำลังละหมาด แรงระเบิดทำให้กำแพงด้านมัสยิดได้รับความเสียหายเป็นรูกว้าง 1 ฟุต กำแพงมัสยิดมีรูพรุน กระจกแตก 4 บาน และแตกร้าวจำนวน 2 บาน แต่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ

10.วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2551 ยิงสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลปากู อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี ขณะละหมาดที่มัสยิดนูรุดดีน บ้านปาเสปูเต๊ะ หมู่ที่ 2 ต.ปากู เสียชีวิตคาที่ ด้วยอาวุธปืนขนาด 9 มม. เข้าศีรษะและลำตัว รวม 3 นัด และอีกคนถูกลูกหลงที่ขาซ้าย 1 นัด

11.วันที่ 18 มีนาคม 2551 เหตุระเบิดภายในมัสยิดอัลมาดีละห์ บ้านลำดา หมู่ที่ 3 ต.ยุโป มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 คน กันสาดด้านหน้ามัสยิดได้รับความเสียหายบางส่วน นอกจากนั้นตามผนังของมัสยิดมีรอยพรุนจากสะเก็ดระเบิดหลายจุด ในที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่พบกระเดื่องระเบิดชนิดเอ็ม 67 ตกอยู่ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 คน

12.วันที่ 1 พฤษภาคม 2551 ขว้างระเบิดมัสยิดบ้านลิปะสะโง ต.ลิปะสะโง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ขณะที่ชาวบ้านประมาณ 12 คน กำลังละหมาดตอนค่ำในรอบที่ 2 ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 คน และบาดเจ็บสาหัส 5 คน และบาดเจ็บเล็กน้อย 5 คน

ทั้งนี้ การทำร้ายศาสนสถานขณะนี้ไม่แน่ชัดว่าได้เกิดขึ้นอีกที่ไหนบ้าง แต่เชื่อว่ายังมีอีกหลายที่แต่ไม่ได้ปรากฏเป็นข่าวในสื่อมวลชน

ศาสนสถานเป็นสถานที่ซึ่งลดทอนความโลภ ความโกรธ ความหลง เพื่อสู่ความสงบของมนุษย์ ศาสนสถานกำลังถูกกระทำด้วยความรุนแรง เพื่อสร้างความโกรธ และมุ่งหวังความเกลียดชังระหว่างมนุษย์ ในฐานะที่เป็นศาสนิกต้องพยายามเท่าทันสถานการณ์ เท่าทันตนเอง ไม่ร่วมถลำเข้าไปในความเกลียดชังที่จะทำให้เราหาความสงบให้กับจิตใจตนเอง ส่วนผู้กระทำก็คงเป็นเรื่องยากที่จะหาความสงบให้กับชีวิต แต่จะทำอย่างไรที่จะหยุดก่อเวร สร้างกรรม ถ้าเราหยุดทำร้ายผู้อื่นก็เท่ากับเราหยุดทำร้ายตนเอง

ศาสนสถานไม่ว่าจะเป็นวัดหรือมัสยิด เป็นที่อันพึงละเว้นการทำร้ายกัน ในศาสนาอิสลามเองก็ห้ามทำร้ายพระสงฆ์แม้ว่าจะอยู่ในภาวะสงครามก็ตาม ในศาสนาพุทธ การฆ่าชีวิต แม้มิใช่การฆ่ามนุษย์ก็ยังผิดศีล ผู้ที่เข้าไปยังศาสนสถานล้วนมุ่งหวังความสงบ

ท่ามกลางความขัดแย้งและความรุนแรง ควรมีที่ว่างสำหรับผู้ที่แสวงหาความสงบ เป็นที่ซึ่งประกันความปลอดภัยให้กับทุกชีวิต (Peace Zone)

สันติอาสาสักขีพยาน

เล่นบอล

คึกคักกันมากทีเดียว กับการแข่งขันฟุตบอลถ้วยยุโรปที่เพิ่งเปิดฉากไปไม่กี่วัน แม้ว่ารอบนี้ทีมชาติอังกฤษ ขวัญใจแฟนบอลชาวไทยส่วนใหญ่ จะไม่ได้เข้ารอบมาด้วย จนหลายคนเสียดายและบ่นว่าไม่อยากดู

ด้านร้านอาหารยามค่ำคืนที่เคยมีรายการฟุตบอลเป็นหนึ่งในโปรโมชั่นจูงใจลูกค้า รอบนี้ก็เงียบไปนิด เพราะอาจโดนเก็บลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด นี่แหละโลกทุนนิยม อะไรที่ไม่เคยคิดก็กลายเป็นสิ่งที่คิดเป็นเงินเป็นทองได้ทั้งนั้น ไม่แน่ว่าสักวันหายใจผิดที่ก็อาจต้องเก็บตังค์

อีกหนึ่งประเด็นที่คึกคักกันเหลือเกินก็คือ การทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ถึงกับเดินเคาะประตูตามหอพัก เพื่อตรวจตราป้องกันการเล่นพนันบอล และที่เป็นเป้าหมายของการระแวดระวังมากที่สุด ก็ไม่พ้นกลุ่มนักเรียนนักศึกษาวัยรุ่นทั้งหลาย แสดงว่าสถิติที่ผ่านมาของตำรวจ กลุ่มคนที่กระทำความผิด เล่นพนันบอลมากที่สุด ก็คงจะเป็นกลุ่มนี้นี่แหละ

ฟังแล้วก็ตกใจ เพราะเชื่อว่านักเรียนนักศึกษาไทย ส่วนมากคงไม่ใช่คนที่หาเงินได้เอง ได้แต่แบมือขอพ่อกับแม่กันทั้งนั้น แล้วถ้าเกิดเสียพนันขึ้นมาจำนวนมากๆ ใครจะเป็นคนชดใช้ให้ล่ะงานนี้

เด็กวัยรุ่นที่เสียพนันบอล เชื่อว่าน้อยคนที่จะกล้าสารภาพกับผู้ปกครองตรงไปตรงมาเพื่อขอให้ท่านช่วยเหลือ แต่ที่ไม่กล้าบอกก็ต้องหาทางออกเอาเงินมาใช้หนี้เองให้ได้ เพราะถ้าไม่มีใช้คืน กระบวนการ “ทวงหนี้” มันน่าอันตรายยิ่งกว่า

ทางออกที่ถูกบีบคั้น จึงย่อมออกมาไม่ค่อยสวย และส่วนมากก็มักออกไปในทางผิดกฎหมายกันทั้งนั้น ตัวอย่างเรื่องนี้มีให้เห็นในข่าวอยู่บ่อยๆ ไม่ใช่เฉพาะวัยรุ่น ฉกชิงวิ่งราวปล้นร้านทอง ฯลฯ จับได้ก็สารภาพเสียงอ่อยว่าจะเอาเงินไปใช้พนันบอลกันแทบทั้งนั้น

ที่เป็นห่วงกันเรื่องพนันบอล จึงไม่ใช่ที่เรื่องพนันบอล แต่มักจะเป็นการต้องชดใช้ภายหลังการเล่นพนันเสียมากกว่า

ข้าพเจ้าไม่เคยเล่นบอล เล่นแต่ไพ่ เสียตังค์หมดตูดมาครั้งหนึ่งในชีวิต ก็กลายเป็นสิ่งที่จำมาจนบัดนี้ และสาบานกับตัวเองว่าจะไม่แตะการพนันอีกทุกชนิด ไม่ว่าจะมีเงินมากมายหรือเห็นว่ามีโอกาสชนะได้มากเพียงใดก็ตามที เพราะถ้าใจอ่อนสักครั้ง สิ่งที่ได้ติดตัวกลับมาไม่ใช่แค่เงินที่ได้จากการพนัน แต่คือการทำให้ตัวเองใจอ่อน อ่อนแอพ่ายแพ้ต่ออบายมุขที่เป็นปากทางสู่หายนะได้มากที่สุดชนิดหนึ่ง

ยังไม่รวมกับที่มีตัวอย่างคนแถวบ้านเล่นบอลจนหมดตัว ต้องออกจากราชการเพื่อนำเงินก้อนมาโปะหนี้สิน โชคดีใช้หนี้แล้วยังเหลืออยู่แสนกว่าบาท แต่ทว่าก็ยังไม่เข็ด นำเงินก้อนสุดท้ายทั้งหมดที่เหลืออยู่มา “ต่อทุน” อีกครั้งกับบอลยูโรเมื่อ 4 ปีก่อน ผลเป็นอย่างไรคงไม่ต้องบอก เพราะการพนันไม่เคยทำให้ใครรวยอยู่แล้ว ยกเว้นเจ้ามือ

นึกถึงตัวเองตอนหมดตูด...กับเพื่อนบ้านที่ยากจนเพราะเล่นบอล แค่นี้ก็สาปส่งการพนันไปจนตายแล้ว

ปฎิญญา ยอดเมฆ

ใช้กระบวนการประชาธิปไตยหักล้างรัฐธรรมนูญทางเดียว

รัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นภายหลังการปฏิวัติรัฐประหารนั้น ถึงแม้จะได้มีความพยายามหรือกำหนดพิธีกรรมและรูปแบบให้ดูเหมือนว่าเข้าถึงประชาชน และเป็นประชาธิปไตยมากแค่ไหนก็ตาม แต่ในความเป็นจริงก็เป็นได้เพียงแค่ “รัฐธรรมนูญทางเดียว” (one way constitution) เท่านั้น เพราะไม่ว่าจะเป็นคณะบุคคลที่ทำการยกร่าง ทิศทาง หลักการ รวมทั้งลายแทงในการสืบทอดอำนาจ ล้วนถูกกำหนดและควบคุมโดยคณะบุคคลที่ยึดอำนาจได้สำเร็จทั้งสิ้น เช่นเดียวกับกรณีการตั้งคณะบุคคลและกำหนดวิธีการในการตรวจสอบ ไต่สวน และพิจารณาโทษ

รวมทั้งอายัดทรัพย์ของคณะบุคคลที่ถูกโค่นล้มลงจากอำนาจด้วยการรัฐประหาร ก็ไม่สามารถเรียกว่าเป็นกระบวนการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ หรือกระบวนการยุติธรรมทางการเมืองอย่างเต็มปากเต็มคำได้ หากจะต้องเรียกว่าเป็น “กระบวนการยุติธรรมทางเดียว” (one way justice) เสียมากกว่า

เพราะไม่ว่าจะเป็นคณะตุลาการรัฐธรรมนูญซึ่งตัดสินคดียุบพรรคไทยรักไทย และสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 111 อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยเป็นเวลา 5 ปี คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ซึ่งใช้อำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. คณะกรรมการ ปปง. แถมด้วยอำนาจของอธิบดีกรมสรรพากร คณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งจะรับช่วงภารกิจในการตรวจสอบและอายัดทรัพย์ต่อจากคณะกรรมการ คตส. ที่จะหมดอายุการทำงานในวันที่ 30 มิถุนายน 2551 ผู้ตรวจการแผ่นดินซึ่งเพิ่มเขี้ยวเล็บและอำนาจที่จะจัดการกับนักการเมืองในสังกัด หรือนอมินีของกลุ่มอำนาจเก่าอย่างถนัดมือมากยิ่งขึ้น ไม่เหมือนกับผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา

ซึ่งเหมือนยักษ์ไม่มีกระบองแบบในอดีต หรือแม้แต่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งคนคนเดียวเป็นทั้งคณะกรรมการ ผู้ว่าการ และประธานกรรมการ ทั้งหมดล้วนได้รับแต่งตั้งโดยคณะผู้ก่อการรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาล หรือไม่ก็มาตามครรลองของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ซึ่งคณะรัฐประหารเป็นผู้ให้กำเนิดทั้งสิ้น โดยที่ทั้งหมดมีเป้าหมายและคำสั่งให้จัดการแต่เฉพาะกับกลุ่มอำนาจเก่าที่ถูกโค่นล้มไปเท่านั้น

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดกรณีกระบวนการยุติธรรมทางเดียวที่เกิดขึ้นระหว่างที่ คมช. และรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ มีอำนาจอยู่ ได้แก่ กรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งชี้ขาดไม่เอาโทษแก่ คมช. ที่ออกเอกสารลับสั่งให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารติดตามตรวจสอบ และสกัดกั้นการเติบโตของพรรคพลังประชาชน มิให้กลับมามีอำนาจ กรณีที่คณะกรรมการ คตส. ไม่รับพิจารณาเรื่อง พล.อ.สุรยุทธ์ ถูกร้องเรียนว่าบุกรุกเข้าครอบครองที่ดินอุทยานแห่งชาติที่เขายายเที่ยง และกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่รับพิจารณาเรื่องที่มีผู้กล่าวหา พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธาน คมช. ว่าจดทะเบียนสมรสซ้อน เป็นต้น

ถ้าว่ากันตามกติกาแล้ว รัฐธรรมนูญทางเดียวและกระบวนการยุติธรรมทางเดียวที่เป็นเสมือน “มรดกทางอำนาจ” ของคณะรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ที่กล่าวข้างต้น จะเคลื่อนตัวต่อไปได้ในทิศทางที่คณะรัฐประหารและ คมช. กำหนดไว้ได้ ก็ต่อเมื่อพรรคการเมืองที่ คมช. สนับสนุน ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง หรืออีกนัยหนึ่ง พรรคพลังประชาชนซึ่งเป็นนอมินีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แพ้เลือกตั้งนั่นเอง แต่ในเมื่อผลปรากฏว่าพรรคพลังประชาชนชนะเลือกตั้งอย่างท่วมท้น และได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล พรรคพลังประชาชน รวมทั้ง 111 อดีตกรรมการบริหารที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ก็ย่อมมีความชอบธรรมที่จะผลักดันและเคลื่อนไหวเพื่อหักล้างรัฐธรรมนูญทางเดียว และกระบวนการยุติธรรมทางเดียวดังกล่าวได้ โดยที่อดีต คมช. รวมทั้งฝ่ายต่อต้านกลุ่มอำนาจเก่าและพรรคการเมืองที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลก็น่าจะยอมรับได้ เหตุเพราะเป็นการใช้กระบวนการประชาธิปไตยไปหักล้าง ไม่ใช่ใช้กำลังทหารเข้ายึดอำนาจ เป็นการแก้แค้นในลักษณะเกลือจิ้มเกลือ

การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อหักล้างรัฐธรรมนูญทางเดียว และกระบวนการยุติธรรมทางเดียวนั้น สามารถทำได้โดยใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 291 ซึ่งต้องใช้เสียงของ ส.ส. หรือ ส.ส. และ ส.ว. รวมกันจำนวนเกินกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกของทั้งสองสภารวมกัน ส.ส. มี 480 คน ในขณะที่ ส.ว. มี 150 คน รวมกันก็เป็น 630 คน ดังนั้น จะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ก็ต้องใช้เสียงถึง 316 คนขึ้นไป ลำพัง ส.ส. ของพรรคพลังประชาชนซึ่งมีอยู่ 233 เสียง ย่อมไม่เพียงพอที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ และถึงแม้จะรวมพรรคร่วมรัฐบาลอีก 5 พรรคแล้วก็ยังไม่พออยู่ดี เพราะมีแค่ 313 เสียง

นอกจากนั้นพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 5 พรรคดังกล่าวจะเอาด้วยหรือเปล่าก็ยังไม่รู้ ครั้นจะไปชวนพรรคประชาธิปัตย์มาร่วมด้วยก็คงจะเป็นไปไม่ได้ เพราะเป็นคู่ต่อสู้กันอยู่ เรื่องอะไรจะไปแก้รัฐธรรมนูญให้เข้าทางพรรคพลังประชาชนเข้าไปอีก จะเหลืออยู่ก็แต่สมาชิกวุฒิสภา 150 คนเท่านั้น ที่พอจะพึ่งพาได้บ้าง แต่ก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายอีกเช่นกัน เพราะในส่วนของ ส.ว. ที่มาจากการสรรหาจำนวน 74 คนนั้น นอกเหนือจากการที่มาจากการแต่งตั้ง ซึ่งก็รู้ๆ กันอยู่ว่ามีแนวคิดและอุดมการณ์แบบเดียวกับ คมช. และพันธมิตรฯ และส่วนใหญ่ก็มาจากกลุ่มการเมืองหรือพวกที่เคยต่อต้านระบอบทักษิณมาก่อนทั้งสิ้น คงไม่อยากให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้กระทบกระเทือนผลประโยชน์ของตนเอง และเอื้อประโยชน์แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพรรคพลังประชาชนเป็นแน่

ในส่วนของ ส.ว. เลือกตั้ง ซึ่งมีอยู่ 76 คนนั้น การที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้อยู่ในวาระถึง 6 ปี ทำให้ไม่สนใจที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ว่าในมาตราใดๆ เพราะถ้าแตะเมื่อไรการเมืองก็กระเพื่อมเมื่อนั้น เรื่องอะไรจะไปเติมเชื้อจุดชนวนให้วุ่นวาย จนกระทบสถานภาพของตนเอง จริงอยู่อาจจะมี ส.ว. อยู่จำนวนหนึ่งซึ่งใกล้ชิดหรือได้รับการสนับสนุนแบบลับๆ จาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพรรคพลังประชาชน อาจถูกขอร้องให้ร่วมแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย แต่เอาเข้าจริง จะมี ส.ว. ประเภทดังกล่าวอยู่สักกี่คนที่จะเล่นด้วยอย่างเต็มที่ หรือแม้แต่ ส.ส. ของพรรคพลังประชาชนเองก็เถอะ ถามว่าในจำนวน 233 คน ที่เกือบทั้งหมดได้รับเลือกตั้งมาได้ก็ด้วยใบบุญของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และอดีตพรรคไทยรักไทยนั้น จะมีสักกี่คนที่มุ่งมั่นที่จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ถึงแม้จะรู้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ก็เพื่อช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้พ้นจากบ่วงกรรมในคดีความต่างๆ รวมทั้งการอายัดทรัพย์ หรือแม้แต่จะใช้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือที่จะหักล้างและต่อสู้กับเผด็จการก็ตาม

และด้วยเหตุนี้ ใครก็ตามที่คาดหวังไว้ว่าจะใช้กระบวนการประชาธิปไตยเพื่อไปลบล้าง “มรดกทางอำนาจ” ของคณะรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ให้เอื้อต่อการกลับสู่อำนาจของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยผ่านทางรัฐบาล ซึ่งมีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำ ก็คงจะต้องผิดหวังไปตามระเบียบ

เพราะพรรคพลังประชาชนในวันนี้ไม่ใช่พรรคพลังประชาชนตอนที่เริ่มก่อตั้ง และตอนก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง นายสมัคร สุนทรเวช และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ในวันนี้ก็ไม่ใช่ นายสมัคร สุนทรเวช และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ตอนที่ได้รับทาบทามให้เป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน และผู้สมัครรับเลือกตั้งในระบบสัดส่วนเขต 6 กรุงเทพมหานครในวันนั้น

ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้สึกและความสำนึกในบุญคุณของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ทำให้นักการเมือง “ตกรุ่น” ทั้ง 2 คน ดังกล่าว รวมทั้งอีกหลายต่อหลายคนได้มีวันนี้อย่างชนิดที่เรียกว่า “บุญหล่นทับ” ก็ไม่ปาน เพราะพลันที่ความเคลื่อนไหวแก้ไขรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นจากแกนนำรัฐบาล และถูกกระแสโจมตีอย่างหนัก รัฐบาลก็เปลี่ยนท่าทีโดยโยนให้เป็นเรื่องของ ส.ส. 6 พรรคร่วมรัฐบาล โดยคณะรัฐมนตรีไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง

ดังนั้นจึงเหลืออยู่หนทางเดียวคือ ต้องใช้กระบวนการทางนิติบัญญัติโดยผ่านทางสภาผู้แทนราษฎร และทำให้เป็นเรื่องของฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลแต่ประการใด ซึ่งหนทางนี้แหละที่จะทำให้กระบวนการลบล้างรัฐธรรมนูญทางเดียว และกระบวนการยุติธรรมทางเดียว เป็นผลสำเร็จ แต่ก็คงไม่ง่ายนัก เพราะยังมีปัจจัยและตัวแปรอื่นๆ อีกมาก

อย่างไรก็ดี ยุทธศาสตร์ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งตอนแรกทำท่าว่ารัฐบาลและพรรคพลังประชาชนเป็นฝ่ายรุกนั้น ทำไปทำมากลับกลายเป็นว่ารัฐบาลและพรรคพลังประชาชนตกเป็นฝ่ายรับ ตัวแปรที่ทำให้สถานการณ์เปลี่ยนไปดังกล่าวคือ 2 ข้อหาฉกรรจ์ ที่รัฐบาลและพรรคพลังประชาชนถูกโยนเข้าใส่อย่างชนิดไม่ยั้ง คือ ใช้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อฟอกผิดให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และเชื่อมโยงกับการหมิ่นเบื้องสูงของคนบางคนในพรรคพลังประชาชน การต่อต้านที่เป็นรูปธรรมคือ การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ลานอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ในวันที่ 25 พฤษภาคม 2551 ที่นัยว่ามีแนวร่วมจากพรรคฝ่ายค้าน และกลุ่มอำนาจที่ร่วมกันโค่นล้มรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 หนุนหลังอยู่อย่างแน่นหนา

ด้วยเหตุนี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นผลสำเร็จเพื่อลบล้างรัฐธรรมนูญทางเดียว และกระบวนการยุติธรรมทางเดียว โดยทำให้เป็นเรื่องของฝ่ายนิติบัญญัติแต่เพียงอย่างเดียว จึงไม่ใช่เรื่องง่าย และการที่นายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช แถลงว่า จะใช้เงิน 2,000 ล้านบาท จัดให้มีการออกเสียงประชามติว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือจะไม่แก้ ก็ถือเป็นการ “แก้เกม” และ “ย้อนศร” ฝ่ายต่อต้านได้ระดับหนึ่ง แต่พลันที่มีเสียงว่ารัฐบาลจะออกพระราชกำหนดการลงประชามติ เพื่อให้สามารถกำหนดการออกเสียงประชามติได้ทันในเดือนมิถุนายน 2551 เสียงฮือต่อต้านก็ดังกระหึ่มขึ้น และขานรับกันอย่างเป็นจังหวะจะโคน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากพรรคประชาธิปัตย์ และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งก็ไม่รู้ว่ากลายเป็นคอหอยกับลูกกระเดือกกันไปได้อย่างไร และที่น่าแปลกใจคือ มีเสียงค้านแม้แต่จาก ส.ส. ของพรรคพลังประชาชนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ส.ส. จากภาคตะวันออกเฉียงเหนือบางส่วน

สรุปได้ว่า ถึงแม้ยุทธศาสตร์ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อลบล้าง “มรดกทางอำนาจ” ของผู้ก่อรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จะตกเป็นฝ่ายรับ และไม่ค่อยมีกระบวนท่าสักเท่าใดนักก็ตาม แต่ในภาพรวมแล้วถือว่าฝ่ายประชาธิปไตยที่อยู่ตรงข้ามกับกลุ่มหรือพรรคการเมืองที่สนับสนุนการรัฐประหาร “กำลังเป็นต่อในสายตาชาวโลก” หรือแม้แต่ในสายตาของนักประชาธิปไตยที่ไม่อยากเห็นการรัฐประหาร และไม่อยากเห็นอำมาตยาธิปไตยผูกขาดอำนาจอีกต่อไป

แต่ถึงกระนั้น การใช้การออกเสียงประชามติเป็นอาวุธที่จะนำไปต่อสู้กับรัฐธรรมนูญฉบับ “คมช. แอนด์โก” ที่มุ่งรื้อฟื้นระบอบอำมาตยาธิปไตยในประเทศไทย ก็ใช่ว่าจะราบรื่นทีเดียวนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ารัฐบาลเดินหน้าออกเป็นพระราชกำหนด เพื่อใช้เป็นกฎหมายมารองรับการออกเสียงประชามติโดยไม่รอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ทั้งนี้ เพราะการออกพระราชกำหนดนั้นมีจุดอ่อน ซึ่งฝ่ายตรงข้ามสามารถเจาะทะลุทะลวงเข้ามาทำลายความชอบธรรมได้ง่าย

เพราะฉะนั้น ถ้ารัฐบาลและพรรคพลังประชาชนใช้ความรอบคอบเยือกเย็น และรอคอยด้วยความอดทน แบบว่า “อดเปรี้ยวไว้กินหวาน” โอกาสที่จะได้รับชัยชนะแบบ “วินวิน” ชนิด “ได้ใจประชาชน” และ “ได้ใจนักประชาธิปไตย” รวมทั้ง “ได้ใจชนชั้นกลาง” ด้วย ก็จะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม พูดง่ายๆ คือ อย่าบุ่มบ่ามเป็นอันใช้ได้ เพราะทันทีที่คนระดับนายกรัฐมนตรีเอ่ยปากคำว่า “ออกเสียงประชามติ” ออกมา เท่ากับฝ่ายประชาธิปไตยเดินมาถูกทางแล้ว และโอกาสที่จะได้รับชัยชนะก็เกินครึ่ง แต่พอคำว่า “พระราชกำหนด” หลุดตามออกมา หนทางที่ว่าก็สะดุดและทำท่าจะ “หัวคะมำ” ทันที

กฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติไม่ควรทำเป็นพระราชกำหนด เพราะนอกจากจะไม่รอบคอบแล้ว ยังผิดหลักการ เพราะไม่กระทบต่อความมั่นคงและไม่เป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้อีกด้วย นอกเหนือจากบรรยากาศร้อนแรงและภาวะทางเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อต่อฝ่ายรัฐบาลเท่าใดนักในขณะนี้อีกต่างหาก

ร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่มีอยู่ในมือของ กกต. ในขณะนี้ สามารถเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาในคราวเปิดสมัยประชุมวิสามัญนี้ได้อยู่แล้ว ซึ่งก็คงไม่ใช้เวลามาก อาจพิจารณาแบบ 3 วาระรวดได้ด้วยซ้ำ ไม่มีความจำเป็นและไม่ควรเสี่ยงไปใช้วิธีออกเป็นพระราชกำหนดเลยแม้แต่น้อย

การให้ประชาชนออกเสียงประชามติเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น เป็นเรื่องดี เพราะนอกจากจะเป็นเรื่องที่กระทบต่อส่วนได้เสียของคนทั้งชาติแล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ตัดสินอนาคตของตัวเอง แถมยังสามารถยุติความขัดแย้งที่แบ่งประชาชนออกเป็น 2 ฝ่ายได้อีกต่างหาก เพราะถ้าผลการลงประชามติไม่ว่าฝ่ายใดจะชนะ อีกฝ่ายก็จะหมดเงื่อนไขและเหตุผลที่จะเคลื่อนไหวหรือก่อกวนอะไรได้อีก นอกจากนั้น การออกเสียงประชามติภายใต้บรรยากาศประชาธิปไตยอย่างเช่นในปัจจุบัน ย่อมส่งผลดีมากกว่าการออกเสียงประชามติเมื่อคราวที่แล้ว ซึ่งอยู่ในบรรยากาศที่ตึงเครียดและไม่เป็นประชาธิปไตย

การออกเสียงประชามติในสถานการณ์ปัจจุบัน เปรียบเหมือน “บันไดหนีไฟ” บนอาคารสูง ที่กำลังเกิดเพลิงไหม้ ปัญหามีอยู่แต่เพียงว่าจะใช้กันแบบไหน แบบ “แย่งกันลง” หรือแบบ “ผลัดกันลง” ถ้าเป็นแบบ “แย่งกันลง” ก็อาจตายทั้งคู่ แต่ถ้าเป็นแบบ “ผลัดกันลง” ก็อาจจะรอดทั้งคู่ และรอดด้วยกันทั้งหมด อย่างไรก็ดี ข้อเสนอที่จะให้ถามประชาชนแบบห้วนๆ แต่เพียงว่า “แก้หรือไม่แก้” รัฐธรรมนูญ เพื่อตัดความรำคาญอย่างที่นายกรัฐมนตรีว่า กับขอให้ประชาชนเลือกเอาระหว่างรัฐธรรมนูญปี 2540 กับรัฐธรรมนูญปี 2550 แบบที่หนึ่ง ใน กกต. เสนอนั้น ล้วนเป็นแบบ “แย่งกันลง” ซึ่งอาจส่งผลให้ตายทั้งคู่ได้ จึงไม่ควรเสี่ยง

การออกเสียงประชามติแบบ “ผลัดกันลง” ซึ่งอาจมีสิทธิรอดทั้งคู่ คือ คณะรัฐมนตรีจัดตั้งคณะกรรมการยกร่าง “ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2551” แล้วเสนอให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าจะ “เห็นชอบ” หรือ “ไม่เห็นชอบ” ถ้าเสียงส่วนใหญ่ลงมติ “เห็นชอบ” คณะรัฐมนตรีก็นำเอาร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวเสนอต่อรัฐสภาตามมาตรา 291 ให้ใช้บังคับแทนรัฐธรรมนูญ 2550 ไปเลย โดยไม่ต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมใดๆ อีก แต่ถ้าในทางกลับกัน เสียงส่วนใหญ่ลงมติ “ไม่เห็นชอบ” เรื่องก็จบ และประเทศไทยก็ใช้รัฐธรรมนูญ 2550 ต่อไป โดยไม่ต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมใดๆ อีกเช่นกัน

วิธีนี้นอกจากจะเป็นการใช้บันไดหนีไฟแบบ “ผลัดกันลง” แล้ว ยังสามารถนำความสงบสุขกลับคืนสู่บ้านเมืองอย่างเป็นการถาวร และประเทศไทยก็จะได้ชื่อว่าเป็น “ประเทศศิวิไลซ์” ที่สามารถ “เปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้โดยสันติวิธี” และโดยกระบวนการประชาธิปไตยของประชาชนอีกด้วย

คณิน บุญสุวรรณ



มือไม่พาย...เอาเท้าราน้ำ!

ผมได้ฟังนายกฯ สมัคร สุนทรเวช ชี้แจงผลงานในช่วงระยะเวลา 4 เดือน รวมทั้งเรื่องการวางแผนโครงการในอนาคต เมื่อช่วงเช้าวันอาทิตย์ ผ่านรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ก็รู้สึกว่าน่าเห็นใจนายกฯ

แม้จะตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่แล้ว แต่ผลงานยังไม่เข้าตาชาวบ้านเท่าไรนัก เราก็ต้องเข้าใจถึงสถานการณ์ต่างๆ ด้วย

ถ้าเปรียบเทียบการทำงานของ รัฐบาลนายกฯ สมัคร เหมือนกับ “เรือลำใหญ่” ที่กำลังล่องลอยอยู่กลางทะเล โดนคลื่นซัดซวนเซ

นอกจากจะโดนคลื่นโหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่งแล้ว เท่านั้นยังไม่พอ ยังโดนเพื่อนๆ บนเรือพยายามจะทำให้เรือล่มอีกด้วย

พวกนี้แหละที่จะบอกว่า “มือไม่พาย เอาเท้าราน้ำ” ซึ่งเป็นสุภาษิตไทยที่จะอธิบายสถานการณ์การเมืองไทยได้อย่างดีที่สุด

“มือไม่พาย เอาเท้าราน้ำ” ถือเป็น “ตัวร้าย” เพราะ ไม่ทำ แต่คอยที่จะขัดแข้งขัดขาคนอื่น พวกที่ทำงานก็ทำกันไปแทบตาย

เปรียบได้กับประเทศไทย ณ เวลานี้ ก็เลยไม่ก้าวหน้า ไปไม่ถึงจุดหมายปลายทางสักที มาเลเซียไปถึงไหนแล้วก็ไม่รู้ ส่วนเวียดนามก็กำลังไล่หลังมาติดๆ

พวกเอาเท้าราน้ำที่กล่าวถึงนี้ เปรียบได้กับ “ม็อบข้างถนน” และแกนนำอีก 5+1 คน ที่กำลังเย้วๆ อยู่เชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์

พวกนี้กำลังถ่วงความเจริญของประเทศชาติ โดยอ้างว่าตัวเองได้ออกมาทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของชาติ

พวกเขาเหล่านั้นเรียกการกระทำนี้ว่าการ “กู้ชาติ”!

โดยมีสื่อมวลชนและเอ็นจีโอคอยให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ สร้างกระแสครอบงำความคิด ให้ประชาชนส่วนหนึ่งได้เกิดความรู้สึกว่า รัฐบาลคือคนเลว คนชั่ว คนโกง

ถึงแม้ว่าการออกมาแสดงความเห็นที่แตกต่าง เป็นสิทธิของนักวิชาการ สื่อมวลชน เอ็นจีโอ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งในระบอบประชาธิปไตย

แต่การออกมาแสดงความคิดเห็นจะต้องไม่มากและก้าวล่วงจนเกินไป จนฝ่ายรัฐบาลทำงานกันไม่ได้

ตัวอย่างที่จะยกมาประกอบเรื่อง “มือไม่พาย เอาเท้าราน้ำ” อีกตัวอย่างหนึ่งคือ กรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ ประกาศยกระดับการชุมนุมเป็น “อารยะขัดขืน” โดยจะหยุดงานและงดจ่ายภาษี

รวมทั้งอาจจะร่วมมือกับรัฐวิสาหกิจ เช่น ไฟฟ้า น้ำประปา งดจ่ายน้ำ จ่ายไฟ ปิดสนามบินนานาชาติ ฯลฯ

เท่าที่ได้ฟัง นายสุริยะใส กตะศิลา ให้สัมภาษณ์นั้น ดูท่าทางจะมั่นใจมากว่า เป็นสิทธิของพลเมืองที่ไม่จำเป็นต้องยอมรับและปฏิบัติตามรัฐบาล

ผมมั่นใจว่า “อารยะขัดขืน” ที่คุณสุริยะใสประกาศออกมานั้น ไม่มีทางทำได้อย่างแน่นอน และรัฐบาลไม่จำเป็นต้องไปกังวลกับคำข่มขู่ของคุณสุริยะใสมากนัก

แต่ผมเกรงว่า เด็กๆ เยาวชน ที่ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวทางการเมือง หรือผู้ปกครองที่นำบุตรหลานไปฟังการปราศรัย จะสับสนในคำพูดของผู้หลักผู้ใหญ่

ห่วงเด็กจะเข้าใจและตีความไปผิดๆ ว่า ไม่จำเป็นต้องเชื่อฟังกฎหมาย ไม่ต้องเคารพระเบียบกติกาที่สังคมร่วมสร้างกันมา

ต่อไปลูกหลานของเราคิดอยากจะทำอะไรตามใจตัวเองก็ได้ ซึ่งถ้ามีผู้ใหญ่ออกมาห้ามปรามก็อ้างได้ว่า ใช้อารยะขัดขืน

ถ้าเป็นแบบนี้แล้ว สังคมเราจะอยู่กันอย่างไร บ้านนี้ เมืองนี้ มีกฎหมาย มีขื่อมีแป ใครไม่ยอมรับหรือขัดขืนก็ไม่สมควรที่จะอยู่ในประเทศนี้

...ถึงเวลาแล้วหรือยัง? ที่พวกเราจะอัปเปหิพวกมือไม่พายแต่เอาเท้าราน้ำ ออกจากสังคมไทยไปให้ไกลๆ เสียที!

ลวดหนาม