ถ้าไม่พูดก็คงไม่เสียทีเสียท่า
และคงไม่เสียหน้าให้มากไปกว่าที่เป็นอยู่
คำแนะนำของ นพ.ประเวศ วะสี ที่เสนอให้ตั้งรัฐบาลแห่งชาติ รวมทั้งเสนอชื่ออดีตนายกรัฐมนตรี 4 คนให้มาเป็นคนกลางและเป็นมันสมองในการแก้ปัญหาบ้านเมืองในขณะนี้
กลายเป็นข้อเสนอที่ถูกตีกลับจากแทบทุกทิศ ด้วยมันไม่เข้ากับกาลเทศะ ไม่เข้ากับประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างสิ้นเชิง
ตอกย้ำในความรับรู้ไปอีกว่า “ราษฎรอาวุโส” ท่านนี้ หาได้มีความเชื่อมั่นในความทัดเทียมกันของราษฎรคนอื่นๆ ทั่วทั้งประเทศนี้ไม่
จึงไม่เคยเสนอแนวคิดอะไรที่เป็นการปกป้องอำนาจอธิปไตยของประชาชนอย่างแท้จริง
แนวคิด “รัฐบาลแห่งชาติ” ไม่ต่างอะไรกับ “รัฐบาลเผด็จการ” เพราะไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนส่วนใหญ่ ผูกขาดการเลือกสรรไว้ที่คนไม่กี่กลุ่มไม่กี่ชนชั้น ปฏิเสธที่จะเชื่อมั่นการเลือกตั้งซึ่งประชาชนมีสิทธิเลือกผู้แทนโดยตรง
คนที่จะยอมรับแนวคิดนี้ได้โดยปราศจากข้อกังขา ส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะเชื่อว่าประชาชนในประเทศนี้ไม่มีศักยภาพที่จะเลือกผู้นำที่ดี – ดี ในความหมายที่ว่า ถูกใจชนชั้นสูงหรือชนชั้นปกครอง
เมื่อชนชั้นสูงหรือชนชั้นปกครองไม่พอใจตัวแทนที่ประชาชนส่วนใหญ่เลือก ก็มักออกมาล้มกระดาน อัปเปหิตัวแทนของประชาชนออกไป สถาปนาตัวแทนใหม่ซึ่งคัดสรรมาจากชนชั้นนำโดยเฉพาะ
ในทางหนึ่ง อาจโดยการรัฐประหาร
หรืออีกทางหนึ่ง ที่ประนีประนอมกว่า ก็คือ รัฐบาลแห่งชาติ
ยังดีที่สติปัญญาของคนในประเทศนี้ ก้าวหน้าไปไกลเกินกว่าจะยอมรับคำเสนอแนะที่ล้าหลังและลงคลอง
แม้ระบบเลือกตั้งอาจยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่ดีที่สุด
แต่มันก็คือ คำตอบแรก สำหรับคนที่ต้องการการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
แนวทางใดที่ต้องข้ามหน้าข้ามตาการเลือกตั้ง…ต้องถูกทำให้เป็นหมันให้หมด
หากใครที่คิดว่าคุณภาพของประชาชนซึ่งเป็นผู้เลือก ยังไม่เท่าเทียมและทั่วถึง
สิ่งที่ต้องทำคือ ทำอย่างไรให้ทุกคนในประเทศนี้มีคุณภาพให้มากที่สุด เรียนรู้บทเรียนทางการเมืองเพื่อการตัดสินใจ
เลือกผู้แทนฯ ที่ดีที่สุด
เพราะถ้าไม่ได้เรียนรู้ผิดถูกในวันนี้ แล้วจะไปมีโอกาส “ตาสว่าง” จากเวลาไหน
ข้อเสนอของ นพ.ประเวศ วะสี หากวัดที่เจตนาก็คงต้องถือว่าดี
แต่เจตนาดี ใช่ว่าผลลัพธ์จะดีเสมอไป
โดยเฉพาะเป็นเจตนาดีที่อยู่บนพื้นฐานที่ว่า การปกครองในระบอบประชาธิปไตย ยังไม่เหมาะสมกับคนส่วนใหญ่ของ
ประเทศนี้
ถ้าจะให้ดี ใครที่มีแนวคิดอย่างหมอประเวศอีก หากคิดจะออกมาพูด น่าจะรีบกลับไปทบทวนและเงียบไว้ก่อนจะเป็นการดี
ไม่เช่นนั้น นอกจากจะเสียเวลา เสียน้ำลาย ก็ยังมีโอกาสเสียหายด้วยถูกตราหน้าว่าเป็นคนไม่เอาประชาธิปไตย
ล้าหลังไม่พอ ยังกลายเป็นคนที่มีแนวคิดอันตรายไปเสียอีก
ปล่อยให้หมอประเวศ “แป้ก” ไปคนเดียว
เป็นบทเรียนให้กับคนที่คิดเสนออะไรแย่ๆ ที่ไม่เป็นคุณูปการอันใดแก่ประเทศไทยนี้เลย
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, June 11, 2008
รัฐบาลแห่งชาติ ทางออกของคนสิ้นหวัง (จบ)
รัฐบาลแห่งชาติ ทางออกของคนสิ้นหวัง (1)
อาจไม่บ่อยเท่ากับ “ม็อบ” ในประเทศแถวๆ นี้ แต่ก็ถือว่าถี่ใช้ได้ แตกต่างกันบ้างก็ตรงที่คนดูบอลถ้าไม่บ้าพนันก็มักดูด้วยความสนุกสนาน ตื่นเต้นระทึกใจ เพราะขึ้นชื่อว่า “ลูกกลมๆ” อะไรที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นได้เสมอ...
ไม่เหมือน “การเมือง” ในประเทศแถวๆ นี้ (อีกแล้ว) ที่ถ้าติดตาม จับตา และเทียบเคียงศึกษากับอดีตให้ดีๆ จะพบว่ามีลักษณะบางอย่างที่ย่ำซ้ำรอยเดิมเสมอ เพียงแต่เปลี่ยนเลขที่ พ.ศ. เปลี่ยนตัวละคร (บางเรื่องก็ตัวละครเดิม) แต่นอกนั้นก็หาได้มีพัฒนาการอะไรแปลกใหม่ให้น่าตื่นตาตื่นใจแต่อย่างใด
ที่สำคัญ ดูบอลอย่างน้อยก็มี “กติกา” ที่ทั้งผู้ดูและผู้เล่นรับทราบร่วมกัน ใครเล่นนอกกติกาก็โดนลงโทษอย่างสมน้ำสมเนื้อ
ต่างจากการเมืองของบางประเทศที่ “กติกา” ถูกยึดถือเพียงบุคคลเฉพาะกลุ่ม หากมีอีกกลุ่มที่ไม่ชอบใจกติกา ก็สามารถเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามเสียดื้อๆ โดยอีกส่วนใหญ่ที่ยึดถือกติกาก็ทำอะไรไม่ได้ เผลอๆ บางคนยังต้อง “ยกมือไหว้” แทบกราบกรานคนที่นอกกติกา ให้หันมาเคารพกติกาด้วยเสียอีก...
ดังนั้นใครพร้อมจะทุ่มเทใจให้กับการดูกีฬาฟุตบอลมากกว่าสนใจการเมือง ก็อย่าไปว่าเขาเลย...เพราะอย่างน้อยในเกมฟุตบอลก็ยังมีเรื่องสมเหตุสมผลมากกว่ากันเยอะ
อย่างไรก็ตาม เกี่ยวกับการเมืองในบ้านเรา เร็วๆ นี้ก็ยังมีบางท่านพยายามเสนอ “ทางออก” ที่เชื่อว่าจะนำไปสู่การคลี่คลายความตึงเครียดขัดแย้งตามที่เราๆ เห็นกันอยู่
“ยุบสภา” เป็นหนึ่งในทางออกที่อดีต “ตัวละคร” ทางการเมืองผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่งแนะนำไว้ ด้วยเหตุว่าจะได้ให้ประชาชนตัดสินกันไปอีกครั้งว่าจะเลือกใคร
หาก “ผู้ชนะ” ยังเป็นฝ่ายเดิม อีกฝ่ายก็สมควรหุบปากไป ไม่มีสิทธิ์ออกมาโวยวายนอกสภาอีก
แต่อย่าลืมว่า ทางออกที่ให้ประชาชน “เลือก” อีกครั้ง...และอีกครั้งนั้น มันก็เกิดขึ้นมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งหลังรัฐบาลครบวาระ 4 ปี หรือการเลือกตั้งหลังการยุบสภา
แม้แต่การเลือกตั้งทั่วไปภายหลังถูกคณะรัฐประหารยึดอำนาจ ผลการเลือกตั้งก็ยังออกมาชัดเจนว่าใครเป็นฝ่ายชนะ ชนะภายใต้เงื่อนไขปัจจัยที่ฝ่ายตรงข้ามวางกรอบมาให้แล้วทั้งสิ้นด้วยซ้ำ
ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะได้รับเลือกจากประชาชนมาอย่างเพียงพอหรือไม่...เพราะคำตอบคือ มากพอ
แต่เป็นเพราะอีกฝ่ายหนึ่งที่แพ้จากการต่อสู้ในระบบ พยายามตะเบ็งเสียงให้ดังกว่า และฟาดงวงฟาดงาในทุกครั้งที่ผลการเลือกตั้งออกมาไม่ถูกใจตัวเอง (ซึ่งเป็นเสียงข้างน้อย)
หากรัฐบาลจะต้องคอย “สปอย” ตามเอาอกเอาใจคนกลุ่มนี้ด้วยการยุบสภา ก็เห็นทีคงต้องยุบกันเรื่อยไปไม่มีที่สิ้นสุด จนกว่าอีกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเหนื่อยและปลง ขนของกลับบ้านไปเองนั่นแหละ
ยุบสภาจึงเป็นทางออกที่ยังไม่ใช่ทางออกในขณะนี้...

แฉ! หลักฐานฉาว สตง. และ “จารุวรรณ เมณฑกา”
หลังจากกรมสอบสวนคดีพิเศษได้ดำเนินการสอบสวนและหาพยานเอกสาร พยานบุคคลเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง ก็ได้ออกมายืนยันแล้วว่า คดีดังกล่าวมีมูล และมีผู้กระทำความผิดตามข้อร้องเรียนจริง โดยกำลังอยู่ระหว่างการตระเตรียมบรรจุเข้าเป็นคดีพิเศษในเร็ววันนี้
ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ที่ผ่านมา นายวันชัย จงจรูญหิรัญ พร้อมด้วย นายณัฐวุฒิ ด้วงนิล ได้ร่วมกันแถลงข่าว ที่ห้องสีดา โรงแรมรัตนโกสินทร์ พร้อมกับรวบรวมหลักฐานเอกสารมาจัดแสดง เพื่อให้เห็นถึงความไม่ชอบมาพากลแบบจะจะอีกครั้ง
มีการตั้งข้อสังเกตเชื่อมโยงไปถึงกลุ่มบุคคลต่างๆ ที่มีความน่าสงสัย โดยได้มีการตั้งข้อสังเกตว่า บริษัท ออดิต แอนด์ แมเนจเม้นท์ คอนซัลแตนท์ จำกัด ที่มี นางพิไล เปี่ยมพงศ์สานต์ เป็นประธานบริษัท และ น.ส.ชนิดาภา สุขสะอาด เป็นผู้จัดการ มีการจัดอบรมให้กับ สตง. โดยไม่มีการจัดประกวดราคา และยังพบหลักฐานการจ่ายเงินที่ชวนให้เชื่อได้ว่ามีการแบ่งผลประโยชน์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ให้แก่บุคคลภายนอก ที่อาจจะเป็นผู้เอื้อประโยชน์ให้
ในขณะที่ นางเยี่ยมรัตน์ เยี่ยมสาร ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่มีชื่อเป็นผู้รับเงินจากบริษัทปีละจำนวนมากก็พบว่าไม่ได้ประกอบอาชีพอะไร นอกจากเป็นแม่บ้านให้ครอบครัวซึ่งมีกิจการเล็กๆ อยู่ที่ย่านมีนบุรี
นอกจากนี้ บริษัท ออดิตฯ ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่ 29 ซอยจรัญสนิทวงศ์ 40/1 แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพฯ พบว่า เดิมเป็นสถานที่ตั้งโรงพิมพ์กิติวรรณ ดำเนินการโดย นายทรงเกียรติ เมณฑกา สามีของคุณหญิง จึงมีการตั้งข้อสังเกตว่า อาจจะเกิดเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนได้
ซึ่งทั้งหมดที่ถูกนำมาแสดงก็ยังเป็นเพียงเอกสารส่วนหนึ่ง ที่สามารถนำออกมาเปิดเผยได้ ส่วนทางเจ้าหน้าดีเอสไอยังจะมีทีเด็ดอะไรอีกบ้าง และเมื่อรับเป็นคดีพิเศษแล้ว ใครบ้างที่จะต้องถูกเรียกตัวมาสอบสวน รวมถึงความผิดจะโยงใยไปถึงใครบ้าง เป็นเรื่องที่น่าสนใจยิ่ง
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหยุดนำพาสังคมก้าวไปสู่ห้วงเหว
สนนอ. ออกแถลงการณ์เพื่อเตือนพันธมิตรฯ ให้ยุติการชุมนุม และเอ็นจีโอที่เข้าร่วมกับพันธมิตรฯ ให้ทบทวนจุดยืน รวมทั้งสนับสนุนข้อเรียกร้องของสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ที่เรียกร้องต่อ สุริยะใส กตะศิลา ให้ลาออกจาก ครป. หรือถอนตัวออกจากพันธมิตรฯ ตามรายละเอียดต่อไปนี้
แถลงการณ์สหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสานฉบับที่ 1/2551
“พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหยุดนำพาสังคมก้าวไปสู่ห้วงเหว”
เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า เป้าหมายที่แท้จริงของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในการออกมาชุมนุมเคลื่อนไหวในรอบที่ 2 นี้ คือการล้มรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช ซึ่งเป็นปฏิปักษ์กับขบวนการเช็กบิลล้างโคตร ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในข้อหา “คอร์รัปชั่นมโหฬาร” ตามแผนปฏิวัติ 5 ขั้นที่วางไว้ ข้อสรุปนี้เราสังเกตได้จากลำดับประเด็นต่อสู้ของกลุ่มพันธมิตรฯ เอง
โดยครั้งแรกกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ออกมาคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ซึ่งต่อมาญัตติก็ได้ตกไป เนื่องจากจำนวน ส.ส. ไม่ครบ 1 ใน 5 ซึ่งนั่นก็หมายถึงชัยชนะครั้งที่ 1 ของพันธมิตรฯ อีกครั้งหนึ่งเมื่อ นายจักรภพ เพ็ญแข ได้แถลงข่าวลาออกจากตำแหน่ง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จากกรณีการบรรยายเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2550 ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย ที่มีเนื้อหาหมิ่นเหม่ต่อพระบรมราชานุภาพ “เพื่อรักษาขุนและประชาธิปไตยในบั้นปลาย” และนี่น่าจะถือว่าเป็นชัยชนะครั้งที่ 2 ของพันธมิตรฯ เมื่อบรรลุข้อเรียกร้องเช่นนี้แล้วพันธมิตรฯ ควรจะถอยเพื่อลดความรุนแรงการเมืองลง และปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังข้าวยากหมากแพง แต่พันธมิตรฯ กลับทำตรงกันข้าม
โดยไม่คิดถึงส่วนรวมเลยแม้แต่น้อย กลับใช้ข้ออ้างที่ไม่มีเนื้อหาสาระในการชุมนุมต่อ คือ การกล่าวจะสลายการชุมนุมม็อบพันธมิตรฯ ของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ซึ่ง นายเฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีมหาดไทยก็ได้ออกมาประกาศแก้ข่าวว่า ไม่มีการสลายการชุมนุมในวันเดียวกัน เป็นอันว่าประเด็นความรุนแรงที่จะเกิดจากฝ่ายรัฐบาลนั้นต้องตกไป แต่กลุ่มพันธมิตรฯ ยังดื้อดึงประกาศชุมนุมต่ออย่างหน้าด้านๆ ด้วยการเสนอยุทธศาสตร์ดาวกระจาย โดยไม่คำนึงถึงความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นในระดับปัจเจกบุคคล เช่น กรณีของกลุ่มนักศึกษาจากสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ถูกตะโกนด่า และถูกขับไล่จากการไปมอบพวงหรีดที่ “สำนักงานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.)” ความรุนแรงทางตรงในลักษณะนี้กำลังจะเกิดขึ้นในหลายๆ พื้นที่ทั่วประเทศไทย เพื่อหยุดความรุนแรงดังกล่าว กลุ่มพันธมิตรฯ ควรหยุดเคลื่อนขบวน เพื่อลดอุณหภูมิทางการเมืองที่ร้อนแรงลง
สหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.) ไม่เห็นด้วยกับทุกเครือข่ายที่เสนอให้หยุดความรุนแรงโดยเอามวลชนไปเคลื่อนไหวกับพันธมิตรฯ เพราะนั่นนอกจากจะไม่แก้ปัญหาแล้ว ยังเป็นการสุมไฟเพื่อให้เกิดความรุนแรงอันจะนำไปสู่วิกฤติประชาธิปไตยอย่างร้ายแรงที่สุด โดยไม่มองย้อนดูประวัติศาสตร์ 19 กันยายน 2549 ที่เพิ่งผ่านมาหมาดๆ ว่าใครเป็นคนเปิดประตูให้กองทัพ
ชื่อก็บอกว่า กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่การกระทำกลับตรงกันข้าม ขอให้ถอยหลังแล้วมาสู้กันด้วยปัญญาและกระบวนการประชาธิปไตยอย่างแท้จริง อย่าทำตัวเป็นเด็กร้องไห้ชักดิ้นชักงออยากกินขนมอีกเลย ขอให้ประชาชนผู้มีญาณทรรศนะจงพิจารณาเอาเถิดว่า พวกเขาเหล่านั้นจะพาพวกท่านไปสู่หนใด
สหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.) จึงขอประกาศหยุดความรุนแรงโดยการเรียกร้องให้
1.ให้ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยุติการชุมนุมเนื่องจากเป็นการสร้างเงื่อนไขที่จะนำไปสู่การทำรัฐประหารและการใช้ความรุนแรง
2.สนับสนุนข้อเสนอของ สนนท. ให้ยุบ ครป. ที่เป็นองค์กรสมาชิกของพันธมิตรฯ และให้ นายสุริยะใส กตะศิลา ลาออกจากเลขาธิการ ซึ่งการกระทำไม่สอดคล้องกับชื่อ ทำให้หลักการประชาธิปไตยบิดเบือน
3.ขอประณามองค์กรภาคประชาชนพวกที่อ้างว่าเป็น NGO ในภาคอีสาน ที่เข้าร่วมและสนับสนุนพันธมิตรฯ ให้ทบทวนจุดยืนของตัวเอง อย่าอ้างว่าทำเพื่อประชาชน เพราะประชาชนไม่ได้อะไร
4.ขอเรียกร้องให้เพื่อนนิสิต นักศึกษาทุกสถาบันในภาคอีสาน เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างเป็นกลางตามหลักประชาธิปไตย ที่เป็นเหตุเป็นผล ถ้ามีการรัฐประหารก็ขอให้รวมพลังกันลุกขึ้นมาต่อต้าน เพื่อปกป้องการปกครองระบอบประชาธิปไตย อย่าให้พันธมิตรฯ มาชี้นำหลักประชาธิปไตยแบบเผด็จการในสังคมไทย
สหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.)
ม็อบโสมมจะใช้เผด็จการสามานย์อีกหรือ
หากไม่ตื้นเขิน บอด ใบ้ ทางการเมืองจนเกินไป ต้องยอมรับว่า เหตุการณ์วันที่ 19 กันยายน 2549 พัฒนามาจากการเมืองนอกสภาของพันธมิตรฯ แม้จะมีคนไม่ให้ราคาขนาดนั้น แต่การอ้างของผู้ก่อการว่า หากไม่ออกมารัฐประหาร จะเกิดการปะทะกันของคนสองกลุ่ม น่าจะเป็นพยานที่รับฟังได้
พันธมิตรฯ กับผู้ก่อการเป็นปรากฏการณ์ที่แยกกันไม่ออก เพราะทันทีที่ คปค. กุมอำนาจเบ็ดเสร็จ แกนนำพันธมิตรฯ อย่าง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นั่งรถตรวจแถวที่หน้า บก.ทบ. สีหน้ายิ้มแย้ม ปากกว้างกว่าที่เคย และก็ไม่ยอมให้ใครแย่งซีนอีกเช่นกัน นายสนธิ ลิ้มทองกุล โผล่หน้ายิ้มเผล่ ประกาศชัยชนะที่หน้า บก.ทบ. เช่นกัน ในขณะที่รัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง ต้องเดินตัวลีบเข้าไปรายงานตัวต่อคณะรัฐประหาร ไม่นับคำอ้างในที่สาธารณะของนายสนธิที่พาดพิงไปถึงผู้ให้กำลังใจในการต่อสู้ครั้งก่อนหน้ารัฐประหารอีกหลายท่าน ไม่เว้นแม้แต่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่ขณะนั้นเป็นองคมนตรี และลาออกมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในเวลาต่อมา
นั่นจะเรียกว่าเป็นชัยชนะของแก๊งพันธมิตรฯ ก็ไม่ผิดนัก เพราะต่างได้ดิบได้ดี จากการรัฐประหารกันถ้วนหน้า บางคนเป็น สนช. บางคนเป็น สสร. หรือนั่งถ่างขาในองค์กรอิสระที่คณะรัฐประหารแต่งตั้ง โดยไม่ละอายต่อหลักการประชาธิปไตยแม้แต่น้อย แถมบางคนยังหน้าด้านออกมานำเสนอประชาธิปไตยแบบไทยๆ เข้าให้อีก กว่า 14 เดือนของความร่วมมือกันระหว่างพันธมิตรฯ และ คมช. รุมยำใหญ่ใส่ครบเครื่องบรรดามี ล็อกสเป็ก วางแลนด์สเคปทุกอย่าง เพื่อให้พรรคการเมืองเก่าแก่เข้ามาเป็นรัฐบาล
แต่ไม่น่าเชื่อว่า พวกเขาจะแพ้ไม่เป็นท่าให้กับพรรคการเมืองที่แปลงร่างมาจากพรรคไทยรักไทยของ อดีตนายกฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทั้งที่รุมกระหน่ำเอาขนาดนั้น
ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 น่าจะทำให้คนกลุ่มนี้เข้าใจและยอมรับในเจตจำนงของประชาชนผู้หย่อนบัตรแสดงมติเลือกพรรคพลังประชาชนเข้ามาบริหารประเทศ แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ พวกเขากลับดูถูก เสียงสวรรค์เหล่านั้น ประหนึ่งว่าเป็นประชาชนชั้นสองของประเทศ
เพียงแค่สามเดือนในการบริหารประเทศของพรรคพลังประชาชนที่เคยหาเสียงว่าจะแก้รัฐธรรมนูญ และสามารถทำได้ตามกระบวนการทางรัฐสภา กลุ่มพันธมิตรฯ ก็ออกมาเรียกร้องให้ ส.ส. ส.ว. ถอนชื่อในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อ ส.ส. ส.ว. ถอนชื่อไปแล้ว แทนที่จะหยุดเคลื่อนไหว กลับเปลี่ยนมาไล่รัฐบาลแทนด้วยข้อกล่าวหาเดิมๆ ว่า เป็นรัฐบาลในระบอบทักษิณ ยึดพื้นผิวจราจรประกาศเป็นรัฐอิสระ ไม่สนใจความเดือดร้อนของประชาชน และเด็กนักเรียนในละแวกใกล้เคียง ประกาศล้มรัฐบาลขั้นแตกหัก
เจตนาของพันธมิตรฯ หวังให้ทหารออกมายึดอำนาจอีกครั้ง เหมือนชัยชนะที่หมูสกปรกเคยได้รับในครั้งก่อนนั่นเอง
แน่นอน ความคิดเช่นนี้ย่อมมีคนที่รับไม่ได้ และคิดต่อต้านอย่างถึงที่สุด คนที่ออกมาเปิดเผยท่าทีอย่างไม่อ้อมค้อม ตรงไป ตรงมาที่สุด คือ นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ ให้สัมภาษณ์ ประชาทรรศน์รายสัปดาห์ ฉบับที่ 71 ประจำวันเสาร์ที่ 7-13 มิถุนายน 2551 ประกาศร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตย ซัดพันธมิตรฯ ถึงกึ๋น เป็น “ระบอบเผด็จการสามานย์” ไม่ใช่ม็อบปกติ มีการจ้างหัวละ 500 บาท ตั้งข้อสังเกตใช้จ่ายมาก บริจาคมาก หวย - พรรคการเมือง หนุนหลัง ติง ชุมนุมทั้ง “มีด–ไม้” กีดขวางเส้นทางสัญจรทำคนเดือดร้อน รัฐธรรมนูญไม่คุ้มครอง ขู่ฟอด “ม็อบ” สยบ “ม็อบ” เคลื่อน “มวลชนสนามหลวง” กดดันวันละ 600 เมตร ให้เลิกปิดเส้นทางสัญจร
“ถ้าเราย้อนไปช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนหน้านั้นมีการบริหารราชการแผ่นดินโดยท่านอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร บ้านเมืองกำลังไปได้สวย เศรษฐกิจกำลังฟีเวอร์ ไม่เคยเห็นในประเทศไหนที่รัฐบาลกำลังบริหารงานแล้วเศรษฐกิจโต ปัญหาปากท้องของพี่น้องเกิดสภาพคล่อง การค้าการขาย การเจรจากับทูตต่างประเทศนั้นดีมาก แต่มีการรัฐประหารเกิดขึ้น ซึ่งจริงๆ แล้วการรัฐประหารมันจะเกิดกับประเทศที่มีปัญหา ด้อยพัฒนา แล้วเกิดความแตกแยก หรือเศรษฐกิจแย่ แต่ประเทศในขณะนั้นมันตรงกันข้าม ประชาธิปไตย อะไรทุกอย่างในขณะนั้นดีมาก
ปัญหาเกิดจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ออกมาเรียกร้องโดยบุคคลที่ล้มละลายบ้าง เสียผลประโยชน์บ้าง อยากมีอำนาจ เห็นไหมครับ การบอยคอตการเลือกตั้ง การแตกแยกทางความคิดของพรรคการเมืองพรรคหนึ่งที่เป็นพรรคเก่าแก่ เมื่อเกิดการออกมาเคลื่อนไหว แล้วทหารออกมายึดอำนาจ แค่กลุ่มพันธมิตรฯ ออกมารวมตัวกันที่ท้องสนามหลวง
การรวมตัวนั้นไม่ใช่การรวมตัวโดยเหตุธรรมชาติ เป็นกลไกที่ไม่ปกติ มีการจ้าง มีการระดมคน มีอำนาจ มีมือลึกลับที่อยู่ในกระบวนการ มีเบื้องหลังทั้งหมด ออกมาเคลื่อนคนที่ท้องสนามหลวง นายกรัฐมนตรีขณะนั้นออกไปพบแขกบ้านแขกเมืองอยู่ต่างประเทศ เพื่อประโยชน์ของชาติบ้านเมือง แต่เกิดการยึดอำนาจการปกครองประเทศ ด้วยเงื่อนไขที่ว่าหากปล่อยให้เกิดการปะทะ หรือกลุ่มนี้เคลื่อนออกมาจะเกิดการนองเลือด จะเกิดการทุบตีฆ่าฟันกัน นั่นเป็นเหตุของการยึดอำนาจการปกครองประเทศ
เมื่อยึดแล้วคุณใช้อำนาจเผด็จการในการล้มรัฐธรรมนูญ ฉีกรัฐธรรมนูญ ยุบสภา ยุบ ส.ว. หมด แล้วคุณตั้ง สสร. อะไรขึ้นมา แล้วร่างรัฐธรรมนูญ พวกขุนพลของพันธมิตรฯ ได้ดิบได้ดี คุณตั้งคนนั้นเป็น สสร. เป็น สนช. คุณตั้งขึ้นมาหมด ใครที่เป็นพวกเดียวกับคุณ แล้วคุณไปร่างรัฐธรรมนูญ แล้วรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นตอนนั้นมีทั้งรถถัง ปืนเอ็ม 16 ทหาร อำนาจรัฐ อำนาจฝ่ายปกครอง อำนาจ คมช. ตามหมู่บ้าน ตรอก ซอก ซอย มีทหารลงไปอยู่ด้วยเต็มไปหมด บางจังหวัดมีการประกาศกฎอัยการศึก ไม่ถอน แล้วทุกพรรคบอกอยู่แล้วเมื่อตอนหาเสียง ว่าจะเข้าไปแก้รัฐธรรมนูญเมื่อเข้าไปเป็นรัฐบาล แต่เรื่องระยะเวลาไม่ใช่เหตุผลสำคัญ
แม้กระทั่งรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ (พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์) ยังบอกว่าให้รับรัฐธรรมนูญไปก่อนแล้วค่อยไปแก้เอาทีหลัง พรรคพลังประชาชนเสนอเหมือนกันว่า เราจะแก้รัฐธรรมนูญเมื่อได้เป็นรัฐบาล พรรคอื่นๆ เหมือนกัน ทีนี้พอเป็นรัฐบาล ได้นายกรัฐมนตรี ได้สภา มีประธานสภาฯ ได้ฝ่ายค้าน ได้ฝ่ายนิติบัญญัติ ยังไม่ถึง 3-4 วันเลย เกิดเหตุอีกแล้ว พันธมิตรฯ ออกมาบอกตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง!
โดยอาศัยเงื่อนไขว่า แทรกแซงกระบวนการยุติธรรมเพื่อฟอกผิด ฟอก พ.ต.ท.ทักษิณ ข้อหาสารพัด คุณยึดอำนาจเขาไป อยู่ต่างประเทศจะไปจับเขาเป็นผู้ร้ายข้ามแดน ต่างชาติเขาเห็นเขาทนไม่ได้ ว่าบ้านป่าเมืองเถื่อนนี้มันใช้ไม่ได้ เขาไม่เห็นด้วย พอเลือกตั้งเสร็จมีรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางเข้าประเทศ เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ต้องไปประกันตัว ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ศาลก็ให้ ไม่เห็นจะไปมีอำนาจแทรกแซงศาลตรงไหน ก็ไปนั่งคอตกอยู่ในศาลเพื่อยื่นคำร้องให้ศาลพิจารณาปล่อยตัวชั่วคราว แล้วศาลบอกว่า ถ้าจะเดินทางไปต่างประเทศต้องขออนุญาตศาลเป็นครั้งๆ ไปอีก คุณจะเอาอย่างไร แล้วคุณไปตามยึดทรัพย์ ตามกลั่นแกล้งเขาอีก
แทนที่คุณยึดอำนาจการปกครองประเทศแล้ว คุณจะเรียกทุกพรรคการเมืองมาตั้งโต๊ะกลมเจรจาสร้างการเมืองสมานฉันท์ให้ดีขึ้น แต่กลับเกิดปฏิกิริยาที่มันหนักกว่าเก่า เกิดความแตกแยกร้าวฉาน ในช่วง คมช. เกิดม็อบ เกิดการประท้วงอะไรเยอะแยะ แล้วคุณไปถือหางอีกข้างหนึ่งที่เป็นพรรคการเมืองเก่า ถือหางพันธมิตรฯ แล้วไล่ทุบไล่ตีคนที่ไม่ใช่พวกคุณ ผลการเลือกตั้งออกมาเป็นอย่างไร พรรคพลังประชาชนได้เสียงข้างมากอีก นี่ขนาดมีกระบวนการไม่ชอบมาพากลหลายเขตเลือกตั้ง พลังประชาชนยังกลับเข้ามาอีก
เมื่อกลับเข้ามาอีก ผมฟันธงเลยว่า คุณไม่มีทางชนะทางการเมือง บนเวทีคุณไปเป็นอีแอบอยู่เบื้องหลัง เอาพันธมิตรฯ มาเป็นหุ่นเชิด คือ การเมืองนอกเวที มันไม่แปลกหรือ อยู่ในสภาสู้ไม่ได้ก็วอล์กเอาต์ นั่นคือบนเวทีนะ อยู่นอกสภาสู้ไม่ได้ก็วอล์กเอาต์ ไม่ลงเลือกตั้ง เนี่ยคือพฤติกรรม แล้ววันนี้มาเชิดหน้าชูตาอยู่หน้าสื่อว่า อยากจะสร้างความสมานฉันท์ แต่คุณไปตั้งวอร์รูมอยู่ที่โรงแรมรอยัล ปริ๊นเซส เขามีภาพถ่ายหมด ระดับขุนพลของพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง คุณไปบัญชาการส่งเสริมขนคนมาเต็มไปหมด
วันนี้ (วันเสาร์ที่ 30 พ.ค. 2551) 500 บาท เกณฑ์คน ถ้าใครบอกว่าไม่เกณฑ์คน วันนี้เอาไหมครับ จุดธูป เผาพริกเผาเกลือกันเลยไหมครับ ที่พระสยามเทวาธิราช ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง นี่แหละคือเหตุผล เมื่อคุณไม่รู้แพ้รู้ชนะ แล้วคุณออกมาสร้างความเดือดร้อน ผมเองเป็น ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้ง ผมหวังว่าผมเป็นผู้แทนราษฎรมีสภาแล้ว ผมจะเข้ามาทำงานให้ดีที่สุด แต่มีสมาชิก มี ส.ส. ของพรรคการเมืองพรรคหนึ่งออกมาเล่นการเมืองนอกเวทีอีก ขึ้นเวทีพันธมิตรฯ อย่างนี้มันเป็นการเมืองนอกสภาอีกแล้ว เลยฟังเสียงประชาชน ประชาชนบอกว่าทนไม่ไหวแล้ว น่าจะมีที่ยืนให้กับประชาชน นี่แหละเป็นที่มาของกลุ่มมหาประชาชนร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตย...”
ส.ส. จากสมุทรปราการ เผยแนวทางการต่อสู้ กดดันกับพันธมิตรฯ โดยไม่ต้องการให้มีการปะทะว่า
“ทีแรกพันธมิตรฯ ออกมาครั้งแรก จุดยืนคือคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กับเรื่องของคุณจักรภพ (นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี) วันนี้เป้าเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา วันนี้บอกไม่เอาแล้ว ต้องขับรัฐบาล ล้มรัฐบาล ไล่นายกฯ สมัคร และบังคับให้รัฐบาลยุบสภา นี่กลายเป็นกฎหมู่ เป็นองค์กรของโจรกลุ่มน้อยแล้ว ลักษณะนี้มันเข้าข่ายที่จะล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยใช้ข้ออ้างสิทธิตามรัฐธรรมนูญนั้นบังหน้า การที่คุณบอกว่าจะยุบสภา และนายกฯ ต้องลาออก มันเป็นข้อเรียกร้องที่ขาดความชอบธรรม เพราะฉะนั้น อย่างนี้พันธมิตรฯ กำลังใช้พฤติกรรมแบบนี้ วันหลังคุณไม่พอใจคำตัดสินของศาล คุณเอากฎหมู่ออกมาเคลื่อนไหวกดดันขับไล่ ตั้งเงื่อนไขว่า 1.ต้องลาออก 2.ต้องเปลี่ยนคำพิพากษา อย่างนั้นหรือเปล่า
ไม่พอใจรัฐบาลไหนเอาคนออกมาปิดถนน เลยมองว่ามันเป็น “ม็อบธุรกิจ” เงินหมดตอนไหนออกมาทำ “ม็อบธุรกิจ” มาเคลื่อนไหว โดยการทำธุรกิจม็อบนั้นอยู่บนความทุกข์ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน แล้วคุณอ้างว่าใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญว่ามีสิทธิเสรีภาพ แล้วประชาชนคนอื่นเขาไม่มีสิทธิตามรัฐธรรมนูญหรือครับ… เพราะว่าพวกนี้มันเป็นม็อบธุรกิจ คุณเห็นไหมครับ มีทั้งผ้าโพกหัวสีเหลือง ผ้าพันคอ เสื้อยืด กางเกง ธง ป้าย ดนตรี เวที เครื่องเสียง ค่าน้ำมัน ค่าอาหาร แล้วค่าบริหารจัดการ แล้วคุณเอาเงินที่ไหนมาทำ?
ผมถามว่าเอาเงินที่ไหนมาทำตั้งเยอะแยะ แสดงว่ามีกลุ่มทุน แบบนี้เขาเรียกว่า ระบอบเผด็จการสามานย์ มีพรรคการเมืองให้การสนับสนุน มีทหารกลุ่มหนึ่งให้การเกื้อหนุนจุนเจือ คือ ต้องการที่จะล้มระบบ และการที่พวกคุณออกมากล่าวอ้างว่ามีแนวคิดชั่วร้ายที่เป็นอันตรายอย่างยิ่ง คือ คุณคิดได้อย่างไรที่จะมีการตั้งสาธารณรัฐ คุณคิดได้อย่างไรว่าจะสร้างชาติใหม่ นี่ไม่ใช่การกู้ชาติ แต่เป็นการสร้างชาติใหม่ นี่มันเป็นแนวคิดในจิตสำนึกที่เรามองเห็นในระบบ เราถึงได้เรียกว่า “ระบอบเผด็จการสามานย์” พวกนี้ต้องการจะตั้งกลุ่มชนขึ้นโดยไม่ฟังเสียงคัดค้าน
วันนี้ที่พันธมิตรฯ ก่อตัวแล้วรวมตัวกัน เขากล้ายืนยันไหมครับว่าเป็นมติเอกฉันท์ของประชาชน 80% ของคนทั้งประเทศ มันเป็นแค่ 1-10% ของคนทั้งประเทศเท่านั้นเอง แล้วคุณเอาสิ่งเหล่านี้มาอ้าง วันนี้เขาเอาประชาชนเป็นกำแพงล้อมไว้ หมายความว่า เอาประชาชนเป็นเปลือกนอกห่อหุ้มตัวเขาไว้ เกิดล้มเจ็บหรือเสียชีวิตเกิดขึ้นพันธมิตรฯ ไม่รับผิดชอบ ผลจะออกมาเป็นประการใดแล้วแต่พันธมิตรฯ จะถูกจับหรือจะล้มรัฐบาลแล้วแต่ บทสรุปคือว่า ผู้ที่ไปร่วมชุมนุมชีวิตไม่ได้ดีขึ้น น้ำมัน ภาคการเกษตร ปากท้องของคนที่ไปร่วมชุมนุมไม่ได้ดีขึ้น แต่ถามว่าพันธมิตรฯ เขาเดือดร้อนอะไร เขาไม่ได้เดือดร้อน เพราะเงินที่บริจาคเข้ามาเสียภาษีไหม เงินที่บริจาคเป็นเงินรายได้ไหม เป็นเงินรายได้ 5 ล้าน 10 ล้าน 20 ล้าน บริจาคทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งเงินแฝง ทั้งบริษัทกลุ่มทุน
เมื่อก่อนเรามี “กลุ่มทุนใหม่” “กลุ่มทุนเก่า” แต่อันนี้เราเรียกว่า “กลุ่มทุนระบอบเผด็จการสามานย์” ที่เป็นกลุ่มทุนหนุนให้ระบอบเผด็จการก่อตัว เพื่อที่จะหวังให้กลุ่มนักการเมืองพวกเขาเหล่านี้เข้าไปเป็นรัฐบาล แล้วเข้าไปแสวงหาอำนาจ...”
ไม่อยากให้การเมือง เดินไปสู่ความรุนแรง ไม่ต้องการให้เกิดการปะทะของคนในชาติ ต้องรู้เท่าทันเกมการเมืองอย่างถึงกึ๋น ประชาทรรศน์รายสัปดาห์ หาข้อมูลมากำนัลท่านแล้ว อย่าช้า...วางแผงแล้ววันนี้
เสียดายโอกาส
ก่อนหน้านี้เคยมีคนออกมาแสดงความเป็นห่วงว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วของเวียดนามจะส่งผลกระทบมาถึงประเทศไทย โดยเฉพาะการลงทุนจากทุนต่างชาติ ที่ไหลเข้าไปในเวียดนามเป็นจำนวนมหาศาล
ซึ่งในจำนวนนั้นส่วนใหญ่น่าจะเป็นการลงทุนที่เกิดขึ้นในเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านสิ่งทอที่เมืองไทยเคยเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ ก็มีการย้ายฐานการผลิตไปหลายราย จนมูลค่าการส่งออกด้านสิ่งทอของไทยกับเวียดนามมีตัวเลขแทบไม่แตกต่างกัน
จำได้ว่าในช่วงหลังการปฏิวัติรัฐประหารใหม่ๆ เคยมีนักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญเรื่องประเทศเวียดนามออกมาให้กำลังใจนักลงทุนว่า เวียดนามยังไม่สามารถตามทันประเทศไทยได้ง่ายๆ แน่ เพราะบางอย่างเป็นเรื่องการสั่งสม และมีการพัฒนามาเป็นขั้นเป็นตอน
ไม่ใช่เรื่องที่การพัฒนาแบบก้าวกระโดดจะทำให้ตามทันกันได้ในเร็ววัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งเส้นทางการคมนาคม ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์
แม้ว่าเวียดนามจะคิดเร็ว ทำเร็ว มีการตัดสินใจสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ไปแล้ว ทั้งที่เมืองไทยยังตั้งท่าคัดค้าน และไม่มีใครกล้าดำเนินการ หรือแม้แต่การสร้างสนามบินใหม่ถึง 2 แห่ง การสร้างโครงข่ายระบบรางเพื่อรองรับการขนส่งสินค้า ที่ทำรวดเดียว 6 สาย ตามมาด้วยอีกหลายโครงการ
แต่ผู้รู้ก็ยังยืนยันว่าการลงทุนของไทยยังสามารถเดินไปได้ แม้ว่าเวียดนามจะหายใจรดต้นคอ แต่ก็ยังไม่ถึงจุดที่ไล่ทันไทยเราได้ หากเราไม่ไปสะดุดขาตัวเองให้เขาแซงหน้าไปเสียก่อน
ในขณะที่ตอนนั้นผู้นำเวียดนามเองก็เป็นคนหนุ่ม คิดเร็ว ทำเร็ว มีบุคลิกลีลาในการบริหารงานละม้ายคล้ายกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เชื่อว่าฝีไม้ลายมือพอฟัดพอเหวี่ยง และสู้กันได้สบาย
แต่ประเทศไทยเราก็มีกลุ่มคนออกมาชุมนุมประท้วง เชื้อเชิญให้ทหารออกมาทำการปฏิวัติ และมีรัฐบาลที่ทำงานไม่เป็น (สับปะรด) มาบริหารบ้านเมือง จนทำให้เราเสียโอกาสอย่างยิ่งใหญ่ไปแล้วครั้งหนึ่ง
หากได้ศึกษาลงลึกไปถึงรายละเอียดของมูลค่าการลงทุนในเวียดนามแล้ว ก็จะเห็นชัดว่าประเทศไทยเสียโอกาสไปเท่าไร เพราะในช่วงที่บ้านเมืองไทย อยู่ในช่วงเผด็จการ รัฐบาลมาจากการยึดอำนาจนั้น แม้แต่เจ้าพ่อไมโครซอฟท์อย่าง บิล เกตส์ ก็ยังเลือกที่จะเดินทางไปเยือนเวียดนาม เพื่อดูลู่ทางการลงทุน พร้อมกับตัดสินใจเปิดไลน์การผลิตชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์บางส่วนไปแล้ว
นั่นเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า มีโอกาสสูงมากที่เวียดนามจะแซงหน้าเราได้ในเร็ววัน เพราะแม้รัฐบาลเวียดนามจะปกครองโดยระบอบสังคมนิยม แต่นั่นก็หมายถึงการตัดสินใจที่เด็ดขาดและรวดเร็ว และที่สำคัญเวียดนามไม่ได้มีปัญหาการเมืองที่ทำลายความเชื่อมั่นเหมือนอย่างบ้านเรา
ขณะที่มาถึงวันนี้ประเทศไทยมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นช่วงเวลาของการเรียกความเชื่อมั่นในสายตานานาชาติกลับคืนมา แต่ก็น่าเสียดาย เพราะรัฐบาลยังไม่ทันได้มีโอกาสทำงาน ไม่มีโอกาสได้กอบกู้วิกฤตการณ์ใดๆ
ก็ต้องมานั่งห่วงหน้าพะวงหลังกับกลุ่มบ่อนทำลาย ที่คอยขัดแข้งขัดขา และที่สำคัญ ทำลายความเชื่อมั่นของต่างชาติซ้ำสอง ที่ทำให้ถูกมองยาวไปอีกว่ าแม้บ้านเมืองสงบได้ แต่ประเทศไทยก็พร้อมจะเกิดความวุ่นวายทางการเมืองได้ทุกเมื่อ
เป็นภาพเดียวกับที่นักลงทุนต่างชาติเคยมองอย่างไม่มั่นใจต่อเสถียรภาพทางการเมืองของพม่า และกัมพูชา จนเป็นเหตุให้ทั้ง 2 ประเทศ ยังคงเป็นประเทศล้าหลังอยู่อย่างทุกวันนี้
และที่ยิ่งน่าเสียดายเป็นคำรบที่สอง สาม ตามมาก็คือ ในวันนี้ประเทศเวียดนามที่พยายามเติบโตอย่างก้าวกระโดดกำลังประสบปัญหาอย่างหนัก
ตัวเลขเงินเฟ้อพุ่งสูงถึง 25% ในขณะที่ตัวเลขขาดดุลการค้าก็สูงจนน่าตกใจ โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ก็พลอยได้รับผลกระทบกันไปทั่ว และแน่นอนว่าได้สร้างความหวั่นไหวให้กับนักลงทุน ที่กำลังตัดสินใจใช้ประเทศเอเชียเป็นศูนย์กลางการผลิต
แน่นอนว่าในตัวเลือกที่มีอยู่ หากนักลงทุนละความสนใจจากประเทศเวียดนาม โอกาสทองก็น่าจะเป็นของประเทศไทยมากกว่าประเทศอื่นใด
แต่ก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะสถานการณ์บ้านเมืองที่กำลังเลวร้าย ที่มีคนเพียงหยิบมือออกมาปักหลักท้ากฎหมาย ขับไล่รัฐบาลที่มาจากระบอบประชาธิปไตย เป็นภาพที่ชาวโลกรับไม่ได้
และคงไม่ผิดหากจะบอกว่า พวกพันธมิตรฯ ที่ออกมาชุมนุมอยู่ขณะนี้ เป็นพวกทำลายชาติโดยแท้...!!
บิ๊กโบ๊ต
ญัตติลวงโลกปชป.ป้องรธน.50 คปพร.ยื่นอีก4หมื่นชื่อหนุนแก้รธน.
ท่ามกลางความเห็นที่แตกต่างในรายละเอียดของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ที่ผ่านมา นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้เชิญตัวแทนทั้งจากฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาลมาหารือกันเพื่อหาข้อยุติที่เห็นพ้องกันทุกฝ่าย
โดยคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ประกอบด้วย นายวิทยา บุรณศิริ รองประธานวิปรัฐบาล และ นายสามารถ แก้วมีชัย เลขานุการวิปรัฐบาล และในส่วนของคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) มี นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ประธานวิปฝ่ายค้าน นายวิทยา แก้วภารดัย นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
หลังการหารือกัน ทุกฝ่ายต่างเห็นชอบในหลักการที่จะให้มีการเสนอญัตติเพื่อตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550
รวมทั้งยังมีการกำหนดสัดส่วนกรรมาธิการวิสามัญ ไว้ 60 คน เป็นสัดส่วนของพรรคพลังประชาชน 29 คน พรรคประชาธิปัตย์ 21 คน พรรคชาติไทย 4 คน พรรคเพื่อแผ่นดิน 3 คน ส่วนพรรคการเมืองที่เหลือจะมีตัวแทนพรรคละ 1 คน โดยเปิดทางให้แต่ละพรรคนำคนนอกเข้าร่วมเป็นกรรมาธิการได้นั้น
อย่างไรก็ดี ในวันที่ 10 มิถุยายน ที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์กลับมีการเสนอญัตติด่วนต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง ขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการใช้และปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 โดยเนื้อหาสาระยังคงเป็นการปกป้องรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งผิดไปจากที่มีการคุยกันว่าจะตั้งกรรมาธิการร่วมกันศึกษาแนวทางในการแก้ไข
โดย นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) อ้างว่า การเสนอญัตติตั้งกรรมาธิ การวิสามัญเพื่อมาศึกษาการบังคับใช้รัฐธรรมนูญปี 2550 ของแต่ละพรรคการเมืองนั้น ส่วนใหญ่มีเนื้อหาที่คล้ายกัน ยกเว้นแต่พรรคพลังประชาชน ที่มีการเพิ่มเติมว่า การศึกษาดังกล่าวเพื่อนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ
พร้อมทั้งสร้างเงื่อนไขขึ้นมาอีกว่า คณะกรรมาธิการที่ตั้งขึ้นมาจะต้องพิจารณาศึกษาให้ครอบคลุม 3 เรื่อง คือ 1.ศึกษาปัญหาในการบังคับใช้และปัญหาในการปฏิบัติ 2.ศึกษากลไกและการออกกฎหมายตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด และ 3.ศึกษาว่ามีหลักใดบ้างที่ขัดต่อระบอบประชาธิปไตย หรืออาจจะเสนอให้องค์กรที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมโดยตรง
รวมทั้งสัดส่วนคณะกรรมาธิการที่มีการตกลงกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วก่อนหน้านี้ นายสาทิตย์ ก็ระบุว่า พรรคฝ่ายค้านเห็นว่าควรจะแบ่งสัดส่วนให้กับบุคคลภายนอกเข้าร่วมด้วย เพราะเดิมรัฐบาลเสนอให้มีคณะกรรมาธิการ 60 คน โดยแบ่งสัดส่วนของแต่ละพรรคการเมือง โดยไม่มีคนนอกเข้าร่วม ซึ่งหากอยากให้คนนอกเข้าร่วม พรรคการเมืองก็ต้องเฉือนสัดส่วนของตัวเองออกไป ซึ่งตรงนี้อาจทำให้มองได้ว่าคนที่มาจากสัดส่วนของพรรคพลังประชาชนเป็นฝ่ายเดียวกับรัฐบาล และมองได้ว่าไม่มีความเป็นกลาง เหมือนกับคนที่มาจากฝ่ายค้านก็ได้
ดังนั้นหากมีการแบ่งสัดส่วนไว้สำหรับคนนอก ก็จะทำให้เกิดความสบายใจมากขึ้น ทำให้เกิดความหลากหลาย มีความเป็นกลาง และไม่เอียงไปทางใดทางหนึ่ง นอกจากนี้ในการเลือกประธานคณะกรรมาธิการ ก็จะได้มีทางเลือกหลากหลายมากขึ้น แทนที่จะเลือกเสียงข้างมาก หรือเลือกฝ่ายค้านมาเป็น
ซึ่งจะทำให้เกิดข้อครหาว่าไม่มีความเป็นกลาง ทางวิปฝ่ายค้านจึงขอเสนอให้ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาฯจัดประชุมร่วมกันระหว่างวิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้าน เพื่อตกลงกันในเรื่องคณะกรรมาธิการ ซึ่งคาดว่าน่าจะประชุมร่วมกันได้ในวันศุกร์ที่ 13 มิถุนายนนี้ และคาดว่าวิปรัฐบาลน่าจะเห็นด้วย เพราะไม่ต้องมีการเฉือนกรรมาธิการในสัดส่วนของตัวเอง
นายสาทิตย์ กล่าวว่า สำหรับสัดส่วนของคณะกรรมาธิการที่เหมาะสมนั้น เดิมตกลงกันไว้ที่ 60 คน ซึ่งก็ถือว่าเป็นตัวเลขที่เหมาะสม หรือหากจะเพิ่มเป็น 70 คน ก็ไม่ถือว่าเยอะไป และเชื่อว่าการเสนอสัดส่วนคนนอกเข้ามานั้น จะไม่เกิดความยุ่งยาก เพราะอย่างไรการประชุมคณะกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นมานั้น ก็จะเริ่มได้ประมาณเดือนกรกฎาคม ดังนั้นเวลา 2 สัปดาห์ในการให้บุคคลภายนอกสมัครเข้ามาเป็นกรรมาธิการน่าจะเหมาะสม
ส่วนความเห็นส่วนตัวคิดว่า สัดส่วนของคนภายนอกน่าจะอยู่ที่ 20 คน หรือ 1 ใน 3 ของกรรมาธิการ แต่อย่างไรก็ตาม ก็ต้องดูตามความเหมาะสมว่า ได้บุคคลที่มีความเชี่ยวชาญครบหรือไม่
ทั้งนี้เอกสารขอเสนอญัตติด่วนของพรรคประชาธิปัตย์ เรื่อง ขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการใช้และปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มีรายละเอียดดังนี้
“เนื่องจากปัจจุบันมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ซึ่งมีที่มาจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 โดยได้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 และทำการสรรหาสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อร่างรัฐธรรมนูญจนแล้วเสร็จ
โดยประกาศใช้เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2550 รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวนี้ ได้มีบทบัญญัติและเจตนารมณ์ที่ก้าวหน้าในหลายเรื่อง จนถือว่าเป็นสิ่งใหม่ในสังคมไทยก็ว่าได้ ทั้งยังเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่ผ่านการทำประชามติจากประชาชนทั้งประเทศอีกด้วย โดยมีการลงประชามติเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ.2550 มีผู้ออกเสียงประชามติทั่วประเทศอย่างมากมาย โดยมีเสียงเห็นชอบ 14 ล้านเสียง ไม่เห็นชอบ 10 ล้านเสียง
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้ว รัฐสภาต้องมีการตรากฎหมายรองรับเพื่อทำให้เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญสมบูรณ์จำนวนหลายฉบับ ในขณะที่ได้มีข้อกังวลของหลายฝ่ายโดยเฉพาะฝ่ายการเมืองบางฝ่าย เกรงว่าบทบัญญัติบางประการของรัฐธรรมนูญ ทำให้ปฏิบัติหน้าที่มิได้เป็นการจำกัดบทบาทของตน บ้างก็วิตกกังวลว่ารัฐธรรมนูญทำให้เกิดความสับสนในบทบาทหน้าที่ บางส่วนได้มีการจัดรณรงค์เคลื่อนไหวคัดค้านและต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยอ้างว่าเป็นรัฐธรรมนูญ ที่มีที่มาโดยมิชอบ ในขณะที่ภาคประชาชนบางส่วนมองว่าสาระของรัฐธรรมนูญดีอยู่แล้ว ควรบังคับใช้ไปก่อน หากมีการเคลื่อนไหวแก้ไข
โดยมิได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อประโยชน์ของประชาชนแต่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของตนและพวกพ้อง ถือเป็นการทำที่ไม่สมควร และเห็นควรรณรงค์คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าว
ข้อวิพากษ์วิจารณ์และข้อกังวลเหล่านี้ อาจส่งผลกระทบต่อการพัฒนาการเมืองและกระบวนการประชาธิปไตยของประเทศไทยในอนาคตได้ อีกทั้งยังมีบุคคล กลุ่มบุคคลอีกจำนวนหนึ่งพยายามปลูกฝังความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนต่อรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว เป็นการต่อเนื่องเป็นระยะๆ
ท่าทีของการรณรงค์ที่มีความแตกต่างทางความคิดอย่างสิ้นเชิงนี้ อาจเป็นชนวนเหตุนำไปสู่ความแตกแยกในชาติ รวมถึงอาจนำไปสู่การเผชิญหน้าทางการเมืองได้ ดังเช่นที่เคยเป็นมาในอดีต ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในประเทศได้
ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง และป้องกันความแตกแยกในชาติดังกล่าวจึงสมควรที่สภาผู้แทนราษฎร จะได้ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างฝ่ายการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร กับภาคส่วนต่างๆ ในสังคม เช่น การเมืองภาคประชาชน นักวิชาการ องค์กรเอกชน ผู้สนใจ
โดยการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาการใช้ และปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 โดยมีองค์ประกอบจากทุกฝ่าย เพื่อร่วมกันพิจารณาศึกษาการใช้และปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ เพื่อนำผลการศึกษาเสนอสภาผู้แทนราษฎรและผู้เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาดำเนินการในขั้นตอนต่อไป
จึงขอเสนอญัตติด่วนดังกล่าว มาตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาการใช้และปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ส่วนเหตุผลและรายละเอียดจะได้ชี้แจงในที่ประชุมสภาต่อไป
แหล่งข่าวระบุว่า ท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นการออกมาปกป้องรัฐธรรมนูญ 2550 อย่างชัดแจ้ง และยังผิดไปจากที่มีการตกลงร่วมกันของทุกฝ่าย ชี้ให้เห็นถึงความไม่จริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และยุติปัญหาความขัดแย้ง
ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 11 มิถุนายนนี้ คณะกรรมการประชาชนเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) จะเดินทางไปยังรัฐสภาเพื่อยื่นเพิ่มเติมรายชื่อสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญอีก 40,000 รายชื่อ จากที่ได้เคยเสนอไว้ก่อนหน้านี้แล้ว 150,000 รายชื่อ พร้อมทั้งจะสนับสนุนให้รัฐสภาเร่งพิจารณา พ.ร.บ.ประชามติ ด้วย
ชงคดี‘หญิงเป็ด-บัตรเลือกตั้ง’ นายกฯนั่งหัวโต๊ะถกคดีพิเศษ
นายธาริต เพ็งดิษฐ์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า ในวันที่ 16 มิถุนายน เวลา 14.00 น. นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) จะเป็นประธานการประชุมบอร์ด กคพ. เพื่อติดตามความคืบหน้าการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษและรับคดีเข้าเป็นคดีพิเศษ ซึ่งดีเอสไอจะนำคดีที่ได้สืบสวนเบื้องต้น แต่มีปัญหาข้อติดขัดในประเด็นอำนาจสอบสวน จึงจำเป็นต้องนำเข้าสู่การหารือของบอร์ดกคพ. เพื่อขอให้มีมติรับเป็นคดีพิเศษ โดยในการประชุมบอร์ด กคพ. ครั้งนี้ ดีเอสไอจะเสนอให้รับคดีฉ้อโกงภาษีและคดีของสำนักคดีการเงินการธนาคารเป็นคดีพิเศษประมาณ 10 คดี
รวมถึงคดีการฮั้วประมูลการพิมพ์บัตรเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคดีที่มีผู้กล่าวโทษร้องทุกข์ให้ตรวจสอบความไม่โปร่งใสในการจัดอบรมของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งดีเอสไอจะเสนอขอให้มีมติรับเป็นคดีพิเศษ เนื่องจากมีปัญหาโต้แย้งเรื่องอำนาจสอบสวนในคดีที่มีวงเงินการจัดซื้อจัดจ้างไม่ถึง 100 ล้านบาท ทำให้ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาไม่ส่งเอกสารหลักฐานให้ดีเอสไอตรวจสอบ
สำหรับการรับโอนคดีพิเศษ ต้องใช้มติด้วยเสียง 2 ใน 3 จากคณะกรรมการคดีพิเศษ 21 คน ซึ่งกรรมการโดยตำแหน่ง 12 คน ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงพาณิชย์ อัยการสูงสุด ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เลขาธิการสำนักงานกฤษฎีกา เจ้ากรมพระธรรมนูญ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย นายกสภาทนายความ และ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีก 9 ตำแหน่ง อาทิ นายโสภณ รัตนากร อดีตประธานศาลฎีกา ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านกฎหมาย นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร นายคณิต ณ นคร
ในส่วนของคดีฮั้วประมูลพิมพ์บัตรเลือกตั้งและคดีทุจริตการเลือกตั้งจากการพิมพ์บัตรเลือกตั้งเกินจำนวนผู้มีสิทธิลงคะแนน พล.ต.ต.เสวก ปิ่นสินชัย อดีตผู้บังคับการตำรวจป่าไม้ ได้เข้ากล่าวโทษร้องทุกข์ให้ดีเอสไอตรวจสอบ แต่ กกต. โต้แย้งว่าได้แบ่งการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งออกเป็น 2 ส่วน ทำให้มีวงเงินไม่ถึง 100 ล้านบาท ดีเอสไอจึงไม่มีอำนาจสอบสวน เช่นเดียวกับคดีทุจริตการเลือกตั้งซึ่งไม่ใช่คดีพิเศษที่ระบุไว้แนบท้าย พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ
ส่วนคดีฮั้วประมูลใน สตง. นายวันชัย จงจรูญหิรัญ กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ ได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อดีเอสไอ ถึงความไม่ชอบมาพากลใน สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) จากการที่ บริษัท ออดิต แอนด์ แมเนจเม้นท์ คอนซัลแตนท์ จำกัด ผูกขาดการจับอบรมให้กับบุคลากรของ สตง. มูลค่านับสิบล้านบาท
และบริษัทดังกล่าวยังเช่าอาคารพาณิชย์ ของ นายทรงเกียรติ เมณฑกา สามีคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการ สตง. ที่ส่อเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งก่อนหน้านี้ดีเอสไอประสานให้ สตง. ส่งข้อมูลมาให้พนักงานสอบสวนตรวจสอบ แต่ สตง. ยังคงเพิกเฉยไม่ดำเนินการตามที่ได้รับการร้องขอจากพนักงานสอบสวน ล่าสุดพยานบุคคลในคดีนี้ระบุว่าถูกข่มขู่จนต้องหลบไปอาศัยในต่างจังหวัด เพราะเกรงจะไม่ได้รับความปลอดภัย ดีเอสไอจึงเตรียมให้ความคุ้มครองพยานรายนี้ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองพยานในคดีอาญา
รัฐงัดข้อกฎหมายเอาผิดASTV เชื่อพรบ.คลื่นความถี่จัดการได้
นายเผชิญ ขำโพธิ์ รักษาการอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ กล่าวถึงกรณีการตรวจสอบสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม เอเอสทีวี (ASTV) ว่าที่ผ่านมากรมประชาสัมพันธ์ได้รับเรื่องจากเจ้าหน้าที่ของบ้านเมืองที่เรียกร้องให้ตรวจสอบ เอเอสทีวี ซึ่งกรมประชาสัมพันธ์เคยมีคดีฟ้องมาแล้วครั้งหนึ่งแต่ศาลยกคำร้อง และเอเอสทีวีก็ได้รับการคุ้มครองชั่วคราวจากศาลปกครอง
อย่างไรก็ตามศาลจะดำเนินการอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล กรมประชาสัมพันธ์ทำได้เพียงแค่ให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่เท่านั้น ส่วนเรื่องความมั่นคง คงให้เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค 1 เป็นผู้ตรวจสอบ กรมประชาสัมพันธ์ไม่ได้มีอำนาจไปยกเลิกคำสั่งให้เอเอสทีวี ระงับการออกอากาศได้
เพราะว่าพระราชบัญญัติประกอบกิจการกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ ปี 2551 ได้มีผลบังคับใช้แล้ว ซึ่งเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ที่ผ่านมา ได้มอบให้ฝ่ายกฎหมายนำข้อมูลไปมอบให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว แต่จะมีการยื่นข้อมูลร้องต่อศาลปกครองให้ยกเลิกคำสั่งหรือฟ้องร้องกรณีอื่นใด ขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด
เมื่อถามว่ามั่นใจในเอกสารหรือไม่ นายเผชิญกล่าวว่าอยู่ที่ตำรวจจะพิจารณาประเด็นใดบ้าง จะแนะนำประเด็นใดเป็นพิเศษหรือเปล่า ส่วนตัวแล้วไม่ทราบเรื่องเพราะไม่ได้เข้าร่วมประชุมกับผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1
เมื่อถามว่าสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที (NBT) เสนอข่าวเป็นกลางหรือไม่ นายเผชิญกล่าวว่าสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีเสนอข่าวแบบเป็นกลางไม่ได้เชียร์รัฐบาล ควรมองด้วยความเป็นธรรมทุกอย่างอยู่ที่ใจ ส่วนปัญหาการปะทะกันที่หน้าเอ็นบีทีนั้น ตนเห็นว่าเป็นเพียงการเดินชนกัน เพื่อแย่งพวงหรีดไม่ได้เป็นการปะทะกันแต่อย่างใด ทั้งนี้สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส (TPBS) จะเป็นกลางหรือไม่นั้นตนเห็นว่าอยู่ที่ความตั้งใจของผู้ผลิตและผู้บริหาร รวมถึงคนดูว่าจะมองว่าเป็นกลางหรือไม่
ขณะที่ นายจุลยุทธ หิรัณยะวสิต ปลัดสำนักนายกฯ (สปน.) กล่าวถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเตรียมยื่นร้องต่อศาลปกครองให้มีการถอนคำสั่งคุ้มครองการออกอากาศและการเชื่อมโยงสัญญาณของสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวีว่า ส่วนตัวแล้วเข้าใจว่าขณะนี้คงอยู่ในขั้นตอนการศึกษาด้านกฎหมาย แต่ทาง สปน. ไม่ได้สั่งการให้กรมประชาสัมพันธ์ดำเนินการกับสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี แต่กรมประชาสัมพันธ์มีสิทธิ์ที่จะดำเนินการเองได้ และเมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนตามกฎหมายแล้วกรมประชาสัมพันธ์เพียงแต่รายงานให้ทาง สปน.รับทราบเท่านั้น
ขณะที่นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า การที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ถือเป็นช่องว่าง ที่ ASTV ออกอากาศโจมตีรัฐบาลให้เกิดความเสียหาย ซึ่งกำลังให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องศึกษาข้อกฎหมาย เพื่อดำเนินการเรื่องนี้อยู่ ขณะเดียวกันในช่วงเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญนี้ มีกฎหมายจัดสรรคลื่นความถี่ ที่ต้องเร่งพิจารณา หลังจากผ่านความเห็นชอบจากสภาแล้วจะสามารถนำมาบังคับใช้กรณีนี้ได้
ฉะ!อารยะขัดขืนผิดรธน.มาตรา68 เศรษฐกิจชาติพัง
จากกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ระบุว่าจะมีการประกาศนำเอา “อารยะขัดขืน” มาใช้เป็นเครื่องมือในการกดดันรัฐบาล ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน และเลื่อนออกมาเป็นวันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา โดย นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ อ้างว่าอารยะขัดขืน จะไม่ขัดต่อกฎหมาย และเป็นสิทธิที่ประชาชนทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมได้ ซึ่งอารยะขัดขืนจะมีตั้งแต่ระดับอ่อนสุดจนถึงแข็งที่สุด นั้น
ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ 2 (นปก.) กล่าวว่า การประกาศ “อารยะขัดขืน” จะใช้ได้ในกรณีที่รัฐบาลมาโดยไม่ชอบธรรม ประชาชนสามารถบอยคอตไม่ไปเสียภาษีได้ แต่ในกรณีของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่มาจากการเลือกตั้งผ่านระบอบประชาธิปไตย
ส่อมีความตามผิดมาตรา68
โดยมาตรา 68 ที่ว่า บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ มิได้ ไม่สามารถทำได้ไม่ว่าจะใช้คำว่า อารยะขัดขืน หรือคำใดก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้นไม่สามารถกระทำได้
ถ้าประชาชนผู้ใดกระทำตามอารยะขัดขืน ถือว่าผิดตามมาตรา 68 และถือว่าผิดในฐานะที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามหน้าที่ของพลเมือง ผิดตามหมวด 4 ว่าด้วยหน้าที่ของชนชาวไทย ในมาตรา 73 ของรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งทั้งหมดนี้ประชาชนจะเอามาอ้างเพื่อไม่จ่ายภาษีเป็นการกระทำที่ขัดต่ออำนาจของรัฐ ในกรณีที่รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย แต่ถ้าเป็นรัฐบาลเผด็จการที่ยึดอำนาจมา ประชาชนมีสิทธิที่จะกระทำได้
ในเมื่อกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยประกาศออกมาอย่างนี้ ถือว่ากระทำผิดตามกฎหมาย ประชาชนสามารถที่จะเข้าแจ้งความได้ และเจ้าหน้าที่ของรัฐก็สามารถที่จะดำเนินการได้ อย่างกรณีที่ปิดถนนในตอนนี้ก็ถือว่าผิดกฎหมายอยู่แล้ว
ชี้ชัดเจตนาสร้างความวุ่นวาย
ส่วนกระบวนการดาวกระจายนั้น เป็นเจตนาที่ชัดเจนอยู่แล้วว่าต้องการสร้างความวุ่นวายในประเทศ ซึ่งเป็นการก่อความไม่สงบซึ่งก็ถือว่าผิดกฎหมายชัดเจน ต้องเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจรีบดำเนินการจับกุมได้เลย เพราะถือว่าใช้สิทธิและเสรีภาพในทางที่ไม่ชอบ
การร้องเรียนตามสถานที่ของกระบวนการยุติธรรมนั้น คนกลุ่มนี้อ้างว่ารัฐบาลเข้าไปแทรกแซงอำนาจของศาลในการตัดสินคดี แต่การเข้าไปอย่างนี้ของกลุ่มพันธมิตรฯ ยิ่งกว่าการเข้าไปแทรกแซงกดดันเสียอีก เพื่อที่จะให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินการในกระบวนการที่ตนเองอยากจะให้เป็นตามอำเภอใจ ซึ่งการกระทำแบบนี้ถือว่าเป็นการผิดกฎหมายอยู่แล้ว การจะไปบังคับหรือดำเนินการใดๆ ก็ตามในกระบวนการยุติธรรมถือว่าทำให้เกิดความเบี่ยงเบนไม่เป็นธรรม
อยากเรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรฯ กระทำการอยู่บนพื้นฐานกระบวนการของความยุติธรรมตามที่กลุ่มของตนเองได้เรียกร้อง เพราะฉะนั้นต้องปล่อยให้เป็นไปตามหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรม เพราะตอนนี้กระบวนการยุติธรรมที่มีทั้ง คตส. และ ป.ป.ช. ก็เป็นคนของกลุ่มพันธมิตรฯ ทั้งนั้น ก็ไม่จำเป็นที่จะเข้าไปกดดันอะไร
ระวังผิดกม.ภาษีอีกกระทง
ด้านนายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท แกนนำกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯเตรียมสร้างเงื่อนไข “อารยะขัดขืน” โดยการปลุกระดมประชาชนไม่ให้ทำการเสียภาษี หยุดทำงานว่า การกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯในการสร้างอารยะขัดขืน เป็นการกระทำที่ผิดอย่างชัดเจน อย่างเช่น การไม่เสียภาษีจะผิดตามประมวลกฎหมายรัษฎากร ซึ่งผู้กระทำและผู้ยุยงให้เกิดการกระทำอันกระด้างกระเดื่องย่อมผิดกฎหมาย ซึ่งการกระทำดังกล่าวไม่ใช่อารยะ เพราะคำนี้หมายถึงผู้เจริญ ประเทศที่เขาพัฒนาแล้วจะไม่มีการใช้กฎหมู่เหนือกฎหมาย
ห่วงเศรษฐกิจชาติย่อยยับ
“หากมีการทำอารยะขัดขืนอย่างที่พันธมิตรฯอ้างจริง จะสร้างความเสียหายให้กับประเทศอย่างใหญ่หลวง ซึ่งภาพที่จะเห็นได้ชัดเจนคือ การที่รัฐมนตรีจะเดินทางไปเจรจาทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ ก็จะพังเพราะชาวต่างชาติไม่กล้าลงทุน เม็ดเงินจากต่างประเทศไม่เข้ามาในชาติ และจะถูกมองด้วยว่าประเทศไม่มีกฎหมาย มีแต่กฎม็อบ ต้องบริหารประเทศเอาใจม็อบ” นายวิภูแถลงกล่าว
นอกจากนี้นายวิภูแถลงกล่าวเสริมว่า หากมีผู้ใด หรือองค์กรใดตอบรับแนวทางอารยะขัดขืนของกลุ่มพันธมิตรฯ ก็จะเป็นกากกระชากหน้าการของผู้ที่ทำการสนับสนุน และส่งเสริมให้มีการเคลื่อนไหว ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์ทางการเมือง ภายหลังที่พรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวแล้วเห็นใจรัฐบาลที่ไม่มีอำนาจจัดการอย่างเพียงพอ และไม่สามารถรับมือกับกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ด้วยวิธีทางกฎหมาย แต่ต้องใช้วิธีทางการเมือง เพราะหากพิจารณาดูแล้วกลุ่มพันธมิตรฯกระทำการอันผิดกฎหมายเต็มไปหมด เราจึงต้องยอมให้ใช้คำว่า รบเลว...ชนะเลว กับกลุ่มพันธมิตรฯ และปล่อยให้พวกนี้ลอยนวลพ้นการดำเนินคดีตามกฎหมาย
มั่นใจประชาชนไม่เห็นด้วย
ขณะที่ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่รวมตัวชุมนุมเพื่อขับไล่รัฐบาล โดยการสร้างแนวร่วมที่เรียกว่าอารยะขัดขืนว่า เป็นวิธีการที่ทำกันมานาน ซึ่งจะได้ผลหรือไม่ขึ้นอยู่กับประชาชนว่าจะเข้าร่วมการชุมนุมดังกล่าวหรือไม่ แต่โดยส่วนตัวยังเชื่อว่า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้มีความรู้สึกร่วมกับการชุมนุมดังกล่าว และยังต้องการให้รัฐบาลทำงานต่อ เพื่อเดินหน้าแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ที่มีความสำคัญต่อปากท้องประชาชนทั่วประเทศ ท่ามกลางภาวะปัญหาด้านราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ห่วงยิ่งทำบ้านเมืองถึงทางตัน
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงถึงการประกาศจุดยืนของกลุ่มพันธมิตรฯว่าจะยกระดับการต่อสู้โดยใช้วิธีอารยะขัดขืนโดยขอให้ข้าราชการไม่ปฏิบัติตามนโยบายของรัฐ ประชาชนไม่เสียภาษี ปิดน้ำ ปิดไฟว่า กว่าครึ่งเดือนกลุ่มพันธมิตรฯได้ปักหลักชุมนุม และพันธมิตรฯประกาศต่อสู้ยกระดับขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง ซึ่งตนเห็นว่าตลอดการชุมนุมของพันธมิตรฯได้ประกาศยกระดับมาแล้วสองถึงสามครั้ง ไม่ได้หมายถึงการยกระดับการต่อสู้ แต่เป็นการยกระดับของแกนนำพันธมิตรฯ ทั้งห้าคนให้อยู่เหนือกว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ให้มีสถานะอภิสิทธิ์ชนในการพูด คิด ทำ และตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงกฎหมายและความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง
นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ขอเรียนว่าปรากฏการณ์ที่พันธมิตรฯ หยิบยกขึ้นมาไม่สามารถนำไปสู่ทางออกของการแก้ปัญหาแต่จะทำให้ตกต่ำกว่าเดิมและจะนำไปสู่ทางตันของบ้านเมืองมากขึ้นและหนักขึ้น
ทั้งนี้นายกฯ รมว.ต่างประเทศ และบุคคลหลายภาคส่วนในรัฐบาลได้เน้นย้ำให้ทราบถึงความเสียหายอันเกิดขึ้นจากการที่นักลงทุนต่างชาติขาดความมั่นใจและยกเลิกการลงทุนในไทย ซึ่งคิดเป็นจำนวนเงินมหาศาล ดังนั้นอยากให้พันธมิตรฯ ได้ใช้สติที่นำไปสู่ปัญญาได้ตรองดูว่าการประกาศมาตรการเช่นนี้จะยิ่งส่งผลเลวร้ายต่อสถานการณ์บ้านเมืองมากน้อยแค่ไหน และถามว่ามาตรการเหล่านี้จะเป็นมาตรการที่จะหาทางออกให้กับบ้านเมืองได้จริงหรือ