WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, June 11, 2008

บันทึกแพทย์ชนบท: ไฟดับที่ตากใบกับโรงพยาบาลที่หยุดบริการไม่ได้

เหตุการณ์การก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ด้วยการถอดนอตเสาไฟฟ้าแรงสูง จนทำให้ไฟฟ้าดับทั้ง จ.นราธิวาส หลายอำเภอไฟฟ้าดับนานกว่า 2 วันเมื่อวันที่ 6-8 พฤษภาคม 2551 ที่ผ่านมา ได้สร้างความหวาดผวาให้กับประชาชนในพื้นที่ได้อย่างมาก อีกทั้งสร้างความโกลาหลให้กับชีวิตของประชาชนในโลกยุคปัจจุบัน ที่ต่างต้องพึ่งพาไฟฟ้าในแทบทุกกิจกรรมประจำวัน

สำหรับโรงพยาบาลทุกแห่งใน จ.นราธิวาส รวมทั้งโรงพยาบาลตากใบนั้น ไม่เคยพบกับสถานการณ์ไฟดับต่อเนื่องยาวนานกว่า 2 วันเช่นนี้ แม้ไฟจะดับแต่ความเจ็บป่วยรอไม่ได้ การให้บริการรักษาพยาบาลยังต้องดำเนินต่อไป การปรับตัวในการจัดบริการให้กับผู้ป่วยได้ให้ใกล้เคียงกับปกติที่สุดในท่ามกลางการไม่มีกระแสไฟฟ้าใช้นั้น นับเป็นบทเรียนใหม่ของระบบสาธารณสุขไทยในยุคใหม่

โดยพื้นฐานทุกโรงพยาบาลในจังหวัดชายแดนใต้ มีการเตรียมความพร้อมของเครื่องปั่นไฟฟ้ากันอยู่แล้ว การสำรองน้ำมันสำหรับเครื่องปั่นไฟสำหรับให้พอปั่นไปข้ามคืนนั้น เป็นมาตรฐานปกติของทุกโรงพยาบาล เครื่องปั่นไฟที่มี มักมีขนาดเล็กและไม่เพียงพอสำหรับการใช้งานเต็มระบบ ก็จะมีการเดินระบบไฟฉุกเฉินสำหรับห้องที่มีความจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้า ให้มีกระแสไฟฟ้าใช้เช่นห้องคลอด ห้องฉุกเฉิน ไฟแสงสว่างในตึกผู้ป่วยใน ห้องยา ห้องบัตร เป็นต้น แต่กรณีนี้เป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยประสบ ไฟฟ้าดับนานต่อเนื่องถึง 2-3 วัน

โรงพยาบาลตากใบ จ.นราธิวาส ปลายสุดของสายไฟฟ้าไทย ได้แก้ปัญหาให้สามารถจัดบริการได้ดีที่สุดในท่ามกลางการไม่มีไฟฟ้าใช้ได้อย่างน่าสนใจ ในทันทีที่ไฟดับและทางโรงพยาบาลรู้ว่า "ครั้งนี้ไปจะดับนานไม่น้อยกว่า 3 วัน" นพ.สมชาย ศรีสมบัณฑิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลตากใบ รีบสั่งให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลจัดซื้อน้ำมันสำหรับเครื่องปั่นไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเท่าตัว จากเดิมที่มีอยู่ 400 ลิตร เพิ่มขึ้นเป็น 800 ลิตร เติมน้ำมันรถทุกคันของโรงพยาบาลให้เต็ม เพราะน้ำมันในเมืองเล็กๆ อาจหมดลงอย่างรวดเร็วหากสถานการณ์ยืดเยื้อ

เครื่องปั่นไฟอายุกว่า 10 ปีที่ต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมงนั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ โจทย์ที่ถกเถียงกันอย่างหนักในโรงพยาบาลคือ จะหยุดพักเครื่องสัก 2 ชั่วโมงในช่วงเวลาใดจึงเหมาะสมที่สุด กระทบต่อการบริการน้อยที่สุด ในมุมมองของเจ้าหน้าที่ในการเริ่มหาข้อสรุป ส่วนใหญ่ก็มีความเห็นให้หยุดพักเครื่องในช่วงที่มีแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ อาจเป็นช่วงบ่ายหรือเย็น หรือไม่ก็ยามฟ้าสางในช่วงเช้า

แต่เมื่อถกเถียงไประยะหนึ่งก็พบว่า ไม่สามารถปิดบริการในช่วงบ่ายหรือช่วงเย็นได้ เพราะเป็นช่วงเวลาที่มีผู้ป่วยมารับบริการต่อเนื่อง สุดท้ายคำตอบจึงไปอยู่ที่การดับไฟฟ้าในช่วงฟ้าสาง แต่ด้วยปัญหาที่ทางโรงพยาบาลไม่สามารถเดินเครื่องซักผ้าและเครื่องอบผ้าในช่วงเวลากลางวันได้ เพราะปริมาณกระแสไฟฟ้าจากเครื่องปั่นไฟไม่เพียงพอ จึงต้องมีการปรับระบบงานให้เจ้าหน้าที่ซักรีดมาทำงานในช่วงฟ้าสาง จนถึงก่อนเวลาทำการของโรงพยาบาล ทำให้ต้องปั่นกระแสไฟฟ้าในการซักรีดในช่วงเช้าตรู่ คำตอบสุดท้ายจึงไปอยู่ที่การพักเครื่องปั่นไปในช่วงเวลาดึก คือตี 2 ถึงตี 4 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีผู้ป่วยมาที่ห้องฉุกเฉินน้อยมาก ผู้ป่วยส่วนใหญ่นอนหลับ มีความต้องการเพียงไฟส่องสว่างเท่านั้น เป็นโรงพยาบาลที่มืดมิดมีเพียงแสงเทียนแสงไฟฉายและแสงไฟฉุกเฉิน เช่นเดียวกับชุมชนทั้ง อ.ตากใบ

การที่ไฟฟ้าดับเป็นเวลานานส่งผลต่อสถานีอนามัยเช่นกัน เพราะไม่มีระบบไฟฟ้าสำรอง แม้ว่าการให้บริการของสถานีอนามัยจะใช้ไฟส่องสว่างเป็นสำคัญ กลางวันสามารถให้บริการได้ แต่ปัญหาอยู่ที่ตู้เย็น ในครั้งนี้ไฟฟ้าเริ่มดับในเวลา 2 ทุ่ม ทำให้ห่วงโซ่ความเย็นในการรักษาความเย็นในการเก็บวัคซีนของตู้เย็นที่สถานีอนามัยนั้น ไม่เย็นพอที่จะรักษาคุณภาพวัคซีนได้ จนทำให้วัคซีนทั้งหมดที่เก็บในตู้เย็นของสถานีอนามัยต้องทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์

แต่กระนั้นความมืดมิดจากไฟฟ้าดับ 2 วัน ของ จ.นราธิวาส ในครั้งนี้ กลับกลายเป็นบทเรียนอันมีค่ากับระบบสาธารณสุขไทย ต่อการเรียนรู้เพื่อรับมือกับสถานการณ์วิกฤติในอนาคต




นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ
ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้


รีดเลือดกับปู

ปกติเวลาขึ้นรถแท็กซี่ ไม่ค่อยชอบคุยกับคนขับเท่าไร เพราะอยากจะนั่งฟังเพลงจากเครื่องเล่นที่พกติดตัว หรือไม่ก็วิทยุในรถคันนั้นมากกว่า แต่เมื่อวานเกิดนึกอยากคุยขึ้นมา อาจเพราะเห็นตรงกันกับแท็กซี่ว่า บนท้องถนนมันมีรถวิ่งมากมายเหลือเกิน

รถวิ่งขวักไขว่จนเกินจะทำใจให้เชื่อได้ว่า นี่เรากำลังอยู่ในยุคน้ำมันโ-ค-ต-รแพง…

ผู้อ่านหลายท่านก็คงเชื่อเหมือนคนขับแท็กซี่คนนี้ละว่า ‘ใครบอกคนไทยจน?’ เพราะถ้ายากจนกันจริงทำไมยังมีเงินซื้อรถ ที่มากกว่าก็คือ ทำไมยังมีเงินเติมน้ำมันรถกันอีก (ความจริงอาจใช้แก๊สก็ได้นะ อิอิ)

คุยไปคุยมา ก็วกมาถึงเรื่องการขึ้นราคาค่าโดยสารที่รถเมล์ล่วงหน้าไปก่อน แต่ถูกสังคมตีกลับจากทุกด้าน ทั้งจากผู้ประกอบการที่ต้องการให้ขึ้นเพราะแบกรับภาระไม่ไหว และทั้งผู้บริโภคที่ก็แทบจะเอาเท้าก่ายหน้าผาก ด้วยว่าค่าโดยสารรถเมล์ร่ำๆ จะเท่ากับรถไฟฟ้าขั้นต่ำสุดอยู่รอมร่อแล้ว

เศษสตางค์ไม่กี่สิบบาทสำหรับบางคน อาจมีค่าแค่ฝุ่นผงที่ไม่เคยสังเกตเห็น เพราะวันๆ ได้นับแต่แบงก์หรือถือเช็ค แต่สำหรับประชาชนคนรากหญ้า รถเมล์เฉียด 10 บาทนี่ก็กลุ้มกันนักหนาแล้ว โดยเฉพาะคนที่ต้องต่อรถหลายต่อยิ่งไปกันใหญ่

คนขับแท็กซี่ก็คิดเหมือนคนไทยอีกหลายคน นั่นคือ นี่เป็นเรื่องที่รัฐจะต้องเข้ามาพยุงราคาค่าโดยสาร รับภาระเพื่อช่วยเหลือประชาชน ไม่ใช่ผลักภาระค่าโดยสารมาให้ประชาชนแบบนี้

ระบบเศรษฐกิจของประเทศเราที่ยังไม่เสรีนิยมเต็มขั้น ก็คงต้องมีเรื่องให้รัฐยื่นมือเข้ามาแทรกแซงเสมอเช่นนี้แหละ อยู่ที่ว่ารัฐจะทำหรือไม่ ทำอย่างไร และช่วยได้เท่าไร

เอ่ยถึงรถเมล์เลยอดถามเรื่องมิเตอร์แท็กซี่ไม่ได้ เพราะหลังจากรถเมล์ออกมาประท้วง กลุ่มคนขับแท็กซี่กลุ่มหนึ่งก็ออกมาขอขึ้นค่ามิเตอร์บ้าง

นึกว่าจะได้คำตอบที่จงใจเรียกคะแนนสงสาร แต่คนขับแท็กซี่คนนี้กลับบอกว่า แค่เริ่มต้นที่ 35 บาทก็แพงจนคนไม่อยากขึ้นแล้ว ที่สำคัญต่อให้รัฐบาลอนุมัติให้ขึ้นค่ามิเตอร์เริ่มต้นที่ 40 บาท ตามที่มีคนเรียกร้องจริง คนขับก็ไม่ได้อะไร เพราะสุดท้ายอู่เจ้าของรถแท็กซี่ก็จะขึ้นค่าเช่ารถอยู่ดี นั่นเท่ากับส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นก็ต้องนำไปโปะค่าเช่า กลายเป็นเจ้าของอู่ที่ได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง

ในฐานะคนขับแท็กซี่ก็เลยขออยู่ “ชิวชิว” อย่างนี้ไปเรื่อยๆ ดีกว่า

และในฐานะผู้โดยสารที่ยังต้องพึ่งพารถสาธารณะ ก็ได้แต่หวังว่า รัฐจะรักษาระดับ “ชิวชิว” อย่างนี้ไปได้ให้ยาวที่สุด เพราะสุดท้ายแม้รัฐจะพยายามอุ้ม แต่คนที่ต้องเดือดร้อนไปเต็มๆ ก็คือประชาชนคนเดินดินทั้งนั้นแล

ไม่แล้ว ไม่เลิก

สถานการณ์การชุมนุมประท้วงที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร ไม่มีทีท่าว่าจะยุติง่ายๆ กลับมีข่าวว่าจะยืดเยื้อต่อไป ไร้จุดจบ คนในบ้านเมืองรู้สึกตรงกันว่า

“ทำไมไม่แล้ว ไม่เลิก” กันเสียที

“จะเอาอะไรอีก จะทำให้บ้านเมืองบอบช้ำมากกว่านี้ใช่ไหม”

ทำไมไม่แล้ว ไม่เลิก เป็นคำพูดที่น่าสนใจ

ก่อนหน้าวันที่ 19 กันยายน 2549 สถานการณ์ทางการเมืองก็คล้ายๆ กับการเมืองในขณะนี้ มีการชุมนุมประท้วงอย่างยืดเยื้อ เพื่อขับไล่รัฐบาล พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร มีข้อเรียกร้องที่แปลกประหลาด เรียกร้องอยากได้นายกรัฐมนตรีมาจากคนนอก ทั้งที่ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญปี 2540 ในขณะนั้น ไม่เปิดช่องให้ทำได้ การบอยคอตการเลือกตั้งของพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อกดดันบีบให้รัฐบาลในขณะนั้นลาออก...ฯลฯ…

สถานการณ์ช่วงนั้นกับช่วงนี้ มีอะไรหลายอย่างที่เหมือนกัน

การชุมนุมประท้วงถ้าไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน สามารถทำได้ในสังคมประชาธิปไตย แต่ถ้าการชุมนุมประท้วงทำให้คนอื่นเขาอึดอัด ทนไม่ได้ เพราะเป็นการก้าวก่าย ก้าวล่วงสิทธิของเขา การชุมนุมนั้นก็ไม่สามารถดำเนินคดีกับผู้ชุมนุม หรือดำเนินคดีกับแกนนำของผู้ชุมนุมนั้นได้

สังคมประชาธิปไตย ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ไม่มีอภิสิทธิ์ชนเกิดขึ้นในสังคมประชาธิปไตยนี้

การชุมนุมประท้วงของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เข้าข่ายทำผิดกฎหมายบ้านเมือง

การปิดถนนราชดำเนิน เป็นความผิดอย่างมหันต์ของฝ่ายพันธมิตรฯ สถานการณ์เช่นนี้ฝ่ายพันธมิตรฯ เขาได้ทำมาแล้วเมื่อก่อนวันที่ 19 กันยายน 2549

พันธมิตรฯ กำลังดำเนินกิจกรรมซื้อรอยเดิม โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสของประชาชนผู้ใช้ถนนหนทางสัญจรไปมา

ความเดือดร้อนนี้ ประชาชนเขาอดรนทนไม่ไหว เขาจึงไปแจ้งความให้ดำเนินคดีกับแกนนำพันธมิตรฯ ก็เป็นการสะท้อนอาการของประชาชนที่เขาไม่ชอบในการชุมนุมประท้วงของพันธมิตรฯ ไม่ทราบว่าสิ่งเหล่านี้ที่เป็นความเดือดร้อน “จริงๆ” ของประชาชน ไปเข้าหูฝ่ายพันธมิตรฯ หรือไม่

การจะช่วยเหลือประชาชน จะต้องไม่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน

ในสภาพเศรษฐกิจน้ำมันลิตรละ 40 บาท ประชาชนแทบจะเอาตัวไม่รอด มีผลกระทบโดยตรงกับชีวิต ความเป็นอยู่ของพวกเขา กลับมีเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง มีเรื่องที่ “ไม่แล้ว ไม่เลิก” เกิดขึ้นกับประเทศอีก ประชาชนจะทนได้หรือ

การเมืองเป็นเรื่องแห่งความขัดแย้ง เป็นการแย่งชิงเอาผลประโยชน์ เมื่อไม่ได้ประโยชน์ก็ต่อต้านประท้วงกัน ก็เป็นเรื่องธรรมดา

แต่การเมืองที่ดี กลุ่มการเมืองที่ดี ต้องไม่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน

พันธมิตรฯ ต้องกลับไปบ้านนอนเอามือก่ายหน้าผาก ตรึกตรอง บวกลบคูณหารให้ดี และปรับแก้กลยุทธ์ที่จะดำเนินการต่อไป ไม่เช่นนั้น ท่านจะไม่มีมวลชนสนับสนุน “ปลาจะขาดน้ำ” การทำอะไรโดยไม่ฟังประชาชน สุดท้ายก็ต้องถึงจุดจบ

การได้คืบจะเอาศอก ได้ศอกจะเอาวา ของฝ่ายพันธมิตรฯ จึงเป็นเรื่องที่ประชาชนเขารู้ทัน หากไม่เชื่อฟัง เขาจะต้องกล่าวหาท่าน ว่าท่านเป็นพวกอันธพาล พวกทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย

จึงเตือนมาด้วยความหวังว่า ท่านจะหลีกทางให้แก่ประชาชนได้สัญจรไปมาโดยสะดวกเหมือนเดิม

อย่าใช้สิทธิที่มีอคติกับคนอื่น จนทำให้บ้านเมืองวุ่นวายไปมากกว่านี้เลย

ดร.อดิศร เพียงเกษ



ทรรศนะของ ดร.อุกฤษ มงคลนาวิน: ทำไมต้องแก้รัฐธรรมนูญ 2550 (1)

ศ.ดร.อุกฤษ มงคลนาวิน อดีตประธานรัฐสภา อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์ในรายการกรองสถานการณ์ เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2551 เรื่องการแก้ไข รธน.50 ไว้ ซึ่งมีเนื้อหาที่สำคัญดังนี้

1.รัฐธรรมนูญ ฉบับ 2550 คือ รธน. ที่แย่งชิงอำนาจการปกครองที่แท้จริงไปจากประชาชน

รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 นี้สร้างขึ้นมาโดยดูถูกประชาชน แบ่งประชาชนเป็นชนชั้นสูง กับชนชั้นล่างธรรมดา ต้องการให้พรรคการเมืองอ่อนแอ ตั้งสมมติฐานการร่างขึ้นมาด้วยความรังเกียจนักการเมืองว่าเป็นคนที่ควรกำจัดไปให้หมด โดยลืมไปว่า รัชกาลที่ 7 ไม่ได้พระราชทานอำนาจการปกครองให้แก่กลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ แต่พระราชทานให้แก่ประชาชนธรรมดาๆ ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ในประเทศไทยมีกว่า 42 ล้านคน แต่ให้อำนาจในการยุบ ไม่ยุบ ผิด ไม่ผิด ให้กับคนเพียง 4-5 คนที่รับอำนาจมาจากคณะรัฐประหาร ไม่ว่าจะเป็น กกต. หรือคณะตุลาการอะไรก็ตาม

2.การลงประชามติรับรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ใช่เจตจำนงที่แท้จริงของประชาชน

มีความพยายามอ้างว่ามีประชาชนลงมติเห็นด้วยถึง 14 ล้านเสียง และไม่เห็นด้วย 10 ล้านเสียง ทั้งๆ ที่ประชาชนผู้มีสิทธิมีมากกว่า 42 ล้านคน จำนวนที่มาลงประชามติมีเพียงประมาณ 30% ของผู้มีสิทธิเท่านั้น โดยก่อนหน้านั้นและแม้ในขณะที่ลงประชามติก็มีการกล่าวอ้างว่า ให้รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปก่อน มิฉะนั้น คณะรัฐประหารจะนำรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งมาปรับใช้บังคับปกครองประเทศ หรือให้รับๆ ร่างไปก่อน อะไรไม่ดีให้แก้ไขทีหลังได้ และผลักดันให้รับโดยอ้างว่าจะได้มีการเลือกตั้งเสียที จึงอนุมานได้ว่า ในจำนวน 14 ล้านเสียงที่รับนั้น เข้าใจว่า 50% จำใจยอมรับรัฐธรรมนูญ 2550

นอกจากนี้ยังมีการใช้อำนาจรัฐออกไปมัดมือมัดเท้า ปิดปาก ปิดขมับ ให้ข้อมูลด้านเดียว ส่งคนไปคุมการลงคะแนน ในฐานะที่ตัว ดร.อุกฤษ มงคลนาวิน เอง ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่เคยเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองใด ไม่เห็นด้วยที่จะมาอ้างการลงประชามติครั้งนั้นเมื่อจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เนื่องจากจะเป็นตัวก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงต่อบ้านเมือง และไม่เห็นด้วยว่าควรแก้เฉพาะมาตรา 237 และ 309 แม้จะทำได้ก็ไม่ควรทำ เพราะพรรคการเมืองต่างๆ ก็ไปหาเสียงไว้แล้วว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงควรแก้ทั้งฉบับ

3.รัฐธรรมนูญ 2540 พิสูจน์แล้วว่า สร้างความมั่นคงเข้มแข็งให้กับประเทศไทย
รัฐธรรมนูญ ฉบับ 2540 ทำให้การเมืองเข้มแข็ง รัฐบาลสามารถอยู่ได้จนครบวาระเป็นครั้งแรกในประเทศไทยของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ต้องกลับไปใช้รัฐธรรมนูญ 2540 เท่านั้น จึงจะเป็นหัวใจสำคัญในการนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ประเทศชาติ ความเข้มแข็งทางการเมืองจะทำให้ประเทศชาติก้าวหน้า สิงคโปร์มีคนเพียง 4 ล้านคน แต่เจริญก้าวหน้ากว่าประเทศไทยที่มีคนถึง 64 ล้านคน ก็เพราะความเข้มแข็งของการเมืองการปกครอง ประเทศมาเลเซียนั้น อำนาจการบริหารการปกครองมีความต่อเนื่อง เขายอมรับกติกา แม้บางอย่างจะดูค่อนข้างเป็นกึ่งเผด็จการ เขาจึงพัฒนารุดหน้าได้ ในขณะที่ประเทศไทยยังถอยหน้าถอยหลัง เพราะใครเก่งขึ้นมาก็ต้องฟันมันให้บรรลัย เพราะคนไทยนั้นเป็นคนขี้อิจฉา ขี้นินทา ขี้หาเรื่อง ขี้เบื่อ ขี้ลืม ปัญหาจึงอยู่ที่ตัวคนไทยเราเอง

4.รัฐธรรมนูญ ฉบับ 2550 ขัดต่อหลักทั้งนิติรัฐและนิติธรรม

ทั้งๆ ที่มาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2550 กำหนดว่า องค์กรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ครม. สภา ศาล องค์กรอะไรต่างๆ ต้องดำเนินการตามหลักนิติธรรม แต่พอมาถึงมาตรา 309 กลับประกาศนิรโทษกรรมแบบเซ็นเช็คล่วงหน้าไว้เลยว่า การกระทำใดๆ ของพวกคณะรัฐประหารที่ร่วมกันร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้นมา ถือว่าไม่มีความผิด ทั้งอดีต ปัจจบัน และอนาคต การบัญญัติเช่นนี้เป็นเรื่องวิปลาส และไม่เคยมีปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับใด การกล่าวอ้างรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2549 ว่าบัญญัติไว้นั้นก็อ้างไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญ 2550 จะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ไม่ถูกต้องที่จะยกเว้นโทษให้คณะรัฐประหารทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต รวมไปถึงองค์กรที่ตั้งขึ้นมา

โดยคณะรัฐประหารด้วย เคยมีนายทหารระดับสูงมาปรึกษา ดร.อุกฤษ ว่าควรกำหนดไว้เช่นนี้หรือไม่ ซึ่งท่านบอกว่าไม่ควร เพราะความเลวร้ายนี้จะติดตัวผู้ร่างและเป็นรอยด่างครั้งสำคัญของระบบกฎหมายไทย การที่คนจะบอกว่าใครทำผิดหรือไม่ผิดนั้น ต้องให้องค์กรอื่นเป็นผู้บอก ไม่ใช่ตัวเองทำผิดแล้วโมเมว่าตัวเองไม่ผิด ลูกน้องของตัวเองก็ไม่ผิด ต่อไปพวกตนเองทำอะไรในวันข้างหน้าก็ถือว่าไม่ผิดด้วย นี่ขัดต่อหลักนิติธรรมอย่างชัดเจน ถือเป็นหลักนิติธรรมเถื่อน ไม่ใช่หลักนิติธรรมสากล

5.รัฐสภาวันนี้ยังไม่ใช่รัฐสภาในระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์

หลักการที่ว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย กำลังถูกละเมิดในรัฐสภาเพราะรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 เพราะความหมายของคำว่า ปวงชน คือ เสียง 42 ล้านคนที่มีความเท่าเทียมกัน มีเสียงเสมอภาคกันคนละ 1 เสียง ไม่อาจแบ่งแยกกันได้เพราะบังเอิญมีชาติตระกูลสูงกว่าผู้อื่น มีวุฒิการศึกษาสูงกว่าผู้อื่น หรือมีประสบการณ์มานานกว่าผู้อื่น ทุกคนมี 1 เสียงเท่าเทียมกัน

ความไม่ถูกต้องนี้เห็นชัดจากหลายประเด็น เช่น การมีวุฒิสมาชิกที่มาจากการคัดสรรจากคนเพียง 4-5 คน แต่มีอำนาจเท่าเทียมกับผู้ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งประเทศ ทั้งยังสามารถออกเสียงได้เท่าเทียมกับผู้ที่มาจากการเลือกตั้งโดยคน 42 ล้านคน นี่ไม่ใช่วิถีทางประชาธิปไตย คน 4-5 คนมีอำนาจเท่าคนกว่า 42,000,000 คน รวมทั้งการกำหนดให้เลือกตั้งวุฒิสมาชิกจังหวัดละ 1 คน ทั้งๆ ที่จังหวัดเล็กๆ อย่างระนองมีพลเมืองที่น้อยกว่ากรุงเทพมหานครหลายสิบเท่า แต่กรุงเทพมหานครกับระนองกลับมีวุฒิสมาชิกได้จังหวัดละ 1 คนเท่ากัน ภาษีอากรของคนกรุงเทพมหานครนั้นมีมูลค่าถึง 50% ของรายได้รัฐ แต่กลับมีสิทธิเท่ากับจังหวัดทั่วไปจังหวัดหนึ่งเท่านั้น

หรือองค์กรอิสระทั้งหลายที่ทำหน้าที่กันอยู่ขณะนี้นั้น ก็ใช้วิธีการคัดสรร เลือกสรรเข้ามา บางคน บางองค์กรไม่เคยรู้เรื่องการเมือง ไม่เคยผ่านกระบวนการเลือกตั้ง กลับเข้ามามีส่วนสำคัญในการคัดสรรบุคคลต่างๆ เข้ามาทำหน้าที่สำคัญควบคุมดูแลนักการเมืองได้อย่างไร

ในขณะที่นักการเมืองมาจากการเลือกตั้งของประชาชน จะให้ลงเลือกตั้งบ้างก็เฉไฉ อ้างกันไปว่ากลัวการซื้อเสียง ดร.อุกฤษ ได้ยกตัวอย่างข้าราชการระดับอธิบดีคนหนึ่งในกรมการประกันภัย เคยออกระเบียบที่เอกชนแจ้งให้ทราบว่าใช้บังคับไม่ได้ เป็นเรื่องเพ้อฝัน ข้าราชการผู้นั้นบอกว่าต้องได้ เพราะข้าราชการกำหนดแล้ว ต่อมาออกไปเป็นที่ปรึกษาบริษัทประกันภัยแห่งหนึ่งก็ยอมรับว่าตนเองคิดผิด ทำผิด เพราะระเบียบนั้นใช้ไม่ได้จริงๆ

ดร.อุกฤษ ได้เตือนสติกลุ่มอดีตข้าราชการและบุคคลที่ดำรงตำแหน่งต่างๆ ทั้ง คตส. คตง. สตง. ศาลฎีกา ฯลฯ ไว้ว่า หากจะเกี่ยวข้องกับการตัดสินประการใดเกี่ยวกับกิจกรรมทางการเมือง ต้องรู้จักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยให้ถ่องแท้เสียก่อน ไม่ใช่เหมือนปัจจุบันที่ทำตนเป็นพวกนั่งดูอยู่ริมตลิ่ง ตำหนิปลาต่างๆ ที่ว่ายอยู่ว่าใช้ไม่ได้ ไม่มีระเบียบ คอยช้อนปลาที่ตัวเองไม่ชอบไปไว้บ่ออื่น กระทำการตามใจและความรู้สึกของตัวเองโดยไม่สนใจเสียงของประชาชน

ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 นั้นถือว่าต้องทำตามหลักนิติธรรม การพิจารณาคดีความต้องรวดเร็ว เที่ยงธรรม ยุติธรรม ฯลฯ แต่ในความเป็นจริงกลับปรากฏว่า หากผู้ใดเป็นปฏิปักษ์ต่อพวกของตน ก็กำหนดไว้ในความคิดของพวกตนเลยว่า ทุกคนเป็นคนทุจริตไว้ล่วงหน้าแต่ต้น แล้วอ้างแบบไร้ยางอายว่าทำได้ตามรัฐธรรมนูญ ทั้งๆ ที่มันขัดต่อกฎหมายและหลักนิติธรรมสากลอย่างแจ่มชัด และยังต่ออายุให้กับคณะกรรมการกลุ่มนั้นอีกด้วย

รัฐบาลแห่งชาติ ทางออกของคนสิ้นหวัง (จบ)

ถ้าไม่พูดก็คงไม่เสียทีเสียท่า

และคงไม่เสียหน้าให้มากไปกว่าที่เป็นอยู่

คำแนะนำของ นพ.ประเวศ วะสี ที่เสนอให้ตั้งรัฐบาลแห่งชาติ รวมทั้งเสนอชื่ออดีตนายกรัฐมนตรี 4 คนให้มาเป็นคนกลางและเป็นมันสมองในการแก้ปัญหาบ้านเมืองในขณะนี้

กลายเป็นข้อเสนอที่ถูกตีกลับจากแทบทุกทิศ ด้วยมันไม่เข้ากับกาลเทศะ ไม่เข้ากับประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างสิ้นเชิง

ตอกย้ำในความรับรู้ไปอีกว่า “ราษฎรอาวุโส” ท่านนี้ หาได้มีความเชื่อมั่นในความทัดเทียมกันของราษฎรคนอื่นๆ ทั่วทั้งประเทศนี้ไม่

จึงไม่เคยเสนอแนวคิดอะไรที่เป็นการปกป้องอำนาจอธิปไตยของประชาชนอย่างแท้จริง

แนวคิด “รัฐบาลแห่งชาติ” ไม่ต่างอะไรกับ “รัฐบาลเผด็จการ” เพราะไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนส่วนใหญ่ ผูกขาดการเลือกสรรไว้ที่คนไม่กี่กลุ่มไม่กี่ชนชั้น ปฏิเสธที่จะเชื่อมั่นการเลือกตั้งซึ่งประชาชนมีสิทธิเลือกผู้แทนโดยตรง

คนที่จะยอมรับแนวคิดนี้ได้โดยปราศจากข้อกังขา ส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะเชื่อว่าประชาชนในประเทศนี้ไม่มีศักยภาพที่จะเลือกผู้นำที่ดี – ดี ในความหมายที่ว่า ถูกใจชนชั้นสูงหรือชนชั้นปกครอง

เมื่อชนชั้นสูงหรือชนชั้นปกครองไม่พอใจตัวแทนที่ประชาชนส่วนใหญ่เลือก ก็มักออกมาล้มกระดาน อัปเปหิตัวแทนของประชาชนออกไป สถาปนาตัวแทนใหม่ซึ่งคัดสรรมาจากชนชั้นนำโดยเฉพาะ

ในทางหนึ่ง อาจโดยการรัฐประหาร

หรืออีกทางหนึ่ง ที่ประนีประนอมกว่า ก็คือ รัฐบาลแห่งชาติ

ยังดีที่สติปัญญาของคนในประเทศนี้ ก้าวหน้าไปไกลเกินกว่าจะยอมรับคำเสนอแนะที่ล้าหลังและลงคลอง

แม้ระบบเลือกตั้งอาจยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่ดีที่สุด

แต่มันก็คือ คำตอบแรก สำหรับคนที่ต้องการการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

แนวทางใดที่ต้องข้ามหน้าข้ามตาการเลือกตั้ง…ต้องถูกทำให้เป็นหมันให้หมด

หากใครที่คิดว่าคุณภาพของประชาชนซึ่งเป็นผู้เลือก ยังไม่เท่าเทียมและทั่วถึง

สิ่งที่ต้องทำคือ ทำอย่างไรให้ทุกคนในประเทศนี้มีคุณภาพให้มากที่สุด เรียนรู้บทเรียนทางการเมืองเพื่อการตัดสินใจ
เลือกผู้แทนฯ ที่ดีที่สุด

เพราะถ้าไม่ได้เรียนรู้ผิดถูกในวันนี้ แล้วจะไปมีโอกาส “ตาสว่าง” จากเวลาไหน

ข้อเสนอของ นพ.ประเวศ วะสี หากวัดที่เจตนาก็คงต้องถือว่าดี

แต่เจตนาดี ใช่ว่าผลลัพธ์จะดีเสมอไป

โดยเฉพาะเป็นเจตนาดีที่อยู่บนพื้นฐานที่ว่า การปกครองในระบอบประชาธิปไตย ยังไม่เหมาะสมกับคนส่วนใหญ่ของ
ประเทศนี้

ถ้าจะให้ดี ใครที่มีแนวคิดอย่างหมอประเวศอีก หากคิดจะออกมาพูด น่าจะรีบกลับไปทบทวนและเงียบไว้ก่อนจะเป็นการดี

ไม่เช่นนั้น นอกจากจะเสียเวลา เสียน้ำลาย ก็ยังมีโอกาสเสียหายด้วยถูกตราหน้าว่าเป็นคนไม่เอาประชาธิปไตย

ล้าหลังไม่พอ ยังกลายเป็นคนที่มีแนวคิดอันตรายไปเสียอีก

ปล่อยให้หมอประเวศ “แป้ก” ไปคนเดียว

เป็นบทเรียนให้กับคนที่คิดเสนออะไรแย่ๆ ที่ไม่เป็นคุณูปการอันใดแก่ประเทศไทยนี้เลย


รัฐบาลแห่งชาติ ทางออกของคนสิ้นหวัง (1)

ฤดูกาลอดตาหลับขับตานอนของบรรดาหนุ่มๆ หรือสาวๆ ที่รักกีฬาฟุตบอลทั้งหลาย มาถึงอีกครั้ง คนที่ตื่นเต้นก็ตื่นเต้น คนที่ไม่ตื่นเต้นก็ไม่ตื่นเต้น เพราะไม่มีบอลถ้วยยุโรป หรือยูโร ก็ยังมีบอลถ้วยอื่นๆ เวียนมาให้ได้ลุ้นกันทุกปีทุกสองปี

อาจไม่บ่อยเท่ากับ “ม็อบ” ในประเทศแถวๆ นี้ แต่ก็ถือว่าถี่ใช้ได้ แตกต่างกันบ้างก็ตรงที่คนดูบอลถ้าไม่บ้าพนันก็มักดูด้วยความสนุกสนาน ตื่นเต้นระทึกใจ เพราะขึ้นชื่อว่า “ลูกกลมๆ” อะไรที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นได้เสมอ...

ไม่เหมือน “การเมือง” ในประเทศแถวๆ นี้ (อีกแล้ว) ที่ถ้าติดตาม จับตา และเทียบเคียงศึกษากับอดีตให้ดีๆ จะพบว่ามีลักษณะบางอย่างที่ย่ำซ้ำรอยเดิมเสมอ เพียงแต่เปลี่ยนเลขที่ พ.ศ. เปลี่ยนตัวละคร (บางเรื่องก็ตัวละครเดิม) แต่นอกนั้นก็หาได้มีพัฒนาการอะไรแปลกใหม่ให้น่าตื่นตาตื่นใจแต่อย่างใด

ที่สำคัญ ดูบอลอย่างน้อยก็มี “กติกา” ที่ทั้งผู้ดูและผู้เล่นรับทราบร่วมกัน ใครเล่นนอกกติกาก็โดนลงโทษอย่างสมน้ำสมเนื้อ

ต่างจากการเมืองของบางประเทศที่ “กติกา” ถูกยึดถือเพียงบุคคลเฉพาะกลุ่ม หากมีอีกกลุ่มที่ไม่ชอบใจกติกา ก็สามารถเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามเสียดื้อๆ โดยอีกส่วนใหญ่ที่ยึดถือกติกาก็ทำอะไรไม่ได้ เผลอๆ บางคนยังต้อง “ยกมือไหว้” แทบกราบกรานคนที่นอกกติกา ให้หันมาเคารพกติกาด้วยเสียอีก...

ดังนั้นใครพร้อมจะทุ่มเทใจให้กับการดูกีฬาฟุตบอลมากกว่าสนใจการเมือง ก็อย่าไปว่าเขาเลย...เพราะอย่างน้อยในเกมฟุตบอลก็ยังมีเรื่องสมเหตุสมผลมากกว่ากันเยอะ

อย่างไรก็ตาม เกี่ยวกับการเมืองในบ้านเรา เร็วๆ นี้ก็ยังมีบางท่านพยายามเสนอ “ทางออก” ที่เชื่อว่าจะนำไปสู่การคลี่คลายความตึงเครียดขัดแย้งตามที่เราๆ เห็นกันอยู่

“ยุบสภา” เป็นหนึ่งในทางออกที่อดีต “ตัวละคร” ทางการเมืองผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่งแนะนำไว้ ด้วยเหตุว่าจะได้ให้ประชาชนตัดสินกันไปอีกครั้งว่าจะเลือกใคร

หาก “ผู้ชนะ” ยังเป็นฝ่ายเดิม อีกฝ่ายก็สมควรหุบปากไป ไม่มีสิทธิ์ออกมาโวยวายนอกสภาอีก

แต่อย่าลืมว่า ทางออกที่ให้ประชาชน “เลือก” อีกครั้ง...และอีกครั้งนั้น มันก็เกิดขึ้นมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งหลังรัฐบาลครบวาระ 4 ปี หรือการเลือกตั้งหลังการยุบสภา

แม้แต่การเลือกตั้งทั่วไปภายหลังถูกคณะรัฐประหารยึดอำนาจ ผลการเลือกตั้งก็ยังออกมาชัดเจนว่าใครเป็นฝ่ายชนะ ชนะภายใต้เงื่อนไขปัจจัยที่ฝ่ายตรงข้ามวางกรอบมาให้แล้วทั้งสิ้นด้วยซ้ำ

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะได้รับเลือกจากประชาชนมาอย่างเพียงพอหรือไม่...เพราะคำตอบคือ มากพอ

แต่เป็นเพราะอีกฝ่ายหนึ่งที่แพ้จากการต่อสู้ในระบบ พยายามตะเบ็งเสียงให้ดังกว่า และฟาดงวงฟาดงาในทุกครั้งที่ผลการเลือกตั้งออกมาไม่ถูกใจตัวเอง (ซึ่งเป็นเสียงข้างน้อย)

หากรัฐบาลจะต้องคอย “สปอย” ตามเอาอกเอาใจคนกลุ่มนี้ด้วยการยุบสภา ก็เห็นทีคงต้องยุบกันเรื่อยไปไม่มีที่สิ้นสุด จนกว่าอีกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเหนื่อยและปลง ขนของกลับบ้านไปเองนั่นแหละ

ยุบสภาจึงเป็นทางออกที่ยังไม่ใช่ทางออกในขณะนี้...


แฉ! หลักฐานฉาว สตง. และ “จารุวรรณ เมณฑกา”

ย้อนหลังไปเมื่อประมาณ 2 เดือนที่ผ่านมา ที่ นายวันชัย จงจรูญหิรัญ ในฐานะหัวหน้ากลุ่มติดตามการปฏิรูปการเมืองและต่อต้านการคอร์รัปชั่น ได้เข้าร้องเรียนต่อ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ในกรณีที่ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้จัดจ้าง บริษัท ออดิต แอนด์ แมเนจเม้นท์ คอนซัลแตนท์ จำกัด จัดอบรมให้กับบุคลากรของ สตง. โดยไม่มีการประกวดราคามูลค่านับสิบล้านบาท ส่อเค้าว่าจะเข้าข่ายฮั้ว และขณะเดียวกัน บริษัทดังกล่าวยังเช่าอาคารพาณิชย์จาก นายทรงเกียรติ เมณฑกา สามีตามกฎหมายของ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการ สตง. ที่ส่อว่าจะเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อนนั้น

หลังจากกรมสอบสวนคดีพิเศษได้ดำเนินการสอบสวนและหาพยานเอกสาร พยานบุคคลเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง ก็ได้ออกมายืนยันแล้วว่า คดีดังกล่าวมีมูล และมีผู้กระทำความผิดตามข้อร้องเรียนจริง โดยกำลังอยู่ระหว่างการตระเตรียมบรรจุเข้าเป็นคดีพิเศษในเร็ววันนี้

ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ที่ผ่านมา นายวันชัย จงจรูญหิรัญ พร้อมด้วย นายณัฐวุฒิ ด้วงนิล ได้ร่วมกันแถลงข่าว ที่ห้องสีดา โรงแรมรัตนโกสินทร์ พร้อมกับรวบรวมหลักฐานเอกสารมาจัดแสดง เพื่อให้เห็นถึงความไม่ชอบมาพากลแบบจะจะอีกครั้ง

มีการตั้งข้อสังเกตเชื่อมโยงไปถึงกลุ่มบุคคลต่างๆ ที่มีความน่าสงสัย โดยได้มีการตั้งข้อสังเกตว่า บริษัท ออดิต แอนด์ แมเนจเม้นท์ คอนซัลแตนท์ จำกัด ที่มี นางพิไล เปี่ยมพงศ์สานต์ เป็นประธานบริษัท และ น.ส.ชนิดาภา สุขสะอาด เป็นผู้จัดการ มีการจัดอบรมให้กับ สตง. โดยไม่มีการจัดประกวดราคา และยังพบหลักฐานการจ่ายเงินที่ชวนให้เชื่อได้ว่ามีการแบ่งผลประโยชน์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ให้แก่บุคคลภายนอก ที่อาจจะเป็นผู้เอื้อประโยชน์ให้

ในขณะที่ นางเยี่ยมรัตน์ เยี่ยมสาร ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่มีชื่อเป็นผู้รับเงินจากบริษัทปีละจำนวนมากก็พบว่าไม่ได้ประกอบอาชีพอะไร นอกจากเป็นแม่บ้านให้ครอบครัวซึ่งมีกิจการเล็กๆ อยู่ที่ย่านมีนบุรี

นอกจากนี้ บริษัท ออดิตฯ ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่ 29 ซอยจรัญสนิทวงศ์ 40/1 แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพฯ พบว่า เดิมเป็นสถานที่ตั้งโรงพิมพ์กิติวรรณ ดำเนินการโดย นายทรงเกียรติ เมณฑกา สามีของคุณหญิง จึงมีการตั้งข้อสังเกตว่า อาจจะเกิดเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนได้

ซึ่งทั้งหมดที่ถูกนำมาแสดงก็ยังเป็นเพียงเอกสารส่วนหนึ่ง ที่สามารถนำออกมาเปิดเผยได้ ส่วนทางเจ้าหน้าดีเอสไอยังจะมีทีเด็ดอะไรอีกบ้าง และเมื่อรับเป็นคดีพิเศษแล้ว ใครบ้างที่จะต้องถูกเรียกตัวมาสอบสวน รวมถึงความผิดจะโยงใยไปถึงใครบ้าง เป็นเรื่องที่น่าสนใจยิ่ง

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหยุดนำพาสังคมก้าวไปสู่ห้วงเหว

สหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.) คือองค์กรนักศึกษาจากสถาบันการศึกษาต่างๆ ในภาคอีสาน ที่ทำกิจกรรมการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย และมีบทบาทเคลื่อนไหวร่วมกับประชาชนภาคอีสานอย่างใกล้ชิด

สนนอ. ออกแถลงการณ์เพื่อเตือนพันธมิตรฯ ให้ยุติการชุมนุม และเอ็นจีโอที่เข้าร่วมกับพันธมิตรฯ ให้ทบทวนจุดยืน รวมทั้งสนับสนุนข้อเรียกร้องของสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ที่เรียกร้องต่อ สุริยะใส กตะศิลา ให้ลาออกจาก ครป. หรือถอนตัวออกจากพันธมิตรฯ ตามรายละเอียดต่อไปนี้

แถลงการณ์สหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสานฉบับที่ 1/2551

“พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหยุดนำพาสังคมก้าวไปสู่ห้วงเหว”
เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า เป้าหมายที่แท้จริงของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในการออกมาชุมนุมเคลื่อนไหวในรอบที่ 2 นี้ คือการล้มรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช ซึ่งเป็นปฏิปักษ์กับขบวนการเช็กบิลล้างโคตร ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในข้อหา “คอร์รัปชั่นมโหฬาร” ตามแผนปฏิวัติ 5 ขั้นที่วางไว้ ข้อสรุปนี้เราสังเกตได้จากลำดับประเด็นต่อสู้ของกลุ่มพันธมิตรฯ เอง

โดยครั้งแรกกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ออกมาคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ซึ่งต่อมาญัตติก็ได้ตกไป เนื่องจากจำนวน ส.ส. ไม่ครบ 1 ใน 5 ซึ่งนั่นก็หมายถึงชัยชนะครั้งที่ 1 ของพันธมิตรฯ อีกครั้งหนึ่งเมื่อ นายจักรภพ เพ็ญแข ได้แถลงข่าวลาออกจากตำแหน่ง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จากกรณีการบรรยายเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2550 ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย ที่มีเนื้อหาหมิ่นเหม่ต่อพระบรมราชานุภาพ “เพื่อรักษาขุนและประชาธิปไตยในบั้นปลาย” และนี่น่าจะถือว่าเป็นชัยชนะครั้งที่ 2 ของพันธมิตรฯ เมื่อบรรลุข้อเรียกร้องเช่นนี้แล้วพันธมิตรฯ ควรจะถอยเพื่อลดความรุนแรงการเมืองลง และปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังข้าวยากหมากแพง แต่พันธมิตรฯ กลับทำตรงกันข้าม

โดยไม่คิดถึงส่วนรวมเลยแม้แต่น้อย กลับใช้ข้ออ้างที่ไม่มีเนื้อหาสาระในการชุมนุมต่อ คือ การกล่าวจะสลายการชุมนุมม็อบพันธมิตรฯ ของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ซึ่ง นายเฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีมหาดไทยก็ได้ออกมาประกาศแก้ข่าวว่า ไม่มีการสลายการชุมนุมในวันเดียวกัน เป็นอันว่าประเด็นความรุนแรงที่จะเกิดจากฝ่ายรัฐบาลนั้นต้องตกไป แต่กลุ่มพันธมิตรฯ ยังดื้อดึงประกาศชุมนุมต่ออย่างหน้าด้านๆ ด้วยการเสนอยุทธศาสตร์ดาวกระจาย โดยไม่คำนึงถึงความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นในระดับปัจเจกบุคคล เช่น กรณีของกลุ่มนักศึกษาจากสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ถูกตะโกนด่า และถูกขับไล่จากการไปมอบพวงหรีดที่ “สำนักงานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.)” ความรุนแรงทางตรงในลักษณะนี้กำลังจะเกิดขึ้นในหลายๆ พื้นที่ทั่วประเทศไทย เพื่อหยุดความรุนแรงดังกล่าว กลุ่มพันธมิตรฯ ควรหยุดเคลื่อนขบวน เพื่อลดอุณหภูมิทางการเมืองที่ร้อนแรงลง

สหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.) ไม่เห็นด้วยกับทุกเครือข่ายที่เสนอให้หยุดความรุนแรงโดยเอามวลชนไปเคลื่อนไหวกับพันธมิตรฯ เพราะนั่นนอกจากจะไม่แก้ปัญหาแล้ว ยังเป็นการสุมไฟเพื่อให้เกิดความรุนแรงอันจะนำไปสู่วิกฤติประชาธิปไตยอย่างร้ายแรงที่สุด โดยไม่มองย้อนดูประวัติศาสตร์ 19 กันยายน 2549 ที่เพิ่งผ่านมาหมาดๆ ว่าใครเป็นคนเปิดประตูให้กองทัพ

ชื่อก็บอกว่า กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่การกระทำกลับตรงกันข้าม ขอให้ถอยหลังแล้วมาสู้กันด้วยปัญญาและกระบวนการประชาธิปไตยอย่างแท้จริง อย่าทำตัวเป็นเด็กร้องไห้ชักดิ้นชักงออยากกินขนมอีกเลย ขอให้ประชาชนผู้มีญาณทรรศนะจงพิจารณาเอาเถิดว่า พวกเขาเหล่านั้นจะพาพวกท่านไปสู่หนใด

สหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.) จึงขอประกาศหยุดความรุนแรงโดยการเรียกร้องให้

1.ให้ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยุติการชุมนุมเนื่องจากเป็นการสร้างเงื่อนไขที่จะนำไปสู่การทำรัฐประหารและการใช้ความรุนแรง

2.สนับสนุนข้อเสนอของ สนนท. ให้ยุบ ครป. ที่เป็นองค์กรสมาชิกของพันธมิตรฯ และให้ นายสุริยะใส กตะศิลา ลาออกจากเลขาธิการ ซึ่งการกระทำไม่สอดคล้องกับชื่อ ทำให้หลักการประชาธิปไตยบิดเบือน

3.ขอประณามองค์กรภาคประชาชนพวกที่อ้างว่าเป็น NGO ในภาคอีสาน ที่เข้าร่วมและสนับสนุนพันธมิตรฯ ให้ทบทวนจุดยืนของตัวเอง อย่าอ้างว่าทำเพื่อประชาชน เพราะประชาชนไม่ได้อะไร

4.ขอเรียกร้องให้เพื่อนนิสิต นักศึกษาทุกสถาบันในภาคอีสาน เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างเป็นกลางตามหลักประชาธิปไตย ที่เป็นเหตุเป็นผล ถ้ามีการรัฐประหารก็ขอให้รวมพลังกันลุกขึ้นมาต่อต้าน เพื่อปกป้องการปกครองระบอบประชาธิปไตย อย่าให้พันธมิตรฯ มาชี้นำหลักประชาธิปไตยแบบเผด็จการในสังคมไทย


สหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.)



ม็อบโสมมจะใช้เผด็จการสามานย์อีกหรือ

เหมือนว่าจะได้ผล คล้ายว่าจะเป็นสูตรสำเร็จ ดูจะเคยตัว ในการล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง สำหรับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่หลายคนรู้จักตัวตนพากันเรียกชื่อจริงตามพฤติกรรมว่า แก๊งพันธมารเพื่อเผด็จการ

หากไม่ตื้นเขิน บอด ใบ้ ทางการเมืองจนเกินไป ต้องยอมรับว่า เหตุการณ์วันที่ 19 กันยายน 2549 พัฒนามาจากการเมืองนอกสภาของพันธมิตรฯ แม้จะมีคนไม่ให้ราคาขนาดนั้น แต่การอ้างของผู้ก่อการว่า หากไม่ออกมารัฐประหาร จะเกิดการปะทะกันของคนสองกลุ่ม น่าจะเป็นพยานที่รับฟังได้

พันธมิตรฯ กับผู้ก่อการเป็นปรากฏการณ์ที่แยกกันไม่ออก เพราะทันทีที่ คปค. กุมอำนาจเบ็ดเสร็จ แกนนำพันธมิตรฯ อย่าง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นั่งรถตรวจแถวที่หน้า บก.ทบ. สีหน้ายิ้มแย้ม ปากกว้างกว่าที่เคย และก็ไม่ยอมให้ใครแย่งซีนอีกเช่นกัน นายสนธิ ลิ้มทองกุล โผล่หน้ายิ้มเผล่ ประกาศชัยชนะที่หน้า บก.ทบ. เช่นกัน ในขณะที่รัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง ต้องเดินตัวลีบเข้าไปรายงานตัวต่อคณะรัฐประหาร ไม่นับคำอ้างในที่สาธารณะของนายสนธิที่พาดพิงไปถึงผู้ให้กำลังใจในการต่อสู้ครั้งก่อนหน้ารัฐประหารอีกหลายท่าน ไม่เว้นแม้แต่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่ขณะนั้นเป็นองคมนตรี และลาออกมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในเวลาต่อมา

นั่นจะเรียกว่าเป็นชัยชนะของแก๊งพันธมิตรฯ ก็ไม่ผิดนัก เพราะต่างได้ดิบได้ดี จากการรัฐประหารกันถ้วนหน้า บางคนเป็น สนช. บางคนเป็น สสร. หรือนั่งถ่างขาในองค์กรอิสระที่คณะรัฐประหารแต่งตั้ง โดยไม่ละอายต่อหลักการประชาธิปไตยแม้แต่น้อย แถมบางคนยังหน้าด้านออกมานำเสนอประชาธิปไตยแบบไทยๆ เข้าให้อีก กว่า 14 เดือนของความร่วมมือกันระหว่างพันธมิตรฯ และ คมช. รุมยำใหญ่ใส่ครบเครื่องบรรดามี ล็อกสเป็ก วางแลนด์สเคปทุกอย่าง เพื่อให้พรรคการเมืองเก่าแก่เข้ามาเป็นรัฐบาล

แต่ไม่น่าเชื่อว่า พวกเขาจะแพ้ไม่เป็นท่าให้กับพรรคการเมืองที่แปลงร่างมาจากพรรคไทยรักไทยของ อดีตนายกฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทั้งที่รุมกระหน่ำเอาขนาดนั้น

ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 น่าจะทำให้คนกลุ่มนี้เข้าใจและยอมรับในเจตจำนงของประชาชนผู้หย่อนบัตรแสดงมติเลือกพรรคพลังประชาชนเข้ามาบริหารประเทศ แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ พวกเขากลับดูถูก เสียงสวรรค์เหล่านั้น ประหนึ่งว่าเป็นประชาชนชั้นสองของประเทศ

เพียงแค่สามเดือนในการบริหารประเทศของพรรคพลังประชาชนที่เคยหาเสียงว่าจะแก้รัฐธรรมนูญ และสามารถทำได้ตามกระบวนการทางรัฐสภา กลุ่มพันธมิตรฯ ก็ออกมาเรียกร้องให้ ส.ส. ส.ว. ถอนชื่อในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อ ส.ส. ส.ว. ถอนชื่อไปแล้ว แทนที่จะหยุดเคลื่อนไหว กลับเปลี่ยนมาไล่รัฐบาลแทนด้วยข้อกล่าวหาเดิมๆ ว่า เป็นรัฐบาลในระบอบทักษิณ ยึดพื้นผิวจราจรประกาศเป็นรัฐอิสระ ไม่สนใจความเดือดร้อนของประชาชน และเด็กนักเรียนในละแวกใกล้เคียง ประกาศล้มรัฐบาลขั้นแตกหัก

เจตนาของพันธมิตรฯ หวังให้ทหารออกมายึดอำนาจอีกครั้ง เหมือนชัยชนะที่หมูสกปรกเคยได้รับในครั้งก่อนนั่นเอง

แน่นอน ความคิดเช่นนี้ย่อมมีคนที่รับไม่ได้ และคิดต่อต้านอย่างถึงที่สุด คนที่ออกมาเปิดเผยท่าทีอย่างไม่อ้อมค้อม ตรงไป ตรงมาที่สุด คือ นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ ให้สัมภาษณ์ ประชาทรรศน์รายสัปดาห์ ฉบับที่ 71 ประจำวันเสาร์ที่ 7-13 มิถุนายน 2551 ประกาศร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตย ซัดพันธมิตรฯ ถึงกึ๋น เป็น “ระบอบเผด็จการสามานย์” ไม่ใช่ม็อบปกติ มีการจ้างหัวละ 500 บาท ตั้งข้อสังเกตใช้จ่ายมาก บริจาคมาก หวย - พรรคการเมือง หนุนหลัง ติง ชุมนุมทั้ง “มีด–ไม้” กีดขวางเส้นทางสัญจรทำคนเดือดร้อน รัฐธรรมนูญไม่คุ้มครอง ขู่ฟอด “ม็อบ” สยบ “ม็อบ” เคลื่อน “มวลชนสนามหลวง” กดดันวันละ 600 เมตร ให้เลิกปิดเส้นทางสัญจร

“ถ้าเราย้อนไปช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนหน้านั้นมีการบริหารราชการแผ่นดินโดยท่านอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร บ้านเมืองกำลังไปได้สวย เศรษฐกิจกำลังฟีเวอร์ ไม่เคยเห็นในประเทศไหนที่รัฐบาลกำลังบริหารงานแล้วเศรษฐกิจโต ปัญหาปากท้องของพี่น้องเกิดสภาพคล่อง การค้าการขาย การเจรจากับทูตต่างประเทศนั้นดีมาก แต่มีการรัฐประหารเกิดขึ้น ซึ่งจริงๆ แล้วการรัฐประหารมันจะเกิดกับประเทศที่มีปัญหา ด้อยพัฒนา แล้วเกิดความแตกแยก หรือเศรษฐกิจแย่ แต่ประเทศในขณะนั้นมันตรงกันข้าม ประชาธิปไตย อะไรทุกอย่างในขณะนั้นดีมาก

ปัญหาเกิดจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ออกมาเรียกร้องโดยบุคคลที่ล้มละลายบ้าง เสียผลประโยชน์บ้าง อยากมีอำนาจ เห็นไหมครับ การบอยคอตการเลือกตั้ง การแตกแยกทางความคิดของพรรคการเมืองพรรคหนึ่งที่เป็นพรรคเก่าแก่ เมื่อเกิดการออกมาเคลื่อนไหว แล้วทหารออกมายึดอำนาจ แค่กลุ่มพันธมิตรฯ ออกมารวมตัวกันที่ท้องสนามหลวง

การรวมตัวนั้นไม่ใช่การรวมตัวโดยเหตุธรรมชาติ เป็นกลไกที่ไม่ปกติ มีการจ้าง มีการระดมคน มีอำนาจ มีมือลึกลับที่อยู่ในกระบวนการ มีเบื้องหลังทั้งหมด ออกมาเคลื่อนคนที่ท้องสนามหลวง นายกรัฐมนตรีขณะนั้นออกไปพบแขกบ้านแขกเมืองอยู่ต่างประเทศ เพื่อประโยชน์ของชาติบ้านเมือง แต่เกิดการยึดอำนาจการปกครองประเทศ ด้วยเงื่อนไขที่ว่าหากปล่อยให้เกิดการปะทะ หรือกลุ่มนี้เคลื่อนออกมาจะเกิดการนองเลือด จะเกิดการทุบตีฆ่าฟันกัน นั่นเป็นเหตุของการยึดอำนาจการปกครองประเทศ

เมื่อยึดแล้วคุณใช้อำนาจเผด็จการในการล้มรัฐธรรมนูญ ฉีกรัฐธรรมนูญ ยุบสภา ยุบ ส.ว. หมด แล้วคุณตั้ง สสร. อะไรขึ้นมา แล้วร่างรัฐธรรมนูญ พวกขุนพลของพันธมิตรฯ ได้ดิบได้ดี คุณตั้งคนนั้นเป็น สสร. เป็น สนช. คุณตั้งขึ้นมาหมด ใครที่เป็นพวกเดียวกับคุณ แล้วคุณไปร่างรัฐธรรมนูญ แล้วรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นตอนนั้นมีทั้งรถถัง ปืนเอ็ม 16 ทหาร อำนาจรัฐ อำนาจฝ่ายปกครอง อำนาจ คมช. ตามหมู่บ้าน ตรอก ซอก ซอย มีทหารลงไปอยู่ด้วยเต็มไปหมด บางจังหวัดมีการประกาศกฎอัยการศึก ไม่ถอน แล้วทุกพรรคบอกอยู่แล้วเมื่อตอนหาเสียง ว่าจะเข้าไปแก้รัฐธรรมนูญเมื่อเข้าไปเป็นรัฐบาล แต่เรื่องระยะเวลาไม่ใช่เหตุผลสำคัญ

แม้กระทั่งรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ (พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์) ยังบอกว่าให้รับรัฐธรรมนูญไปก่อนแล้วค่อยไปแก้เอาทีหลัง พรรคพลังประชาชนเสนอเหมือนกันว่า เราจะแก้รัฐธรรมนูญเมื่อได้เป็นรัฐบาล พรรคอื่นๆ เหมือนกัน ทีนี้พอเป็นรัฐบาล ได้นายกรัฐมนตรี ได้สภา มีประธานสภาฯ ได้ฝ่ายค้าน ได้ฝ่ายนิติบัญญัติ ยังไม่ถึง 3-4 วันเลย เกิดเหตุอีกแล้ว พันธมิตรฯ ออกมาบอกตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง!

โดยอาศัยเงื่อนไขว่า แทรกแซงกระบวนการยุติธรรมเพื่อฟอกผิด ฟอก พ.ต.ท.ทักษิณ ข้อหาสารพัด คุณยึดอำนาจเขาไป อยู่ต่างประเทศจะไปจับเขาเป็นผู้ร้ายข้ามแดน ต่างชาติเขาเห็นเขาทนไม่ได้ ว่าบ้านป่าเมืองเถื่อนนี้มันใช้ไม่ได้ เขาไม่เห็นด้วย พอเลือกตั้งเสร็จมีรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางเข้าประเทศ เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ต้องไปประกันตัว ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ศาลก็ให้ ไม่เห็นจะไปมีอำนาจแทรกแซงศาลตรงไหน ก็ไปนั่งคอตกอยู่ในศาลเพื่อยื่นคำร้องให้ศาลพิจารณาปล่อยตัวชั่วคราว แล้วศาลบอกว่า ถ้าจะเดินทางไปต่างประเทศต้องขออนุญาตศาลเป็นครั้งๆ ไปอีก คุณจะเอาอย่างไร แล้วคุณไปตามยึดทรัพย์ ตามกลั่นแกล้งเขาอีก

แทนที่คุณยึดอำนาจการปกครองประเทศแล้ว คุณจะเรียกทุกพรรคการเมืองมาตั้งโต๊ะกลมเจรจาสร้างการเมืองสมานฉันท์ให้ดีขึ้น แต่กลับเกิดปฏิกิริยาที่มันหนักกว่าเก่า เกิดความแตกแยกร้าวฉาน ในช่วง คมช. เกิดม็อบ เกิดการประท้วงอะไรเยอะแยะ แล้วคุณไปถือหางอีกข้างหนึ่งที่เป็นพรรคการเมืองเก่า ถือหางพันธมิตรฯ แล้วไล่ทุบไล่ตีคนที่ไม่ใช่พวกคุณ ผลการเลือกตั้งออกมาเป็นอย่างไร พรรคพลังประชาชนได้เสียงข้างมากอีก นี่ขนาดมีกระบวนการไม่ชอบมาพากลหลายเขตเลือกตั้ง พลังประชาชนยังกลับเข้ามาอีก

เมื่อกลับเข้ามาอีก ผมฟันธงเลยว่า คุณไม่มีทางชนะทางการเมือง บนเวทีคุณไปเป็นอีแอบอยู่เบื้องหลัง เอาพันธมิตรฯ มาเป็นหุ่นเชิด คือ การเมืองนอกเวที มันไม่แปลกหรือ อยู่ในสภาสู้ไม่ได้ก็วอล์กเอาต์ นั่นคือบนเวทีนะ อยู่นอกสภาสู้ไม่ได้ก็วอล์กเอาต์ ไม่ลงเลือกตั้ง เนี่ยคือพฤติกรรม แล้ววันนี้มาเชิดหน้าชูตาอยู่หน้าสื่อว่า อยากจะสร้างความสมานฉันท์ แต่คุณไปตั้งวอร์รูมอยู่ที่โรงแรมรอยัล ปริ๊นเซส เขามีภาพถ่ายหมด ระดับขุนพลของพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง คุณไปบัญชาการส่งเสริมขนคนมาเต็มไปหมด

วันนี้ (วันเสาร์ที่ 30 พ.ค. 2551) 500 บาท เกณฑ์คน ถ้าใครบอกว่าไม่เกณฑ์คน วันนี้เอาไหมครับ จุดธูป เผาพริกเผาเกลือกันเลยไหมครับ ที่พระสยามเทวาธิราช ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง นี่แหละคือเหตุผล เมื่อคุณไม่รู้แพ้รู้ชนะ แล้วคุณออกมาสร้างความเดือดร้อน ผมเองเป็น ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้ง ผมหวังว่าผมเป็นผู้แทนราษฎรมีสภาแล้ว ผมจะเข้ามาทำงานให้ดีที่สุด แต่มีสมาชิก มี ส.ส. ของพรรคการเมืองพรรคหนึ่งออกมาเล่นการเมืองนอกเวทีอีก ขึ้นเวทีพันธมิตรฯ อย่างนี้มันเป็นการเมืองนอกสภาอีกแล้ว เลยฟังเสียงประชาชน ประชาชนบอกว่าทนไม่ไหวแล้ว น่าจะมีที่ยืนให้กับประชาชน นี่แหละเป็นที่มาของกลุ่มมหาประชาชนร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตย...”

ส.ส. จากสมุทรปราการ เผยแนวทางการต่อสู้ กดดันกับพันธมิตรฯ โดยไม่ต้องการให้มีการปะทะว่า

“ทีแรกพันธมิตรฯ ออกมาครั้งแรก จุดยืนคือคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กับเรื่องของคุณจักรภพ (นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี) วันนี้เป้าเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา วันนี้บอกไม่เอาแล้ว ต้องขับรัฐบาล ล้มรัฐบาล ไล่นายกฯ สมัคร และบังคับให้รัฐบาลยุบสภา นี่กลายเป็นกฎหมู่ เป็นองค์กรของโจรกลุ่มน้อยแล้ว ลักษณะนี้มันเข้าข่ายที่จะล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยใช้ข้ออ้างสิทธิตามรัฐธรรมนูญนั้นบังหน้า การที่คุณบอกว่าจะยุบสภา และนายกฯ ต้องลาออก มันเป็นข้อเรียกร้องที่ขาดความชอบธรรม เพราะฉะนั้น อย่างนี้พันธมิตรฯ กำลังใช้พฤติกรรมแบบนี้ วันหลังคุณไม่พอใจคำตัดสินของศาล คุณเอากฎหมู่ออกมาเคลื่อนไหวกดดันขับไล่ ตั้งเงื่อนไขว่า 1.ต้องลาออก 2.ต้องเปลี่ยนคำพิพากษา อย่างนั้นหรือเปล่า

ไม่พอใจรัฐบาลไหนเอาคนออกมาปิดถนน เลยมองว่ามันเป็น “ม็อบธุรกิจ” เงินหมดตอนไหนออกมาทำ “ม็อบธุรกิจ” มาเคลื่อนไหว โดยการทำธุรกิจม็อบนั้นอยู่บนความทุกข์ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน แล้วคุณอ้างว่าใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญว่ามีสิทธิเสรีภาพ แล้วประชาชนคนอื่นเขาไม่มีสิทธิตามรัฐธรรมนูญหรือครับ… เพราะว่าพวกนี้มันเป็นม็อบธุรกิจ คุณเห็นไหมครับ มีทั้งผ้าโพกหัวสีเหลือง ผ้าพันคอ เสื้อยืด กางเกง ธง ป้าย ดนตรี เวที เครื่องเสียง ค่าน้ำมัน ค่าอาหาร แล้วค่าบริหารจัดการ แล้วคุณเอาเงินที่ไหนมาทำ?

ผมถามว่าเอาเงินที่ไหนมาทำตั้งเยอะแยะ แสดงว่ามีกลุ่มทุน แบบนี้เขาเรียกว่า ระบอบเผด็จการสามานย์ มีพรรคการเมืองให้การสนับสนุน มีทหารกลุ่มหนึ่งให้การเกื้อหนุนจุนเจือ คือ ต้องการที่จะล้มระบบ และการที่พวกคุณออกมากล่าวอ้างว่ามีแนวคิดชั่วร้ายที่เป็นอันตรายอย่างยิ่ง คือ คุณคิดได้อย่างไรที่จะมีการตั้งสาธารณรัฐ คุณคิดได้อย่างไรว่าจะสร้างชาติใหม่ นี่ไม่ใช่การกู้ชาติ แต่เป็นการสร้างชาติใหม่ นี่มันเป็นแนวคิดในจิตสำนึกที่เรามองเห็นในระบบ เราถึงได้เรียกว่า “ระบอบเผด็จการสามานย์” พวกนี้ต้องการจะตั้งกลุ่มชนขึ้นโดยไม่ฟังเสียงคัดค้าน

วันนี้ที่พันธมิตรฯ ก่อตัวแล้วรวมตัวกัน เขากล้ายืนยันไหมครับว่าเป็นมติเอกฉันท์ของประชาชน 80% ของคนทั้งประเทศ มันเป็นแค่ 1-10% ของคนทั้งประเทศเท่านั้นเอง แล้วคุณเอาสิ่งเหล่านี้มาอ้าง วันนี้เขาเอาประชาชนเป็นกำแพงล้อมไว้ หมายความว่า เอาประชาชนเป็นเปลือกนอกห่อหุ้มตัวเขาไว้ เกิดล้มเจ็บหรือเสียชีวิตเกิดขึ้นพันธมิตรฯ ไม่รับผิดชอบ ผลจะออกมาเป็นประการใดแล้วแต่พันธมิตรฯ จะถูกจับหรือจะล้มรัฐบาลแล้วแต่ บทสรุปคือว่า ผู้ที่ไปร่วมชุมนุมชีวิตไม่ได้ดีขึ้น น้ำมัน ภาคการเกษตร ปากท้องของคนที่ไปร่วมชุมนุมไม่ได้ดีขึ้น แต่ถามว่าพันธมิตรฯ เขาเดือดร้อนอะไร เขาไม่ได้เดือดร้อน เพราะเงินที่บริจาคเข้ามาเสียภาษีไหม เงินที่บริจาคเป็นเงินรายได้ไหม เป็นเงินรายได้ 5 ล้าน 10 ล้าน 20 ล้าน บริจาคทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งเงินแฝง ทั้งบริษัทกลุ่มทุน

เมื่อก่อนเรามี “กลุ่มทุนใหม่” “กลุ่มทุนเก่า” แต่อันนี้เราเรียกว่า “กลุ่มทุนระบอบเผด็จการสามานย์” ที่เป็นกลุ่มทุนหนุนให้ระบอบเผด็จการก่อตัว เพื่อที่จะหวังให้กลุ่มนักการเมืองพวกเขาเหล่านี้เข้าไปเป็นรัฐบาล แล้วเข้าไปแสวงหาอำนาจ...”

ไม่อยากให้การเมือง เดินไปสู่ความรุนแรง ไม่ต้องการให้เกิดการปะทะของคนในชาติ ต้องรู้เท่าทันเกมการเมืองอย่างถึงกึ๋น ประชาทรรศน์รายสัปดาห์ หาข้อมูลมากำนัลท่านแล้ว อย่าช้า...วางแผงแล้ววันนี้

เสียดายโอกาส

ก่อนหน้านี้เคยมีคนออกมาแสดงความเป็นห่วงว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วของเวียดนามจะส่งผลกระทบมาถึงประเทศไทย โดยเฉพาะการลงทุนจากทุนต่างชาติ ที่ไหลเข้าไปในเวียดนามเป็นจำนวนมหาศาล

ซึ่งในจำนวนนั้นส่วนใหญ่น่าจะเป็นการลงทุนที่เกิดขึ้นในเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านสิ่งทอที่เมืองไทยเคยเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ ก็มีการย้ายฐานการผลิตไปหลายราย จนมูลค่าการส่งออกด้านสิ่งทอของไทยกับเวียดนามมีตัวเลขแทบไม่แตกต่างกัน

จำได้ว่าในช่วงหลังการปฏิวัติรัฐประหารใหม่ๆ เคยมีนักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญเรื่องประเทศเวียดนามออกมาให้กำลังใจนักลงทุนว่า เวียดนามยังไม่สามารถตามทันประเทศไทยได้ง่ายๆ แน่ เพราะบางอย่างเป็นเรื่องการสั่งสม และมีการพัฒนามาเป็นขั้นเป็นตอน

ไม่ใช่เรื่องที่การพัฒนาแบบก้าวกระโดดจะทำให้ตามทันกันได้ในเร็ววัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งเส้นทางการคมนาคม ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์

แม้ว่าเวียดนามจะคิดเร็ว ทำเร็ว มีการตัดสินใจสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ไปแล้ว ทั้งที่เมืองไทยยังตั้งท่าคัดค้าน และไม่มีใครกล้าดำเนินการ หรือแม้แต่การสร้างสนามบินใหม่ถึง 2 แห่ง การสร้างโครงข่ายระบบรางเพื่อรองรับการขนส่งสินค้า ที่ทำรวดเดียว 6 สาย ตามมาด้วยอีกหลายโครงการ

แต่ผู้รู้ก็ยังยืนยันว่าการลงทุนของไทยยังสามารถเดินไปได้ แม้ว่าเวียดนามจะหายใจรดต้นคอ แต่ก็ยังไม่ถึงจุดที่ไล่ทันไทยเราได้ หากเราไม่ไปสะดุดขาตัวเองให้เขาแซงหน้าไปเสียก่อน

ในขณะที่ตอนนั้นผู้นำเวียดนามเองก็เป็นคนหนุ่ม คิดเร็ว ทำเร็ว มีบุคลิกลีลาในการบริหารงานละม้ายคล้ายกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เชื่อว่าฝีไม้ลายมือพอฟัดพอเหวี่ยง และสู้กันได้สบาย

แต่ประเทศไทยเราก็มีกลุ่มคนออกมาชุมนุมประท้วง เชื้อเชิญให้ทหารออกมาทำการปฏิวัติ และมีรัฐบาลที่ทำงานไม่เป็น (สับปะรด) มาบริหารบ้านเมือง จนทำให้เราเสียโอกาสอย่างยิ่งใหญ่ไปแล้วครั้งหนึ่ง

หากได้ศึกษาลงลึกไปถึงรายละเอียดของมูลค่าการลงทุนในเวียดนามแล้ว ก็จะเห็นชัดว่าประเทศไทยเสียโอกาสไปเท่าไร เพราะในช่วงที่บ้านเมืองไทย อยู่ในช่วงเผด็จการ รัฐบาลมาจากการยึดอำนาจนั้น แม้แต่เจ้าพ่อไมโครซอฟท์อย่าง บิล เกตส์ ก็ยังเลือกที่จะเดินทางไปเยือนเวียดนาม เพื่อดูลู่ทางการลงทุน พร้อมกับตัดสินใจเปิดไลน์การผลิตชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์บางส่วนไปแล้ว

นั่นเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า มีโอกาสสูงมากที่เวียดนามจะแซงหน้าเราได้ในเร็ววัน เพราะแม้รัฐบาลเวียดนามจะปกครองโดยระบอบสังคมนิยม แต่นั่นก็หมายถึงการตัดสินใจที่เด็ดขาดและรวดเร็ว และที่สำคัญเวียดนามไม่ได้มีปัญหาการเมืองที่ทำลายความเชื่อมั่นเหมือนอย่างบ้านเรา

ขณะที่มาถึงวันนี้ประเทศไทยมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นช่วงเวลาของการเรียกความเชื่อมั่นในสายตานานาชาติกลับคืนมา แต่ก็น่าเสียดาย เพราะรัฐบาลยังไม่ทันได้มีโอกาสทำงาน ไม่มีโอกาสได้กอบกู้วิกฤตการณ์ใดๆ

ก็ต้องมานั่งห่วงหน้าพะวงหลังกับกลุ่มบ่อนทำลาย ที่คอยขัดแข้งขัดขา และที่สำคัญ ทำลายความเชื่อมั่นของต่างชาติซ้ำสอง ที่ทำให้ถูกมองยาวไปอีกว่ าแม้บ้านเมืองสงบได้ แต่ประเทศไทยก็พร้อมจะเกิดความวุ่นวายทางการเมืองได้ทุกเมื่อ

เป็นภาพเดียวกับที่นักลงทุนต่างชาติเคยมองอย่างไม่มั่นใจต่อเสถียรภาพทางการเมืองของพม่า และกัมพูชา จนเป็นเหตุให้ทั้ง 2 ประเทศ ยังคงเป็นประเทศล้าหลังอยู่อย่างทุกวันนี้

และที่ยิ่งน่าเสียดายเป็นคำรบที่สอง สาม ตามมาก็คือ ในวันนี้ประเทศเวียดนามที่พยายามเติบโตอย่างก้าวกระโดดกำลังประสบปัญหาอย่างหนัก

ตัวเลขเงินเฟ้อพุ่งสูงถึง 25% ในขณะที่ตัวเลขขาดดุลการค้าก็สูงจนน่าตกใจ โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ก็พลอยได้รับผลกระทบกันไปทั่ว และแน่นอนว่าได้สร้างความหวั่นไหวให้กับนักลงทุน ที่กำลังตัดสินใจใช้ประเทศเอเชียเป็นศูนย์กลางการผลิต

แน่นอนว่าในตัวเลือกที่มีอยู่ หากนักลงทุนละความสนใจจากประเทศเวียดนาม โอกาสทองก็น่าจะเป็นของประเทศไทยมากกว่าประเทศอื่นใด

แต่ก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะสถานการณ์บ้านเมืองที่กำลังเลวร้าย ที่มีคนเพียงหยิบมือออกมาปักหลักท้ากฎหมาย ขับไล่รัฐบาลที่มาจากระบอบประชาธิปไตย เป็นภาพที่ชาวโลกรับไม่ได้

และคงไม่ผิดหากจะบอกว่า พวกพันธมิตรฯ ที่ออกมาชุมนุมอยู่ขณะนี้ เป็นพวกทำลายชาติโดยแท้...!!

บิ๊กโบ๊ต