WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, June 11, 2008

นายกฯ ร่วมประชุมแก้ไขปัญหาท่องเที่ยว จ.เชียงใหม่ 14 มิ.ย.


ทำเนียบฯ 10 มิ.ย. - พล.ต.ท.วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ก่อนเข้าสู่วาระการประชุม นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า วันที่ 14 มิถุนายน นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะเดินทางไปประชุมแก้ไขปัญหาการท่องเที่ยวที่จังหวัดเชียงใหม่ ลงพื้นที่ดูสถานการณ์และวางแนวทางแก้ปัญหา ก่อนที่จะนำข้อมูลที่ได้มาประมวลผลและรายงานให้คณะรัฐมนตรีรับทราบต่อไป ซึ่งการเดินทางไปครั้งนี้ไม่ต้องการให้รัฐมนตรีคนอื่นร่วมเดินทางไปด้วย เพื่อลดการใช้งบประมาณในภาวะเศรษฐกิจเช่นในปัจจุบัน.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-10 16:48:14


อย่ามองประชาชนเป็นศัตรู !

เวลานี้ไม่ว่าไปไหนมาไหนก็ได้ยินแต่ผู้คนวิเคราะห์การเมืองไปต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็น “ตลาดสด” หรือใน “ร้านกาแฟ”

ใครที่มีความคิดแบบเดียวกันก็คุยกันยาว ส่วนใครที่คิดตรงกันข้ามก็ต้องหลบๆ ซ่อนๆ เพราะเพื่อนจะฆ่าเพื่อนหรือเลิกคบเพื่อนก็คราวนี้แหละ

ถ้าเป็นคนที่มีความคิดดีหน่อยจะถกเถียงกันทั้งทีก็ต้องพูดคุยกันในแง่ของหลักการเพราะประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย

ไม่ว่าจะคุยกันในประเด็นอะไร ก็ต้องยกเอาประชาธิปไตยเป็นใหญ่ !

ซึ่งจริงๆ แล้วถ้าคุยกันในระดับชาวบ้าน พ่อค้าแม่ค้า คนทำงานรับจ้าง ฯลฯ คงต้องคุยกันด้วยภาษาง่ายๆ ไม่ต้องลงรายละเอียดลึกๆ แบบวิชาการ

ชาวบ้านต่างก็วิเคราะห์กันไปต่างๆ นานาว่า ตามหลักการแล้วคนส่วนใหญ่ของประเทศไทยไว้ใจพรรคพลังประชาชนให้มาบริหารประเทศ

ไม่ว่าจะเลือกตั้งมากี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ยังเทใจให้ “พรรคเดิม” และ “คนเดิม” อยู่ดี ดังนั้นควรจะยอมรับไปตามระบอบประชาธิปไตย

ถึงแม้ว่าคนบางส่วนซึ่งเป็นส่วนน้อยของประเทศจะไม่ยอมรับในระบอบประชาธิปไตยโดยมองว่าการเลือกตั้งทุกครั้งประชาชนโดนซื้อเสียง

ซึ่งก็เป็นสิทธิที่คนส่วนน้อยจะคิดได้ แต่ก็ไม่ควรจะออกมาปลุกระดมสร้างความเดือดร้อนเหมือนทุกวันนี้

การปลุกระดมแบบนี้ทำให้สังคมไทยเกิดความแตกแยกมากขึ้นเรื่อยๆ !

ณ วันนี้ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ชุมนุมกันต่อเนื่องเข้าสู่วันที่ 18 เท่าที่ติดตามดูทุกๆ วัน ในช่วง 2 -3 วันหลังมานี้เริ่มกร่อยลงเรื่อยๆ แล้ว

แม้จะมี “ดาวกระจาย” หรือ “อารยขัดขืน” ออกมาโหมกระแสให้ตื่นเต้น แต่ก็แค่วูบวาบ เพราะไม่มีเหตุผลเพียงพอ แถมผู้คนก็เบื่อหน่ายม็อบข้างถนนเต็มที่แล้ว

ผมจึงคิดว่าถึงเวลาแล้วที่พันธมิตรฯ จะต้องหาทางยุติการชุมนุมให้ได้อย่างเร็วที่สุด เพราะยิ่งยึดเยื้อต่อไปประชาชนก็ยิ่งไม่พอใจมากขึ้นเรื่อยๆ ประเด็นที่จะออกมากล่าวหาโจมตีกันก็เริ่มแป้กไปทุกที

สิ่งที่หลายคนตั้งความหวังไว้ตอนนี้คือถ้าม็อบสลายไป หลังจากนี้เมืองไทยจะได้กลับสู่ความสงบเรียบร้อยเสียที

ทำให้รู้สึกโล่งสบายอย่างบอกไม่ถูก เพราะไม่ปรารถนาที่จะเห็นคนไทยทะเลาะกันแบบนี้ไปนานๆ

แต่พอดีได้อ่านบทสัมภาษณ์ของ คุณสุริยะใส กตะศิลา แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งหน้าที่เดิมของเขาคือ เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์ประชาธิปไตย (ครป.) ก็รู้สึกว่าเขาไม่ได้จริงใจต่อบทบาทหน้าที่เขาเลยแม้แต่น้อย

คุณสุริยะใสบอกว่าถ้าคิดจะทำสงครามกับระบอบทักษิณ ย่อมไม่ใช่ช่วงเวลาสั้นๆ อาจต้องใช้เวลานาน 5 ปี 10 ปี หรือ 20 ปี เขาจะต้องออกมาต่อสู้แน่นอน

อ่านในสิ่งที่คุณสุริยะใสคิดแล้วก็เป็นห่วงว่าสงครามประเทศไทยคงจะไม่จบง่ายๆ ถ้ามีคนคิดแบบนี้เยอะๆ เพราะเราจะต้องสู้รบปรบมือกันไปอีกนาน

อยากเตือนคุณสุริยะใสให้ไปคิดด้วยว่า ในฐานะที่คุณเป็นนักพัฒนาประชาธิปไตย....

ทำไมคุณจึงไม่เคารพเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน ไม่ได้รู้ซึ่งถึงความต้องการประชาชนเลยว่าพวกเขาต้องการอะไร ประชาชนอยากให้ใครเข้าไปช่วยเหลือเขาให้ออกมาจากวังวนเดิม

ขอร้องเถอะครับ ตราบใดที่ความคิดคุณเป็นแบบนี้ คุณก็จะต้องต่อสู้ไปอีกนานแสนนาน

อย่ามองประชาชนเป็นศัตรูอีกเลย !

ลวดหนาม



ความขัดแย้งและความลงตัวกรณีบันดาลใจจากอดีตรัฐมนตรี จักรภพ เพ็ญแข

ต่อไปนี้ผู้เขียนขอเสนอความหมายของคำว่า นักวิชาการ ในอุดมคติของผู้เขียนเอง คำว่าอุดมคตินี้มีความเป็นส่วนตัวมาก เพราะไม่ได้หมายถึงอุดมการณ์ในลักษณะที่มีการยอมรับนับถือร่วมกัน แต่ถ้าหากมีข้อใดที่อ่านแล้วผู้อ่านยินดีจะนำไปยึดถือเป็นอุดมคติของตน ผู้เขียนก็ยินดีด้วย

ความหมายของคำว่านักวิชาการอาจมีการมองได้ในหลายมุม มุมใดมุมหนึ่งที่ผู้เขียนตั้งใจนำเสนอต่อไปนี้ เป็นอีกมุมมองที่จะเป็นที่ยอมรับหรือไม่ยอมรับ ด้วยมาตรฐานของใครที่ไหนก็ได้ แต่ไม่ควรถูกล้อมกรอบด้วยมาตรฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง และออกมาประกาศการล้อมกรอบว่าเป็นมุมมองอันตราย

ในทางวิชาการ การประกาศเช่นนั้นย่อมหมายถึงความไม่เป็นวิชาการด้วย เพราะเท่ากับไปจำกัดเสรีภาพของการแสดงความคิดเห็นอย่างชัดเจน

ในขณะเดียวกัน ผู้ประกาศก็แสดงมาตรฐานอย่างใดอย่างหนึ่งไปพร้อมกัน เพราะคำว่าอันตรายนั้นย่อมแสดงความหมายในตัวเองว่าอันตรายจากอะไร เช่นว่า ยาอันตราย ก็ต้องมีมาตรฐานวัดความอันตรายนั้นว่าเกินขีดของมาตรฐานใดหรือจึงเรียกว่าอันตราย และอันตรายสำหรับสิ่งใด กระเพาะปัสสาวะ หรือว่าหัวใจ ดังนี้เป็นต้น

ที่เริ่มเรื่องว่า จะพูดถึงความหมายของ นักวิชาการในอุดมคติ เพราะมีความเป็นส่วนตัวมากกว่าหนึ่ง อีกประการหนึ่งเห็นว่าคงมีผู้นิยามความหมายของคำว่านักวิชาการโดยทฤษฎีต่างๆ มากมายอยู่แล้ว ดังนั้น ในที่นี้จึงขีดเส้นไว้ว่าเป็นของตนเอง เพื่อจะได้ไม่เกี่ยวข้องอ้างอิงกับผู้ใดให้เป็นที่สงสัยในที่มาที่ไป

นี่ก็คือความเป็นวิชาการอย่างหนึ่งตามความหมายทั่วไป

กล่าวอย่างสั้นคือ การจะสร้างความรู้ใหม่ก็ต้องอ้างอิงความรู้เก่า สำนวนนักวิชาการเรียกว่า ทบทวนวรรณกรรม ทำนองว่าเขาพูดกันมาแล้วอย่างไร และเราจะพูดต่อไปอย่างไรในเรื่องนี้ถึงจะดี

จะว่าไปแล้ว นี่เป็นกรอบอันจำกัดหนึ่งในการทำงานของนักวิชาการ ทำให้คนบางประเภทที่รักอิสระ นึกอยากจะพูดอะไรก็พูด ไม่อยากเป็นนักวิชาการ เพราะหากไม่ชอบการค้นคว้าก็พูดอะไรไม่ถนัดปาก

ดังนั้น ทำให้นักวิชาการที่ขี้เกียจกลายเป็นใบ้ หรือมือหงิกง่อย คือพูดไม่ได้ เขียนไม่ออก ซึ่งก็มีอยู่ในโลกวิชาการจำนวนมาก เพราะอยู่ได้ด้วยการพูดในสิ่งที่รู้ (อันมีอยู่อย่างจำกัด) แต่ถ้าบังเอิญสิ่งที่รู้นั้นมีคนรู้น้อย เรียนรู้ได้ยาก หรือไม่ค่อยมีใครอยากเรียนรู้ ก็กลายเป็นผู้รู้ยืนอยู่อย่างสง่างามได้พอสมควรในวงวิชาการ โดยเฉพาะที่ไม่ใช่ทางสังคมศาสตร์หรือมนุษยศาสตร์ ที่มีความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งกว้างขวางอยู่ตลอดเวลา

แต่ในความเป็นจริง บางคนก็มีความเป็นนักวิชาการอยู่โดยธรรมชาติคือ ความช่างอยากรู้ ช่างคิด ช่างจดจำ และสามารถประมวลไว้ในหัวตัวเองได้ และอย่างทันท่วงทีในทุกสถานการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตตนและสังคมรอบข้าง คนเช่นนี้ก็เป็นนักวิชาการอยู่โดยธรรมดาวิสัย ผลงานที่ออกมาก็อาจจะปรากฏในรูปของการค้าขายเก่ง หรือการบริหารจัดการเก่ง เป็นต้น แทนที่จะเป็นข้อเขียนเชิงวิชาการ งานวิจัย หรือการอภิปราย-โต้แย้งหาหลักฐานอะไรกับนักวิชาการด้วยกันในวงเสวนา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเขาไม่ใช่ผู้สอน ก็ไม่จำเป็นต้องแจ้งบอกอะไรที่ตนเองคิดได้นั้น ให้ใครที่ไหนทราบ เพียงแต่แสดงผลงานในทางปฏิบัติกับงานอาชีพของตนเองเท่านั้น

เช่น นักร้องหรือนักดนตรีบางคนอาจมีวิธีเฉพาะของตนเองที่ทำให้ร้องเพลงหรือบรรเลงดนตรีได้จับใจคน ซึ่งมีกระบวนให้ต้องเรียนรู้มากมาย เพราะสะสมมาจากความช่างอยากรู้ ช่างคิด ช่างจดจำ และสามารถประมวลไว้ในหัวตัวเองได้ ตามระยะเวลาที่ตนเองได้ใช้ชีวิตคลุกคลีกับสิ่งนั้น ซึ่งมีนักวิชาการยอมรับว่าดีกว่าการศึกษาเพียงแค่จากตำราเสียด้วยซ้ำไป เพราะเป็นความรู้จริงที่ได้จากการใช้ชีวิตปฏิบัติ

จะว่าไปแล้ว ความหมายอันเป็นแก่นของนักวิชาการ จึงน่าจะได้แก่ ผู้เรียนรู้อยู่กับความจริงอันเป็นประโยชน์ในการดำเนินชีวิต หรืออาจจะไม่เป็นประโยชน์ในเชิงนั้นเสียทีเดียวก็ได้ แต่เป็นความน่าสนใจ นักวิชาการในสาขาวิชาต่างๆ ก็เรียนรู้ที่จะแสวงหาความจริงในเรื่องราวที่ตนสนใจได้ และอาจเปิดโลกความรู้ให้กว้างขวาง ซึ่งลักษณะอันนี้ก็อาจปรากฏอย่างเป็นธรรมชาติได้ในตัวบุคคลอื่นๆ ในหลายแวดวงดังกล่าวมาแล้ว

แต่ความเป็นนักวิชาการอาชีพ ต้องเขียน ต้องบอก หรือต้องแจ้งให้ผู้อื่นได้รับรู้ถึงการทำงานของตนเอง ตัวอย่างเช่น ในรูปของบทความวิชาการ หรืองานวิจัยต่างๆ ตลอดจนการร่วมวงเสวนาในการสัมมนาทางวิชาการ ดังนี้เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักวิชาการที่แสวงหาความรู้อันเกี่ยวข้องกับมนุษย์และสังคม

อย่างทุกวันนี้ บ้านเมืองเหมือนอยู่ในภาวะมีมุมแดง มุมน้ำเงิน กลายเป็นห้องทดลองขนาดใหญ่ให้นักวิชาการด้านมนุษย์และสังคมได้จดจ้องจับตามองความเคลื่อนไหวเป็นไป

บางคนออกมาชี้ผิดชี้ถูก ใครชี้ได้น่าฟังไม่น่าฟังอย่างไร ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สาธารณชนพึงเลือกรับฟังเอาเอง ภาวะมุมแดง มุมน้ำเงิน เปิดโอกาสให้นักวิชาการเป็นเหมือนกรรมการออกมาตัดสิน เพราะผู้ดูไม่ใช่มีเพียงฝ่ายมุมแดง มุมน้ำเงินเท่านั้น ในกรณีนี้อาจมีผู้ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดเลยก็เป็นได้ เพราะค่าที่ว่าไม่พอใจลีลาการชกต่อยของคู่ต่อสู้ที่หวังปกป้องตัวตนอย่างหน้าดำหน้าแดง ซึ่งตามปกติมักเป็นมวยนอกเวที ที่ชกต่อยกันตามร้านเหล้า หรือกล่าวกันเป็นสำนวนดั้งเดิมว่า มวยวัด เพราะกล้าแสดงอาการผิดกติกาออกมา แต่นี่กลับมาปรากฏบนเวทีที่มีการยอมรับกันทั่วไป ซ้ำร้ายกรรมการยังไปมีส่วนได้เสียกับผลประโยชน์ของฝ่ายสนับสนุนคู่ต่อสู้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเสียด้วย

ที่ผ่านมา และจนถึงวันนี้ ผู้สนับสนุนที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังก็มักลอยตัวหายไปเสมอ เมื่อปรากฏว่ามีผลแตกหักในที่สุด และตนได้เป็นฝ่ายสูญเสียประโยชน์ไปแล้ว แม้เป็นฝ่ายมีชัยที่ได้รับผลประโยชน์ก็มักปฏิเสธในความรับผิดชอบอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่มีทางเลยที่จะอำนวยประโยชน์ให้ครอบคลุมไปถึงฝ่ายตรงข้าม

ส่วนคนที่ออกมาต่อสู้กันอย่างสาหัสอยู่บนเวทีแห่งการแสดงออกนั้น บ้างบาดเจ็บ บ้างพิการ หรือล้มหายตายจากไปบ้าง ล้วนแล้วแต่เป็นประชาชนตาดำดำด้วยกันทั้งนั้น เพียงแค่ถูกจัดตั้งให้เป็นเครื่องมือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสมอมา ประชาชนที่หันหน้าเข้าปะทะกันอย่างไร้สติ จะมีเครื่องแบบหรือไม่มีเครื่องแบบก็ตาม มีค่าไม่ต่างอะไรจากอาวุธเลวที่รอการบิ่นหัก

กรรมการที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก ต่างก็เลือกฝักใฝ่ในฝ่ายต่างๆ กันไป ภาพของกิจกรรมบนเวทีนี้จึงออกมาเป็นภาพที่ไม่น่าดูเลย เพราะจะมีก็แต่ผู้ไม่เกี่ยวข้องผลประโยชน์เท่านั้นจึงจะยืนมองดูอยู่ด้วยใจเป็นธรรม อยากเห็นบ้านเมืองสงบ และว่างเว้นจากความขัดแย้งรุนแรงเสียที ซึ่งคนกลุ่มท้ายนี้มักถูกกำหนดให้อยู่นิ่งๆ กลายเป็นผู้ไม่เกี่ยว ทั้งที่ก็เกี่ยวอยู่เต็มประตูในฐานะผู้อยู่ในสังคม เป็นผู้เดือดร้อน และเป็นคนส่วนใหญ่ เพียงแต่ไม่ฝักใฝ่ในประโยชน์หรืออำนาจข้างใด

นักวิชาการที่จะออกมาเป็นกรรมการผู้ตัดสิน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแยกตนออกจากผลประโยชน์ใดๆ เพราะเมื่อเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับผลประโยชน์ ก็ไม่ใช่นักวิชาการ ในฐานะที่ไม่อยู่กับการแสวงหาความจริง หรือการบอกเล่าความจริงอีกต่อไป

ในปัจจุบันสังเกตให้ดีจะเห็นว่า มีนักวิชาการที่แยกไม่ออกจากผลประโยชน์ ออกมาแสดงแนวคิดทางการเมืองในวาระต่างๆ มากมาย บ้างสามารถกำหนดวาระขึ้นมาเอง โดยมีผลกระทบต่อสังคม ในกรณีเช่นนี้ กลุ่มผลประโยชน์จึงอาจนำมาใช้เป็นปากเป็นเสียงได้ โดยกำหนดให้นักวิชาการพูดไปในทางที่เป็นผลประโยชน์สำหรับฝ่ายตน นักวิชาการที่ขายตัวให้แก่อามิสสินจ้างจึงเท่ากับสูญเสียความเป็นนักวิชาการไปโดยสิ้นเชิง

ที่น่าเวทนากว่านั้นคือ คำพูดต่างๆ จะปราศจากความหนักแน่นในเชิงวิชาการ ทั้งที่ยังเป็นนักวิชาการอยู่โดยสภาพ และถึงแม้ว่าจะมีโอกาสได้เข้าไปเป็นนักการเมือง ก็มีค่าไม่ต่างจากนักการเมืองที่แสดงความเห็นจากปากแบบแสวงหาประโยชน์เข้าตน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าหากว่าไม่อาจปรับเปลี่ยนสภาพกลับมาใช้ความเป็นนักวิชาการที่เคยมีอยู่เดิมของตนเอง

แต่การเป็นนักวิชาการด้วยหัวใจแท้จริงในเวทีการเมือง (ที่กลายเป็นเวทีของการแสวงหาผลประโยชน์) คงเป็นเรื่องยากยิ่ง หรืออาจเป็นไปไม่ได้เลยตามคำกล่าวที่ว่า นักการเมืองย่อมไม่ใช่นักวิชาการ หรือนักวิชาการย่อมไม่ใช่นักการเมือง

มีตัวอย่างในทางกลับกันนี้ นักวิชาการซึ่งได้เข้าไปเป็นนักการเมือง ได้เผลอไปใช้วิธีคิดและแสดงออกอย่างนักวิชาการในเวทีการเมือง ที่ผ่านมาก็มีหลายกรณีแล้ว แต่ล่าสุดนี้เกิดขึ้นอีกกับอดีตรัฐมนตรี จักรภพ เพ็ญแข ที่เผชิญและปะทะกับสถานการณ์นี้อย่างชัดเจน

ในที่สุดต้องออกจากการเป็นรัฐมนตรีไป ครั้งหนึ่งท่านกล่าวว่า ในการปฏิบัติงานบางครั้งได้เผลอตัวใช้วิธีคิดและแสดงออกอย่างนักวิชาการ ทำให้เป็นผลเสียในทางนักการเมือง การกล่าวเช่นนี้อาจจะโดยจริงใจ (หรือไม่ก็ตาม) เมื่อกล่าวในเวทีการเมือง ย่อมมีทั้งคนฟังที่เชื่อและไม่เชื่อ ว่าคำกล่าวนั้นจะเป็นการพูดจากหัวใจของนักวิชาการ หรือว่าอาจพูดจากปากของนักการเมืองที่แสวงหาประโยชน์ในสถานการณ์นั้น โดยแอบอิงกับสภาพนักวิชาการที่ตนเคยมีบทบาทให้เห็น

ดูเหมือนจะเป็นจริงอย่างว่า จะเป็นนก หรือเป็นหนู จะอยู่ในรูหรือบนฟ้า ต้องเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่งเช่นนั้นหรือ นี่เป็นเรื่องที่ต้องอภิปรายกันต่อไป ทำไมข้างต้นผู้เขียนจึงเกริ่นว่าคนแวดวงอื่นนอกวงวิชาการก็มีความเป็นนักวิชาการได้ เช่นเดียวกับนักวิชาการ แล้วนักการเมืองเล่าควรจะมีหัวใจเป็นนักวิชาการด้วยหรือไม่

ถ้าหากศาสตร์ต่างๆ ที่รังสรรค์กันขึ้นมาโดยนักวิชาการสาขาต่างๆ ล้วนเป็นไปเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ ความเกี่ยวข้องของนักวิชาการกับการเมืองก็เป็นเรื่องที่แยกออกจากกันไม่ได้ เพราะในเมื่อการเมืองย่อมเกี่ยวข้องกับการจัดสรรแบ่งปันประโยชน์ให้แก่มนุษย์ในสังคม

ซึ่งถ้าหากจะให้ดีแล้วไซร้ ก็ควรที่จะนำแนวคิดหรือผลงานจากการแสวงหาด้วยความวิริยะของนักวิชาการ มากำกับผสานในลักษณะเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่ใช่แยกส่วน หรือคละเคล้าเข้าหากันไม่ได้เลย อย่างที่เป็นอยู่นี้ ซึ่งได้สะท้อนออกมาชัดเจนแล้วว่า การเมืองไทยไร้มาตรฐาน ไม่ยืนอยู่บนความจริงและความถูกต้องแม้สักส่วนเสี้ยวเดียว เพราะว่าไม่ยึดกติกา ไม่ถือธรรมะ-ไม่เอากรรมการ ไม่ใส่ใจหาหลักฐานและความเป็นจริงมาพูดจากันอย่างเป็นวิชาการ เพื่อสร้างสังคมตามที่ควรจะเป็นกันจริงๆ เสียที

ผู้ใดไม่เลือกข้าง ไม่อยู่ในมุมแดง-มุมน้ำเงิน คือ ผู้ไม่มีที่จะยืนอยู่ในสังคมนี้ หรือยืนอยู่อย่างไม่มีชีวิต มีสิทธิ์ยืนดูได้ แต่ยากที่จะขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวใดๆ จะอย่างไรก็ตาม ผู้เขียนไม่แน่ใจนักหรอกว่า ในระหว่างชมดูการต่อสู้อันเข้มข้นด้วยกิเลสของทั้ง 2 ฝ่าย ผู้ชมดูอยู่อย่างสงบเสมอมา จะอดทนกันเรื่อยไปได้อย่างไม่มีวันที่สิ้นสุด

วิภาพ คัญทัพ


บันทึกแพทย์ชนบท: ไฟดับที่ตากใบกับโรงพยาบาลที่หยุดบริการไม่ได้

เหตุการณ์การก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ด้วยการถอดนอตเสาไฟฟ้าแรงสูง จนทำให้ไฟฟ้าดับทั้ง จ.นราธิวาส หลายอำเภอไฟฟ้าดับนานกว่า 2 วันเมื่อวันที่ 6-8 พฤษภาคม 2551 ที่ผ่านมา ได้สร้างความหวาดผวาให้กับประชาชนในพื้นที่ได้อย่างมาก อีกทั้งสร้างความโกลาหลให้กับชีวิตของประชาชนในโลกยุคปัจจุบัน ที่ต่างต้องพึ่งพาไฟฟ้าในแทบทุกกิจกรรมประจำวัน

สำหรับโรงพยาบาลทุกแห่งใน จ.นราธิวาส รวมทั้งโรงพยาบาลตากใบนั้น ไม่เคยพบกับสถานการณ์ไฟดับต่อเนื่องยาวนานกว่า 2 วันเช่นนี้ แม้ไฟจะดับแต่ความเจ็บป่วยรอไม่ได้ การให้บริการรักษาพยาบาลยังต้องดำเนินต่อไป การปรับตัวในการจัดบริการให้กับผู้ป่วยได้ให้ใกล้เคียงกับปกติที่สุดในท่ามกลางการไม่มีกระแสไฟฟ้าใช้นั้น นับเป็นบทเรียนใหม่ของระบบสาธารณสุขไทยในยุคใหม่

โดยพื้นฐานทุกโรงพยาบาลในจังหวัดชายแดนใต้ มีการเตรียมความพร้อมของเครื่องปั่นไฟฟ้ากันอยู่แล้ว การสำรองน้ำมันสำหรับเครื่องปั่นไฟสำหรับให้พอปั่นไปข้ามคืนนั้น เป็นมาตรฐานปกติของทุกโรงพยาบาล เครื่องปั่นไฟที่มี มักมีขนาดเล็กและไม่เพียงพอสำหรับการใช้งานเต็มระบบ ก็จะมีการเดินระบบไฟฉุกเฉินสำหรับห้องที่มีความจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้า ให้มีกระแสไฟฟ้าใช้เช่นห้องคลอด ห้องฉุกเฉิน ไฟแสงสว่างในตึกผู้ป่วยใน ห้องยา ห้องบัตร เป็นต้น แต่กรณีนี้เป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยประสบ ไฟฟ้าดับนานต่อเนื่องถึง 2-3 วัน

โรงพยาบาลตากใบ จ.นราธิวาส ปลายสุดของสายไฟฟ้าไทย ได้แก้ปัญหาให้สามารถจัดบริการได้ดีที่สุดในท่ามกลางการไม่มีไฟฟ้าใช้ได้อย่างน่าสนใจ ในทันทีที่ไฟดับและทางโรงพยาบาลรู้ว่า "ครั้งนี้ไปจะดับนานไม่น้อยกว่า 3 วัน" นพ.สมชาย ศรีสมบัณฑิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลตากใบ รีบสั่งให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลจัดซื้อน้ำมันสำหรับเครื่องปั่นไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเท่าตัว จากเดิมที่มีอยู่ 400 ลิตร เพิ่มขึ้นเป็น 800 ลิตร เติมน้ำมันรถทุกคันของโรงพยาบาลให้เต็ม เพราะน้ำมันในเมืองเล็กๆ อาจหมดลงอย่างรวดเร็วหากสถานการณ์ยืดเยื้อ

เครื่องปั่นไฟอายุกว่า 10 ปีที่ต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมงนั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ โจทย์ที่ถกเถียงกันอย่างหนักในโรงพยาบาลคือ จะหยุดพักเครื่องสัก 2 ชั่วโมงในช่วงเวลาใดจึงเหมาะสมที่สุด กระทบต่อการบริการน้อยที่สุด ในมุมมองของเจ้าหน้าที่ในการเริ่มหาข้อสรุป ส่วนใหญ่ก็มีความเห็นให้หยุดพักเครื่องในช่วงที่มีแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ อาจเป็นช่วงบ่ายหรือเย็น หรือไม่ก็ยามฟ้าสางในช่วงเช้า

แต่เมื่อถกเถียงไประยะหนึ่งก็พบว่า ไม่สามารถปิดบริการในช่วงบ่ายหรือช่วงเย็นได้ เพราะเป็นช่วงเวลาที่มีผู้ป่วยมารับบริการต่อเนื่อง สุดท้ายคำตอบจึงไปอยู่ที่การดับไฟฟ้าในช่วงฟ้าสาง แต่ด้วยปัญหาที่ทางโรงพยาบาลไม่สามารถเดินเครื่องซักผ้าและเครื่องอบผ้าในช่วงเวลากลางวันได้ เพราะปริมาณกระแสไฟฟ้าจากเครื่องปั่นไฟไม่เพียงพอ จึงต้องมีการปรับระบบงานให้เจ้าหน้าที่ซักรีดมาทำงานในช่วงฟ้าสาง จนถึงก่อนเวลาทำการของโรงพยาบาล ทำให้ต้องปั่นกระแสไฟฟ้าในการซักรีดในช่วงเช้าตรู่ คำตอบสุดท้ายจึงไปอยู่ที่การพักเครื่องปั่นไปในช่วงเวลาดึก คือตี 2 ถึงตี 4 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีผู้ป่วยมาที่ห้องฉุกเฉินน้อยมาก ผู้ป่วยส่วนใหญ่นอนหลับ มีความต้องการเพียงไฟส่องสว่างเท่านั้น เป็นโรงพยาบาลที่มืดมิดมีเพียงแสงเทียนแสงไฟฉายและแสงไฟฉุกเฉิน เช่นเดียวกับชุมชนทั้ง อ.ตากใบ

การที่ไฟฟ้าดับเป็นเวลานานส่งผลต่อสถานีอนามัยเช่นกัน เพราะไม่มีระบบไฟฟ้าสำรอง แม้ว่าการให้บริการของสถานีอนามัยจะใช้ไฟส่องสว่างเป็นสำคัญ กลางวันสามารถให้บริการได้ แต่ปัญหาอยู่ที่ตู้เย็น ในครั้งนี้ไฟฟ้าเริ่มดับในเวลา 2 ทุ่ม ทำให้ห่วงโซ่ความเย็นในการรักษาความเย็นในการเก็บวัคซีนของตู้เย็นที่สถานีอนามัยนั้น ไม่เย็นพอที่จะรักษาคุณภาพวัคซีนได้ จนทำให้วัคซีนทั้งหมดที่เก็บในตู้เย็นของสถานีอนามัยต้องทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์

แต่กระนั้นความมืดมิดจากไฟฟ้าดับ 2 วัน ของ จ.นราธิวาส ในครั้งนี้ กลับกลายเป็นบทเรียนอันมีค่ากับระบบสาธารณสุขไทย ต่อการเรียนรู้เพื่อรับมือกับสถานการณ์วิกฤติในอนาคต




นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ
ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้


รีดเลือดกับปู

ปกติเวลาขึ้นรถแท็กซี่ ไม่ค่อยชอบคุยกับคนขับเท่าไร เพราะอยากจะนั่งฟังเพลงจากเครื่องเล่นที่พกติดตัว หรือไม่ก็วิทยุในรถคันนั้นมากกว่า แต่เมื่อวานเกิดนึกอยากคุยขึ้นมา อาจเพราะเห็นตรงกันกับแท็กซี่ว่า บนท้องถนนมันมีรถวิ่งมากมายเหลือเกิน

รถวิ่งขวักไขว่จนเกินจะทำใจให้เชื่อได้ว่า นี่เรากำลังอยู่ในยุคน้ำมันโ-ค-ต-รแพง…

ผู้อ่านหลายท่านก็คงเชื่อเหมือนคนขับแท็กซี่คนนี้ละว่า ‘ใครบอกคนไทยจน?’ เพราะถ้ายากจนกันจริงทำไมยังมีเงินซื้อรถ ที่มากกว่าก็คือ ทำไมยังมีเงินเติมน้ำมันรถกันอีก (ความจริงอาจใช้แก๊สก็ได้นะ อิอิ)

คุยไปคุยมา ก็วกมาถึงเรื่องการขึ้นราคาค่าโดยสารที่รถเมล์ล่วงหน้าไปก่อน แต่ถูกสังคมตีกลับจากทุกด้าน ทั้งจากผู้ประกอบการที่ต้องการให้ขึ้นเพราะแบกรับภาระไม่ไหว และทั้งผู้บริโภคที่ก็แทบจะเอาเท้าก่ายหน้าผาก ด้วยว่าค่าโดยสารรถเมล์ร่ำๆ จะเท่ากับรถไฟฟ้าขั้นต่ำสุดอยู่รอมร่อแล้ว

เศษสตางค์ไม่กี่สิบบาทสำหรับบางคน อาจมีค่าแค่ฝุ่นผงที่ไม่เคยสังเกตเห็น เพราะวันๆ ได้นับแต่แบงก์หรือถือเช็ค แต่สำหรับประชาชนคนรากหญ้า รถเมล์เฉียด 10 บาทนี่ก็กลุ้มกันนักหนาแล้ว โดยเฉพาะคนที่ต้องต่อรถหลายต่อยิ่งไปกันใหญ่

คนขับแท็กซี่ก็คิดเหมือนคนไทยอีกหลายคน นั่นคือ นี่เป็นเรื่องที่รัฐจะต้องเข้ามาพยุงราคาค่าโดยสาร รับภาระเพื่อช่วยเหลือประชาชน ไม่ใช่ผลักภาระค่าโดยสารมาให้ประชาชนแบบนี้

ระบบเศรษฐกิจของประเทศเราที่ยังไม่เสรีนิยมเต็มขั้น ก็คงต้องมีเรื่องให้รัฐยื่นมือเข้ามาแทรกแซงเสมอเช่นนี้แหละ อยู่ที่ว่ารัฐจะทำหรือไม่ ทำอย่างไร และช่วยได้เท่าไร

เอ่ยถึงรถเมล์เลยอดถามเรื่องมิเตอร์แท็กซี่ไม่ได้ เพราะหลังจากรถเมล์ออกมาประท้วง กลุ่มคนขับแท็กซี่กลุ่มหนึ่งก็ออกมาขอขึ้นค่ามิเตอร์บ้าง

นึกว่าจะได้คำตอบที่จงใจเรียกคะแนนสงสาร แต่คนขับแท็กซี่คนนี้กลับบอกว่า แค่เริ่มต้นที่ 35 บาทก็แพงจนคนไม่อยากขึ้นแล้ว ที่สำคัญต่อให้รัฐบาลอนุมัติให้ขึ้นค่ามิเตอร์เริ่มต้นที่ 40 บาท ตามที่มีคนเรียกร้องจริง คนขับก็ไม่ได้อะไร เพราะสุดท้ายอู่เจ้าของรถแท็กซี่ก็จะขึ้นค่าเช่ารถอยู่ดี นั่นเท่ากับส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นก็ต้องนำไปโปะค่าเช่า กลายเป็นเจ้าของอู่ที่ได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง

ในฐานะคนขับแท็กซี่ก็เลยขออยู่ “ชิวชิว” อย่างนี้ไปเรื่อยๆ ดีกว่า

และในฐานะผู้โดยสารที่ยังต้องพึ่งพารถสาธารณะ ก็ได้แต่หวังว่า รัฐจะรักษาระดับ “ชิวชิว” อย่างนี้ไปได้ให้ยาวที่สุด เพราะสุดท้ายแม้รัฐจะพยายามอุ้ม แต่คนที่ต้องเดือดร้อนไปเต็มๆ ก็คือประชาชนคนเดินดินทั้งนั้นแล

ไม่แล้ว ไม่เลิก

สถานการณ์การชุมนุมประท้วงที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร ไม่มีทีท่าว่าจะยุติง่ายๆ กลับมีข่าวว่าจะยืดเยื้อต่อไป ไร้จุดจบ คนในบ้านเมืองรู้สึกตรงกันว่า

“ทำไมไม่แล้ว ไม่เลิก” กันเสียที

“จะเอาอะไรอีก จะทำให้บ้านเมืองบอบช้ำมากกว่านี้ใช่ไหม”

ทำไมไม่แล้ว ไม่เลิก เป็นคำพูดที่น่าสนใจ

ก่อนหน้าวันที่ 19 กันยายน 2549 สถานการณ์ทางการเมืองก็คล้ายๆ กับการเมืองในขณะนี้ มีการชุมนุมประท้วงอย่างยืดเยื้อ เพื่อขับไล่รัฐบาล พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร มีข้อเรียกร้องที่แปลกประหลาด เรียกร้องอยากได้นายกรัฐมนตรีมาจากคนนอก ทั้งที่ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญปี 2540 ในขณะนั้น ไม่เปิดช่องให้ทำได้ การบอยคอตการเลือกตั้งของพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อกดดันบีบให้รัฐบาลในขณะนั้นลาออก...ฯลฯ…

สถานการณ์ช่วงนั้นกับช่วงนี้ มีอะไรหลายอย่างที่เหมือนกัน

การชุมนุมประท้วงถ้าไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน สามารถทำได้ในสังคมประชาธิปไตย แต่ถ้าการชุมนุมประท้วงทำให้คนอื่นเขาอึดอัด ทนไม่ได้ เพราะเป็นการก้าวก่าย ก้าวล่วงสิทธิของเขา การชุมนุมนั้นก็ไม่สามารถดำเนินคดีกับผู้ชุมนุม หรือดำเนินคดีกับแกนนำของผู้ชุมนุมนั้นได้

สังคมประชาธิปไตย ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ไม่มีอภิสิทธิ์ชนเกิดขึ้นในสังคมประชาธิปไตยนี้

การชุมนุมประท้วงของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เข้าข่ายทำผิดกฎหมายบ้านเมือง

การปิดถนนราชดำเนิน เป็นความผิดอย่างมหันต์ของฝ่ายพันธมิตรฯ สถานการณ์เช่นนี้ฝ่ายพันธมิตรฯ เขาได้ทำมาแล้วเมื่อก่อนวันที่ 19 กันยายน 2549

พันธมิตรฯ กำลังดำเนินกิจกรรมซื้อรอยเดิม โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสของประชาชนผู้ใช้ถนนหนทางสัญจรไปมา

ความเดือดร้อนนี้ ประชาชนเขาอดรนทนไม่ไหว เขาจึงไปแจ้งความให้ดำเนินคดีกับแกนนำพันธมิตรฯ ก็เป็นการสะท้อนอาการของประชาชนที่เขาไม่ชอบในการชุมนุมประท้วงของพันธมิตรฯ ไม่ทราบว่าสิ่งเหล่านี้ที่เป็นความเดือดร้อน “จริงๆ” ของประชาชน ไปเข้าหูฝ่ายพันธมิตรฯ หรือไม่

การจะช่วยเหลือประชาชน จะต้องไม่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน

ในสภาพเศรษฐกิจน้ำมันลิตรละ 40 บาท ประชาชนแทบจะเอาตัวไม่รอด มีผลกระทบโดยตรงกับชีวิต ความเป็นอยู่ของพวกเขา กลับมีเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง มีเรื่องที่ “ไม่แล้ว ไม่เลิก” เกิดขึ้นกับประเทศอีก ประชาชนจะทนได้หรือ

การเมืองเป็นเรื่องแห่งความขัดแย้ง เป็นการแย่งชิงเอาผลประโยชน์ เมื่อไม่ได้ประโยชน์ก็ต่อต้านประท้วงกัน ก็เป็นเรื่องธรรมดา

แต่การเมืองที่ดี กลุ่มการเมืองที่ดี ต้องไม่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน

พันธมิตรฯ ต้องกลับไปบ้านนอนเอามือก่ายหน้าผาก ตรึกตรอง บวกลบคูณหารให้ดี และปรับแก้กลยุทธ์ที่จะดำเนินการต่อไป ไม่เช่นนั้น ท่านจะไม่มีมวลชนสนับสนุน “ปลาจะขาดน้ำ” การทำอะไรโดยไม่ฟังประชาชน สุดท้ายก็ต้องถึงจุดจบ

การได้คืบจะเอาศอก ได้ศอกจะเอาวา ของฝ่ายพันธมิตรฯ จึงเป็นเรื่องที่ประชาชนเขารู้ทัน หากไม่เชื่อฟัง เขาจะต้องกล่าวหาท่าน ว่าท่านเป็นพวกอันธพาล พวกทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย

จึงเตือนมาด้วยความหวังว่า ท่านจะหลีกทางให้แก่ประชาชนได้สัญจรไปมาโดยสะดวกเหมือนเดิม

อย่าใช้สิทธิที่มีอคติกับคนอื่น จนทำให้บ้านเมืองวุ่นวายไปมากกว่านี้เลย

ดร.อดิศร เพียงเกษ



ทรรศนะของ ดร.อุกฤษ มงคลนาวิน: ทำไมต้องแก้รัฐธรรมนูญ 2550 (1)

ศ.ดร.อุกฤษ มงคลนาวิน อดีตประธานรัฐสภา อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์ในรายการกรองสถานการณ์ เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2551 เรื่องการแก้ไข รธน.50 ไว้ ซึ่งมีเนื้อหาที่สำคัญดังนี้

1.รัฐธรรมนูญ ฉบับ 2550 คือ รธน. ที่แย่งชิงอำนาจการปกครองที่แท้จริงไปจากประชาชน

รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 นี้สร้างขึ้นมาโดยดูถูกประชาชน แบ่งประชาชนเป็นชนชั้นสูง กับชนชั้นล่างธรรมดา ต้องการให้พรรคการเมืองอ่อนแอ ตั้งสมมติฐานการร่างขึ้นมาด้วยความรังเกียจนักการเมืองว่าเป็นคนที่ควรกำจัดไปให้หมด โดยลืมไปว่า รัชกาลที่ 7 ไม่ได้พระราชทานอำนาจการปกครองให้แก่กลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ แต่พระราชทานให้แก่ประชาชนธรรมดาๆ ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ในประเทศไทยมีกว่า 42 ล้านคน แต่ให้อำนาจในการยุบ ไม่ยุบ ผิด ไม่ผิด ให้กับคนเพียง 4-5 คนที่รับอำนาจมาจากคณะรัฐประหาร ไม่ว่าจะเป็น กกต. หรือคณะตุลาการอะไรก็ตาม

2.การลงประชามติรับรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ใช่เจตจำนงที่แท้จริงของประชาชน

มีความพยายามอ้างว่ามีประชาชนลงมติเห็นด้วยถึง 14 ล้านเสียง และไม่เห็นด้วย 10 ล้านเสียง ทั้งๆ ที่ประชาชนผู้มีสิทธิมีมากกว่า 42 ล้านคน จำนวนที่มาลงประชามติมีเพียงประมาณ 30% ของผู้มีสิทธิเท่านั้น โดยก่อนหน้านั้นและแม้ในขณะที่ลงประชามติก็มีการกล่าวอ้างว่า ให้รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปก่อน มิฉะนั้น คณะรัฐประหารจะนำรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งมาปรับใช้บังคับปกครองประเทศ หรือให้รับๆ ร่างไปก่อน อะไรไม่ดีให้แก้ไขทีหลังได้ และผลักดันให้รับโดยอ้างว่าจะได้มีการเลือกตั้งเสียที จึงอนุมานได้ว่า ในจำนวน 14 ล้านเสียงที่รับนั้น เข้าใจว่า 50% จำใจยอมรับรัฐธรรมนูญ 2550

นอกจากนี้ยังมีการใช้อำนาจรัฐออกไปมัดมือมัดเท้า ปิดปาก ปิดขมับ ให้ข้อมูลด้านเดียว ส่งคนไปคุมการลงคะแนน ในฐานะที่ตัว ดร.อุกฤษ มงคลนาวิน เอง ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่เคยเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองใด ไม่เห็นด้วยที่จะมาอ้างการลงประชามติครั้งนั้นเมื่อจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เนื่องจากจะเป็นตัวก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงต่อบ้านเมือง และไม่เห็นด้วยว่าควรแก้เฉพาะมาตรา 237 และ 309 แม้จะทำได้ก็ไม่ควรทำ เพราะพรรคการเมืองต่างๆ ก็ไปหาเสียงไว้แล้วว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงควรแก้ทั้งฉบับ

3.รัฐธรรมนูญ 2540 พิสูจน์แล้วว่า สร้างความมั่นคงเข้มแข็งให้กับประเทศไทย
รัฐธรรมนูญ ฉบับ 2540 ทำให้การเมืองเข้มแข็ง รัฐบาลสามารถอยู่ได้จนครบวาระเป็นครั้งแรกในประเทศไทยของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ต้องกลับไปใช้รัฐธรรมนูญ 2540 เท่านั้น จึงจะเป็นหัวใจสำคัญในการนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ประเทศชาติ ความเข้มแข็งทางการเมืองจะทำให้ประเทศชาติก้าวหน้า สิงคโปร์มีคนเพียง 4 ล้านคน แต่เจริญก้าวหน้ากว่าประเทศไทยที่มีคนถึง 64 ล้านคน ก็เพราะความเข้มแข็งของการเมืองการปกครอง ประเทศมาเลเซียนั้น อำนาจการบริหารการปกครองมีความต่อเนื่อง เขายอมรับกติกา แม้บางอย่างจะดูค่อนข้างเป็นกึ่งเผด็จการ เขาจึงพัฒนารุดหน้าได้ ในขณะที่ประเทศไทยยังถอยหน้าถอยหลัง เพราะใครเก่งขึ้นมาก็ต้องฟันมันให้บรรลัย เพราะคนไทยนั้นเป็นคนขี้อิจฉา ขี้นินทา ขี้หาเรื่อง ขี้เบื่อ ขี้ลืม ปัญหาจึงอยู่ที่ตัวคนไทยเราเอง

4.รัฐธรรมนูญ ฉบับ 2550 ขัดต่อหลักทั้งนิติรัฐและนิติธรรม

ทั้งๆ ที่มาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2550 กำหนดว่า องค์กรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ครม. สภา ศาล องค์กรอะไรต่างๆ ต้องดำเนินการตามหลักนิติธรรม แต่พอมาถึงมาตรา 309 กลับประกาศนิรโทษกรรมแบบเซ็นเช็คล่วงหน้าไว้เลยว่า การกระทำใดๆ ของพวกคณะรัฐประหารที่ร่วมกันร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้นมา ถือว่าไม่มีความผิด ทั้งอดีต ปัจจบัน และอนาคต การบัญญัติเช่นนี้เป็นเรื่องวิปลาส และไม่เคยมีปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับใด การกล่าวอ้างรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2549 ว่าบัญญัติไว้นั้นก็อ้างไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญ 2550 จะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ไม่ถูกต้องที่จะยกเว้นโทษให้คณะรัฐประหารทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต รวมไปถึงองค์กรที่ตั้งขึ้นมา

โดยคณะรัฐประหารด้วย เคยมีนายทหารระดับสูงมาปรึกษา ดร.อุกฤษ ว่าควรกำหนดไว้เช่นนี้หรือไม่ ซึ่งท่านบอกว่าไม่ควร เพราะความเลวร้ายนี้จะติดตัวผู้ร่างและเป็นรอยด่างครั้งสำคัญของระบบกฎหมายไทย การที่คนจะบอกว่าใครทำผิดหรือไม่ผิดนั้น ต้องให้องค์กรอื่นเป็นผู้บอก ไม่ใช่ตัวเองทำผิดแล้วโมเมว่าตัวเองไม่ผิด ลูกน้องของตัวเองก็ไม่ผิด ต่อไปพวกตนเองทำอะไรในวันข้างหน้าก็ถือว่าไม่ผิดด้วย นี่ขัดต่อหลักนิติธรรมอย่างชัดเจน ถือเป็นหลักนิติธรรมเถื่อน ไม่ใช่หลักนิติธรรมสากล

5.รัฐสภาวันนี้ยังไม่ใช่รัฐสภาในระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์

หลักการที่ว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย กำลังถูกละเมิดในรัฐสภาเพราะรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 เพราะความหมายของคำว่า ปวงชน คือ เสียง 42 ล้านคนที่มีความเท่าเทียมกัน มีเสียงเสมอภาคกันคนละ 1 เสียง ไม่อาจแบ่งแยกกันได้เพราะบังเอิญมีชาติตระกูลสูงกว่าผู้อื่น มีวุฒิการศึกษาสูงกว่าผู้อื่น หรือมีประสบการณ์มานานกว่าผู้อื่น ทุกคนมี 1 เสียงเท่าเทียมกัน

ความไม่ถูกต้องนี้เห็นชัดจากหลายประเด็น เช่น การมีวุฒิสมาชิกที่มาจากการคัดสรรจากคนเพียง 4-5 คน แต่มีอำนาจเท่าเทียมกับผู้ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งประเทศ ทั้งยังสามารถออกเสียงได้เท่าเทียมกับผู้ที่มาจากการเลือกตั้งโดยคน 42 ล้านคน นี่ไม่ใช่วิถีทางประชาธิปไตย คน 4-5 คนมีอำนาจเท่าคนกว่า 42,000,000 คน รวมทั้งการกำหนดให้เลือกตั้งวุฒิสมาชิกจังหวัดละ 1 คน ทั้งๆ ที่จังหวัดเล็กๆ อย่างระนองมีพลเมืองที่น้อยกว่ากรุงเทพมหานครหลายสิบเท่า แต่กรุงเทพมหานครกับระนองกลับมีวุฒิสมาชิกได้จังหวัดละ 1 คนเท่ากัน ภาษีอากรของคนกรุงเทพมหานครนั้นมีมูลค่าถึง 50% ของรายได้รัฐ แต่กลับมีสิทธิเท่ากับจังหวัดทั่วไปจังหวัดหนึ่งเท่านั้น

หรือองค์กรอิสระทั้งหลายที่ทำหน้าที่กันอยู่ขณะนี้นั้น ก็ใช้วิธีการคัดสรร เลือกสรรเข้ามา บางคน บางองค์กรไม่เคยรู้เรื่องการเมือง ไม่เคยผ่านกระบวนการเลือกตั้ง กลับเข้ามามีส่วนสำคัญในการคัดสรรบุคคลต่างๆ เข้ามาทำหน้าที่สำคัญควบคุมดูแลนักการเมืองได้อย่างไร

ในขณะที่นักการเมืองมาจากการเลือกตั้งของประชาชน จะให้ลงเลือกตั้งบ้างก็เฉไฉ อ้างกันไปว่ากลัวการซื้อเสียง ดร.อุกฤษ ได้ยกตัวอย่างข้าราชการระดับอธิบดีคนหนึ่งในกรมการประกันภัย เคยออกระเบียบที่เอกชนแจ้งให้ทราบว่าใช้บังคับไม่ได้ เป็นเรื่องเพ้อฝัน ข้าราชการผู้นั้นบอกว่าต้องได้ เพราะข้าราชการกำหนดแล้ว ต่อมาออกไปเป็นที่ปรึกษาบริษัทประกันภัยแห่งหนึ่งก็ยอมรับว่าตนเองคิดผิด ทำผิด เพราะระเบียบนั้นใช้ไม่ได้จริงๆ

ดร.อุกฤษ ได้เตือนสติกลุ่มอดีตข้าราชการและบุคคลที่ดำรงตำแหน่งต่างๆ ทั้ง คตส. คตง. สตง. ศาลฎีกา ฯลฯ ไว้ว่า หากจะเกี่ยวข้องกับการตัดสินประการใดเกี่ยวกับกิจกรรมทางการเมือง ต้องรู้จักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยให้ถ่องแท้เสียก่อน ไม่ใช่เหมือนปัจจุบันที่ทำตนเป็นพวกนั่งดูอยู่ริมตลิ่ง ตำหนิปลาต่างๆ ที่ว่ายอยู่ว่าใช้ไม่ได้ ไม่มีระเบียบ คอยช้อนปลาที่ตัวเองไม่ชอบไปไว้บ่ออื่น กระทำการตามใจและความรู้สึกของตัวเองโดยไม่สนใจเสียงของประชาชน

ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 นั้นถือว่าต้องทำตามหลักนิติธรรม การพิจารณาคดีความต้องรวดเร็ว เที่ยงธรรม ยุติธรรม ฯลฯ แต่ในความเป็นจริงกลับปรากฏว่า หากผู้ใดเป็นปฏิปักษ์ต่อพวกของตน ก็กำหนดไว้ในความคิดของพวกตนเลยว่า ทุกคนเป็นคนทุจริตไว้ล่วงหน้าแต่ต้น แล้วอ้างแบบไร้ยางอายว่าทำได้ตามรัฐธรรมนูญ ทั้งๆ ที่มันขัดต่อกฎหมายและหลักนิติธรรมสากลอย่างแจ่มชัด และยังต่ออายุให้กับคณะกรรมการกลุ่มนั้นอีกด้วย

รัฐบาลแห่งชาติ ทางออกของคนสิ้นหวัง (จบ)

ถ้าไม่พูดก็คงไม่เสียทีเสียท่า

และคงไม่เสียหน้าให้มากไปกว่าที่เป็นอยู่

คำแนะนำของ นพ.ประเวศ วะสี ที่เสนอให้ตั้งรัฐบาลแห่งชาติ รวมทั้งเสนอชื่ออดีตนายกรัฐมนตรี 4 คนให้มาเป็นคนกลางและเป็นมันสมองในการแก้ปัญหาบ้านเมืองในขณะนี้

กลายเป็นข้อเสนอที่ถูกตีกลับจากแทบทุกทิศ ด้วยมันไม่เข้ากับกาลเทศะ ไม่เข้ากับประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างสิ้นเชิง

ตอกย้ำในความรับรู้ไปอีกว่า “ราษฎรอาวุโส” ท่านนี้ หาได้มีความเชื่อมั่นในความทัดเทียมกันของราษฎรคนอื่นๆ ทั่วทั้งประเทศนี้ไม่

จึงไม่เคยเสนอแนวคิดอะไรที่เป็นการปกป้องอำนาจอธิปไตยของประชาชนอย่างแท้จริง

แนวคิด “รัฐบาลแห่งชาติ” ไม่ต่างอะไรกับ “รัฐบาลเผด็จการ” เพราะไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนส่วนใหญ่ ผูกขาดการเลือกสรรไว้ที่คนไม่กี่กลุ่มไม่กี่ชนชั้น ปฏิเสธที่จะเชื่อมั่นการเลือกตั้งซึ่งประชาชนมีสิทธิเลือกผู้แทนโดยตรง

คนที่จะยอมรับแนวคิดนี้ได้โดยปราศจากข้อกังขา ส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะเชื่อว่าประชาชนในประเทศนี้ไม่มีศักยภาพที่จะเลือกผู้นำที่ดี – ดี ในความหมายที่ว่า ถูกใจชนชั้นสูงหรือชนชั้นปกครอง

เมื่อชนชั้นสูงหรือชนชั้นปกครองไม่พอใจตัวแทนที่ประชาชนส่วนใหญ่เลือก ก็มักออกมาล้มกระดาน อัปเปหิตัวแทนของประชาชนออกไป สถาปนาตัวแทนใหม่ซึ่งคัดสรรมาจากชนชั้นนำโดยเฉพาะ

ในทางหนึ่ง อาจโดยการรัฐประหาร

หรืออีกทางหนึ่ง ที่ประนีประนอมกว่า ก็คือ รัฐบาลแห่งชาติ

ยังดีที่สติปัญญาของคนในประเทศนี้ ก้าวหน้าไปไกลเกินกว่าจะยอมรับคำเสนอแนะที่ล้าหลังและลงคลอง

แม้ระบบเลือกตั้งอาจยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่ดีที่สุด

แต่มันก็คือ คำตอบแรก สำหรับคนที่ต้องการการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

แนวทางใดที่ต้องข้ามหน้าข้ามตาการเลือกตั้ง…ต้องถูกทำให้เป็นหมันให้หมด

หากใครที่คิดว่าคุณภาพของประชาชนซึ่งเป็นผู้เลือก ยังไม่เท่าเทียมและทั่วถึง

สิ่งที่ต้องทำคือ ทำอย่างไรให้ทุกคนในประเทศนี้มีคุณภาพให้มากที่สุด เรียนรู้บทเรียนทางการเมืองเพื่อการตัดสินใจ
เลือกผู้แทนฯ ที่ดีที่สุด

เพราะถ้าไม่ได้เรียนรู้ผิดถูกในวันนี้ แล้วจะไปมีโอกาส “ตาสว่าง” จากเวลาไหน

ข้อเสนอของ นพ.ประเวศ วะสี หากวัดที่เจตนาก็คงต้องถือว่าดี

แต่เจตนาดี ใช่ว่าผลลัพธ์จะดีเสมอไป

โดยเฉพาะเป็นเจตนาดีที่อยู่บนพื้นฐานที่ว่า การปกครองในระบอบประชาธิปไตย ยังไม่เหมาะสมกับคนส่วนใหญ่ของ
ประเทศนี้

ถ้าจะให้ดี ใครที่มีแนวคิดอย่างหมอประเวศอีก หากคิดจะออกมาพูด น่าจะรีบกลับไปทบทวนและเงียบไว้ก่อนจะเป็นการดี

ไม่เช่นนั้น นอกจากจะเสียเวลา เสียน้ำลาย ก็ยังมีโอกาสเสียหายด้วยถูกตราหน้าว่าเป็นคนไม่เอาประชาธิปไตย

ล้าหลังไม่พอ ยังกลายเป็นคนที่มีแนวคิดอันตรายไปเสียอีก

ปล่อยให้หมอประเวศ “แป้ก” ไปคนเดียว

เป็นบทเรียนให้กับคนที่คิดเสนออะไรแย่ๆ ที่ไม่เป็นคุณูปการอันใดแก่ประเทศไทยนี้เลย


รัฐบาลแห่งชาติ ทางออกของคนสิ้นหวัง (1)

ฤดูกาลอดตาหลับขับตานอนของบรรดาหนุ่มๆ หรือสาวๆ ที่รักกีฬาฟุตบอลทั้งหลาย มาถึงอีกครั้ง คนที่ตื่นเต้นก็ตื่นเต้น คนที่ไม่ตื่นเต้นก็ไม่ตื่นเต้น เพราะไม่มีบอลถ้วยยุโรป หรือยูโร ก็ยังมีบอลถ้วยอื่นๆ เวียนมาให้ได้ลุ้นกันทุกปีทุกสองปี

อาจไม่บ่อยเท่ากับ “ม็อบ” ในประเทศแถวๆ นี้ แต่ก็ถือว่าถี่ใช้ได้ แตกต่างกันบ้างก็ตรงที่คนดูบอลถ้าไม่บ้าพนันก็มักดูด้วยความสนุกสนาน ตื่นเต้นระทึกใจ เพราะขึ้นชื่อว่า “ลูกกลมๆ” อะไรที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นได้เสมอ...

ไม่เหมือน “การเมือง” ในประเทศแถวๆ นี้ (อีกแล้ว) ที่ถ้าติดตาม จับตา และเทียบเคียงศึกษากับอดีตให้ดีๆ จะพบว่ามีลักษณะบางอย่างที่ย่ำซ้ำรอยเดิมเสมอ เพียงแต่เปลี่ยนเลขที่ พ.ศ. เปลี่ยนตัวละคร (บางเรื่องก็ตัวละครเดิม) แต่นอกนั้นก็หาได้มีพัฒนาการอะไรแปลกใหม่ให้น่าตื่นตาตื่นใจแต่อย่างใด

ที่สำคัญ ดูบอลอย่างน้อยก็มี “กติกา” ที่ทั้งผู้ดูและผู้เล่นรับทราบร่วมกัน ใครเล่นนอกกติกาก็โดนลงโทษอย่างสมน้ำสมเนื้อ

ต่างจากการเมืองของบางประเทศที่ “กติกา” ถูกยึดถือเพียงบุคคลเฉพาะกลุ่ม หากมีอีกกลุ่มที่ไม่ชอบใจกติกา ก็สามารถเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามเสียดื้อๆ โดยอีกส่วนใหญ่ที่ยึดถือกติกาก็ทำอะไรไม่ได้ เผลอๆ บางคนยังต้อง “ยกมือไหว้” แทบกราบกรานคนที่นอกกติกา ให้หันมาเคารพกติกาด้วยเสียอีก...

ดังนั้นใครพร้อมจะทุ่มเทใจให้กับการดูกีฬาฟุตบอลมากกว่าสนใจการเมือง ก็อย่าไปว่าเขาเลย...เพราะอย่างน้อยในเกมฟุตบอลก็ยังมีเรื่องสมเหตุสมผลมากกว่ากันเยอะ

อย่างไรก็ตาม เกี่ยวกับการเมืองในบ้านเรา เร็วๆ นี้ก็ยังมีบางท่านพยายามเสนอ “ทางออก” ที่เชื่อว่าจะนำไปสู่การคลี่คลายความตึงเครียดขัดแย้งตามที่เราๆ เห็นกันอยู่

“ยุบสภา” เป็นหนึ่งในทางออกที่อดีต “ตัวละคร” ทางการเมืองผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่งแนะนำไว้ ด้วยเหตุว่าจะได้ให้ประชาชนตัดสินกันไปอีกครั้งว่าจะเลือกใคร

หาก “ผู้ชนะ” ยังเป็นฝ่ายเดิม อีกฝ่ายก็สมควรหุบปากไป ไม่มีสิทธิ์ออกมาโวยวายนอกสภาอีก

แต่อย่าลืมว่า ทางออกที่ให้ประชาชน “เลือก” อีกครั้ง...และอีกครั้งนั้น มันก็เกิดขึ้นมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งหลังรัฐบาลครบวาระ 4 ปี หรือการเลือกตั้งหลังการยุบสภา

แม้แต่การเลือกตั้งทั่วไปภายหลังถูกคณะรัฐประหารยึดอำนาจ ผลการเลือกตั้งก็ยังออกมาชัดเจนว่าใครเป็นฝ่ายชนะ ชนะภายใต้เงื่อนไขปัจจัยที่ฝ่ายตรงข้ามวางกรอบมาให้แล้วทั้งสิ้นด้วยซ้ำ

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะได้รับเลือกจากประชาชนมาอย่างเพียงพอหรือไม่...เพราะคำตอบคือ มากพอ

แต่เป็นเพราะอีกฝ่ายหนึ่งที่แพ้จากการต่อสู้ในระบบ พยายามตะเบ็งเสียงให้ดังกว่า และฟาดงวงฟาดงาในทุกครั้งที่ผลการเลือกตั้งออกมาไม่ถูกใจตัวเอง (ซึ่งเป็นเสียงข้างน้อย)

หากรัฐบาลจะต้องคอย “สปอย” ตามเอาอกเอาใจคนกลุ่มนี้ด้วยการยุบสภา ก็เห็นทีคงต้องยุบกันเรื่อยไปไม่มีที่สิ้นสุด จนกว่าอีกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเหนื่อยและปลง ขนของกลับบ้านไปเองนั่นแหละ

ยุบสภาจึงเป็นทางออกที่ยังไม่ใช่ทางออกในขณะนี้...


แฉ! หลักฐานฉาว สตง. และ “จารุวรรณ เมณฑกา”

ย้อนหลังไปเมื่อประมาณ 2 เดือนที่ผ่านมา ที่ นายวันชัย จงจรูญหิรัญ ในฐานะหัวหน้ากลุ่มติดตามการปฏิรูปการเมืองและต่อต้านการคอร์รัปชั่น ได้เข้าร้องเรียนต่อ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ในกรณีที่ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้จัดจ้าง บริษัท ออดิต แอนด์ แมเนจเม้นท์ คอนซัลแตนท์ จำกัด จัดอบรมให้กับบุคลากรของ สตง. โดยไม่มีการประกวดราคามูลค่านับสิบล้านบาท ส่อเค้าว่าจะเข้าข่ายฮั้ว และขณะเดียวกัน บริษัทดังกล่าวยังเช่าอาคารพาณิชย์จาก นายทรงเกียรติ เมณฑกา สามีตามกฎหมายของ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการ สตง. ที่ส่อว่าจะเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อนนั้น

หลังจากกรมสอบสวนคดีพิเศษได้ดำเนินการสอบสวนและหาพยานเอกสาร พยานบุคคลเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง ก็ได้ออกมายืนยันแล้วว่า คดีดังกล่าวมีมูล และมีผู้กระทำความผิดตามข้อร้องเรียนจริง โดยกำลังอยู่ระหว่างการตระเตรียมบรรจุเข้าเป็นคดีพิเศษในเร็ววันนี้

ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ที่ผ่านมา นายวันชัย จงจรูญหิรัญ พร้อมด้วย นายณัฐวุฒิ ด้วงนิล ได้ร่วมกันแถลงข่าว ที่ห้องสีดา โรงแรมรัตนโกสินทร์ พร้อมกับรวบรวมหลักฐานเอกสารมาจัดแสดง เพื่อให้เห็นถึงความไม่ชอบมาพากลแบบจะจะอีกครั้ง

มีการตั้งข้อสังเกตเชื่อมโยงไปถึงกลุ่มบุคคลต่างๆ ที่มีความน่าสงสัย โดยได้มีการตั้งข้อสังเกตว่า บริษัท ออดิต แอนด์ แมเนจเม้นท์ คอนซัลแตนท์ จำกัด ที่มี นางพิไล เปี่ยมพงศ์สานต์ เป็นประธานบริษัท และ น.ส.ชนิดาภา สุขสะอาด เป็นผู้จัดการ มีการจัดอบรมให้กับ สตง. โดยไม่มีการจัดประกวดราคา และยังพบหลักฐานการจ่ายเงินที่ชวนให้เชื่อได้ว่ามีการแบ่งผลประโยชน์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ให้แก่บุคคลภายนอก ที่อาจจะเป็นผู้เอื้อประโยชน์ให้

ในขณะที่ นางเยี่ยมรัตน์ เยี่ยมสาร ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่มีชื่อเป็นผู้รับเงินจากบริษัทปีละจำนวนมากก็พบว่าไม่ได้ประกอบอาชีพอะไร นอกจากเป็นแม่บ้านให้ครอบครัวซึ่งมีกิจการเล็กๆ อยู่ที่ย่านมีนบุรี

นอกจากนี้ บริษัท ออดิตฯ ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่ 29 ซอยจรัญสนิทวงศ์ 40/1 แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพฯ พบว่า เดิมเป็นสถานที่ตั้งโรงพิมพ์กิติวรรณ ดำเนินการโดย นายทรงเกียรติ เมณฑกา สามีของคุณหญิง จึงมีการตั้งข้อสังเกตว่า อาจจะเกิดเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนได้

ซึ่งทั้งหมดที่ถูกนำมาแสดงก็ยังเป็นเพียงเอกสารส่วนหนึ่ง ที่สามารถนำออกมาเปิดเผยได้ ส่วนทางเจ้าหน้าดีเอสไอยังจะมีทีเด็ดอะไรอีกบ้าง และเมื่อรับเป็นคดีพิเศษแล้ว ใครบ้างที่จะต้องถูกเรียกตัวมาสอบสวน รวมถึงความผิดจะโยงใยไปถึงใครบ้าง เป็นเรื่องที่น่าสนใจยิ่ง