WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, June 11, 2008

ได้โอกาสดีด้วยซ้ำไป


อีกคิวหนึ่งตามโปรแกรมฟื้นกระแส กู้คะแนนศรัทธา ล่าสุด “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ต่อสายนัดแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล รับเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันที่โรงแรมปริ๊นซ์พาเลซย่านหลานหลวง

จูนเครื่อง ตั้งลำสู้ร่วมกันใหม่

ภายหลังจากที่มีสัญญาณผ่านมาทางนายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ สายตรง “นายใหญ่” ออกมาจี้ “ลุงหมัก” ให้รีบหารือกับพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อปรับท่าทีการทำงาน

ผ่านมา 3-4 เดือนมีแต่กระพี้การเมือง หาสาระแก่นสารไม่ได้

มิหนำซ้ำยังทำท่าจะออกทะเล ตั้งแต่ยุทธศาสตร์รื้อรัฐธรรมนูญที่พรรคร่วมรัฐบาลพูดกันคนละทิศคนละทาง พรรคพลังประชาชนทำท่าจะลุยเดี่ยว

สุดท้ายฝืนไม่ไหวต้องถอยกลับไปตั้งหลักใหม่

ไหนจะเรื่องการรับมือกับม็อบพันธมิตร ที่ “ลุงหมัก” ตั้งท่าชงเองกินเอง ฮึ่มๆจะลุยม็อบโดยไม่ปรึกษาหารือเพื่อนร่วมรัฐบาล

ถึงขั้นที่ “ป๋าเหนาะ” นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ออกมาประกาศดังๆออกอากาศ พรรคร่วมรัฐบาลไม่ขอร่วมรับผิดชอบใดๆกับพรรคพลังประชาชน

หากมีการใช้กำลังสลายม็อบโดยไม่คุยกันก่อน

พรรคร่วมรัฐบาลออกอาการ พร้อม “ชิ่ง” ถ้าถึงห้วงนาทีคับขัน

คิวนี้ “ลุงหมัก” เลยต้องเรียกมาตั้งราคาค่างวดกันใหม่ ให้เครดิต เพิ่มความสำคัญกับเพื่อนทางการเมืองที่จะกอดคอลุยดงแข้งกันต่อไป

เคลียร์สนิมเนื้อในซะก่อน

นายกฯพลิกมาดปรับท่าทีศิลปินเดี่ยว เล่นบทซื้อใจพรรคร่วมรัฐบาล

และอีกโปรโมชั่นที่เปิดออกมาซื้อใจกองเชียร์ ตามโปรแกรมฟื้นกระแสกู้คะแนนนิยม

ล่าสุด “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เดินหน้าเปิดโปรโมชั่น “ประชานิยม” รอบใหม่

โครงการแจกคูปองให้ประชาชนคนยากจนนำไปใช้ในการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค

บรรเทาความเดือดร้อนในห้วงวิกฤติน้ำมันแพง ค่าครองชีพถีบตัวสูงขึ้น

แถมยังมีโครงการเปิดขายถังแก๊สเอ็นจีวีเอื้ออาทรในราคาถูกให้กับประชาชนผู้ใช้รถที่ต้องการเลิกใช้น้ำมันหันไปใช้แก๊สแทน

รัฐบาลตั้งหลัก ปั่นผลงานสู้แรงเสียดทานทางการเมืองเต็มที่

และก็ถือเป็นการลากเกมกลับเข้ามาสู่เวทีสภาตามวิถีทางที่ควรจะเป็น

กับคิวที่สมาชิกวุฒิสภาทั้งลากตั้งและเลือกตั้งร่วมกันล่ารายชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อให้คณะรัฐมนตรีแถลงข้อเท็จจริงหรือชี้แจงปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน โดยไม่มีการลงมติ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 161

แม้ดูจากหน้าตา ส.ว.ส่วนใหญ่ที่ร่วมลงชื่อในญัตติจะเน้นไปที่สายแนวร่วมม็อบพันธมิตรฯและใกล้ชิดกับฝ่ายค้านพรรคประชาธิปัตย์

ประกอบกับเนื้อหาในญัตติที่ซัดกันแรงๆ ประเภทระบุกันโต้งๆ

“ครม.บริหารงานส่อไปในทางล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการบริหาร และมีข้อสงสัยว่าบริหารราชการแผ่นดินไม่ได้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล มีการโยกย้ายข้าราชการที่ไม่เป็นธรรม แทรกแซงตัดตอนกระบวนการยุติธรรม” สำนวนไม่ได้แตกต่างไปจากญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน

โดยอาการเหมือนตั้งท่าไล่ขย่มรัฐบาล

แต่ถ้าฟังกันแบบเอาเหตุเอาผล มันก็น่าจะเป็นไปตามที่นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ออกตัวให้เลยว่า

“ผู้ยื่นมีเจตนาให้รัฐบาลรู้ว่า ขณะนี้มีวิกฤติปากท้องประชาชน”

เอาเป็นว่า แม้แต่คนฝ่ายรัฐบาลเอง “สิงห์เหลิม” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ยังแสดงความขอบคุณ ส.ว.ที่เป็นแบบอย่างที่ดีในระบอบประชาธิปไตย เพราะการยื่นญัตติในสภา เป็นเรื่องที่รัฐบาลชี้แจงได้

ดีกว่าไปประท้วงตามถนนที่รัฐบาลไม่มีโอกาสชี้แจง

แปลงวิกฤติเป็นโอกาสได้เนียนเลย.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน



วุฒิฯจัดเสวนาหาทางออกลดขัดแย้ง


วานนี้ (10 มิ.ย.) เมื่อเวลา 09.00 น. ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) ร่วมกับคณะกรรมาธิการสามัญประจำวุฒิสภา 22 คณะ ได้จัดเสวนาวิชาการเรื่อง ทางออกจากความขัดแย้งของสังคมไทยโดยมี น.ส.ทัศนา บุญทอง รองประธานวุฒิสภา เป็นประธานกล่าวเปิดการสัมมนา รูปแบบของการเสวนาได้แบ่งเป็น 2 ช่วงคือ ช่วงเช้าเป็นการอภิปรายของ ส.ว.เลือกตั้งที่ร่วมลงนามเสนอญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษารัฐธรรมนูญ 2550 ประกอบด้วยนายยุทธนา ยุพฤทธ์ ส.ว.ยโสธร นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ส.ว.ศรีสะเกษ นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ ส.ว.ราชบุรี โดยทุกคนได้แสดงความเห็นทางเดียวกันคือสนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ขณะที่ช่วงบ่ายเป็นการอภิปรายของกลุ่ม ส.ว.สรรหาที่คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ได้แก่ นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย นายวรินทร์ เทียมจรัส และนายประสาร มฤคพิทักษ์ ส.ว.สรรหา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการสัมมนาเริ่มดุเดือดขึ้น เมื่อนายวรินทร์ เทียมจรัส ที่มีคิวอภิปรายช่วงบ่าย ลุกขึ้นกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจว่า ตอนเห็นหัวข้อสัมมนาก็เห็นว่าเป็นหัวข้อที่ดีมาก ที่จะหาทางออกให้ประเทศชาติ แต่นั่งฟังมากว่า 2 ชั่วโมง ยังไม่เห็นเข้าประเด็นสักที มีแต่เอาความในใจมาพูดกัน ถ้าจะจัดแบบนี้ไม่ต้องจัดก็ได้ เหมือนแทงกันข้างหลัง ตนจะไม่ ขอร่วมอภิปรายในช่วงบ่าย เพราะยิ่งพูดแทนที่จะหาทางออกกับกลายเป็นยิ่งเพิ่มความขัดแย้งมากขึ้น และเงินที่นำมาจัดสัมมนาที่จริงควรตกเป็นของประชาชน ไม่ควรนำมาใช้ระบายความในใจกัน ถ้าอึดอัดปิดห้องคุยกันก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมาเปลืองงบประมาณแบบนี้ แต่ในเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ยังติดใจมาตรา 237 และ 309 ที่เป็นเรื่องจริยธรรมของนักการเมือง กลไกทางกฎหมายตามมาตรา 309 ก็ต้องทำแบบนั้น ไม่เช่นนั้นก็ต้องออกกฎหมายนิรโทษกรรม หากไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญ 2550 พวกเราก็ต้องเก็บกระเป๋ากลับบ้านกันหมดทั้ง ส.ส. ส.ว. องค์กรอิสระหรือแม้แต่รัฐบาล เพราะต่างก็มาจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่มีใครลอยฟ้ามาแน่ๆ จากการลุกขึ้นกล่าวทะลุกลางปล้องของนายวรินทร์ ทำให้งานสัมมนาต้องล่มไปในที่สุด

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ 61 ส.ว.เข้าชื่อขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติว่า ทางพรรคและ ครม.จะได้นำไปหารือกันว่าเมื่อ ส.ว.ยื่นมา ต้องมาดูว่าในญัตติว่าอย่างไร และควรจะมีประเด็นอะไรบ้างเพื่อซักซ้อมกัน ทางประธานวุฒิสภาต้องส่งเรื่องมาถามรัฐบาลว่าพร้อมที่จะตอบชี้แจงญัตติเมื่อใด จะเป็นวันที่ 23 มิ.ย.หรือวันใด ต้องหารือกันว่ารัฐบาลจะพร้อมเมื่อใด คิดว่าท่านนายกฯพร้อมเมื่อเขาเสนอมาแล้วก็ต้องไปชี้แจง ส่วนที่ ส.ว.มายื่นอภิปรายก่อนและฝ่ายค้านก็จะยื่นเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนั้น เราก็พอจะทราบกันว่าปัญหาทางการเมืองมันเป็นอย่างไร ก็ฝากประเด็นว่าเท่าที่ดูญัตติที่ลงทางสื่อ เหมือนกับการยื่นญัตติไม่ไว้วางใจรัฐบาลกลายๆ ยิ่งมาเจอคำสัมภาษณ์ของผู้เสนอญัตติบางท่าน ก็ยิ่งชัดเจนว่าเจตนารมณ์ที่ยื่นมาคืออะไร สุดแต่ประชาชนและสื่อมวลชนจะไปพิจารณาดู ตนมีข้อสังเกตว่าปกติวุฒิสภาจะเป็นกลางทางการเมือง ไม่สังกัดพรรคต่างๆ ขณะเดียวกันการใช้สิทธิตามมาตรานี้เจตนารมณ์เพื่อให้มาพูดจาปัญหาสำคัญๆของประเทศกัน เพื่อรับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะกันโดยไม่มีการลงมติ แต่ดูการเขียนญัตติคล้ายญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลก็ไม่เป็นไร



ปิดฉาก คตส. ได้แล้ว

การทำงานของ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. จวนเจียนจะหมดวาระเต็มที

สุภาษิตโบราณว่าไว้ “น้ำลดตอผุด”

นี่ขนาดน้ำยังลดไม่เต็มที่ ตอ กลับ ผุด มาให้เห็นเต็มไปหมด

ลองไปนึกทบทวนดูบ้างว่าจริงหรือไม่?

จิตวิญญาณการไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรม ที่มีมติออกมาไม่ไปพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก นี่ก็เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีกับประชาชนทั่วไปแล้ว คือ ไม่เคารพกระบวนการยุติธรรม ทีเวลาตัวเองอาศัยอำนาจเผด็จการแท้ๆ ไปเรียกคนโน้นคนนี้ได้

การพิจารณาคดีเต็มไปด้วยความอคติ ที่จ้องจะเล่นงานคน หรือกลุ่มบุคคล เพียงกลุ่มเดียว คนเดียว ไม่ว่าจะเป็นกรณีรถและเรือดับเพลิง ที่ นสพ. ยักษ์ใหญ่อย่าง เดลินิวส์ โดย ดินสอโดม เจาะลึกมาว่า “เป็ดขี้เหร่” ต้องการช่วย “คนรูปหล่อ” ถึงขนาดล็อบบี้กรรมการด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นกรณีที่หลายคนหวาดระแวงและสงสัยว่ามีนอกมีในอะไรกัน

พฤติการณ์ส่อไปในทางไม่ชอบมาพากล โดยเฉพาะกรณีการจ้างบริษัทบัญชีมาทำการอบรมสัมมนา ซึ่งเป็นบริษัทที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับวงศ์วานว่านเครือ เพราะทำธุรกิจร่วมกัน กรณีนี้ส่อให้เห็นถึงความไม่ชอบมาพากลของคนที่อวดอ้างตัวเป็นคนดีศรีสังคม

การกระทำที่ส่อไปในทางผิดกฎหมาย หนึ่งในผู้เป็นกรรมการ ได้บริจาคเงินให้กับเวทีพันธมิตรฯ 1 แสนบาท ซึ่งขัดต่อกฎระเบียบของข้าราชการในการไม่รับของ ไม่รับเงินบริจาค ในจำนวนที่เกิน 3,000 บาท ซึ่งจะกระทำมิได้

แต่ที่หนักที่สุดของการวิพากษ์วิจารณ์ คตส. คือ มีแต่ราคาคุย งานไม่คืบหน้า ซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะทำงานไม่เป็น หรืออคติตั้งแต่แรก บรรดากองเชียร์ต่างผิดหวังกับการทำหน้าที่นี้ เพราะเกือบๆ จะหมดอายุขัย และอายุคาดแล้วก็ตาม ยังส่งฟ้องได้ เพียงคดีเดียว ที่ถูกต้องตามกระบวนการที่โจรานุโจรปล้นประชาธิปไตย ได้ขีดทางเดินไว้ให้ คือ กรณีที่ดินรัชดาฯ ซึ่งข้อกฎหมายยังคลุมเครือด้วยซ้ำไป เพราะกองทุนฟื้นฟูฯ เป็นหน่วยงานอิสระ ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี

ทั้งหมดนี้คือ ความล้มเหลวของ คตส. โดยแท้ ไม่รู้ว่าผลาญงบประมาณประเทศชาติไปเท่าไรต่อเท่าไร ไม่นับการบินไปดูงานที่ต่างประเทศ ที่พาลูกสุดที่รักร่วมคณะไปด้วยหน้าตาเฉย ทั้งที่เป็นภาษีอากรของพี่น้องประชาชน ควรจะประหยัดจำกัดจำเขี่ยในการใช้งบประมาณ

ไม่นับรวมความเสียหายในด้านความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของชาติไทย ต้องเสียหายป่นปี้ เพราะเป็นการ ใช้วิธีพิเศษ วิธีพิสดาร อายัดทรัพย์ประชาชน ทั้งที่ไม่มีมูลฐานการกระทำความผิด แต่ให้มาพิสูจน์เองว่าได้เงินมาอย่างไร

ท่านจะพอได้หรือยัง คณะกรรมการ คตส. ทั้งหลาย วันนี้ เวลานี้ ไม่ใช่เมื่อปีก่อน ที่แผลงฤทธิ์แผลงเดช เพราะประชาชนไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง เลยยอมให้ วันนี้เขารู้กันทั่วบ้านทั่วเมืองแล้ว ยุติบทบาท รอขึ้นศาล ที่โดนฟ้องร้องเป็นร้อยๆ คดี ไม่ดีกว่าหรือ

จะดื้อด้านทำหน้าที่ต่อไปเพื่ออะไร เพราะ ความล้มเหลวในการทำงานมาจากตัวเอง ไร้ฝีมือ ลำเอียง อคติ ขี้โม้ ใครจะเชียร์ก็เชียร์ไป แต่คนส่วนใหญ่เขาไม่เอาแล้ว

ในขณะนี้ คตส. ปิดฉากไปแล้วสำหรับผู้มีจิตใจรักชาติ รักประชาธิปไตย คดีที่ค้างคาเอาไปเข้ากระบวนการยุติธรรมปกติได้แล้ว

เวลาของเธอหมดแล้ว ไปไป ไปลง...ซะเถอะที่รัก ฉันจะลงโทษเธอ


พันธมาร ยิ่งตอกลิ่ม ... ประชาธิปัตย์ ยิ่งสะเทือนหนัก

การก่อกวนความสงบสุขต่อบ้านเมืองที่แก๊งพันธมิตร – พันธมาร กำลังก่อหวอดปลุกกระแสอยู่ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ แม้คำกล่าวของแกนนำจะออกมาสำแดงพลังให้เห็นเป็นระยะๆ พร้อมกับใช้สื่อชั่วช่วยขยายผลให้สังคมเห็นกลายเป็นความชอบธรรมนั้น

แต่ในเบื้องลึกหาใช่จะไม่มีรอยร้าว รอยแตกแยก แต่อย่างใดไม่....???

เพราะเมื่อรัฐบาล โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีไม่โต้ตอบ แก๊งพันธมารก็ออกอาการกระอักเลือดให้เห็นแล้ว

ผลจึงไปตกอยู่ที่พรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นอีแอบสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง เริ่มกระอักกระอ่วน เมื่อความแข็งกร้าวของแก๊งพันธมารเพิ่มดีกรีมากขึ้น

ดังที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลาขาธิการพรรค ส่งสัญญาณออกมาเมื่อไม่กี่วันมานี้ โดยกล่าวยืนยันว่า

พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้อยู่เบื้องหลังกลุ่มพันธมิตรฯอย่างแน่นอน ซึ่งเมื่อประชาชนมาชุมนุม ในฐานะ ส.ส.ก็ต้องดูแล โดยได้สั่งการ ส.ส.ของพรรคไม่ให้ขึ้นเวทีพันธมิตรฯ เนื่องจากมีการเปลี่ยนเป้าหมายมาเป็นการขับไล่รัฐบาลแล้ว

และพลันที่เสียงของนายสุเทพ เข้าหู กลุ่มพันธมิตรฯก็ออกอาการทันที ด้วยข้อเสนอที่คล้ายจะบล็อกพรรคประชาธิปัตย์อย่างถอดใจอย่างเด็ดขาด นั่นก็คือ การเสนอให้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ยุบสภา....!!!

เพราะการยุบสภา หากเกิดขึ้นจริง จะเป็นผลเสียต่อพรรคประชาธิปัตย์อย่างใหญ่หลวง เนื่องจากสถานการณ์ทั้งผลแห่งการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 และการเลือกตั้งท้องถิ่น ที่ผ่านมาอย่างหมาดๆ มีตัวบ่งชี้ถึงความเสื่อมนิยมของพรรคประชาธิปัตย์ให้เห็นอยู่ไม่มากก็น้อย

จึงไม่ผิดที่นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ประธานสภาสนามหลวง ได้กล่าวบนเวทีเมื่อค่ำคืนวันที่ 9 มิ.ย. ที่ผ่านมาว่า

ให้จับตาดีๆ เพราะกลุ่มก้อนที่อยู่เบื้องหลังสนับสนุนม็อบสะพานมัฆวานฯ กำลังถอดฉาก และท้ายสุด แก๊งพันมารก็จะถูกโดดเดี่ยว....???

ขณะที่อาการของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคหุ่นเชิด ก็สำแดงให้เห็นในทันที ด้วยการออกมากล่าวถึงกรณีที่ นายกรัฐมนตรี ปัดข้อเสนอของนายแพทย์ประเวศ วะสี จะทำให้รัฐบาลพบกับความลำบาก

แต่นั่นก็หมายถึง การที่นายอภิสิทธิ์ สนับสนุนข้อเสนอของนายแพทย์ประเวศ เป็นเพียงการเร่งรัด ให้พรรคประชาธิปัตย์ ได้เข้ามามีส่วนเป็นรัฐบาลเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลแห่งชาติ ที่ลึกๆ ก็คือ การขอแบ่งเค้กกันกิน

หรือข้อเสนอที่แนะให้ 4 อดีตนายกรัฐมนตรีหารือกันเพื่อหาทางออกวิกฤติปัญหาในบ้านเมือง ซึ่งที่แท้ก็คือ

การถอยมาหนึ่งขั้นเพื่อให้ข้อเสนอรัฐบาลแห่งชาติ กลายเป็นน้ำหนักแรงหนุนมาจาก 4 อดีตนายกฯ แทนน้ำหนักที่มาจากนายแพทย์ประเวศ เพียงคนเดียว ซึ่งก็เข้าทางพรรคประชาธิปัตย์ทั้งสิ้น....!!!

แต่กระนั้นก็ตาม ห้วงต่อไปนี้จะบ่งบอกได้ว่า พรคประชาธิปัตย์ ไม่สามารถหยุดยั้งความกร้าวร้าวของแกนนำกลุ่มพันธมารได้แม่แต่น้อยนิด

ยิ่งรัฐบาลนิ่งเฉย อาการฟาดง่วงฟาดหางของแก๊งพันธมาร ก็จะอุบัติด้วยนัยที่กลายความร้ายแรงต่อสังคมมากขึ้น จากล้มรัฐบาล ไปสู่การตั้งเมืองใหม่ ไปสู่อารยขัดขืน ชักชวนประชาชนไม่เสียภาษี

เลยเถิดไปสู่การเอาผู้นำแรงงานรัฐวิสาหกิจออกมาข่มขู่ตัดน้ำตัดไฟ และกลายเป็นก่อกระแสการกบฎต่อบ้านเมือง ที่ฝ่ายผู้รักษากฎหมายมิอาจยินยอมได้ต่อไป....!!!

จึงกลายเป็นยิ่งแก๊งพันธมาร ตอกลิ่ม มากขึ้นเท่าใด ก็กระเทือนไปถึงพรรคประชาธิปัตย์ มากขึ้นเท่านั้น สะเทือนจนท้ายสุดต้องถอนยวงเลิกให้การสนับสนุน

และหากพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะพรรคการเมือง ยังไม่คำนึงถึงเสียงของประชาชนเป็นที่ตั้งให้มากกว่าเสียงของแกนนำพันธมารฯ กาลวิบัติของพรรคประชาธิปัตย์ก็จะยิ่งคืบคลานให้เห็นเด่นชัดขึ้น

หรือจะเป็นดังเช่นผู้ใช้นามว่า คุณ poonnok บนเว็บบอร์ด ประชาไท ที่ให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจว่า มีแต่เพียงประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขเท่านั้น ที่เหมาะสมกับประเทศไทย

เพียงแต่ว่า ขณะนี้ความขัดแย้งที่ได้ก่อตัวขึ้นนั้น ก็คือ ฝ่ายที่ต้องการการปกครองแบบ เผด็จการอมาตยาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข กับ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ได้ต่อสู้กันอย่างเต็มกำลัง โดยจะต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะหรือแพ้โดยเด็ดขาด....!!!

การสมานฉันท์ ที่มีคนจำนวนมากพยายามเรียกร้องให้เกิดขึ้นนั้น เป็นเพียงละครฉากหนึ่งที่เข้ามาเพื่อบดบังการต่อสู้ที่ได้ก่อตัวขึ้น ภายในสังคมที่ไม่สามารถยุติได้

กระแสประชาธิปไตยที่เชียวกรากอยู่ในโลกขณะนี้ ไม่มีใครปฏิเสธหรือต่อต้านได้....??? ดังนั้นในที่สุดแล้ว แม้แต่ประเทศไทยเอง ก็จะต้องเข้าไปสู่กระแสเดียวกันนี้

ผู้ที่พยายามต่อต้าน หรือขัดแย้งกับความเป็นไปนี้ ก็คือการทำลายตัวเองนั่นเอง....!!!

เพราะฉะนั้น หากพรรคประชาธิปัตย์ ยังคงยอมรับเป็นตัวแทนของระบอบอำมาตยาธิปไตยอยู่เช่นนี้

เห็นทีจะได้เห็น 60 กว่าปี ของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นอีกหนึ่งชื่อนี้จะต้องกลายเป็นความหลังเหมือนเช่นพรรคไทยรักไทยได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว ก็เป็นได้....

พร ภัทร

คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

00 หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ สื่อทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ฉบับวันพุธที่ 11 มิถุนายน พ.ศ.2551 ยังมีเจตนารมณ์แน่วแน่ สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับกากเดนของเผด็จการ ต่อต้านอารยะขัดขืน ไม่เคารพกฎหมายไทย ของกลุ่มคนที่สร้างอาณาจักรขึ้นมาซ้อนอาณาจักรไทย เพราะคนเหล่านั้นคือกบฏของแผ่นดิน

00 ต้องขึ้นต้นด้วยคำว่า เหิมเกริม เลวทราม บัดซบ ต่อกรณีอารยะขัดขืนของกลุ่มพันธมิตรพันธมาร ที่ ฯพณฯ สุริยะใส กตะศิลา ให้สัมภาษณ์อย่างภูมิอกภูมิใจ ถึงขนาดจะใช้มาตรการ ตัดน้ำตัดไฟ ปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ไม่เสียภาษี มันจะบ้ากันไปใหญ่ จะ ใช้ความเดือดร้อนของประชาชนเป็นข้อต่อรอง หลังจากการทำให้จราจรติดขัดไปทั่วกรุงเทพฯ ประชาชนพอจะทำใจได้

00 พฤติกรรมแบบนี้ หากยังมีความสำนึกความเป็นคนไทย แค่คิดก็ผิดแล้ว แต่ถ้าเป็นลูกเขมร พ่อเขมร แม่เขมร ที่อพยพเข้ามา ทำให้ลูกได้อาศัยแผ่นดินไทยเกิด จะคิดชั่วอย่างไรตามสบาย คนไทยจะได้รู้ว่า ไอ้อีคนใดคิดคล้อยตามคนที่คิดชั่วกับประเทศไทย เอกฉัตร ไม่ได้ท้าทาย อารยะขัดขืนที่คิดกัน ทำจริงเสียทีเถอะพ่อคุ้ณ แล้วจะได้ไปตั้งอาณาจักรใหม่สมใจ แต่ไม่ใช่ตั้งซ้อนกับอาณาจักรไทย และที่คิดจะปิดสนามบินสุวรรณภูมิ คิดผิดคิดใหม่ได้ หาทางหนีทีไล่ไว้บ้างเด้อบักใส

00 จากเขมรข้ามไปฝั่งลาว ในอดีตมี อาแป๊ะคนหนึ่ง เป็นเจ้าของสื่อ คิดการใหญ่ ขยายอาณาจักรไปทำดาวเทียมในลาว เลียนแบบ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แต่ไม่ยอมลงทุน ใช้สไตล์ที่ถนัดจับเสือมือเปล่า โดยให้รัฐบาลลาวค้ำประกันในการกู้เงินจากต่างประเทศ สุดท้ายโครงการใหญ่ล้มครืน อาแป๊ะคนนั้นยังสบายดี ในขณะที่รัฐบาลลาว ยังต้องใช้หนี้เงินกู้อยู่จนถึงวันนี้ เพราะงั้น หากอาณาจักรใหม่ที่ขับพ้นจากอาณาจักรไทย จะข้ามไปตั้งที่ลาวคงลำบาก ที่ 3 จังหวัดภาคใต้เท่านั้นที่ ยังพอมีที่ดินว่างให้ตั้งอาณาจักรใหม่ได้

00 ย้อนอดีตไปสิครับ หนึ่งปีครึ่งที่ประเทศปกครองด้วยระบอบเผด็จการ ไอ้อีหน้าไหนที่ปากบอกว่ารักประชาธิปไตย ออกมาต่อต้านการปกครองของเผด็จการ แต่เมื่อมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย บริหารราชการแผ่นดินไปแค่ 4 เดือน หยิบข้ออ้างต่างๆ นานา เพื่อขับไล่รัฐบาล ทั้งที่การปกครองแบบประชาธิปไตย มีวิธีการทางรัฐสภาเป็นตัวกำหนด หากไม่สามารถดำเนินการล้มได้ ต้องอดใจรอ 4 ปี ก็จะมีการเลือกตั้งใหม่ ได้รัฐบาลชุดใหม่ ทำไมจะรอกันไม่ได้ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หากประพฤติเลวชาติ ไม่สามารถที่จะยืนหยัดอยู่ได้ ประชาชนจะเป็นผู้ชี้ชะตาในวันเดินเข้าคูหาเลือกตั้ง ไม่ใช่ชี้ขาดด้วยกำลังคนเพียงหยิบมือเดียวเมื่อเทียบกับประชาชนทั้งประเทศ

00 แปลกแต่จริง ในขณะที่บนเวทีพันธมารโจมตีกล่าวหา รัฐบาลใช้สถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ช่อง 11 เป็นปากเสียง แต่ความเป็นจริง สถานีโทรทัศน์แห่งนี้กลับเสนอข่าวของพันธมารทุกวี่ทุกวัน ในขณะที่บริเวณท้องสนามหลวงมีการชุมนุมของสภาสนามหลวงต่อต้านเผด็จการ กลับทำเป็นเขิน กลัวพันธมารจะโจมตี จึงไม่มีนักข่าวไปทำข่าว แปลกไหมล่ะ

00 วันนี้เปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ 2552 เป็นงบประมาณที่รัฐบาลชุดนี้กำหนดขึ้นมาเอง 4 เดือนที่ผ่านมายังใช้งบประมาณที่รัฐบาลขิงแก่จัดทำไว้ เมื่อเริ่มปีงบประมาณนั่นแหละถึงจะพิสูจน์ฝีมือรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ชัดเจน ไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตาด่ากันตั้งแต่ไก่โห่

00 เปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญพิจารณางบประมาณ แต่ความสนใจกลับไปมองกันถึงเรื่องที่ สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการลากตั้ง เป็นแกนนำล่ารายชื่ออภิปรายรัฐบาลโดยไม่มีการลงมติ เห็นข้อกล่าวหาในญัตติ เอกฉัตร แปลกใจ ประเทศไทยอยู่มาจนทุกวันนี้ได้อย่างไร ในเมื่อข้อกล่าวหาของท่านผู้ทรงเกียรติ รัฐบาลชุดนี้ทั้งไม่มีน้ำยา ไม่เป็นสับปะรด ไม่เอาถ่าน มัวแต่เกะกะระราน นี่ไงผลพวงของรัฐธรรมนูญกากเดนเผด็จการ ทำให้ ส.ว. ที่มาจากการลากตั้ง ไม่คำนึงถึงความเป็นจริง ไม่รับรู้ความเป็นอยู่ของประชาชน มีแต่จินตนาการ รัฐบาลเลวอย่างนั้น รัฐบาลเลวอย่างนี้ เวรกรรมประเทศไทยจริงๆ พับผ่าเถอะ

00 เอกฉัตร เผลอตัวยกมืออนุโมทนาสาธุ เมื่อ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกาศเลิกพูดถึงกลุ่มพันธมาร เพราะออกมาพูดแต่ละครั้ง ทำเอากองเชียร์ลุ้นกันใจหายใจคว่ำว่า จะถูกแป๊ะลิ้มสวนกลับทำคะแนนนำทุกที ก็ดอกเตอร์เหลิมมัวแต่เอ้อๆ อ้าๆ ขี่ม้าเลียบค่าย ไม่เคยวิสามัญฆาตกรรมให้ตรงหัวใจสักที กับข่าวว่าจะมีการสลับเก้าอี้กันกับ นายไชยา สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แค่เป็นข่าวเปลี่ยนตัว มท.1 เท่านั้น คะแนนของรัฐบาลดีขึ้นทันที

00 ในการอภิปรายของ ส.ว. เชื่อขนมกินได้ว่า ปัญหาชายแดนภาคใต้จะต้องถูกหยิบยกขึ้นมาพูดแน่นอน ไม่รู้ว่า ดอกเตอร์เหลิม จะชี้แจงอย่างไร ในเมื่อ 4 เดือนเข้าไปแล้ว ยังไม่เคยลงไปในพื้นที่สักครั้งเดียว นอกจากพา ร.ต.ดวง อยู่บำรุง ไปโชว์ตัวที่หาดใหญ่ แล้วหลบไปนอนในค่ายตำรวจตระเวนชายแดน เข้าข่ายทำอะไรไม่สะเด็ดน้ำ เหมือนกับ ท้าดีเบตกับแป๊ะลิ้ม ท้ากันไปท้ากันมา จนมีการพนันกันว่า ดอกเตอร์เหลิมถูกปลดพ้นเก้าอี้ มท.1 ก่อน ในขณะที่การดีเบตยังไม่เกิดขึ้น

00 ออกสตาร์ทไปแล้ว 4 คืนติดกัน มหกรรมฟุตบอลยูโร ถึงจะอดนอนก็คุ้มสำหรับลีลาการฟาดแข้งของนักฟุตบอลอาชีพของยุโรป เห็นฝีเท้าของทุกทีม แฟนบอลเมืองไทยมองกันออกแล้วว่าทีมไหนจะไปถึงดวงดาว ทีมเยอรมนี เจ้าของฉายา อินทรีเหล็ก ยังเต็งจ๋า ทั้งเกมรุกและรับ ส่วนแชมป์โลก อิตาลี พ่ายทีม กังหันสีส้ม ฮอลแลนด์ หมดรูป ประวัติศาสตร์อาจจะซ้ำรอย ตกรอบแรกบอลยูโรก็เป็นได้ ส่วน ทีมสิงโตคำราม อังกฤษ ที่คนไทยส่วนใหญ่เชียร์กันแม้ ไม่ได้เข้ารอบบอลยูโร แต่ฟีฟ่าจัดให้ชิงยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกไปก่อนหน้านี้ นักเตะอังกฤษได้โชว์ฝีเท้าไปแล้ว ระหว่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ เชลซี ทีมจากเกาะอังกฤษทั้งคู่ มันลงล็อกพอดีเป๊ะ

เอกฉัตร


นักวิชากรฟังธง พรรคชาติไทยไม่ถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล


สำนักข่าวไทย 11 มิ.ย. "ประหยัด หงษ์ทองคำ" นักวิชาการอิสระ กล่าวใน “ข่าวเช้า โมเดิร์นไนน์” เกี่ยวกับท่าทีของพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคชาติไทยที่ระบุว่าจะทบทวนท่าทีในการเข้าร่วมรัฐบาล ว่า กล้าฟันธงว่านายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ไม่ถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลแน่นอน เพราะการเมืองในระบอบประชาธิปไตยไทย จะเห็นได้ว่านักการเมืองมักไม่ให้ความสำคัญกับบทบาทของฝ่ายค้านที่เป็นฝ่ายตรวจสอบ ทั้งที่หน้าที่ดังกล่าวมีความสำคัญพอกับการเป็นรัฐบาล แต่ที่นายบรรหารพูดเพราะต้องการเตือนนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชาชน และเป็นแกนนำรัฐบาล เพราะหลายครั้งการดำเนินการของพรรคพลังประชาชน ไม่เคยปรึกษากับพรรคร่วมรัฐบาล เช่น เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ

“พรรคชาติไทยมีความรู้สึกว่าพรรคพลังประชาชนไม่ให้เกียรติหัวหน้าพรรค ยิ่งกว่านั้นนายบรรหารมีความรู้สึกไม่สบายใจในหลายกรณีที่เกี่ยวกับการร่วมรัฐบาล เพราะก่อนหน้านี้มีท่าทีร่วมเป็นร่วมตายกับพรรคประชาธิปัตย์ ด้วยเหตุนี้เมื่อนายบรรหารได้รับการทาบทามให้เข้าร่วมรัฐบาล เลยแสดงท่าทียังไม่พิจารณา ต้องปรึกษากับพรรคเพื่อแผ่นดินก่อน จากนั้นจึงมาตกลงร่วมรัฐบาล เพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรองมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความน้อยเนื้อต่ำใจของบรรหารที่เกิดขึ้น กล้าฟันธงว่าไม่ถอนตัวแน่นอน” นายประหยัด กล่าว. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-11 07:32:12



รองโฆษกรัฐบาลชี้ คตส.ไม่มอบตัว สร้างเงื่อนไขกลุ่มพันธมิตรฯ ปลุกระดมมวลชน


ทำเนียบฯ 10 มิ.ย. - นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ไม่มีการหารือถึงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มีการเปลี่ยนแนวทางใช้ยุทธศาสตร์ดาวกระจาย และใช้แนวทางอารยะขัดขืน รวมถึงไม่ได้หยิบยกกรณีที่ 61 ส.ว.ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปรัฐบาล โดยไม่มีการลงมติ อย่างไรก็ตามการชุมนุมสามารถทำได้ แต่ต้องเคารพสิทธิของผู้อื่นด้วย

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เดินทางไปให้กำลังใจคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เห็นได้ชัดว่ากลุ่มพันธมิตรฯ และ คตส. มีความเชื่อมโยงกัน การที่ คตส.ไม่ยอมมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ออกหมายเรียกนั้น ถือเป็นการดื้อดึง และสร้างเงื่อนไขที่จะทำให้เกิดการปลุกระดมมวลชนของกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งสอดคล้องกับกรณีของนายสุนัย มโนมัยอุดม อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่กลุ่มพันธมิตรฯ พยายามหยิบยกมาเป็นข้ออ้างโจมตีรัฐบาลที่ใช้ตำรวจเป็นเครื่องมือในการเช็คบิลกับกลุ่มบุคคลที่เคยตรวจสอบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มาก่อน. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-10 17:19:37

นายกฯ ร่วมประชุมแก้ไขปัญหาท่องเที่ยว จ.เชียงใหม่ 14 มิ.ย.


ทำเนียบฯ 10 มิ.ย. - พล.ต.ท.วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ก่อนเข้าสู่วาระการประชุม นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า วันที่ 14 มิถุนายน นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะเดินทางไปประชุมแก้ไขปัญหาการท่องเที่ยวที่จังหวัดเชียงใหม่ ลงพื้นที่ดูสถานการณ์และวางแนวทางแก้ปัญหา ก่อนที่จะนำข้อมูลที่ได้มาประมวลผลและรายงานให้คณะรัฐมนตรีรับทราบต่อไป ซึ่งการเดินทางไปครั้งนี้ไม่ต้องการให้รัฐมนตรีคนอื่นร่วมเดินทางไปด้วย เพื่อลดการใช้งบประมาณในภาวะเศรษฐกิจเช่นในปัจจุบัน.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-10 16:48:14


อย่ามองประชาชนเป็นศัตรู !

เวลานี้ไม่ว่าไปไหนมาไหนก็ได้ยินแต่ผู้คนวิเคราะห์การเมืองไปต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็น “ตลาดสด” หรือใน “ร้านกาแฟ”

ใครที่มีความคิดแบบเดียวกันก็คุยกันยาว ส่วนใครที่คิดตรงกันข้ามก็ต้องหลบๆ ซ่อนๆ เพราะเพื่อนจะฆ่าเพื่อนหรือเลิกคบเพื่อนก็คราวนี้แหละ

ถ้าเป็นคนที่มีความคิดดีหน่อยจะถกเถียงกันทั้งทีก็ต้องพูดคุยกันในแง่ของหลักการเพราะประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย

ไม่ว่าจะคุยกันในประเด็นอะไร ก็ต้องยกเอาประชาธิปไตยเป็นใหญ่ !

ซึ่งจริงๆ แล้วถ้าคุยกันในระดับชาวบ้าน พ่อค้าแม่ค้า คนทำงานรับจ้าง ฯลฯ คงต้องคุยกันด้วยภาษาง่ายๆ ไม่ต้องลงรายละเอียดลึกๆ แบบวิชาการ

ชาวบ้านต่างก็วิเคราะห์กันไปต่างๆ นานาว่า ตามหลักการแล้วคนส่วนใหญ่ของประเทศไทยไว้ใจพรรคพลังประชาชนให้มาบริหารประเทศ

ไม่ว่าจะเลือกตั้งมากี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ยังเทใจให้ “พรรคเดิม” และ “คนเดิม” อยู่ดี ดังนั้นควรจะยอมรับไปตามระบอบประชาธิปไตย

ถึงแม้ว่าคนบางส่วนซึ่งเป็นส่วนน้อยของประเทศจะไม่ยอมรับในระบอบประชาธิปไตยโดยมองว่าการเลือกตั้งทุกครั้งประชาชนโดนซื้อเสียง

ซึ่งก็เป็นสิทธิที่คนส่วนน้อยจะคิดได้ แต่ก็ไม่ควรจะออกมาปลุกระดมสร้างความเดือดร้อนเหมือนทุกวันนี้

การปลุกระดมแบบนี้ทำให้สังคมไทยเกิดความแตกแยกมากขึ้นเรื่อยๆ !

ณ วันนี้ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ชุมนุมกันต่อเนื่องเข้าสู่วันที่ 18 เท่าที่ติดตามดูทุกๆ วัน ในช่วง 2 -3 วันหลังมานี้เริ่มกร่อยลงเรื่อยๆ แล้ว

แม้จะมี “ดาวกระจาย” หรือ “อารยขัดขืน” ออกมาโหมกระแสให้ตื่นเต้น แต่ก็แค่วูบวาบ เพราะไม่มีเหตุผลเพียงพอ แถมผู้คนก็เบื่อหน่ายม็อบข้างถนนเต็มที่แล้ว

ผมจึงคิดว่าถึงเวลาแล้วที่พันธมิตรฯ จะต้องหาทางยุติการชุมนุมให้ได้อย่างเร็วที่สุด เพราะยิ่งยึดเยื้อต่อไปประชาชนก็ยิ่งไม่พอใจมากขึ้นเรื่อยๆ ประเด็นที่จะออกมากล่าวหาโจมตีกันก็เริ่มแป้กไปทุกที

สิ่งที่หลายคนตั้งความหวังไว้ตอนนี้คือถ้าม็อบสลายไป หลังจากนี้เมืองไทยจะได้กลับสู่ความสงบเรียบร้อยเสียที

ทำให้รู้สึกโล่งสบายอย่างบอกไม่ถูก เพราะไม่ปรารถนาที่จะเห็นคนไทยทะเลาะกันแบบนี้ไปนานๆ

แต่พอดีได้อ่านบทสัมภาษณ์ของ คุณสุริยะใส กตะศิลา แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งหน้าที่เดิมของเขาคือ เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์ประชาธิปไตย (ครป.) ก็รู้สึกว่าเขาไม่ได้จริงใจต่อบทบาทหน้าที่เขาเลยแม้แต่น้อย

คุณสุริยะใสบอกว่าถ้าคิดจะทำสงครามกับระบอบทักษิณ ย่อมไม่ใช่ช่วงเวลาสั้นๆ อาจต้องใช้เวลานาน 5 ปี 10 ปี หรือ 20 ปี เขาจะต้องออกมาต่อสู้แน่นอน

อ่านในสิ่งที่คุณสุริยะใสคิดแล้วก็เป็นห่วงว่าสงครามประเทศไทยคงจะไม่จบง่ายๆ ถ้ามีคนคิดแบบนี้เยอะๆ เพราะเราจะต้องสู้รบปรบมือกันไปอีกนาน

อยากเตือนคุณสุริยะใสให้ไปคิดด้วยว่า ในฐานะที่คุณเป็นนักพัฒนาประชาธิปไตย....

ทำไมคุณจึงไม่เคารพเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน ไม่ได้รู้ซึ่งถึงความต้องการประชาชนเลยว่าพวกเขาต้องการอะไร ประชาชนอยากให้ใครเข้าไปช่วยเหลือเขาให้ออกมาจากวังวนเดิม

ขอร้องเถอะครับ ตราบใดที่ความคิดคุณเป็นแบบนี้ คุณก็จะต้องต่อสู้ไปอีกนานแสนนาน

อย่ามองประชาชนเป็นศัตรูอีกเลย !

ลวดหนาม



ความขัดแย้งและความลงตัวกรณีบันดาลใจจากอดีตรัฐมนตรี จักรภพ เพ็ญแข

ต่อไปนี้ผู้เขียนขอเสนอความหมายของคำว่า นักวิชาการ ในอุดมคติของผู้เขียนเอง คำว่าอุดมคตินี้มีความเป็นส่วนตัวมาก เพราะไม่ได้หมายถึงอุดมการณ์ในลักษณะที่มีการยอมรับนับถือร่วมกัน แต่ถ้าหากมีข้อใดที่อ่านแล้วผู้อ่านยินดีจะนำไปยึดถือเป็นอุดมคติของตน ผู้เขียนก็ยินดีด้วย

ความหมายของคำว่านักวิชาการอาจมีการมองได้ในหลายมุม มุมใดมุมหนึ่งที่ผู้เขียนตั้งใจนำเสนอต่อไปนี้ เป็นอีกมุมมองที่จะเป็นที่ยอมรับหรือไม่ยอมรับ ด้วยมาตรฐานของใครที่ไหนก็ได้ แต่ไม่ควรถูกล้อมกรอบด้วยมาตรฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง และออกมาประกาศการล้อมกรอบว่าเป็นมุมมองอันตราย

ในทางวิชาการ การประกาศเช่นนั้นย่อมหมายถึงความไม่เป็นวิชาการด้วย เพราะเท่ากับไปจำกัดเสรีภาพของการแสดงความคิดเห็นอย่างชัดเจน

ในขณะเดียวกัน ผู้ประกาศก็แสดงมาตรฐานอย่างใดอย่างหนึ่งไปพร้อมกัน เพราะคำว่าอันตรายนั้นย่อมแสดงความหมายในตัวเองว่าอันตรายจากอะไร เช่นว่า ยาอันตราย ก็ต้องมีมาตรฐานวัดความอันตรายนั้นว่าเกินขีดของมาตรฐานใดหรือจึงเรียกว่าอันตราย และอันตรายสำหรับสิ่งใด กระเพาะปัสสาวะ หรือว่าหัวใจ ดังนี้เป็นต้น

ที่เริ่มเรื่องว่า จะพูดถึงความหมายของ นักวิชาการในอุดมคติ เพราะมีความเป็นส่วนตัวมากกว่าหนึ่ง อีกประการหนึ่งเห็นว่าคงมีผู้นิยามความหมายของคำว่านักวิชาการโดยทฤษฎีต่างๆ มากมายอยู่แล้ว ดังนั้น ในที่นี้จึงขีดเส้นไว้ว่าเป็นของตนเอง เพื่อจะได้ไม่เกี่ยวข้องอ้างอิงกับผู้ใดให้เป็นที่สงสัยในที่มาที่ไป

นี่ก็คือความเป็นวิชาการอย่างหนึ่งตามความหมายทั่วไป

กล่าวอย่างสั้นคือ การจะสร้างความรู้ใหม่ก็ต้องอ้างอิงความรู้เก่า สำนวนนักวิชาการเรียกว่า ทบทวนวรรณกรรม ทำนองว่าเขาพูดกันมาแล้วอย่างไร และเราจะพูดต่อไปอย่างไรในเรื่องนี้ถึงจะดี

จะว่าไปแล้ว นี่เป็นกรอบอันจำกัดหนึ่งในการทำงานของนักวิชาการ ทำให้คนบางประเภทที่รักอิสระ นึกอยากจะพูดอะไรก็พูด ไม่อยากเป็นนักวิชาการ เพราะหากไม่ชอบการค้นคว้าก็พูดอะไรไม่ถนัดปาก

ดังนั้น ทำให้นักวิชาการที่ขี้เกียจกลายเป็นใบ้ หรือมือหงิกง่อย คือพูดไม่ได้ เขียนไม่ออก ซึ่งก็มีอยู่ในโลกวิชาการจำนวนมาก เพราะอยู่ได้ด้วยการพูดในสิ่งที่รู้ (อันมีอยู่อย่างจำกัด) แต่ถ้าบังเอิญสิ่งที่รู้นั้นมีคนรู้น้อย เรียนรู้ได้ยาก หรือไม่ค่อยมีใครอยากเรียนรู้ ก็กลายเป็นผู้รู้ยืนอยู่อย่างสง่างามได้พอสมควรในวงวิชาการ โดยเฉพาะที่ไม่ใช่ทางสังคมศาสตร์หรือมนุษยศาสตร์ ที่มีความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งกว้างขวางอยู่ตลอดเวลา

แต่ในความเป็นจริง บางคนก็มีความเป็นนักวิชาการอยู่โดยธรรมชาติคือ ความช่างอยากรู้ ช่างคิด ช่างจดจำ และสามารถประมวลไว้ในหัวตัวเองได้ และอย่างทันท่วงทีในทุกสถานการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตตนและสังคมรอบข้าง คนเช่นนี้ก็เป็นนักวิชาการอยู่โดยธรรมดาวิสัย ผลงานที่ออกมาก็อาจจะปรากฏในรูปของการค้าขายเก่ง หรือการบริหารจัดการเก่ง เป็นต้น แทนที่จะเป็นข้อเขียนเชิงวิชาการ งานวิจัย หรือการอภิปราย-โต้แย้งหาหลักฐานอะไรกับนักวิชาการด้วยกันในวงเสวนา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเขาไม่ใช่ผู้สอน ก็ไม่จำเป็นต้องแจ้งบอกอะไรที่ตนเองคิดได้นั้น ให้ใครที่ไหนทราบ เพียงแต่แสดงผลงานในทางปฏิบัติกับงานอาชีพของตนเองเท่านั้น

เช่น นักร้องหรือนักดนตรีบางคนอาจมีวิธีเฉพาะของตนเองที่ทำให้ร้องเพลงหรือบรรเลงดนตรีได้จับใจคน ซึ่งมีกระบวนให้ต้องเรียนรู้มากมาย เพราะสะสมมาจากความช่างอยากรู้ ช่างคิด ช่างจดจำ และสามารถประมวลไว้ในหัวตัวเองได้ ตามระยะเวลาที่ตนเองได้ใช้ชีวิตคลุกคลีกับสิ่งนั้น ซึ่งมีนักวิชาการยอมรับว่าดีกว่าการศึกษาเพียงแค่จากตำราเสียด้วยซ้ำไป เพราะเป็นความรู้จริงที่ได้จากการใช้ชีวิตปฏิบัติ

จะว่าไปแล้ว ความหมายอันเป็นแก่นของนักวิชาการ จึงน่าจะได้แก่ ผู้เรียนรู้อยู่กับความจริงอันเป็นประโยชน์ในการดำเนินชีวิต หรืออาจจะไม่เป็นประโยชน์ในเชิงนั้นเสียทีเดียวก็ได้ แต่เป็นความน่าสนใจ นักวิชาการในสาขาวิชาต่างๆ ก็เรียนรู้ที่จะแสวงหาความจริงในเรื่องราวที่ตนสนใจได้ และอาจเปิดโลกความรู้ให้กว้างขวาง ซึ่งลักษณะอันนี้ก็อาจปรากฏอย่างเป็นธรรมชาติได้ในตัวบุคคลอื่นๆ ในหลายแวดวงดังกล่าวมาแล้ว

แต่ความเป็นนักวิชาการอาชีพ ต้องเขียน ต้องบอก หรือต้องแจ้งให้ผู้อื่นได้รับรู้ถึงการทำงานของตนเอง ตัวอย่างเช่น ในรูปของบทความวิชาการ หรืองานวิจัยต่างๆ ตลอดจนการร่วมวงเสวนาในการสัมมนาทางวิชาการ ดังนี้เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักวิชาการที่แสวงหาความรู้อันเกี่ยวข้องกับมนุษย์และสังคม

อย่างทุกวันนี้ บ้านเมืองเหมือนอยู่ในภาวะมีมุมแดง มุมน้ำเงิน กลายเป็นห้องทดลองขนาดใหญ่ให้นักวิชาการด้านมนุษย์และสังคมได้จดจ้องจับตามองความเคลื่อนไหวเป็นไป

บางคนออกมาชี้ผิดชี้ถูก ใครชี้ได้น่าฟังไม่น่าฟังอย่างไร ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สาธารณชนพึงเลือกรับฟังเอาเอง ภาวะมุมแดง มุมน้ำเงิน เปิดโอกาสให้นักวิชาการเป็นเหมือนกรรมการออกมาตัดสิน เพราะผู้ดูไม่ใช่มีเพียงฝ่ายมุมแดง มุมน้ำเงินเท่านั้น ในกรณีนี้อาจมีผู้ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดเลยก็เป็นได้ เพราะค่าที่ว่าไม่พอใจลีลาการชกต่อยของคู่ต่อสู้ที่หวังปกป้องตัวตนอย่างหน้าดำหน้าแดง ซึ่งตามปกติมักเป็นมวยนอกเวที ที่ชกต่อยกันตามร้านเหล้า หรือกล่าวกันเป็นสำนวนดั้งเดิมว่า มวยวัด เพราะกล้าแสดงอาการผิดกติกาออกมา แต่นี่กลับมาปรากฏบนเวทีที่มีการยอมรับกันทั่วไป ซ้ำร้ายกรรมการยังไปมีส่วนได้เสียกับผลประโยชน์ของฝ่ายสนับสนุนคู่ต่อสู้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเสียด้วย

ที่ผ่านมา และจนถึงวันนี้ ผู้สนับสนุนที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังก็มักลอยตัวหายไปเสมอ เมื่อปรากฏว่ามีผลแตกหักในที่สุด และตนได้เป็นฝ่ายสูญเสียประโยชน์ไปแล้ว แม้เป็นฝ่ายมีชัยที่ได้รับผลประโยชน์ก็มักปฏิเสธในความรับผิดชอบอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่มีทางเลยที่จะอำนวยประโยชน์ให้ครอบคลุมไปถึงฝ่ายตรงข้าม

ส่วนคนที่ออกมาต่อสู้กันอย่างสาหัสอยู่บนเวทีแห่งการแสดงออกนั้น บ้างบาดเจ็บ บ้างพิการ หรือล้มหายตายจากไปบ้าง ล้วนแล้วแต่เป็นประชาชนตาดำดำด้วยกันทั้งนั้น เพียงแค่ถูกจัดตั้งให้เป็นเครื่องมือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสมอมา ประชาชนที่หันหน้าเข้าปะทะกันอย่างไร้สติ จะมีเครื่องแบบหรือไม่มีเครื่องแบบก็ตาม มีค่าไม่ต่างอะไรจากอาวุธเลวที่รอการบิ่นหัก

กรรมการที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก ต่างก็เลือกฝักใฝ่ในฝ่ายต่างๆ กันไป ภาพของกิจกรรมบนเวทีนี้จึงออกมาเป็นภาพที่ไม่น่าดูเลย เพราะจะมีก็แต่ผู้ไม่เกี่ยวข้องผลประโยชน์เท่านั้นจึงจะยืนมองดูอยู่ด้วยใจเป็นธรรม อยากเห็นบ้านเมืองสงบ และว่างเว้นจากความขัดแย้งรุนแรงเสียที ซึ่งคนกลุ่มท้ายนี้มักถูกกำหนดให้อยู่นิ่งๆ กลายเป็นผู้ไม่เกี่ยว ทั้งที่ก็เกี่ยวอยู่เต็มประตูในฐานะผู้อยู่ในสังคม เป็นผู้เดือดร้อน และเป็นคนส่วนใหญ่ เพียงแต่ไม่ฝักใฝ่ในประโยชน์หรืออำนาจข้างใด

นักวิชาการที่จะออกมาเป็นกรรมการผู้ตัดสิน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแยกตนออกจากผลประโยชน์ใดๆ เพราะเมื่อเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับผลประโยชน์ ก็ไม่ใช่นักวิชาการ ในฐานะที่ไม่อยู่กับการแสวงหาความจริง หรือการบอกเล่าความจริงอีกต่อไป

ในปัจจุบันสังเกตให้ดีจะเห็นว่า มีนักวิชาการที่แยกไม่ออกจากผลประโยชน์ ออกมาแสดงแนวคิดทางการเมืองในวาระต่างๆ มากมาย บ้างสามารถกำหนดวาระขึ้นมาเอง โดยมีผลกระทบต่อสังคม ในกรณีเช่นนี้ กลุ่มผลประโยชน์จึงอาจนำมาใช้เป็นปากเป็นเสียงได้ โดยกำหนดให้นักวิชาการพูดไปในทางที่เป็นผลประโยชน์สำหรับฝ่ายตน นักวิชาการที่ขายตัวให้แก่อามิสสินจ้างจึงเท่ากับสูญเสียความเป็นนักวิชาการไปโดยสิ้นเชิง

ที่น่าเวทนากว่านั้นคือ คำพูดต่างๆ จะปราศจากความหนักแน่นในเชิงวิชาการ ทั้งที่ยังเป็นนักวิชาการอยู่โดยสภาพ และถึงแม้ว่าจะมีโอกาสได้เข้าไปเป็นนักการเมือง ก็มีค่าไม่ต่างจากนักการเมืองที่แสดงความเห็นจากปากแบบแสวงหาประโยชน์เข้าตน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าหากว่าไม่อาจปรับเปลี่ยนสภาพกลับมาใช้ความเป็นนักวิชาการที่เคยมีอยู่เดิมของตนเอง

แต่การเป็นนักวิชาการด้วยหัวใจแท้จริงในเวทีการเมือง (ที่กลายเป็นเวทีของการแสวงหาผลประโยชน์) คงเป็นเรื่องยากยิ่ง หรืออาจเป็นไปไม่ได้เลยตามคำกล่าวที่ว่า นักการเมืองย่อมไม่ใช่นักวิชาการ หรือนักวิชาการย่อมไม่ใช่นักการเมือง

มีตัวอย่างในทางกลับกันนี้ นักวิชาการซึ่งได้เข้าไปเป็นนักการเมือง ได้เผลอไปใช้วิธีคิดและแสดงออกอย่างนักวิชาการในเวทีการเมือง ที่ผ่านมาก็มีหลายกรณีแล้ว แต่ล่าสุดนี้เกิดขึ้นอีกกับอดีตรัฐมนตรี จักรภพ เพ็ญแข ที่เผชิญและปะทะกับสถานการณ์นี้อย่างชัดเจน

ในที่สุดต้องออกจากการเป็นรัฐมนตรีไป ครั้งหนึ่งท่านกล่าวว่า ในการปฏิบัติงานบางครั้งได้เผลอตัวใช้วิธีคิดและแสดงออกอย่างนักวิชาการ ทำให้เป็นผลเสียในทางนักการเมือง การกล่าวเช่นนี้อาจจะโดยจริงใจ (หรือไม่ก็ตาม) เมื่อกล่าวในเวทีการเมือง ย่อมมีทั้งคนฟังที่เชื่อและไม่เชื่อ ว่าคำกล่าวนั้นจะเป็นการพูดจากหัวใจของนักวิชาการ หรือว่าอาจพูดจากปากของนักการเมืองที่แสวงหาประโยชน์ในสถานการณ์นั้น โดยแอบอิงกับสภาพนักวิชาการที่ตนเคยมีบทบาทให้เห็น

ดูเหมือนจะเป็นจริงอย่างว่า จะเป็นนก หรือเป็นหนู จะอยู่ในรูหรือบนฟ้า ต้องเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่งเช่นนั้นหรือ นี่เป็นเรื่องที่ต้องอภิปรายกันต่อไป ทำไมข้างต้นผู้เขียนจึงเกริ่นว่าคนแวดวงอื่นนอกวงวิชาการก็มีความเป็นนักวิชาการได้ เช่นเดียวกับนักวิชาการ แล้วนักการเมืองเล่าควรจะมีหัวใจเป็นนักวิชาการด้วยหรือไม่

ถ้าหากศาสตร์ต่างๆ ที่รังสรรค์กันขึ้นมาโดยนักวิชาการสาขาต่างๆ ล้วนเป็นไปเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ ความเกี่ยวข้องของนักวิชาการกับการเมืองก็เป็นเรื่องที่แยกออกจากกันไม่ได้ เพราะในเมื่อการเมืองย่อมเกี่ยวข้องกับการจัดสรรแบ่งปันประโยชน์ให้แก่มนุษย์ในสังคม

ซึ่งถ้าหากจะให้ดีแล้วไซร้ ก็ควรที่จะนำแนวคิดหรือผลงานจากการแสวงหาด้วยความวิริยะของนักวิชาการ มากำกับผสานในลักษณะเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่ใช่แยกส่วน หรือคละเคล้าเข้าหากันไม่ได้เลย อย่างที่เป็นอยู่นี้ ซึ่งได้สะท้อนออกมาชัดเจนแล้วว่า การเมืองไทยไร้มาตรฐาน ไม่ยืนอยู่บนความจริงและความถูกต้องแม้สักส่วนเสี้ยวเดียว เพราะว่าไม่ยึดกติกา ไม่ถือธรรมะ-ไม่เอากรรมการ ไม่ใส่ใจหาหลักฐานและความเป็นจริงมาพูดจากันอย่างเป็นวิชาการ เพื่อสร้างสังคมตามที่ควรจะเป็นกันจริงๆ เสียที

ผู้ใดไม่เลือกข้าง ไม่อยู่ในมุมแดง-มุมน้ำเงิน คือ ผู้ไม่มีที่จะยืนอยู่ในสังคมนี้ หรือยืนอยู่อย่างไม่มีชีวิต มีสิทธิ์ยืนดูได้ แต่ยากที่จะขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวใดๆ จะอย่างไรก็ตาม ผู้เขียนไม่แน่ใจนักหรอกว่า ในระหว่างชมดูการต่อสู้อันเข้มข้นด้วยกิเลสของทั้ง 2 ฝ่าย ผู้ชมดูอยู่อย่างสงบเสมอมา จะอดทนกันเรื่อยไปได้อย่างไม่มีวันที่สิ้นสุด

วิภาพ คัญทัพ