WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, June 11, 2008

ซัด “อารยขัดขืน” มีความผิดมาตรา 68 เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง

ถล่มแนวคิดแบบสิ้นคิดของพันธมิตรฯ ที่ออกมาปลุกระดมประกาศอารยขัดขืน ระบุชัดมีความผิดตามกฎหมาย เข้าข่ายขัด ม.68 และยังส่อผิด ม.73 หากดึงดันไม่เสียภาษี

ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ 2 (นปก.) กล่าวถึงการประกาศ “อารยะขัดขืน” ของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่าจะใช้ได้ในกรณีที่รัฐบาลมาโดยไม่ชอบธรรม ประชาชนสามารถบอยคอดไม่ไปเสียภาษีได้ แต่ในกรณีของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่มาจากการเลือกตั้งผ่านระบอบประชาธิปไตยไม่สามารถทำได้และมีความตามผิดมาตรา68

โดยมาตรา 68 ที่ว่า บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ มิได้ ไม่สามารถทำได้ไม่ว่าจะใช้คำว่า อริยะขัดขืน หรือคำใดก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้นไม่สามารถกระทำได้

ถ้าประชาชนผู้ใดกระทำตามอริยะขัดขืน ถือว่าผิดตามมาตรา 68 และถือว่าผิดในฐานะที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามหน้าที่ของพลเมือง ผิดตามหมวด 4 ว่าด้วยหน้าที่ของชนชาวไทย ในมาตรา 73 ของรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งทั้งหมดนี้ประชาชนจะเอามาอ้างเพื่อไม่จ่ายภาษีเป็นการกระทำที่ขัดต่ออำนาจของรัฐ ในกรณีที่รัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง ในระบอบประชาธิปไตย แต่ถ้าเป็นรัฐบาลเผด็จการที่ยึดอำนาจมา ประชาชนมีสิทธิที่จะกระทำได้

ในเมื่อกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยประกาศออกมาอย่างนี้ ถือว่ากระทำผิดตามกฏหมาย ประชาชนสามารถที่จะเข้าแจ้งความได้ และเจ้าหน้าที่ของรัฐก็สามารถที่จะดำเนินการได้ อย่างกรณีที่ผิดถนนในตอนนี้ก็ถือว่าผิดกฏหมายอยู่แล้ว



ดีเอสไอ ชงคดี “หญิงเป็ด-ทุจริตบัตรเลือกตั้ง” เป็นคดีพิเศษ

“ดีเอสไอ” นำคดีคุณหญิงจารุวรรณ ส่อฮั้วจัดจ้าง และคดีทุจริตบัตรเลือกตั้งของ กกต. เข้าสู่ กคพ.ที่มีนายกรัฐมนตรี นั่งหัวโต๊ะเป็นประธาน วันจันทร์ที่ 16 มิ.ย.นี้

นายธาริต เพ็งดิษฐ์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า ในวันที่ 16 มิ.ย. เวลา 14.00 น. นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) จะเป็นประธานการประชุมบอร์ด กคพ. เพื่อติดตามความคืบหน้าการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษและรับคดีเข้าเป็นคดีพิเศษ ซึ่งดีเอสไอจะนำคดีที่ได้สืบสวนเบื้องต้น แต่มีปัญหาข้อติดขัดในประเด็นอำนาจสอบสวน จึงจำเป็นต้องนำเข้าสู่การหารือของบอร์ดกคพ. เพื่อขอให้มีมติรับเป็นคดีพิเศษ โดยในการประชุมบอร์ดกคพ.ครั้งนี้ ดีเอสไอจะเสนอให้รับคดีฉ้อโกงภาษีและคดีของสำนักคดีการเงินการธนาคารเป็นคดีพิเศษประมาณ 10 คดี

รวมถึงคดีการฮั้วประมูลการพิมพ์บัตรเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคดีที่มีผู้กล่าวโทษร้องทุกข์ให้ตรวจสอบความไม่โปร่งใสในการจัดอบรมของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งดีเอสไอจะเสนอขอให้มีมติรับเป็นคดีพิเศษ เนื่องจากมีปัญหาโต้แย้งเรื่องอำนาจสอบสวนในคดีที่มีวงเงินการจัดซื้อจัดจ้างไม่ถึง 100 ล้านบาท ทำให้ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาไม่ส่งเอกสารหลักฐานให้ดีเอสไอตรวจสอบ

สำหรับการรับโอนคดีพิเศษ ต้องใช้มติด้วยเสียง 2 ใน 3 จากคณะกรรมการคดีพิเศษ 21 คน ซึ่งกรรมการโดยตำแหน่ง 12 คน ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงพาณิชย์ อัยการสูงสุด ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เลขาธิการสำนักงานกฤษฎีกา เจ้ากรมพระธรรมนูญ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย นายกสภาทนายความ และ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีก 9 ตำแหน่ง อาทิ นายโสภณ รัตนากร อดีตประธานศาลฎีกา ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านกฎหมาย นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร นายคณิต ณ นคร

ในส่วนของคดีฮั้วประมูลพิมพ์บัตรเลือกตั้งและคดีทุจริตการเลือกตั้งจากการพิมพ์บัตรเลือกตั้งเกินจำนวนผู้มีสิทธิ์ลงคะแนน พล.ต.ต.เสวก ปิ่นสินชัย อดีตผู้บังคับการตำรวจป่าไม้ ได้เข้ากล่าวโทษร้องทุกข์ให้ดีเอสไอตรวจสอบ แต่กกต.โต้แย้งว่าได้แบ่งการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งออกเป็น 2 ส่วน ทำให้มีวงเงินไม่ถึง 100 ล้านบาท ดีเอสไอจึงไม่มีอำนาจสอบสวน เช่นเดียวกับคดีทุจริตการเลือกตั้งซึ่งไม่ใช่คดีพิเศษที่ระบุไว้แนบท้ายพ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ

ส่วนคดีฮั้วประมูลใน สตง. นายวันชัย จงจรูญหิรัณย์ กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ ได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อดีเอสไอ ถึงความไม่ชอบมาพากลใน สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) จากการที่ บริษัท ออดิต แอนด์ แมเนจเม้นท์ คอนซัลแตนท์ จำกัด ผูกขาดการจับอบรมให้กับบุคลากรของ สตง. มูลค่านับสิบล้านบาท

และบริษัทดังกล่าวยังเช่าอาคารพาณิชย์ ของนายทรงเกียรติ เมณฑกา สามี คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าฯ สตง.ที่ส่อเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งก่อนหน้านี้ดีเอสไอประสานให้สตง.ส่งข้อมูลมาให้พนักงานสอบสวนตรวจสอบ แต่สตง.ยังคงเพิกเฉยไม่ดำเนินการตามที่ได้รับการร้องขอจากพนักงานสอบสวน ล่าสุดพยานบุคคลในคดีนี้ระบุว่าถูกข่มขู่จนต้องหลบไปอาศัยในต่างจังหวัดเพราะเกรงจะไม่ได้รับความปลอดภัย ดีเอสไอจึงเตรียมให้ความคุ้มครองพยานรายนี้ตามพ.ร.บ.คุ้มครองพยานในคดีอาญา


เหน็บ คตส. อยากต่ออายุตัวสั่น หวังตามจองเวรอดีตนายกฯ “ทักษิณ”

ฉะพันธมิตรฯ บุกให้กำลังใจ คตส. พร้อมข้อเสนอให้ต่ออายุ เป็นทางรอดสุดท้าย แถมหวังอยู่จองเวร “ทักษิณ” จงใจบิดเบือนประเด็นหวังปกป้องโจรปล้นแผ่นดิน

นายชินวัตร หาบุญพาด นายกสมาคมพิทักษ์ผลประโยชน์ผู้ขับรถแท็กซี่ กล่าวถึงการที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เดินทางเพื่อไปให้กำลังใจ คตส. ว่าการมีข้อเรียกร้องอีก 6 ข้อคือ

1.ขอให้มีการต่ออายุ คตส.เพิ่มไปอีก 1 ปี คือความพยามยามดิ้นรนหาทางรอดของ คตส.

2.ให้นำพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นการโกหกประชาชนไปถึงไหนในวันนี้ทางอดีตนายกฯ ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมนานแล้ว แล้วยังต้องการจะให้เข้าไปถึงไหนอีก ทำไมไม่บอกกับประชาชนทั้งประเทศให้รับรู้ไปเลยว่าถ้าชาตินี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรไม่ถูกประหารชีวิตยังจะไม่ยอมเด็ดขาด

3.ต้องไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญโดยบอกว่าถ้ามีการแก้ไขแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ จะพ้นผิด แล้วเคยไปอ่านกันบ้างหรือเปล่าว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ทั้ง 309 มาตรา มีข้อไหนระบุว่าต้องเอาผิดอดีตนายกฯทักษิณ แต่จริงแล้วรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีแต่ข้อที่คุ้มครองพวกโจรพวกปล้นชาติ ปล้นแผ่นดินและพวกที่ยึดอำนาจเท่านั้น แต่กลับออกมาบอกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะยกโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ อันที่จริงแล้วเป็นการยกโทษให้คมช.มากกว่า

รวมถึงการที่พวกพันธมิตรฯ ออกมาในครั้งนี้ก็เพื่อที่ต้องการจะปกป้องพวกเผด็จการอย่าง คมช.ที่ปล้นแผ่นดินไปทั้งหมด ซึ่งไม่เกี่ยวอดีตนายกฯทักษิณ เลยแม้แต่น้อย ซึ่งเพียงแค่พูดมาก็เห็นไปถึงลิ้นไก่แล้ว



“มือเชือดหญิงเป็ด” ร้องปปช.สอบ “จารุวรรณ” ร่ำรวยผิดปกติ

แกนนำกลุ่มปฏิรูปการเมืองฯ บุกยื่นหนังสือถึงป.ป.ช.ให้สอบ "หญิงเป็ด" ฐานร่ำรวยผิดปกติ แฉ! ปลูกบ้านหลังใหม่มูลค่ากว่า 50 ล้านบาท รวมถึงกรณีที่อ้างว่ามีคนมาติดสินบน 100 ล้าน แต่กลับไม่ยอมดำเนินการเอาผิด ถือว่าเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

วันที่ 11 มิ.ย. 2551 เวลา 10.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายวันชัย จงจรูญหิรัณย์ ประธานกลุ่มติดตามการปฏิรูปการเมืองและต่อต้านการคอรัปชั่น ได้เข้ายื่นหนังสือถึงคณะกรรมการป.ป.ช. ผ่านนายอิสรพงษ์ อิสรพันธุ์ เจ้าหน้าที่รับเรื่องปราบปรามภาครัฐ สำนักงานป.ป.ช. เพื่อให้ตรวจสอบทรัพย์สินของคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.) กรณีสงสัยว่าร่ำรวยผิดปกติ หลังจากที่พบว่าคุณหญิงจารุวรรณได้นำที่ดิน โฉนดเลขที่ 22606 ต.บ้านใหม่ อ.ตลาดขวัญ จ.นนทบุรี ขนาดเนื้อที่ 1 ไร่ ซึ่งมีราคาประเมินของกรมที่ดินจำนวน 4 ล้านบาท เพื่อสร้างบ้าน แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าบ้านหลังดังกล่าวที่ได้ประเมินจากผู้เชี่ยวชาญมีการปลูกสร้างไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท จึงเกิดความสงสัยว่านำเงินมาจากที่ใด

นอกจากนี้ ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน คุณหญิงจารุวรรณได้ซื้อที่ดินให้กับบุตรชาย ซึ่งเป็นเลขานุการผู้ว่าการสตง. นอกจากนั้นคุณหญิงจารุวรรณเคยกล่าวอ้างว่ามีบุคคลที่ไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อ ได้นำเงินจำนวน 100 ล้านบาทมาให้ เพื่อพยายามติดสินบน แต่คุณหญิงได้ปฏิเสธไม่รับเงินดังกล่าว แต่ไม่ได้ดำเนินการเอาผิดตามอำนาจหน้าที่ จึงถือว่าเป็นการปกปิดการกระทำผิด ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามความผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ 165

ด้านนายอิสรพงษ์ กล่าวว่า ในส่วนของป.ป.ช. เมื่อได้รับเรื่องร้องเรียนดังกล่าวแล้ว จะส่งให้หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงและนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.เพื่อพิจารณา หากเห็นว่ามีมูลพียงพอก็จะต้องดำเนินการไต่สวนโดยคณะกรรมการป.ป.ช.จะมอบหมายให้คณะอนุกรรมการชุดใดชุดหนึ่งเป็นผู้ดำเนินการไต่สวนหาข้อเท็จจริงต่อไป



น้ำมันยุคสุดท้าย

ไม่เฉพาะแต่บ้านเราเท่านั้น ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะราคาน้ำมันแพงอย่างหนัก แต่เชื่อว่าทุกประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญ หน้ากับ วิกฤติพลังงานน้ำมัน ทั้งยุโรป อเมริกา รวมทั้งเอเชียด้วย ไม่เว้นแม้แต่กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันเองด้วยประชาชนได้รับ ผลกระทบจากวิกฤติ น้ำมันครั้งนี้กำลังเดือดร้อนอย่างหนัก หลายประเทศ มีชาวบ้านออกมาประท้วงเต็มไปหมด

ผมตั้งคำถามกับตัวเองว่า ใกล้จะสิ้นสุดของยุคการใช้พลังงาน จากน้ำมันหรือไม่ ต้องยอมรับความจริงอยู่อย่างหนึ่งว่า เราใช้ทรัพยากรธรรมชาติกันสิ้นเปลือง และไม่ได้คิดถึงวันข้างหน้า งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา เช่นเดียวกับทรัพยากรธรรมชาติก็มีวันหมดเป็นธรรมดา

นอกจากนี้ ทรัพยากรน้ำมัน เป็นทรัพยากรสิ้นเปลือง ใช้แล้วก็หมดไป ไม่ใช่ทรัพยากรหมุนเวียน ที่สามารถจะนำมารีไซเคิลใช้ใหม่ได้ น้ำมันไม่เหมือนแร่ธาตุอื่นๆที่ยังคงรูป เช่น ทองคำ เป็นต้น

ปริมาณน้ำมันในแหล่งธรรมชาติเหลือจำนวนจำกัด คาดกันว่า อีกประมาณ 20 ปีข้างหน้า จะหมดไปด้วยซ้ำ ผลผลิตยิ่งน้อย ความ ต้องการมาก ราคาก็ย่อมแพงขึ้นเป็นธรรมดาของกฎดีมานด์ซัพพลาย

วันนี้เราจึงต้องช่วยกันคิดว่า ทำอย่างไรจึงจะไม่ต้องใช้พลังงานจากน้ำมันหรือ ใช้น้ำมันให้น้อยที่สุด ไม่ใช่คิดกันแค่ว่าจะหาน้ำมันประเภทนั้นประเภทนี้มาทดแทนอย่างเดียว เพราะไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาพลังงานที่ตรงจุด วันข้างหน้าก็ย่อมมีปัญหาตามมาจนได้ อาทิ น้ำมันสูตรผสมต่างๆ ที่ต้องใช้วัตถุดิบจากพืชเกษตรมาผลิต สุดท้ายก็ไปมีผลกระทบการใช้พื้นที่ผลิตอาหารอีก

นอกจากนี้ ยังต้องมีการปรับปรุงเครื่องจักรเครื่องกลที่ผลิตขึ้นมาเพื่อรองรับ กับการใช้พลังงานน้ำมันชนิดใหม่อีกเท่าไหร่ เช่น รถที่จะใช้ กับน้ำมันอี 20 หรืออี 85 ก็ต้องผลิตกันใหม่ แม้แต่รถยนต์ไฮบริด ที่วิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้า ก็ยังไม่แพร่หลายหรือเป็นที่นิยม

ผมว่าถ้าจะเปลี่ยนจากการใช้น้ำมันไปใช้พลังงานอื่นก็ต้อง ปฏิวัติเครื่องจักรกลไกอุตสาหกรรมกันใหม่ครั้งใหญ่ แล้วที่ใช้อยู่ ทุกวันนี้จะเอาไปทำอะไร เป็นการสูญเสียทรัพยากรอย่างไม่คุ้มค่า

สูงสุดคืนสู่สามัญ เราอาจจะต้องหันมาพึ่งพลังงานธรรมชาติอย่างอื่นที่ไม่ใช่น้ำมัน รวมทั้งพลังงานจากมนุษย์เอง ในระหว่างที่ยังไม่มีทางออกที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม ทางที่ดีที่สุดก็คือการใช้พลังงานน้ำมันให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

ไม่ใช่เรื่องตลก พิษราคาน้ำมันแพงขยายวงไปอีกขั้นกระทบถึงสภาวะ การเงินการคลังของประเทศ ไม่ใช่แค่ปากท้องอย่างเดียวแล้ว เงิน เฟ้อเห็นชัดเจนที่สุด เฟ้อมากๆเศรษฐกิจก็พัง ผมเคยได้ยินมาว่า ภาครัฐตั้งเป้าการรับมือราคาน้ำมันไว้ที่ประมาณ 90-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเท่านั้น ตอนนี้คงงงๆช็อกไปชั่วขณะ และฟังว่า ปตท.เตรียมขยายธุรกิจ น้ำมันลงทุนอีกเป็นล้านล้าน ซึ่งน่าจะกลับไปคิดเสียใหม่ก่อนดีกว่า.

หมัดเหล็ก


เกินเยียวยา

ก็คงจะจริงอย่างที่อดีตนายกฯ อานันท์ ปันยารชุนว่าเอาไว้แหละครับ... เพราะสถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้มันวิกฤติเกินที่จะมาสมานฉันท์กันแล้ว จึงไม่ยอมเป็นตัวกลางที่มีข้อเสนอให้อดีตนายกฯมาช่วยกันทำหน้าที่นี้

ขณะเดียวกันก็ชี้ว่าเหตุที่จะเจรจากันไม่ได้นั้นเพราะประเด็นและความเห็นที่แตกต่าง กันอย่างสิ้นเชิง อย่างเช่นเรื่องรัฐธรรมนูญที่จะแก้ไขนั้นฝ่ายหนึ่งมองว่าแก้เพราะตัวเอง แก้เพื่อพวกพ้อง ดังนั้นมันคงจะเชื่อมเหตุเชื่อมผลให้ไปในทิศทางเดียวกันยาก

อย่างไรก็ดีต้องยอมรับว่าบ้านเมืองในขณะนี้อยู่ในขั้นการเผชิญหน้า ยากที่จะประสานให้ลดรอยแยกได้เมื่อทั้งสองฝ่ายพร้อมจะแตกหัก มากกว่าใช้วิธีการอื่นในการแก้ไขปัญหา

มีหลายคนเสนอแนวทางเพื่อเป็นทางออกของประเทศและก็มีหลายทางเลือก ยกเว้นการที่ทหารจะยึดอำนาจหรือทำปฏิวัติกันอีก เพราะไม่ได้แก้ปัญหาและยังทำให้ประเทศชาติย่ำแย่ลงไปอีก อย่าง 11 กันยายนที่ผ่านมา

แก้ปัญหาไม่ได้แล้วยังทำให้ปัญหาดำรงอยู่ การเผชิญหน้าขัดแย้งเข้าไปอีก

พล.อ.สุจินดา คราประยูร อดีตนายกฯและผู้นำ รสช.ชี้ว่าทางออกของรัฐบาลก็คือ “ยุบสภา” เพื่อเลือกตั้งกันใหม่ หากประชาชนเลือกฝ่ายไหนเข้ามาก็น่าจะจบกันและทุกฝ่ายยอมรับ เมื่อประชาชนเลือกแบบนั้นแล้ว

ข้อเสนอนี้ดูเหมือนว่าไม่มีฝ่ายไหนยอมรับโดยเฉพาะพรรคการเมือง นักการเมืองที่เป็น ส.ส.ไม่ชอบอยู่แล้ว

และเชื่อว่า “ยุบสภา” ไม่ได้แก้ปัญหา เพราะเลือกตั้งใหม่ ก็จะเป็นอย่างนี้อีก

ที่มีข้อเสนอเป็นเนื้อเป็นหนังก็คือคุณหมอประเวศ วะสี ที่เป็นห่วงเป็นใยบ้านเมืองและพยายามเสนอทางออกเพื่อแก้ไขวิกฤตการณ์

“รัฐบาลแห่งชาติ” คือวิธีหนึ่งที่คิดว่าน่าจะทำให้ทุกอย่างคลี่คลายไปได้ แม้ว่าในความเป็นจริงจะเป็นเรื่องยากและแทบจะไม่มีความเป็น ไปได้ พรรคการเมืองดาหน้าปฏิเสธ บางคนยังหยามความคิดเสียด้วยซ้ำ

จริงๆแล้วเรื่องรัฐบาลแห่งชาตินั้นน่าจะเป็นเพียงตุ๊กตาที่จะชี้หรือสะท้อน ให้เห็นว่าสถานการณ์บ้านเมืองวิกฤติอย่างนี้ จึงน่าจะหาออกร่วมกัน ให้ทุกฝ่ายได้คิดได้ไตร่ตรองได้ใช้สติเพื่อช่วยกันคลายวิกฤติ

หรือแม้แต่การจะให้อดีตนายกฯอย่างนายอานันท์ ปันยารชุน นายบรรหาร ศิลปอาชา พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และนายชวน หลีกภัย เข้ามาเป็นตัวกลางเพื่อเจรจาระหว่าง 2 ฝ่ายหาทางออกให้ประเทศ ปลดเงื่อนไขการเผชิญหน้า

แต่อดีตนายกฯทุกคนคงจะส่ายหัวเพราะมันเป็นงานที่ยาก ข้อสำคัญปัญหาและเงื่อนไขมันเกินลึกยากที่จะเจรจาและทำความเข้าใจกันได้ อีกทั้งสองฝ่ายก็ไม่มีความพยายามที่จะประนีประนอมถือ “ธง” ยืนหยัดแบบตรงกันข้าม

อย่างไรก็ดีนายกฯสมัครปฏิเสธเรื่องยุบสภาและยืนยันว่าจะทำงานต่อไป อย่างเต็มที่ เพราะวันนี้มีนายกฯชื่อ “สมัคร” ที่รับผิดชอบและสั่งการทุกอย่างได้ ไม่จำเป็นต้องให้อดีตนายกฯมายุ่งเกี่ยว เพราะเชื่อว่าจะแก้ไขปัญหาทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง

ซึ่งก็ไม่ต่างไปจากกลุ่มพันธมิตรที่มีจุดยืน “แตกหัก” เหมือนกัน

ดังนั้นทุกอย่างมันจึงเป็นเรื่องยาก นอกจากจะต้องปล่อยให้สถานการณ์

ทุกอย่างคลี่คลายไปด้วยตัวของมันเองและไม่มีใครคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป แม้จะมีการหาทางออกให้ทุกอย่างเข้าสู่สภาอย่างเรื่องรัฐธรรมนูญหรือ การเปิดซักฟอกรัฐบาลของ ส.ว.และพรรคฝ่ายค้าน

แต่มันก็คงได้แค่ชั่วคราวเท่านั้นเพราะความความขัดแย้งหลักยังไม่ได้แก้.

“สายล่อฟ้า”


ได้โอกาสดีด้วยซ้ำไป


อีกคิวหนึ่งตามโปรแกรมฟื้นกระแส กู้คะแนนศรัทธา ล่าสุด “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ต่อสายนัดแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล รับเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันที่โรงแรมปริ๊นซ์พาเลซย่านหลานหลวง

จูนเครื่อง ตั้งลำสู้ร่วมกันใหม่

ภายหลังจากที่มีสัญญาณผ่านมาทางนายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ สายตรง “นายใหญ่” ออกมาจี้ “ลุงหมัก” ให้รีบหารือกับพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อปรับท่าทีการทำงาน

ผ่านมา 3-4 เดือนมีแต่กระพี้การเมือง หาสาระแก่นสารไม่ได้

มิหนำซ้ำยังทำท่าจะออกทะเล ตั้งแต่ยุทธศาสตร์รื้อรัฐธรรมนูญที่พรรคร่วมรัฐบาลพูดกันคนละทิศคนละทาง พรรคพลังประชาชนทำท่าจะลุยเดี่ยว

สุดท้ายฝืนไม่ไหวต้องถอยกลับไปตั้งหลักใหม่

ไหนจะเรื่องการรับมือกับม็อบพันธมิตร ที่ “ลุงหมัก” ตั้งท่าชงเองกินเอง ฮึ่มๆจะลุยม็อบโดยไม่ปรึกษาหารือเพื่อนร่วมรัฐบาล

ถึงขั้นที่ “ป๋าเหนาะ” นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ออกมาประกาศดังๆออกอากาศ พรรคร่วมรัฐบาลไม่ขอร่วมรับผิดชอบใดๆกับพรรคพลังประชาชน

หากมีการใช้กำลังสลายม็อบโดยไม่คุยกันก่อน

พรรคร่วมรัฐบาลออกอาการ พร้อม “ชิ่ง” ถ้าถึงห้วงนาทีคับขัน

คิวนี้ “ลุงหมัก” เลยต้องเรียกมาตั้งราคาค่างวดกันใหม่ ให้เครดิต เพิ่มความสำคัญกับเพื่อนทางการเมืองที่จะกอดคอลุยดงแข้งกันต่อไป

เคลียร์สนิมเนื้อในซะก่อน

นายกฯพลิกมาดปรับท่าทีศิลปินเดี่ยว เล่นบทซื้อใจพรรคร่วมรัฐบาล

และอีกโปรโมชั่นที่เปิดออกมาซื้อใจกองเชียร์ ตามโปรแกรมฟื้นกระแสกู้คะแนนนิยม

ล่าสุด “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เดินหน้าเปิดโปรโมชั่น “ประชานิยม” รอบใหม่

โครงการแจกคูปองให้ประชาชนคนยากจนนำไปใช้ในการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค

บรรเทาความเดือดร้อนในห้วงวิกฤติน้ำมันแพง ค่าครองชีพถีบตัวสูงขึ้น

แถมยังมีโครงการเปิดขายถังแก๊สเอ็นจีวีเอื้ออาทรในราคาถูกให้กับประชาชนผู้ใช้รถที่ต้องการเลิกใช้น้ำมันหันไปใช้แก๊สแทน

รัฐบาลตั้งหลัก ปั่นผลงานสู้แรงเสียดทานทางการเมืองเต็มที่

และก็ถือเป็นการลากเกมกลับเข้ามาสู่เวทีสภาตามวิถีทางที่ควรจะเป็น

กับคิวที่สมาชิกวุฒิสภาทั้งลากตั้งและเลือกตั้งร่วมกันล่ารายชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อให้คณะรัฐมนตรีแถลงข้อเท็จจริงหรือชี้แจงปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน โดยไม่มีการลงมติ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 161

แม้ดูจากหน้าตา ส.ว.ส่วนใหญ่ที่ร่วมลงชื่อในญัตติจะเน้นไปที่สายแนวร่วมม็อบพันธมิตรฯและใกล้ชิดกับฝ่ายค้านพรรคประชาธิปัตย์

ประกอบกับเนื้อหาในญัตติที่ซัดกันแรงๆ ประเภทระบุกันโต้งๆ

“ครม.บริหารงานส่อไปในทางล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการบริหาร และมีข้อสงสัยว่าบริหารราชการแผ่นดินไม่ได้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล มีการโยกย้ายข้าราชการที่ไม่เป็นธรรม แทรกแซงตัดตอนกระบวนการยุติธรรม” สำนวนไม่ได้แตกต่างไปจากญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน

โดยอาการเหมือนตั้งท่าไล่ขย่มรัฐบาล

แต่ถ้าฟังกันแบบเอาเหตุเอาผล มันก็น่าจะเป็นไปตามที่นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ออกตัวให้เลยว่า

“ผู้ยื่นมีเจตนาให้รัฐบาลรู้ว่า ขณะนี้มีวิกฤติปากท้องประชาชน”

เอาเป็นว่า แม้แต่คนฝ่ายรัฐบาลเอง “สิงห์เหลิม” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ยังแสดงความขอบคุณ ส.ว.ที่เป็นแบบอย่างที่ดีในระบอบประชาธิปไตย เพราะการยื่นญัตติในสภา เป็นเรื่องที่รัฐบาลชี้แจงได้

ดีกว่าไปประท้วงตามถนนที่รัฐบาลไม่มีโอกาสชี้แจง

แปลงวิกฤติเป็นโอกาสได้เนียนเลย.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน



วุฒิฯจัดเสวนาหาทางออกลดขัดแย้ง


วานนี้ (10 มิ.ย.) เมื่อเวลา 09.00 น. ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) ร่วมกับคณะกรรมาธิการสามัญประจำวุฒิสภา 22 คณะ ได้จัดเสวนาวิชาการเรื่อง ทางออกจากความขัดแย้งของสังคมไทยโดยมี น.ส.ทัศนา บุญทอง รองประธานวุฒิสภา เป็นประธานกล่าวเปิดการสัมมนา รูปแบบของการเสวนาได้แบ่งเป็น 2 ช่วงคือ ช่วงเช้าเป็นการอภิปรายของ ส.ว.เลือกตั้งที่ร่วมลงนามเสนอญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษารัฐธรรมนูญ 2550 ประกอบด้วยนายยุทธนา ยุพฤทธ์ ส.ว.ยโสธร นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ส.ว.ศรีสะเกษ นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ ส.ว.ราชบุรี โดยทุกคนได้แสดงความเห็นทางเดียวกันคือสนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ขณะที่ช่วงบ่ายเป็นการอภิปรายของกลุ่ม ส.ว.สรรหาที่คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ได้แก่ นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย นายวรินทร์ เทียมจรัส และนายประสาร มฤคพิทักษ์ ส.ว.สรรหา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการสัมมนาเริ่มดุเดือดขึ้น เมื่อนายวรินทร์ เทียมจรัส ที่มีคิวอภิปรายช่วงบ่าย ลุกขึ้นกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจว่า ตอนเห็นหัวข้อสัมมนาก็เห็นว่าเป็นหัวข้อที่ดีมาก ที่จะหาทางออกให้ประเทศชาติ แต่นั่งฟังมากว่า 2 ชั่วโมง ยังไม่เห็นเข้าประเด็นสักที มีแต่เอาความในใจมาพูดกัน ถ้าจะจัดแบบนี้ไม่ต้องจัดก็ได้ เหมือนแทงกันข้างหลัง ตนจะไม่ ขอร่วมอภิปรายในช่วงบ่าย เพราะยิ่งพูดแทนที่จะหาทางออกกับกลายเป็นยิ่งเพิ่มความขัดแย้งมากขึ้น และเงินที่นำมาจัดสัมมนาที่จริงควรตกเป็นของประชาชน ไม่ควรนำมาใช้ระบายความในใจกัน ถ้าอึดอัดปิดห้องคุยกันก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมาเปลืองงบประมาณแบบนี้ แต่ในเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ยังติดใจมาตรา 237 และ 309 ที่เป็นเรื่องจริยธรรมของนักการเมือง กลไกทางกฎหมายตามมาตรา 309 ก็ต้องทำแบบนั้น ไม่เช่นนั้นก็ต้องออกกฎหมายนิรโทษกรรม หากไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญ 2550 พวกเราก็ต้องเก็บกระเป๋ากลับบ้านกันหมดทั้ง ส.ส. ส.ว. องค์กรอิสระหรือแม้แต่รัฐบาล เพราะต่างก็มาจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่มีใครลอยฟ้ามาแน่ๆ จากการลุกขึ้นกล่าวทะลุกลางปล้องของนายวรินทร์ ทำให้งานสัมมนาต้องล่มไปในที่สุด

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ 61 ส.ว.เข้าชื่อขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติว่า ทางพรรคและ ครม.จะได้นำไปหารือกันว่าเมื่อ ส.ว.ยื่นมา ต้องมาดูว่าในญัตติว่าอย่างไร และควรจะมีประเด็นอะไรบ้างเพื่อซักซ้อมกัน ทางประธานวุฒิสภาต้องส่งเรื่องมาถามรัฐบาลว่าพร้อมที่จะตอบชี้แจงญัตติเมื่อใด จะเป็นวันที่ 23 มิ.ย.หรือวันใด ต้องหารือกันว่ารัฐบาลจะพร้อมเมื่อใด คิดว่าท่านนายกฯพร้อมเมื่อเขาเสนอมาแล้วก็ต้องไปชี้แจง ส่วนที่ ส.ว.มายื่นอภิปรายก่อนและฝ่ายค้านก็จะยื่นเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนั้น เราก็พอจะทราบกันว่าปัญหาทางการเมืองมันเป็นอย่างไร ก็ฝากประเด็นว่าเท่าที่ดูญัตติที่ลงทางสื่อ เหมือนกับการยื่นญัตติไม่ไว้วางใจรัฐบาลกลายๆ ยิ่งมาเจอคำสัมภาษณ์ของผู้เสนอญัตติบางท่าน ก็ยิ่งชัดเจนว่าเจตนารมณ์ที่ยื่นมาคืออะไร สุดแต่ประชาชนและสื่อมวลชนจะไปพิจารณาดู ตนมีข้อสังเกตว่าปกติวุฒิสภาจะเป็นกลางทางการเมือง ไม่สังกัดพรรคต่างๆ ขณะเดียวกันการใช้สิทธิตามมาตรานี้เจตนารมณ์เพื่อให้มาพูดจาปัญหาสำคัญๆของประเทศกัน เพื่อรับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะกันโดยไม่มีการลงมติ แต่ดูการเขียนญัตติคล้ายญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลก็ไม่เป็นไร



ปิดฉาก คตส. ได้แล้ว

การทำงานของ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. จวนเจียนจะหมดวาระเต็มที

สุภาษิตโบราณว่าไว้ “น้ำลดตอผุด”

นี่ขนาดน้ำยังลดไม่เต็มที่ ตอ กลับ ผุด มาให้เห็นเต็มไปหมด

ลองไปนึกทบทวนดูบ้างว่าจริงหรือไม่?

จิตวิญญาณการไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรม ที่มีมติออกมาไม่ไปพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก นี่ก็เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีกับประชาชนทั่วไปแล้ว คือ ไม่เคารพกระบวนการยุติธรรม ทีเวลาตัวเองอาศัยอำนาจเผด็จการแท้ๆ ไปเรียกคนโน้นคนนี้ได้

การพิจารณาคดีเต็มไปด้วยความอคติ ที่จ้องจะเล่นงานคน หรือกลุ่มบุคคล เพียงกลุ่มเดียว คนเดียว ไม่ว่าจะเป็นกรณีรถและเรือดับเพลิง ที่ นสพ. ยักษ์ใหญ่อย่าง เดลินิวส์ โดย ดินสอโดม เจาะลึกมาว่า “เป็ดขี้เหร่” ต้องการช่วย “คนรูปหล่อ” ถึงขนาดล็อบบี้กรรมการด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นกรณีที่หลายคนหวาดระแวงและสงสัยว่ามีนอกมีในอะไรกัน

พฤติการณ์ส่อไปในทางไม่ชอบมาพากล โดยเฉพาะกรณีการจ้างบริษัทบัญชีมาทำการอบรมสัมมนา ซึ่งเป็นบริษัทที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับวงศ์วานว่านเครือ เพราะทำธุรกิจร่วมกัน กรณีนี้ส่อให้เห็นถึงความไม่ชอบมาพากลของคนที่อวดอ้างตัวเป็นคนดีศรีสังคม

การกระทำที่ส่อไปในทางผิดกฎหมาย หนึ่งในผู้เป็นกรรมการ ได้บริจาคเงินให้กับเวทีพันธมิตรฯ 1 แสนบาท ซึ่งขัดต่อกฎระเบียบของข้าราชการในการไม่รับของ ไม่รับเงินบริจาค ในจำนวนที่เกิน 3,000 บาท ซึ่งจะกระทำมิได้

แต่ที่หนักที่สุดของการวิพากษ์วิจารณ์ คตส. คือ มีแต่ราคาคุย งานไม่คืบหน้า ซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะทำงานไม่เป็น หรืออคติตั้งแต่แรก บรรดากองเชียร์ต่างผิดหวังกับการทำหน้าที่นี้ เพราะเกือบๆ จะหมดอายุขัย และอายุคาดแล้วก็ตาม ยังส่งฟ้องได้ เพียงคดีเดียว ที่ถูกต้องตามกระบวนการที่โจรานุโจรปล้นประชาธิปไตย ได้ขีดทางเดินไว้ให้ คือ กรณีที่ดินรัชดาฯ ซึ่งข้อกฎหมายยังคลุมเครือด้วยซ้ำไป เพราะกองทุนฟื้นฟูฯ เป็นหน่วยงานอิสระ ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี

ทั้งหมดนี้คือ ความล้มเหลวของ คตส. โดยแท้ ไม่รู้ว่าผลาญงบประมาณประเทศชาติไปเท่าไรต่อเท่าไร ไม่นับการบินไปดูงานที่ต่างประเทศ ที่พาลูกสุดที่รักร่วมคณะไปด้วยหน้าตาเฉย ทั้งที่เป็นภาษีอากรของพี่น้องประชาชน ควรจะประหยัดจำกัดจำเขี่ยในการใช้งบประมาณ

ไม่นับรวมความเสียหายในด้านความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของชาติไทย ต้องเสียหายป่นปี้ เพราะเป็นการ ใช้วิธีพิเศษ วิธีพิสดาร อายัดทรัพย์ประชาชน ทั้งที่ไม่มีมูลฐานการกระทำความผิด แต่ให้มาพิสูจน์เองว่าได้เงินมาอย่างไร

ท่านจะพอได้หรือยัง คณะกรรมการ คตส. ทั้งหลาย วันนี้ เวลานี้ ไม่ใช่เมื่อปีก่อน ที่แผลงฤทธิ์แผลงเดช เพราะประชาชนไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง เลยยอมให้ วันนี้เขารู้กันทั่วบ้านทั่วเมืองแล้ว ยุติบทบาท รอขึ้นศาล ที่โดนฟ้องร้องเป็นร้อยๆ คดี ไม่ดีกว่าหรือ

จะดื้อด้านทำหน้าที่ต่อไปเพื่ออะไร เพราะ ความล้มเหลวในการทำงานมาจากตัวเอง ไร้ฝีมือ ลำเอียง อคติ ขี้โม้ ใครจะเชียร์ก็เชียร์ไป แต่คนส่วนใหญ่เขาไม่เอาแล้ว

ในขณะนี้ คตส. ปิดฉากไปแล้วสำหรับผู้มีจิตใจรักชาติ รักประชาธิปไตย คดีที่ค้างคาเอาไปเข้ากระบวนการยุติธรรมปกติได้แล้ว

เวลาของเธอหมดแล้ว ไปไป ไปลง...ซะเถอะที่รัก ฉันจะลงโทษเธอ


พันธมาร ยิ่งตอกลิ่ม ... ประชาธิปัตย์ ยิ่งสะเทือนหนัก

การก่อกวนความสงบสุขต่อบ้านเมืองที่แก๊งพันธมิตร – พันธมาร กำลังก่อหวอดปลุกกระแสอยู่ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ แม้คำกล่าวของแกนนำจะออกมาสำแดงพลังให้เห็นเป็นระยะๆ พร้อมกับใช้สื่อชั่วช่วยขยายผลให้สังคมเห็นกลายเป็นความชอบธรรมนั้น

แต่ในเบื้องลึกหาใช่จะไม่มีรอยร้าว รอยแตกแยก แต่อย่างใดไม่....???

เพราะเมื่อรัฐบาล โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีไม่โต้ตอบ แก๊งพันธมารก็ออกอาการกระอักเลือดให้เห็นแล้ว

ผลจึงไปตกอยู่ที่พรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นอีแอบสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง เริ่มกระอักกระอ่วน เมื่อความแข็งกร้าวของแก๊งพันธมารเพิ่มดีกรีมากขึ้น

ดังที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลาขาธิการพรรค ส่งสัญญาณออกมาเมื่อไม่กี่วันมานี้ โดยกล่าวยืนยันว่า

พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้อยู่เบื้องหลังกลุ่มพันธมิตรฯอย่างแน่นอน ซึ่งเมื่อประชาชนมาชุมนุม ในฐานะ ส.ส.ก็ต้องดูแล โดยได้สั่งการ ส.ส.ของพรรคไม่ให้ขึ้นเวทีพันธมิตรฯ เนื่องจากมีการเปลี่ยนเป้าหมายมาเป็นการขับไล่รัฐบาลแล้ว

และพลันที่เสียงของนายสุเทพ เข้าหู กลุ่มพันธมิตรฯก็ออกอาการทันที ด้วยข้อเสนอที่คล้ายจะบล็อกพรรคประชาธิปัตย์อย่างถอดใจอย่างเด็ดขาด นั่นก็คือ การเสนอให้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ยุบสภา....!!!

เพราะการยุบสภา หากเกิดขึ้นจริง จะเป็นผลเสียต่อพรรคประชาธิปัตย์อย่างใหญ่หลวง เนื่องจากสถานการณ์ทั้งผลแห่งการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 และการเลือกตั้งท้องถิ่น ที่ผ่านมาอย่างหมาดๆ มีตัวบ่งชี้ถึงความเสื่อมนิยมของพรรคประชาธิปัตย์ให้เห็นอยู่ไม่มากก็น้อย

จึงไม่ผิดที่นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ประธานสภาสนามหลวง ได้กล่าวบนเวทีเมื่อค่ำคืนวันที่ 9 มิ.ย. ที่ผ่านมาว่า

ให้จับตาดีๆ เพราะกลุ่มก้อนที่อยู่เบื้องหลังสนับสนุนม็อบสะพานมัฆวานฯ กำลังถอดฉาก และท้ายสุด แก๊งพันมารก็จะถูกโดดเดี่ยว....???

ขณะที่อาการของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคหุ่นเชิด ก็สำแดงให้เห็นในทันที ด้วยการออกมากล่าวถึงกรณีที่ นายกรัฐมนตรี ปัดข้อเสนอของนายแพทย์ประเวศ วะสี จะทำให้รัฐบาลพบกับความลำบาก

แต่นั่นก็หมายถึง การที่นายอภิสิทธิ์ สนับสนุนข้อเสนอของนายแพทย์ประเวศ เป็นเพียงการเร่งรัด ให้พรรคประชาธิปัตย์ ได้เข้ามามีส่วนเป็นรัฐบาลเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลแห่งชาติ ที่ลึกๆ ก็คือ การขอแบ่งเค้กกันกิน

หรือข้อเสนอที่แนะให้ 4 อดีตนายกรัฐมนตรีหารือกันเพื่อหาทางออกวิกฤติปัญหาในบ้านเมือง ซึ่งที่แท้ก็คือ

การถอยมาหนึ่งขั้นเพื่อให้ข้อเสนอรัฐบาลแห่งชาติ กลายเป็นน้ำหนักแรงหนุนมาจาก 4 อดีตนายกฯ แทนน้ำหนักที่มาจากนายแพทย์ประเวศ เพียงคนเดียว ซึ่งก็เข้าทางพรรคประชาธิปัตย์ทั้งสิ้น....!!!

แต่กระนั้นก็ตาม ห้วงต่อไปนี้จะบ่งบอกได้ว่า พรคประชาธิปัตย์ ไม่สามารถหยุดยั้งความกร้าวร้าวของแกนนำกลุ่มพันธมารได้แม่แต่น้อยนิด

ยิ่งรัฐบาลนิ่งเฉย อาการฟาดง่วงฟาดหางของแก๊งพันธมาร ก็จะอุบัติด้วยนัยที่กลายความร้ายแรงต่อสังคมมากขึ้น จากล้มรัฐบาล ไปสู่การตั้งเมืองใหม่ ไปสู่อารยขัดขืน ชักชวนประชาชนไม่เสียภาษี

เลยเถิดไปสู่การเอาผู้นำแรงงานรัฐวิสาหกิจออกมาข่มขู่ตัดน้ำตัดไฟ และกลายเป็นก่อกระแสการกบฎต่อบ้านเมือง ที่ฝ่ายผู้รักษากฎหมายมิอาจยินยอมได้ต่อไป....!!!

จึงกลายเป็นยิ่งแก๊งพันธมาร ตอกลิ่ม มากขึ้นเท่าใด ก็กระเทือนไปถึงพรรคประชาธิปัตย์ มากขึ้นเท่านั้น สะเทือนจนท้ายสุดต้องถอนยวงเลิกให้การสนับสนุน

และหากพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะพรรคการเมือง ยังไม่คำนึงถึงเสียงของประชาชนเป็นที่ตั้งให้มากกว่าเสียงของแกนนำพันธมารฯ กาลวิบัติของพรรคประชาธิปัตย์ก็จะยิ่งคืบคลานให้เห็นเด่นชัดขึ้น

หรือจะเป็นดังเช่นผู้ใช้นามว่า คุณ poonnok บนเว็บบอร์ด ประชาไท ที่ให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจว่า มีแต่เพียงประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขเท่านั้น ที่เหมาะสมกับประเทศไทย

เพียงแต่ว่า ขณะนี้ความขัดแย้งที่ได้ก่อตัวขึ้นนั้น ก็คือ ฝ่ายที่ต้องการการปกครองแบบ เผด็จการอมาตยาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข กับ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ได้ต่อสู้กันอย่างเต็มกำลัง โดยจะต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะหรือแพ้โดยเด็ดขาด....!!!

การสมานฉันท์ ที่มีคนจำนวนมากพยายามเรียกร้องให้เกิดขึ้นนั้น เป็นเพียงละครฉากหนึ่งที่เข้ามาเพื่อบดบังการต่อสู้ที่ได้ก่อตัวขึ้น ภายในสังคมที่ไม่สามารถยุติได้

กระแสประชาธิปไตยที่เชียวกรากอยู่ในโลกขณะนี้ ไม่มีใครปฏิเสธหรือต่อต้านได้....??? ดังนั้นในที่สุดแล้ว แม้แต่ประเทศไทยเอง ก็จะต้องเข้าไปสู่กระแสเดียวกันนี้

ผู้ที่พยายามต่อต้าน หรือขัดแย้งกับความเป็นไปนี้ ก็คือการทำลายตัวเองนั่นเอง....!!!

เพราะฉะนั้น หากพรรคประชาธิปัตย์ ยังคงยอมรับเป็นตัวแทนของระบอบอำมาตยาธิปไตยอยู่เช่นนี้

เห็นทีจะได้เห็น 60 กว่าปี ของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นอีกหนึ่งชื่อนี้จะต้องกลายเป็นความหลังเหมือนเช่นพรรคไทยรักไทยได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว ก็เป็นได้....

พร ภัทร