WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, June 11, 2008

ไทยรับปากประสานเขตการค้าเสรีอาเซียน - อียู

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรับปากเร่งประสาน
เขตการค้าเสรีอาเซียนกับสหภาพยุโรป หลังไทยเป็นประธาน
อาเซียน พร้อมเห็นพ้องการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่าง
ไทยและอียู

วันสุดท้ายของการเดินทางเยือนสหภาพยุโรป นายนพดล ปัทมะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และคณะได้เข้าพบนายฮาเวียร์โซลาน่า ผู้แทนระดับสูงด้านนโยบายความมั่นคงต่างประเทศ ของคณะกรรมาธิการยุโรป ที่กรุงบรัสเซล ประเทศเบลเยี่ยม

พร้อมเปิดเผยว่า โซลาน่า ได้ชื่นชมไทยที่มีบทบาทในพม่า โดยตนได้ขอให้อียูพิจารณาทางเลือกในการมีปฏิสัมพันธ์กับพม่าจากเดิมที่มีมาตรการคว่ำบาตรเพียงอย่างเดียว โดยขอให้เปิดช่องทางในการติดต่อกับพม่าเพื่อโน้มน้าวพม่าให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมากขึ้น

นอกจากนี้ยังได้ขอความสนับสนุนจากอียูในโครงการที่ไทยให้ความช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้าน เช่นโครงการแม่ฟ้าหลวง ซึ่งทางอียูตกลงว่าจะให้การสนับสนุน ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทางการต่างประเทศของไทย ยังให้ความมั่นใจด้วยว่าเมื่อไทยเป็นประธานอาเซียนแล้วจะเร่งประสานกับอียูในการพลักดันเขตการค้าเสรีระหว่างอาเซียนกับอียู เพราะเห็นว่าจะทำให้ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์รวมทั้งเห็นพ้องการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับอียูด้วย

อย่างไรก็ตามในการเดินทางเยือนยุโรปทั้ง 5 ประเทศ ครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยเฉพาะการฟื้นฟูความสัมพันธ์และความร่วมมือทางเศรษฐกิจหลังต้องหยุดชะงักจากเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดยประเทศสมาชิกในสหภาพยุโรปต่างแสดงความต้องการที่พัฒนาความสัมพันธิระหว่างกันมากขึ้น โดยเฉพาะการสานต่อแผนปฏิบัติการร่วมในด้านต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจ การศึกษา



พปช.ขู่เอาผิด คุณหญิงจารุวรรณ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่


รัฐสภา 11 มิ.ย. - คณะกรรรมการติดตามวิเคราะห์สถานการณ์การชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยของ พรรคพลังประชาชน (พปช.) ประกอบด้วย นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน และนางฐิติมา ฉายแสง ส.ส.ฉะเชิงเทรา ร่วมกันแถลงข่าว

นายจตุพร กล่าวถึงกรณีคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ระบุ เคยมีคนนำเงิน 100 ล้านบาทมาให้ แต่ไม่รับ ว่า การที่คุณหญิงจารุวรรณ ออกมาพูดว่า เคยมีคนนำเงิน 100 ล้านบาท มาให้เข้าข่ายหมิ่นเหม่ต่อการกระทำความผิดกฎหมายอาญา มาตรา 157 ละเว้นต่อการปฏิบัติหน้าที่ ที่ไม่ดำเนินคดีกับคนติดต่อให้สินบน

ทั้งนี้ ทางพรรคจะให้โอกาสคุณหญิงจารุวรรณ 1 สัปดาห์ เพื่อชี้แจง 2 ข้อสำคัญ คือ ใครเป็นผู้ยื่นข้อเสนอสินบนดังกล่าวให้ และจะดำเนินการอย่างไรต่อผู้ที่มาเสนอสินบนนั้น และหากไม่มีคำตอบจากคุณหญิงจารุวรณณ ภายใน 1 สัปดาห์ พรรคจะแจ้งความดำเนินคดีต่อผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ . – สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-11 18:35:17




จักรภพจะมอบตัวคดีหมิ่นเบื้องสูง ที่กองปราบ 12 มิ.ย.


รัฐสภา 11 มิ.ย.- นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน เปิดเผยว่า นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะเดินทางไปมอบตัว ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ในคดีหมิ่นเบื้องสูง วันพรุ่งนี้ (12 มิ.ย.) เวลา 09.00 น. โดยจะมีนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เดินทางไปด้วย ทั้งนี้ นายจักรภพจะไปรับทราบข้อกล่าวหา พร้อมกับให้ปากคำ หากเจ้าหน้าที่ตำรวจ เห็นว่าฟังไม่ขึ้น นายจักรภพพร้อมไปสู้คดีในชั้นศาล และตนจะใช้ตำแหน่ง ส.ส.ประกันตัว . - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-11 17:56:41


ปชป.ปกป้อง รธน.50 ออกนอกหน้า เบี้ยวมติ 7 พรรคศึกษาแก้ รธน.

“ประชาธิปัตย์” ออกอาการปกป้องรธน.50 จนออกนอกหน้า ยื่นญัตติด่วนลวงโลก ขอตั้งกรรมาธิการศึกษาการใช้รัฐธรรมนูญเผด็จการ เบี้ยวแนวทางที่เคยหารือร่วมกัน

ท่ามกลางความเห็นที่แตกต่างในรายละเอียดของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เมื่อวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมา นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้เชิญตัวแทนทั้งจากฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาลมาหารือกันเพื่อหาข้อยุติที่เห็นพ้องกันทุกฝ่าย

โดยคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) ประกอบด้วยนายวิทยา บูรณะศิริ รองประธานวิปรัฐบาล และนายสามารถ แก้วมีชัย เลขานุการวิปรัฐบาล และในส่วนของคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน(วิปฝ่ายค้าน) มีนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ประธานวิปฝ่ายค้าน นายวิทยา แก้วภารดรัย นายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฐ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

หลังการหารือกัน ทุกฝ่ายต่างเห็นชอบในหลักการที่จะให้มีการเสนอญัตติเพื่อตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550

รวมทั้งยังมีการกำหนดสัดส่วนกรรมาธิการวิสามัญฯ ไว้ 60 คน เป็นสัดส่วนของพรรคพลังประชาชน 29 คน พรรคประชาธิปัตย์ 21 คน พรรคชาติไทย 4 คน พรรคเพื่อแผ่นดิน 3 คน ส่วนพรรคการเมืองที่เหลือจะมีตัวแทนพรรคละ 1 คน โดยเปิดทางให้แต่ละพรรคนำคนนอกเข้าร่วมเป็นกรรมาธิการได้ นั้น

อย่างไรก็ดีในวันที่ 10 มิถุยายนที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์กลับมีการเสนอญัตติด่วนต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง ขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการใช้และปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 โดยเนื้อหาสาระยุงคงเป็นการปกป้องรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งผิดไปจากที่มีการคุยกันว่าจะตั้งกรรมาธิการร่วมกันศึกษาแนวทางในการแก้ไข

โดยนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน(วิปค้าน) อ้างว่าการเสนอญัตติตั้งกรรมาธิ การวิสามัญเพื่อมาศึกษาการบังคับใช้รัฐธรรมนูญปี 2550 ของแต่ละพรรคการเมืองนั้น ส่วนใหญ่มีเนื้อหาที่คล้ายกัน ยกเว้นแต่พรรคพลังประชาชน ที่มีการเพิ่มเติมว่า การศึกษาดังกล่าวเพื่อนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ

พร้อมทั้งสร้างเงื่อนไขขึ้นมาอีกว่าคณะกรรมาธิการฯที่ตั้งขึ้นมา จะต้องพิจารณาศึกษาให้ครอบคลุม 3 เรื่องคือ

1.ศึกษาปัญหาในการบังคับใช้และปัญหาในการปฏิบัติ

2.ศึกษากลไกและการออกกฎหมายตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

3. ศึกษาว่ามีหลักใดบ้างที่ขัดต่อระบอบประชาธิปไตย หรืออาจจะเสนอให้องค์กรที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมโดยตรง รวมทั้งสัดส่วนคณะกรรมาธิการฯที่มีการตกลงกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วก่อนหน้านี้ นายสาทิตย์ ก็ระบุว่า พรรคฝ่ายค้านเห็นว่าควรจะแบ่งสัดส่วนให้กับบุคคลภายนอกเข้าร่วมด้วย เพราะเดิมรัฐบาลเสนอให้มีคณะกรรมาธิการ 60 คน โดยแบ่งสัดส่วนของแต่ละพรรคการเมือง

โดยไม่มีคนนอกเข้าร่วม ซึ่งหากอยากให้คนนอกเข้าร่วม พรรคการเมืองก็ต้องเฉือนสัดส่วนของตัวเองออกไป ซึ่งตรงนี้อาจทำให้มองได้ว่าคนที่มาจากสัดส่วนของพรรคพลังประชาชน เป็นฝ่ายเดียวกับรัฐบาล และมองได้ว่าไม่มีความเป็นกลาง เหมือนกับคนที่มาจากฝ่ายค้านก็ได้

ดังนั้นหากมีการแบ่งสัดส่วนไว้สำหรับคนนอก ก็จะทำให้เกิดความสบายใจมากขึ้น ทำให้เกิดความหลากหลายมีความเป็นกลาง และไม่เอียงไปทางใดทางหนึ่ง นอกจากนี้ในการเลือกประธานคณะกรรมาธิการฯ ก็จะได้มีทางเลือกหลากหลายมากขึ้น แทนที่จะเลือกเสียงข้างมาก หรือเลือกฝ่ายค้านมาเป็น ซึ่งจะทำให้เกิดข้อครหาว่าไม่มีความเป็นกลาง ทางวิปฝ่ายค้านจึงขอเสนอให้นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาฯจัดประชุมร่วมกันระหว่างวิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้าน เพื่อตกลงกันในเรื่องคณะกรรมาธิการฯ ซึ่งคาดว่าน่าจะประชุมร่วมกันได้ในวันศุกร์ที่ 13 มิ.ย.นี้ และคาดว่าวิปรัฐบาลน่าจะเห็นด้วย เพราะไม่ต้องมีการเฉือนกรรมาธิการฯในสัดส่วนของตัวเอง

นายสาทิตย์ กล่าวว่า สำหรับสัดส่วนของคณะกรรมาธิการฯ ที่เหมาะสมนั้น เดิมตกลงกันไว้ที่ 60 คน ซึ่งก็ถือว่าเป็นตัวเลขที่เหมาะสม หรือหากจะเพิ่มเป็น 70 คน ก็ไม่ถือว่าเยอะไป และเชื่อว่าการเสนอสัดส่วนคนนอกเข้ามานั้น จะไม่เกิดความยุ่งยาก เพราะอย่างไรการประชุมคณะกรรมาธิการฯ ที่จะตั้งขึ้นมานั้น ก็จะเริ่มได้ประมาณเดือนกรกฎาคม ดังนั้นเวลา 2 สัปดาห์ในการให้บุคคลภายนอกสมัครเข้ามาเป็นกรรมาธิการฯน่าจะเหมาะสม

ส่วนความเห็นส่วนตัวคิดว่า สัดส่วนของคนภายนอกน่าจะอยู่ที่ 20 คน หรือ 1 ใน 3 ของกรรมาธิการฯ แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องดูตามความเหมาะสมว่า ได้บุคคลที่มีความเชียวชาญครบหรือไม่



ซัด “อารยขัดขืน” มีความผิดมาตรา 68 เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง

ถล่มแนวคิดแบบสิ้นคิดของพันธมิตรฯ ที่ออกมาปลุกระดมประกาศอารยขัดขืน ระบุชัดมีความผิดตามกฎหมาย เข้าข่ายขัด ม.68 และยังส่อผิด ม.73 หากดึงดันไม่เสียภาษี

ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ 2 (นปก.) กล่าวถึงการประกาศ “อารยะขัดขืน” ของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่าจะใช้ได้ในกรณีที่รัฐบาลมาโดยไม่ชอบธรรม ประชาชนสามารถบอยคอดไม่ไปเสียภาษีได้ แต่ในกรณีของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่มาจากการเลือกตั้งผ่านระบอบประชาธิปไตยไม่สามารถทำได้และมีความตามผิดมาตรา68

โดยมาตรา 68 ที่ว่า บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ มิได้ ไม่สามารถทำได้ไม่ว่าจะใช้คำว่า อริยะขัดขืน หรือคำใดก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้นไม่สามารถกระทำได้

ถ้าประชาชนผู้ใดกระทำตามอริยะขัดขืน ถือว่าผิดตามมาตรา 68 และถือว่าผิดในฐานะที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามหน้าที่ของพลเมือง ผิดตามหมวด 4 ว่าด้วยหน้าที่ของชนชาวไทย ในมาตรา 73 ของรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งทั้งหมดนี้ประชาชนจะเอามาอ้างเพื่อไม่จ่ายภาษีเป็นการกระทำที่ขัดต่ออำนาจของรัฐ ในกรณีที่รัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง ในระบอบประชาธิปไตย แต่ถ้าเป็นรัฐบาลเผด็จการที่ยึดอำนาจมา ประชาชนมีสิทธิที่จะกระทำได้

ในเมื่อกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยประกาศออกมาอย่างนี้ ถือว่ากระทำผิดตามกฏหมาย ประชาชนสามารถที่จะเข้าแจ้งความได้ และเจ้าหน้าที่ของรัฐก็สามารถที่จะดำเนินการได้ อย่างกรณีที่ผิดถนนในตอนนี้ก็ถือว่าผิดกฏหมายอยู่แล้ว



ดีเอสไอ ชงคดี “หญิงเป็ด-ทุจริตบัตรเลือกตั้ง” เป็นคดีพิเศษ

“ดีเอสไอ” นำคดีคุณหญิงจารุวรรณ ส่อฮั้วจัดจ้าง และคดีทุจริตบัตรเลือกตั้งของ กกต. เข้าสู่ กคพ.ที่มีนายกรัฐมนตรี นั่งหัวโต๊ะเป็นประธาน วันจันทร์ที่ 16 มิ.ย.นี้

นายธาริต เพ็งดิษฐ์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า ในวันที่ 16 มิ.ย. เวลา 14.00 น. นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) จะเป็นประธานการประชุมบอร์ด กคพ. เพื่อติดตามความคืบหน้าการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษและรับคดีเข้าเป็นคดีพิเศษ ซึ่งดีเอสไอจะนำคดีที่ได้สืบสวนเบื้องต้น แต่มีปัญหาข้อติดขัดในประเด็นอำนาจสอบสวน จึงจำเป็นต้องนำเข้าสู่การหารือของบอร์ดกคพ. เพื่อขอให้มีมติรับเป็นคดีพิเศษ โดยในการประชุมบอร์ดกคพ.ครั้งนี้ ดีเอสไอจะเสนอให้รับคดีฉ้อโกงภาษีและคดีของสำนักคดีการเงินการธนาคารเป็นคดีพิเศษประมาณ 10 คดี

รวมถึงคดีการฮั้วประมูลการพิมพ์บัตรเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคดีที่มีผู้กล่าวโทษร้องทุกข์ให้ตรวจสอบความไม่โปร่งใสในการจัดอบรมของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งดีเอสไอจะเสนอขอให้มีมติรับเป็นคดีพิเศษ เนื่องจากมีปัญหาโต้แย้งเรื่องอำนาจสอบสวนในคดีที่มีวงเงินการจัดซื้อจัดจ้างไม่ถึง 100 ล้านบาท ทำให้ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาไม่ส่งเอกสารหลักฐานให้ดีเอสไอตรวจสอบ

สำหรับการรับโอนคดีพิเศษ ต้องใช้มติด้วยเสียง 2 ใน 3 จากคณะกรรมการคดีพิเศษ 21 คน ซึ่งกรรมการโดยตำแหน่ง 12 คน ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงพาณิชย์ อัยการสูงสุด ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เลขาธิการสำนักงานกฤษฎีกา เจ้ากรมพระธรรมนูญ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย นายกสภาทนายความ และ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีก 9 ตำแหน่ง อาทิ นายโสภณ รัตนากร อดีตประธานศาลฎีกา ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านกฎหมาย นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร นายคณิต ณ นคร

ในส่วนของคดีฮั้วประมูลพิมพ์บัตรเลือกตั้งและคดีทุจริตการเลือกตั้งจากการพิมพ์บัตรเลือกตั้งเกินจำนวนผู้มีสิทธิ์ลงคะแนน พล.ต.ต.เสวก ปิ่นสินชัย อดีตผู้บังคับการตำรวจป่าไม้ ได้เข้ากล่าวโทษร้องทุกข์ให้ดีเอสไอตรวจสอบ แต่กกต.โต้แย้งว่าได้แบ่งการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งออกเป็น 2 ส่วน ทำให้มีวงเงินไม่ถึง 100 ล้านบาท ดีเอสไอจึงไม่มีอำนาจสอบสวน เช่นเดียวกับคดีทุจริตการเลือกตั้งซึ่งไม่ใช่คดีพิเศษที่ระบุไว้แนบท้ายพ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ

ส่วนคดีฮั้วประมูลใน สตง. นายวันชัย จงจรูญหิรัณย์ กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ ได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อดีเอสไอ ถึงความไม่ชอบมาพากลใน สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) จากการที่ บริษัท ออดิต แอนด์ แมเนจเม้นท์ คอนซัลแตนท์ จำกัด ผูกขาดการจับอบรมให้กับบุคลากรของ สตง. มูลค่านับสิบล้านบาท

และบริษัทดังกล่าวยังเช่าอาคารพาณิชย์ ของนายทรงเกียรติ เมณฑกา สามี คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าฯ สตง.ที่ส่อเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งก่อนหน้านี้ดีเอสไอประสานให้สตง.ส่งข้อมูลมาให้พนักงานสอบสวนตรวจสอบ แต่สตง.ยังคงเพิกเฉยไม่ดำเนินการตามที่ได้รับการร้องขอจากพนักงานสอบสวน ล่าสุดพยานบุคคลในคดีนี้ระบุว่าถูกข่มขู่จนต้องหลบไปอาศัยในต่างจังหวัดเพราะเกรงจะไม่ได้รับความปลอดภัย ดีเอสไอจึงเตรียมให้ความคุ้มครองพยานรายนี้ตามพ.ร.บ.คุ้มครองพยานในคดีอาญา


เหน็บ คตส. อยากต่ออายุตัวสั่น หวังตามจองเวรอดีตนายกฯ “ทักษิณ”

ฉะพันธมิตรฯ บุกให้กำลังใจ คตส. พร้อมข้อเสนอให้ต่ออายุ เป็นทางรอดสุดท้าย แถมหวังอยู่จองเวร “ทักษิณ” จงใจบิดเบือนประเด็นหวังปกป้องโจรปล้นแผ่นดิน

นายชินวัตร หาบุญพาด นายกสมาคมพิทักษ์ผลประโยชน์ผู้ขับรถแท็กซี่ กล่าวถึงการที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เดินทางเพื่อไปให้กำลังใจ คตส. ว่าการมีข้อเรียกร้องอีก 6 ข้อคือ

1.ขอให้มีการต่ออายุ คตส.เพิ่มไปอีก 1 ปี คือความพยามยามดิ้นรนหาทางรอดของ คตส.

2.ให้นำพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นการโกหกประชาชนไปถึงไหนในวันนี้ทางอดีตนายกฯ ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมนานแล้ว แล้วยังต้องการจะให้เข้าไปถึงไหนอีก ทำไมไม่บอกกับประชาชนทั้งประเทศให้รับรู้ไปเลยว่าถ้าชาตินี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรไม่ถูกประหารชีวิตยังจะไม่ยอมเด็ดขาด

3.ต้องไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญโดยบอกว่าถ้ามีการแก้ไขแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ จะพ้นผิด แล้วเคยไปอ่านกันบ้างหรือเปล่าว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ทั้ง 309 มาตรา มีข้อไหนระบุว่าต้องเอาผิดอดีตนายกฯทักษิณ แต่จริงแล้วรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีแต่ข้อที่คุ้มครองพวกโจรพวกปล้นชาติ ปล้นแผ่นดินและพวกที่ยึดอำนาจเท่านั้น แต่กลับออกมาบอกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะยกโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ อันที่จริงแล้วเป็นการยกโทษให้คมช.มากกว่า

รวมถึงการที่พวกพันธมิตรฯ ออกมาในครั้งนี้ก็เพื่อที่ต้องการจะปกป้องพวกเผด็จการอย่าง คมช.ที่ปล้นแผ่นดินไปทั้งหมด ซึ่งไม่เกี่ยวอดีตนายกฯทักษิณ เลยแม้แต่น้อย ซึ่งเพียงแค่พูดมาก็เห็นไปถึงลิ้นไก่แล้ว



“มือเชือดหญิงเป็ด” ร้องปปช.สอบ “จารุวรรณ” ร่ำรวยผิดปกติ

แกนนำกลุ่มปฏิรูปการเมืองฯ บุกยื่นหนังสือถึงป.ป.ช.ให้สอบ "หญิงเป็ด" ฐานร่ำรวยผิดปกติ แฉ! ปลูกบ้านหลังใหม่มูลค่ากว่า 50 ล้านบาท รวมถึงกรณีที่อ้างว่ามีคนมาติดสินบน 100 ล้าน แต่กลับไม่ยอมดำเนินการเอาผิด ถือว่าเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

วันที่ 11 มิ.ย. 2551 เวลา 10.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายวันชัย จงจรูญหิรัณย์ ประธานกลุ่มติดตามการปฏิรูปการเมืองและต่อต้านการคอรัปชั่น ได้เข้ายื่นหนังสือถึงคณะกรรมการป.ป.ช. ผ่านนายอิสรพงษ์ อิสรพันธุ์ เจ้าหน้าที่รับเรื่องปราบปรามภาครัฐ สำนักงานป.ป.ช. เพื่อให้ตรวจสอบทรัพย์สินของคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.) กรณีสงสัยว่าร่ำรวยผิดปกติ หลังจากที่พบว่าคุณหญิงจารุวรรณได้นำที่ดิน โฉนดเลขที่ 22606 ต.บ้านใหม่ อ.ตลาดขวัญ จ.นนทบุรี ขนาดเนื้อที่ 1 ไร่ ซึ่งมีราคาประเมินของกรมที่ดินจำนวน 4 ล้านบาท เพื่อสร้างบ้าน แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าบ้านหลังดังกล่าวที่ได้ประเมินจากผู้เชี่ยวชาญมีการปลูกสร้างไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท จึงเกิดความสงสัยว่านำเงินมาจากที่ใด

นอกจากนี้ ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน คุณหญิงจารุวรรณได้ซื้อที่ดินให้กับบุตรชาย ซึ่งเป็นเลขานุการผู้ว่าการสตง. นอกจากนั้นคุณหญิงจารุวรรณเคยกล่าวอ้างว่ามีบุคคลที่ไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อ ได้นำเงินจำนวน 100 ล้านบาทมาให้ เพื่อพยายามติดสินบน แต่คุณหญิงได้ปฏิเสธไม่รับเงินดังกล่าว แต่ไม่ได้ดำเนินการเอาผิดตามอำนาจหน้าที่ จึงถือว่าเป็นการปกปิดการกระทำผิด ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามความผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ 165

ด้านนายอิสรพงษ์ กล่าวว่า ในส่วนของป.ป.ช. เมื่อได้รับเรื่องร้องเรียนดังกล่าวแล้ว จะส่งให้หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงและนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.เพื่อพิจารณา หากเห็นว่ามีมูลพียงพอก็จะต้องดำเนินการไต่สวนโดยคณะกรรมการป.ป.ช.จะมอบหมายให้คณะอนุกรรมการชุดใดชุดหนึ่งเป็นผู้ดำเนินการไต่สวนหาข้อเท็จจริงต่อไป



น้ำมันยุคสุดท้าย

ไม่เฉพาะแต่บ้านเราเท่านั้น ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะราคาน้ำมันแพงอย่างหนัก แต่เชื่อว่าทุกประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญ หน้ากับ วิกฤติพลังงานน้ำมัน ทั้งยุโรป อเมริกา รวมทั้งเอเชียด้วย ไม่เว้นแม้แต่กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันเองด้วยประชาชนได้รับ ผลกระทบจากวิกฤติ น้ำมันครั้งนี้กำลังเดือดร้อนอย่างหนัก หลายประเทศ มีชาวบ้านออกมาประท้วงเต็มไปหมด

ผมตั้งคำถามกับตัวเองว่า ใกล้จะสิ้นสุดของยุคการใช้พลังงาน จากน้ำมันหรือไม่ ต้องยอมรับความจริงอยู่อย่างหนึ่งว่า เราใช้ทรัพยากรธรรมชาติกันสิ้นเปลือง และไม่ได้คิดถึงวันข้างหน้า งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา เช่นเดียวกับทรัพยากรธรรมชาติก็มีวันหมดเป็นธรรมดา

นอกจากนี้ ทรัพยากรน้ำมัน เป็นทรัพยากรสิ้นเปลือง ใช้แล้วก็หมดไป ไม่ใช่ทรัพยากรหมุนเวียน ที่สามารถจะนำมารีไซเคิลใช้ใหม่ได้ น้ำมันไม่เหมือนแร่ธาตุอื่นๆที่ยังคงรูป เช่น ทองคำ เป็นต้น

ปริมาณน้ำมันในแหล่งธรรมชาติเหลือจำนวนจำกัด คาดกันว่า อีกประมาณ 20 ปีข้างหน้า จะหมดไปด้วยซ้ำ ผลผลิตยิ่งน้อย ความ ต้องการมาก ราคาก็ย่อมแพงขึ้นเป็นธรรมดาของกฎดีมานด์ซัพพลาย

วันนี้เราจึงต้องช่วยกันคิดว่า ทำอย่างไรจึงจะไม่ต้องใช้พลังงานจากน้ำมันหรือ ใช้น้ำมันให้น้อยที่สุด ไม่ใช่คิดกันแค่ว่าจะหาน้ำมันประเภทนั้นประเภทนี้มาทดแทนอย่างเดียว เพราะไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาพลังงานที่ตรงจุด วันข้างหน้าก็ย่อมมีปัญหาตามมาจนได้ อาทิ น้ำมันสูตรผสมต่างๆ ที่ต้องใช้วัตถุดิบจากพืชเกษตรมาผลิต สุดท้ายก็ไปมีผลกระทบการใช้พื้นที่ผลิตอาหารอีก

นอกจากนี้ ยังต้องมีการปรับปรุงเครื่องจักรเครื่องกลที่ผลิตขึ้นมาเพื่อรองรับ กับการใช้พลังงานน้ำมันชนิดใหม่อีกเท่าไหร่ เช่น รถที่จะใช้ กับน้ำมันอี 20 หรืออี 85 ก็ต้องผลิตกันใหม่ แม้แต่รถยนต์ไฮบริด ที่วิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้า ก็ยังไม่แพร่หลายหรือเป็นที่นิยม

ผมว่าถ้าจะเปลี่ยนจากการใช้น้ำมันไปใช้พลังงานอื่นก็ต้อง ปฏิวัติเครื่องจักรกลไกอุตสาหกรรมกันใหม่ครั้งใหญ่ แล้วที่ใช้อยู่ ทุกวันนี้จะเอาไปทำอะไร เป็นการสูญเสียทรัพยากรอย่างไม่คุ้มค่า

สูงสุดคืนสู่สามัญ เราอาจจะต้องหันมาพึ่งพลังงานธรรมชาติอย่างอื่นที่ไม่ใช่น้ำมัน รวมทั้งพลังงานจากมนุษย์เอง ในระหว่างที่ยังไม่มีทางออกที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม ทางที่ดีที่สุดก็คือการใช้พลังงานน้ำมันให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

ไม่ใช่เรื่องตลก พิษราคาน้ำมันแพงขยายวงไปอีกขั้นกระทบถึงสภาวะ การเงินการคลังของประเทศ ไม่ใช่แค่ปากท้องอย่างเดียวแล้ว เงิน เฟ้อเห็นชัดเจนที่สุด เฟ้อมากๆเศรษฐกิจก็พัง ผมเคยได้ยินมาว่า ภาครัฐตั้งเป้าการรับมือราคาน้ำมันไว้ที่ประมาณ 90-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเท่านั้น ตอนนี้คงงงๆช็อกไปชั่วขณะ และฟังว่า ปตท.เตรียมขยายธุรกิจ น้ำมันลงทุนอีกเป็นล้านล้าน ซึ่งน่าจะกลับไปคิดเสียใหม่ก่อนดีกว่า.

หมัดเหล็ก


เกินเยียวยา

ก็คงจะจริงอย่างที่อดีตนายกฯ อานันท์ ปันยารชุนว่าเอาไว้แหละครับ... เพราะสถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้มันวิกฤติเกินที่จะมาสมานฉันท์กันแล้ว จึงไม่ยอมเป็นตัวกลางที่มีข้อเสนอให้อดีตนายกฯมาช่วยกันทำหน้าที่นี้

ขณะเดียวกันก็ชี้ว่าเหตุที่จะเจรจากันไม่ได้นั้นเพราะประเด็นและความเห็นที่แตกต่าง กันอย่างสิ้นเชิง อย่างเช่นเรื่องรัฐธรรมนูญที่จะแก้ไขนั้นฝ่ายหนึ่งมองว่าแก้เพราะตัวเอง แก้เพื่อพวกพ้อง ดังนั้นมันคงจะเชื่อมเหตุเชื่อมผลให้ไปในทิศทางเดียวกันยาก

อย่างไรก็ดีต้องยอมรับว่าบ้านเมืองในขณะนี้อยู่ในขั้นการเผชิญหน้า ยากที่จะประสานให้ลดรอยแยกได้เมื่อทั้งสองฝ่ายพร้อมจะแตกหัก มากกว่าใช้วิธีการอื่นในการแก้ไขปัญหา

มีหลายคนเสนอแนวทางเพื่อเป็นทางออกของประเทศและก็มีหลายทางเลือก ยกเว้นการที่ทหารจะยึดอำนาจหรือทำปฏิวัติกันอีก เพราะไม่ได้แก้ปัญหาและยังทำให้ประเทศชาติย่ำแย่ลงไปอีก อย่าง 11 กันยายนที่ผ่านมา

แก้ปัญหาไม่ได้แล้วยังทำให้ปัญหาดำรงอยู่ การเผชิญหน้าขัดแย้งเข้าไปอีก

พล.อ.สุจินดา คราประยูร อดีตนายกฯและผู้นำ รสช.ชี้ว่าทางออกของรัฐบาลก็คือ “ยุบสภา” เพื่อเลือกตั้งกันใหม่ หากประชาชนเลือกฝ่ายไหนเข้ามาก็น่าจะจบกันและทุกฝ่ายยอมรับ เมื่อประชาชนเลือกแบบนั้นแล้ว

ข้อเสนอนี้ดูเหมือนว่าไม่มีฝ่ายไหนยอมรับโดยเฉพาะพรรคการเมือง นักการเมืองที่เป็น ส.ส.ไม่ชอบอยู่แล้ว

และเชื่อว่า “ยุบสภา” ไม่ได้แก้ปัญหา เพราะเลือกตั้งใหม่ ก็จะเป็นอย่างนี้อีก

ที่มีข้อเสนอเป็นเนื้อเป็นหนังก็คือคุณหมอประเวศ วะสี ที่เป็นห่วงเป็นใยบ้านเมืองและพยายามเสนอทางออกเพื่อแก้ไขวิกฤตการณ์

“รัฐบาลแห่งชาติ” คือวิธีหนึ่งที่คิดว่าน่าจะทำให้ทุกอย่างคลี่คลายไปได้ แม้ว่าในความเป็นจริงจะเป็นเรื่องยากและแทบจะไม่มีความเป็น ไปได้ พรรคการเมืองดาหน้าปฏิเสธ บางคนยังหยามความคิดเสียด้วยซ้ำ

จริงๆแล้วเรื่องรัฐบาลแห่งชาตินั้นน่าจะเป็นเพียงตุ๊กตาที่จะชี้หรือสะท้อน ให้เห็นว่าสถานการณ์บ้านเมืองวิกฤติอย่างนี้ จึงน่าจะหาออกร่วมกัน ให้ทุกฝ่ายได้คิดได้ไตร่ตรองได้ใช้สติเพื่อช่วยกันคลายวิกฤติ

หรือแม้แต่การจะให้อดีตนายกฯอย่างนายอานันท์ ปันยารชุน นายบรรหาร ศิลปอาชา พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และนายชวน หลีกภัย เข้ามาเป็นตัวกลางเพื่อเจรจาระหว่าง 2 ฝ่ายหาทางออกให้ประเทศ ปลดเงื่อนไขการเผชิญหน้า

แต่อดีตนายกฯทุกคนคงจะส่ายหัวเพราะมันเป็นงานที่ยาก ข้อสำคัญปัญหาและเงื่อนไขมันเกินลึกยากที่จะเจรจาและทำความเข้าใจกันได้ อีกทั้งสองฝ่ายก็ไม่มีความพยายามที่จะประนีประนอมถือ “ธง” ยืนหยัดแบบตรงกันข้าม

อย่างไรก็ดีนายกฯสมัครปฏิเสธเรื่องยุบสภาและยืนยันว่าจะทำงานต่อไป อย่างเต็มที่ เพราะวันนี้มีนายกฯชื่อ “สมัคร” ที่รับผิดชอบและสั่งการทุกอย่างได้ ไม่จำเป็นต้องให้อดีตนายกฯมายุ่งเกี่ยว เพราะเชื่อว่าจะแก้ไขปัญหาทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง

ซึ่งก็ไม่ต่างไปจากกลุ่มพันธมิตรที่มีจุดยืน “แตกหัก” เหมือนกัน

ดังนั้นทุกอย่างมันจึงเป็นเรื่องยาก นอกจากจะต้องปล่อยให้สถานการณ์

ทุกอย่างคลี่คลายไปด้วยตัวของมันเองและไม่มีใครคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป แม้จะมีการหาทางออกให้ทุกอย่างเข้าสู่สภาอย่างเรื่องรัฐธรรมนูญหรือ การเปิดซักฟอกรัฐบาลของ ส.ว.และพรรคฝ่ายค้าน

แต่มันก็คงได้แค่ชั่วคราวเท่านั้นเพราะความความขัดแย้งหลักยังไม่ได้แก้.

“สายล่อฟ้า”