WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, June 12, 2008

แพ้เป็นพระ ชนะเป็นรัฐบาล

“เติ้ง” แทงกั๊กทิ้ง/รอถกพรรคร่วม (คม ชัด ลึก)

“ชาติไทย-เพื่อแผ่นดิน”/ยันไม่ถอนตัว/“สมัคร” เคลียร์ 5 พรรค (มติชน)

“ตือ” แจงแทน “เติ้ง”/ไม่เคยคิดถอนตัว (ไทยรัฐ)

กินไปเคลียร์ไป/หมัก-6 พรรคร่วม (ข่าวสด)

ชท. ไม่สน “สมัคร” ผิดเงื่อนไข/ปัดทบทวนร่วมรัฐ-พปช. ไล่ส่งให้รีบออกไป (ผู้จัดการ)

นี่คือพาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์ฉบับต่างๆ ที่พาดหัวข่าวจากเนื้อข่าวที่นักข่าวสัมภาษณ์ นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย หลังจากร่วมรับประทานอาหารกับหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 6 พรรค ที่มี นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เป็นเจ้าภาพ

ตามประสาคนที่ผ่านงานข่าวมานาน ผมอดยิ้มไม่ได้ที่เห็นพาดหัวข่าวที่หยิบยกมาให้ท่านได้อ่านกันอีกครั้ง

จะไม่ให้อดยิ้มได้อย่างไร ในเมื่อหนังสือพิมพ์แต่ละฉบับเอาข่าวใหม่มาพาดหัวด้วยข้อความแบบเดิมๆ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

ปลาไหลก็ยังคงเป็นปลาไหลไม่เคยเปลี่ยนแปลง แม้จะย้ายรูใหม่จากซอยราชครู ไปอยู่ที่บึงฉวากก็ตาม ยังคงความลื่นไหลเหมือนเดิม

ผมไม่โทษน้องๆ นักข่าว ที่พยายามซักถามไล่ต้อนนายบรรหารตามข้อเสนอของ ฯพณฯ แกนนำของอาณาจักรพันธมิตร บนถนนจำลองเดิน ให้พรรคร่วมรัฐบาลพิจารณาถอนตัวออกจากการร่วมรัฐบาล ตามข้อเสนอของแก๊งข้างถนน ที่มีเป้าหมายจะล้มล้างรัฐบาลให้ได้ เหมือนที่เคยทำสำเร็จมาแล้วเมื่อกวักมือให้ทหารเข้ามาทำการรัฐประหาร สร้างความเสียหายให้กับประเทศอย่างมหาศาล ทั้งด้านเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของประเทศ

เพราะน้องๆ นักข่าวบางคน อาจจะไม่เคยได้ยินประโยคที่ว่า “เป็นฝ่ายค้าน จะทำให้อดอยากปากแห้ง” ที่เคยหลุดออกมาจากปาก นายบรรหาร ศิลปอาชา เมื่อครั้งเป็นเลขาธิการพรรคชาติไทย ที่มี พล.ต.อ.ประมาณ อดิเรกสาร เป็นหัวหน้าพรรคชาติไทย ซึ่ง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น ไม่ยอมดึงพรรคชาติไทยเข้ามาร่วมรัฐบาล เพราะ พล.ต.อ.ประมาณ คิดการใหญ่จะเป็นนายกรัฐมนตรีเอง เมื่อชนะศึกเลือกตั้ง

ในที่สุดจึงให้ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคชาติไทย เพื่อจะได้เลิกอดอยากปากแห้ง ได้ร่วมรัฐบาลของ พล.อ.เปรม จน พล.อ.เปรม พอแล้ว นั่นแหละ พล.อ.ชาติชาย จึงได้เป็นนายกรัฐมนตรี

จากอดอยากปากแห้ง กลายเป็นอิ่มหนำสำราญ

คนที่เคยจน ย่อมรับรู้ว่าความจนเป็นอย่างไร ฉันใดก็ฉันเพล

นายบรรหาร ศิลปอาชา วันนี้ ถือว่าเป็นเจ้าของพรรคชาติไทยแต่เพียงผู้เดียว มีหรือที่นายบรรหารจะกลับไปอยู่ในสภาพอดอยากปากแห้งในบั้นปลายของชีวิตทางการเมือง

ขนาด นายสมัคร สุนทรเวช เกทับบลัฟแหลกในวันที่ยื่นเงื่อนไขห้าหกข้อในการเข้าร่วมรัฐบาล จนถึงวันนี้นายสมัครยังไม่รับปากสักข้อ พรรคชาติไทยยังกระโดดเข้าร่วมรัฐบาลก่อนพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่ประกาศตัวเป็นพันธมิตรเลือดสุพรรณเสียอีก

นอกจากนั้น ในรัฐบาลชุดนี้มี พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือว่าเป็นการนั่งรถไฟเที่ยวสุดท้ายของ เสธ.หนั่น เพื่อเรียกบารมีให้นกกระจอกเทศ ปลาช่อนอเมซอน ในบ้านสนามบินน้ำ คุ้นกับคน หลังจากที่บ้านเงียบไปนาน

เมื่อสองแรงแข็งขัน คนหนึ่งเป็นหัวหน้าพรรค และอีกคนหนึ่งเป็นประธานที่ปรึกษาพรรค และมีตำแหน่งเป็นรองนายกรัฐมนตรี ยังไม่มีแม้กระทั่งคิดที่จะเป็นฝ่ายค้าน

อาการเบื่อๆ อยากๆ ชักเข้าชักออก ในการร่วมรัฐบาล เป็นเพียงการสร้างภาพให้ดูดีเท่านั้น

และ...ที่สำคัญ วันนี้พรรคชาติไทยยังอยู่ในอาการลูกผีลูกคน พรรคจะถูกยุบหรือไม่ถูกยุบ ขืนออกอาการมากเกินไป นายสมัคร สุนทรเวช งัดไม้ตายยุบสภา ซึ่งเป็นดาบอาญาสิทธิ์ที่นายสมัครมีอำนาจเต็ม สามารถดำเนินการได้ทันที

พรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตย มีโอกาสตายหมู่ หากคำพิพากษายุบพรรคเกิดขึ้นในห้วงเวลาที่มีการหาเสียงเลือกตั้ง

เพราะในรัฐธรรมนูญระบุไว้ชัด ผู้สมัคร ส.ส. ต้องสังกัดพรรค เมื่อพรรคถูกยุบไปแล้ว ผู้สมัครของพรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตย ตายหมู่คาสนามเลือกตั้ง ไม่สามารถย้ายไปสังกัดพรรคใดได้ ต่างจากการยุบพรรคในระหว่างการเป็น ส.ส. หากพรรคถูกยุบ สามารถย้ายไปสังกัดพรรคอื่นได้ สำหรับ ส.ส. ที่ไม่ใช่คณะกรรมการบริหารพรรคที่ไม่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากจะบอกไปยัง ส.ส. พรรคพลังประชาชน อย่าไปเปลืองน้ำลายไล่ให้พรรคชาติไทยถอนตัวจากรัฐบาลเลย นายบรรหารต่างหากที่ต้องคอยประคับประคองรัฐบาลไม่ให้ล้มกลางคัน ด้วยสุภาษิต แพ้เป็นพระ ชนะเป็นรัฐบาล ครับ

เอกฉัตร


ยื่นปปช.สอบผู้ว่าการสตง.รวยผิดปกติ

กลุ่มติดตามคอร์รัปชั่น ร้อง ป.ป.ช. ตรวจสอบ “คุณหญิงจารวุรรณ เมณฑกา” ส่อร่ำรวยผิดปกติ สร้างบ้าน 50 ล้าน แถมลูกชายยังมีที่ดินมูลค่านับสิบล้าน สงสัยร่ำรวยหลังจากเข้ามาเป็นผู้ว่าการ สตง. หรือเปล่า ระบุเป็นกรณีต่อเนื่องกับความไม่ชอบมาพากลในการจัดจ้างโดยไม่มีการประมูล ที่อยู่ในการพิจารณาของดีเอสไอ พร้อมให้ตรวจสอบเอาเงินหลวงพาครอบครัวบินไปเมืองนอก

เมื่อตอนสายวันที่ 11 มิถุนายน ที่ผ่านมา นายวันชัย จงจรูญหิรัญ ประธานกลุ่มติดตามการปฏิรูปการเมืองและต่อต้านการคอร์รัปชั่น ได้หอบหลักฐานเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษกับ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ที่ส่อใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบจนทำให้ร่ำรวยผิดปกติ กรณีมีทรัพย์สินเป็นที่ดิน และกำลังก่อสร้างบ้านมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท ที่ จ.นนทบุรี

รวมถึงกรณีที่มีการเปิดเผยไปก่อนหน้านี้ เช่น เรื่องที่คุณหญิงจารุวรรณ แต่งตั้งลูกชายของตัวเองเป็นเลขาผู้ว่า สตง. การที่คุณหญิงจารุวรรณพาครอบครัวไปเที่ยวต่างประเทศ โดยใช้งบประมาณแผ่นดิน และเรื่องที่ดินที่ปากเกร็ด ที่เป็นชื่อของลูกชาย ซึ่งมีราคาอยู่ที่ 12 ล้านบาท

นายวันชัย กล่าวถึงการเข้ายื่นหนังสือดังกล่าวว่า เป็นเรื่องต่อเนื่องจากความไม่ชอบมาพากลที่ สตง. ตามที่เคยมีการร้องเรียนต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ไปแล้วก่อนหน้านี้ จากกรณีที่คุณหญิงจารุวรรณจัดจ้าง บริษัท ออดิต แอนด์ แมเนจเม้นท์ คอนซัลแตนท์ จำกัด เข้าอบรมให้กับบุคลากรของ สตง. มูลค่านับสิบล้านบาท โดยไม่มีการประกวดราคา บริษัทดังกล่าวยังเช่าอาคารพาณิชย์จากสามีคุณหญิง รวมไปถึงหลักฐานที่ส่อว่าอาจจะมีการจ่ายเงินใต้โต๊ะด้วย

“การมายื่นให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบครั้งนี้เป็นเรื่องต่อเนื่องกัน และมีข้อน่าสงสัยหลายประการ อย่างเช่น ผมอยากจะรู้ว่าทำไมลูกชายของคุณหญิงมีฐานะร่ำรวยเร็วจัง เราสงสัยว่ามันอาจจะเกิดจากการที่คุณหญิงเข้ารับตำแหน่งที่ สตง. ตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปี 2551 จึงอยากให้ทาง ป.ป.ช. ช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริง

ส่วนกรณีเรื่องเงิน 30 ล้านที่คุณหญิงออกมาแถลงว่า มีคนให้ก็ยังไม่เอานั้น ก็เกิดเป็นประเด็นคำถามว่าใครเอามาให้ ไม่ ใช่เอามาอ้างว่าตัวเองบริสุทธิ์ เมื่อรู้ว่ามีคนเอามาให้แล้วทำไม่มีการตรวจสอบ ไม่มีการดำเนินการเอาความผิด ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสงสัย”

นายวันชัยกล่าวด้วยว่า คดีที่มีการร้องเรียนไปที่ดีเอสไอก่อนหน้านี้คงจะมีการพิจารณารับเป็นคดีพิเศษในสัปดาห์หน้า ซึ่งตนเองจะขอติดตามการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ ทั้งดีเอสไอ และ ป.ป.ช. ไปจนกว่าเรื่องจะถึงที่สิ้นสุด

“เราจะติดตามต่อไป เพราะถ้ามีความคืบหน้าหรือเรื่องอื่นๆ ที่เราได้ข้อมูลหรือเอกสารมาอีก ก็จะให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับทาง DSI แต่เท่าที่ทราบว่าทาง DSI ก็บอกว่ามีหลักฐานที่เชื่อได้ว่า น่าจะบรรจุคดีของคุณหญิงจารุวรรณเป็นคดีพิเศษได้

ตอนนี้ทางพยานที่มาให้ข้อมูลกับเราก็ถูกข่มขู่ นอกจากนี้ก็มีคนใน สตง. เองที่เอาหลักฐานมาให้ หรือจะมาเป็นพยานให้กับทางเราด้วย

ขณะที่วันเดียวกันนี้คณะกรรมการติดตามและวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำโดยนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.พรรคพลังประชาชนทำการแถลงข่าวพร้อมคณะ ที่อาคารรัฐสภา โดยสืบเนื่องมาจากกรณีที่ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีคนพยายามติดสินบนโดยมอบเงิน จำนวน 100 ล้านบาท แต่ก็ไม่ได้รับเงินจำนวนนั้น ว่าประเด็นดังกล่าวเป็นข้อกังขาที่คุณหญิงจารุวรรณต้องเร่งทำการชี้แจงต่อสาธารณชน ว่าได้ดำเนินคดีความตามกฎหมายกับผู้ที่ติดสินบนหรือยัง

ทั้งนี้หากยังไม่มีการดำเนินคดีความตามกฎหมาย พฤติกรรมเช่นนี้ก็จะเข้าข่ายผิด มาตรา 157 ตามประมวลกฎหมายอาญา ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยจะให้เวลาภายในสัปดาห์นี้ เพื่อรอดูท่าทีของผู้ว่าสตง. หากมีการเพิกเฉย ไม่สนใจต่อกรณีดังกล่าว ตนยืนยันว่าต้องมีคนดำเนินการแจ้งความดำเนินคดีทางกฎหมายกับคุณหญิงจารุวรรณอย่างแน่นอน

ทั้งนี้นายจตุพร กล่าวเสริมว่า ตนได้ตั้งข้อสังเกตว่า เงินจำนวน 100 ล้านที่มีคนติดสนบนผู้ว่าสตง.นั้น อาจจะเป็นคนคนเดียวกับที่นำเงินมาสนับสนุนกิจกรรมของกลุ่มพันธมิตรฯ ในครั้งนี้ก็เป็นได้ พร้อมกล่าวว่า การกระทำครั้งนี้ไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้งเจ้าหน้าที่รัฐ หรือตัวคุรหญิงแต่อย่างใด เนื่องจาก คุณหญิงจารุวรรณเป็นคนที่ให้สัมภาษณ์ด้วยตนเอง



จี้ตั้งกรรมการสอบวินัย’หญิงเป็ด’หอบเงินแสนหนุนพันธมิตรป่วน

“นักกฎหมาย-นักวิชาการ” รุมประณาม “จารุวรรณ” ทำตัวไม่เหมาะสม วางตัวไม่เป็นกลางชัดเจน เป็นข้าราชการแต่กลับรับอาสาเป็นตัวกลางส่งเงินแสนหนุนม็อบพันธมิตรฯ ขับไล่รัฐบาล สงสัยจะเป็นเงินตัวเองหรือเปล่า เพราะเหตุผลฟังไม่ขึ้น ชี้เบื้องต้นเข้าข่ายผิดวินัย แถมยังผิดทั้งคุณธรรม-จริยธรรม จี้นายกฯ ในฐานะผู้บังคับบัญชาเร่งตั้งกรรมการสอบสวน

จากกรณีที่ปรากฏชัดแจ้งว่า คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ได้นำเงิน 1 แสนบาท สนับสนุนการชุมนุมขับไล่รัฐบาลของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยอ้างว่ามีผู้ฝากเงินจำนวนดังกล่าวมา เนื่องจากไม่สะดวกที่จะนำไปมอบด้วยตัวเองนั้น

นายคำนวณ ชโลปถัมภ์ อดีตนายกสภาทนายความ กล่าวถึงพฤติกรรมของคุณหญิงจารุวรรณดังกล่าวว่าไม่เหมาะสมในฐานะที่เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เนื่องจากข้าราชการต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมือง การที่ผู้ว่าการ สตง. เป็นตัวกลางในการยื่นมือเข้าสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายที่ประกาศชัดว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาล เป็นการไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง

นอกจากนี้หากพิจารณาในด้านระเบียบวินัยของข้าราชการแล้ว อาจยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจน แต่ในเมื่อคุณหญิงจารุวรรณยอมรับข้อสงสัยดังกล่าวว่า มีผู้ไม่ประสงค์ออกนามฝากเงินบริจาคแก่กลุ่มพันธมิตรฯ ผ่านมายังตนเองจริง นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้บังคับบัญชา ก็สามารถตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงได้ ตามหลักเกณฑ์ระเบียบข้อบังคับของข้าราชการ

ส่วนกรณีที่ คตส. แข็งกร้าวไม่ดำเนินตามขั้นตอนทางกฎหมายภายหลังกองปราบปรามออกหมายเรียกให้ คตส. รับทราบข้อกล่าวหานั้น อดีตนายกสภาทนายความกล่าวว่า คตส. ถือเป็นบุคคลธรรมดา ไม่มีเอกสิทธิ์ใดๆ ที่จะไม่ทำตามกฎหมาย ดังนั้นควรดำเนินตามกระบวนการยุติธรรม ตามตัวบทกฎหมาย

“ตัวบทกฎหมาย เมื่อใครถูกเป็นผู้ต้องหาทางอาญา พนักงานสอบสวนก็มีหน้าที่เชิญตัวไปเพื่อให้รับทราบข้อกล่าวหา ถ้าไม่มาก็ต้องดำเนินการขออำนาจศาลเพื่อให้ออกหมายจับ ผมอยากจะบอกว่า คตส.เป็นประชาชนธรรมดาคนหนึ่ง ไม่มีเอกสิทธิ์พิเศษที่จะไม่ทำตามกฎหมาย ฉะนั้นควรเดินตามกรอบกฎหมายน่าจะดีกว่า ไม่ว่าข้าราชการตัวเล็กหรือตัวใหญ่ที่อยู่ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยก็ต้องทำตัวตามกฎหมาย” นายคำนวณกล่าว

ด้าน ผศ.จรัล ดิษฐาอภิชัย ประธานคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) กล่าวว่า ส่วนตัวเชื่อว่าเงินจำนวน 1 แสนบาท ที่คุณหญิงจารุวรรณ เป็นคนกลางมอบสนับสนุนกิจกรรมของกลุ่มพันธมิตรฯ นั้น อาจเป็นเงินส่วนตัวของคุณหญิง หรือเงินที่มีการเรี่ยไรมาจากเจ้าหน้าที่ สตง. ก็เป็นได้ แต่คุณหญิงกลับอ้างว่าเป็นเงินของผู้ไม่ประสงค์ที่จะออกนาม ถือเป็นแผนที่แนบเนียนที่จะได้ไม่สามารถเอาผิดทางกฎหมายได้

พฤติกรรมของผู้ว่าการ สตง. ถือว่ามีความผิดวินัยราชการ มีเป้าหมายในการขับไล่รัฐบาลชัดเจน และยังไม่มีการกล่าวตักเตือนข้าราชการ สตง.ที่ไปขึ้นเวทีพันธมิตรฯ

นอกจากนี้ยังขัดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่กำหนดว่าห้ามข้าราชการหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมารับของขวัญ หรือสิ่งของที่มีมูลค่าเกิน 3 พันบาทขึ้นไป แม้จะเป็นผู้อื่นฝากมาก็ตาม อย่างไรก็ตามผศ.จรัลกล่าวเสริมว่า วุฒิสภาต้องทำการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบพฤติกรรมของผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเนื่องจากเป็นหน่วยงานอิสระ

“ผู้ไม่ประสงค์จะออกนามไม่จำเป็นต้องนำเงินฝากผ่านคนระดับคุณหญิงจารุวรรณ ก็ได้ ให้ญาติพี่น้องที่ไหนนำมามอบให้พันธมิตรฯ น่าจะดีกว่า ทำอย่างนี้มันแนบเนียน ตรวจสอบลำบาก ตอนนี้มีคนต้องการที่จะมอบเงินช่วยเหลือให้กลับกลุ่มพันธมิตรฯ แต่มักทำการฝากผ่านกันจากพวกนายทุน อย่างเช่น กลุ่มคลองเตยประชาธิปไตย ที่นำเงินมาบริจาคนั้น ใครๆ ก็ทราบกันว่าคนในชุมชนนั้นฐานะค่อนข้างยากจน แล้วเงินพวกนั้นมาจากการเรี่ยไรของชาวบ้านอย่างนั้นหรือ มันฟังไม่ขึ้น” ผศ.จรัล กล่าว

ด้าน นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เรื่องเงินบริจาค ไม่มีตัวกฎหมายข้อใดออกมาระบุว่าการให้เงินบริจาคสนับสนุนเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย

แต่ตนมองว่าการที่คุณหญิงอยู่ในตำแหน่งของผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน หรือ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) นั้น มันเป็นเรื่องของการที่ควรคำนึงถึงจริยธรรม และคุณธรรมมากกว่า
นายนรินท์พงศ์ กล่าวว่า ส่วนการกระทำที่แสดงออกมาของคุณหญิงจารุวรรณ มันมีความชัดเจนเรื่องการเลือกข้าง มันเหมาะสมไหม ตอนนี้ไม่ใช่ประเด็นที่จะเอาผิดทางกฎหมาย แต่เป็นเรื่องของความเหมาะสมมากกว่า

“ตอนนี้ผมฟันธงได้ว่าทางคุณหญิงให้การสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯ อย่างแน่นอน เพราะเราต้องเท้าความกลับไปว่า คตส. เกิดขึ้นจากการปฏิวัติรัฐประหาร”

ส่วนกรณีที่ คตส. ไม่ไปตามหมายเรียกของเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น มองว่าเป็นเรื่องของสิทธิที่ประชาชนพึงกระทำได้ แต่ถ้าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการออกหมายจับเมื่อไรนั้น ก็คงที่จะยากในการปฏิเสธ เพราะทางตำรวจก็ต้องดำเนินการไปตามกฎหมาย แต่ยังห่วงว่า จะมีการสร้างกระแสว่าตำรวจเลือกข้าง เลือกปฏิบัติ เพราะสำนวนที่ทาง คสต.ร้องเรียนก็มีไม่เห็นจะปฏิบัติ จะกลายเป็นประเด็นนี้ไป



หนุนปชป.เปิดศึกซักฟอก ‘เฉลิม’ชี้ดีกว่าเล่นข้างถนน

เปิดสภานัดแรกคึกคัก คปพร. บุกยื่นรายชื่อหนุนแก้ไข รธน. เพิ่มเติมอีก 5.6 หมื่นชื่อ เสียงสนับสนุนทะลุ 2 แสน พร้อมเสนอแก้ไข ม.8 พ.ร.บ.ประชามติ ให้ยึดเสียงข้างมากจากผู้มาใช้สิทธิแทนผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด ขณะที่ พปช. จับได้ไล่ทัน ปชป. แฝงเล่ห์กล การตั้งกรรมาธิการเพื่อศึกษาการใช้ รธน.50 ด้าน "เฉลิม” ระบุเห็นด้วย ปชป. ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ดีกว่าไปทำเสียงดังอยู่ข้างถนน

ในการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ นัดแรก (11 มิ.ย.) บรรยากาศเริ่มคึกคักตั้งแต่ช่วงเช้า โดยก่อนเปิดการประชุม คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) และประชาชนประมาณกว่า 50 คน นำโดย นพ.เหวง โตจิราการ ได้เดินทางมายังรัฐสภาเพื่อยื่นหนังสือเพิ่มเติมรายชื่อประชาชนต่อญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญอีก 5.6 หมื่นรายชื่อ จากเดิมที่ได้ยื่นไปแล้ว 150,000 รายชื่อ พร้อมทั้งยังขอสนับสนุนให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ 2551 ที่ได้บรรจุเข้าสู่วาระการพิจารณาแล้วให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว โดย นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภาได้ออกมารับรายชื่อด้วยตัวเอง

นพ.เหวง กล่าวว่า กลุ่ม คปพร.ได้ทำการรวบรวมรายชื่อประชาชนเพิ่มเติมขึ้นมาได้อีก 56,000 รายชื่อ ซึ่งเมื่อรวมกับรายชื่อที่ยื่นในครั้งแรกเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ที่ผ่านมา จะมีรายชื่อรวมแล้วทั้งสิ้น 210,000 รายชื่อ ในการขอยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ตามมาตรา 291 (1)

นอกจากนี้ คปพร. ยังขอสนับสนุนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ 2551ที่สภากำลังจะดำเนินการ ให้เสร็จสิ้นโดยเร็วด้วยความรอบคอบ เพื่อที่ประชาชนจะได้ใช้กฎหมายนี้ ออกความเห็นว่าควรมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 หรือไม่ และเพื่อหยุดยั้งความพยายามของผู้ไม่ปรารถนาดีที่กำลังสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นกับสังคม ซึ่งอาจนำไปสู่การรัฐประหารจนสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติและประชาชนอย่างยิ่ง

นพ.เหวง กล่าวอีกว่า คปพร. ยังขอให้สภาแก้ไขมาตรา 8 ของร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ในวรรคแรกด้วย โดยเปลี่ยนจากการใช้ข้อยุติเสียงข้างมากของจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด มาเป็นการใช้ข้อยุติด้วยเสียงข้างมากของจำนวนประชาชนที่มาออกเสียงทั้งหมดในขณะนั้นเป็นเสียงชี้ขาดแทน เช่นเดียวกับในวรรคสอง ก็ขอให้แก้ไขเป็นการออกเสียงเพื่อให้คำปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรี คณะบุคคลหรือคณะใด ให้ถือเอาเสียงข้างมากธรรมดาของจำนวนประชาชนที่มาออกเสียงทั้งหมดเป็นผลของการลงประชามติ

ขณะที่ประธานรัฐสภา ที่ออกมารับรายชื่อดังกล่าวด้วยตนเอง รับปากว่า จะเร่งดำเนินการตรวจสอบตามระเบียบ โดยจะมอบหมายให้กองประชุมทำหน้าที่ตรวจสอบรายชื่อทั้งหมด ส่วนรายชื่อที่กลุ่ม คปพร.ได้ยื่นครั้งแรกนั้น ขณะนี้ได้มีการตรวจสอบใกล้แล้วเสร็จแล้ว ส่วนมาตรา 8 นั้น นายชัย กล่าวว่า หากที่ประชุมสภาสมัยวิสามัญเห็นควรว่า น่าจะหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นในการอภิปรายตนก็พร้อมที่จะทำตามหน้าที่ต่อไป

อย่างไรก็ตาม สำหรับการประชุมสภาสมัยวิสามัญครั้งนี้ มีเรื่องด่วนที่บรรจุเป็นวาระต้องพิจารณาประกอบด้วย ร่าง พ.รบ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่เสนอโดยศาลฎีกา ร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นผู้เสนอ ขณะที่นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พร้อมคณะ เสนอร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องที่ค้างพิจารณาจากการประชุมสมัยวิสามัญทั่วไป อาทิ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองการดำเนินงานขององค์กรโทรคมนาคมทางดาวเทียม ที่นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชาชน กับคณะเสนอ และวาระการเลือกตั้งคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภา ที่ค้างมาจากการประชุมสภา เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2551

ทั้งนี้ เมื่อนายชัย ขึ้นนั่งบัลลังก์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้กล่าวกับสมาชิกว่า "ผมขอดำเนินการตามระเบียบวาระการประชุม พิจารณาเรื่องเร่งด่วนที่หนึ่ง คือ ร่างพ.ร.บ.คดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฯ ที่จะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จในวันที่ 27 สิงหาคม และร่าง พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติ ที่ต้องพิจาณาให้แล้วเสร็จในวันที่ 30 กันยายนนี้

ขณะที่การพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2552 จะอยู่ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของการประชุม โดยอยู่ระหว่างวันที่ 25-27 มิถุนายน

อย่างไรก็ตาม เมื่อช่วง 12.00 น. นายชัย ได้กล่าวถึงกรณีวิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้านเสนอญัตติตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า ขณะนี้ได้มอบหมายให้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาฯ คนที่ 1 และฝ่ายกฎหมายพิจารณาความถูกต้อง ส่วนจะนำญัตติมาพิจารณาร่วมกันหรือแยกกันคงต้องดูความเหมาะสม แต่ตอนนี้ยังไม่เห็นญัตติจึงยังบอกไม่ได้ แต่ขอให้สบายใจได้ว่า ทุกอย่างต้องเป็นไปตามระเบียบและกฎหมาย อย่างเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาเมื่อองค์ประชุมไม่ครบ ก็ไม่เปิดประชุม ไม่มีการดึงดันทำผิดระเบียบแน่นอน

ต่อข้อถามถึงกรณีที่สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ยื่นญัตติอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ นายชัย กล่าวว่า ในความเห็นส่วนตัวคิดว่า รัฐบาลควรจะยื่นญัตติเพื่อขอให้เปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติตามมาตรา 179 เพื่อให้มีการแสดงความคิดเห็น และรัฐบาลเองจะได้บอกกล่าวต่อสภาและสังคมว่าได้ทำงานอะไรไปแล้ว มีผลงานอะไรบ้าง เพื่อให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน และเปิดโอกาสให้ ส.ส.ได้ซักถามในประเด็นที่สงสัย ซึ่งเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเสถียรภาพของรัฐบาลแต่อย่างใด เพราะเป็นการอภิปรายที่ไม่มีการลงมติ

เมื่อถามถึงกรณีที่ ส.ส.ฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล จะสามารถบรรจุเข้าวาระในสมัยประชุมวิสามัญนี้ได้หรือไม่ นายชัย กล่าวว่า ทุกอย่างมีระเบียบกฎเกณฑ์ ระยะเวลาอยู่ หากฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็ต้องนำเรื่องยื่นให้รัฐบาล ซึ่งรัฐบาลมีเวลา 15 วัน ที่จะตอบกลับมา ซึ่งในช่วงนั้นก็ปิดสมัยประชุมพอดี

ด้านนายสุทิน คลังแสง ส.ส. พรรคพลังประชาชน จ.มหาสารคาม ในฐานะคณะกรรมการประชาสัมพันธ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ของพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวระบุว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จะไม่จัดการออกเสียงประชามติแล้ว เพราะต้องการปล่อยให้เป็นเรื่องของสภา ว่า นายกรัฐมนตรีกำลังเข้าใจผิด เพราะอาจไม่ได้ดูรายละเอียดของญัตติด่วนการตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.)วิสามัญพิจารณาศึกษาการใช้และปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ว่ามีเล่ห์อะไรซ่อนอยู่บ้าง

ซึ่งพรรคพลังประชาชนมีโอกาสพิจารณาญัตติดังกล่าวของพรรคประชาธิปัตย์แล้วพบว่า ไม่ได้ตั้งขึ้นเพื่อศึกษาว่ามีประเด็นใดควรที่จะแก้ไขบ้าง แต่ตั้งขึ้นเพื่อศึกษาตรวจสอบจับผิดว่าในรัฐธรรมนูญ 2550 ประเด็นใดมีผล ไม่มีผลทางกฎหมาย และมีประเด็นใดบ้างที่องค์กรและรัฐบาลละเลยในการออกกฎหมายลูก ซึ่งกรณีนี้จะทำให้เกิดปัญหาตามมาอย่างแน่นอน เนื่องจากกฎหมายรัฐธรรมนูญในหลายมาตรายังไม่มีการนำมาใช้

อย่างไรก็ตาม ทราบมาว่า เรื่องการตั้งกมธ.วิสามัญศึกษานี้ คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) และคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) จะหารือกัน เพื่อขอให้พรรคประชาธิปัตย์แก้ไขญัตติการตั้งกมธ.วิสามัญ เพื่อให้สอดคล้องกัน ทั้งนี้ หากพรรคประชาธิปัตย์ยังคงดึงดันที่จะยื่นญัตตินี้ เชื่อได้ว่าญัตติดังกล่าวจะไม่ผ่านการพิจารณาในวาระแรกอย่างแน่นอน เพราะส.ส.ส่วนใหญ่คงไม่มีใครเอาด้วย นายสุทิน กล่าว และว่า

“เข้าใจว่านายกฯ ไม่ได้ดูละเอียดที่ฝ่ายค้านเสนอตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ และท่านก็ใจซื่อคิดว่าจะเป็นไปตามนั้น คิดไปว่าถ้าสภาตั้งกรรมาธิการร่วมเพื่อฟังเสียงทุกฝ่ายแล้ว ก็ไม่จำเป็นที่จะทำประชามติ แต่ที่จริงไม่ใช่ เพราะพรรคประชาธิปัตย์กำลังเล่นเล่ห์การเมือง เพื่อหวังจับผิดรัฐบาลและทำให้เกิดกระแสโจมตีรัฐบาลอีก ทั้งๆ ที่พรรคพลังประชาชนเห็นด้วยว่า การทำประชามติเพื่อรับฟังเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ เป็นทางออกที่จะยุติความขัดแย้ง ซึ่งล่าสุดฝ่ายกฎหมายรัฐบาลและคณะทำงานฝ่ายกฎหมายในพรรคพลังประชาชน กำลังหารือถึงประเด็นดังกล่าวให้นายกฯ รับทราบ และคาดว่าพรรคพลังประชาชนจะมีมติไม่เห็นด้วยกับร่างญัตติศึกษาการบังคับใช้ รธน.ที่พรรคประชาธิปัตย์จะเสนอต่อสภาแน่” นายสุทิน กล่าว

ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.กระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์จะขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า เป็นเรื่องที่ดีที่ฝ่ายค้านจะทำเรื่องดังกล่าว และเป็นโอกาสของรัฐบาลจะได้ชี้แจงข้อเท็จจริง เวลาฝ่ายค้านอภิปรายรัฐบาลก็ตอบ และจะเป็นตัวอย่างให้กลุ่มพันธมิตรฯได้สำนึกว่า สิ่งที่ทำไปกีดขวางการจราจรหรือไปทำอย่างอื่นนอกสภาไม่ถูกต้อง เพราะระบอบประชาธิปไตยต้องว่ากันในรัฐสภา รวมทั้ง ส.ว.ที่ยื่นญัตติก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ไอ้ที่ไปแป๊นๆ นอกสภาไม่เข้าท่า

ต่อข้อถามว่ามั่นใจในพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ เพราะนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย แสดงท่าทีว่าจะทบทวนการร่วมรัฐบาล ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ไม่มีหรอก รัฐบาลมีความสามัคคี ตนเคยบอกตลอด รัฐบาลชุดนี้เหมือนคอนกรีตเสริมเหล็ก ยิ่งฝนฟ้าตกเยอะๆ ยิ่งแข็งแรงผสมผสานลงตัวปึกเลย

ขณะที่ความเคลื่อนไหวของวิปฝ่ายค้าน ได้ร่างหนังสือขอให้นายกรัฐมนตรีเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมของรัฐสภา ตามมาตรา 179 เสร็จเรียบร้อยแล้ว โดย นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ประธานวิปฝ่ายค้านจะนำ ส.ส. จำนวนหนึ่งไปยื่นต่อนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบ ในเวลา 15.00 น. โดยในหนังสือระบุว่า เนื่องจากขณะนี้เกิดปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ราคาน้ำมันแพง เศรษฐกิจตกต่ำ เกิดปัญหาความไม่สงบ สังคมเกิดความขัดแย้ง จนอาจจะทำให้สถานการณ์ลุกลามบานปลาย

รวมถึงรัฐบาลบริหารประเทศไม่เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลโยกย้ายข้าราชการที่ไม่เป็นธรรม ดังนั้น จึงอยากให้คณะรัฐมนตรีได้ชี้แจงปัญหาต่างๆ ต่อที่ประชุมวุฒิสภา เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาความรุนแรงที่จะเกิดขึ้น เพื่อลดการเผชิญหน้าของกลุ่มต่างๆ ในสังคม

โดยนายสาทิตย์เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ที่ผ่านมา ที่ประชุม ส.ส. ของพรรคได้ยกเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจขึ้นมาหารือ โดยมีหลักการว่า การที่จะตัดสินใจอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับข้อมูล ซึ่งที่ประชุมมีมติขอเวลาอีก 2 วันที่จะหารือกับผู้มีข้อมูล หลังจากนั้นจึงจะตัดสินใจว่าจะอภิปรายไม่ไว้วางใจในเรื่องใด เมื่อใด อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นพบว่ามีข้อมูลที่จะใช้ในการอภิปรายได้ราว 2-3 กระทรวง แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ ส่วนจะยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีคนใดบ้างนั้น ขึ้นอยู่กับข้อมูลซึ่งต้องมีการพูดคุยกันภายในพรรคก่อน

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเรียกร้องให้รัฐบาลใช้มาตรา 179 ในการขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติ เพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ปัญหาต่างๆ ซึ่งก่อนหน้านี้มี 61 ส.ว. ได้ขอใช้สิทธิดังกล่าวยื่นญัตติต่อประธานวุฒิสภาไปแล้ว โดยที่ประชุมมอบหมายให้วิปฝ่ายค้านทำหนังสือแจ้งต่อรัฐบาล

ด้าน นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส. สัดส่วน พรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอให้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจตามมาตรา 179 เพื่อให้ ส.ว. และ ส.ส. เปิดอภิปรายร่วมกันว่า การที่มีการเสนออภิปรายรัฐบาลนั้น พรรคไม่ได้วิตกกังวล แต่อยากเสนอให้พรรคประชาธิปัตย์อย่าเพิ่งยื่นญัตติอภิปรายทั่วไปพร้อมกับ ส.ว. ควรรอให้ ส.ว. อภิปรายจบก่อน จากนั้นทางพรรคประชาธิปัตย์จะยื่นขออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเลยก็ได้

“ถ้าเปิดให้อภิปรายร่วมกัน จะทำให้พรรคประชาธิปัตย์เสนอเกมสอดคล้องกับ ส.ว.ที่มาจากการสรรหาจากรัฐธรรมนูญปี 50 ของ คมช. ผมอยากให้ ส.ว.ได้แสดงตัวว่า จะรับใช้ คมช.หรือประชาชน เพื่อให้ประชาชนได้เปรียบเทียบว่า คนที่ถูกแต่งตั้งจาก คมช.เป็นอย่างไรและต้องการผู้แทนที่มาจากการแต่งตั้งหรือเลือกตั้ง” นายสุนัยกล่าว

นอกจากนี้ นายสุนัย ยังกล่าวถึงท่าทีการทำประชามติของรัฐบาลว่า ขณะนี้ท่าทียังไม่สรุปแน่นอน แต่ยืนยันว่า การทำประชามติเป็นเสียงสวรรค์ เป็นเรื่องที่ถูกต้อง การชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยคือ ตัวกระตุ้นที่แสดงให้เห็นว่าต้องทำประชามติ

แฉ! โพธิรักษ์ ร่วมวงป่วนชาติ พุทธศาสนาประจำชาติผ่านโดนกวาดยกก๊วน

“มหาโชว์” แฉเหตุ “โพธิรักษ์” นำทีม “สันติอโศก” ร่วมวงม็อบพันธมิตรฯ ป่วนเมือง ค้านการแก้ไข รธน.50 เป็นเพราะผวาหากมีการบรรจุพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ จนมีการออกกฎหมายลูก พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา พวกนอกรีต เลียนแบบ บิดเบือนพุทธศาสนามีหวังโดนจัดการยกก๊วน ซัดร่วมการชุมนุมเป็นเรื่องการเมืองชัดๆ อย่ามาอ้างสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ส.ส. ห่วงเยาวชนเข้าใจบทบาทพระผิดๆ เผยโดนขับพ้นความเป็นพระตั้งแต่ปี 2532

ในสถานการณ์การชุมนุมขับไล่รัฐบาลของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ปรากฏกลุ่มคนที่ปักหลักร่วมการชุมนุมอย่างต่อเนื่องเป็นกลุ่มญาติธรรมจากสันติอโศก และยังมีบางคนโกนหัวแต่งกายคล้ายพระมาร่วมกิจกรรมชุมนุมขับไล่รัฐบาล โดยปฏิบัติตัวเสมือนเป็นสงฆ์ ทั้งการบิณฑบาต และการสวดมนต์ มีคนกราบไหว้ รวมทั้ง นายสนธิ ลิ้มทองกุล และพล.ต.จำลอง ศรีเมือง ด้วย จนชวนให้เกิดความเข้าใจที่สับสนในหมู่พุทธศาสนิกชน เป็นประเด็นที่หลายฝ่ายแสดงความเป็นห่วงอย่างกว้างขวางนั้น

พระมหาโชว์ ทัสสนีโย รองเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย และอาจารย์พิเศษบัณฑิตวิทยาลัย มหามกุฏราชวิทยาลัย กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า มีประเด็นบางอย่างแฝงเร้นอยู่ ทำให้คนกลุ่มดังกล่าวต้องออกมาชุมนุมร่วมกับม็อบ พร้อมกับย้อนไปถึงการทำประชาพิจารณ์เรื่องศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ เมื่อคราวร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ว่าเป็นเรื่องที่มีอคติมาเกี่ยวข้อง และมีความพยายามกีดกันอย่างชัดเจน

“อยากจะบอกว่าการใช้พระธรรมวินัยอย่างเดียวมันคุมพุทธศาสนาไม่อยู่ การที่บอกว่ากฎหมายมันต่ำ พระพุทธศาสนาสูง อันนั้นเป็นข้ออ้าง เพราะว่านี่คือกฎหมายสูงสุดของประเทศ เราอยากให้พระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นของสูงได้รับการดูแลโดยกฎหมาย ใส่ไว้แล้วกฎหมายจะดูแล เราไม่ต้องไปนั่งประท้วง

อย่างภิกษุสันดานกา ก็ด่าพระเหยงๆ จะเอาอะไรไปจับ เพราะกฎหมายมันไม่มี เรื่องของสงฆ์ เดิมทีมันไม่ครอบคลุม เราจะเขียนไปให้ครอบคลุม โดยให้มีกฎหมายแม่บทก่อนแล้วค่อยมาเป็นกฎหมายลูก เช่น พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา อย่างกรณีของการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ทางวิทยุ หรือเว็บไซต์นี่แหละ กฎหมายลูกมันต้องตามมาดูแลว่าการใช้เป็นประโยชน์บวกลบอย่างไร ถ้าเทศน์ผิดเอากฎหมายนี่แหละจัดการ

อย่างกรณีสันติอโศก ที่เคยเทศน์ว่า "ตันหา" ตัน คือ ไปไม่ได้ จำเป็นต้องหา หรือ กรณีบรรลุธรรมของโพธิรักษ์ ที่เป็นปัญหา อย่างนี้กฎหมายที่มาใหม่สามารถจับได้เลย”

พระมหาโชว์ กล่าวอีกว่าด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของการพยายามออกมาร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะมีความกลัวอยู่ลึกๆ เพราะกฎหมายที่จะตามมายังหมายถึงการเลียนแบบ เช่น เทศน์ผิดพระไตรปิฎก หรือแม้แต่ว่าไปบิณฑบาต โดนหมด เพราะถือว่าเลียนแบบ

อย่างกรณีท่านจันออกมาพูด หรือ โพธิรักษ์ หรือแม้แต่กลุ่มอื่นที่ไม่ได้ไปร่วมชุมนุมด้วย หากไปทำก็ผิด แม้แต่พระด้วยกันหากไปเทศน์ผิด ไปเทศน์แล้วบอกว่าหลักธรรมเหล่านี้ตนคิดขึ้นมาเอง ก็ผิดเหมือนกัน ฆราวาสที่ไปพูดในรายการทางวิทยุโทรทัศน์ ก็ต้องมีกรรมการไปตรวจสอบ รวมถึงที่เขียนหนังสือออกมาขายกันก็ต้องดูว่าถูกหรือผิด

นอกจากนี้การนำกลุ่มสันติอโศกมาร่วมชุมนุมก่อความเดือดร้อนที่สะพานมัฆวานฯ ก็ชัดเจนว่าเป็นเรื่องทางการเมือง การที่อ้างชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ที่จริงแล้วก็เป็นเพียงเปลือกที่ใช้โจมตีคนอื่น ซึ่งไม่ใช่เรื่องจริง

การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ต้องดูว่าแท้ที่จริงแล้วเขาต้องการให้ใช้กำลังใช่หรือไม่ แล้วจะได้เกิดการปฏิวัติและมีการเปลี่ยนขั้วอำนาจ ถ้าดูตอนนี้ถ้าทุกส่วนใช้ธรรมกันอย่างจริงจัง โดยเฉพาะลัทธิของโพธิรักษ์ ที่มีกองทัพธรรมมาเป็นตัวหนุน ในเชิงศาสนา ในเชิงมหาเถรสมาคม คงจะต้องออกมาพูดอะไรบ้าง

ขณะที่นายสุทิน คลังแสง หนึ่งในคณะกรรมการวอร์รูมพรรคพลังประชาชน ได้กล่าวถึงกรณีกลุ่มสันติอโศก ที่ทำการร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ ว่า ขณะนี้กลุ่มพันธมิตรฯ กำลังพยายามสร้างวัฒนธรรมที่ผิดๆ แก่สังคม ใน 3 ประเด็นคือ 1.การสร้างอารยะขัดขืน ซึ่งถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากผู้ใดก็ตามที่กระทำการยั่วยุให้ผู้อื่นกระทำผิดกฎหมายก็ถือว่าเป็นผู้ละเมิดกฎหมาย และประเทศอื่นที่พัฒนาแล้วไม่กระทำกัน และมีความพยายามแสดงเพื่อให้เกิดความเข้าใจผิดในประเด็นเรื่องดีชั่ว เพื่อให้สังคมยอมรับสิ่งที่ไม่ดีให้กลายเป็นสิ่งดี ซึ่งหากชาวบ้านกระทำตามโดยสร้างอารยะขัดขืนก็จะทำให้เกิดความยุ่งยากภายในบ้านเมือง

ประเด็นที่สองคือ เยาวชน นักเรียน อาจจะมีความเข้าใจผิดในหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาได้ เนื่องจากมีกลุ่มที่เรียกตนเองว่าชาวพุทธเข้าร่วมชุมนุม พร้อมกับขึ้นเวทีกล่าววาจาหยาบคาย นอกจากนี้ยังมีการเบียดเบียนประชาชนโดยสร้างความเดือดร้อน และประเด็นสุดท้ายคือ การสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากพรรคฝ่ายค้านมีท่าทีส่งเสริมกลุ่มพันธมิตรฯ ให้ทำการเคลื่อนไหว แทนที่จะสกัดกั้น ซึ่งไม่ต้องการห้ามแต่อย่างใด เพียงแต่ไม่ต้องการให้มีการสร้างวัฒนธรรมไม่ดีแก่เยาวชน

อนึ่ง มติคณะการกสงฆ์เกี่ยวกับสันติอโศก เมื่อ 23 พฤษภาคม 2532 ได้ระบุชัดว่า มหาเถรสมาคมมีคำสั่งให้โพธิรักษ์ สละสมณเพศ รวมถึงบริวารที่โพธิรักษ์จัดทำให้เป็นพระก็ไม่ถือว่าเป็นพระต่อไป รวมทั้งให้มีการกระทำปกาสนียกรรม ประกาศให้พุทธบริษัททราบโดยทั่วไป

และจากมติคณะการกสงห์ดังกล่าว มหาเถรสมาคมได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ.2532 ลงนามโดยพระธรรมมหาวีรานุวัตร ประธานคณะทำงานปกาสนียกรรม



พปช.ขานรับฝ่ายค้านขอเปิดซักฟอก เย้ยดีกว่าไปเสียงดังข้างถนน

พปช.ไม่ขัดข้องตามที่ ปชป. ขอให้"นายกฯ"เรียกประชุมรัฐสภา ตาม ม.179 เพื่อเปิดซักฟอกทั่วไปร่วมสองสภา เย้ยประชาธิปัตย์อย่าจับปลาหลายมือ

ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ต้องตอบให้ได้ว่าการขอใช้สิทธิ์ตามมาตรา 179 ของรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้นายกรัฐมนตรีแจ้งขอเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อชี้แจงปัญหาการบริหารราชการแผ่นดินนั้น เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของ ส.ว.ที่ได้ยื่นญัตติตามมาตรา 161 ของรัฐธรรมนูญเพื่อขอเปิดอภิปรายทั่วไปหรือไม่

โดยเฉพาะ ส.ว.ที่เป็นแกนหลักยื่นเรื่องนี้ เป็น ส.ว.ที่แต่งตั้งโดยระบอบเผด็จการ แต่ถ้าพรรคประชาธิปัตย์เคลื่อนไหวโดยบริสุทธิ์ใจ รัฐบาลก็คงไม่ขัดข้องที่จะเปิดประชุมรัฐสภาตามมาตรา 179 เนื่องจาก สส.รัฐบาลก็มีข้อมูลที่อยากเสนอแนะต่อรัฐสภาเหมือนกัน และอยากให้พรรคประชาธิปัตย์ไปบอกกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่า ให้ยอมรับการแก้ปัญหาโดยระบบรัฐสภาด้วย

ร.ท.กุเทพ กล่าวว่า กรณีพรรคประชาธิปัตย์ จะยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลนั้น ทางรัฐบาลไมได้หวาดวิตก แต่อยากให้พรรคประชาธิปัตย์สร้างมาตรฐานให้ดีกว่านี้เพราะโดยปกติ รัฐบาลทำงานในช่วงแรก ฝ่ายค้านจะไม่เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยิ่งหากพรรคประชาธิปัตย์ขอให้นายกฯเปิดประชุมรัฐสภาเพื่อชี้แจงปัญหาการบริหารราชการแผ่นดินด้วยแล้ว ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจก็อาจซ้ำซ้อนกัน พรรคประชาธิปัตย์ จึงไม่ควรจับปลาหลายมือ ดังนั้น ควรจะเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

ขณะที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย แสดงความเห็นด้วยกับการอภิปรายไม่ได้ว่างใจเช่นกัน โดยระบุว่ายังดีกว่าการไปใช้เวทีนอกสภา



Wednesday, June 11, 2008

ไทยรับปากประสานเขตการค้าเสรีอาเซียน - อียู

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรับปากเร่งประสาน
เขตการค้าเสรีอาเซียนกับสหภาพยุโรป หลังไทยเป็นประธาน
อาเซียน พร้อมเห็นพ้องการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่าง
ไทยและอียู

วันสุดท้ายของการเดินทางเยือนสหภาพยุโรป นายนพดล ปัทมะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และคณะได้เข้าพบนายฮาเวียร์โซลาน่า ผู้แทนระดับสูงด้านนโยบายความมั่นคงต่างประเทศ ของคณะกรรมาธิการยุโรป ที่กรุงบรัสเซล ประเทศเบลเยี่ยม

พร้อมเปิดเผยว่า โซลาน่า ได้ชื่นชมไทยที่มีบทบาทในพม่า โดยตนได้ขอให้อียูพิจารณาทางเลือกในการมีปฏิสัมพันธ์กับพม่าจากเดิมที่มีมาตรการคว่ำบาตรเพียงอย่างเดียว โดยขอให้เปิดช่องทางในการติดต่อกับพม่าเพื่อโน้มน้าวพม่าให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมากขึ้น

นอกจากนี้ยังได้ขอความสนับสนุนจากอียูในโครงการที่ไทยให้ความช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้าน เช่นโครงการแม่ฟ้าหลวง ซึ่งทางอียูตกลงว่าจะให้การสนับสนุน ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทางการต่างประเทศของไทย ยังให้ความมั่นใจด้วยว่าเมื่อไทยเป็นประธานอาเซียนแล้วจะเร่งประสานกับอียูในการพลักดันเขตการค้าเสรีระหว่างอาเซียนกับอียู เพราะเห็นว่าจะทำให้ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์รวมทั้งเห็นพ้องการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับอียูด้วย

อย่างไรก็ตามในการเดินทางเยือนยุโรปทั้ง 5 ประเทศ ครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยเฉพาะการฟื้นฟูความสัมพันธ์และความร่วมมือทางเศรษฐกิจหลังต้องหยุดชะงักจากเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดยประเทศสมาชิกในสหภาพยุโรปต่างแสดงความต้องการที่พัฒนาความสัมพันธิระหว่างกันมากขึ้น โดยเฉพาะการสานต่อแผนปฏิบัติการร่วมในด้านต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจ การศึกษา



พปช.ขู่เอาผิด คุณหญิงจารุวรรณ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่


รัฐสภา 11 มิ.ย. - คณะกรรรมการติดตามวิเคราะห์สถานการณ์การชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยของ พรรคพลังประชาชน (พปช.) ประกอบด้วย นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน และนางฐิติมา ฉายแสง ส.ส.ฉะเชิงเทรา ร่วมกันแถลงข่าว

นายจตุพร กล่าวถึงกรณีคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ระบุ เคยมีคนนำเงิน 100 ล้านบาทมาให้ แต่ไม่รับ ว่า การที่คุณหญิงจารุวรรณ ออกมาพูดว่า เคยมีคนนำเงิน 100 ล้านบาท มาให้เข้าข่ายหมิ่นเหม่ต่อการกระทำความผิดกฎหมายอาญา มาตรา 157 ละเว้นต่อการปฏิบัติหน้าที่ ที่ไม่ดำเนินคดีกับคนติดต่อให้สินบน

ทั้งนี้ ทางพรรคจะให้โอกาสคุณหญิงจารุวรรณ 1 สัปดาห์ เพื่อชี้แจง 2 ข้อสำคัญ คือ ใครเป็นผู้ยื่นข้อเสนอสินบนดังกล่าวให้ และจะดำเนินการอย่างไรต่อผู้ที่มาเสนอสินบนนั้น และหากไม่มีคำตอบจากคุณหญิงจารุวรณณ ภายใน 1 สัปดาห์ พรรคจะแจ้งความดำเนินคดีต่อผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ . – สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-11 18:35:17




จักรภพจะมอบตัวคดีหมิ่นเบื้องสูง ที่กองปราบ 12 มิ.ย.


รัฐสภา 11 มิ.ย.- นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน เปิดเผยว่า นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะเดินทางไปมอบตัว ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ในคดีหมิ่นเบื้องสูง วันพรุ่งนี้ (12 มิ.ย.) เวลา 09.00 น. โดยจะมีนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เดินทางไปด้วย ทั้งนี้ นายจักรภพจะไปรับทราบข้อกล่าวหา พร้อมกับให้ปากคำ หากเจ้าหน้าที่ตำรวจ เห็นว่าฟังไม่ขึ้น นายจักรภพพร้อมไปสู้คดีในชั้นศาล และตนจะใช้ตำแหน่ง ส.ส.ประกันตัว . - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-11 17:56:41


ปชป.ปกป้อง รธน.50 ออกนอกหน้า เบี้ยวมติ 7 พรรคศึกษาแก้ รธน.

“ประชาธิปัตย์” ออกอาการปกป้องรธน.50 จนออกนอกหน้า ยื่นญัตติด่วนลวงโลก ขอตั้งกรรมาธิการศึกษาการใช้รัฐธรรมนูญเผด็จการ เบี้ยวแนวทางที่เคยหารือร่วมกัน

ท่ามกลางความเห็นที่แตกต่างในรายละเอียดของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เมื่อวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมา นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้เชิญตัวแทนทั้งจากฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาลมาหารือกันเพื่อหาข้อยุติที่เห็นพ้องกันทุกฝ่าย

โดยคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) ประกอบด้วยนายวิทยา บูรณะศิริ รองประธานวิปรัฐบาล และนายสามารถ แก้วมีชัย เลขานุการวิปรัฐบาล และในส่วนของคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน(วิปฝ่ายค้าน) มีนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ประธานวิปฝ่ายค้าน นายวิทยา แก้วภารดรัย นายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฐ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

หลังการหารือกัน ทุกฝ่ายต่างเห็นชอบในหลักการที่จะให้มีการเสนอญัตติเพื่อตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550

รวมทั้งยังมีการกำหนดสัดส่วนกรรมาธิการวิสามัญฯ ไว้ 60 คน เป็นสัดส่วนของพรรคพลังประชาชน 29 คน พรรคประชาธิปัตย์ 21 คน พรรคชาติไทย 4 คน พรรคเพื่อแผ่นดิน 3 คน ส่วนพรรคการเมืองที่เหลือจะมีตัวแทนพรรคละ 1 คน โดยเปิดทางให้แต่ละพรรคนำคนนอกเข้าร่วมเป็นกรรมาธิการได้ นั้น

อย่างไรก็ดีในวันที่ 10 มิถุยายนที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์กลับมีการเสนอญัตติด่วนต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง ขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการใช้และปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 โดยเนื้อหาสาระยุงคงเป็นการปกป้องรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งผิดไปจากที่มีการคุยกันว่าจะตั้งกรรมาธิการร่วมกันศึกษาแนวทางในการแก้ไข

โดยนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน(วิปค้าน) อ้างว่าการเสนอญัตติตั้งกรรมาธิ การวิสามัญเพื่อมาศึกษาการบังคับใช้รัฐธรรมนูญปี 2550 ของแต่ละพรรคการเมืองนั้น ส่วนใหญ่มีเนื้อหาที่คล้ายกัน ยกเว้นแต่พรรคพลังประชาชน ที่มีการเพิ่มเติมว่า การศึกษาดังกล่าวเพื่อนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ

พร้อมทั้งสร้างเงื่อนไขขึ้นมาอีกว่าคณะกรรมาธิการฯที่ตั้งขึ้นมา จะต้องพิจารณาศึกษาให้ครอบคลุม 3 เรื่องคือ

1.ศึกษาปัญหาในการบังคับใช้และปัญหาในการปฏิบัติ

2.ศึกษากลไกและการออกกฎหมายตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

3. ศึกษาว่ามีหลักใดบ้างที่ขัดต่อระบอบประชาธิปไตย หรืออาจจะเสนอให้องค์กรที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมโดยตรง รวมทั้งสัดส่วนคณะกรรมาธิการฯที่มีการตกลงกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วก่อนหน้านี้ นายสาทิตย์ ก็ระบุว่า พรรคฝ่ายค้านเห็นว่าควรจะแบ่งสัดส่วนให้กับบุคคลภายนอกเข้าร่วมด้วย เพราะเดิมรัฐบาลเสนอให้มีคณะกรรมาธิการ 60 คน โดยแบ่งสัดส่วนของแต่ละพรรคการเมือง

โดยไม่มีคนนอกเข้าร่วม ซึ่งหากอยากให้คนนอกเข้าร่วม พรรคการเมืองก็ต้องเฉือนสัดส่วนของตัวเองออกไป ซึ่งตรงนี้อาจทำให้มองได้ว่าคนที่มาจากสัดส่วนของพรรคพลังประชาชน เป็นฝ่ายเดียวกับรัฐบาล และมองได้ว่าไม่มีความเป็นกลาง เหมือนกับคนที่มาจากฝ่ายค้านก็ได้

ดังนั้นหากมีการแบ่งสัดส่วนไว้สำหรับคนนอก ก็จะทำให้เกิดความสบายใจมากขึ้น ทำให้เกิดความหลากหลายมีความเป็นกลาง และไม่เอียงไปทางใดทางหนึ่ง นอกจากนี้ในการเลือกประธานคณะกรรมาธิการฯ ก็จะได้มีทางเลือกหลากหลายมากขึ้น แทนที่จะเลือกเสียงข้างมาก หรือเลือกฝ่ายค้านมาเป็น ซึ่งจะทำให้เกิดข้อครหาว่าไม่มีความเป็นกลาง ทางวิปฝ่ายค้านจึงขอเสนอให้นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาฯจัดประชุมร่วมกันระหว่างวิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้าน เพื่อตกลงกันในเรื่องคณะกรรมาธิการฯ ซึ่งคาดว่าน่าจะประชุมร่วมกันได้ในวันศุกร์ที่ 13 มิ.ย.นี้ และคาดว่าวิปรัฐบาลน่าจะเห็นด้วย เพราะไม่ต้องมีการเฉือนกรรมาธิการฯในสัดส่วนของตัวเอง

นายสาทิตย์ กล่าวว่า สำหรับสัดส่วนของคณะกรรมาธิการฯ ที่เหมาะสมนั้น เดิมตกลงกันไว้ที่ 60 คน ซึ่งก็ถือว่าเป็นตัวเลขที่เหมาะสม หรือหากจะเพิ่มเป็น 70 คน ก็ไม่ถือว่าเยอะไป และเชื่อว่าการเสนอสัดส่วนคนนอกเข้ามานั้น จะไม่เกิดความยุ่งยาก เพราะอย่างไรการประชุมคณะกรรมาธิการฯ ที่จะตั้งขึ้นมานั้น ก็จะเริ่มได้ประมาณเดือนกรกฎาคม ดังนั้นเวลา 2 สัปดาห์ในการให้บุคคลภายนอกสมัครเข้ามาเป็นกรรมาธิการฯน่าจะเหมาะสม

ส่วนความเห็นส่วนตัวคิดว่า สัดส่วนของคนภายนอกน่าจะอยู่ที่ 20 คน หรือ 1 ใน 3 ของกรรมาธิการฯ แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องดูตามความเหมาะสมว่า ได้บุคคลที่มีความเชียวชาญครบหรือไม่