WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, June 12, 2008

ความพิกลพิการของสังคมไทย

สถานการณ์ของบ้านเมืองไทย ยิ่งนานวันเข้ายิ่งเห็นอะไรแปลกๆ ที่ทั้งความคิด ทั้งการกระทำ ดูจะผิดไปจากสังคมโลกที่พัฒนาแล้วจะพึงปฏิบัติ และยึดถือเป็นแนวทางในการอยู่ร่วมกัน...

ยิ่งได้อ่านความคิดเห็นของสาธารณชนทั่วไปบนเว็บไซต์หลายๆ แห่ง ยิ่งได้กลับบ้านไปนั่งชมฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปในช่วงนี้ แล้วย้อนกลับมาดูสภาพของสังคมไทย ก็ยิ่งทำให้เวทนาไปไกลสุดกู่จริงๆ...???

ยังไงวันนี้ก็ต้องขอบ่นตามประสาคนไทยคนหนึ่ง ให้ได้ยินกันสักวัน...

เริ่มต้นที่ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ซึ่งจะว่าไปแล้ว ผู้เล่นๆ กันแรง เสียบกันที เข้าบอลกันที หนักหน่วง แต่ทุกคนดูจะมีสำนึกแห่งความเป็นนักกีฬา คือเล่นอยู่ในเกม ให้อภัยกัน เพราะอาจมีลูกติดพันกันบ้าง

ขณะที่คนดู เรียกว่าถึงหลัก 5 หมื่น 6 หมื่นคน ก็ส่งเสียงเชียร์ทีมของตน ทั้งอินเข้าไปในจิตวิญญาณ และก็ทั้งสนุกสนานผสมผสานกันไปอย่างน่าชมเชย

ด้านกรรมการ ทั้งในสนาม ทั้งกรรมการริมเส้น ต่างก็ทำหน้าที่เป็นกลางอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งก็มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้ทั้งผู้เล่น ผู้ชม สะกดอารมณ์ให้อยู่ภายในขอบเขตได้ เพราะยอมรับต่อการตัดสินที่มีเหตุและผล สามารถอธิบายได้

เรียกว่าไม่ขัดสายตาของผู้เล่นและผู้ชมไปอย่างสุดกู่ หรือหากจะพูดอีกแบบก็คือ กรรมการไม่ได้เติมเชื้อเพลิงอารมณ์ให้ลุกโชนมากขึ้นไปอีก หากผิดหวัง...

โอ้...แต่เมื่อนำมาเทียบกับบ้านเราแล้ว ผู้เล่นลองเสียบบอลกันแบบนี้ดูสิ เห็นทีผู้ชมอาจได้เห็นฟุตบอลสลับมวยคั่นเวลาให้ตื่นตาตื่นใจด้วยเป็นแน่...

ขณะที่กองเชียร์อาจได้เห็นซีกหนึ่งของอัฒจันทร์คนดู มีกลุ่มกองเชียร์บ้าคลั่งกลุ่มหนึ่ง เดินสะพายไม้ตีเบสบอล ราวกับเป็นกองทัพที่เมามัน พร้อมที่จะใช้กำลังเข้าตะลุมบอนกับกองเชียร์อีกฝากหนึ่งให้ถึงเลือดถึงเนื้อได้อย่างดุดัน

ส่วนกรรมการบ้านเรา ที่ทุกคนคาดหวังความเป็นกลาง ท่าทางไปๆ มาๆ ก็เอียงกระเท่เร่ เป่าวี้ดๆ ชี้ให้อีกฝ่ายฟาล์วบ้าง ให้ใบเหลือง ใบแดง อยู่ข้างเดียว ประหนึ่งได้รับอาณัติสัญญาณ ตั้งธงไว้แล้ว ให้ช่วยอีกฝ่ายหนึ่งอย่างสุดลิ่ม

จึงเป็นธรรมดาที่กองเชียร์อีกฟากก็ต้องโห่ไล่กรรมการ เคราะห์ยังดีที่อีกฝ่ายยังคงทำประตูนำเป็นชัยชนะอยู่ อาการที่กองเชียร์จะต้องเกิดอารมณ์ กระโดดข้ามอัฒจันทร์จากการออกมายั่วยุของกองเชียร์อีกฝ่ายจึงยังไม่เกิดขึ้น

เพราะรู้ทันว่า หากเกิดปะทะขึ้นแล้ว คณะกรรมการใหญ่คงต้องสั่งระงับการแข่งขัน แล้วก็ล้มเลิกแมตช์แข่งขัน ล้มกระดานในทันที ทั้งที่อีกฝ่ายยิงประตูนำไปแล้ว...!!!

กลับมาดูการเมืองในขณะนี้ของบ้านเราบ้าง วันนี้ พรรคพลังประชาชนได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้นจากประชาชน ให้เข้ามาเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ หลังจากเผด็จการ คมช. ยึดอำนาจไปแล้วปีกว่าๆ

แทนที่พรรคการเมืองคู่แข่งจะมีสปิริต ยอมรับการตัดสินใจของประชาชนส่วนใหญ่ แต่ก็ยังเล่นไม่เลิกเพื่อเอาชนะให้ได้ เรียกว่าทั้งใต้ดิน บนดิน ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ใช้เล่ห์กลทุกทางเพื่อล้มรัฐบาลให้ได้ ทั้งที่เพิ่งเข้ามาทำงานได้เพียง 4 เดือน โดยไม่คำนึงว่าประเทศชาติโดยส่วนรวมจะเสียหายอย่างไร...???

เปรียบได้กับที่คุณ poonnok ที่โพสต์ความเห็นในเว็บบอร์ดประชาไทไว้ว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นขณะนี้ คือการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐของ 2 ระบอบ...???

ระบอบหนึ่งคือ...ประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งได้รับชัยชนะจากเสียงของประชาชน โดยมีตัวแทนคือ พรรคพลังประชาชน กับอีกระบอบหนึ่งก็คือ อำมาตยาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งก็มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นตัวแทนของระบอบ ได้รับเลือกเข้ามาเป็นเสียงข้างน้อย

และนี่ก็คือความจริงที่อยู่เบื้องหลังวิกฤติการเมืองของบ้านเราในขณะนี้ แต่เรื่องก็น่าจะจบ หากฝ่ายที่พ่ายแพ้การเลือกตั้งยอมรับกติกา ยอมรับเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ แต่ก็หาได้เป็นเช่นนั้นไม่...

ตัดชอตเข้ามาสู่กองเชียร์ของอำมาตยาธิปไตย ที่เห็นอยู่ก็คือ กลุ่มพันธมิตร-พันธมาร ที่กำลังสร้างเรื่อง สร้างความวุ่นวาย เป็นองค์ประกอบล้มล้างรัฐบาลอย่างหน้าด้านๆ เพื่อให้พรรคตัวแทนของฝ่ายตนเข้าไปยึดกุมอำนาจรัฐแทนฝ่ายประชาธิปไตย

ประกาศจัดตั้งเมืองพันมิตร มีกองกำลังเดินสวมหมวกกันน็อก ตระเวนสอดส่อง ถือกระบอง สะพายกระบอง คอยปกป้องไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าดำเนินการ ทั้งที่ได้กระทำความผิดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายหลายต่อหลายกระทง

เรียกว่า สร้างความปั่นป่วนให้เกิดขึ้นแก่บ้านเมืองทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ที่พรรคการเมืองตัวแทนอำมาตยาธิปไตย เตรียมจะลากเอาเป็นข้ออ้างถล่มรัฐบาลในรัฐสภาให้ขาดความชอบธรรม...!!!

หันมาดูองค์กรอิสระ หรือไม่ก็กรรมการของบ้านเรา ก็สุดวังเวง เพราะแทนที่จะยืนอยู่ในความเป็นกลาง แต่ก็ยังดันทุรัง ไม่สน ไม่ไยดีต่อภาพลักษณ์ของสถาบันที่ประชาชนกำลังจับจ้องดูอยู่อย่างไม่คลาดสายตา

ไหนจะ คตส. ที่ถูกตั้งขึ้นมาเป็นแบบอย่างของศาลเตี้ย ที่ย้อนยุคกลับไปยิ่งกว่าสมัยหิน แต่เมืองไทยก็ยังทำได้ หรือแม้แต่ กกต. ที่มาจากกระบวนการยุติธรรมทั้งดุ้น เข้ามาควบคุมการเลือกตั้ง ก็จ้องจับผิด เอาผิดอยู่ฟากฝั่งเดียวให้เห็นตำตาประชาชน แต่ก็ยังแหกปากร้องตะโกนเป็นกลาง

จนไม่วายที่ประชาชนกำลังมองว่า สถาบันตุลาการกำลังเข้ามาก้าวก่ายอำนาจบริหารและนิติบัญัติ จนกลายเป็นความผิดเพี้ยนของระบอบประชาธิปไตยไปแล้ว...???

ภาพที่กระหน่ำซ้ำต่อภาพลักษณ์ตุลาการ ก็ยังสำแดงออกมาให้เห็นอย่างมีนัยยิ่ง ดังที่คุณผู้ใช้ชื่อ doctorve บนเว็บบอร์ดประชาไท อีกคนหนึ่งที่ โพสต์ข้อความแสดงความอึดอัดออกมาว่า

ผมมีความเชื่ออยู่นะครับว่า ยังมีผู้พิพากษาที่มีความรักชาติ มีความบริสุทธิ์ ยุติธรรม เห็นความสำคัญของนิติศาสตร์คู่กับรัฐศาสตร์ ไม่เอนเอียงเข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด โดยเฉพาะฝ่ายเผด็จการ แต่ผมก็ไม่รู้หรอกว่ามีกี่คน เหลือกี่คน

ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา ได้ปรากฏว่ามีบุคลากรใหญ่จากสถาบันตุลาการ ลงมาคลุกฝุ่นก้าวล้ำทางการเมืองเยอะนะครับ แล้วพอทำงานไปก็ขัดกับความรู้สึกของคนส่วนใหญ่

แล้วบางคนก็ได้ดิบได้ดี เพราะเผด็จการหนุนให้ได้รับตำแหน่ง แต่พอเผด็จการจากไป ท่านก็ขอวิ่งกลับมาเป็นผู้พิพากษาเหมือนเดิม

อย่างนี้มันใช้ได้หรือครับ นี่ผมพูดในฐานะประชาชนคนไทยเจ้าของประเทศเหมือนกันนะครับ แต่ไม่ได้มีอำนาจราชศักดิ์เหมือนพวกท่าน แต่ก็ถือว่าเป็นกลไกหนึ่งของการขับเคลื่อนประเทศชาติ

ถ้าพวกท่านยังเห็นแก่พวกพ้องมากกว่าความเหมาะสม ความเสื่อมจะมาเยือนสถาบันของพวกท่านนะครับ ขอบอก บางคนในระบอบเผด็จการ เหิมเกริมขนาดขอตัวผู้พิพากษาไปเป็นหน้าห้องฝ่ายการเมืองมาแล้ว ก็คิดดูเถอะครับว่ามันขนาดไหน...???

ที่ผ่านมา ผมไม่ถือว่าตุลาการที่ตัดสินยุบพรรคการเมือง คือ คำสั่งของศาล แต่แปลกไหมครับ คำวินิจฉัยให้ยุบพรรค ทรท. ดันมีผลให้ ทรท. ถูกยุบ

นอกจากคำสั่งตั้งคณะตุลาการมาดำเนินการยุบพรรคแล้ว ยังมี นายสุนัย มโนมัยอุดม ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ ในขณะนั้น เข้ามาดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ในสมัยเผด็จการเรืองอำนาจ ขณะที่ นายจรัญ ภักดีธนากุล เลขาธิการศาลฎีกา ในขณะนั้นเช่นกัน มาเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม

แต่พอพรรค พปช. ชนะการเลือกตั้ง นายจรัญก็ขอกลับเข้าไปอยู่ในอ้อมอกของสถาบันตุลาการ แต่ยังไม่ได้รับกลับ ก็ไปสมัครเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมายใหม่ แล้วก็ได้เป็นจริงๆ ด้วย โดยมีคดีใหญ่รออยู่ คือ คดียุบพรรค พปช.

ล่าสุด นายสุนัยก็ได้กลับเข้าสู่สถาบันตุลาการอีก หลังจากถูกย้ายจากกรมดีเอสไอ ไปอยู่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ปปท.

แปลกอีกอย่างคือ ทำไมผู้พิพากษาต้องเกษียณที่ 70 ปี ทั้งๆ ที่บ้านเรา คณะนิติศาสตร์ผลิตบัณฑิตได้มากมาย จะไม่เปิดโอกาสให้มีบุคลากรรุ่นใหม่มาทดแทนบ้างหรือไร...???

นั่งแท็กซี่กลับบ้าน บ่นไปคุยไปกับโชเฟอร์ ที่ก็ย่ำแย่อยู่กับการทำมาหากินที่ฝืดเคือง แต่ทุกคนก็บอกตรงกันว่า ยังจะต้องสู้ต่อไป อย่าได้หมดใจ

เรายังจะต้องเดินหน้าต่อไป เพื่อให้อำมาตยาธิปไตยรับรู้ว่า บ้านนี้เมืองนี้คือของประชาชนทุกคนทั่วทั้งแผ่นดิน ไม่ใช่ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ที่คิดเอาเองว่าจะมาปกครองพวกเรา...

พร ภัทร


พรรค (พวก) เผด็จการ

จับได้คาหนังคาเขา สำหรับพรรคการเมืองเก่าแก่ ที่บังอาจหลอกลวงผู้คน ในการนำเสนอญัตติเกี่ยวข้องกับการศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นลูกไม้เก่าๆ ของพรรคการเมืองเขี้ยวลากดินนี่แหละ ที่บิดเบือนประเด็นจนทำให้ชาติหายนะ เกิดวิกฤติซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เป็นเรื่องที่มีที่มาจากปวงประชามหาชน ที่นำเสนอขึ้นมาเนื่องเพราะเห็นว่าต้องรีบแก้ไข ทุกฝ่ายไม่มีใครค้าน ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ หากจะเทียบกับรัฐธรรมนูญปี 2540 ไม่มีจิตวิญญาณของความเป็นประชาธิปไตย เพราะที่มาที่อัปลักษณ์ จากการปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เนื้อหาไม่เป็นประชาธิปไตย หลายบทหลายมาตรา ไม่ส่งเสริมให้ประเทศใช้ระบบนิติรัฐ

พรรคการเมืองเก่าแก่อ้างกับพี่น้องประชาชนให้หลงเชื่อว่า จะนำเสนอญัตติเพื่อศึกษาร่วมกันในการจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ว่าควรจะแก้ไขประเด็นไหน อย่างไร

แต่เมื่อไปดูตัวเนื้อในญัตติแล้ว ต้องตกใจ อุ! แม่เจ้า...เขาเขียนชื่อญัตติว่า ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการใช้และปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 คนละเรื่องคนละราวกับที่บอกพี่น้องประชาชน

โดยเนื้อหาภายในญัตติระบุชัดเจนถึงเจตนาที่จะ เชิดชูร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ว่ามีความชอบธรรม โดยอ้างอิงผลการลงประชามติบนปลายกระบอกปืน! หน้าตาเฉย!

ซ้ำร้ายกว่านั้น ยังการันตีรัฐธรรมนูญ 2550 ว่าดีสุดๆ โดยกล่าวหาว่ามีกลุ่มบุคคลพยายามปลูกฝังความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนต่อรัฐธรรมนูญ 2550

นี่หรือ? การกระทำของพรรคการเมืองเก่าแก่ มีอายุเลยข้าราชการเกษียณ ทำไมจึงต้องบิดพลิ้วต่อพี่น้องประชาชน
หลอกลวงผู้คนให้หลงเข้าใจผิด แถลงข่าวชัดถ้อยชัดคำว่า จะเสนอญัตติเพื่อศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 แต่เวลาไปยื่นกลับศึกษาเรื่องการใช้และปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ 2550 คนละเรื่องคนละราวกันเลยทีเดียว

นี่หรือ? อุดมการณ์ของพรรคการเมืองเก่าแก่ มีอายุอานามพ้นความเป็นข้าราชการเกษียณ จะมีความคิดทางการเมืองที่ ไม่เข้าฝักเข้าฝ่ายประชาธิปไตย แบบนี้

ส่งเสริมการใช้รัฐธรรมนูญ 2550 ต่อไปอีก รู้ทั้งรู้ หัวหน้าพรรคเก่าแก่ เองก็เห็นว่ามีเรื่องไม่ชอบมาพากล โดยเฉพาะ ส.ว. ที่มาจากการสรรหา 74 คน ซึ่งหัวหน้าพรรคการเมืองเก่าแก่ไม่เห็นด้วยมากๆ ทำไมวันนี้ไปเห็นด้วยแล้วหรืออย่างไร
ถามว่า รัฐธรรมนูญ 2540 เป็นรัฐธรรมนูญที่พรรคเก่าแก่ให้การสนับสนุน ใช่ไม่ใช่ แล้วทำไมวันนี้จึงมาปฏิเสธ

วันนี้จะนำเนื้อในใจความเดียวกันกลับมาใช้ ทำไมจึงไม่เอา ทำไมจึงไปใช้รัฐธรรมนูญที่มี ที่มาไม่เป็นประชาธิปไตย มีเนื้อหาไม่เป็นประชาธิปไตย ทำลายระบบนิติรัฐ

หากเล่นการเมืองไม่อยู่กับร่องกับรอยแบบนี้ อย่าหวังจะได้กลับมาถือครองอำนาจรัฐ มีแต่จะ เสียงหด คะแนนหาย เพราะคนเขาจะ รู้ไส้ รู้พุง มากขึ้น ทุกวัน ทุกวัน

วันนี้ อุดมการณ์พรรคเก่าแก่ยังยืนหยัดเพื่อประชาธิปไตย หรือเพื่อใคร หรือเพื่ออะไร การเข้าใกล้เผด็จการ...เข้าใกล้โจรปล้นประชาธิปไตย...มากเกินไป อาจจะทำให้สันดานความชั่วร้ายแทรกซึมไปทุกรูขุมขน ยากจะแก้ไขเยียวยา เสียแล้วกระมัง เลยมีผลลัพธ์แบบที่เห็นนี้


อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ต้องร่วมใจกันแก้ไขรธน.โจรกบฏ

แม้ว่าในห้วงของการทำประชามติรัฐบาลและบางกลุ่มบางฝ่ายจะออกมาชักชวนให้รับร่างไปก่อนแล้วค่อยมาแก้ไขใหม่ภายหลัง จนมีประชาชนหลงเชื่อเพราะอยากให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นโดยเร็ว เพื่อกลับสู่บรรยากาศประชาธิปไตย และแม้ว่าในห้วงการหาเสียงทุกพรรคจะพูดเป็นเสียงเดียวว่าจะเข้ามาแก้ไข รธน.

แต่เมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน ท่าทีของพรรคฝ่ายค้าน ท่าทีของ สนช. ที่ถูกตั้งขึ้นโดยคณะปฏิวัติ และแก๊งข้างถนนที่ได้รับผลประโยชน์จากการรัฐประหาร ก็กลับเปลี่ยนไป และนำมาสู่การเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล ที่กำลังดำเนินการให้เป็นไปตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน

ความจำเป็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีที่มาที่ไปและมีเหตุผลอย่างไร อ.มานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการหรือ นปก.1 ได้กล่าวไว้บนเวที “สภาสนามหลวง” อย่างน่าสนใจ

* ประชาชนเป็นเจ้าของอธิปไตย

“ประชาชนทุกคนคือ ผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยและอำนาจตุลาการทั้งหลาย
ซึ่งตนเคยบอกกับพี่น้องประชาชนที่มาชุมนุมที่สนามหลวงเมื่อนานมาแล้วว่า บ้านเมืองของพวกเราถูกพวกกบฏ ยึดอำนาจเอาใช้กันเองอยู่แค่เพียง 4-5 คน และพวกเราผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยได้ถูกปล้นอำนาจ จึงต้องเป็นผู้เสียหาย และหมดที่พึ่ง

ดังนั้นในเมื่อพวกเราหมดที่พึ่งตนจึงได้ออกมาเรียกร้องและถามกับพี่น้องประชาชนทั้งหลายว่า ในเมื่อพวกเราหมดที่พึ่งแล้วไม่ว่าเจ้าหน้าที่รัฐที่ปวงชนชาวไทยจ้างให้มาทำงานแต่ไปยอมทำตามพวกยึดอำนาจหมดแล้ว อีกทั้งพวกข้าราชการตุลาการยังไปรับจ้างเป็นลูกน้องพวกกบฏตัดสินคดีอีก ดังนั้นประชาชนจึงไม่เหลืออะไรแล้ว อุตส่าห์จ้างคนมาทำงานให้กับพวกเราที่เป็นประชาชน กลับไปรับใช้พวกกบฏกันเสียหมด

เพราะฉะนั้นผมจึงได้ลุกขึ้นเพื่อมาเชิญชวนพี่น้องประชาชนว่าให้เรามาใช้อำนาจของตุลาการกันเองไหม ผมจึงได้มีการลงความเห็นกันว่าต้องขับไล่ผู้พิพากษาทั้ง 9 คน ที่ไปทำหน้าที่ตุลาการรัฐธรรมนูญและรับใช้พวกกบฏให้ออกจากราชการ ซึ่งในปัจจุบันนี้ผมยังรออยู่เลยว่าจะมีใครบ้างที่มาฟ้องร้องว่า ไปหมิ่นประมาทใครบ้างหรือไม่ แต่กลับไม่มีใครฟ้องกลับมาเลยสักคนเดียว เพราะเหตุที่ว่าพวกนั้นรู้ว่าถ้าเกิดมีการฟ้องร้องกันเมื่อไรจะต้องมีการพิสูจน์กันในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย

ซึ่งในข้อเท็จจริงนั้นคือบุคคลทั้ง 9 คน ที่ถูกพวกเราขับไล่นั้นเป็นข้าราชการตุลาการแต่ว่าถูกแต่งตั้งโดยคณะปฏิวัติหรือพวกกบฏให้ไปทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีตามกฎหมายที่พวกกบฏบัญญัติขึ้นมาจะเอาความเป็นข้าราชการติดตัวไปด้วยไม่ได้เพราะท่านเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”

* ข้องใจ รธน.เป็นของประชาชน?

“โดยเฉพาะข้าราชการตุลาการนั้นต้องทำงานภายใต้พระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์การที่ออกไปทำงานเช่นนั้น จึงไม่อยู่ในฐานะเป็นศาล และที่ไปชี้ขาดให้ยุบพรรคไทยรักไทยนั้น อีกทั้งไปตัดสินย้อนหลังให้ตัดสิทธิทางการเมืองนักการเมืองของพรรคไทยรักไทยทั้งหมด 111 คนนั้น

ซึ่งผมเคยบอกไปตั้งแต่วันนั้นแล้วว่าไม่จำเป็นต้องไปทำตามคำวินิจฉัยของพวกตุลาการรัฐธรรมนูญซึ่งบุคคลพวกนี้ไม่สามารถเอาอำนาจตุลาการซึ่งปวงชนชาวไทยให้ไว้นำไปใช้ได้ แต่ว่าการตัดสินคดีในครั้งนั้นเป็นไปตามกฎหมายของพวกกบฏ แต่ถึงอย่างไรก็เป็นที่น่าเสียดาย เมื่อพรรคไทยรักไทยก็ไปปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของพวกที่รับจ้างพวกกบฏมาทำงาน

ซึ่งที่ผมต้องออกมาเล่าเหตุการณ์ในครั้งนั้นก็เพราะต้องการจะทบทวนความหลังเสียเพื่อที่จะได้ไม่ลืมกลับสิ่งที่พวกเราต้องเสียไป อย่างไรก็ดี เรื่องมันได้เลยมาถึงปัจจุบันนี้แล้วคงไม่สามารถแก้ไขอะไรได้อีก แต่ว่าเอาเรื่องที่กำลังมีการหาข้อสรุปถึงเรื่องรัฐธรรมนูญ 2550 เป็นรัฐธรรมนูญที่แท้จริงหรือไม่ และเราจะมีวิธีการพิสูจน์อย่างไรได้บ้าง

คือเรื่องนี้ต้องมีการชี้แจงให้เป็นขั้นเป็นตอนดังต่อไปนี้ก่อนเพื่อให้พี่น้องประชาชนทำความเข้าใจไปทีละขั้น โดยเริ่มจากภาษาไทยมันมีอยู่หลายรูปแบบคือ ภาษาราชการ ภาษากฎหมาย และภาษาที่ใช้เฉพาะท้องถิ่น ด้วยเหตุนี้เองภาษาที่ได้พูดและเขียนหากจะได้คำรับรองตามกฎหมายนั้นจะต้องมีภาษาที่ใช้เฉพาะโดยเฉพาะการพูดถึงกฎหมายจะมีภาษากฎหมายที่ใช้เฉพาะเท่านั้น จะมาพูดส่งเดชเหมือนพวกพันธมิตรฯไม่ได้ การที่จะใช้ภาษาทางกฎหมายที่ถูกต้องนั้นต้องได้การรับรองจากราชบัณฑิตยสถาน ดังนั้นต้องระวังอย่าไปหลงเชื่อฟังตามพวกพันธมิตรฯจะกลายเป็นเรื่องยุ่งอีก”

* รธน.50 มาจากพวกโจรกบฏ

“ยกตัวอย่างคำว่า “รัฐธรรมนูญ” มีต้นรากศัพท์ “รัฐ”ที่แปลว่าประเทศแล้วต้องขยายความไปอีกว่า ประเทศคือ ชุมชนแห่งมนุษย์ที่ตั้งมั่นอยู่ในดินแดนอันมีเขตแน่นอนและมีอำนาจอธิปไตยเป็นของตนเอง ดังนั้นถ้าได้ยินคำว่า “รัฐ” เมื่อไรแปลได้ทันทีเลยว่า ปวงชนชาวไทยทั้ง 65 ล้านคน แต่ไม่ใช่พวกโจร5-6 คนที่ไปอยู่สะพานมัฆวานรังสรรค์ แล้วมาเรียกตัวเองว่า “รัฐ” นำมาสมาธิกับคำว่า “ธรรมนูญ” ที่แปลว่ากฎหมายที่ใช้จัดระเบียบองค์กร เมื่อนำ 2 คำมาร่วมกันจึงกลายมาเป็นว่ากฎหมายที่จัดระเบียบปวงชนชาวไทยเรานี้เอง

เพราะฉะนั้น ตัวหนังสือที่เขียนไปแล้วและจะเรียกว่ารัฐธรรมนูญได้นั้นจะต้องมาจากปวงชนชาวไทยเท่านั้น คือปวงชนชาวไทยจะต้องมอบอำนาจให้กับตัวแทนไปนั่งเขียนอยู่ที่ รัฐสภา ซึ่งต้องไปถกเถียงกันว่าต้องเขียนกฎหมายกันอย่างไร แล้วจึงนำสิ่งที่มีการกลั่นกรองมาแล้วมาเขียนให้เป็นตัวหนังสือ โดยการพิจารณาของผู้แทนราษฎร จึงจะออกมาเป็นกฎกติกาของปวงชนชาวไทยที่เรียกว่ารัฐธรรมนูญได้

แต่การที่พวกกบฏไปจ้าง นายมีชัย ฤชุพันธุ์ กับพรรคพวกบุกรุกเข้าไปในอาคารรัฐสภาแล้วร่วมกันนั่งเขียนประกาศของคณะปฏิวัติ แล้วนำไปตั้งชื่อว่า รัฐธรรมนูญ 2550 แต่ว่าจริง ๆ แล้วมันไม่ใช่ เพราะไม่ได้มาจากปวงชนชาวไทยแต่ว่าจากพวกโจรกบฏต่างหาก โดยชื่อจริงสามารถเรียกได้แค่ ประกาศของคณะปฏิวัติหรือของกองโจรกบฏเท่านั้น ซึ่งจะมาใช้คำว่า รัฐธรรมนูญไม่ได้เพราะไม่มีกฎหมายรับรองให้เรียกอย่างนั้น”

* ไม่จำเป็นต้องถกเถียง

“ดังนั้น ผมจึงอยากจะถามพี่น้องประชาชนว่า จะยอมหรือไม่ที่เอากฎหมายของโจรที่พวกกบฏจ้างนายมีชัย ให้เขียนขึ้นมาแล้วมาเรียกว่า เป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน ซึ่งผมยอมไม่ได้

เพราะฉะนั้นก็มาถึงตอนสำคัญที่ว่า พวกเราจะแก้ไขหรือไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ฉบับนี้

หรือไม่นั้น จะต้องมีการพิสูจน์ก่อนว่าฉบับที่เรียกว่ารัฐธรรมนูญหรือฉบับไหนที่เรียกว่า โจรธรรมนูญ นั่นก็คือ กฎหมายของโจร ซึ่งรัฐธรรมนูญต้องมาจากปวงชนชาวไทยตามที่กล่าวไว้ข้างต้น

เพราะฉะนั้นเราจะเอากฎของโจรกบฏเอามาใช้ได้หรือไม่ ในเมื่อเราไม่ต้องการแล้วจำเป็นหรือที่จะต้องแก้ไข ไม่จำเป็นเลยทำเพียงเตะทิ้งไปเท่านั้นเอง ส่วนคำว่าแก้ ภาษากฎหมายมีระบุว่า ทำสิ่งที่บกพร่องอยู่ให้ดีขึ้น แต่ไม่ใช่เอารัฐธรรมนูญเก๊มาแก้ทำไม่ได้

สิ่งที่นายกรัฐมนตรีและผู้แทนราษฎรออกมาถกเถียงกันว่าจะแก้ไขหรือไหมนั้น มันเป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือเปล่าซึ่งไม่จำเป็น การที่นำเอารัฐธรรมนูญมาใส่ปกเข้าเล่มแล้วเรียกว่าเอกสารราชการนั้น ที่นายมีชัย มาเขียนคำประกาศของคณะปฏิวัติ แล้วมาใช้ชื่อเรียกว่า รัฐธรรมนูญ 2550 นั้นต้องเรียกเอกสารราชการปลอม เมื่อเป็นของปลอมแล้วนั้น ใครนำเอาของปลอมมาใช้อ้างกับประชาชนมาใช้บังคับสิทธิ์นั้น ดังนั้นบุคคลนำมาใช้จะต้องมีความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมมีความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 365

ดังนั้นการที่ยังมานั่งถกเถียงกันอยู่ในสภานั้นและในหนังสือพิมพ์ที่เลว ๆ ก็มี ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่รู้ว่าเลวหรือว่าโง่กันแน่ ดังนั้นผมจึงจะขอวิเคราะห์ว่า รัฐธรรมนูญปลอมหรือโจรธรรมนูญนั้นจะก่อให้เกิดความเสียหายอะไรให้บ้าง ในเมื่อสิ่งนี้เป็นของปลอม นานาชาติโดยเฉพาะในแถบประเทศทางยุโรปและอเมริกา พวกนี้มีนักกฎหมายไทยมาเป็นที่ปรึกษาให้ ดังนั้นจึงมีข้อสงสัยว่าสิ่งไหนกันแน่ที่เป็นรัฐธรรมนูญจริงแท้”

* อย่าหลงตามพันธมิตรฯ

“เพราะฉะนั้นในการที่จะทำประชามติต้องอย่าไปหลงทางตามพวกพันธมิตรฯ ชี้นำเอาไว้ ซึ่งถ้ามาว่าจะแก้ไขหรือไม่แก้ไขแบบนี้จบเห่แน่ ซึ่งจริง ๆ แล้วพวกเราต้องตอบว่า จะใช้หรือไม่ใช้ต่างหาก แล้วใครที่ไหนต้องการที่จะเอาของปลอมมาใช้กัน ซึ่งไม่มีใครหรอกที่ต้องการ ถ้าพวกพันธมิตรฯ และ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมาปกป้องรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 นั้น ก็ขอให้เอาเก็บรักษาไว้ใช้กันเองได้ตามสบาย

ดังนั้น พวกเรามาดูถึงความเลวทรามต่ำช้าของรัฐธรรมนูญปลอมฉบับนี้กันดีกว่า ประการแรก คือมาตรา 111 ซึ่งระบุว่า วุฒิสภาหรือสมาชิกวุฒิสภานั้นมาได้ 2 ทาง คือจากการที่ให้ประชาชนเลือก 74 คนแล้วมีการคัดสรรโดยพวกของคณะปฏิวัติแต่งตั้งมา 7 คน แล้วนำมาเลือกเข้ามาอีก 1 คน แล้วแบบนี้จะเรียกเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทยได้อย่างไร ต้องเรียกว่าเป็นตัวแทนของคณะปฏิวัติ

ประการที่สอง มาตรา 237 ซึ่งถือได้ว่าเป็นสิ่งที่เลวทรามที่สุด คือระบุว่า การที่มีสมาชิกในระดับผู้บริหารทำผิดอยู่เพียงคนเดียว สามารถส่งผลให้ยุบพรรคการเมืองได้ทั้งพรรคแล้วประชาชนที่ไปเลือกลงคะแนนให้กับพรรคพลังประชาชนที่ไม่ได้มีความผิดอะไรด้วยนั้น จะมาพิพากษาว่าผิดด้วยได้อย่างไรดังนั้น คนที่ไม่ได้ศึกษาเรื่องนี้โดยแท้จริงอาจจะคิดว่ามันดูไม่สำคัญเท่าไร แต่พอมีการยุบพรรคพลังประชาชนลงนั้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีอยู่ในสภาจะได้รับผลกระทบถูกเขี่ยออกไปทั้งหมดเลย ซึ่งเท่ากับว่ายุบสภาผู้แทนราษฎรลงไปได้ แล้วเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ดีงามอย่างไร ซึ่งรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวชก็ต้องถูกยุบไปด้วย

แล้วแบบนี้การที่ต่างชาติกำลังมีความคิดที่จะเข้ามาลงทุนนั้น หรือว่าทำธุรกิจในเมืองไทย เมื่อต้องมาเจอรัฐธรรมนูญแบบนี้ แล้วใครจะกล้ามาอีกหรือ และนี้คือเหตุผลที่ยังไม่มีใครมาลงทุนจนถึงทุกวันนี้

และสิ่งที่ร้ายที่สุดคือมาตรา 309 ข้อนี้หมายความว่า การกระทำที่พวกปฏิวัติทำไปแล้ว หรือกำลังจะกระทำและในอนาคตข้างหน้าอาจจะกระทำนั้น จะถือว่าไม่มีความผิด ซึ่งคิดดูเอาเองแล้วกันว่า ใครที่ไหนจะกล้าเข้ามาลงทุน ในเมื่อรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดนั้น มีสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาระบุไว้เป็นรัฐธรรมนูญด้วย และนี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจดำเนินต่อไปมิได้ สิ่งที่สำคัญอีกเช่นกันที่จะรีบยกเลิกให้ใช้รัฐธรรมนูญ และถือว่าเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อป้องกันที่จะไม่ให้เศรษฐกิจของประเทศล่มจม

เมื่อรับทราบเรื่องราวทั้งหมดแล้ว จึงได้รับรู้ถึงความจำเป็นที่พวกพันธมิตรฯ ออกมาปกป้องรัฐธรรมนูญโจร เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้พวกพ้องของเผด็จการต้องถูกนำไปจัดการดำเนินคดี เพราะสิ่งที่ปกป้องพวกเผด็จการก็คือรัฐธรรมนูญฉบับนี้เอง จึงต้องรีบออกมาถ่วงเวลาเอาไว้ก่อน ฉะนั้นถามตัวเองให้ดีว่าต้องการที่จะใช้รัฐธรรมนูญของโจรหรือไม่ แต่ผมเชื่อว่าไม่มีใครก็ตามที่สามารถทนพลังของปวงชนชาวไทยได้แน่นอน”


ทรรศนะของ ดร.อุกฤษ มงคลนาวิน: ทำไมต้องแก้รัฐธรรมนูญ 2550 (จบ)

6.เสนอทำประชามติให้ประชาชนเลือกระหว่างรัฐธรรมนูญ 2540 กับ 2550

การที่กลุ่มซึ่งล้มรัฐธรรมนูญ 2540 กระทำไปโดยไม่ได้รับฉันทามติใดๆ จากประชาชนเลยในการล้มล้าง แล้วนำเอารัฐธรรมนูญ 2550 มาใช้ จนก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ เช่นที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันนี้ ดร.อุกฤษ เสนอทางเลือกอีกทางหนึ่งแทนการแก้ไขมาตราบางมาตรา และก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ขึ้น นั่นคือการนำเอารัฐธรรมนูญ 2 ฉบับมาเป็นตัวตั้ง แล้วให้ประชาชนเลือกเอาฉบับใดฉบับหนึ่งไปเลยด้วยการลงประชามติ

มิฉะนั้น ความขัดแย้งก็จะไม่มีวันจบสิ้น ให้มีการนำเอารัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับมาตีแผ่ในแต่ละมาตราในรายละเอียด ให้เวลาที่เท่าเทียมกัน เช่น 3 เดือน สำหรับการให้โอกาสในการรณรงค์ชี้แจงความเหมาะสมของรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ

โดยผู้สนับสนุนฉบับใดก็ออกไปเคลื่อนไหวชี้แจงรายละเอียดความดีงามเหมาะสมของฉบับนั้นให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน ไม่ใช่วิธีนำ 309 มาตรา ที่น้อยคนนักจะได้ทำการศึกษาครบถ้วน เอาไปให้ประชาชนลงมติ แล้วก็ลงประชามติยอมรับกันไปเพื่อให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว หรือรับเพราะกังวลว่าคณะรัฐประหารจะนำรัฐธรรมนูญฉบับไหนก็ได้มาใช้ หรือด้วยการให้คำมั่นว่าจะแก้ไขภายหลัง หรือแม้แต่การใช้อำนาจรัฐกดดันให้ยอมรับอย่างที่กระทำมาในครั้งก่อน

การลงประชามติให้เลือกฉบับใดฉบับหนึ่งนั้นชัดเจนที่จะแสดงความต้องการที่แท้จริงของประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยว่า สนับสนุนหลักการใดในการปกครองประเทศ ระหว่างรัฐธรรมนูญที่ให้ความสำคัญและอำนาจแก่นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง หรือรัฐธรรมนูญที่ให้ความสำคัญและอำนาจแก่กลุ่มอำมาตย์ ที่ใช้อำนาจที่มาครองเมืองโดยไม่ได้รับฉันทานุมัติใดๆ จากประชาชน

จากนั้นก็นำเอาจุดบกพร่องที่พบในรัฐธรรมนูญที่ประชาชนเลือก มาทำการปรับปรุงแก้ไขด้วยการตั้งคณะกรรมการขึ้น เอาส่วนดีที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับที่ไม่ผ่านการลงประชามติ มาปรับเข้ากับฉบับที่ประชาชนลงประชามติให้เลือกใช้ เช่น เรื่องการแสดงทรัพย์สินหนี้สิน ซึ่งต้องครอบคลุมทุกคนที่เข้ามามีอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นทางการเมือง หรือราชการอื่นใด ทั้ง นายกรัฐมนตรี ส.ส. ส.ว. ประธานศาลฎีกา รัฐมนตรี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่มีอำนาจในทางนโยบาย คณะกรรมการต่างๆ ที่ตั้งขึ้นตรวจสอบผู้อื่นก็ต้องแสดงทรัพย์สินด้วยเพื่อเป็น Fair Play ของทุกฝ่าย

การเลือกแก้เป็นบางมาตรานั้น ทำให้เกิดความขัดแย้งและวิกฤติ แก้ก็แก้ทั้งหมด หรือเลือกฉบับใดฉบับหนึ่งไปเลย เพราะทีละมาตราก็ต้องใช้เวลายาวนาน อาจมีการถ่วงเวลาในการแก้ ถ้าในสภามีการสงวนคำแปรญัตติกันเป็นร้อยมาตราแล้ว คงต้องใช้เวลานานเป็นปีในการแก้ แต่ถ้าแก้ยกฉบับ เพียง 3 เดือนก็อาจจะเสร็จสมบูรณ์ได้

ส่วนข้ออ้างเรื่องค่าใช้จ่าย 2,000 ล้านบาทในการทำประชามติที่ นางสดศรี สัตยธรรม นำขึ้นมาอ้างนั้นฟังไม่ขึ้น บริษัทธุรกิจบางแห่งที่มียอดขายเพียง 5,000 ล้านบาท ยังพร้อมที่จะใช้เงิน 2,000 ล้านบาท ยกเครื่องเปลี่ยนเครื่องจักรการผลิตทั้งหมด เพราะเมื่อทำแล้วจะทำให้ยอดขายสูงเป็นหมื่นล้านบาท การเสียค่าใช้จ่าย 2,000 ล้านบาท แลกกับการตัดสินอนาคตของประเทศว่าจะปกครองด้วยรัฐธรรมนูญที่ประชาชนยอมรับนั้นอาจจะถูกเกินไปเสียด้วยซ้ำ เพราะในขณะนี้ประเทศชาติกำลังสูญเสียโอกาสไปแล้วหลายแสนล้านบาท

จากการที่รัฐบาลติดอยู่กับปลักตมของรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้มาจากประชาชน จนไม่สามารถบริหารประเทศได้อย่างคล่องตัวแม้แต่น้อย ที่สำคัญก็คือ ต้องนำงบประมาณ 2,000 ล้านบาทนั้น มาอธิบายข้อดีข้อเสียของรัฐธรรมนูญให้กระจ่างชัด อย่างการชี้ให้ประชาชนได้เห็นชัดเจนว่า ประชาธิปไตยคืออะไร หลักนิติธรรมคืออะไร รัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับ ที่จะนำมาให้ประชาชนลงมติเลือกนั้น ฉบับไหนมีข้อเสียข้อดีอย่างไร

7.การนำมาให้ประชาชนเลือกระหว่าง 2 ฉบับจะแก้ปัญหาได้หลายอย่าง
เพราะไม่จำเป็นต้องมาผจญปัญหาการวิพากษ์วิจารณ์รายมาตราอย่างแก้เป็นมาตรา เช่น ไม่ต้องกล่าวถึงมาตรา 237, 309 เพราะมันจะถูกยกเลิกไปโดยปริยาย ไม่ต้องกล่าวถึงเรื่องวันแมนวันโหวต เลือกตั้ง 400 คน หรือ 2,000 คน ไม่ต้องมาวิพากษ์กันอีกว่า ทำไมจังหวัดเล็กๆ จึงมีสิทธิมีวุฒิสมาชิก 1 คนเท่ากับจังหวัดที่มีขนาดมหึมากว่า เพราะมันได้ยุติไปแล้วกับรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2550

หากประชาชนเลือกรัฐธรรมนูญ 2540 และในทางกลับกัน ปัญหาการถกเถียงต่างๆ ก็จะยุติลง หากรัฐธรรมนูญ 2550 เป็นที่ยอมรับของประชาชน การแก้ไขมาตราใดก็ทำได้ง่าย ไม่ต้องมาโต้แย้งกันอีกว่าที่มานั้นมาจากระบอบเผด็จการ หรือมีการบีบบังคับ และใช้เล่ห์กลในการลงประชามติครั้งแรก เพราะประชาชนตัดสินใจเองที่จะเลือกรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ควรเอาการแก้ทีละมาตรามาตั้งเป็นสมมติฐานขั้นต้น เพราะก่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์โดยการไม่ยอมกัน

8.ภาคการเมืองของประชาชนที่กล่าวอ้างกันนั้น กระทำกันถูกต้องหรือ ขอตรวจสอบนักการเมืองแต่พวกตัวเองแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมเหมือนนักการเมืองหรือเปล่า

พึงเข้าใจว่า การที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต้องล่มลงเพราะการรัฐประหารนั้น มาจากกลุ่มการเมืองที่เรียกตัวเองว่า ภาคประชาชน แต่ทำไมกลุ่มเหล่านี้ไม่เข้ามาทำการเมืองในระบบ มีการเลือกตั้งทุกระดับชั้นในสังคมไทยวันนี้ อบจ. อบต. เทศบาล ฯลฯ แล้วทำไมกลุ่มการเมืองที่อ้างตนว่าเป็นภาคประชาชน จึงไม่ยอมเข้ามาสู่การเมืองตามระบบและกระบวนการที่ถูกต้อง

หากการเมืองภาคประชาชนจะดำเนินต่อไป ก็ต้องมีภาคทหารของรัฐ ภาคทหารของประชาชน ภาคตุลาการของรัฐตามรัฐธรรมนูญ ภาคตุลาการของประชาชน ฯลฯ ด้วยสิ จึงจะเป็นธรรม และถ้าเป็นเช่นนั้นจริงแล้ว ก็แน่นอนว่าวิกฤติความแตกแยกในประเทศชาติจะยิ่งขยายตัวกว้างขวางต่อไปอีก การเที่ยวไปตรวจสอบฝ่ายการเมืองในภาคต่างๆ ของกลุ่มที่อ้างว่าเป็นภาคการเมืองของประชาชนนั้นถูกต้องแล้วหรือ มีอำนาจอะไร เอามาจากไหน ถ้าต้องการตรวจสอบภาคการเมืองแล้ว ภาคประชาชนที่กล่าวอ้างกันนั้นก็ต้องกระทำตนเท่าเทียมกับภาคนักการเมือง ต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน หนี้สิน ของตัวเองก่อนไปตรวจสอบผู้อื่น เพราะนักการเมืองเขาต้องเปิดเผย และเขาพร้อมที่จะทำเช่นนั้นตามระบบ

9.การกล่าวอ้างว่าหากยกเลิกมาตรา 237 และ 309 เป็นการช่วยเหลือกลุ่มนักการเมืองที่ถูกลงโทษนั้น ขอถามว่าใครเป็นคนลงโทษเขา คนพวกนี้มาจากไหน มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหารใช่ไหม ออกไปแล้ว หมดอำนาจแล้ว เพราะประชาชนยังยืนยันที่จะสนับสนุนกลุ่มเดียวกับที่ถูกลงโทษ แล้วทำไมจึงยังต้องทำตามสิ่งที่เกิดมาจากกลุ่มคณะรัฐประหารกันอยู่อีก

คนที่มาไล่คนที่ประชาชนเลือกตั้งมานั้นมาจากไหน เคยทำประโยชน์อะไรให้บ้านเมืองสักนิดบ้างไหม ทำไมมาถือสิทธิแทนประชาชน ตัวเองมาจากการเลือกตั้งของประชาชนหรือเปล่า เที่ยวไปกล่าวหานักการเมืองว่าเลวร้าย เคยกล่าวหาสภาสองสภาว่าเป็นสภาผัวเมีย ตอนนี้ผัวไม่ได้เป็น รมต. เมียก็ยังเป็น รมต. ได้ ถ้ายุบพรรคเขาอีก ลูกเขาก็มาเป็น รมต. ได้ ยุบพรรคนี้เขาก็ไปเข้าพรรคอื่นทำอะไรได้หรือ ควรยอมรับว่าประชาชนไม่เห็นด้วยกับพวกตนได้แล้ว ให้ใบเหลืองผู้สมัครพรรคเขาไป 4-5 คนแล้วได้ผลอะไร

เขาลงสมัครรับเลือกตั้งก็ได้กลับมาอีก คะแนนท่วมท้นกว่าครั้งแรกเสียด้วยซ้ำ การให้ใบแดงก็เหมือนกัน มีการให้ข้อสังเกต ให้ข้อสันนิษฐานไว้ว่า คนที่จะได้ใบแดงมันเป็นส่วนที่มีการกระทำขัดต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อยากทราบว่า การกระทำของคนคนเดียวนี้มันมีสาระสำคัญขนาดไหน กระทบกระเทือนอย่างมากต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยจริงหรือ การกระทำของคนไม่กี่คนไม่ใช่มติพรรคเสียด้วยซ้ำ กลับไปยุบพรรคการเมืองทั้งพรรค นี่คือการกำหนดที่ขัดต่อหลักนิติธรรม หลักนิติศาสตร์ นี่ใช้ไม่ได้เลย สันนิษฐานหรือควรเชื่อได้ว่าเท่านั้นก็ยุบพรรค

10.จะใช้วิธีใดเพื่อนำระบอบประชาธิปไตยคืนมาสู่ประเทศไทย และต่อต้านการรัฐประหาร

นำหลักการของประเทศที่เคยล้มลุกคลุกคลานที่อื่นมาใช้ ประเทศไทยล้มลุกคลุกคลานมาตลอดก่อนการใช้รัฐธรรมนูญ 2540 เนื่องจากปัญหาสารพัดทั้งภัยนอกประเทศ ภัยคอมมิวนิสต์ ในตอนนั้นอาจจะพอยอมรับได้ แต่ตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา ประชาคมโลกไม่ยอมรับประชาธิปไตยนอกแบบอย่างนั้นอีกแล้ว ประชาธิปไตยแบบจารีตประเพณีไทยที่อ้างกันนั้นเขาไม่รับกันอีกแล้ว

หากนำรัฐธรรมนูญ 2540 กลับมาใช้ แล้วกลัวว่าพรรคใดจะได้รับการเลือกตั้งมากที่สุด แล้วมาทำการรัฐประหารกันอีก ก็ลองทำกันดู ในฝรั่งเศสเมื่อปี 2503 จอมพล ราอูล ซารอง คุมทหาร 1 ล้านคนในแอลจีเรีย ประกาศรัฐประหารให้รัฐบาล นายพลเดอโกลล์ ลาออกจากประธานาธิบดี นายพลเดอโกลล์ ไม่ได้ใช้กำลังทหารปราบปรามการรัฐประหารครั้งนั้นเลย ใช้การออกวิทยุทุกๆ 15 นาทีว่า นี่เป็นการทำลายล้างระบอบประชาธิปไตย ทำความเสียหายให้ประเทศชาติ ถ้าเอาเครื่องบินขนทหารมาลงที่สนามบิน ประชาชนก็ให้ไปนอนขวางสนามบินไว้ แล้วออกมาตามท้องถนน ไม่ให้กองทหารเข้ามาได้ ให้ต่อต้านและไม่คบค้าสมาคมกับทหารพวกนี้ รวมทั้งครอบครัวที่อยู่ในฝรั่งเศสด้วย หากคนไทยทำอย่างนี้ได้ ก็ไม่มีใครกล้าทำรัฐประหาร



แพ้เป็นพระ ชนะเป็นรัฐบาล

“เติ้ง” แทงกั๊กทิ้ง/รอถกพรรคร่วม (คม ชัด ลึก)

“ชาติไทย-เพื่อแผ่นดิน”/ยันไม่ถอนตัว/“สมัคร” เคลียร์ 5 พรรค (มติชน)

“ตือ” แจงแทน “เติ้ง”/ไม่เคยคิดถอนตัว (ไทยรัฐ)

กินไปเคลียร์ไป/หมัก-6 พรรคร่วม (ข่าวสด)

ชท. ไม่สน “สมัคร” ผิดเงื่อนไข/ปัดทบทวนร่วมรัฐ-พปช. ไล่ส่งให้รีบออกไป (ผู้จัดการ)

นี่คือพาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์ฉบับต่างๆ ที่พาดหัวข่าวจากเนื้อข่าวที่นักข่าวสัมภาษณ์ นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย หลังจากร่วมรับประทานอาหารกับหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 6 พรรค ที่มี นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เป็นเจ้าภาพ

ตามประสาคนที่ผ่านงานข่าวมานาน ผมอดยิ้มไม่ได้ที่เห็นพาดหัวข่าวที่หยิบยกมาให้ท่านได้อ่านกันอีกครั้ง

จะไม่ให้อดยิ้มได้อย่างไร ในเมื่อหนังสือพิมพ์แต่ละฉบับเอาข่าวใหม่มาพาดหัวด้วยข้อความแบบเดิมๆ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

ปลาไหลก็ยังคงเป็นปลาไหลไม่เคยเปลี่ยนแปลง แม้จะย้ายรูใหม่จากซอยราชครู ไปอยู่ที่บึงฉวากก็ตาม ยังคงความลื่นไหลเหมือนเดิม

ผมไม่โทษน้องๆ นักข่าว ที่พยายามซักถามไล่ต้อนนายบรรหารตามข้อเสนอของ ฯพณฯ แกนนำของอาณาจักรพันธมิตร บนถนนจำลองเดิน ให้พรรคร่วมรัฐบาลพิจารณาถอนตัวออกจากการร่วมรัฐบาล ตามข้อเสนอของแก๊งข้างถนน ที่มีเป้าหมายจะล้มล้างรัฐบาลให้ได้ เหมือนที่เคยทำสำเร็จมาแล้วเมื่อกวักมือให้ทหารเข้ามาทำการรัฐประหาร สร้างความเสียหายให้กับประเทศอย่างมหาศาล ทั้งด้านเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของประเทศ

เพราะน้องๆ นักข่าวบางคน อาจจะไม่เคยได้ยินประโยคที่ว่า “เป็นฝ่ายค้าน จะทำให้อดอยากปากแห้ง” ที่เคยหลุดออกมาจากปาก นายบรรหาร ศิลปอาชา เมื่อครั้งเป็นเลขาธิการพรรคชาติไทย ที่มี พล.ต.อ.ประมาณ อดิเรกสาร เป็นหัวหน้าพรรคชาติไทย ซึ่ง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น ไม่ยอมดึงพรรคชาติไทยเข้ามาร่วมรัฐบาล เพราะ พล.ต.อ.ประมาณ คิดการใหญ่จะเป็นนายกรัฐมนตรีเอง เมื่อชนะศึกเลือกตั้ง

ในที่สุดจึงให้ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคชาติไทย เพื่อจะได้เลิกอดอยากปากแห้ง ได้ร่วมรัฐบาลของ พล.อ.เปรม จน พล.อ.เปรม พอแล้ว นั่นแหละ พล.อ.ชาติชาย จึงได้เป็นนายกรัฐมนตรี

จากอดอยากปากแห้ง กลายเป็นอิ่มหนำสำราญ

คนที่เคยจน ย่อมรับรู้ว่าความจนเป็นอย่างไร ฉันใดก็ฉันเพล

นายบรรหาร ศิลปอาชา วันนี้ ถือว่าเป็นเจ้าของพรรคชาติไทยแต่เพียงผู้เดียว มีหรือที่นายบรรหารจะกลับไปอยู่ในสภาพอดอยากปากแห้งในบั้นปลายของชีวิตทางการเมือง

ขนาด นายสมัคร สุนทรเวช เกทับบลัฟแหลกในวันที่ยื่นเงื่อนไขห้าหกข้อในการเข้าร่วมรัฐบาล จนถึงวันนี้นายสมัครยังไม่รับปากสักข้อ พรรคชาติไทยยังกระโดดเข้าร่วมรัฐบาลก่อนพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่ประกาศตัวเป็นพันธมิตรเลือดสุพรรณเสียอีก

นอกจากนั้น ในรัฐบาลชุดนี้มี พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือว่าเป็นการนั่งรถไฟเที่ยวสุดท้ายของ เสธ.หนั่น เพื่อเรียกบารมีให้นกกระจอกเทศ ปลาช่อนอเมซอน ในบ้านสนามบินน้ำ คุ้นกับคน หลังจากที่บ้านเงียบไปนาน

เมื่อสองแรงแข็งขัน คนหนึ่งเป็นหัวหน้าพรรค และอีกคนหนึ่งเป็นประธานที่ปรึกษาพรรค และมีตำแหน่งเป็นรองนายกรัฐมนตรี ยังไม่มีแม้กระทั่งคิดที่จะเป็นฝ่ายค้าน

อาการเบื่อๆ อยากๆ ชักเข้าชักออก ในการร่วมรัฐบาล เป็นเพียงการสร้างภาพให้ดูดีเท่านั้น

และ...ที่สำคัญ วันนี้พรรคชาติไทยยังอยู่ในอาการลูกผีลูกคน พรรคจะถูกยุบหรือไม่ถูกยุบ ขืนออกอาการมากเกินไป นายสมัคร สุนทรเวช งัดไม้ตายยุบสภา ซึ่งเป็นดาบอาญาสิทธิ์ที่นายสมัครมีอำนาจเต็ม สามารถดำเนินการได้ทันที

พรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตย มีโอกาสตายหมู่ หากคำพิพากษายุบพรรคเกิดขึ้นในห้วงเวลาที่มีการหาเสียงเลือกตั้ง

เพราะในรัฐธรรมนูญระบุไว้ชัด ผู้สมัคร ส.ส. ต้องสังกัดพรรค เมื่อพรรคถูกยุบไปแล้ว ผู้สมัครของพรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตย ตายหมู่คาสนามเลือกตั้ง ไม่สามารถย้ายไปสังกัดพรรคใดได้ ต่างจากการยุบพรรคในระหว่างการเป็น ส.ส. หากพรรคถูกยุบ สามารถย้ายไปสังกัดพรรคอื่นได้ สำหรับ ส.ส. ที่ไม่ใช่คณะกรรมการบริหารพรรคที่ไม่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากจะบอกไปยัง ส.ส. พรรคพลังประชาชน อย่าไปเปลืองน้ำลายไล่ให้พรรคชาติไทยถอนตัวจากรัฐบาลเลย นายบรรหารต่างหากที่ต้องคอยประคับประคองรัฐบาลไม่ให้ล้มกลางคัน ด้วยสุภาษิต แพ้เป็นพระ ชนะเป็นรัฐบาล ครับ

เอกฉัตร


ยื่นปปช.สอบผู้ว่าการสตง.รวยผิดปกติ

กลุ่มติดตามคอร์รัปชั่น ร้อง ป.ป.ช. ตรวจสอบ “คุณหญิงจารวุรรณ เมณฑกา” ส่อร่ำรวยผิดปกติ สร้างบ้าน 50 ล้าน แถมลูกชายยังมีที่ดินมูลค่านับสิบล้าน สงสัยร่ำรวยหลังจากเข้ามาเป็นผู้ว่าการ สตง. หรือเปล่า ระบุเป็นกรณีต่อเนื่องกับความไม่ชอบมาพากลในการจัดจ้างโดยไม่มีการประมูล ที่อยู่ในการพิจารณาของดีเอสไอ พร้อมให้ตรวจสอบเอาเงินหลวงพาครอบครัวบินไปเมืองนอก

เมื่อตอนสายวันที่ 11 มิถุนายน ที่ผ่านมา นายวันชัย จงจรูญหิรัญ ประธานกลุ่มติดตามการปฏิรูปการเมืองและต่อต้านการคอร์รัปชั่น ได้หอบหลักฐานเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษกับ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ที่ส่อใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบจนทำให้ร่ำรวยผิดปกติ กรณีมีทรัพย์สินเป็นที่ดิน และกำลังก่อสร้างบ้านมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท ที่ จ.นนทบุรี

รวมถึงกรณีที่มีการเปิดเผยไปก่อนหน้านี้ เช่น เรื่องที่คุณหญิงจารุวรรณ แต่งตั้งลูกชายของตัวเองเป็นเลขาผู้ว่า สตง. การที่คุณหญิงจารุวรรณพาครอบครัวไปเที่ยวต่างประเทศ โดยใช้งบประมาณแผ่นดิน และเรื่องที่ดินที่ปากเกร็ด ที่เป็นชื่อของลูกชาย ซึ่งมีราคาอยู่ที่ 12 ล้านบาท

นายวันชัย กล่าวถึงการเข้ายื่นหนังสือดังกล่าวว่า เป็นเรื่องต่อเนื่องจากความไม่ชอบมาพากลที่ สตง. ตามที่เคยมีการร้องเรียนต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ไปแล้วก่อนหน้านี้ จากกรณีที่คุณหญิงจารุวรรณจัดจ้าง บริษัท ออดิต แอนด์ แมเนจเม้นท์ คอนซัลแตนท์ จำกัด เข้าอบรมให้กับบุคลากรของ สตง. มูลค่านับสิบล้านบาท โดยไม่มีการประกวดราคา บริษัทดังกล่าวยังเช่าอาคารพาณิชย์จากสามีคุณหญิง รวมไปถึงหลักฐานที่ส่อว่าอาจจะมีการจ่ายเงินใต้โต๊ะด้วย

“การมายื่นให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบครั้งนี้เป็นเรื่องต่อเนื่องกัน และมีข้อน่าสงสัยหลายประการ อย่างเช่น ผมอยากจะรู้ว่าทำไมลูกชายของคุณหญิงมีฐานะร่ำรวยเร็วจัง เราสงสัยว่ามันอาจจะเกิดจากการที่คุณหญิงเข้ารับตำแหน่งที่ สตง. ตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปี 2551 จึงอยากให้ทาง ป.ป.ช. ช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริง

ส่วนกรณีเรื่องเงิน 30 ล้านที่คุณหญิงออกมาแถลงว่า มีคนให้ก็ยังไม่เอานั้น ก็เกิดเป็นประเด็นคำถามว่าใครเอามาให้ ไม่ ใช่เอามาอ้างว่าตัวเองบริสุทธิ์ เมื่อรู้ว่ามีคนเอามาให้แล้วทำไม่มีการตรวจสอบ ไม่มีการดำเนินการเอาความผิด ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสงสัย”

นายวันชัยกล่าวด้วยว่า คดีที่มีการร้องเรียนไปที่ดีเอสไอก่อนหน้านี้คงจะมีการพิจารณารับเป็นคดีพิเศษในสัปดาห์หน้า ซึ่งตนเองจะขอติดตามการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ ทั้งดีเอสไอ และ ป.ป.ช. ไปจนกว่าเรื่องจะถึงที่สิ้นสุด

“เราจะติดตามต่อไป เพราะถ้ามีความคืบหน้าหรือเรื่องอื่นๆ ที่เราได้ข้อมูลหรือเอกสารมาอีก ก็จะให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับทาง DSI แต่เท่าที่ทราบว่าทาง DSI ก็บอกว่ามีหลักฐานที่เชื่อได้ว่า น่าจะบรรจุคดีของคุณหญิงจารุวรรณเป็นคดีพิเศษได้

ตอนนี้ทางพยานที่มาให้ข้อมูลกับเราก็ถูกข่มขู่ นอกจากนี้ก็มีคนใน สตง. เองที่เอาหลักฐานมาให้ หรือจะมาเป็นพยานให้กับทางเราด้วย

ขณะที่วันเดียวกันนี้คณะกรรมการติดตามและวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำโดยนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.พรรคพลังประชาชนทำการแถลงข่าวพร้อมคณะ ที่อาคารรัฐสภา โดยสืบเนื่องมาจากกรณีที่ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีคนพยายามติดสินบนโดยมอบเงิน จำนวน 100 ล้านบาท แต่ก็ไม่ได้รับเงินจำนวนนั้น ว่าประเด็นดังกล่าวเป็นข้อกังขาที่คุณหญิงจารุวรรณต้องเร่งทำการชี้แจงต่อสาธารณชน ว่าได้ดำเนินคดีความตามกฎหมายกับผู้ที่ติดสินบนหรือยัง

ทั้งนี้หากยังไม่มีการดำเนินคดีความตามกฎหมาย พฤติกรรมเช่นนี้ก็จะเข้าข่ายผิด มาตรา 157 ตามประมวลกฎหมายอาญา ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยจะให้เวลาภายในสัปดาห์นี้ เพื่อรอดูท่าทีของผู้ว่าสตง. หากมีการเพิกเฉย ไม่สนใจต่อกรณีดังกล่าว ตนยืนยันว่าต้องมีคนดำเนินการแจ้งความดำเนินคดีทางกฎหมายกับคุณหญิงจารุวรรณอย่างแน่นอน

ทั้งนี้นายจตุพร กล่าวเสริมว่า ตนได้ตั้งข้อสังเกตว่า เงินจำนวน 100 ล้านที่มีคนติดสนบนผู้ว่าสตง.นั้น อาจจะเป็นคนคนเดียวกับที่นำเงินมาสนับสนุนกิจกรรมของกลุ่มพันธมิตรฯ ในครั้งนี้ก็เป็นได้ พร้อมกล่าวว่า การกระทำครั้งนี้ไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้งเจ้าหน้าที่รัฐ หรือตัวคุรหญิงแต่อย่างใด เนื่องจาก คุณหญิงจารุวรรณเป็นคนที่ให้สัมภาษณ์ด้วยตนเอง



จี้ตั้งกรรมการสอบวินัย’หญิงเป็ด’หอบเงินแสนหนุนพันธมิตรป่วน

“นักกฎหมาย-นักวิชาการ” รุมประณาม “จารุวรรณ” ทำตัวไม่เหมาะสม วางตัวไม่เป็นกลางชัดเจน เป็นข้าราชการแต่กลับรับอาสาเป็นตัวกลางส่งเงินแสนหนุนม็อบพันธมิตรฯ ขับไล่รัฐบาล สงสัยจะเป็นเงินตัวเองหรือเปล่า เพราะเหตุผลฟังไม่ขึ้น ชี้เบื้องต้นเข้าข่ายผิดวินัย แถมยังผิดทั้งคุณธรรม-จริยธรรม จี้นายกฯ ในฐานะผู้บังคับบัญชาเร่งตั้งกรรมการสอบสวน

จากกรณีที่ปรากฏชัดแจ้งว่า คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ได้นำเงิน 1 แสนบาท สนับสนุนการชุมนุมขับไล่รัฐบาลของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยอ้างว่ามีผู้ฝากเงินจำนวนดังกล่าวมา เนื่องจากไม่สะดวกที่จะนำไปมอบด้วยตัวเองนั้น

นายคำนวณ ชโลปถัมภ์ อดีตนายกสภาทนายความ กล่าวถึงพฤติกรรมของคุณหญิงจารุวรรณดังกล่าวว่าไม่เหมาะสมในฐานะที่เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เนื่องจากข้าราชการต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมือง การที่ผู้ว่าการ สตง. เป็นตัวกลางในการยื่นมือเข้าสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายที่ประกาศชัดว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาล เป็นการไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง

นอกจากนี้หากพิจารณาในด้านระเบียบวินัยของข้าราชการแล้ว อาจยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจน แต่ในเมื่อคุณหญิงจารุวรรณยอมรับข้อสงสัยดังกล่าวว่า มีผู้ไม่ประสงค์ออกนามฝากเงินบริจาคแก่กลุ่มพันธมิตรฯ ผ่านมายังตนเองจริง นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้บังคับบัญชา ก็สามารถตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงได้ ตามหลักเกณฑ์ระเบียบข้อบังคับของข้าราชการ

ส่วนกรณีที่ คตส. แข็งกร้าวไม่ดำเนินตามขั้นตอนทางกฎหมายภายหลังกองปราบปรามออกหมายเรียกให้ คตส. รับทราบข้อกล่าวหานั้น อดีตนายกสภาทนายความกล่าวว่า คตส. ถือเป็นบุคคลธรรมดา ไม่มีเอกสิทธิ์ใดๆ ที่จะไม่ทำตามกฎหมาย ดังนั้นควรดำเนินตามกระบวนการยุติธรรม ตามตัวบทกฎหมาย

“ตัวบทกฎหมาย เมื่อใครถูกเป็นผู้ต้องหาทางอาญา พนักงานสอบสวนก็มีหน้าที่เชิญตัวไปเพื่อให้รับทราบข้อกล่าวหา ถ้าไม่มาก็ต้องดำเนินการขออำนาจศาลเพื่อให้ออกหมายจับ ผมอยากจะบอกว่า คตส.เป็นประชาชนธรรมดาคนหนึ่ง ไม่มีเอกสิทธิ์พิเศษที่จะไม่ทำตามกฎหมาย ฉะนั้นควรเดินตามกรอบกฎหมายน่าจะดีกว่า ไม่ว่าข้าราชการตัวเล็กหรือตัวใหญ่ที่อยู่ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยก็ต้องทำตัวตามกฎหมาย” นายคำนวณกล่าว

ด้าน ผศ.จรัล ดิษฐาอภิชัย ประธานคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) กล่าวว่า ส่วนตัวเชื่อว่าเงินจำนวน 1 แสนบาท ที่คุณหญิงจารุวรรณ เป็นคนกลางมอบสนับสนุนกิจกรรมของกลุ่มพันธมิตรฯ นั้น อาจเป็นเงินส่วนตัวของคุณหญิง หรือเงินที่มีการเรี่ยไรมาจากเจ้าหน้าที่ สตง. ก็เป็นได้ แต่คุณหญิงกลับอ้างว่าเป็นเงินของผู้ไม่ประสงค์ที่จะออกนาม ถือเป็นแผนที่แนบเนียนที่จะได้ไม่สามารถเอาผิดทางกฎหมายได้

พฤติกรรมของผู้ว่าการ สตง. ถือว่ามีความผิดวินัยราชการ มีเป้าหมายในการขับไล่รัฐบาลชัดเจน และยังไม่มีการกล่าวตักเตือนข้าราชการ สตง.ที่ไปขึ้นเวทีพันธมิตรฯ

นอกจากนี้ยังขัดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่กำหนดว่าห้ามข้าราชการหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมารับของขวัญ หรือสิ่งของที่มีมูลค่าเกิน 3 พันบาทขึ้นไป แม้จะเป็นผู้อื่นฝากมาก็ตาม อย่างไรก็ตามผศ.จรัลกล่าวเสริมว่า วุฒิสภาต้องทำการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบพฤติกรรมของผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเนื่องจากเป็นหน่วยงานอิสระ

“ผู้ไม่ประสงค์จะออกนามไม่จำเป็นต้องนำเงินฝากผ่านคนระดับคุณหญิงจารุวรรณ ก็ได้ ให้ญาติพี่น้องที่ไหนนำมามอบให้พันธมิตรฯ น่าจะดีกว่า ทำอย่างนี้มันแนบเนียน ตรวจสอบลำบาก ตอนนี้มีคนต้องการที่จะมอบเงินช่วยเหลือให้กลับกลุ่มพันธมิตรฯ แต่มักทำการฝากผ่านกันจากพวกนายทุน อย่างเช่น กลุ่มคลองเตยประชาธิปไตย ที่นำเงินมาบริจาคนั้น ใครๆ ก็ทราบกันว่าคนในชุมชนนั้นฐานะค่อนข้างยากจน แล้วเงินพวกนั้นมาจากการเรี่ยไรของชาวบ้านอย่างนั้นหรือ มันฟังไม่ขึ้น” ผศ.จรัล กล่าว

ด้าน นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เรื่องเงินบริจาค ไม่มีตัวกฎหมายข้อใดออกมาระบุว่าการให้เงินบริจาคสนับสนุนเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย

แต่ตนมองว่าการที่คุณหญิงอยู่ในตำแหน่งของผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน หรือ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) นั้น มันเป็นเรื่องของการที่ควรคำนึงถึงจริยธรรม และคุณธรรมมากกว่า
นายนรินท์พงศ์ กล่าวว่า ส่วนการกระทำที่แสดงออกมาของคุณหญิงจารุวรรณ มันมีความชัดเจนเรื่องการเลือกข้าง มันเหมาะสมไหม ตอนนี้ไม่ใช่ประเด็นที่จะเอาผิดทางกฎหมาย แต่เป็นเรื่องของความเหมาะสมมากกว่า

“ตอนนี้ผมฟันธงได้ว่าทางคุณหญิงให้การสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯ อย่างแน่นอน เพราะเราต้องเท้าความกลับไปว่า คตส. เกิดขึ้นจากการปฏิวัติรัฐประหาร”

ส่วนกรณีที่ คตส. ไม่ไปตามหมายเรียกของเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น มองว่าเป็นเรื่องของสิทธิที่ประชาชนพึงกระทำได้ แต่ถ้าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการออกหมายจับเมื่อไรนั้น ก็คงที่จะยากในการปฏิเสธ เพราะทางตำรวจก็ต้องดำเนินการไปตามกฎหมาย แต่ยังห่วงว่า จะมีการสร้างกระแสว่าตำรวจเลือกข้าง เลือกปฏิบัติ เพราะสำนวนที่ทาง คสต.ร้องเรียนก็มีไม่เห็นจะปฏิบัติ จะกลายเป็นประเด็นนี้ไป



หนุนปชป.เปิดศึกซักฟอก ‘เฉลิม’ชี้ดีกว่าเล่นข้างถนน

เปิดสภานัดแรกคึกคัก คปพร. บุกยื่นรายชื่อหนุนแก้ไข รธน. เพิ่มเติมอีก 5.6 หมื่นชื่อ เสียงสนับสนุนทะลุ 2 แสน พร้อมเสนอแก้ไข ม.8 พ.ร.บ.ประชามติ ให้ยึดเสียงข้างมากจากผู้มาใช้สิทธิแทนผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด ขณะที่ พปช. จับได้ไล่ทัน ปชป. แฝงเล่ห์กล การตั้งกรรมาธิการเพื่อศึกษาการใช้ รธน.50 ด้าน "เฉลิม” ระบุเห็นด้วย ปชป. ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ดีกว่าไปทำเสียงดังอยู่ข้างถนน

ในการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ นัดแรก (11 มิ.ย.) บรรยากาศเริ่มคึกคักตั้งแต่ช่วงเช้า โดยก่อนเปิดการประชุม คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) และประชาชนประมาณกว่า 50 คน นำโดย นพ.เหวง โตจิราการ ได้เดินทางมายังรัฐสภาเพื่อยื่นหนังสือเพิ่มเติมรายชื่อประชาชนต่อญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญอีก 5.6 หมื่นรายชื่อ จากเดิมที่ได้ยื่นไปแล้ว 150,000 รายชื่อ พร้อมทั้งยังขอสนับสนุนให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ 2551 ที่ได้บรรจุเข้าสู่วาระการพิจารณาแล้วให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว โดย นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภาได้ออกมารับรายชื่อด้วยตัวเอง

นพ.เหวง กล่าวว่า กลุ่ม คปพร.ได้ทำการรวบรวมรายชื่อประชาชนเพิ่มเติมขึ้นมาได้อีก 56,000 รายชื่อ ซึ่งเมื่อรวมกับรายชื่อที่ยื่นในครั้งแรกเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ที่ผ่านมา จะมีรายชื่อรวมแล้วทั้งสิ้น 210,000 รายชื่อ ในการขอยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ตามมาตรา 291 (1)

นอกจากนี้ คปพร. ยังขอสนับสนุนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ 2551ที่สภากำลังจะดำเนินการ ให้เสร็จสิ้นโดยเร็วด้วยความรอบคอบ เพื่อที่ประชาชนจะได้ใช้กฎหมายนี้ ออกความเห็นว่าควรมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 หรือไม่ และเพื่อหยุดยั้งความพยายามของผู้ไม่ปรารถนาดีที่กำลังสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นกับสังคม ซึ่งอาจนำไปสู่การรัฐประหารจนสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติและประชาชนอย่างยิ่ง

นพ.เหวง กล่าวอีกว่า คปพร. ยังขอให้สภาแก้ไขมาตรา 8 ของร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ในวรรคแรกด้วย โดยเปลี่ยนจากการใช้ข้อยุติเสียงข้างมากของจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด มาเป็นการใช้ข้อยุติด้วยเสียงข้างมากของจำนวนประชาชนที่มาออกเสียงทั้งหมดในขณะนั้นเป็นเสียงชี้ขาดแทน เช่นเดียวกับในวรรคสอง ก็ขอให้แก้ไขเป็นการออกเสียงเพื่อให้คำปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรี คณะบุคคลหรือคณะใด ให้ถือเอาเสียงข้างมากธรรมดาของจำนวนประชาชนที่มาออกเสียงทั้งหมดเป็นผลของการลงประชามติ

ขณะที่ประธานรัฐสภา ที่ออกมารับรายชื่อดังกล่าวด้วยตนเอง รับปากว่า จะเร่งดำเนินการตรวจสอบตามระเบียบ โดยจะมอบหมายให้กองประชุมทำหน้าที่ตรวจสอบรายชื่อทั้งหมด ส่วนรายชื่อที่กลุ่ม คปพร.ได้ยื่นครั้งแรกนั้น ขณะนี้ได้มีการตรวจสอบใกล้แล้วเสร็จแล้ว ส่วนมาตรา 8 นั้น นายชัย กล่าวว่า หากที่ประชุมสภาสมัยวิสามัญเห็นควรว่า น่าจะหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นในการอภิปรายตนก็พร้อมที่จะทำตามหน้าที่ต่อไป

อย่างไรก็ตาม สำหรับการประชุมสภาสมัยวิสามัญครั้งนี้ มีเรื่องด่วนที่บรรจุเป็นวาระต้องพิจารณาประกอบด้วย ร่าง พ.รบ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่เสนอโดยศาลฎีกา ร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นผู้เสนอ ขณะที่นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พร้อมคณะ เสนอร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องที่ค้างพิจารณาจากการประชุมสมัยวิสามัญทั่วไป อาทิ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองการดำเนินงานขององค์กรโทรคมนาคมทางดาวเทียม ที่นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชาชน กับคณะเสนอ และวาระการเลือกตั้งคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภา ที่ค้างมาจากการประชุมสภา เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2551

ทั้งนี้ เมื่อนายชัย ขึ้นนั่งบัลลังก์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้กล่าวกับสมาชิกว่า "ผมขอดำเนินการตามระเบียบวาระการประชุม พิจารณาเรื่องเร่งด่วนที่หนึ่ง คือ ร่างพ.ร.บ.คดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฯ ที่จะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จในวันที่ 27 สิงหาคม และร่าง พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติ ที่ต้องพิจาณาให้แล้วเสร็จในวันที่ 30 กันยายนนี้

ขณะที่การพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2552 จะอยู่ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของการประชุม โดยอยู่ระหว่างวันที่ 25-27 มิถุนายน

อย่างไรก็ตาม เมื่อช่วง 12.00 น. นายชัย ได้กล่าวถึงกรณีวิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้านเสนอญัตติตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า ขณะนี้ได้มอบหมายให้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาฯ คนที่ 1 และฝ่ายกฎหมายพิจารณาความถูกต้อง ส่วนจะนำญัตติมาพิจารณาร่วมกันหรือแยกกันคงต้องดูความเหมาะสม แต่ตอนนี้ยังไม่เห็นญัตติจึงยังบอกไม่ได้ แต่ขอให้สบายใจได้ว่า ทุกอย่างต้องเป็นไปตามระเบียบและกฎหมาย อย่างเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาเมื่อองค์ประชุมไม่ครบ ก็ไม่เปิดประชุม ไม่มีการดึงดันทำผิดระเบียบแน่นอน

ต่อข้อถามถึงกรณีที่สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ยื่นญัตติอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ นายชัย กล่าวว่า ในความเห็นส่วนตัวคิดว่า รัฐบาลควรจะยื่นญัตติเพื่อขอให้เปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติตามมาตรา 179 เพื่อให้มีการแสดงความคิดเห็น และรัฐบาลเองจะได้บอกกล่าวต่อสภาและสังคมว่าได้ทำงานอะไรไปแล้ว มีผลงานอะไรบ้าง เพื่อให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน และเปิดโอกาสให้ ส.ส.ได้ซักถามในประเด็นที่สงสัย ซึ่งเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเสถียรภาพของรัฐบาลแต่อย่างใด เพราะเป็นการอภิปรายที่ไม่มีการลงมติ

เมื่อถามถึงกรณีที่ ส.ส.ฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล จะสามารถบรรจุเข้าวาระในสมัยประชุมวิสามัญนี้ได้หรือไม่ นายชัย กล่าวว่า ทุกอย่างมีระเบียบกฎเกณฑ์ ระยะเวลาอยู่ หากฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็ต้องนำเรื่องยื่นให้รัฐบาล ซึ่งรัฐบาลมีเวลา 15 วัน ที่จะตอบกลับมา ซึ่งในช่วงนั้นก็ปิดสมัยประชุมพอดี

ด้านนายสุทิน คลังแสง ส.ส. พรรคพลังประชาชน จ.มหาสารคาม ในฐานะคณะกรรมการประชาสัมพันธ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ของพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวระบุว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จะไม่จัดการออกเสียงประชามติแล้ว เพราะต้องการปล่อยให้เป็นเรื่องของสภา ว่า นายกรัฐมนตรีกำลังเข้าใจผิด เพราะอาจไม่ได้ดูรายละเอียดของญัตติด่วนการตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.)วิสามัญพิจารณาศึกษาการใช้และปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ว่ามีเล่ห์อะไรซ่อนอยู่บ้าง

ซึ่งพรรคพลังประชาชนมีโอกาสพิจารณาญัตติดังกล่าวของพรรคประชาธิปัตย์แล้วพบว่า ไม่ได้ตั้งขึ้นเพื่อศึกษาว่ามีประเด็นใดควรที่จะแก้ไขบ้าง แต่ตั้งขึ้นเพื่อศึกษาตรวจสอบจับผิดว่าในรัฐธรรมนูญ 2550 ประเด็นใดมีผล ไม่มีผลทางกฎหมาย และมีประเด็นใดบ้างที่องค์กรและรัฐบาลละเลยในการออกกฎหมายลูก ซึ่งกรณีนี้จะทำให้เกิดปัญหาตามมาอย่างแน่นอน เนื่องจากกฎหมายรัฐธรรมนูญในหลายมาตรายังไม่มีการนำมาใช้

อย่างไรก็ตาม ทราบมาว่า เรื่องการตั้งกมธ.วิสามัญศึกษานี้ คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) และคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) จะหารือกัน เพื่อขอให้พรรคประชาธิปัตย์แก้ไขญัตติการตั้งกมธ.วิสามัญ เพื่อให้สอดคล้องกัน ทั้งนี้ หากพรรคประชาธิปัตย์ยังคงดึงดันที่จะยื่นญัตตินี้ เชื่อได้ว่าญัตติดังกล่าวจะไม่ผ่านการพิจารณาในวาระแรกอย่างแน่นอน เพราะส.ส.ส่วนใหญ่คงไม่มีใครเอาด้วย นายสุทิน กล่าว และว่า

“เข้าใจว่านายกฯ ไม่ได้ดูละเอียดที่ฝ่ายค้านเสนอตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ และท่านก็ใจซื่อคิดว่าจะเป็นไปตามนั้น คิดไปว่าถ้าสภาตั้งกรรมาธิการร่วมเพื่อฟังเสียงทุกฝ่ายแล้ว ก็ไม่จำเป็นที่จะทำประชามติ แต่ที่จริงไม่ใช่ เพราะพรรคประชาธิปัตย์กำลังเล่นเล่ห์การเมือง เพื่อหวังจับผิดรัฐบาลและทำให้เกิดกระแสโจมตีรัฐบาลอีก ทั้งๆ ที่พรรคพลังประชาชนเห็นด้วยว่า การทำประชามติเพื่อรับฟังเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ เป็นทางออกที่จะยุติความขัดแย้ง ซึ่งล่าสุดฝ่ายกฎหมายรัฐบาลและคณะทำงานฝ่ายกฎหมายในพรรคพลังประชาชน กำลังหารือถึงประเด็นดังกล่าวให้นายกฯ รับทราบ และคาดว่าพรรคพลังประชาชนจะมีมติไม่เห็นด้วยกับร่างญัตติศึกษาการบังคับใช้ รธน.ที่พรรคประชาธิปัตย์จะเสนอต่อสภาแน่” นายสุทิน กล่าว

ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.กระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์จะขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า เป็นเรื่องที่ดีที่ฝ่ายค้านจะทำเรื่องดังกล่าว และเป็นโอกาสของรัฐบาลจะได้ชี้แจงข้อเท็จจริง เวลาฝ่ายค้านอภิปรายรัฐบาลก็ตอบ และจะเป็นตัวอย่างให้กลุ่มพันธมิตรฯได้สำนึกว่า สิ่งที่ทำไปกีดขวางการจราจรหรือไปทำอย่างอื่นนอกสภาไม่ถูกต้อง เพราะระบอบประชาธิปไตยต้องว่ากันในรัฐสภา รวมทั้ง ส.ว.ที่ยื่นญัตติก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ไอ้ที่ไปแป๊นๆ นอกสภาไม่เข้าท่า

ต่อข้อถามว่ามั่นใจในพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ เพราะนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย แสดงท่าทีว่าจะทบทวนการร่วมรัฐบาล ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ไม่มีหรอก รัฐบาลมีความสามัคคี ตนเคยบอกตลอด รัฐบาลชุดนี้เหมือนคอนกรีตเสริมเหล็ก ยิ่งฝนฟ้าตกเยอะๆ ยิ่งแข็งแรงผสมผสานลงตัวปึกเลย

ขณะที่ความเคลื่อนไหวของวิปฝ่ายค้าน ได้ร่างหนังสือขอให้นายกรัฐมนตรีเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมของรัฐสภา ตามมาตรา 179 เสร็จเรียบร้อยแล้ว โดย นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ประธานวิปฝ่ายค้านจะนำ ส.ส. จำนวนหนึ่งไปยื่นต่อนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบ ในเวลา 15.00 น. โดยในหนังสือระบุว่า เนื่องจากขณะนี้เกิดปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ราคาน้ำมันแพง เศรษฐกิจตกต่ำ เกิดปัญหาความไม่สงบ สังคมเกิดความขัดแย้ง จนอาจจะทำให้สถานการณ์ลุกลามบานปลาย

รวมถึงรัฐบาลบริหารประเทศไม่เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลโยกย้ายข้าราชการที่ไม่เป็นธรรม ดังนั้น จึงอยากให้คณะรัฐมนตรีได้ชี้แจงปัญหาต่างๆ ต่อที่ประชุมวุฒิสภา เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาความรุนแรงที่จะเกิดขึ้น เพื่อลดการเผชิญหน้าของกลุ่มต่างๆ ในสังคม

โดยนายสาทิตย์เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ที่ผ่านมา ที่ประชุม ส.ส. ของพรรคได้ยกเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจขึ้นมาหารือ โดยมีหลักการว่า การที่จะตัดสินใจอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับข้อมูล ซึ่งที่ประชุมมีมติขอเวลาอีก 2 วันที่จะหารือกับผู้มีข้อมูล หลังจากนั้นจึงจะตัดสินใจว่าจะอภิปรายไม่ไว้วางใจในเรื่องใด เมื่อใด อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นพบว่ามีข้อมูลที่จะใช้ในการอภิปรายได้ราว 2-3 กระทรวง แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ ส่วนจะยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีคนใดบ้างนั้น ขึ้นอยู่กับข้อมูลซึ่งต้องมีการพูดคุยกันภายในพรรคก่อน

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเรียกร้องให้รัฐบาลใช้มาตรา 179 ในการขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติ เพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ปัญหาต่างๆ ซึ่งก่อนหน้านี้มี 61 ส.ว. ได้ขอใช้สิทธิดังกล่าวยื่นญัตติต่อประธานวุฒิสภาไปแล้ว โดยที่ประชุมมอบหมายให้วิปฝ่ายค้านทำหนังสือแจ้งต่อรัฐบาล

ด้าน นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส. สัดส่วน พรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอให้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจตามมาตรา 179 เพื่อให้ ส.ว. และ ส.ส. เปิดอภิปรายร่วมกันว่า การที่มีการเสนออภิปรายรัฐบาลนั้น พรรคไม่ได้วิตกกังวล แต่อยากเสนอให้พรรคประชาธิปัตย์อย่าเพิ่งยื่นญัตติอภิปรายทั่วไปพร้อมกับ ส.ว. ควรรอให้ ส.ว. อภิปรายจบก่อน จากนั้นทางพรรคประชาธิปัตย์จะยื่นขออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเลยก็ได้

“ถ้าเปิดให้อภิปรายร่วมกัน จะทำให้พรรคประชาธิปัตย์เสนอเกมสอดคล้องกับ ส.ว.ที่มาจากการสรรหาจากรัฐธรรมนูญปี 50 ของ คมช. ผมอยากให้ ส.ว.ได้แสดงตัวว่า จะรับใช้ คมช.หรือประชาชน เพื่อให้ประชาชนได้เปรียบเทียบว่า คนที่ถูกแต่งตั้งจาก คมช.เป็นอย่างไรและต้องการผู้แทนที่มาจากการแต่งตั้งหรือเลือกตั้ง” นายสุนัยกล่าว

นอกจากนี้ นายสุนัย ยังกล่าวถึงท่าทีการทำประชามติของรัฐบาลว่า ขณะนี้ท่าทียังไม่สรุปแน่นอน แต่ยืนยันว่า การทำประชามติเป็นเสียงสวรรค์ เป็นเรื่องที่ถูกต้อง การชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยคือ ตัวกระตุ้นที่แสดงให้เห็นว่าต้องทำประชามติ

แฉ! โพธิรักษ์ ร่วมวงป่วนชาติ พุทธศาสนาประจำชาติผ่านโดนกวาดยกก๊วน

“มหาโชว์” แฉเหตุ “โพธิรักษ์” นำทีม “สันติอโศก” ร่วมวงม็อบพันธมิตรฯ ป่วนเมือง ค้านการแก้ไข รธน.50 เป็นเพราะผวาหากมีการบรรจุพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ จนมีการออกกฎหมายลูก พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา พวกนอกรีต เลียนแบบ บิดเบือนพุทธศาสนามีหวังโดนจัดการยกก๊วน ซัดร่วมการชุมนุมเป็นเรื่องการเมืองชัดๆ อย่ามาอ้างสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ส.ส. ห่วงเยาวชนเข้าใจบทบาทพระผิดๆ เผยโดนขับพ้นความเป็นพระตั้งแต่ปี 2532

ในสถานการณ์การชุมนุมขับไล่รัฐบาลของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ปรากฏกลุ่มคนที่ปักหลักร่วมการชุมนุมอย่างต่อเนื่องเป็นกลุ่มญาติธรรมจากสันติอโศก และยังมีบางคนโกนหัวแต่งกายคล้ายพระมาร่วมกิจกรรมชุมนุมขับไล่รัฐบาล โดยปฏิบัติตัวเสมือนเป็นสงฆ์ ทั้งการบิณฑบาต และการสวดมนต์ มีคนกราบไหว้ รวมทั้ง นายสนธิ ลิ้มทองกุล และพล.ต.จำลอง ศรีเมือง ด้วย จนชวนให้เกิดความเข้าใจที่สับสนในหมู่พุทธศาสนิกชน เป็นประเด็นที่หลายฝ่ายแสดงความเป็นห่วงอย่างกว้างขวางนั้น

พระมหาโชว์ ทัสสนีโย รองเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย และอาจารย์พิเศษบัณฑิตวิทยาลัย มหามกุฏราชวิทยาลัย กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า มีประเด็นบางอย่างแฝงเร้นอยู่ ทำให้คนกลุ่มดังกล่าวต้องออกมาชุมนุมร่วมกับม็อบ พร้อมกับย้อนไปถึงการทำประชาพิจารณ์เรื่องศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ เมื่อคราวร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ว่าเป็นเรื่องที่มีอคติมาเกี่ยวข้อง และมีความพยายามกีดกันอย่างชัดเจน

“อยากจะบอกว่าการใช้พระธรรมวินัยอย่างเดียวมันคุมพุทธศาสนาไม่อยู่ การที่บอกว่ากฎหมายมันต่ำ พระพุทธศาสนาสูง อันนั้นเป็นข้ออ้าง เพราะว่านี่คือกฎหมายสูงสุดของประเทศ เราอยากให้พระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นของสูงได้รับการดูแลโดยกฎหมาย ใส่ไว้แล้วกฎหมายจะดูแล เราไม่ต้องไปนั่งประท้วง

อย่างภิกษุสันดานกา ก็ด่าพระเหยงๆ จะเอาอะไรไปจับ เพราะกฎหมายมันไม่มี เรื่องของสงฆ์ เดิมทีมันไม่ครอบคลุม เราจะเขียนไปให้ครอบคลุม โดยให้มีกฎหมายแม่บทก่อนแล้วค่อยมาเป็นกฎหมายลูก เช่น พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา อย่างกรณีของการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ทางวิทยุ หรือเว็บไซต์นี่แหละ กฎหมายลูกมันต้องตามมาดูแลว่าการใช้เป็นประโยชน์บวกลบอย่างไร ถ้าเทศน์ผิดเอากฎหมายนี่แหละจัดการ

อย่างกรณีสันติอโศก ที่เคยเทศน์ว่า "ตันหา" ตัน คือ ไปไม่ได้ จำเป็นต้องหา หรือ กรณีบรรลุธรรมของโพธิรักษ์ ที่เป็นปัญหา อย่างนี้กฎหมายที่มาใหม่สามารถจับได้เลย”

พระมหาโชว์ กล่าวอีกว่าด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของการพยายามออกมาร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะมีความกลัวอยู่ลึกๆ เพราะกฎหมายที่จะตามมายังหมายถึงการเลียนแบบ เช่น เทศน์ผิดพระไตรปิฎก หรือแม้แต่ว่าไปบิณฑบาต โดนหมด เพราะถือว่าเลียนแบบ

อย่างกรณีท่านจันออกมาพูด หรือ โพธิรักษ์ หรือแม้แต่กลุ่มอื่นที่ไม่ได้ไปร่วมชุมนุมด้วย หากไปทำก็ผิด แม้แต่พระด้วยกันหากไปเทศน์ผิด ไปเทศน์แล้วบอกว่าหลักธรรมเหล่านี้ตนคิดขึ้นมาเอง ก็ผิดเหมือนกัน ฆราวาสที่ไปพูดในรายการทางวิทยุโทรทัศน์ ก็ต้องมีกรรมการไปตรวจสอบ รวมถึงที่เขียนหนังสือออกมาขายกันก็ต้องดูว่าถูกหรือผิด

นอกจากนี้การนำกลุ่มสันติอโศกมาร่วมชุมนุมก่อความเดือดร้อนที่สะพานมัฆวานฯ ก็ชัดเจนว่าเป็นเรื่องทางการเมือง การที่อ้างชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ที่จริงแล้วก็เป็นเพียงเปลือกที่ใช้โจมตีคนอื่น ซึ่งไม่ใช่เรื่องจริง

การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ต้องดูว่าแท้ที่จริงแล้วเขาต้องการให้ใช้กำลังใช่หรือไม่ แล้วจะได้เกิดการปฏิวัติและมีการเปลี่ยนขั้วอำนาจ ถ้าดูตอนนี้ถ้าทุกส่วนใช้ธรรมกันอย่างจริงจัง โดยเฉพาะลัทธิของโพธิรักษ์ ที่มีกองทัพธรรมมาเป็นตัวหนุน ในเชิงศาสนา ในเชิงมหาเถรสมาคม คงจะต้องออกมาพูดอะไรบ้าง

ขณะที่นายสุทิน คลังแสง หนึ่งในคณะกรรมการวอร์รูมพรรคพลังประชาชน ได้กล่าวถึงกรณีกลุ่มสันติอโศก ที่ทำการร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ ว่า ขณะนี้กลุ่มพันธมิตรฯ กำลังพยายามสร้างวัฒนธรรมที่ผิดๆ แก่สังคม ใน 3 ประเด็นคือ 1.การสร้างอารยะขัดขืน ซึ่งถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากผู้ใดก็ตามที่กระทำการยั่วยุให้ผู้อื่นกระทำผิดกฎหมายก็ถือว่าเป็นผู้ละเมิดกฎหมาย และประเทศอื่นที่พัฒนาแล้วไม่กระทำกัน และมีความพยายามแสดงเพื่อให้เกิดความเข้าใจผิดในประเด็นเรื่องดีชั่ว เพื่อให้สังคมยอมรับสิ่งที่ไม่ดีให้กลายเป็นสิ่งดี ซึ่งหากชาวบ้านกระทำตามโดยสร้างอารยะขัดขืนก็จะทำให้เกิดความยุ่งยากภายในบ้านเมือง

ประเด็นที่สองคือ เยาวชน นักเรียน อาจจะมีความเข้าใจผิดในหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาได้ เนื่องจากมีกลุ่มที่เรียกตนเองว่าชาวพุทธเข้าร่วมชุมนุม พร้อมกับขึ้นเวทีกล่าววาจาหยาบคาย นอกจากนี้ยังมีการเบียดเบียนประชาชนโดยสร้างความเดือดร้อน และประเด็นสุดท้ายคือ การสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากพรรคฝ่ายค้านมีท่าทีส่งเสริมกลุ่มพันธมิตรฯ ให้ทำการเคลื่อนไหว แทนที่จะสกัดกั้น ซึ่งไม่ต้องการห้ามแต่อย่างใด เพียงแต่ไม่ต้องการให้มีการสร้างวัฒนธรรมไม่ดีแก่เยาวชน

อนึ่ง มติคณะการกสงฆ์เกี่ยวกับสันติอโศก เมื่อ 23 พฤษภาคม 2532 ได้ระบุชัดว่า มหาเถรสมาคมมีคำสั่งให้โพธิรักษ์ สละสมณเพศ รวมถึงบริวารที่โพธิรักษ์จัดทำให้เป็นพระก็ไม่ถือว่าเป็นพระต่อไป รวมทั้งให้มีการกระทำปกาสนียกรรม ประกาศให้พุทธบริษัททราบโดยทั่วไป

และจากมติคณะการกสงห์ดังกล่าว มหาเถรสมาคมได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ.2532 ลงนามโดยพระธรรมมหาวีรานุวัตร ประธานคณะทำงานปกาสนียกรรม



พปช.ขานรับฝ่ายค้านขอเปิดซักฟอก เย้ยดีกว่าไปเสียงดังข้างถนน

พปช.ไม่ขัดข้องตามที่ ปชป. ขอให้"นายกฯ"เรียกประชุมรัฐสภา ตาม ม.179 เพื่อเปิดซักฟอกทั่วไปร่วมสองสภา เย้ยประชาธิปัตย์อย่าจับปลาหลายมือ

ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ต้องตอบให้ได้ว่าการขอใช้สิทธิ์ตามมาตรา 179 ของรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้นายกรัฐมนตรีแจ้งขอเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อชี้แจงปัญหาการบริหารราชการแผ่นดินนั้น เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของ ส.ว.ที่ได้ยื่นญัตติตามมาตรา 161 ของรัฐธรรมนูญเพื่อขอเปิดอภิปรายทั่วไปหรือไม่

โดยเฉพาะ ส.ว.ที่เป็นแกนหลักยื่นเรื่องนี้ เป็น ส.ว.ที่แต่งตั้งโดยระบอบเผด็จการ แต่ถ้าพรรคประชาธิปัตย์เคลื่อนไหวโดยบริสุทธิ์ใจ รัฐบาลก็คงไม่ขัดข้องที่จะเปิดประชุมรัฐสภาตามมาตรา 179 เนื่องจาก สส.รัฐบาลก็มีข้อมูลที่อยากเสนอแนะต่อรัฐสภาเหมือนกัน และอยากให้พรรคประชาธิปัตย์ไปบอกกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่า ให้ยอมรับการแก้ปัญหาโดยระบบรัฐสภาด้วย

ร.ท.กุเทพ กล่าวว่า กรณีพรรคประชาธิปัตย์ จะยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลนั้น ทางรัฐบาลไมได้หวาดวิตก แต่อยากให้พรรคประชาธิปัตย์สร้างมาตรฐานให้ดีกว่านี้เพราะโดยปกติ รัฐบาลทำงานในช่วงแรก ฝ่ายค้านจะไม่เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยิ่งหากพรรคประชาธิปัตย์ขอให้นายกฯเปิดประชุมรัฐสภาเพื่อชี้แจงปัญหาการบริหารราชการแผ่นดินด้วยแล้ว ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจก็อาจซ้ำซ้อนกัน พรรคประชาธิปัตย์ จึงไม่ควรจับปลาหลายมือ ดังนั้น ควรจะเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

ขณะที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย แสดงความเห็นด้วยกับการอภิปรายไม่ได้ว่างใจเช่นกัน โดยระบุว่ายังดีกว่าการไปใช้เวทีนอกสภา