แม้จะเป็นอีกหนึ่งมุมมองของ “สื่อ” ในการนำเสนอภาพเด็กตัวเล็กตัวน้อยที่ติดสอยห้อยตามบรรดาพ่อแม่ผู้ปกครอง เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่บัดนี้ได้กลายเป็นเทรนด์ไปแล้วในการพา “เด็ก” มาร่วม “ม็อบ”การจับให้เด็กแต่งตัวตามบรรยากาศ ใส่หมวก ถือธง คาดผ้าโพกหัว ลักษณะไม่ต่างกับการเชียร์ฟุตบอลโลกสิ่งที่ผู้ใหญ่เห็นก็คือ “เด็ก” ยังไงก็น่ารัก..สมวัยแล้วสิ่งที่เด็กได้เห็นล่ะ..?
มลภาวะทางการมองเห็น-ภาพที่บรรดาผู้ชุมนุมใช้ความรุนแรง ทั้งไม้เบสบอล หมวกกันน็อก ถูกนำมาเป็นเครื่องมือและเครื่องป้องกันมลภาวะทางอาหาร-อาหารกล่องในสถานที่ที่ไม่เหมาะแก่การรับประทาน เวลากินไม่ได้กิน เวลานอนไม่ได้นอนมลภาวะทางสัมผัส-กลิ่นฉี่ตลบอบอวลไปพร้อมๆ กับมลพิษทางอากาศที่ต้องรับลม โดนแดดและเปียกฝน ไหนจะโรคภัยที่จะตามมาจากเชื้อที่เกิดและแพร่กระจายอยู่ทั่วไป โดยเฉพาะกับที่ที่มีคนหมู่มากมาอยู่กินอย่างไม่ถูกสุขลักษณะ
มลภาวะทางเสียง-ที่ดังเกินที่หูมนุษย์จะรับไหว คำพูดคำจาที่สาดเข้าใส่กันเองแต่
ความหมายด่าฝ่ายตรงข้ามไม่ว่าจะสัมผัสทางรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ทั้งหมดส่งผลโดยตรงต่อประสาท “ผู้ใหญ่ยังแย่..แล้วเด็กจะเหลืออะไร”ในภาวะบ้านเมืองปกติ “เด็ก” เหล่านี้ก็คือแก้วตาดวงใจของพ่อแม่ ที่เฝ้าดูแลและทะนุถนอมเป็นอย่างดี..ไม่ใช่หรือ?การเข้าร่วมชุมนุมจะทำให้ “เด็ก” เรียนรู้คำว่า “ประชาธิปไตย” ได้มากน้อยแค่ไหนเป็นเรื่องของอนาคต แต่สิ่งที่ “เด็ก” ได้เห็นและรับไปแล้ววันนี้ คือ การ “ซึมซับ” ตามวัยแห่งการเรียนรู้ รวมถึง “พฤติกรรมเลียนแบบ”
เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.ที่ผ่านมา “พระพยอม กัลยาโณ” เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว ไปเทศน์ชาวบ้านที่จังหวัดพิจิตร และได้พูดถึงความห่วงใยการนำลูกเด็กเล็กแดงไปร่วมเวทีม็อบที่มีแต่คำผรุสวาทหยาบคาย พร้อมระบุถึงความเหมาะสมที่จะให้มีกฎหมายเอาผิดกับบรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ฟังดูแล้วก็เป็นเพียงข้อห่วงใยหนึ่งเท่านั้น ถ้ากลุ่มพันธมิตรฯ จะมีมโนธรรมหรือคุณธรรมบ้างก็คงเป็นเรื่องที่ดี แต่การณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น..!“สนธิ ลิ้มทองกุล” 1 ใน 5 แกนนำพันธมิตรฯ ขึ้นเวทีสาดเสียเทเสียพระพยอมช่วงกลางดึกวันนั้นทันที เพียงเพราะเหตุผลที่ว่าพระพยอมไม่ไปด่าฝั่งศัตรู (หมายถึง นายสมัคร สุนทรเวช ที่ใช้วาจาหยาบคายบ่อยครั้ง) จึงกลายเป็นว่า “พระพยอม” ในสายตาพันธมิตรฯ ไม่เคยเทศน์อะไรที่ดีต่อบ้านเมืองเลย
“พระพยอมครับ ช่วยเปล่งสาธุการด้วยการโห่ให้พระพยอมหน่อย ผมนี่เป็นคนที่เคารพพระเคารพเจ้า ผมบวชเรียนมา 2 ครั้ง ผมมีแต่พ่อแม่ครูอาจารย์ที่สอนให้ผมเอาธรรมนำหน้า ไม่เคยสอนให้ผมเลียไข่รัฐบาล ถ้าพระคุณเจ้าพระพยอมอยากจะพูดเตือนว่าพูดจาต้องสุภาพ ทำไมไม่ไปเตือนนายกฯ เป็นพระเป็นเจ้ายังไม่รู้จักเทศน์ว่าควรจะเทศน์ให้ใครฟัง มาเทศน์ให้พวกเราซึ่งเอาธรรมนำหน้าตลอดเวลาเลยใช่ไม่ใช่ พรรษาผมน้อยกว่าท่านมาก ผมบวชมา 2 ครั้ง ครั้งละเดือนกว่า แต่ผมปฏิบัติธรรม จิตผมสงบ ผมปล่อยวาง เมื่อไหร่ท่านจะปล่อยวางซะที เพราะถ้าเมื่อท่านไม่ปล่อยวาง ท่านก็คือ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ที่อยู่ในผ้าเหลือง”
เป็นอะไรกันไปแล้วคนไทย เป็นอะไรกันไปแล้วพันธมิตรฯ !!
ช่วงที่มีข่าวปัญหาการจราจร เด็กนักเรียนต้องเดือดร้อนเพราะการปิดถนน ตัวแทนกลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาบอกว่า “โรงเรียนและนักเรียนควรจะเสียสละบ้าง”
มาคราวนี้พระผู้ใหญ่เทศน์สั่งสอนเข้าให้ก็ด่ากลับ โดยไม่พูดถึงความเป็นจริงในสิ่งที่พระท่านเตือนว่า การเอา “เด็ก” มาร่วมนั้นเป็นสิ่ง “ไม่ควร” หรือไม่อย่างไรก็ดี ระหว่างการเทศน์ของพระพยอม ได้พูดถึงข้อดีการปราศรัยของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่า ทำให้ประชาชนได้รับรู้ในสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควรในการบริหารประเทศ นั่นแสดงว่าพระพยอมเองก็เป็นแฟนรายการปราศรัยของกลุ่มพันธมิตรฯ ด้วยเช่นกันเมื่อทางนั้นเขาตอกกลับมาอย่างนี้ ท่านจะรู้สึกอย่างไร??กลายเป็นคำถามที่ “อยากรู้แต่ไม่อยากถาม” เพราะไม่อยากดึงให้ดาวต้องมาเปื้อนดิน
เมืองไทยเราได้ชื่อว่าเป็นเมืองพุทธ มี “พระพุทธศาสนา” เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจยามว้าวุ่น หากวันนี้การเมืองได้เข้าครอบงำจิตใจจนเบียดบังความรู้สึกนึกคิด โดยที่หลักธรรมคำสอนในศาสนาหรือจากผู้ที่อยู่ในศาสนา ไม่สามารถช่วยเยียวยา “จิตใจ” ผู้คนได้อะไรจะเกิดขึ้น..!หากทำใจเป็นกลาง..มองดูการปฏิเสธท่าทีจากผู้หวังดีทุกรูปแบบของกลุ่มพันธมิตรฯ ตั้งแต่การปฏิเสธกลุ่ม “พลังสีขาว” เรื่อยมาถึงการต่อว่าพระพยอมที่ออกมาแสดงความเห็นและเป็นห่วง “เยาวชนของชาติ”อาจมองเห็นได้ว่า..แท้จริงแล้ว “ใคร” กัน? น่าเป็นห่วงที่สุด!!
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, June 12, 2008
ม็อบเด็ก
ไม่มีใครกล้ารองเลย
กับช็อตล่าสุดของ “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ตีหน้ายักษ์ ตาขวางใส่นักข่าวที่ตามไปทำข่าวการนัดพบหารือแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลที่โรงแรมย่านหลานหลวง จ้องกันแบบจะกินเลือดกินเนื้อ แต่ตามรายงานข่าวเบื้องหลัง พอปิดประตูอยู่ในห้องลำพังกับแกนนำรัฐบาล “ลุงหมัก” ก็ปั้นหน้าใหม่ทันที อารมณ์เปลี่ยนแบบ 180 องศา เล่นบทหัวเราะหยอกล้อ ทำหน้าที่พิธีกร เปิดรายการ “ชิมไปบ่นไป” แนะนำเมนูอาหารจานเด็ด ทั้งราดหน้าทะเลใส่ผักกาดขาว ติ่มซำ ที่เจ้าตัวสั่งไว้รับรองแขกร่วมโต๊ะอย่างออกรสออกชาติ ไม่มีอาการบึ้งตึงเหลืออยู่เลย และหลังมื้ออาหาร ก่อนแยกย้ายกันกลับ “ลุงหมัก” ยังเล่นมุกกุ๊กกิ๊ก แกล้งผลักหลัง “เสี่ยอ๊อด” นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง ในฐานะเลขาธิการพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ออกมาให้นักข่าวรุมสัมภาษณ์แทนตัวเองที่ชิ่งหนีลงลิฟต์ อารมณ์เพี้ยนไปเพี้ยนมา ถ้าคิดกันตามประสาชาวบ้าน ก็แค่อาการของคนแก่ที่กำลัง “โมโหหิว” เห็นอะไรขวางหู ขวางตา หรือถ้าจะวิเคราะห์ให้แสบไปกว่านั้น ก็มีผู้สันทัดกรณีจับทางว่า นี่คือลีลาขู่ ของสิงห์เฒ่า ตีกันนักข่าวไม่กล้าแหย่ไมค์ สรุปโดยอาการของ “ลุงหมัก” ไม่มีอะไรในกอไผ่ แต่ที่ถูกมองว่า “มีงาน” อยู่ที่คิวของ “บิ๊กเติ้ง” นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ที่ให้สัมภาษณ์หลังมื้ออาหาร ตอบแบบกำกวมๆ เมื่อถูกนักข่าวถามเรื่องที่ม็อบพันธมิตร และพรรคประชาธิปัตย์เรียกร้องให้ถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล “กำลังดูอยู่ ต้องหารือกับพรรคเพื่อแผ่นดินก่อน” รับมุกหน้าตาเฉยเลย จะว่านักข่าวถามนำก็ไม่น่าใช่ เพราะตามข่าวคิวนี้ “บิ๊กเติ้ง” ย้ำเองถึง 2-3 รอบ และก็รู้ตัวด้วย ไม่อย่างนั้นก็คงไม่ย้อนดักคอนักข่าว “คุณกำลังนำทางผมอยู่ พอแล้ว” อาการออกซะขนาดนี้ จะบอกว่าไม่มีอะไรในกอไผ่ ใครจะเชื่อ ที่ไม่เชื่อแน่ๆเลยก็คือนายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคพลังประชาชน ออกมาตะโกนไล่ตะเพิดทันที หากนายบรรหารและพรรคชาติไทยอึดอัดที่จะอยู่ร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน ก็ขอให้ลาออกไป “ที่ผ่านมาวิถีทางการเมืองที่เรียกร้อง หรือสไตล์การทำงานแบบลื่นไหลของพรรคชาติไทย ไม่ใช่สิ่งที่เข้าใจยาก การที่ท่านบรรหารออกมาพูด เพราะต้องการสร้างภาพ ดึงกระแส ทำให้ประชาชนมองว่าพรรคชาติไทยมีจุดยืน” ฝั่งหนึ่งออกลีลาอึดอัดพร้อมชิ่ง อีกฝ่ายหนึ่งออกมาไล่ส่ง เหมือนกับฟางเส้นสุดท้ายจะขาดผึงในเร็ววันนี้ อย่างไรก็ดี ในภาษาของเซียนการเมืองอย่าง “สิงห์เหลิม” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ออกมาการันตีความสัมพันธ์ในรัฐบาลมีความสามัคคี 100+1 เปอร์เซ็นต์ มั่นใจในตัว “บิ๊กเติ้ง” ที่เป็นคนดี จริงใจ ไม่หักหลังใคร และตามภาษาเซียนบอล งานนี้เขาให้ต่อ 2 ลูกครึ่ง บวกน้ำจิ้ม 10-1 “บิ๊กเติ้ง” ไม่มีทางถอนตัวออกจากพรรคร่วมรัฐบาล ราคาไหลเตลิด แต่ไม่มีคนกล้ารอง เอาเป็นว่า ในบรรดาแขกร่วมโต๊ะอาหารแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลที่ล้วนแล้วแต่สิงห์เฒ่าลายครามระดับ “ลุงหมัก” ประกบด้วย “บิ๊กเติ้ง” ไปยัน “เสธ.หนั่น” พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ และนายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน เก๋าเกมเขี้ยวลากดินทั้งนั้น จับทางลำบาก จะมีก็แค่ “เสี่ยอ๊อด” นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง ในฐานะ เลขาธิการพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ที่ยังอยู่ในช่วงสะสมชั่วโมงบิน โดยบุคลิกตรงๆ รอบยังไม่จัด ไม่ถนัดซ่อนกลกับใคร พูดกันแบบไม่มีลีลาล่อหลอก “ประดิษฐ์” บอกว่า “รัฐบาลยังเกาะกันแน่น”. ทีมข่าวการเมือง รายงาน
ถ้าเป็นดาราก็ต้องยกนิ้วให้เลยว่า ตีบทแตกกระเจิง

สภาถกกฎหมายคดีนักการเมือง
ทั้งนี้ มี ส.ส.อภิปรายอย่างกว้างขวาง โดยนายสุทัศน์ เงินหมื่น ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กฎหมาย ฉบับนี้ทำให้ศาลยังเป็นที่พึ่งที่หวังเดียวของประชาชน เพราะ เห็นได้ชัดเจนในกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจออกหมายจับนายสุนัย มโนมัยอุดม อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ แต่พอคราวอดีตผู้นำของประเทศไทยบางคนที่ถูกกล่าวหาด้วยเรื่องร้ายแรง เดินทางกลับประเทศไทย เจ้าหน้าที่ตำรวจโดยเฉพาะ รมว.มหาดไทยกลับเดินทางไปให้การต้อนรับเต็มที่ถึงสนามบิน นายนิสิต สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ไม่แน่ใจว่าการที่ศาลฎีกาจะตั้งองค์กรอิสระขึ้นมาไต่สวนคดีที่เกี่ยวข้องกับนักการเมือง ซึ่งถือเป็นการตั้งคณะกรรมการสอบสวนและพิพากษาได้เอง จะเป็นการถ่วงดุลระหว่างฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายตุลาการหรือไม่ เนื่องจากรัฐธรรมนูญปี 2550 เพิ่มอำนาจให้ฝ่ายตุลาการมากเกินกว่าอำนาจของอีกสองฝ่าย ต้องการให้เกิดตุลาการภิวัตน์จัดการกับนักการเมือง จึงอยากทราบถึงวิธีการหาความเป็นกลางในการตั้งคณะกรรมการไต่สวนอิสระด้วย ไม่อย่างนั้นบ้านเมืองจะยิ่งมีปัญหามากขึ้น เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดอายุขององค์กรอิสระต่างๆโดยเฉพาะ ป.ป.ช.ซึ่งส่วนใหญ่มาจากสายศาลมีอายุนานถึง 9 ปี
ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า เมื่อเวลา 09.50 น. ว่านนี้ (11 มิ.ย.) มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยวิสามัญเป็นวันแรก โดยมี นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม ก่อนเริ่มประชุมปรากฏว่ามี ส.ส.อยู่ในห้องประชุมเพียง 198 คน ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส.ทั้งหมด ทำให้นายชัยขอเลื่อนประชุมไปอีก 30 นาที กระทั่งเวลา 10.30 น. จึงสามารถเริ่มประชุมได้ โดยที่ประชุมได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ศาลฎีกาเป็นผู้เสนอเป็นเรื่องด่วน โดยกำหนดให้ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองยึดสำนวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช.หรือผู้ไต่สวนอิสระเป็นหลักในการพิจารณาคดี และมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่มีมูลแห่งคดีเป็นการกล่าวหาผู้ให้ ผู้ขอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่บุคคลผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ ทั้งยังกำหนด ให้มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สิน และกำหนดให้ผู้เสียหายสามารถร้องขอต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาให้แต่งตั้งผู้ไต่สวนอิสระ ตลอดจนการอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาสำหรับคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

คตส. ค้านแนวคิดต่ออายุการทำงาน
โฆษก คตส. ค้านแนวคิด พรรคประชาธิปัตย์ เสนอ พ.ร.บ. ต่ออายุการทำงาน คตส.
นายสัก กอแสงเรือง โฆษกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส.กล่าวถึงกรณีที่ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะเสนอเป็นร่างพระราชบัญญัติต่อรัฐสภาให้มีการพิจารณาต่ออายุการทำงานของ คตส. เพื่อพิสูจน์ความถูกผิดของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรว่าไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว เพราะขณะนี้งานของ คตส. ใกล้เสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งหลังจากนี้หากมีบางคดีที่ยังไม่แล้วเสร็จก็มีทางออก โดยส่งต่อให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.ส่วนกรณีที่ ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน ระบุ คตส. ทำงานช้า เพราะต้องการได้เงินเดือนนั้นโฆษก คตส. กล่าวว่า แล้วแต่ใครจะคิด และไม่ควรไปให้ความสนใจ
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเช้าวันนี้ ได้มีนายทหารจากกระทรวงกลาโหม เดินทางเข้าหารือกับ คตส. เกี่ยวกับการทำงานที่จะหมดวาระลง ในวันที่ 30 มิ.ย.นี้ โดยในวันดังกล่าว จะมีการจัดสัมมนา และส่งมอบงานต่อ ป.ป.ช. ที่ ม.ธรรมศาสตร์
ต่างชาติอัดยับม็อบป่วนประเทศชาติเสียหาย
ที่โรงแรมอิมพีเรียล ควีนส์พาร์ค กทม. วันที่ 11 มิ.ย. สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้จัดการประชุมเชิงวิชาการในหัวข้อ "10 ปีกกต. ก้าวต่อไปเพื่อประชาธิปไตยที่ยั่งยืน " เนื่องในโอกาสครบรอบสิบปีการสถาปนาสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยมีนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต.เป็นประธานในการเปิดงาน
ในการประชุมเชิงวิชาการในหัวข้อ "10 ปีกกต. ก้าวต่อไปเพื่อประชาธิปไตยที่ยั่งยืน " ทูตสวิสฯชี้หากม็อบทำตามใจชอบประเทศเสียหาย
นายโรดอล์ฟ เอส .อิมฮอฟ ( Mr.Rudolphe S.Imhoof ) เอกอัครราชทูสมาพันธรัฐสวิสประจำประเทศไทย ได้เป็นหนึ่งในผู้ร่วมการการเสวนา โดยได้ปาฐกถาในหัวข้อ " การเลือกตั้งกับประชาธิปไตย " ว่า การเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ประชาธิปไตยทำงานได้เต็มรูปแบบ เพราะประชาธิปไตยมีความหมายมากกว่าการเลือกตั้ง เนื่องจากต้องมีภาคประชาสังคมที่แข็งแกร่งด้วย เสียงส่วนมากไม่ใช่จุดมุ่งหายของนักการเมือง แต่ต้องการสร้างฉันทามติที่แข็งแกร่ง ไม่มีนักการเมืองคนไหนจะประสบความสำเร็จได้ถ้าไม่มีความคิดเช่นนี้
นายโรดอล์ฟ กล่าวถึงการลงประชามติว่า การลงมติเป็นการออกเสียงรับหรือไม่รับซึ่งจะเป็นการกำหนดทิศททางของสังคม สวิสมีประชาธิปไตยทางตรงมากที่สุด คือทำประชามติในเรื่องต่าง ๆ ประชาชนมีสิทธิแสดงความเห็นความชื่นชอบในเรื่องต่าง ๆ หากเราจะลงประชามติว่าชื่นชอบนายกฯหรือไม่ก็ทำได้เพียงแต่เปลี่ยนเป็นคำถามว่า เห็นด้วยกับทิศทางนี้ของสังคมหรือไม่
ตนได้อ่านบทความของศ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ที่ระบุว่า ประชาธิปไตยของไทยจำเป็นต้องหามุมมองอื่นนอกจากการแสดงออกทางท้องถนน ศ.นิธิพูดเรื่องนี้ถูกต้อง การที่ยอมให้คนจำนวนมากมาชุมนุมอาจะทำให้รัฐบาลไม่สามารถทำงานได้ และการชุมนุมอาจทำให้เกิดสถานการณ์ ทำตามใจชอบและอาจะทำให้เกิดการเสียหายได้ ประชาธิปไตยตามท้องถนนนั้นเป็นประชาธิปไตยได้ แต่คนกลุ่มน้อยที่มาชุมนุมนั้น จะสิ้นสุดอิสรภาพลงเมื่ออิสรภาพคนอื่นเริ่มต้น
ขณะที่นายโรเบิร์ต ดาห์ล( Mr.Robert Dahl ) ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของสมาคมระหว่างประเทศเพื่อระบบการเลือกตั้ง ( IFES ) ปาฐกถาในหัวข้อ (การดำเนินการเกี่ยวกับการทุจริตเลือกตั้ง : การศึกษาเปรียบเทียบจากประสบการณ์ประเทศไทยและต่างประเทศ) ว่า การที่ให้ระยะเวลา กกต. พิจารณารับรองผลการเลือกตั้งให้เสร็จภายใน 30 เท่านั้นจึงเป็นระยะเวลาท่สั้นและกดดันจนเกินไปสำหรับการให้ใบเหลืองใบแดงจึงควรยืดเวลาออกไปเป็น 60 วัน เพื่อให้เวลาในการพิจารณาเรื่องร้องเรียน
นอกจากนี้การให้อำนาจ กกต. ในการพิจารณาเรื่องร้องเรียน อาจเป็นการให้อำนาจมากเกินไปกับหน่วยงานที่จัดการเลือกตั้ง ทำให้กกต.มีบทบาททั้งการเป็นตำรวจ ศาล และลูกขุนในเวลาเดียวกัน และทำให้กกต. มีบทบาทในการจัดการเลือกตั้งไม่ดีเท่าที่ควรและเป็นเป้าในการทุจริตได้ง่าย จึงเสนอให้มีศาลเลือกตั้งขึ้นมาเพื่อพิจารณาเรื่องร้องเรียน โดยอาจให้มีองค์คณะผู้พิพากษาจำนวนห้าคนที่เลือกจากศาลอุทธรณ์ และผู้พิพากษาศาลชั้นต้น โดยให้มีหน้าที่พิจารณาคดีเลือกตั้งทั้งหมดและให้ถือว่าคดีถึงที่สุด
ทั้งนี้การแจกใบเหลืองใบแดงดูเหมือนจะไม่ค่อยได้ผลเพราะ ผู้สมัครที่ได้ใบเหลืองละได้รับเลือกตั้งกลับมาใหม่ ขณะที่หากได้ใบแดง คนที่มาจากพรรคเดียวกันก็มักจะได้รับการเลือกตั้ง ซึ่งดูเหมือนว่าไม่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่าพอ จึงเห็นว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะเลิกการเลือกตั้งใหม่และเลื่อนผู้สมัครที่ได้คะแนนลำดับถัดไปขึ้นมาแทน
นายอภิชาต กล่าวถึงข้อเสนอแนะขององค์กรต่างประเทศว่า มีหลายเรื่องที่มีแนวคิดตรงกับ กกต. เช่น การขยายเวลาพิจารณาตัดสินให้ใบเหลืองใบแดงของกกต.ให้เป็น 60 วัน แทนที่จะเป็น 30 วันเช่นทุกวันนี้ เพราะเวลาที่สั้นนั้นเป็นการกดดัน กกต. ส่วนแนวคิดที่จะตั้งศาลเลือกตั้งนั้น กกต.ก็เห็นเช่นเดียวกันว่า ควรให้มีศาลเลือกตั้ง รับผิดชอบในคดีที่เกี่ยวกับการทำผิดกฎหมายเลือกตั้งโดยตรง
"นอกจากนี้เรายังเห็นด้วยกับกรณีที่มีการเสนอว่าผู้สมัครที่ได้รับใบเหลืองหรือใบแดงจาก กกต. ควรเลื่อนลำดับผู้ที่มีคะแนนเป็นอันดับสองขึ้นมาแทน ซึ่งทำให้ไม่ต้องมีการเลือกตั้งใหม่หลาย ๆ ครั้ง ทั้งนี้การแก้ในหลาย ๆ ข้อต้องแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ว่าหากมีการแก้รัฐธรรมนูญในอนาคต กกต ก็จะเสนอประเด็นเหล่านี้เช่นกัน" ประธานกกต.กล่าว
ประเวศ วะสี กับภารกิจล้มรัฐบาลเลือกตั้ง จับมือม็อบพันธมิตร “แยกกันเดิน รวมกันตี”
ผมล่ะประหลาดใจจริงๆ ว่าทำไมทุกครั้งที่บ้านเมืองมีปัญหา หมอประเวศ วะสี จะต้องออกมาซ้ำเติมสถานการณ์ ด้วยการนำเสนอข้อคิดความเห็นให้มันยุ่งยากสับสนและซับซ้อนมากขึ้นไปอีก
การนำเสนอของ ประเวส วะสี ดูเหมือนจะหวังดี แต่กลับมีประสงค์ร้าย ติดปลายข้อเสนอมาด้วยเสมอ
ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน บนสถานการณ์การชุมนุมของม็อบพันธมิตร เพื่อขับไล่รัฐบาล หรือ ล้มล้างรัฐบาล และเรียกร้องหารัฐบาลที่ไม่ได้มาด้วยวิธีการตามวิถีทางแห่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
การขับเคลื่อนของม็อบพันธมิตร ที่ทำท่าจะอ่อนแรงลงทุกวัน เพราะขาดแนวร่วมจากประชาชนเข้ามาสนับสนุน เนื่องจากผู้นำม็อบทั้ง 5 คน ยึดถือตัวตนของตนเป็นใหญ่ ไม่รับฟังเสียงสะท้อนของประชาชน ไม่สนใจความเดือดร้อนของผู้อื่น ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมของม็อบพันธมิตร
น่าสังเกตว่าในวันที่ ม็อบพันธมิตร ไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชนในสังคม และกำลังจะระโหยโรยแรงแห้งเหี่ยวคาถนนราชดำเนิน ประเวศ วะสี กลับออกมาเป็นนายหน้าค้าความ หาทางลงให้แก่ม็อบพันธมิตร ด้วยการยื่นข้อเสนอให้พรรคพลังประชาชน ในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาล ยอมรับการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ เพื่อยุติปัญหาการเผชิญหน้าของคนในชาติ
"หากสถานการณ์ถึงจุดวิกฤติสุดๆ ก็ต้องมีรัฐบาลแห่งชาติ เพื่อออกจากสังคมการต่อสู้ ไม่ว่าจะเป็น พรรคพลังประชาชน พรรคประชาธิปัตย์และทุกพรรค ต้องมาร่วมมือกันช่วยกันทดลองทำสัก 1-2 ปี แล้วดูว่าเป็นอย่างไร หากผมเสนอเรื่องนี้เวลาปกติคงไม่มีใครเอาด้วย อาจจะถูกด่าแต่ถ้าประเทศวิกฤติ จนหาทางออกไม่ได้แล้วก็น่าจะเปลี่ยนสภาพความขัดแย้งที่มีมาตลอด กลายมาเป็นการร่วมมือกัน ดังนั้น พรรคพลังประชาชน ต้องเป็นตัวกลางในการแก้ปัญหาตามข้อเสนอ และเป็นผู้ดำเนิน"
ข้อเสนอของ ประเวส วะสี ดูเหมือนว่าจะปรารถนาดีต่อประเทศชาติ แต่แท้จริงแล้วเป็นการยื่นข้อเสนอเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของม็อบพันธมิตร คือ ขับไล่และล้มล้างรัฐบาลชุดปัจจุบันที่มี สมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ที่นำพรรคประชาธิปัตย์ มาร่วมรัฐบาลด้วย
คงทราบกันดีแล้วว่าทุกพรรคการเมือง รวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์ ประสานเสียงปฏิเสธข้อเสนอของ ประเวศ วะสี อย่างพร้อมเพรียงกัน และชี้ว่าเป็นข้อเสนอที่ไม่เข้าท่า ไม่เป็นไปตามหลักการการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
แทนที่จะหยุดตัวเอง และข้อเสนอที่ไม่เป็นที่ยอมรับของทุกพรรคการเมืองไว้เพียงเท่านั้น ประเวส วะสี ยังคงดึงดันและพยายามที่จะเสนอความเห็นอีกครั้งด้วยการเรียกร้องให้อดีตนายกรัฐ มนตรี 4 คน ประกอบด้วย นายอานันท์ ปันยารชุน นายบรรหาร ศิลปอาชา นายชวน หลีกภัย และ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ มาร่วมหารือกันเพื่อหาทางออกให้แก่ประเทศ ที่ประเวศ วะสี เชื่อว่าถึงทางตันแล้ว
เสียงสะท้อนจากข้อเสนอที่สอง ก็ไม่แตกต่างจากข้อเสนอครั้งที่หนึ่งคือ ได้รับการปฏิเสธจากทุกชื่อที่ถูกเอ่ยอ้างถึง โดยเฉพาะ สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ถึงกับตั้งคำถามว่าทำไมจะต้องมีเวที 4 อดีตนายกรัฐมนตรีมาหารือกัน พูดกันแล้วทำอะไรได้แค่ไหน ในเมื่อขณะนี้ก็มีนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่บริหารประเทศ แก้ไขปัญหาของชาติอยู่แล้ว
พิจารณาจากนำเสนอข้อคิดความเห็นทั้ง 2 ครั้งของประเวศ วะสี ต้องบอกว่าเป็นข้อเสนอที่ไม่ปกติ เป็นข้อเสนอที่อ้างว่าถึงคราวคับขัน เป็นสถานการณ์วิกฤต เป็นวาระพิเศษของประเทศ ที่จะต้องแก้ไขด้วยวิธีการที่ไม่ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ และเป็นการเสนอเพื่อผ่าทางตัน
อ่านความคิดของ ประเวศ วะสี แล้ว จะพบว่า ประเวศ เชื่ออย่างสนิทใจว่า ขณะนี้ประเทศไทยได้เดินมาถึงทางตัน จนกระบวนการแก้ไขปัญหาตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมายที่ใช้ในภาวะปกติ ไม่สามารถเยียวยาแก้ไขได้อีกแล้ว เนื่องจาก ม็อบพันธมิตรกำลังเผชิญหน้ากับรัฐบาล และไม่มีใครยอมถอยให้ใคร ในขณะที่รัฐบาลก็ไม่มีความสามารถที่จะดำเนินการให้บ้านเมืองกลับคืนสู่ภาวะปกติได้ ดังจะเห็นจากการนำเสนอความเห็นประกอบข้อเสนอจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ว่า
"ขณะนี้ประชาชน เริ่มวิตกกังวล ไม่อยากให้มีการนองเลือด ซึ่งปริ่มๆ จะมีการนองเลือดจึงควร ถือเป็นโอกาสในการแก้ปัญหา เนื่องจากตลอดเวลากว่า 70 ปี นับแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 สังคมไทยอยู่ในวังวนของการต่อสู้มาโดยตลอด ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้สมองส่วนหลังแบบสัตว์เลื้อยคลาน ทำให้สมองส่วนหน้าที่ใช้เหตุผล เรื่องความดีงามไม่เจริญจึงเห็นว่าสังคมไทยอยู่ในสังคมแบบนี้มานานเกินไป จึงต้องรีบหาทางออกจากสังคมการต่อสู้ ด้วยการมองทุกคนเป็นเพื่อนมนุษย์ มีเมล็ดพันธุ์ความดี ไม่ใช่สัตว์ร้าย ที่คอยรบราฆ่าฟันกัน และต้องใช้ความจริงมาพูดกัน การหลบซ่อนไม่ใช่ทางออก
ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในขณะนี้เป็นเรื่องของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยออกมาในรูปของการแก้รัฐธรรมนูญต่างๆ ข้างหนึ่งเป็นกลุ่มคนที่รัก พ.ต.ท.ทักษิณ อีกข้างหนึ่งเป็นกลุ่มที่เกิดความสงสัยต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าไม่สุจริต และไม่ไว้วางใจว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะเคลื่อนไหวอะไร เป็นเรื่องบ้านเมือง หรือประโยชน์ส่วนตัว การที่รัฐบาลเสียงข้างมากจะแก้รัฐธรรมนูญ กลุ่มที่เกิดความสงสัยในตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ก็คิดว่าจะทำให้พ.ต.ท.ทักษิณไม่ต้องผ่านกระบวนการยุติธรรม ทำให้ความรุนแรงเกิดขึ้น"
ประเวศ วะสี มีความเชื่อโน้มเอียงอย่างมากว่าสังคมไทย กำลังเผชิญหน้า และใกล้จะมีเหตุการณ์นองเลือดอีกครั้งหนึ่ง โดยชี้ว่า ทักษิณ ชินวัตร คือต้นเหตุของความขัดแย้งที่จะทำให้เกิดการนองเลือด และความรุนแรงขึ้น แต่ละเลยที่จะกล่าวถึงม็อบพันธมิตร ซึ่งเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดการรัฐประหารในครั้งที่แล้ว และกำลังสร้างเงื่อนไขให้เกิดการการไม่ยอมรับกระบวนการบริหารงานตามรัฐธรรมนูญ
หากไม่นับ กลุ่มแกนนำม็อบพันธมิตร ที่ต้องการให้มีการเผชิญหน้า ปะทะ และนองเลือดแล้ว ก็คงมี ประเวศ วะสี อีกคนเดียวเท่านั้น ที่เชื่อว่าประเทศไทยจะมีความขัดแย้งจนนำไปสู่เหตุการณ์นองเลือด ในเร็วๆ นี้
แกนนำม็อบพันธมิตรทั้ง 5 คนคิดวางแผนกันแทบเป็นแทบตาย ที่จะยั่วยุให้ตำรวจ ทหาร ลุยล้อมปราบผู้ชุมนุมที่ถูกปลุกระดมให้มาชุมนุมกัน แต่ตำรวจทหาร ไม่หลงกล ไม่เดินเข้าไปในบ่วงบาปที่วางดักไว้
เหตุการณ์นองเลือดจึงไม่มีโอกาสเกิดขึ้น ส่งผลให้แผนยั่วยุของม็อบพันธมิตรไม่บรรลุเป้า หมาย และประเทศไทยก็ยังคงสงบเรียบร้อยดี ไม่เป็นไปตามจินตนาการของประเวศ วะสี
มุกทั้งหมดที่ประเวศ วะสี จุดพลุนำเสนอขึ้นมาจึงกลายเป็นมุกแป๊ก เพราะไม่มีใครขานรับ กระทั่งประชาธิปัตย์ที่หนุนหลังม็อบพันธมิตร ก็ยังต้องกลั้นใจส่ายหน้าปฏิเสธ เนื่องเพราะข้อเสนอของประเวศ วะสี เป็นข้อเสนอที่ขัดรัฐธรรมนูญ ทั้ง 2 ครั้ง 2 ครา
ข้อเสนอแรกที่ให้มีการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ นั้น ขัดกับมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญ อย่างชัดเจน เนื่องจากการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ไม่มีบทบัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญ ประกอบกับรัฐธรรมนูญ ยังเขียนไว้ด้วยว่า "บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้มิได้"
ข้อเสนอจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติของประเวศ วะสี จึงเข้าข่ายที่จะขัดรัฐธรรมนูญชัดเจน เนื่องจากรัฐบาลแห่งชาติ ที่นำเสนอมานั้นมิได้แจ้งที่มาว่ามาด้วยวิธีการใด ในขณะที่เบื้องหลังความคิดเสนอจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาตินั้น ประเวศ วะสี มีจุดมุ่งหมายที่จะล้มล้างรัฐบาลชุดปัจจุบันที่มีที่มาตามรัฐธรรมนูญ อย่างชัดเจน
ข้อเสนอที่สองที่เสนอให้อดีตนายกรัฐมนตรี 4 คน มาหารือกันถึงทางออกของประเทศไทย เพราะเชื่อว่าถึงทางตันแล้ว และป้องกันเหตุนองเลือด นั้น ก็เป็นการขัดแย้งกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี คือ สมัคร สุนทรเวช เป็นผู้บริหารประเทศ และใช้อำนาจบริหาร ตลอดจนแก้ไขปัญหา อยู่แล้ว ในขณะที่อดีตนายกรัฐมนตรีอีก 4 คน หาได้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายแต่อย่างใด
ประเวศ วะสี ไม่ใช่คนโง่ หากแต่แกล้งโง่ ไม่ใช่คนไร้เล่ห์ แต่เป็นคนเจ้าเล่ห์
ข้อเสนอของประเวศ วะสี หากฟังอย่างผิวเผิน ไม่พิจารณาให้ถี่ถ้วน ก็ดูเหมือนว่าเจตนาดี แต่ที่แท้แล้วกลับประสงค์ร้ายต่อรัฐบาล และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เนื่องเพราะเป็นข้อเสนอที่มีเจตนาล้มล้างรัฐบาลชุดปัจจุบัน และนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาที่ไม่ได้เป็นตามวิถีทางที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ซึ่งเป็นเป้าหมายเดียวกับที่ม็อบพันธมิตร ต้องการ และกำลังเดินไปให้ถึง
แต่เนื่องจากม็อบพันธมิตร ไม่ได้รับความร่วมมือจากประชาชน ซึ่งแปลว่าวิธีการปลุกระดมมวลชนกดดันรัฐบาล ไม่น่าจะประสบผลสำเร็จ จอมบงการผู้อยู่เบื้องหลังการขับไล่รัฐบาล จึงต้องทิ้งไพ่ลงมาอีกใบหนึ่ง ซึ่งก็คือ ไพ่ที่ชื่อประเวศ วะสี หวังว่าภาพลักษณ์ปัญญาชน บนตำแหน่งราษฎรอาวุโส ที่อุปโลกน์ตั้งกันขึ้นมาเอง จะทำให้สังคม ประชาชนหันมาให้ความสนใจสนับสนุน และทำให้รัฐบาลตกที่นั่งลำบาก ต้องเผชิญหน้ากับแกนนำปัญญาชนอีกกลุ่มหนึ่ง มิใช่มีปัญหากับม็อบพันธมิตรเพียงด้านเดียว
ทว่าข้อเสนอของ ประเวศ วะสี กลับเป็นกระสุนด้าน เป็นพลุที่จุดไม่ติด เพราะถูกพรรคการเมืองร่วมกันสาดน้ำใส่จนกลายเป็นข้อเสนอที่ไม่เข้าที่สุด และประเวศ วะสี ก็ต้องหลุดวงโคจร ไปทันที เนื่องจากนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างมีอคติ ไม่สุจริตใจ นั่นเอง
เหตุที่ข้อเสนอของประเวศ วะสี ไม่ได้รับการตอบสนองจากสังคม ประชาชนทั่วไป ก็เพราะไม่มีใครเชื่อว่าสังคมไทยกำลังเดินไปสู่จุดเริ่มต้นของการนองเลือด ดังที่ประเวศ วะสี นำมาฉายภาพหลอกให้หลงเชื่อ
คนส่วนใหญ่ในสังคมยังเชื่อว่า สถานการณ์ของประเทศไทยในขณะนี้ ยังไม่มีเงื่อนไขสุกงอกมากพอที่จะทำให้เกิดการเผชิญหน้าจนนำสู่เหตุการณ์นองเลือดได้ แม้ว่าม็อบพันธมิตรจะยั่วยุให้เจ้าหน้าที่รัฐลงมืออย่างไร ก็ไม่สำเร็จ และทางแก้สถานการณ์ในขณะนี้ก็ไม่ได้ยุ่งยากแต่อย่างใด เพียงแต่ม็อบพันธมิตร เดินออกจากถนนราชดำเนิน กลับไปอยู่ในที่ตั้งที่บ้านพระอาทิตย์ หรือ หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ แล้วปล่อยให้กระบวนการต่างที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ดำเนินไปตามปกติ ตามกฎกติกาที่กำหนดกันไว้ สถานการณ์ของประเทศไทย ก็จะกลับคืนสู่สภาวะปกติ
เนื่องเพราะปัญหาของประเทศไทยในวันนี้ นอกเหนือจากปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลก และราคาน้ำมันแล้ว ก็มีแต่ปัญหาที่เกิดขึ้นจากม็อบพันธมิตร เท่านั้น ที่เป็นอุปสรรคขัดขวางการทำงานของทุกคน ทุกฝ่ายในประเทศ ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน
หากจะกล่าวว่าเหตุที่ประเทศไทยเดินไปข้างหน้าไม่ได้ ก็เพราะม็อบพันธมิตรที่มาปิดถนนราชดำเนินและก่อกวนการทำงานของรัฐบาล นั่นเอง
ดังนั้น ประเวศ วะสี ควรจะเรียกร้องต่อม็อบพันธมิตร ให้ยอมรับกฎหมาย เคารพกติการัฐธรรมนูญ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มากกว่าที่จะมาเรียกร้องให้รัฐบาล ยอมรับการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ และ นำคนซึ่งไม่มีอำนาจหน้าที่เข้ามาทำให้การแก้ไขปัญหายุ่งยากมากขึ้นอีก
หากเห็นแก่บ้านเมือง หากเห็นแก่ชื่อเสียงในอดีตของตัวเองที่สร้างสมมานานเกือบชั่วชีวิต หากเห็นแก่ความเรียบร้อยของประเทศ ประเวศ วะสี ต้องเดินไปหาม็อบพันธมิตร และอัญเชิญให้ออกไปจากถนนราชดำเนิน เพื่อที่ทุกระบบ ทุกกระบวนการของประเทศนี้ จะได้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ กันเสียที
เว้นเสียแต่ ประเวศ วะสี ก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกับม็อบพันธมิตร คือ ขับไล่รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ล้มล้างรัฐบาลเลือกตั้ง เพราะมุ่งหวังให้ประเทศไทยตกอยู่ใต้การอำนาจของจอมเผด็จการผู้บงการแห่งบ้านสี่เสาเทเวศร์ ตลอดกาล
หากเป็นเช่นนั้น ก็ป่วยการที่จะแยกกันเดินแล้วรวมกันตี เพราะวันนี้ คนทั้งประเทศเห็นกันหมดแล้ว ว่าตัวตนที่แท้จริงของประเวศ วะสี ก็มิได้แตกต่างจากม็อบพันธมิตร ที่เป็นเพียงปัญญาชนรับจ้างและม็อบรับจ้าง ที่รับงานมาจากจอมบงการผมสีขาวคนหน้าเดิม นั่นเอง
ขอเชิญพวกเรายืนสงบนิ่งไว้อาลัยให้แก่ ประเวศ วะสี ผู้จากไปด้วยเถิด
ฟ้าฟื้น
จาก thai-grassroots
คอลัมน์: สามเหลี่ยมดินแดง
** สวัสดีท่านผู้อ่านหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน พบกันอีก ในฉบับที่ 172 วันพฤหัสบดีที่ 12 มิถุนายน 2551 อยู่กับ แทง แทนไท อาสารับหน้าเสื่อจัดการพวกมารประชาธิปไตย ทั้งหลายที่คอยหลอกคอยหลอนไม่มีที่สิ้นสุด คนพวกนี้นับวันจะเหิมเกริมหนักข้อ ไม่รู้ถูกรู้ผิด ไม่เคารพกติกาประชาธิปไตย ที่พวกมันสร้างขึ้นมาเองด้วยซ้ำ น่าจับไปเข้าหม้อถ่วงน้ำให้หมด ประเทศจะได้พัฒนาไปข้างหน้าเสียที ** สภาสนามหลวงต่อต้านเผด็จการ ที่มี สุรชัย แซ่ด่าน เป็นประธานทำหน้าที่แข็งขันอยู่ ฝ่าวิกฤติชาติด้วยการ ปรับยุทธศาสตร์การต่อสู้ใหม่ เปิดเวทีใหญ่เฉพาะ วันศุกร์-เสาร์ เท่านั้น ส่วนวันอื่นๆ ไม่ว่าง แต่จะดำเนินการใน “ยุทธการสอยดาว” เพื่อจัดการกับกลุ่มป่วนเมือง “ยุทธการดาวกระจาย” ส่วนจะทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เป็นความลับสุดยอด ขนาด SMS ประชาทรรศน์ จะขอหมายข่าวล่วงหน้า เขายังจะบอกก่อนเวลาปฏิบัติการแค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้น ไม่เป็นไร ด้วยความเข้าใจ ใครอยากร่วมปฏิบัติการนี้รอฟังข่าวทาง SMS ประชาทรรศน์ได้ พิมพ์ N9 ส่งมาที่ 4849054 ** “พันธมารธิปไตย” ดุเดือดขึ้นทุกวัน นอกจากจะปิดถนนเดือดร้อนกันไปทั่วถ้วนแล้ว ยังทำซ่า เดินป่วนเมือง อ้างว่าเป็น “ยุทธการดาวกระจาย” เดินหน้าสาละวนกับ “ระบอบทักษิณ” ทั้งที่ยุคนี้นายกรัฐมนตรีชื่อ สมัคร สุนทรเวช รัฐบาลที่ถูกต้องชอบธรรมตามกติกา หลายคนเลยไม่เข้าใจว่าจะมาพูดเรื่องเก่า เรื่องเดิม ที่ โกหกพกลม แกนนำโดน ขึ้นศาล กี่คดีแพ้หมด ตอนนี้ศาลชั้นต้นพิพากษา “3 คดี 6 ปี” แล้วไม่ใช่หรือ นี่ยังไม่เข็ด ยังออกมาเคลื่อนไหว บวกไปบวกมา เดี๋ยวจะรู้สำนึก หากศาลใช้บรรทัดฐานเดียวกันคงจะได้เห็น คนเอาแต่ได้ ทยอยเรียงรายติดคุกหลายร้อยปี ** มีหลายคนส่งข้อมูลให้ แทง แทนไท นำมาบอกกล่าว คนที่ไปหลงงมงายกราบไหว้พวกลัทธินอกรีต เลียนแบบพระพุทธศาสนา ทั้งที่มีประวัติทำสิ่งที่ไม่เคารพยึดมั่นในพระพุทธศาสนา เหิมเกริมได้ที่ จนกระทั่ง มหาเถรสมาคม ต้องออก “ปกาสนียกรรม” กรณี สันติอโศก แต่วันนี้พวกม็อบ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำคนกลุ่มนี้ออกมาเชิดหน้าชูตาในสังคม ถึงขนาดแกนนำม็อบคนสำคัญไป ก้มกราบแทบเท้า แถมมีการให้ขึ้นเวที ทำพิธีสวดเลียนแบบพระสงฆ์ ซ้ำร้ายกว่านั้นคือ การทำ พิธีใส่บาตรเยี่ยงพระภิกษุสงฆ์ ** นี่แหละที่เขาว่า คนไทยลืมง่าย มหาเถรสมาคมได้ออก ปกาสนียกรรม ให้กับกลุ่ม สันติอโศก เมื่อปี 2533 ห่างกันเพียง 18 ปี เท่านั้น ลืมกันหมด ไปร่วมสังฆกรรมกับคนกลุ่มนี้ กันมากมาย เอ้า...ใครที่ลืมแล้ว หาอ่านข้อมูลได้จากประชาทรรศน์ รายวัน เล่มที่อยู่ในมือท่านเล่มนี้แหละ เอามาลงกันอย่างละเอียด และละเอียดยิ่งกว่าใน นิตยสารรายสัปดาห์ประชาทรรศน์ ฉบับที่ 72 วางแผงวันเสาร์ที่ 14 มิถุนายนนี้ แน่นอน! กองบรรณาธิการได้เดินทางเข้านมัสการและขอความรู้ทางด้านพระศาสนา แบบคำต่อคำกับ ดร.พระมหาโชว์ ทัสสนีโย ที่วัดมหาธาตุฯ ** แทง แทนไท คงไม่เขียนอะไรมาก นอกจากต้องขออนุญาตต่อดวงวิญญาณของอาจารย์หม่อมฯ ซึ่งเป็นปูชนียบุคคล ที่น่าเคารพทาง ความคิด คำพูด การกระทำ ทางด้านภาษา ศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี ในการอ้างอิงจากบทความของท่าน “ผมเองกลับเห็นว่า การเอาสันติอโศกไปขึ้นกับมหาเถรสมาคม เท่ากับเอาเหี้ยไปปล่อยใส่วัดนั้นแน่นอน วิธีการประนีประนอมก็ดูจะสิ้นสุด” ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช คอลัมน์ซอยสวนพลู นสพ.สยามรัฐ 3 กันยายน 2531 ** ใครจะไปร่วม เป็นเครื่องมือ เป็นขบวนการ ให้กับ ลัทธินอกรีต เหล่านี้ ดวงตาเห็นธรรมหรือยังว่า ทำไม “พวกนอกรีต” จึงออกมา คัดค้าน! การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ที่มีการ บัญญัติให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ดวงตาเห็นธรรม กันหรือยัง เขาเคยโดนขับไล่ออกจากวงการพระสงฆ์มาแล้ว หากมีการบัญญัติพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ พวกนอกรีตนี้ไม่มีสิทธิมาทำตัวแอบอ้างเหมือนพระสงฆ์ เช่นการใช้สรรพนามแทนตัวเองว่า “อาตมา” การออกเดิน “บิณฑบาต” การสวดมนต์ในบทสวดของพระพุทธศาสนา เพราะทำให้ผู้คนเข้าใจผิดได้อีก เมื่อเห็นดังนี้แล้ว พุทธศาสนิกชน ควรจะห่าง “เอี้ย” หรือจะไปร่วมอยู่เป็นพวก “เอี้ย” คิดกันเอาเองก็แล้วกัน ** พรรคเก่าแก่ ยังเมาหมัดไม่หาย บอกกับสาธารณชนว่าจะ เสนอญัตติเพื่อศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 แต่ของจริงดัน เสนอญัตติ อุ้มชูรัฐธรรมนูญ 2550 หน้าตาเฉย ด้วยข้ออ้างต่างๆ นานา โดยบิดเบือนว่ามีกลุ่มคนพยายามสร้างกระแสให้ รัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ดี แสดงว่าพรรคเก่าแก่เห็นว่า รัฐธรรมนูญ 2550 ดี อย่างนั้นล่ะสิ แน่จริงไม่พูดมาล่ะ หรือต้องการ เสนอญัตติเพื่อเตะถ่วง ไม่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ** พรรคเก่าแก่ รู้ทั้งรู้ว่า รัฐธรรมนูญ 2550 มีความย่ำแย่ขนาดไหน ที่มาไม่เป็นประชาธิปไตย เนื้อหาไม่เป็นประชาธิปไตย และ ทำลายระบบนิติรัฐ หัวหน้าพรรคไปพูดในวงวิชาการที่ไหนล้วนถล่มในเรื่องเหล่านี้ไปกับเขา แต่ เวลาจะเดินเกมการเมือง นี่มันเหนือกว่างานวิชาการ ที่หัวหน้าพรรคไปพูดไปคุยกันหรืออย่างไร แทง แทนไท ปลงกับพรรคนี้จริงๆ ไม่รู้เอาอุดมการณ์ ทิ้งตุ้ม ฝังไห ไปไหน ปลงตั้งแต่ การเสนอนายกรัฐมนตรีพระราชทานตามมาตรา 7 และ การทำตัวเป็นกองงานโฆษก คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช.
ดูแล้วแสนจะทุเรศทุรังกับอุดมการณ์ที่หยิบยกมากล่าวอ้าง อุดมการณ์มั่นคง...ตรงไหน แถมยังไปช่วยม็อบพันธมารทำตัวเป็นอีแอบ หนุนหลังม็อบ โดนจับได้ไล่ทัน คราวนี้ก็ใช้คำอ้างสารพัด เมื่อก่อนที่ พรรคเก่าแก่เป็นแกนนำรัฐบาล เที่ยวไปกล่าวหาคนนั้นคนนี้ พรรคนั้นพรรคนี้อยู่เบื้องหลังม็อบ วันนี้ตัวเองทำเสียเอง น่าไม่อาย หรือจะบอกว่าไม่ใช่ ก็ไปสาบานที่วัดพระแก้วกันเลยดีกว่า
ความพิกลพิการของสังคมไทย
ยิ่งได้อ่านความคิดเห็นของสาธารณชนทั่วไปบนเว็บไซต์หลายๆ แห่ง ยิ่งได้กลับบ้านไปนั่งชมฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปในช่วงนี้ แล้วย้อนกลับมาดูสภาพของสังคมไทย ก็ยิ่งทำให้เวทนาไปไกลสุดกู่จริงๆ...???
ยังไงวันนี้ก็ต้องขอบ่นตามประสาคนไทยคนหนึ่ง ให้ได้ยินกันสักวัน...
เริ่มต้นที่ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ซึ่งจะว่าไปแล้ว ผู้เล่นๆ กันแรง เสียบกันที เข้าบอลกันที หนักหน่วง แต่ทุกคนดูจะมีสำนึกแห่งความเป็นนักกีฬา คือเล่นอยู่ในเกม ให้อภัยกัน เพราะอาจมีลูกติดพันกันบ้าง
ขณะที่คนดู เรียกว่าถึงหลัก 5 หมื่น 6 หมื่นคน ก็ส่งเสียงเชียร์ทีมของตน ทั้งอินเข้าไปในจิตวิญญาณ และก็ทั้งสนุกสนานผสมผสานกันไปอย่างน่าชมเชย
ด้านกรรมการ ทั้งในสนาม ทั้งกรรมการริมเส้น ต่างก็ทำหน้าที่เป็นกลางอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งก็มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้ทั้งผู้เล่น ผู้ชม สะกดอารมณ์ให้อยู่ภายในขอบเขตได้ เพราะยอมรับต่อการตัดสินที่มีเหตุและผล สามารถอธิบายได้
เรียกว่าไม่ขัดสายตาของผู้เล่นและผู้ชมไปอย่างสุดกู่ หรือหากจะพูดอีกแบบก็คือ กรรมการไม่ได้เติมเชื้อเพลิงอารมณ์ให้ลุกโชนมากขึ้นไปอีก หากผิดหวัง...
โอ้...แต่เมื่อนำมาเทียบกับบ้านเราแล้ว ผู้เล่นลองเสียบบอลกันแบบนี้ดูสิ เห็นทีผู้ชมอาจได้เห็นฟุตบอลสลับมวยคั่นเวลาให้ตื่นตาตื่นใจด้วยเป็นแน่...
ขณะที่กองเชียร์อาจได้เห็นซีกหนึ่งของอัฒจันทร์คนดู มีกลุ่มกองเชียร์บ้าคลั่งกลุ่มหนึ่ง เดินสะพายไม้ตีเบสบอล ราวกับเป็นกองทัพที่เมามัน พร้อมที่จะใช้กำลังเข้าตะลุมบอนกับกองเชียร์อีกฝากหนึ่งให้ถึงเลือดถึงเนื้อได้อย่างดุดัน
ส่วนกรรมการบ้านเรา ที่ทุกคนคาดหวังความเป็นกลาง ท่าทางไปๆ มาๆ ก็เอียงกระเท่เร่ เป่าวี้ดๆ ชี้ให้อีกฝ่ายฟาล์วบ้าง ให้ใบเหลือง ใบแดง อยู่ข้างเดียว ประหนึ่งได้รับอาณัติสัญญาณ ตั้งธงไว้แล้ว ให้ช่วยอีกฝ่ายหนึ่งอย่างสุดลิ่ม
จึงเป็นธรรมดาที่กองเชียร์อีกฟากก็ต้องโห่ไล่กรรมการ เคราะห์ยังดีที่อีกฝ่ายยังคงทำประตูนำเป็นชัยชนะอยู่ อาการที่กองเชียร์จะต้องเกิดอารมณ์ กระโดดข้ามอัฒจันทร์จากการออกมายั่วยุของกองเชียร์อีกฝ่ายจึงยังไม่เกิดขึ้น
เพราะรู้ทันว่า หากเกิดปะทะขึ้นแล้ว คณะกรรมการใหญ่คงต้องสั่งระงับการแข่งขัน แล้วก็ล้มเลิกแมตช์แข่งขัน ล้มกระดานในทันที ทั้งที่อีกฝ่ายยิงประตูนำไปแล้ว...!!!
กลับมาดูการเมืองในขณะนี้ของบ้านเราบ้าง วันนี้ พรรคพลังประชาชนได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้นจากประชาชน ให้เข้ามาเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ หลังจากเผด็จการ คมช. ยึดอำนาจไปแล้วปีกว่าๆ
แทนที่พรรคการเมืองคู่แข่งจะมีสปิริต ยอมรับการตัดสินใจของประชาชนส่วนใหญ่ แต่ก็ยังเล่นไม่เลิกเพื่อเอาชนะให้ได้ เรียกว่าทั้งใต้ดิน บนดิน ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ใช้เล่ห์กลทุกทางเพื่อล้มรัฐบาลให้ได้ ทั้งที่เพิ่งเข้ามาทำงานได้เพียง 4 เดือน โดยไม่คำนึงว่าประเทศชาติโดยส่วนรวมจะเสียหายอย่างไร...???
เปรียบได้กับที่คุณ poonnok ที่โพสต์ความเห็นในเว็บบอร์ดประชาไทไว้ว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นขณะนี้ คือการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐของ 2 ระบอบ...???
ระบอบหนึ่งคือ...ประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งได้รับชัยชนะจากเสียงของประชาชน โดยมีตัวแทนคือ พรรคพลังประชาชน กับอีกระบอบหนึ่งก็คือ อำมาตยาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งก็มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นตัวแทนของระบอบ ได้รับเลือกเข้ามาเป็นเสียงข้างน้อย
และนี่ก็คือความจริงที่อยู่เบื้องหลังวิกฤติการเมืองของบ้านเราในขณะนี้ แต่เรื่องก็น่าจะจบ หากฝ่ายที่พ่ายแพ้การเลือกตั้งยอมรับกติกา ยอมรับเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ แต่ก็หาได้เป็นเช่นนั้นไม่...
ตัดชอตเข้ามาสู่กองเชียร์ของอำมาตยาธิปไตย ที่เห็นอยู่ก็คือ กลุ่มพันธมิตร-พันธมาร ที่กำลังสร้างเรื่อง สร้างความวุ่นวาย เป็นองค์ประกอบล้มล้างรัฐบาลอย่างหน้าด้านๆ เพื่อให้พรรคตัวแทนของฝ่ายตนเข้าไปยึดกุมอำนาจรัฐแทนฝ่ายประชาธิปไตย
ประกาศจัดตั้งเมืองพันมิตร มีกองกำลังเดินสวมหมวกกันน็อก ตระเวนสอดส่อง ถือกระบอง สะพายกระบอง คอยปกป้องไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าดำเนินการ ทั้งที่ได้กระทำความผิดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายหลายต่อหลายกระทง
เรียกว่า สร้างความปั่นป่วนให้เกิดขึ้นแก่บ้านเมืองทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ที่พรรคการเมืองตัวแทนอำมาตยาธิปไตย เตรียมจะลากเอาเป็นข้ออ้างถล่มรัฐบาลในรัฐสภาให้ขาดความชอบธรรม...!!!
หันมาดูองค์กรอิสระ หรือไม่ก็กรรมการของบ้านเรา ก็สุดวังเวง เพราะแทนที่จะยืนอยู่ในความเป็นกลาง แต่ก็ยังดันทุรัง ไม่สน ไม่ไยดีต่อภาพลักษณ์ของสถาบันที่ประชาชนกำลังจับจ้องดูอยู่อย่างไม่คลาดสายตา
ไหนจะ คตส. ที่ถูกตั้งขึ้นมาเป็นแบบอย่างของศาลเตี้ย ที่ย้อนยุคกลับไปยิ่งกว่าสมัยหิน แต่เมืองไทยก็ยังทำได้ หรือแม้แต่ กกต. ที่มาจากกระบวนการยุติธรรมทั้งดุ้น เข้ามาควบคุมการเลือกตั้ง ก็จ้องจับผิด เอาผิดอยู่ฟากฝั่งเดียวให้เห็นตำตาประชาชน แต่ก็ยังแหกปากร้องตะโกนเป็นกลาง
จนไม่วายที่ประชาชนกำลังมองว่า สถาบันตุลาการกำลังเข้ามาก้าวก่ายอำนาจบริหารและนิติบัญัติ จนกลายเป็นความผิดเพี้ยนของระบอบประชาธิปไตยไปแล้ว...???
ภาพที่กระหน่ำซ้ำต่อภาพลักษณ์ตุลาการ ก็ยังสำแดงออกมาให้เห็นอย่างมีนัยยิ่ง ดังที่คุณผู้ใช้ชื่อ doctorve บนเว็บบอร์ดประชาไท อีกคนหนึ่งที่ โพสต์ข้อความแสดงความอึดอัดออกมาว่า
ผมมีความเชื่ออยู่นะครับว่า ยังมีผู้พิพากษาที่มีความรักชาติ มีความบริสุทธิ์ ยุติธรรม เห็นความสำคัญของนิติศาสตร์คู่กับรัฐศาสตร์ ไม่เอนเอียงเข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด โดยเฉพาะฝ่ายเผด็จการ แต่ผมก็ไม่รู้หรอกว่ามีกี่คน เหลือกี่คน
ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา ได้ปรากฏว่ามีบุคลากรใหญ่จากสถาบันตุลาการ ลงมาคลุกฝุ่นก้าวล้ำทางการเมืองเยอะนะครับ แล้วพอทำงานไปก็ขัดกับความรู้สึกของคนส่วนใหญ่
แล้วบางคนก็ได้ดิบได้ดี เพราะเผด็จการหนุนให้ได้รับตำแหน่ง แต่พอเผด็จการจากไป ท่านก็ขอวิ่งกลับมาเป็นผู้พิพากษาเหมือนเดิม
อย่างนี้มันใช้ได้หรือครับ นี่ผมพูดในฐานะประชาชนคนไทยเจ้าของประเทศเหมือนกันนะครับ แต่ไม่ได้มีอำนาจราชศักดิ์เหมือนพวกท่าน แต่ก็ถือว่าเป็นกลไกหนึ่งของการขับเคลื่อนประเทศชาติ
ถ้าพวกท่านยังเห็นแก่พวกพ้องมากกว่าความเหมาะสม ความเสื่อมจะมาเยือนสถาบันของพวกท่านนะครับ ขอบอก บางคนในระบอบเผด็จการ เหิมเกริมขนาดขอตัวผู้พิพากษาไปเป็นหน้าห้องฝ่ายการเมืองมาแล้ว ก็คิดดูเถอะครับว่ามันขนาดไหน...???
ที่ผ่านมา ผมไม่ถือว่าตุลาการที่ตัดสินยุบพรรคการเมือง คือ คำสั่งของศาล แต่แปลกไหมครับ คำวินิจฉัยให้ยุบพรรค ทรท. ดันมีผลให้ ทรท. ถูกยุบ
นอกจากคำสั่งตั้งคณะตุลาการมาดำเนินการยุบพรรคแล้ว ยังมี นายสุนัย มโนมัยอุดม ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ ในขณะนั้น เข้ามาดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ในสมัยเผด็จการเรืองอำนาจ ขณะที่ นายจรัญ ภักดีธนากุล เลขาธิการศาลฎีกา ในขณะนั้นเช่นกัน มาเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม
แต่พอพรรค พปช. ชนะการเลือกตั้ง นายจรัญก็ขอกลับเข้าไปอยู่ในอ้อมอกของสถาบันตุลาการ แต่ยังไม่ได้รับกลับ ก็ไปสมัครเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมายใหม่ แล้วก็ได้เป็นจริงๆ ด้วย โดยมีคดีใหญ่รออยู่ คือ คดียุบพรรค พปช.
ล่าสุด นายสุนัยก็ได้กลับเข้าสู่สถาบันตุลาการอีก หลังจากถูกย้ายจากกรมดีเอสไอ ไปอยู่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ปปท.
แปลกอีกอย่างคือ ทำไมผู้พิพากษาต้องเกษียณที่ 70 ปี ทั้งๆ ที่บ้านเรา คณะนิติศาสตร์ผลิตบัณฑิตได้มากมาย จะไม่เปิดโอกาสให้มีบุคลากรรุ่นใหม่มาทดแทนบ้างหรือไร...???
นั่งแท็กซี่กลับบ้าน บ่นไปคุยไปกับโชเฟอร์ ที่ก็ย่ำแย่อยู่กับการทำมาหากินที่ฝืดเคือง แต่ทุกคนก็บอกตรงกันว่า ยังจะต้องสู้ต่อไป อย่าได้หมดใจ
เรายังจะต้องเดินหน้าต่อไป เพื่อให้อำมาตยาธิปไตยรับรู้ว่า บ้านนี้เมืองนี้คือของประชาชนทุกคนทั่วทั้งแผ่นดิน ไม่ใช่ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ที่คิดเอาเองว่าจะมาปกครองพวกเรา...
พร ภัทร
พรรค (พวก) เผด็จการ
เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เป็นเรื่องที่มีที่มาจากปวงประชามหาชน ที่นำเสนอขึ้นมาเนื่องเพราะเห็นว่าต้องรีบแก้ไข ทุกฝ่ายไม่มีใครค้าน ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ หากจะเทียบกับรัฐธรรมนูญปี 2540 ไม่มีจิตวิญญาณของความเป็นประชาธิปไตย เพราะที่มาที่อัปลักษณ์ จากการปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เนื้อหาไม่เป็นประชาธิปไตย หลายบทหลายมาตรา ไม่ส่งเสริมให้ประเทศใช้ระบบนิติรัฐ
พรรคการเมืองเก่าแก่อ้างกับพี่น้องประชาชนให้หลงเชื่อว่า จะนำเสนอญัตติเพื่อศึกษาร่วมกันในการจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ว่าควรจะแก้ไขประเด็นไหน อย่างไร
แต่เมื่อไปดูตัวเนื้อในญัตติแล้ว ต้องตกใจ อุ! แม่เจ้า...เขาเขียนชื่อญัตติว่า ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการใช้และปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 คนละเรื่องคนละราวกับที่บอกพี่น้องประชาชน
โดยเนื้อหาภายในญัตติระบุชัดเจนถึงเจตนาที่จะ เชิดชูร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ว่ามีความชอบธรรม โดยอ้างอิงผลการลงประชามติบนปลายกระบอกปืน! หน้าตาเฉย!
ซ้ำร้ายกว่านั้น ยังการันตีรัฐธรรมนูญ 2550 ว่าดีสุดๆ โดยกล่าวหาว่ามีกลุ่มบุคคลพยายามปลูกฝังความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนต่อรัฐธรรมนูญ 2550
นี่หรือ? การกระทำของพรรคการเมืองเก่าแก่ มีอายุเลยข้าราชการเกษียณ ทำไมจึงต้องบิดพลิ้วต่อพี่น้องประชาชน
หลอกลวงผู้คนให้หลงเข้าใจผิด แถลงข่าวชัดถ้อยชัดคำว่า จะเสนอญัตติเพื่อศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 แต่เวลาไปยื่นกลับศึกษาเรื่องการใช้และปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ 2550 คนละเรื่องคนละราวกันเลยทีเดียว
นี่หรือ? อุดมการณ์ของพรรคการเมืองเก่าแก่ มีอายุอานามพ้นความเป็นข้าราชการเกษียณ จะมีความคิดทางการเมืองที่ ไม่เข้าฝักเข้าฝ่ายประชาธิปไตย แบบนี้
ส่งเสริมการใช้รัฐธรรมนูญ 2550 ต่อไปอีก รู้ทั้งรู้ หัวหน้าพรรคเก่าแก่ เองก็เห็นว่ามีเรื่องไม่ชอบมาพากล โดยเฉพาะ ส.ว. ที่มาจากการสรรหา 74 คน ซึ่งหัวหน้าพรรคการเมืองเก่าแก่ไม่เห็นด้วยมากๆ ทำไมวันนี้ไปเห็นด้วยแล้วหรืออย่างไร
ถามว่า รัฐธรรมนูญ 2540 เป็นรัฐธรรมนูญที่พรรคเก่าแก่ให้การสนับสนุน ใช่ไม่ใช่ แล้วทำไมวันนี้จึงมาปฏิเสธ
วันนี้จะนำเนื้อในใจความเดียวกันกลับมาใช้ ทำไมจึงไม่เอา ทำไมจึงไปใช้รัฐธรรมนูญที่มี ที่มาไม่เป็นประชาธิปไตย มีเนื้อหาไม่เป็นประชาธิปไตย ทำลายระบบนิติรัฐ
หากเล่นการเมืองไม่อยู่กับร่องกับรอยแบบนี้ อย่าหวังจะได้กลับมาถือครองอำนาจรัฐ มีแต่จะ เสียงหด คะแนนหาย เพราะคนเขาจะ รู้ไส้ รู้พุง มากขึ้น ทุกวัน ทุกวัน
วันนี้ อุดมการณ์พรรคเก่าแก่ยังยืนหยัดเพื่อประชาธิปไตย หรือเพื่อใคร หรือเพื่ออะไร การเข้าใกล้เผด็จการ...เข้าใกล้โจรปล้นประชาธิปไตย...มากเกินไป อาจจะทำให้สันดานความชั่วร้ายแทรกซึมไปทุกรูขุมขน ยากจะแก้ไขเยียวยา เสียแล้วกระมัง เลยมีผลลัพธ์แบบที่เห็นนี้

อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ต้องร่วมใจกันแก้ไขรธน.โจรกบฏ
แม้ว่าในห้วงของการทำประชามติรัฐบาลและบางกลุ่มบางฝ่ายจะออกมาชักชวนให้รับร่างไปก่อนแล้วค่อยมาแก้ไขใหม่ภายหลัง จนมีประชาชนหลงเชื่อเพราะอยากให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นโดยเร็ว เพื่อกลับสู่บรรยากาศประชาธิปไตย และแม้ว่าในห้วงการหาเสียงทุกพรรคจะพูดเป็นเสียงเดียวว่าจะเข้ามาแก้ไข รธน.
แต่เมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน ท่าทีของพรรคฝ่ายค้าน ท่าทีของ สนช. ที่ถูกตั้งขึ้นโดยคณะปฏิวัติ และแก๊งข้างถนนที่ได้รับผลประโยชน์จากการรัฐประหาร ก็กลับเปลี่ยนไป และนำมาสู่การเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล ที่กำลังดำเนินการให้เป็นไปตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน
ความจำเป็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีที่มาที่ไปและมีเหตุผลอย่างไร อ.มานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการหรือ นปก.1 ได้กล่าวไว้บนเวที “สภาสนามหลวง” อย่างน่าสนใจ
* ประชาชนเป็นเจ้าของอธิปไตย
“ประชาชนทุกคนคือ ผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยและอำนาจตุลาการทั้งหลาย
ซึ่งตนเคยบอกกับพี่น้องประชาชนที่มาชุมนุมที่สนามหลวงเมื่อนานมาแล้วว่า บ้านเมืองของพวกเราถูกพวกกบฏ ยึดอำนาจเอาใช้กันเองอยู่แค่เพียง 4-5 คน และพวกเราผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยได้ถูกปล้นอำนาจ จึงต้องเป็นผู้เสียหาย และหมดที่พึ่ง
ดังนั้นในเมื่อพวกเราหมดที่พึ่งตนจึงได้ออกมาเรียกร้องและถามกับพี่น้องประชาชนทั้งหลายว่า ในเมื่อพวกเราหมดที่พึ่งแล้วไม่ว่าเจ้าหน้าที่รัฐที่ปวงชนชาวไทยจ้างให้มาทำงานแต่ไปยอมทำตามพวกยึดอำนาจหมดแล้ว อีกทั้งพวกข้าราชการตุลาการยังไปรับจ้างเป็นลูกน้องพวกกบฏตัดสินคดีอีก ดังนั้นประชาชนจึงไม่เหลืออะไรแล้ว อุตส่าห์จ้างคนมาทำงานให้กับพวกเราที่เป็นประชาชน กลับไปรับใช้พวกกบฏกันเสียหมด
เพราะฉะนั้นผมจึงได้ลุกขึ้นเพื่อมาเชิญชวนพี่น้องประชาชนว่าให้เรามาใช้อำนาจของตุลาการกันเองไหม ผมจึงได้มีการลงความเห็นกันว่าต้องขับไล่ผู้พิพากษาทั้ง 9 คน ที่ไปทำหน้าที่ตุลาการรัฐธรรมนูญและรับใช้พวกกบฏให้ออกจากราชการ ซึ่งในปัจจุบันนี้ผมยังรออยู่เลยว่าจะมีใครบ้างที่มาฟ้องร้องว่า ไปหมิ่นประมาทใครบ้างหรือไม่ แต่กลับไม่มีใครฟ้องกลับมาเลยสักคนเดียว เพราะเหตุที่ว่าพวกนั้นรู้ว่าถ้าเกิดมีการฟ้องร้องกันเมื่อไรจะต้องมีการพิสูจน์กันในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย
ซึ่งในข้อเท็จจริงนั้นคือบุคคลทั้ง 9 คน ที่ถูกพวกเราขับไล่นั้นเป็นข้าราชการตุลาการแต่ว่าถูกแต่งตั้งโดยคณะปฏิวัติหรือพวกกบฏให้ไปทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีตามกฎหมายที่พวกกบฏบัญญัติขึ้นมาจะเอาความเป็นข้าราชการติดตัวไปด้วยไม่ได้เพราะท่านเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”
* ข้องใจ รธน.เป็นของประชาชน?
“โดยเฉพาะข้าราชการตุลาการนั้นต้องทำงานภายใต้พระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์การที่ออกไปทำงานเช่นนั้น จึงไม่อยู่ในฐานะเป็นศาล และที่ไปชี้ขาดให้ยุบพรรคไทยรักไทยนั้น อีกทั้งไปตัดสินย้อนหลังให้ตัดสิทธิทางการเมืองนักการเมืองของพรรคไทยรักไทยทั้งหมด 111 คนนั้น
ซึ่งผมเคยบอกไปตั้งแต่วันนั้นแล้วว่าไม่จำเป็นต้องไปทำตามคำวินิจฉัยของพวกตุลาการรัฐธรรมนูญซึ่งบุคคลพวกนี้ไม่สามารถเอาอำนาจตุลาการซึ่งปวงชนชาวไทยให้ไว้นำไปใช้ได้ แต่ว่าการตัดสินคดีในครั้งนั้นเป็นไปตามกฎหมายของพวกกบฏ แต่ถึงอย่างไรก็เป็นที่น่าเสียดาย เมื่อพรรคไทยรักไทยก็ไปปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของพวกที่รับจ้างพวกกบฏมาทำงาน
ซึ่งที่ผมต้องออกมาเล่าเหตุการณ์ในครั้งนั้นก็เพราะต้องการจะทบทวนความหลังเสียเพื่อที่จะได้ไม่ลืมกลับสิ่งที่พวกเราต้องเสียไป อย่างไรก็ดี เรื่องมันได้เลยมาถึงปัจจุบันนี้แล้วคงไม่สามารถแก้ไขอะไรได้อีก แต่ว่าเอาเรื่องที่กำลังมีการหาข้อสรุปถึงเรื่องรัฐธรรมนูญ 2550 เป็นรัฐธรรมนูญที่แท้จริงหรือไม่ และเราจะมีวิธีการพิสูจน์อย่างไรได้บ้าง
คือเรื่องนี้ต้องมีการชี้แจงให้เป็นขั้นเป็นตอนดังต่อไปนี้ก่อนเพื่อให้พี่น้องประชาชนทำความเข้าใจไปทีละขั้น โดยเริ่มจากภาษาไทยมันมีอยู่หลายรูปแบบคือ ภาษาราชการ ภาษากฎหมาย และภาษาที่ใช้เฉพาะท้องถิ่น ด้วยเหตุนี้เองภาษาที่ได้พูดและเขียนหากจะได้คำรับรองตามกฎหมายนั้นจะต้องมีภาษาที่ใช้เฉพาะโดยเฉพาะการพูดถึงกฎหมายจะมีภาษากฎหมายที่ใช้เฉพาะเท่านั้น จะมาพูดส่งเดชเหมือนพวกพันธมิตรฯไม่ได้ การที่จะใช้ภาษาทางกฎหมายที่ถูกต้องนั้นต้องได้การรับรองจากราชบัณฑิตยสถาน ดังนั้นต้องระวังอย่าไปหลงเชื่อฟังตามพวกพันธมิตรฯจะกลายเป็นเรื่องยุ่งอีก”
* รธน.50 มาจากพวกโจรกบฏ
“ยกตัวอย่างคำว่า “รัฐธรรมนูญ” มีต้นรากศัพท์ “รัฐ”ที่แปลว่าประเทศแล้วต้องขยายความไปอีกว่า ประเทศคือ ชุมชนแห่งมนุษย์ที่ตั้งมั่นอยู่ในดินแดนอันมีเขตแน่นอนและมีอำนาจอธิปไตยเป็นของตนเอง ดังนั้นถ้าได้ยินคำว่า “รัฐ” เมื่อไรแปลได้ทันทีเลยว่า ปวงชนชาวไทยทั้ง 65 ล้านคน แต่ไม่ใช่พวกโจร5-6 คนที่ไปอยู่สะพานมัฆวานรังสรรค์ แล้วมาเรียกตัวเองว่า “รัฐ” นำมาสมาธิกับคำว่า “ธรรมนูญ” ที่แปลว่ากฎหมายที่ใช้จัดระเบียบองค์กร เมื่อนำ 2 คำมาร่วมกันจึงกลายมาเป็นว่ากฎหมายที่จัดระเบียบปวงชนชาวไทยเรานี้เอง
เพราะฉะนั้น ตัวหนังสือที่เขียนไปแล้วและจะเรียกว่ารัฐธรรมนูญได้นั้นจะต้องมาจากปวงชนชาวไทยเท่านั้น คือปวงชนชาวไทยจะต้องมอบอำนาจให้กับตัวแทนไปนั่งเขียนอยู่ที่ รัฐสภา ซึ่งต้องไปถกเถียงกันว่าต้องเขียนกฎหมายกันอย่างไร แล้วจึงนำสิ่งที่มีการกลั่นกรองมาแล้วมาเขียนให้เป็นตัวหนังสือ โดยการพิจารณาของผู้แทนราษฎร จึงจะออกมาเป็นกฎกติกาของปวงชนชาวไทยที่เรียกว่ารัฐธรรมนูญได้
แต่การที่พวกกบฏไปจ้าง นายมีชัย ฤชุพันธุ์ กับพรรคพวกบุกรุกเข้าไปในอาคารรัฐสภาแล้วร่วมกันนั่งเขียนประกาศของคณะปฏิวัติ แล้วนำไปตั้งชื่อว่า รัฐธรรมนูญ 2550 แต่ว่าจริง ๆ แล้วมันไม่ใช่ เพราะไม่ได้มาจากปวงชนชาวไทยแต่ว่าจากพวกโจรกบฏต่างหาก โดยชื่อจริงสามารถเรียกได้แค่ ประกาศของคณะปฏิวัติหรือของกองโจรกบฏเท่านั้น ซึ่งจะมาใช้คำว่า รัฐธรรมนูญไม่ได้เพราะไม่มีกฎหมายรับรองให้เรียกอย่างนั้น”
* ไม่จำเป็นต้องถกเถียง
“ดังนั้น ผมจึงอยากจะถามพี่น้องประชาชนว่า จะยอมหรือไม่ที่เอากฎหมายของโจรที่พวกกบฏจ้างนายมีชัย ให้เขียนขึ้นมาแล้วมาเรียกว่า เป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน ซึ่งผมยอมไม่ได้
เพราะฉะนั้นก็มาถึงตอนสำคัญที่ว่า พวกเราจะแก้ไขหรือไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ฉบับนี้
หรือไม่นั้น จะต้องมีการพิสูจน์ก่อนว่าฉบับที่เรียกว่ารัฐธรรมนูญหรือฉบับไหนที่เรียกว่า โจรธรรมนูญ นั่นก็คือ กฎหมายของโจร ซึ่งรัฐธรรมนูญต้องมาจากปวงชนชาวไทยตามที่กล่าวไว้ข้างต้น
เพราะฉะนั้นเราจะเอากฎของโจรกบฏเอามาใช้ได้หรือไม่ ในเมื่อเราไม่ต้องการแล้วจำเป็นหรือที่จะต้องแก้ไข ไม่จำเป็นเลยทำเพียงเตะทิ้งไปเท่านั้นเอง ส่วนคำว่าแก้ ภาษากฎหมายมีระบุว่า ทำสิ่งที่บกพร่องอยู่ให้ดีขึ้น แต่ไม่ใช่เอารัฐธรรมนูญเก๊มาแก้ทำไม่ได้
สิ่งที่นายกรัฐมนตรีและผู้แทนราษฎรออกมาถกเถียงกันว่าจะแก้ไขหรือไหมนั้น มันเป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือเปล่าซึ่งไม่จำเป็น การที่นำเอารัฐธรรมนูญมาใส่ปกเข้าเล่มแล้วเรียกว่าเอกสารราชการนั้น ที่นายมีชัย มาเขียนคำประกาศของคณะปฏิวัติ แล้วมาใช้ชื่อเรียกว่า รัฐธรรมนูญ 2550 นั้นต้องเรียกเอกสารราชการปลอม เมื่อเป็นของปลอมแล้วนั้น ใครนำเอาของปลอมมาใช้อ้างกับประชาชนมาใช้บังคับสิทธิ์นั้น ดังนั้นบุคคลนำมาใช้จะต้องมีความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมมีความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 365
ดังนั้นการที่ยังมานั่งถกเถียงกันอยู่ในสภานั้นและในหนังสือพิมพ์ที่เลว ๆ ก็มี ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่รู้ว่าเลวหรือว่าโง่กันแน่ ดังนั้นผมจึงจะขอวิเคราะห์ว่า รัฐธรรมนูญปลอมหรือโจรธรรมนูญนั้นจะก่อให้เกิดความเสียหายอะไรให้บ้าง ในเมื่อสิ่งนี้เป็นของปลอม นานาชาติโดยเฉพาะในแถบประเทศทางยุโรปและอเมริกา พวกนี้มีนักกฎหมายไทยมาเป็นที่ปรึกษาให้ ดังนั้นจึงมีข้อสงสัยว่าสิ่งไหนกันแน่ที่เป็นรัฐธรรมนูญจริงแท้”
* อย่าหลงตามพันธมิตรฯ
“เพราะฉะนั้นในการที่จะทำประชามติต้องอย่าไปหลงทางตามพวกพันธมิตรฯ ชี้นำเอาไว้ ซึ่งถ้ามาว่าจะแก้ไขหรือไม่แก้ไขแบบนี้จบเห่แน่ ซึ่งจริง ๆ แล้วพวกเราต้องตอบว่า จะใช้หรือไม่ใช้ต่างหาก แล้วใครที่ไหนต้องการที่จะเอาของปลอมมาใช้กัน ซึ่งไม่มีใครหรอกที่ต้องการ ถ้าพวกพันธมิตรฯ และ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมาปกป้องรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 นั้น ก็ขอให้เอาเก็บรักษาไว้ใช้กันเองได้ตามสบาย
ดังนั้น พวกเรามาดูถึงความเลวทรามต่ำช้าของรัฐธรรมนูญปลอมฉบับนี้กันดีกว่า ประการแรก คือมาตรา 111 ซึ่งระบุว่า วุฒิสภาหรือสมาชิกวุฒิสภานั้นมาได้ 2 ทาง คือจากการที่ให้ประชาชนเลือก 74 คนแล้วมีการคัดสรรโดยพวกของคณะปฏิวัติแต่งตั้งมา 7 คน แล้วนำมาเลือกเข้ามาอีก 1 คน แล้วแบบนี้จะเรียกเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทยได้อย่างไร ต้องเรียกว่าเป็นตัวแทนของคณะปฏิวัติ
ประการที่สอง มาตรา 237 ซึ่งถือได้ว่าเป็นสิ่งที่เลวทรามที่สุด คือระบุว่า การที่มีสมาชิกในระดับผู้บริหารทำผิดอยู่เพียงคนเดียว สามารถส่งผลให้ยุบพรรคการเมืองได้ทั้งพรรคแล้วประชาชนที่ไปเลือกลงคะแนนให้กับพรรคพลังประชาชนที่ไม่ได้มีความผิดอะไรด้วยนั้น จะมาพิพากษาว่าผิดด้วยได้อย่างไรดังนั้น คนที่ไม่ได้ศึกษาเรื่องนี้โดยแท้จริงอาจจะคิดว่ามันดูไม่สำคัญเท่าไร แต่พอมีการยุบพรรคพลังประชาชนลงนั้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีอยู่ในสภาจะได้รับผลกระทบถูกเขี่ยออกไปทั้งหมดเลย ซึ่งเท่ากับว่ายุบสภาผู้แทนราษฎรลงไปได้ แล้วเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ดีงามอย่างไร ซึ่งรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวชก็ต้องถูกยุบไปด้วย
แล้วแบบนี้การที่ต่างชาติกำลังมีความคิดที่จะเข้ามาลงทุนนั้น หรือว่าทำธุรกิจในเมืองไทย เมื่อต้องมาเจอรัฐธรรมนูญแบบนี้ แล้วใครจะกล้ามาอีกหรือ และนี้คือเหตุผลที่ยังไม่มีใครมาลงทุนจนถึงทุกวันนี้
และสิ่งที่ร้ายที่สุดคือมาตรา 309 ข้อนี้หมายความว่า การกระทำที่พวกปฏิวัติทำไปแล้ว หรือกำลังจะกระทำและในอนาคตข้างหน้าอาจจะกระทำนั้น จะถือว่าไม่มีความผิด ซึ่งคิดดูเอาเองแล้วกันว่า ใครที่ไหนจะกล้าเข้ามาลงทุน ในเมื่อรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดนั้น มีสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาระบุไว้เป็นรัฐธรรมนูญด้วย และนี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจดำเนินต่อไปมิได้ สิ่งที่สำคัญอีกเช่นกันที่จะรีบยกเลิกให้ใช้รัฐธรรมนูญ และถือว่าเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อป้องกันที่จะไม่ให้เศรษฐกิจของประเทศล่มจม
เมื่อรับทราบเรื่องราวทั้งหมดแล้ว จึงได้รับรู้ถึงความจำเป็นที่พวกพันธมิตรฯ ออกมาปกป้องรัฐธรรมนูญโจร เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้พวกพ้องของเผด็จการต้องถูกนำไปจัดการดำเนินคดี เพราะสิ่งที่ปกป้องพวกเผด็จการก็คือรัฐธรรมนูญฉบับนี้เอง จึงต้องรีบออกมาถ่วงเวลาเอาไว้ก่อน ฉะนั้นถามตัวเองให้ดีว่าต้องการที่จะใช้รัฐธรรมนูญของโจรหรือไม่ แต่ผมเชื่อว่าไม่มีใครก็ตามที่สามารถทนพลังของปวงชนชาวไทยได้แน่นอน”