WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, June 13, 2008

กกต.ไล่พันธมิตรฯ ไม่ต้องมาแย้วๆ กดดันการทำงาน

กกต. “สุเมธ” โต้พันธมิตรฯ กล่าวหาช่วยเป่าคดีเลือกตั้ง พปช.ยันทำไปตามหลักฐาน พร้อมไล่ส่งไม่ต้องมาชุมนุมกดดัน วอนเข้าใจการทำงาน “สมชัย” เห็นต่างเรื่องปกติ

ทั้งนี้นายสุเมธ อุปานิสากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านการมีส่วนร่วม ได้ออกกล่าวยืนยันว่า ไม่มี กกต.คนใดช่วยเหลือคดีการเลือกตั้ง เพื่อช่วยพรรคพลังประชาชน (พปช.) จำนวน 400 คดี ตามที่ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวอ้าง เพราะทุกอย่างดำเนินการไปตามพยานหลักฐาน ส่วนกรณีที่มีการยกคำร้องนั้นเป็นเพราะพยานหลักฐานอ่อน ไม่ใช่ กกต.ให้ความช่วยเหลือ

นายสุเมธ ยังกล่าวเรียกร้องกลุ่มพันธมิตรฯด้วยว่า อย่ามาชุมนุมที่บริเวณหน้าสำนักงาน กกต. เพราะจะทำให้ กกต. ทำงานด้วยความยากลำบาก และขอให้ทุกฝ่ายเข้าใจ นายสมชาย จึงประเสริฐ กกต.เสียงข้างน้อย ว่า เป็นเรื่องปกติของการทำงานที่สามารถ มีความเห็นแตกต่างได้

สำหรับบรรยากาศบริเวณหน้าสำนักงาน กตต. ได้มีการนำแผงเหล็กกั้น มาวางเป็นแนวยาวในบริเวณโดยรอบ แต่ยังไม่พบว่ามีการเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด โดยก่อนหน้านี้ กลุ่มพันธมิตรฯประกาศจะยกขบวนเดินทางยัง กกต.ในวันนี้ (12 มิ.ย.)

อภิสิทธิ์ หน้าแตก นายกฯยกเลิกคุย คาดมีลุ้นไฟเขียวเปิดอภิปรายฯ

ปชป.ลูกเล่นมากเกินไป นายกฯเลยยกเลิกนัดพบ เหตุลูกพรรคชิงยื่นหนังสือขอเปิดอภิปรายฯเรียบร้อยแล้ว คาดไฟเขียวได้จ้อในสภา

พล.ต.ท.วิเชียรโชติ สุขโชติรัตน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้บอกเลิกไม่พบกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในเวลา 11.00 น. ของวันนี้แล้ว พร้อมชี้แจงว่า เดิมมีการนัดหมายจริง แต่เมื่อสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โดยนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ได้มายื่นหนังสือขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 179 ไปแล้วเมื่อวานนี้ จึงไม่มีความจำเป็น

"วันนี้ไม่มีการพบกันที่สภา ระหว่างนายกฯกับผู้นำฝ่ายค้านฯ เพราะบรรลุวัตถุประสงค์ไปแล้ว โดยได้รับหนังสือจากฝ่ายค้านเรียบร้อยแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องพบกันอีก" พล.ต.ท.วิเชียรโชติ กล่าว

ส่วนจะมีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่นั้น โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรียังไม่ได้ตัดสินใจในเรื่องดังกล่าว แต่ตามหลักการ คงจะยอมให้มีการเปิดได้ตามที่ร้องขอ และเมื่อนายกรัฐมนตรีตัดสินใจแล้ว ก็จะส่งเรื่องให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ส่วนจะเป็นวันไหน เวลาใด ซ้ำซ้อนกับญัตติของสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.)หรือไม่ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของรัฐสภา



Thursday, June 12, 2008

ในหลวงทรงเตือนบ้านพังมาแล้ว 'จะพังอีก' แนะศาลปกครองปฏิบัติตามคำปฏิญาณ

"ในหลวง" ทรงเตือนบ้านพังมาแล้ว จะพังอีก ทรงขอให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ปฏิบัติตามคำปฏิญาณอย่างเคร่งครัด อีกทั้งทรงชี้รัฐธรรมนูญเป็นสิ่งสำคัญมากในประเทศ ถ้ามีหลักที่ดีในการปกครองประเทศก็จะไม่เดือดร้อน และมีความมั่นคง ประชาชนจะอยู่เย็นเป็นสุข

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราโชวาท แก่คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่ได้เข้าเฝ้าถวายสัตย์ ปฏิญาณ ทั้งนี้ เมื่อเวลา 17.45 น. วันที่ 11 มิถุนายน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ นำตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน 8 คน เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เพื่อถวายสัตย์ ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ โดยมีนายไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ นายสนิท จรอนันต์ และนายนภดล ช.สรพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ร่วมเข้าเฝ้าฯด้วย

โอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทาน พระบรมราโชวาท ความว่า ข้าพเจ้ายินดีที่ได้ฟังเหล่าผู้พิพากษาศาลรัฐธรรมนูญ ต่างได้กล่าวปฏิญาณ ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่ต้องปฏิบัติอย่างดีที่สุด เพราะรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งสำคัญมากในประเทศ ถ้ามีหลักที่ดีในการปกครอง ก็เชื่อว่าการปกครองจะเป็นไปได้ด้วยดี ที่ท่านปฏิญาณ ขอให้ท่านทำตามคำปฏิญาณให้เคร่งครัดที่สุด เพราะว่ารัฐธรรมนูญเป็นหลักการปกครองในประเทศ ถ้ามีหลักการปกครอง และมีบุคคลที่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ตามหลักนี้ ก็เชื่อว่าประเทศจะดำเนินต่อไปได้ด้วยดี ก็ขอให้ปฏิบัติตามที่ปฏิญาณ เพื่อความเจริญของประเทศ เพราะถ้าประเทศมีพวกท่าน เชื่อว่าคงทำที่ต้องการได้ ถ้ามีหลักที่ดี ประเทศก็จะไม่มีความเดือดร้อน ขอให้สามารถทำตามหลักปฏิญาณ เพื่อให้ประเทศดำเนินไปโดยมีหลักมีเกณฑ์ ผู้ที่ปฏิบัติตามหลักรัฐธรรมนูญก็ทำให้ประเทศดำเนินไปได้ด้วยดี ขอให้สามารถทำตามคำปฏิญาณ เพื่อความมั่นคงของประเทศ และประชาชนก็จะอยู่เย็นเป็นสุขได้ ขอให้สามารถปฏิบัติตามคำปฏิญาณโดยเคร่งครัด

ต่อจากนั้น พระราชทานพระบรมราชวโรกาส ให้ นายอักขราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครองสูงสุด นำตุลาการศาลปกครองสูงสุด จำนวน 4 คน เฝ้าฯ เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ โดยมี น.ส.พรทิพย์ ทองดี เลขาธิการสำนักงานศาลปกครองร่วมเข้าเฝ้าฯด้วย โอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราโชวาท ถึงความสำคัญของการปฏิบัติหน้าที่ของตุลาการศาลปกครองสูงสุด ว่า

ทำในนามของพระมหากษัตริย์ก็หมายความว่า ท่านได้ให้ความรับผิดชอบพระมหากษัตริย์ ถ้าท่านทำไม่ดี พระมหาษัตริย์ก็ทำไม่ดี ตอนนี้วุ่นวาย อย่าให้วุ่นวายต่อไป เพราะว่าการทำอะไร ถ้าไม่ทำตรงตามคำปฏิญาณ ก็จะยุ่ง และยุ่งมาแล้ว ขอให้ท่านทั้งหมดเข้มงวดเข้มแข็งยิ่งขึ้น ในการปฏิบัติคำนี้ แปลว่า พระเจ้าอยู่หัวทำอะไร ท่านทำอย่างนั้น ถ้าท่านไม่ทำ ก็ไม่รู้จะเกิดเรื่องอะไร เป็นอย่างไร ความจริงท่านก็ได้เห็นแล้ว จะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นถ้าท่านไม่ทำ ไม่ช่วย ไม่ช่วยกันทำ ก็ขอให้ท่านช่วยทำตามความสามารถที่ท่านมี ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะให้ท่านทำ แต่ขอให้ท่านทำ เพราะว่า ถ้าท่านไม่ทำ ไม่ใช่ท่าน 4-5 คนจะเดือดร้อน แต่ว่าจะเป็นใครบางคน ที่เดือดร้อน ถ้าเดือดร้อนแล้ว เราก็เหตุผลที่ไม่ดีเกิดขึ้นมา เหตุผลไม่ดี เป็นเพราะบ้านเมืองหรือเปล่า ซึ่งบ้านพังมาแล้ว จะพังอีก ถ้าท่านก็คือผู้ที่ทำหน้าที่ศาลปกครองไปปกครอง ไปช่วยกันปกครอง ไม่ทราบว่าท่านมีความลำบากอะไร ขอให้ท่านได้ทำ ได้ทำสำเร็จผ่านพ้นความลำบากของการปกครองที่ล่มจม ก็ขอให้การปกครองไม่ล่มจม ศาลปกครองไปโดยดีต่อไป ท่านได้มีความรู้ และมีความรู้ โดยได้ศึกษามาแล้วว่า ควรจะทำอะไร อย่างไร ขอให้ท่านทำสำเร็จ เพราะว่า 4-5 คนแสดงตัวออกมา จะทำให้จำนวนล้านคน เป็นล้านคนที่จะเดือดร้อนหากทำไม่สำเร็จ ก็ขอให้ท่านทำสำเร็จ หากท่านทำได้ดี ก็จะมีความสำเร็จ

ถ้าท่านสำเร็จแล้ว ทุกคนก็จะดีใจ และท่านเองก็จะดีใจ ถ้าท่านเป็นงานที่สำคัญ มีความสำเร็จ ท่านได้มีการศึกษามาดีแล้ว ก็เชื่อว่า มีเครื่องมือที่จะปฏิบัติ แต่อาจต้องใช้ผู้อื่นที่มีความรู้ใช้ในทางที่ดี ดำเนินไปโดยดี ถ้าท่านปฏิบัติงานได้สำเร็จ ก็จะเป็นความภูมิใจในหน้าตา ไม่ใช่แค่นั้น พระมหากษัตริย์ก็ภูมิใจกับท่าน ถ้าท่านไม่สำเร็จก็ไม่รู้จะพูดว่าไง งานของพระมหากษัตริย์ ต้องล่มจม และก็ขอให้ท่านทำงานให้สำเร็จเรียบร้อย ซึ่งก็หลายครั้ง ขอให้ท่านมีความโชคดี ที่ได้ปฏิบัติสำเร็จได้ด้วยดี และขอให้ทุกคน ทั้ง 5 คนจงมีความภูมิใจที่มีเจ้าหน้าที่ชั้นสูงสุด และทำงานสำเร็จ และก็ขอขอบใจท่านที่ตั้งใจที่จะปฏิบัติงานอย่างดี และขอให้งานปฏิบัติได้ดีที่สุด ขอให้ท่านไม่เจ็บไม่ไข้ ได้ทำอะไรเพื่อคนที่ดี ทุกครั้งที่

ขอขอบใจท่านที่จะทำงานอย่างเต็มที่ ด้วยความสามารถ และด้วยหลักวิชาที่ถูกต้อง เพื่อผ่านพ้นอุปสรรคที่มี และก็ขอให้ท่านได้ใช้ ที่จำเป็น ที่จะทำ ที่มีกำลังใจที่จะทำงาน ที่สำคัญถ้าท่านทำได้ ก็เป็นผลดีสำหรับชาวโลก แต่ท่านอาจจะมีเวลาต้องท้อใจ และท่านจะต้องทำ ก็ขอให้ท่านมีความสำเร็จในการงาน ด้วยความสามารถ ของตัวเอง งานมันหนักมันยากจริง ก็เห็นแล้วว่างานมันยากแค่ไหน งานของศาลพิเศษต่างๆทั้งหลายนี้ มีทุกอย่างจะต้องใช้กำลังใจ แต่ว่าทุกอย่างคือความสามารถที่ต้องใช้ ถ้าทำได้ บ้านเมืองจะไปได้ดี ตอนนี้บ้านเมืองถอยไปเรื่อยๆ ก็ขอขอบใจท่านให้มีความสำเร็จ

thai-grassroots

ม็อบเด็ก

แม้จะเป็นอีกหนึ่งมุมมองของ “สื่อ” ในการนำเสนอภาพเด็กตัวเล็กตัวน้อยที่ติดสอยห้อยตามบรรดาพ่อแม่ผู้ปกครอง เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่บัดนี้ได้กลายเป็นเทรนด์ไปแล้วในการพา “เด็ก” มาร่วม “ม็อบ”การจับให้เด็กแต่งตัวตามบรรยากาศ ใส่หมวก ถือธง คาดผ้าโพกหัว ลักษณะไม่ต่างกับการเชียร์ฟุตบอลโลกสิ่งที่ผู้ใหญ่เห็นก็คือ “เด็ก” ยังไงก็น่ารัก..สมวัยแล้วสิ่งที่เด็กได้เห็นล่ะ..?

มลภาวะทางการมองเห็น-ภาพที่บรรดาผู้ชุมนุมใช้ความรุนแรง ทั้งไม้เบสบอล หมวกกันน็อก ถูกนำมาเป็นเครื่องมือและเครื่องป้องกันมลภาวะทางอาหาร-อาหารกล่องในสถานที่ที่ไม่เหมาะแก่การรับประทาน เวลากินไม่ได้กิน เวลานอนไม่ได้นอนมลภาวะทางสัมผัส-กลิ่นฉี่ตลบอบอวลไปพร้อมๆ กับมลพิษทางอากาศที่ต้องรับลม โดนแดดและเปียกฝน ไหนจะโรคภัยที่จะตามมาจากเชื้อที่เกิดและแพร่กระจายอยู่ทั่วไป โดยเฉพาะกับที่ที่มีคนหมู่มากมาอยู่กินอย่างไม่ถูกสุขลักษณะ
มลภาวะทางเสียง-ที่ดังเกินที่หูมนุษย์จะรับไหว คำพูดคำจาที่สาดเข้าใส่กันเองแต่

ความหมายด่าฝ่ายตรงข้ามไม่ว่าจะสัมผัสทางรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ทั้งหมดส่งผลโดยตรงต่อประสาท “ผู้ใหญ่ยังแย่..แล้วเด็กจะเหลืออะไร”ในภาวะบ้านเมืองปกติ “เด็ก” เหล่านี้ก็คือแก้วตาดวงใจของพ่อแม่ ที่เฝ้าดูแลและทะนุถนอมเป็นอย่างดี..ไม่ใช่หรือ?การเข้าร่วมชุมนุมจะทำให้ “เด็ก” เรียนรู้คำว่า “ประชาธิปไตย” ได้มากน้อยแค่ไหนเป็นเรื่องของอนาคต แต่สิ่งที่ “เด็ก” ได้เห็นและรับไปแล้ววันนี้ คือ การ “ซึมซับ” ตามวัยแห่งการเรียนรู้ รวมถึง “พฤติกรรมเลียนแบบ”

เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.ที่ผ่านมา “พระพยอม กัลยาโณ” เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว ไปเทศน์ชาวบ้านที่จังหวัดพิจิตร และได้พูดถึงความห่วงใยการนำลูกเด็กเล็กแดงไปร่วมเวทีม็อบที่มีแต่คำผรุสวาทหยาบคาย พร้อมระบุถึงความเหมาะสมที่จะให้มีกฎหมายเอาผิดกับบรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ฟังดูแล้วก็เป็นเพียงข้อห่วงใยหนึ่งเท่านั้น ถ้ากลุ่มพันธมิตรฯ จะมีมโนธรรมหรือคุณธรรมบ้างก็คงเป็นเรื่องที่ดี แต่การณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น..!“สนธิ ลิ้มทองกุล” 1 ใน 5 แกนนำพันธมิตรฯ ขึ้นเวทีสาดเสียเทเสียพระพยอมช่วงกลางดึกวันนั้นทันที เพียงเพราะเหตุผลที่ว่าพระพยอมไม่ไปด่าฝั่งศัตรู (หมายถึง นายสมัคร สุนทรเวช ที่ใช้วาจาหยาบคายบ่อยครั้ง) จึงกลายเป็นว่า “พระพยอม” ในสายตาพันธมิตรฯ ไม่เคยเทศน์อะไรที่ดีต่อบ้านเมืองเลย

“พระพยอมครับ ช่วยเปล่งสาธุการด้วยการโห่ให้พระพยอมหน่อย ผมนี่เป็นคนที่เคารพพระเคารพเจ้า ผมบวชเรียนมา 2 ครั้ง ผมมีแต่พ่อแม่ครูอาจารย์ที่สอนให้ผมเอาธรรมนำหน้า ไม่เคยสอนให้ผมเลียไข่รัฐบาล ถ้าพระคุณเจ้าพระพยอมอยากจะพูดเตือนว่าพูดจาต้องสุภาพ ทำไมไม่ไปเตือนนายกฯ เป็นพระเป็นเจ้ายังไม่รู้จักเทศน์ว่าควรจะเทศน์ให้ใครฟัง มาเทศน์ให้พวกเราซึ่งเอาธรรมนำหน้าตลอดเวลาเลยใช่ไม่ใช่ พรรษาผมน้อยกว่าท่านมาก ผมบวชมา 2 ครั้ง ครั้งละเดือนกว่า แต่ผมปฏิบัติธรรม จิตผมสงบ ผมปล่อยวาง เมื่อไหร่ท่านจะปล่อยวางซะที เพราะถ้าเมื่อท่านไม่ปล่อยวาง ท่านก็คือ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ที่อยู่ในผ้าเหลือง”
เป็นอะไรกันไปแล้วคนไทย เป็นอะไรกันไปแล้วพันธมิตรฯ !!

ช่วงที่มีข่าวปัญหาการจราจร เด็กนักเรียนต้องเดือดร้อนเพราะการปิดถนน ตัวแทนกลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาบอกว่า “โรงเรียนและนักเรียนควรจะเสียสละบ้าง”
มาคราวนี้พระผู้ใหญ่เทศน์สั่งสอนเข้าให้ก็ด่ากลับ โดยไม่พูดถึงความเป็นจริงในสิ่งที่พระท่านเตือนว่า การเอา “เด็ก” มาร่วมนั้นเป็นสิ่ง “ไม่ควร” หรือไม่อย่างไรก็ดี ระหว่างการเทศน์ของพระพยอม ได้พูดถึงข้อดีการปราศรัยของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่า ทำให้ประชาชนได้รับรู้ในสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควรในการบริหารประเทศ นั่นแสดงว่าพระพยอมเองก็เป็นแฟนรายการปราศรัยของกลุ่มพันธมิตรฯ ด้วยเช่นกันเมื่อทางนั้นเขาตอกกลับมาอย่างนี้ ท่านจะรู้สึกอย่างไร??กลายเป็นคำถามที่ “อยากรู้แต่ไม่อยากถาม” เพราะไม่อยากดึงให้ดาวต้องมาเปื้อนดิน

เมืองไทยเราได้ชื่อว่าเป็นเมืองพุทธ มี “พระพุทธศาสนา” เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจยามว้าวุ่น หากวันนี้การเมืองได้เข้าครอบงำจิตใจจนเบียดบังความรู้สึกนึกคิด โดยที่หลักธรรมคำสอนในศาสนาหรือจากผู้ที่อยู่ในศาสนา ไม่สามารถช่วยเยียวยา “จิตใจ” ผู้คนได้อะไรจะเกิดขึ้น..!หากทำใจเป็นกลาง..มองดูการปฏิเสธท่าทีจากผู้หวังดีทุกรูปแบบของกลุ่มพันธมิตรฯ ตั้งแต่การปฏิเสธกลุ่ม “พลังสีขาว” เรื่อยมาถึงการต่อว่าพระพยอมที่ออกมาแสดงความเห็นและเป็นห่วง “เยาวชนของชาติ”อาจมองเห็นได้ว่า..แท้จริงแล้ว “ใคร” กัน? น่าเป็นห่วงที่สุด!!


ไม่มีใครกล้ารองเลย


ถ้าเป็นดาราก็ต้องยกนิ้วให้เลยว่า ตีบทแตกกระเจิง

กับช็อตล่าสุดของ “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ตีหน้ายักษ์ ตาขวางใส่นักข่าวที่ตามไปทำข่าวการนัดพบหารือแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลที่โรงแรมย่านหลานหลวง

จ้องกันแบบจะกินเลือดกินเนื้อ

แต่ตามรายงานข่าวเบื้องหลัง พอปิดประตูอยู่ในห้องลำพังกับแกนนำรัฐบาล “ลุงหมัก” ก็ปั้นหน้าใหม่ทันที อารมณ์เปลี่ยนแบบ 180 องศา

เล่นบทหัวเราะหยอกล้อ

ทำหน้าที่พิธีกร เปิดรายการ “ชิมไปบ่นไป” แนะนำเมนูอาหารจานเด็ด ทั้งราดหน้าทะเลใส่ผักกาดขาว ติ่มซำ ที่เจ้าตัวสั่งไว้รับรองแขกร่วมโต๊ะอย่างออกรสออกชาติ

ไม่มีอาการบึ้งตึงเหลืออยู่เลย

และหลังมื้ออาหาร ก่อนแยกย้ายกันกลับ “ลุงหมัก” ยังเล่นมุกกุ๊กกิ๊ก แกล้งผลักหลัง “เสี่ยอ๊อด” นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง ในฐานะเลขาธิการพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ออกมาให้นักข่าวรุมสัมภาษณ์แทนตัวเองที่ชิ่งหนีลงลิฟต์

อารมณ์เพี้ยนไปเพี้ยนมา

ถ้าคิดกันตามประสาชาวบ้าน ก็แค่อาการของคนแก่ที่กำลัง “โมโหหิว” เห็นอะไรขวางหู ขวางตา

หรือถ้าจะวิเคราะห์ให้แสบไปกว่านั้น ก็มีผู้สันทัดกรณีจับทางว่า นี่คือลีลาขู่ ของสิงห์เฒ่า ตีกันนักข่าวไม่กล้าแหย่ไมค์

สรุปโดยอาการของ “ลุงหมัก” ไม่มีอะไรในกอไผ่

แต่ที่ถูกมองว่า “มีงาน” อยู่ที่คิวของ “บิ๊กเติ้ง” นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ที่ให้สัมภาษณ์หลังมื้ออาหาร ตอบแบบกำกวมๆ เมื่อถูกนักข่าวถามเรื่องที่ม็อบพันธมิตร และพรรคประชาธิปัตย์เรียกร้องให้ถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล

“กำลังดูอยู่ ต้องหารือกับพรรคเพื่อแผ่นดินก่อน”

รับมุกหน้าตาเฉยเลย

จะว่านักข่าวถามนำก็ไม่น่าใช่ เพราะตามข่าวคิวนี้ “บิ๊กเติ้ง” ย้ำเองถึง 2-3 รอบ และก็รู้ตัวด้วย ไม่อย่างนั้นก็คงไม่ย้อนดักคอนักข่าว

“คุณกำลังนำทางผมอยู่ พอแล้ว”

อาการออกซะขนาดนี้ จะบอกว่าไม่มีอะไรในกอไผ่ ใครจะเชื่อ

ที่ไม่เชื่อแน่ๆเลยก็คือนายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคพลังประชาชน ออกมาตะโกนไล่ตะเพิดทันที หากนายบรรหารและพรรคชาติไทยอึดอัดที่จะอยู่ร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน

ก็ขอให้ลาออกไป

“ที่ผ่านมาวิถีทางการเมืองที่เรียกร้อง หรือสไตล์การทำงานแบบลื่นไหลของพรรคชาติไทย ไม่ใช่สิ่งที่เข้าใจยาก การที่ท่านบรรหารออกมาพูด เพราะต้องการสร้างภาพ ดึงกระแส ทำให้ประชาชนมองว่าพรรคชาติไทยมีจุดยืน”

ฝั่งหนึ่งออกลีลาอึดอัดพร้อมชิ่ง อีกฝ่ายหนึ่งออกมาไล่ส่ง

เหมือนกับฟางเส้นสุดท้ายจะขาดผึงในเร็ววันนี้

อย่างไรก็ดี ในภาษาของเซียนการเมืองอย่าง “สิงห์เหลิม” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ออกมาการันตีความสัมพันธ์ในรัฐบาลมีความสามัคคี 100+1 เปอร์เซ็นต์

มั่นใจในตัว “บิ๊กเติ้ง” ที่เป็นคนดี จริงใจ ไม่หักหลังใคร

และตามภาษาเซียนบอล งานนี้เขาให้ต่อ 2 ลูกครึ่ง บวกน้ำจิ้ม 10-1 “บิ๊กเติ้ง” ไม่มีทางถอนตัวออกจากพรรคร่วมรัฐบาล

ราคาไหลเตลิด แต่ไม่มีคนกล้ารอง

เอาเป็นว่า ในบรรดาแขกร่วมโต๊ะอาหารแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลที่ล้วนแล้วแต่สิงห์เฒ่าลายครามระดับ “ลุงหมัก” ประกบด้วย “บิ๊กเติ้ง” ไปยัน “เสธ.หนั่น” พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ และนายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน

เก๋าเกมเขี้ยวลากดินทั้งนั้น จับทางลำบาก

จะมีก็แค่ “เสี่ยอ๊อด” นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง ในฐานะ

เลขาธิการพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ที่ยังอยู่ในช่วงสะสมชั่วโมงบิน

โดยบุคลิกตรงๆ รอบยังไม่จัด ไม่ถนัดซ่อนกลกับใคร พูดกันแบบไม่มีลีลาล่อหลอก

“ประดิษฐ์” บอกว่า “รัฐบาลยังเกาะกันแน่น”.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน



สภาถกกฎหมายคดีนักการเมือง


ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า เมื่อเวลา 09.50 น. ว่านนี้ (11 มิ.ย.) มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยวิสามัญเป็นวันแรก โดยมี นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม ก่อนเริ่มประชุมปรากฏว่ามี ส.ส.อยู่ในห้องประชุมเพียง 198 คน ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส.ทั้งหมด ทำให้นายชัยขอเลื่อนประชุมไปอีก 30 นาที กระทั่งเวลา 10.30 น. จึงสามารถเริ่มประชุมได้ โดยที่ประชุมได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ศาลฎีกาเป็นผู้เสนอเป็นเรื่องด่วน โดยกำหนดให้ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองยึดสำนวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช.หรือผู้ไต่สวนอิสระเป็นหลักในการพิจารณาคดี และมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่มีมูลแห่งคดีเป็นการกล่าวหาผู้ให้ ผู้ขอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่บุคคลผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ ทั้งยังกำหนด ให้มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สิน และกำหนดให้ผู้เสียหายสามารถร้องขอต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาให้แต่งตั้งผู้ไต่สวนอิสระ ตลอดจนการอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาสำหรับคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ทั้งนี้ มี ส.ส.อภิปรายอย่างกว้างขวาง โดยนายสุทัศน์ เงินหมื่น ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กฎหมาย ฉบับนี้ทำให้ศาลยังเป็นที่พึ่งที่หวังเดียวของประชาชน เพราะ เห็นได้ชัดเจนในกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจออกหมายจับนายสุนัย มโนมัยอุดม อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ แต่พอคราวอดีตผู้นำของประเทศไทยบางคนที่ถูกกล่าวหาด้วยเรื่องร้ายแรง เดินทางกลับประเทศไทย เจ้าหน้าที่ตำรวจโดยเฉพาะ รมว.มหาดไทยกลับเดินทางไปให้การต้อนรับเต็มที่ถึงสนามบิน

นายนิสิต สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ไม่แน่ใจว่าการที่ศาลฎีกาจะตั้งองค์กรอิสระขึ้นมาไต่สวนคดีที่เกี่ยวข้องกับนักการเมือง ซึ่งถือเป็นการตั้งคณะกรรมการสอบสวนและพิพากษาได้เอง จะเป็นการถ่วงดุลระหว่างฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายตุลาการหรือไม่ เนื่องจากรัฐธรรมนูญปี 2550 เพิ่มอำนาจให้ฝ่ายตุลาการมากเกินกว่าอำนาจของอีกสองฝ่าย ต้องการให้เกิดตุลาการภิวัตน์จัดการกับนักการเมือง จึงอยากทราบถึงวิธีการหาความเป็นกลางในการตั้งคณะกรรมการไต่สวนอิสระด้วย ไม่อย่างนั้นบ้านเมืองจะยิ่งมีปัญหามากขึ้น เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดอายุขององค์กรอิสระต่างๆโดยเฉพาะ ป.ป.ช.ซึ่งส่วนใหญ่มาจากสายศาลมีอายุนานถึง 9 ปี



คตส. ค้านแนวคิดต่ออายุการทำงาน

โฆษก คตส. ค้านแนวคิด พรรคประชาธิปัตย์ เสนอ พ.ร.บ. ต่ออายุการทำงาน คตส.

นายสัก กอแสงเรือง โฆษกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส.กล่าวถึงกรณีที่ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะเสนอเป็นร่างพระราชบัญญัติต่อรัฐสภาให้มีการพิจารณาต่ออายุการทำงานของ คตส. เพื่อพิสูจน์ความถูกผิดของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรว่าไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว เพราะขณะนี้งานของ คตส. ใกล้เสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งหลังจากนี้หากมีบางคดีที่ยังไม่แล้วเสร็จก็มีทางออก โดยส่งต่อให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.ส่วนกรณีที่ ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน ระบุ คตส. ทำงานช้า เพราะต้องการได้เงินเดือนนั้นโฆษก คตส. กล่าวว่า แล้วแต่ใครจะคิด และไม่ควรไปให้ความสนใจ

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเช้าวันนี้ ได้มีนายทหารจากกระทรวงกลาโหม เดินทางเข้าหารือกับ คตส. เกี่ยวกับการทำงานที่จะหมดวาระลง ในวันที่ 30 มิ.ย.นี้ โดยในวันดังกล่าว จะมีการจัดสัมมนา และส่งมอบงานต่อ ป.ป.ช. ที่ ม.ธรรมศาสตร์

thai-grassroots

ต่างชาติอัดยับม็อบป่วนประเทศชาติเสียหาย

ในการประชุมเชิงวิชาการในหัวข้อ "10 ปีกกต. ก้าวต่อไปเพื่อประชาธิปไตยที่ยั่งยืน " ทูตสวิสฯชี้หากม็อบทำตามใจชอบประเทศเสียหาย

ที่โรงแรมอิมพีเรียล ควีนส์พาร์ค กทม. วันที่ 11 มิ.ย. สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้จัดการประชุมเชิงวิชาการในหัวข้อ "10 ปีกกต. ก้าวต่อไปเพื่อประชาธิปไตยที่ยั่งยืน " เนื่องในโอกาสครบรอบสิบปีการสถาปนาสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยมีนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต.เป็นประธานในการเปิดงาน

นายโรดอล์ฟ เอส .อิมฮอฟ ( Mr.Rudolphe S.Imhoof ) เอกอัครราชทูสมาพันธรัฐสวิสประจำประเทศไทย ได้เป็นหนึ่งในผู้ร่วมการการเสวนา โดยได้ปาฐกถาในหัวข้อ " การเลือกตั้งกับประชาธิปไตย " ว่า การเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ประชาธิปไตยทำงานได้เต็มรูปแบบ เพราะประชาธิปไตยมีความหมายมากกว่าการเลือกตั้ง เนื่องจากต้องมีภาคประชาสังคมที่แข็งแกร่งด้วย เสียงส่วนมากไม่ใช่จุดมุ่งหายของนักการเมือง แต่ต้องการสร้างฉันทามติที่แข็งแกร่ง ไม่มีนักการเมืองคนไหนจะประสบความสำเร็จได้ถ้าไม่มีความคิดเช่นนี้

นายโรดอล์ฟ กล่าวถึงการลงประชามติว่า การลงมติเป็นการออกเสียงรับหรือไม่รับซึ่งจะเป็นการกำหนดทิศททางของสังคม สวิสมีประชาธิปไตยทางตรงมากที่สุด คือทำประชามติในเรื่องต่าง ๆ ประชาชนมีสิทธิแสดงความเห็นความชื่นชอบในเรื่องต่าง ๆ หากเราจะลงประชามติว่าชื่นชอบนายกฯหรือไม่ก็ทำได้เพียงแต่เปลี่ยนเป็นคำถามว่า เห็นด้วยกับทิศทางนี้ของสังคมหรือไม่

ตนได้อ่านบทความของศ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ที่ระบุว่า ประชาธิปไตยของไทยจำเป็นต้องหามุมมองอื่นนอกจากการแสดงออกทางท้องถนน ศ.นิธิพูดเรื่องนี้ถูกต้อง การที่ยอมให้คนจำนวนมากมาชุมนุมอาจะทำให้รัฐบาลไม่สามารถทำงานได้ และการชุมนุมอาจทำให้เกิดสถานการณ์ ทำตามใจชอบและอาจะทำให้เกิดการเสียหายได้ ประชาธิปไตยตามท้องถนนนั้นเป็นประชาธิปไตยได้ แต่คนกลุ่มน้อยที่มาชุมนุมนั้น จะสิ้นสุดอิสรภาพลงเมื่ออิสรภาพคนอื่นเริ่มต้น

ขณะที่นายโรเบิร์ต ดาห์ล( Mr.Robert Dahl ) ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของสมาคมระหว่างประเทศเพื่อระบบการเลือกตั้ง ( IFES ) ปาฐกถาในหัวข้อ (การดำเนินการเกี่ยวกับการทุจริตเลือกตั้ง : การศึกษาเปรียบเทียบจากประสบการณ์ประเทศไทยและต่างประเทศ) ว่า การที่ให้ระยะเวลา กกต. พิจารณารับรองผลการเลือกตั้งให้เสร็จภายใน 30 เท่านั้นจึงเป็นระยะเวลาท่สั้นและกดดันจนเกินไปสำหรับการให้ใบเหลืองใบแดงจึงควรยืดเวลาออกไปเป็น 60 วัน เพื่อให้เวลาในการพิจารณาเรื่องร้องเรียน

นอกจากนี้การให้อำนาจ กกต. ในการพิจารณาเรื่องร้องเรียน อาจเป็นการให้อำนาจมากเกินไปกับหน่วยงานที่จัดการเลือกตั้ง ทำให้กกต.มีบทบาททั้งการเป็นตำรวจ ศาล และลูกขุนในเวลาเดียวกัน และทำให้กกต. มีบทบาทในการจัดการเลือกตั้งไม่ดีเท่าที่ควรและเป็นเป้าในการทุจริตได้ง่าย จึงเสนอให้มีศาลเลือกตั้งขึ้นมาเพื่อพิจารณาเรื่องร้องเรียน โดยอาจให้มีองค์คณะผู้พิพากษาจำนวนห้าคนที่เลือกจากศาลอุทธรณ์ และผู้พิพากษาศาลชั้นต้น โดยให้มีหน้าที่พิจารณาคดีเลือกตั้งทั้งหมดและให้ถือว่าคดีถึงที่สุด

ทั้งนี้การแจกใบเหลืองใบแดงดูเหมือนจะไม่ค่อยได้ผลเพราะ ผู้สมัครที่ได้ใบเหลืองละได้รับเลือกตั้งกลับมาใหม่ ขณะที่หากได้ใบแดง คนที่มาจากพรรคเดียวกันก็มักจะได้รับการเลือกตั้ง ซึ่งดูเหมือนว่าไม่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่าพอ จึงเห็นว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะเลิกการเลือกตั้งใหม่และเลื่อนผู้สมัครที่ได้คะแนนลำดับถัดไปขึ้นมาแทน

นายอภิชาต กล่าวถึงข้อเสนอแนะขององค์กรต่างประเทศว่า มีหลายเรื่องที่มีแนวคิดตรงกับ กกต. เช่น การขยายเวลาพิจารณาตัดสินให้ใบเหลืองใบแดงของกกต.ให้เป็น 60 วัน แทนที่จะเป็น 30 วันเช่นทุกวันนี้ เพราะเวลาที่สั้นนั้นเป็นการกดดัน กกต. ส่วนแนวคิดที่จะตั้งศาลเลือกตั้งนั้น กกต.ก็เห็นเช่นเดียวกันว่า ควรให้มีศาลเลือกตั้ง รับผิดชอบในคดีที่เกี่ยวกับการทำผิดกฎหมายเลือกตั้งโดยตรง

"นอกจากนี้เรายังเห็นด้วยกับกรณีที่มีการเสนอว่าผู้สมัครที่ได้รับใบเหลืองหรือใบแดงจาก กกต. ควรเลื่อนลำดับผู้ที่มีคะแนนเป็นอันดับสองขึ้นมาแทน ซึ่งทำให้ไม่ต้องมีการเลือกตั้งใหม่หลาย ๆ ครั้ง ทั้งนี้การแก้ในหลาย ๆ ข้อต้องแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ว่าหากมีการแก้รัฐธรรมนูญในอนาคต กกต ก็จะเสนอประเด็นเหล่านี้เช่นกัน" ประธานกกต.กล่าว

thai-grassroots

ประเวศ วะสี กับภารกิจล้มรัฐบาลเลือกตั้ง จับมือม็อบพันธมิตร “แยกกันเดิน รวมกันตี”




ผมล่ะประหลาดใจจริงๆ ว่าทำไมทุกครั้งที่บ้านเมืองมีปัญหา หมอประเวศ วะสี จะต้องออกมาซ้ำเติมสถานการณ์ ด้วยการนำเสนอข้อคิดความเห็นให้มันยุ่งยากสับสนและซับซ้อนมากขึ้นไปอีก

การนำเสนอของ ประเวส วะสี ดูเหมือนจะหวังดี แต่กลับมีประสงค์ร้าย ติดปลายข้อเสนอมาด้วยเสมอ

ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน บนสถานการณ์การชุมนุมของม็อบพันธมิตร เพื่อขับไล่รัฐบาล หรือ ล้มล้างรัฐบาล และเรียกร้องหารัฐบาลที่ไม่ได้มาด้วยวิธีการตามวิถีทางแห่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

การขับเคลื่อนของม็อบพันธมิตร ที่ทำท่าจะอ่อนแรงลงทุกวัน เพราะขาดแนวร่วมจากประชาชนเข้ามาสนับสนุน เนื่องจากผู้นำม็อบทั้ง 5 คน ยึดถือตัวตนของตนเป็นใหญ่ ไม่รับฟังเสียงสะท้อนของประชาชน ไม่สนใจความเดือดร้อนของผู้อื่น ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมของม็อบพันธมิตร

น่าสังเกตว่าในวันที่ ม็อบพันธมิตร ไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชนในสังคม และกำลังจะระโหยโรยแรงแห้งเหี่ยวคาถนนราชดำเนิน ประเวศ วะสี กลับออกมาเป็นนายหน้าค้าความ หาทางลงให้แก่ม็อบพันธมิตร ด้วยการยื่นข้อเสนอให้พรรคพลังประชาชน ในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาล ยอมรับการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ เพื่อยุติปัญหาการเผชิญหน้าของคนในชาติ

"หากสถานการณ์ถึงจุดวิกฤติสุดๆ ก็ต้องมีรัฐบาลแห่งชาติ เพื่อออกจากสังคมการต่อสู้ ไม่ว่าจะเป็น พรรคพลังประชาชน พรรคประชาธิปัตย์และทุกพรรค ต้องมาร่วมมือกันช่วยกันทดลองทำสัก 1-2 ปี แล้วดูว่าเป็นอย่างไร หากผมเสนอเรื่องนี้เวลาปกติคงไม่มีใครเอาด้วย อาจจะถูกด่าแต่ถ้าประเทศวิกฤติ จนหาทางออกไม่ได้แล้วก็น่าจะเปลี่ยนสภาพความขัดแย้งที่มีมาตลอด กลายมาเป็นการร่วมมือกัน ดังนั้น พรรคพลังประชาชน ต้องเป็นตัวกลางในการแก้ปัญหาตามข้อเสนอ และเป็นผู้ดำเนิน"

ข้อเสนอของ ประเวส วะสี ดูเหมือนว่าจะปรารถนาดีต่อประเทศชาติ แต่แท้จริงแล้วเป็นการยื่นข้อเสนอเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของม็อบพันธมิตร คือ ขับไล่และล้มล้างรัฐบาลชุดปัจจุบันที่มี สมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ที่นำพรรคประชาธิปัตย์ มาร่วมรัฐบาลด้วย

คงทราบกันดีแล้วว่าทุกพรรคการเมือง รวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์ ประสานเสียงปฏิเสธข้อเสนอของ ประเวศ วะสี อย่างพร้อมเพรียงกัน และชี้ว่าเป็นข้อเสนอที่ไม่เข้าท่า ไม่เป็นไปตามหลักการการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

แทนที่จะหยุดตัวเอง และข้อเสนอที่ไม่เป็นที่ยอมรับของทุกพรรคการเมืองไว้เพียงเท่านั้น ประเวส วะสี ยังคงดึงดันและพยายามที่จะเสนอความเห็นอีกครั้งด้วยการเรียกร้องให้อดีตนายกรัฐ มนตรี 4 คน ประกอบด้วย นายอานันท์ ปันยารชุน นายบรรหาร ศิลปอาชา นายชวน หลีกภัย และ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ มาร่วมหารือกันเพื่อหาทางออกให้แก่ประเทศ ที่ประเวศ วะสี เชื่อว่าถึงทางตันแล้ว

เสียงสะท้อนจากข้อเสนอที่สอง ก็ไม่แตกต่างจากข้อเสนอครั้งที่หนึ่งคือ ได้รับการปฏิเสธจากทุกชื่อที่ถูกเอ่ยอ้างถึง โดยเฉพาะ สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ถึงกับตั้งคำถามว่าทำไมจะต้องมีเวที 4 อดีตนายกรัฐมนตรีมาหารือกัน พูดกันแล้วทำอะไรได้แค่ไหน ในเมื่อขณะนี้ก็มีนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่บริหารประเทศ แก้ไขปัญหาของชาติอยู่แล้ว

พิจารณาจากนำเสนอข้อคิดความเห็นทั้ง 2 ครั้งของประเวศ วะสี ต้องบอกว่าเป็นข้อเสนอที่ไม่ปกติ เป็นข้อเสนอที่อ้างว่าถึงคราวคับขัน เป็นสถานการณ์วิกฤต เป็นวาระพิเศษของประเทศ ที่จะต้องแก้ไขด้วยวิธีการที่ไม่ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ และเป็นการเสนอเพื่อผ่าทางตัน

อ่านความคิดของ ประเวศ วะสี แล้ว จะพบว่า ประเวศ เชื่ออย่างสนิทใจว่า ขณะนี้ประเทศไทยได้เดินมาถึงทางตัน จนกระบวนการแก้ไขปัญหาตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมายที่ใช้ในภาวะปกติ ไม่สามารถเยียวยาแก้ไขได้อีกแล้ว เนื่องจาก ม็อบพันธมิตรกำลังเผชิญหน้ากับรัฐบาล และไม่มีใครยอมถอยให้ใคร ในขณะที่รัฐบาลก็ไม่มีความสามารถที่จะดำเนินการให้บ้านเมืองกลับคืนสู่ภาวะปกติได้ ดังจะเห็นจากการนำเสนอความเห็นประกอบข้อเสนอจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ว่า

"ขณะนี้ประชาชน เริ่มวิตกกังวล ไม่อยากให้มีการนองเลือด ซึ่งปริ่มๆ จะมีการนองเลือดจึงควร ถือเป็นโอกาสในการแก้ปัญหา เนื่องจากตลอดเวลากว่า 70 ปี นับแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 สังคมไทยอยู่ในวังวนของการต่อสู้มาโดยตลอด ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้สมองส่วนหลังแบบสัตว์เลื้อยคลาน ทำให้สมองส่วนหน้าที่ใช้เหตุผล เรื่องความดีงามไม่เจริญจึงเห็นว่าสังคมไทยอยู่ในสังคมแบบนี้มานานเกินไป จึงต้องรีบหาทางออกจากสังคมการต่อสู้ ด้วยการมองทุกคนเป็นเพื่อนมนุษย์ มีเมล็ดพันธุ์ความดี ไม่ใช่สัตว์ร้าย ที่คอยรบราฆ่าฟันกัน และต้องใช้ความจริงมาพูดกัน การหลบซ่อนไม่ใช่ทางออก

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในขณะนี้เป็นเรื่องของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยออกมาในรูปของการแก้รัฐธรรมนูญต่างๆ ข้างหนึ่งเป็นกลุ่มคนที่รัก พ.ต.ท.ทักษิณ อีกข้างหนึ่งเป็นกลุ่มที่เกิดความสงสัยต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าไม่สุจริต และไม่ไว้วางใจว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะเคลื่อนไหวอะไร เป็นเรื่องบ้านเมือง หรือประโยชน์ส่วนตัว การที่รัฐบาลเสียงข้างมากจะแก้รัฐธรรมนูญ กลุ่มที่เกิดความสงสัยในตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ก็คิดว่าจะทำให้พ.ต.ท.ทักษิณไม่ต้องผ่านกระบวนการยุติธรรม ทำให้ความรุนแรงเกิดขึ้น"

ประเวศ วะสี มีความเชื่อโน้มเอียงอย่างมากว่าสังคมไทย กำลังเผชิญหน้า และใกล้จะมีเหตุการณ์นองเลือดอีกครั้งหนึ่ง โดยชี้ว่า ทักษิณ ชินวัตร คือต้นเหตุของความขัดแย้งที่จะทำให้เกิดการนองเลือด และความรุนแรงขึ้น แต่ละเลยที่จะกล่าวถึงม็อบพันธมิตร ซึ่งเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดการรัฐประหารในครั้งที่แล้ว และกำลังสร้างเงื่อนไขให้เกิดการการไม่ยอมรับกระบวนการบริหารงานตามรัฐธรรมนูญ

หากไม่นับ กลุ่มแกนนำม็อบพันธมิตร ที่ต้องการให้มีการเผชิญหน้า ปะทะ และนองเลือดแล้ว ก็คงมี ประเวศ วะสี อีกคนเดียวเท่านั้น ที่เชื่อว่าประเทศไทยจะมีความขัดแย้งจนนำไปสู่เหตุการณ์นองเลือด ในเร็วๆ นี้

แกนนำม็อบพันธมิตรทั้ง 5 คนคิดวางแผนกันแทบเป็นแทบตาย ที่จะยั่วยุให้ตำรวจ ทหาร ลุยล้อมปราบผู้ชุมนุมที่ถูกปลุกระดมให้มาชุมนุมกัน แต่ตำรวจทหาร ไม่หลงกล ไม่เดินเข้าไปในบ่วงบาปที่วางดักไว้

เหตุการณ์นองเลือดจึงไม่มีโอกาสเกิดขึ้น ส่งผลให้แผนยั่วยุของม็อบพันธมิตรไม่บรรลุเป้า หมาย และประเทศไทยก็ยังคงสงบเรียบร้อยดี ไม่เป็นไปตามจินตนาการของประเวศ วะสี

มุกทั้งหมดที่ประเวศ วะสี จุดพลุนำเสนอขึ้นมาจึงกลายเป็นมุกแป๊ก เพราะไม่มีใครขานรับ กระทั่งประชาธิปัตย์ที่หนุนหลังม็อบพันธมิตร ก็ยังต้องกลั้นใจส่ายหน้าปฏิเสธ เนื่องเพราะข้อเสนอของประเวศ วะสี เป็นข้อเสนอที่ขัดรัฐธรรมนูญ ทั้ง 2 ครั้ง 2 ครา

ข้อเสนอแรกที่ให้มีการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ นั้น ขัดกับมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญ อย่างชัดเจน เนื่องจากการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ไม่มีบทบัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญ ประกอบกับรัฐธรรมนูญ ยังเขียนไว้ด้วยว่า "บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้มิได้"

ข้อเสนอจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติของประเวศ วะสี จึงเข้าข่ายที่จะขัดรัฐธรรมนูญชัดเจน เนื่องจากรัฐบาลแห่งชาติ ที่นำเสนอมานั้นมิได้แจ้งที่มาว่ามาด้วยวิธีการใด ในขณะที่เบื้องหลังความคิดเสนอจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาตินั้น ประเวศ วะสี มีจุดมุ่งหมายที่จะล้มล้างรัฐบาลชุดปัจจุบันที่มีที่มาตามรัฐธรรมนูญ อย่างชัดเจน

ข้อเสนอที่สองที่เสนอให้อดีตนายกรัฐมนตรี 4 คน มาหารือกันถึงทางออกของประเทศไทย เพราะเชื่อว่าถึงทางตันแล้ว และป้องกันเหตุนองเลือด นั้น ก็เป็นการขัดแย้งกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี คือ สมัคร สุนทรเวช เป็นผู้บริหารประเทศ และใช้อำนาจบริหาร ตลอดจนแก้ไขปัญหา อยู่แล้ว ในขณะที่อดีตนายกรัฐมนตรีอีก 4 คน หาได้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายแต่อย่างใด

ประเวศ วะสี ไม่ใช่คนโง่ หากแต่แกล้งโง่ ไม่ใช่คนไร้เล่ห์ แต่เป็นคนเจ้าเล่ห์

ข้อเสนอของประเวศ วะสี หากฟังอย่างผิวเผิน ไม่พิจารณาให้ถี่ถ้วน ก็ดูเหมือนว่าเจตนาดี แต่ที่แท้แล้วกลับประสงค์ร้ายต่อรัฐบาล และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เนื่องเพราะเป็นข้อเสนอที่มีเจตนาล้มล้างรัฐบาลชุดปัจจุบัน และนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาที่ไม่ได้เป็นตามวิถีทางที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ซึ่งเป็นเป้าหมายเดียวกับที่ม็อบพันธมิตร ต้องการ และกำลังเดินไปให้ถึง

แต่เนื่องจากม็อบพันธมิตร ไม่ได้รับความร่วมมือจากประชาชน ซึ่งแปลว่าวิธีการปลุกระดมมวลชนกดดันรัฐบาล ไม่น่าจะประสบผลสำเร็จ จอมบงการผู้อยู่เบื้องหลังการขับไล่รัฐบาล จึงต้องทิ้งไพ่ลงมาอีกใบหนึ่ง ซึ่งก็คือ ไพ่ที่ชื่อประเวศ วะสี หวังว่าภาพลักษณ์ปัญญาชน บนตำแหน่งราษฎรอาวุโส ที่อุปโลกน์ตั้งกันขึ้นมาเอง จะทำให้สังคม ประชาชนหันมาให้ความสนใจสนับสนุน และทำให้รัฐบาลตกที่นั่งลำบาก ต้องเผชิญหน้ากับแกนนำปัญญาชนอีกกลุ่มหนึ่ง มิใช่มีปัญหากับม็อบพันธมิตรเพียงด้านเดียว

ทว่าข้อเสนอของ ประเวศ วะสี กลับเป็นกระสุนด้าน เป็นพลุที่จุดไม่ติด เพราะถูกพรรคการเมืองร่วมกันสาดน้ำใส่จนกลายเป็นข้อเสนอที่ไม่เข้าที่สุด และประเวศ วะสี ก็ต้องหลุดวงโคจร ไปทันที เนื่องจากนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างมีอคติ ไม่สุจริตใจ นั่นเอง

เหตุที่ข้อเสนอของประเวศ วะสี ไม่ได้รับการตอบสนองจากสังคม ประชาชนทั่วไป ก็เพราะไม่มีใครเชื่อว่าสังคมไทยกำลังเดินไปสู่จุดเริ่มต้นของการนองเลือด ดังที่ประเวศ วะสี นำมาฉายภาพหลอกให้หลงเชื่อ

คนส่วนใหญ่ในสังคมยังเชื่อว่า สถานการณ์ของประเทศไทยในขณะนี้ ยังไม่มีเงื่อนไขสุกงอกมากพอที่จะทำให้เกิดการเผชิญหน้าจนนำสู่เหตุการณ์นองเลือดได้ แม้ว่าม็อบพันธมิตรจะยั่วยุให้เจ้าหน้าที่รัฐลงมืออย่างไร ก็ไม่สำเร็จ และทางแก้สถานการณ์ในขณะนี้ก็ไม่ได้ยุ่งยากแต่อย่างใด เพียงแต่ม็อบพันธมิตร เดินออกจากถนนราชดำเนิน กลับไปอยู่ในที่ตั้งที่บ้านพระอาทิตย์ หรือ หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ แล้วปล่อยให้กระบวนการต่างที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ดำเนินไปตามปกติ ตามกฎกติกาที่กำหนดกันไว้ สถานการณ์ของประเทศไทย ก็จะกลับคืนสู่สภาวะปกติ

เนื่องเพราะปัญหาของประเทศไทยในวันนี้ นอกเหนือจากปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลก และราคาน้ำมันแล้ว ก็มีแต่ปัญหาที่เกิดขึ้นจากม็อบพันธมิตร เท่านั้น ที่เป็นอุปสรรคขัดขวางการทำงานของทุกคน ทุกฝ่ายในประเทศ ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน

หากจะกล่าวว่าเหตุที่ประเทศไทยเดินไปข้างหน้าไม่ได้ ก็เพราะม็อบพันธมิตรที่มาปิดถนนราชดำเนินและก่อกวนการทำงานของรัฐบาล นั่นเอง

ดังนั้น ประเวศ วะสี ควรจะเรียกร้องต่อม็อบพันธมิตร ให้ยอมรับกฎหมาย เคารพกติการัฐธรรมนูญ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มากกว่าที่จะมาเรียกร้องให้รัฐบาล ยอมรับการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ และ นำคนซึ่งไม่มีอำนาจหน้าที่เข้ามาทำให้การแก้ไขปัญหายุ่งยากมากขึ้นอีก

หากเห็นแก่บ้านเมือง หากเห็นแก่ชื่อเสียงในอดีตของตัวเองที่สร้างสมมานานเกือบชั่วชีวิต หากเห็นแก่ความเรียบร้อยของประเทศ ประเวศ วะสี ต้องเดินไปหาม็อบพันธมิตร และอัญเชิญให้ออกไปจากถนนราชดำเนิน เพื่อที่ทุกระบบ ทุกกระบวนการของประเทศนี้ จะได้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ กันเสียที

เว้นเสียแต่ ประเวศ วะสี ก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกับม็อบพันธมิตร คือ ขับไล่รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ล้มล้างรัฐบาลเลือกตั้ง เพราะมุ่งหวังให้ประเทศไทยตกอยู่ใต้การอำนาจของจอมเผด็จการผู้บงการแห่งบ้านสี่เสาเทเวศร์ ตลอดกาล

หากเป็นเช่นนั้น ก็ป่วยการที่จะแยกกันเดินแล้วรวมกันตี เพราะวันนี้ คนทั้งประเทศเห็นกันหมดแล้ว ว่าตัวตนที่แท้จริงของประเวศ วะสี ก็มิได้แตกต่างจากม็อบพันธมิตร ที่เป็นเพียงปัญญาชนรับจ้างและม็อบรับจ้าง ที่รับงานมาจากจอมบงการผมสีขาวคนหน้าเดิม นั่นเอง

ขอเชิญพวกเรายืนสงบนิ่งไว้อาลัยให้แก่ ประเวศ วะสี ผู้จากไปด้วยเถิด

ฟ้าฟื้น

จาก thai-grassroots

คอลัมน์: สามเหลี่ยมดินแดง

** สวัสดีท่านผู้อ่านหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน พบกันอีก ในฉบับที่ 172 วันพฤหัสบดีที่ 12 มิถุนายน 2551 อยู่กับ แทง แทนไท อาสารับหน้าเสื่อจัดการพวกมารประชาธิปไตย ทั้งหลายที่คอยหลอกคอยหลอนไม่มีที่สิ้นสุด คนพวกนี้นับวันจะเหิมเกริมหนักข้อ ไม่รู้ถูกรู้ผิด ไม่เคารพกติกาประชาธิปไตย ที่พวกมันสร้างขึ้นมาเองด้วยซ้ำ น่าจับไปเข้าหม้อถ่วงน้ำให้หมด ประเทศจะได้พัฒนาไปข้างหน้าเสียที

** สภาสนามหลวงต่อต้านเผด็จการ ที่มี สุรชัย แซ่ด่าน เป็นประธานทำหน้าที่แข็งขันอยู่ ฝ่าวิกฤติชาติด้วยการ ปรับยุทธศาสตร์การต่อสู้ใหม่ เปิดเวทีใหญ่เฉพาะ วันศุกร์-เสาร์ เท่านั้น ส่วนวันอื่นๆ ไม่ว่าง แต่จะดำเนินการใน “ยุทธการสอยดาว” เพื่อจัดการกับกลุ่มป่วนเมือง “ยุทธการดาวกระจาย” ส่วนจะทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เป็นความลับสุดยอด ขนาด SMS ประชาทรรศน์ จะขอหมายข่าวล่วงหน้า เขายังจะบอกก่อนเวลาปฏิบัติการแค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้น ไม่เป็นไร ด้วยความเข้าใจ ใครอยากร่วมปฏิบัติการนี้รอฟังข่าวทาง SMS ประชาทรรศน์ได้ พิมพ์ N9 ส่งมาที่ 4849054

** “พันธมารธิปไตย” ดุเดือดขึ้นทุกวัน นอกจากจะปิดถนนเดือดร้อนกันไปทั่วถ้วนแล้ว ยังทำซ่า เดินป่วนเมือง อ้างว่าเป็น “ยุทธการดาวกระจาย” เดินหน้าสาละวนกับ “ระบอบทักษิณ” ทั้งที่ยุคนี้นายกรัฐมนตรีชื่อ สมัคร สุนทรเวช รัฐบาลที่ถูกต้องชอบธรรมตามกติกา หลายคนเลยไม่เข้าใจว่าจะมาพูดเรื่องเก่า เรื่องเดิม ที่ โกหกพกลม แกนนำโดน ขึ้นศาล กี่คดีแพ้หมด ตอนนี้ศาลชั้นต้นพิพากษา “3 คดี 6 ปี” แล้วไม่ใช่หรือ นี่ยังไม่เข็ด ยังออกมาเคลื่อนไหว บวกไปบวกมา เดี๋ยวจะรู้สำนึก หากศาลใช้บรรทัดฐานเดียวกันคงจะได้เห็น คนเอาแต่ได้ ทยอยเรียงรายติดคุกหลายร้อยปี

** มีหลายคนส่งข้อมูลให้ แทง แทนไท นำมาบอกกล่าว คนที่ไปหลงงมงายกราบไหว้พวกลัทธินอกรีต เลียนแบบพระพุทธศาสนา ทั้งที่มีประวัติทำสิ่งที่ไม่เคารพยึดมั่นในพระพุทธศาสนา เหิมเกริมได้ที่ จนกระทั่ง มหาเถรสมาคม ต้องออก “ปกาสนียกรรม” กรณี สันติอโศก แต่วันนี้พวกม็อบ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำคนกลุ่มนี้ออกมาเชิดหน้าชูตาในสังคม ถึงขนาดแกนนำม็อบคนสำคัญไป ก้มกราบแทบเท้า แถมมีการให้ขึ้นเวที ทำพิธีสวดเลียนแบบพระสงฆ์ ซ้ำร้ายกว่านั้นคือ การทำ พิธีใส่บาตรเยี่ยงพระภิกษุสงฆ์

** นี่แหละที่เขาว่า คนไทยลืมง่าย มหาเถรสมาคมได้ออก ปกาสนียกรรม ให้กับกลุ่ม สันติอโศก เมื่อปี 2533 ห่างกันเพียง 18 ปี เท่านั้น ลืมกันหมด ไปร่วมสังฆกรรมกับคนกลุ่มนี้ กันมากมาย เอ้า...ใครที่ลืมแล้ว หาอ่านข้อมูลได้จากประชาทรรศน์ รายวัน เล่มที่อยู่ในมือท่านเล่มนี้แหละ เอามาลงกันอย่างละเอียด และละเอียดยิ่งกว่าใน นิตยสารรายสัปดาห์ประชาทรรศน์ ฉบับที่ 72 วางแผงวันเสาร์ที่ 14 มิถุนายนนี้ แน่นอน! กองบรรณาธิการได้เดินทางเข้านมัสการและขอความรู้ทางด้านพระศาสนา แบบคำต่อคำกับ ดร.พระมหาโชว์ ทัสสนีโย ที่วัดมหาธาตุฯ

** แทง แทนไท คงไม่เขียนอะไรมาก นอกจากต้องขออนุญาตต่อดวงวิญญาณของอาจารย์หม่อมฯ ซึ่งเป็นปูชนียบุคคล ที่น่าเคารพทาง ความคิด คำพูด การกระทำ ทางด้านภาษา ศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี ในการอ้างอิงจากบทความของท่าน “ผมเองกลับเห็นว่า การเอาสันติอโศกไปขึ้นกับมหาเถรสมาคม เท่ากับเอาเหี้ยไปปล่อยใส่วัดนั้นแน่นอน วิธีการประนีประนอมก็ดูจะสิ้นสุด” ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช คอลัมน์ซอยสวนพลู นสพ.สยามรัฐ 3 กันยายน 2531

** ใครจะไปร่วม เป็นเครื่องมือ เป็นขบวนการ ให้กับ ลัทธินอกรีต เหล่านี้ ดวงตาเห็นธรรมหรือยังว่า ทำไม “พวกนอกรีต” จึงออกมา คัดค้าน! การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ที่มีการ บัญญัติให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ดวงตาเห็นธรรม กันหรือยัง เขาเคยโดนขับไล่ออกจากวงการพระสงฆ์มาแล้ว หากมีการบัญญัติพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ พวกนอกรีตนี้ไม่มีสิทธิมาทำตัวแอบอ้างเหมือนพระสงฆ์ เช่นการใช้สรรพนามแทนตัวเองว่า “อาตมา” การออกเดิน “บิณฑบาต” การสวดมนต์ในบทสวดของพระพุทธศาสนา เพราะทำให้ผู้คนเข้าใจผิดได้อีก เมื่อเห็นดังนี้แล้ว พุทธศาสนิกชน ควรจะห่าง “เอี้ย” หรือจะไปร่วมอยู่เป็นพวก “เอี้ย” คิดกันเอาเองก็แล้วกัน

** พรรคเก่าแก่ ยังเมาหมัดไม่หาย บอกกับสาธารณชนว่าจะ เสนอญัตติเพื่อศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 แต่ของจริงดัน เสนอญัตติ อุ้มชูรัฐธรรมนูญ 2550 หน้าตาเฉย ด้วยข้ออ้างต่างๆ นานา โดยบิดเบือนว่ามีกลุ่มคนพยายามสร้างกระแสให้ รัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ดี แสดงว่าพรรคเก่าแก่เห็นว่า รัฐธรรมนูญ 2550 ดี อย่างนั้นล่ะสิ แน่จริงไม่พูดมาล่ะ หรือต้องการ เสนอญัตติเพื่อเตะถ่วง ไม่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

** พรรคเก่าแก่ รู้ทั้งรู้ว่า รัฐธรรมนูญ 2550 มีความย่ำแย่ขนาดไหน ที่มาไม่เป็นประชาธิปไตย เนื้อหาไม่เป็นประชาธิปไตย และ ทำลายระบบนิติรัฐ หัวหน้าพรรคไปพูดในวงวิชาการที่ไหนล้วนถล่มในเรื่องเหล่านี้ไปกับเขา แต่ เวลาจะเดินเกมการเมือง นี่มันเหนือกว่างานวิชาการ ที่หัวหน้าพรรคไปพูดไปคุยกันหรืออย่างไร แทง แทนไท ปลงกับพรรคนี้จริงๆ ไม่รู้เอาอุดมการณ์ ทิ้งตุ้ม ฝังไห ไปไหน ปลงตั้งแต่ การเสนอนายกรัฐมนตรีพระราชทานตามมาตรา 7 และ การทำตัวเป็นกองงานโฆษก คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช.

ดูแล้วแสนจะทุเรศทุรังกับอุดมการณ์ที่หยิบยกมากล่าวอ้าง อุดมการณ์มั่นคง...ตรงไหน แถมยังไปช่วยม็อบพันธมารทำตัวเป็นอีแอบ หนุนหลังม็อบ โดนจับได้ไล่ทัน คราวนี้ก็ใช้คำอ้างสารพัด เมื่อก่อนที่ พรรคเก่าแก่เป็นแกนนำรัฐบาล เที่ยวไปกล่าวหาคนนั้นคนนี้ พรรคนั้นพรรคนี้อยู่เบื้องหลังม็อบ วันนี้ตัวเองทำเสียเอง น่าไม่อาย หรือจะบอกว่าไม่ใช่ ก็ไปสาบานที่วัดพระแก้วกันเลยดีกว่า