WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, June 13, 2008

สภาฯรับหลักการร่างกฎหมายประชามติ

สภาผู้แทนราษฎร ฯ รับหลักการร่าง พ.ร.บ.ประชามติ วาระแรกแล้ว โดยตั้งกรรมาธิการ 36 คน พิจารณาวาระสองกำหนดแปรญัตติใน 7 วัน

ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการออกเสียงประชามติด้วยเสียงเอกฉันท์ จำนวน 318 คน พร้อมตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณาพระราชบัญญัติดังกล่าวจำนวน 36 คน แบ่งเป็นสัดส่วนตามพรรคการเมือง ดังนี้ คือ รัฐบาล 5 คน พรรคพลังประชาชน 15 คนพรรคประชาธิปัตย์ 11 คน พรรคชาติไทย 2 คน พรรคเพื่อแผ่นดิน 1 คน พรรคมัชฌิมาธิปไตย 1 คนพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ร่วมกับพรรคประชาราช 1 คน โดยมีกรอบเวลาในการพิจารณา 7 วันตามข้อบังคับการประชุม

สำหรับการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติใช้เวลาในการพิจารณากว่า 8 ชม. โดยเริ่มตั้งแต่เวลา 10.00 - 18.30 น. หลังจากที่พิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเสร็จ มีการปิดประชุมสภาโดยทันที

thai-grassroots

คุณค่าของอดีตนายกรัฐมนตรี

การเมืองคงจะต้องเคร่งเครียดเผชิญหน้าอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เพราะในที่สุดแล้ววิกฤตรอบนี้ไม่ได้เกิดจากเด็กซนๆไม่กี่คน แต่เกิดจาก "ผู้ใหญ่" เองเลยทีเดียว

ว่าจะปล่อยผ่านไปแล้วทีเดียว แต่เมื่อคิดว่าเป็นทัศนะที่สำคัญแห่งสัปดาห์ ยังนำมาใคร่ครวญกันได้อีกหลายมุม วันนี้ก็ควรจะนำมาวิสัชนากันเสียหน่อย

ผมหมายถึงความเห็นของอดีตนายกรัฐมนตรีอย่างคุณอานันท์ ปันยารชุน ที่ไปพูดในการสัมมนาเกี่ยวกับโทรทัศน์สาธารณะเมื่อไม่นานมานี้ และพูดถึงคำแนะนำให้อดีตนายกรัฐมนตรีมารวมตัวกันหาทางแก้ไขวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่กำลังตีบตันอยู่ว่าเป็นความเห็นที่ไม่เข้าท่า ความขัดแย้งในบ้านเมืองขณะนี้เกินกว่าที่จะเยียวยาแล้ว เป็นสถานการณ์ที่อดีตนายกรัฐมนตรีคงไม่สามารถทำอะไรได้

ยอมรับว่าฟังตอนแรกแล้วก็คล้อยตาม การเมืองมาถึงขนาดนี้แล้วจะไปโยนความรับผิดชอบให้อดีตผู้นำประเทศแก้ไขมันก็คงเป็นเรื่องตลก

โดยเฉพาะเมื่อมองหน้าแต่ละคนก็ล้วนมีส่วนได้ส่วนเสียกับปัญหาการเมืองในขณะนี้ทั้งนั้น จะไปหาความเป็นกลางในหัวใจมาจากไหน

คุณทักษิณก็เป็นปัญหา ไม่ใช่ทางออก

คุณชวนก็เป็นตัวละครของฝ่ายตรงข้ามกับคุณทักษิณ เล่นบทบาทที่น่าขบขันอยู่ทุกวัน จนมีดโกนที่พกติดตัวไว้ก็ออกจะทื่อเสียแล้ว

พลเอกชวลิตยิ่งร้ายใหญ่ ล่าสุดนี้ดูเหมือนจะพูดจาไม่ค่อยรู้เรื่อง วันหนึ่งดีวันหนึ่งร้าย ฟาดงวงฟาดงาในเรื่องที่ไม่มีมนุษย์ธรรมดาฟังแล้วไม่เข้าใจ

คุณบรรหารก็มีพฤติกรรมคล้ายกับคนหมดประจำเดือน วุ่นวายงุ่นง่าน และโกรธคนที่มาเรียกตัวเองว่าอดีตนายกรัฐมนตรี (ข่าวว่าต้องเรียก "นายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๑" จึงจะยิ้มออก)

พลเอกสุจินดา...ละไว้ในฐานที่เข้าใจ

ศาสตราจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียร พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ และพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็อยู่ในที่ที่ชอบแล้ว สูงขนาดนั้นคงจะมีสันถวะในทางการเมืองกับใครมิได้

สุดท้ายคือตัวคุณอานันท์เอง หลังๆนี้ก็แสดงตัวชัดว่าอยู่ในระดับไหนของสังคมบรรดาศักดิ์ของไทย และมีทีท่าจะหมั่นไส้ทุกคนที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศ เพราะเปลี่ยนแต่ละครั้งกระเทือนสถานะของคนในชนชั้นเดียวกับคุณอานันท์แทบทุกครั้ง

ไม่เชื่อก็ลองแตะเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดิน หรือภาษีมรดกดูสิครับ แล้วจะเห็นเองว่างูเห่าแช่แข็งจะกลับมามีชีวิตและฉกกัดได้รวดเร็วขนาดไหน

ในเงื่อนไขอย่างนี้ หน้าไหนมันจะพัฒนาประเทศให้พ้นจากอวิชชาอย่างจริงจัง ก็เขาเป็นเลือดเป็นเนื้อของวิธีคิดแบบเดิมอยู่

คุณอานันท์จึงพูดออกมาด้วยความจริงใจว่าอดีตนายกรัฐมนตรีคงจะช่วยแก้ไขอะไรไม่ได้หรอก

เข้าใจว่าความหมายก็คือ สถานการณ์การเมืองคงจะต้องเคร่งเครียดเผชิญหน้าอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เพราะในที่สุดแล้ววิกฤตการเมืองในรอบนี้ไม่ได้เกิดจากเด็กซนๆไม่กี่คน แต่เกิดจาก "ผู้ใหญ่" เองเลยทีเดียว

คนอย่างคุณอานันท์ยังต้องเลือกข้าง และก็เลือกไปแล้วเรียบร้อย

คนที่เป็นกลางดูเหมือนจะมีแต่คนที่ตายไปแล้ว เพราะที่ยังกระเสือกกระสนอยู่ต้องเลือกข้างกันทั้งนั้น

คำถามสุดท้ายในวันนี้คือ หากทัศนะของคุณอานันท์เป็นสัจธรรม แล้วอะไรคือสิ่งที่สังคมนี้จะคาดหวังได้จากคนที่มีอดีตเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศ

อดีตผู้นำในหลายประเทศเขาทำตัวมีประโยชน์มาก โดยเฉพาะการใช้ประสบการณ์และบารมีในฐานะที่เคยเป็นหมายเลขหนึ่ง เข้ามาจัดการปัญหาที่คนส่วนใหญ่เชื่อว่าท่านไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องอีกต่อไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ทางการเงินหรือการเมือง หรือแม้แต่ชื่อเสียงเกียรติคุณ จึงได้รับความสำเร็จมากกว่าและง่ายกว่า

แล้วในเมืองไทย อดีตนายกรัฐมนตรีแต่ละคนมีประโยชน์ตรงไหนบ้าง?

กาหลิบ

////////////////////////////////

คอลัมน์: เลือกคบ ไม่เลือกข้าง: จากหนังสือพิมพ์โลกวันนี้ 13/06/2551


จาก thai-grassroots

‘ทักษิณ'ดีใจศาลตั้งกก.สอบเงิน2ล.ในกล่อมขนม

อดีตนายกฯทักษิณ โชว์ความบริสุทธิ์ ดีใจ ศาลตั้งคณะกรรมการสอบกล่องขนม 2 ล้านบาท วอนศาลตรวจสอบอย่างละเอียดและเผยแพร่ให้สาธารณชนรับรู้

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย 111 อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยร่วม 20 คน ได้เดินทางมาร่วมรับประทานอาหารค่ำ กับ Mr. Shaukat Aziz อดีตนายกรัฐมนตรีปากีสถานที่โรงแรงดุสิตธานี ทั้งนี้ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัวอดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าอดีตนายกรัฐมนตรี รู้สึกดีใจ ที่ศาลได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบ กรณีเงินสด 2 ล้านบาทในกล่องขนมที่มีการอ้างว่าเป็นของนักการเมือง และเชื่อมโยงมาถึงอดีตนายกรัฐมนตรีว่าอยู่เบื้องหลังพร้อมกันนี้ยังขอให้ศาลตรวจสอบอย่างละเอียด และเผยแพร่สู่สาธารณชนให้รับทราบข้อเท็จจริงด้วย

ด้าน นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ที่ร่วมเดินทางมารับประทานอาหารด้วย กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่าไม่มีใครกล้ากระทำการดังกล่าวอย่างแน่นอน ขณะที่ 111 อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยที่เดินทางมาในวันนี้ อาทิ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ นายสรอรรถ กลิ่นประทุมและนอกจากนี้ยังมี นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมว.คมนาคม


thai-grassroots


ม็อบทำขายขี้หน้าUNเลื่อนประชุมเหตุถูกปิดจราจร

ม็อบพันธมิตรฯ ทำขายขี้หน้าไปทั่วโลก สหประชาชาติต้องเลื่อนการประชุมที่กำหนดไว้ที่สำนักงาน UN หรืออาจจะต้องย้ายที่ประชุมใหม่ เหตุเพราะถูกปิดการจราจรและผู้ประชุมห่วงเรื่องความปลอดภัย ระบุต่างชาติวิพากษ์หนัก ทั้งยังเห็นว่ารัฐบาลควรใช้มาตรการกฎหมายจัดการขั้นเด็ดขาดได้แล้ว

การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยังคงปักหลักสร้างความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุดได้รับการเปิดเผยจากแหล่งข่าวในสำนักงานสหประชาชาติ (ยูเอ็น)ว่า ชาวต่างชาติแสดงความเป็นห่วงต่อการชุมนุมอย่างมาก อีกทั้งการเข้าออกติดต่อยูเอ็นก็เป็นไปด้วยความยากลำบ่าก ทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยเสียหาย อีกทั้งชาวต่างชาติจะมีความกังวลในเรื่องความปลอดภัยมาก ทำให้รู้สึกไม่สบายใจเมื่อได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์การชุมนุมและประเทศไทยในทางลบ

ขอณะเดียวกันสหประชาชาติ ก็ต้องชะลอการประชุมที่เดิมมีกำหนดจัดขึ้นในสำนักงานสหประชาชาติ ถ.ราชดำเนิน หรืออาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนสถานที่การประชุม เพื่อความสะดวกในการเดินทาง ทั้งนี้ชาวต่างชาติที่วิพากษ์วิจารณ์ส่วนใหญ่ยังเห็นว่าน่าจะจัดการกับผู้ชุมนุมตามกฎหมายได้แล้ว

ด้าน ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังปรชาชน และประธานคณะทำงานติดตามสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหรือวอร์รูม ฝากไปยังพรรคฝ่ายค้านว่า หากพรรคประชาธิปัตย์จะทำการเปิดอภิปรายทั่วไปนั้นทางรัฐบาลยินดีเสมอ แต่อยากเรียกร้องให้ พรรคประชาธิปัตย์ช่วยรับประกันและเร่งดำเนินการให้แกนนำของพรรคที่ไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ หรือดำเนินการนอกรัฐสภากลับเข้าสู่ระบบได้หรือไม่ ทั้งนี้รวมถึง ส.ว.บางส่วนที่ไปรวมกับกลุ่มพันธมิตรด้วย

อย่างไรก็ตาม ร.ท.กุเทพ ได้กล่าวถึงเป้าหมายหลักในการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่า การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ มี 2 เป้าหมายหลักคือ เป้าหมายแท้และเป้าหมายเทียม ซึ่งเป้าหมายเทียมคือการขับไล่รัฐบาลและการยุบสภา ส่วนเป้าหมายที่แท้จริงคือแกนนำพันธมิตรฯ จำนวน 2 คนจะได้รัฐประโยชน์จากการชุมนุม 1 คือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ซึ่งจะทำการเผยแพร่ลัทธิจำลองได้อย่างเต็มที่ 2 นายสนธิ สนธิลิ้มทองกุล ที่จะสามารถนำเงินบริจาคจากผู้เข้าร่วมชุมนุมนำไปทนุบำรุงสถานีโทรทัศน์ ASTV ของตนเอง

นอกจากนี้ โฆษกพรรคพลังประชาชน ชื่นชมคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. โดยเฉพาะ นายสุเมธ อุปนิสากร กกต. ด้านการมีส่วนร่วม ที่ระบุว่า กลุ่มพันธมิตรไม่ควรเดินทางมาให้กำลังใจ ว่าเป็นการแสดงให้เห็นว่า กกต. มีความเป็นองค์กรอิสระอย่างแท้จริง

ทางด้าน คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ส.ส.กทม. และ นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมแถลงข่าวชี้แจงจากกรณีที่ถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ว่า การที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.)และกลุ่มมหาประชาชนที่มี ส.ส. พรรคพลังประชาชน เป็นแกนนำมาชุมนุมกันที่พรรคประชาธิปัตย์โดยโยงว่าพรรคอยู่เบื้องหลังพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้น เป็นการทำให้สังคมเข้าใจผิด

ขอยืนยันว่าการที่ตนไปร่วมชุมนุมนั้นได้ไปในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่งที่ใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ต้องการให้กำลังใจคนที่ต่อสู้เพื่อสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์ โดยเฉพาะสถาบันกษัตริย์จนทำให้ขบวนการจาบจ้วงกระทบต่อสถาบันต้องสะดุดลง และ นายจักรภพ เพ็ญแข อดีต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ต้องลาออก แต่นายกรัฐมนตรีที่อ้างเสมอว่าเลือดสีน้ำเงินกลับเพิกเฉย



เวทีวิชาการหนุนแก้รธน.ชี้ปชช.ถูกบีบลงประชามติ

เวทีวิชาการวิพากษ์การแก้ไข รธน.50 อย่างกว้างขวาง เห็นพ้องกันสมควรได้รับการแก้ไขให้มีความเป็นประชาธิปไตยเต็มรูปแบบ ระบุข้ออ้างถึงการทำประชามติฟังไม่ขึ้น เพราะเป็นการกระทำที่บ้านเมืองและองค์กรอิสระต่างๆ ไม่ได้ทำงานในบรรยากาศประชาธิปไตย เสมือนบีบบังคับให้ประชาชนลงคะแนนสนับสนุน “จาตุรนต์” ชี้ไม่ต้องสนใจเงื่อนไขที่กลุ่มพันธมิตรฯ เรียกร้อง

ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังมีข้อวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ที่ผ่านมา สถาบันพระปกเกล้า ได้จัดเวทีเสวนา ในหัวข้อเรื่อง “ตอบโจทย์...แก้รัฐธรรมนูญ” ที่โรงแรมแกรนด์อยุธยา เพื่อวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550

โดยมีมุมมองและทรรศนะและมุมมองจากประสบการณ์อันทรงคุณค่า จากผู้ร่วมเวที ได้แก่ นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย นายเกษม สรศักดิ์เกษม รองเลขาธิการพรรคชาติไทย และที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี อาจารย์ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

วิทยากรทั้งสามคนต่างมีความคิดเห็นที่ตรงกันว่าควรมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 เนื่องจากที่ผ่านมารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย ถึงแม้ว่าจะมีการผ่านการทำประชามติจากประชาชน แต่เป็นการลงประชามติที่ทุกคนตกอยู่ในสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย และไม่ว่าจะเป็น ทั้ง กกต. ก็ดี หรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องต่างก็ออกมาชี้นำประชาชนว่าจะต้องมีการลงประชามติบ้านเมืองถึงจะเข้าสู่ภาวะปกติ

* ต้องแก้ รธน. เพื่อประชาธิปไตย
นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ตนมีความเห็นแตกต่างจากที่ทางสถาบันพระปกเกล้าได้เขียนไว้ว่า รัฐธรรมนูญ 2550 เป็นประชาธิปไตย และมุ่งแก้ปัญหาที่ไม่เป็นประชาธิปไตยใน รัฐธรรมนูญ 2540 ตนมีความเห็นแตกต่างคือ วิกฤติทางการเมืองที่เกิดขึ้น ณ ตอนนี้ ไม่ได้มีที่มาจากเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เป็นเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องมาจาก 19 กันยายน 2549 เป็นวิกฤตการณ์ที่คนกลุ่มซึ่งไม่พอใจในการบริหารราชการของพรรคการเมืองรัฐบาล ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540 แต่ตนมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่รัฐธรรมนูญจะมีจุดบกพร่อง จากความไม่พอใจจนนำมาสู่การล้มระบอบประชาธิปไตย และผลที่ได้คือ การร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย

นายจาตุรนต์ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ถูกออกแบบมาให้การเมืองมีความอ่อนแอ รัฐบาลอ่อนแอ อำนาจที่แท้จริงก็ไม่ได้อยู่ที่ประชาชน หากยังคงใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ต่อไปจะทำให้บ้านเมืองเกิดความเสียหายมากยิ่งขึ้น รัฐบาลและรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งก็จะอ่อนแอลงเรื่อยๆ เหมือนกัน และรัฐบาลก็จะไม่สามารถทำงานตอบสนองความต้องการของประชาชนได้

ไม่เห็นด้วยถ้าหยุดแก้เพราะม็อบ
“สิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่กระบวนการการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และรัฐบาลไม่ควรปล่อยการเมืองเดินไปถึงจุดนั้น ในเมื่อทุกคนได้เห็นปัญหาอย่างชัดเจนแล้วว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย ก็ควรที่จะมีการแก้ไขอย่างเร็ว อันที่จริงผมมองว่าควรที่จะแก้ไขตั้งแต่เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว แต่เรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญในตอนนี้ ไม่ดำเนินไปตามกระบวนการ จนทำให้เกิดการถอนญัตติ”

นายจาตุรนต์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ตนมองว่าการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มีการโต้เถียงกันอยู่นั้นไม่ใช่เป็นเรื่องของอำนาจว่าใครมีอำนาจมากก็สามารถที่จะสั่งการได้มาก เพราะสุดท้ายรัฐสภาจะเป็นผู้ตัดสินอยู่ดี ควรจะเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายสามารถที่จะแสดงความคิดเห็นได้ และเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ประเด็นที่จะมาถกเถียงกันว่าเป็นการกระทำเพื่อปกป้อง หรือลบล้างความผิดให้กับใคร

เนื่องจากก่อนจะมีการพิจารณาจนจบสิ้นกระบวนการ เรื่องที่หลายท่านเป็นกังวลก็คงตัดสินไปตามกระบวนการยุติธรรมแล้ว แต่ที่จะแก้ไขเป็นการกระทำเพื่ออนาคต ที่จะเป็นผลกับอนาคตไม่สามารถมีผลย้อนหลังได้ เมื่อเทียบกับบางมาตราใน รัฐธรรมนูญ 2550 และตนไม่เห็นด้วยถ้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องยุติลง เพราะการออกมาเรียกร้องชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

* รัฐธรรมนูญ 50 ไม่ได้มาจากปชช.
ด้าน นายเกษม สรศักดิ์เกษม กล่าวว่า ตามอุดมการณ์ และจากประสบการณ์กว่า 30 ปีที่ตนอยู่ในวงการเมือง วิกฤติที่เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับคือ รัฐธรรมนูญ 2540 และ รัฐธรรมนูญ 2550 โดยมองว่า รัฐธรรมนูญ 2540 เป็นรัฐธรรมนูญที่ถูกต้อง เพราะว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญมาจากประชาชนทั่วประเทศ แต่สภาร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ได้มีเส้นทางตามนั้น

นายเกษม กล่าวว่า ในส่วนของรัฐธรรมนูญ 2540 มีข้อที่ต้องแก้ไขเหมือนกันซึ่งจะเอามาแทน รัฐธรรมนูญ 2550 ทั้งหมดก็คงไม่ได้ ส่วนบทเฉพาะกาลที่หลายคนสงสัยนั้นอยากบอกว่า บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับ เป็นสิ่งที่เอาไว้แก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ใช่เอาไว้แก้ปัญหาในอนาคต

“เช่น มาตรา 309 ในรัฐธรรมนูญ 2550 ความว่า บรรดาการใดๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชาอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าวไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้ ผมสะดุดตรงที่ว่าการกระทำที่ทำไปแล้วให้ถือว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เห็นอย่างนี้แล้วยิ่งต้องรีบแก้ไข ส่วนในมาตรา 75-86 ในรัฐธรรมนูญ 2550 ผมมองว่าการร่างข้อมาตราทั้ง 13 มาตรานี้ออกมาเหมือนกับว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่สามารถคิดเองได้ คิดไม่เป็น รัฐธรรมนูญฉบับนี้มาจำกัดการบริหารบ้านเมืองของรัฐบาลมากเกินไป”

ต้องศึกษาแล้วนำมาเป็นข้อแก้ไข
นายเกษม กล่าวว่า ส่วนประเด็นที่จะมีการตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อศึกษาถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นั้น ถ้าให้เวลา 60 วันก็คงเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าให้เวลาสัก 180 เพื่อให้ศึกษาแล้วนำปัญหาที่พบมาแก้ไขตนเห็นด้วย แต่ถ้าศึกษาแค่ว่ามีความบกพร่องหรือมีปัญหาอย่างไรนั้นตนไม่เห็นด้วยที่จะต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมา

“ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ได้กำหนดไว้ในมาตรา 291 แล้วว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้กระทำได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ดังต่อไปนี้ คือ ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมต้องมาจากคณะรัฐมนตรีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมด มาจากสมาชิกวุฒิสภา จาก ครม. และจากประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งจำนวนอย่างน้อย 50,000 รายชื่อ ส่วนคนที่เสนอให้มี สสร. นั้นผมมองว่าคงทำไม่ได้เพราะว่าใน มาตรา 291 ไม่ได้กำหนดไว้ แต่ถ้าเราจะไปแก้ในมาตรา 291 ของรัฐธรรมนูญ 2550 ผมเกรงว่ามันจะเป็นการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อแก้รัฐธรรมนูญ”

* เปิดโอกาสประชาชนมีส่วนร่วม
ด้าน อ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช กล่าวว่า ตนเห็นว่ารัฐธรรมนูญ 2550 ควรที่จะต้องมีการแก้ไข แต่ถ้าจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ควรที่จะเปิดโอกาสให้ประชาชนหรือหน่วยงานอื่นๆ เข้ามามีส่วนร่วม เพื่อความเป็นประชาธิปไตย

อ.ประสิทธิ์ กล่าวว่า ส่วนจะแก้ในประเด็นใดบ้างนั้น เห็นควรที่จะมีการศึกษาทบทวนในมาตรา 237 และ 309 เช่น ในมาตรา 237 วรรคสอง ความว่า ถ้าการกระทำของบุคคลตามวรรคหนึ่ง ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าหัวหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารของพรรคการเมืองผู้ใด มีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปละละเลยหรือทราบถึงการกระทำนั้นแล้ว มิได้ยับยั้งหรือแก้ไขเพื่อให้การเลือกตั้ง เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้นกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ตามมาตรา 68

ชี้ชัดมาตรา 309 ขัดกับมาตรา6
นอกจากนี้ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองนั้น ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองดังกล่าวมีกำหนดเวลาห้าปีนับตั้งแต่วันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมือง ในความเป็นจริงแล้วใครผิดก็น่าจะว่ากันไปตามความผิด ซึ่งการแก้มาตรานี้ที่หลายคนกังวลว่าจะเป็นกระทำเพื่อผลประโยชน์ของใครนั้นตนมองว่าไม่สามารถทำได้ เพราะถ้าจะแก้เฉพาะมาตรานี้ ก็จะต้องมีการแก้ในกฎหมายของพรรคการเมืองด้วย

ส่วนในมาตรา 309 หรือการนิรโทษกรรมนั้น จะมีผลต่อคดีที่อยู่ในกระบวนการขององค์กรอิสระที่จัดขึ้นมาตามรัฐธรรมนูญ 2550 นั้น ตนมองว่าถ้าตัด มาตรา 309 ออกไปก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการทำงานของคตส. เลยสามารถกระทำการได้ตามกระบวนการอยู่แล้ว

“ผมมองว่ามาตรา 309 นี้ขัดกับมาตรา 6 ที่ว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้ แต่ในมาตรา 309 ไปบอกว่าชอบด้วยกฎหมาย หรือในมาตรา 211 ที่ว่า ในการที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับแก่คดีใด ถ้าศาลเห็นเองหรือคู่ความโต้แย้งพร้อมด้วยเหตุผลว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 6 และยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินั้น ให้ศาลส่งความเห็นเช่นว่านั้นตามทางการเพื่อศาลรัฐธรรมนูญจะได้พิจารณาวินิจฉัยในระหว่างนั้นให้ศาลดำเนินการพิจารณาต่อไปได้ แต่ให้รอการพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ”

ประกาศ คปค.จ้องเล่นงานเฉพาะคน
อาจารย์ประสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าคำโต้แย้งของคู่ความตามวรรคหนึ่งไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญจะไม่รับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาก็ได้ ส่วนคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้ใช้ได้ในคดีทั้งปวงแต่ไม่กระทบกระเทือนถึงคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุดแล้ว เห็นว่าการตัดสิทธิ์กับคู่ความไม่ตรงกับศาลเป็นข้อที่ขัดต่อหลักความเสมอภาค และควรที่จะมีความเป็นกลางกับคนทุกคน ไม่ใช่เลือกปฏิบัติกับคนบางกลุ่มแต่สิ่งที่เกิดขึ้น ประกาศของ คปค. ออกแบบมาเพื่อใช้กับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และหลักของการนิรโทษกรรม เป็นการไม่เอาผิดกับคนที่ได้กระทำความผิดไปแล้ว ถ้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเกิดประโยชน์แก่ประชาชนและประเทศ ก็ควรที่จะมีการดำเนินการเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป



‘สดศรี’ซัดพันธมิตรกล่าวหามั่ว ท้าฟ้องศาล-ตามบี้สอบถึงปชป.

“สดศรี” ออกโรงโต้พันธมิตรฯ กล่าวหาแก้ฐานข้อมูลพยานสำคัญคดีใบแดง “ยงยุทธ ติยะไพรัช” ท้าหากมีหลักฐานทำผิดจริงให้ไปฟ้องศาล และจะตรวจสอบข้อมูลที่พรรคประชาธิปัตย์ด้วย หากพบแจ้งข้อมูลเท็จต้องดำเนินการตามกฎหมาย ด้าน “สุเมธ” การันตีความเห็นต่างกันใน กกต. มีบ้าง แต่ทุกคนทำงานสุจริต ฝากบอกพันธมิตรฯ ไม่ต้องมาชุมนุมหน้า กกต. ให้ลำบากใจ

จากกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ออกมากล่าวหาว่ามีการแก้ไขฐานข้อมูลของ นายชัยวัฒน์ ฉางข้าวคำ กำนัน ต.จันจว้า อ.แม่จัน จ.เชียงราย พยานปากสำคัญในคดีใบแดงของ นายยงยุทธ ติยะไพรัช ส.ส. ระบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชน โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และระบุว่า นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง มีส่วนในการช่วยเหลือนายยงยุทธนั้น

นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการพรรคการเมือง ยืนยันว่า กกต.ไม่ได้มีการแก้ไขฐานข้อมูลของนายชัยวัฒน์ ฉางข้าวคำ ตามที่กลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวหา ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน พบว่านายชัยวัฒน์ เป็นสมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์จริง รวมทั้งภรรยาและบุตรของนายชัยวัฒน์ด้วย พร้อมกันนี้ นางสดศรี ยังได้ท้ากลุ่มพันธมิตรฯ และทุกฝ่ายที่กล่าวหา กกต. ให้นำหลักฐานมาแสดง แล้วไปฟ้องร้องในชั้นศาล ทั้งยังยืนยันว่า กกต.จะไม่มีการฟ้องกลับกลุ่มพันธมิตรฯ แต่ขอให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน

อีกทั้งได้หอบเอกสารหลักฐานมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ในกรณีที่พันธมิตรฯ โจมตี พร้อมยืนยันว่าทางกิจการพรรคการเมืองไม่เคยมีการปกปิดข้อมูลแต่อย่างใด และได้ทำตามขั้นตอนทุกอย่าง สามารถตรวจสอบได้ และฐานข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้น มีการแก้ไขปรับปรุงแล้ว อย่างไรก็ตาม ตนออกมาชี้แจงเพื่อไม่ต้องการให้ประชาชนเข้าใจผิด และยืนยันว่า กกต.ได้ทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใสและเที่ยงธรรม

“การพูดจากล่าวหา กกต. โดยปราศจากหลักฐานเป็นการละเมิดศักดิ์ศรี กกต.ซึ่งเรายอมไม่ได้ แต่หากว่าใครมีหลักฐานว่า กกต.หรือเจ้าหน้าที่ทำผิด ก็ขอให้ไปฟ้องร้องที่ศาล อย่ามาพูดกล่าวหากันลอยๆ อย่างไรก็ตาม เราจะไม่ฟ้องร้องผู้กล่าวหา อยากขอกำลังใจจากประชาชน ถ้าเห็น กกต.ทำไม่ดีก็สามารถขับไล่ได้เลย กกต.ทำหน้าที่เพื่อประชาชน ประเทศ พระมหากษัตริย์ อย่างดีและเต็มที่อยู่แล้ว” นางสดศรีกล่าว

อย่างไรก็ตาม นางสดศรี ยืนยันว่า กกต.ทุกคนจะยังเดินหน้าทำงานต่อไปแม้จะเผชิญวิกฤติการเมือง ส่วนกรณีที่นายชัยวัฒน์ ยืนยันว่าถูกแก้ไขฐานข้อมูล และขอให้ กกต.ตรวจสอบนั้น ทาง กกต.จะตรวจสอบไปยังพรรคประชาธิปัตย์ ว่านายชัยวัฒน์ เป็นสมาชิกพรรคจริงหรือไม่ และหากพบว่าพรรคประชาธิปัตย์มีการแจ้งข้อมูลเท็จ ก็จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ด้านนายสุเมธ อุปนิสากร กรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ด้านกิจการการมีส่วนร่วม ปฏิเสธข้อกล่าวหาของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ระบุว่ากกต.บางคนไม่เป็นกลาง และให้ความช่วยเหลือในคดีที่เกี่ยวข้องกับพรรคพลังประชาชน(พปช.) พร้อมทั้งขอร้องให้ยกเลิกการเดินทางมาชุมนุมที่หน้าสำนักงาน กกต.เพราะทำให้ กกต.มีความลำบากใจในการทำงาน พร้อมยืนยัน กกต.ชุดนี้แต่ละคนมีความเป็นเอกภาพเฉพาะตัว โดยเฉพาะการทำงานอย่างตรงไปตรงมา

ทั้งนี้นายสุเมธ ยืนยันว่า การทำงานของ กกต.พิจารณาไปตามพยานหลักฐาน ส่วนในคดีที่ไม่สามารถเอาผิดได้นั้นเนื่องจากมีหลักฐานอ่อน ไม่ใช่มาจากการช่วยเหลือของ กกต.ตามที่มีการกล่าวหา

“ผมเชื่อว่า กกต.ทุกคนสุจริต แต่ความคิดเห็นในข้อกฎหมายอาจจะมีต่างกันบ้าง ก็เหมือนเวลาเป็นศาล เมื่อไม่เห็นด้วย เราก็ไม่ว่าอะไร เพราะเราเคารพในความคิดเห็นแต่ละคน ผมเองบางทีก็ไม่เห็นด้วยกับ กกต.ทั้ง 4 ท่าน แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องขึ้นอยู่กับเสียงส่วนใหญ่ว่าเห็นอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา แต่อยู่ที่คนจะมองว่าสุจริตหรือไม่มากกว่า และเราก็ไม่ได้ทำงานเพื่อหวังเอาใจใคร” นายสุเมธ กล่าว

สำหรับ การออกมาโจมตี กกต. เรื่องฐานข้อมูลของกำนันชัยวัฒน์ สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ กำนันชัยวัฒน์ ได้ขึ้นให้การต่อผู้พิพากษาในคดีของ นายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาฯ พรรคพลังประชาชน ซึ่งถูกกล่าวหา แจกเงินในช่วงการหาเสียงการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 โดยกำนันชัยวัฒน์ปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

อย่างไรก็ตาม ภายหลังทีมทนายของนายยงยุทธ ได้นำพยานหลักฐานระบุว่า มีชื่อของกำนันชัยวัฒน์เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์อยู่ในฐานข้อมูลของ กกต. โดยเป็นสมาชิกมาตั้งแต่ปี 2547 แต่เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ที่ผ่านมา ทนายความของกำนันชัยวัฒน์ ได้เข้ายื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เพื่อให้ไต่สวนเอกสารหนังสือของสำนักสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย 5 สำนักงาน กกต. ลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2551

ซึ่งนายยงยุทธ ได้ยื่นต่อศาลในการเบิกความชั้นไต่สวนจำเลยเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2551 ระบุว่านายชัยวัฒน์เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เป็นเอกสารที่เป็นเท็จ มีการปกปิดและเปลี่ยนแปลงข้อมูลให้ผิดไปจากความเป็นจริง เพื่อให้สอดคล้องกับข้อต่อสู้ที่อ้างว่าถูกจัดฉากโดยพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม

โดยนายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ไม่เคยเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ แต่เป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยมาโดยตลอด เมื่อถูกยุบพรรคก็มาเป็นสมาชิกพรรคพลังประชาชน และก็ได้ยืนยันในการเบิกความต่อศาลไปแล้ว ไม่ทราบว่าใครแอบเอาชื่อไปสมัครสมาชิก หลังเป็นพยานเบิกความในศาล ถูกทนายความของนายยงยุทธยื่นฟ้องฐานเบิกความเท็จไปแล้วถึง 9 คดี



งัดกฎหมายเล่นงาน‘มารศาสนา’ มหาเถรฯแนะชาวพุทธกำจัด ‘สันติอโศก’

เรียงหน้าถล่ม “สันติอโศก” เป็น “มารศาสนา” ทั้งทำตัวเลียนแบบสงฆ์ พา “กองทัพมาร” ออกมาชุมนุมข้างถนนกับม็อบพันธมิตรฯ เป็นการสร้างความเข้าใจผิดในสายตาชาวโลก เป็นตัวอันตรายทำลายพระพุทธศาสนา จี้ใช้กฎหมายเล่นงานให้เด็ดขาด ด้าน “มหาเถรฯ” แนะประชาชนช่วยกันแจ้งความเอาผิดพวกนอกรีต ระบุพฤติกรรมสันติอโศก เหมือนสงฆ์ผสมกับคอมมิวนิสต์ ฉะ “จำลอง” หยุดคิดสถาปนาลัทธิใหม่ ใช้หลอกคนมาร่วมการชุมนุมป่วนชาติ “พระพยอม” ซัด “ลัทธิจำลอง” แตะต้องไม่ได้

การออกมาร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ของโพธิรักษ์ และกลุ่มคนจากสันติอโศก ได้ถูกกระชากหน้ากากโดยพระมหาโชว์ ทัสสนีโย รองเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ไปแล้วว่าแท้ที่จริงเป็นการออกมาปกป้องตัวเอง เพราะเกรงว่าหากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญและมีการบรรจุศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ บรรดาพวกลัทธินอกรีตจะต้องถูกจัดการตามกฎหมาย

ขณะเดียวกันพฤติกรรมต่างๆ ของกลุ่มคนเหล่านี้ก็ยังถูกมองว่าเป็นอันตรายต่อพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง และเข้าข่ายว่าน่าจะมีความผิดตามกฎหมาย

ผศ.เสถียร วิพรมหา เลขาธิการองค์กรเครือข่ายภาคประชาชนเพื่อป้องกันชาติ ศาสน์ กษัตริย์ (อพช.) กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มสันติอโศกออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองว่า จะเป็นการทำพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นสิ่งบริสุทธิ์ที่ประชาชนคนไทยเคารพบูชามาช้านาน เกิดความเสียหาย เพราะการเคลื่อนไหวของสันติอโศกนั้น เป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองและเป็นความขัดแย้ง สิ่งที่จะเกิดตามมาก็คือทำให้ความเข้าในหลักของพระพุทธศาสนาเป็นภาพลบ เพราะว่าคนส่วนใหญ่โดยเฉพาะต่างประเทศทั่วโลกมองไปแล้วว่าเหมือนเป็นการเอาพระสงฆ์ออกมาเคลื่อนไหว

ทั้งที่จริงแล้วกลุ่มดังกล่าวเป็นผู้ที่ประกาศตนเองอยู่นอกเขตปกครองสงฆ์ จึงไม่ใช่พระ แต่การกระทำดังกล่าวก็ถือว่าเป็นการบ่อนทำลายทำให้ประชาชนเข้าใจผิดในสถานะและกิจวัตรของพระสงฆ์ เช่น จัดให้มีการชุมนุมทำกิจของสงฆ์ ซึ่งในภาวะของสงฆ์ที่แท้จริงจะไม่ปฏิบัติเช่นนั้น

อย่างไรก็ตาม ตนยังเชื่อมั่นว่าพระพุทธศาสนาเป็นสิ่งประเสริฐและบริสุทธิ์ ควรค่าแก่การที่คนไทยทุกคนเคารพบูชา ซึ่งสิ่งใดที่มีการประพฤติปฏิบัติโดยแอบอ้าง และกระทำไปด้วยเจตนาและไม่เจตนา ซึ่งส่งผลทำให้เกิดความเสียหายแก่พระพุทธศาสนาของกลุ่มบุคคลดังกล่าวนั้น จะทำให้สังคมจะออกมารวมตัวกันเพื่อชี้วัดและตัดสินกันเอง

ผศ.เสถียร กล่าวต่ออีกว่า อยากจะเรียกร้องให้ฝ่ายกฎหมาย เข้ามาดูแลในเรื่องดังกล่าวว่าควรจะอยู่ในขอบเขตอย่างไร จะต้องดำเนินการแก้ไขก่อนที่จะสายไปมากกว่านี้ ซึ่งตนคิดเห็นว่ากรณีดังกล่าวเป็นทำกระทำที่เข้าข่ายของพวกมารศาสนา เพราะพวกกลุ่มสันติอโศกออกมาเคลื่อนไหวและทำตัวเหมือนพระนั้นเป็นภาพลบ การกระทำเช่นนี้ถือว่าเป็นมารศาสนาได้เลย

ตนจึงอยากบอกให้ประชาชนรู้ว่า การกระทำของกลุ่มสันติอโศกสร้างความเสียหายแบบนี้ ควรมีความเห็นที่ช่วยกันแก้ไข ซึ่งมีหลายฝ่ายที่พร้อมจะให้คำปรึกษาและแก้ไขได้ เช่น สำนักงานพระพุทธศาสนา หรือแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจยังช่วยเหลือได้

สิ่งที่ตนวิเคราะห์เกี่ยวกับสันติอโศกที่ประกาศตนเป็นพระ และมีการแต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์ การบิณฑบาต ซึ่งจริง ๆ แล้วก็สามารถทำได้ตามสิทธิส่วนบุคคลนั้น แต่ว่าควรจะมีการปฏิบัติอยู่แต่เพียงในสำนักของตัวเอง ไม่ควรที่จะออกมาทำในบริเวณที่มีวิถีทางการเมืองและมีเหตุแห่งความขัดแย้งแบบนี้ เพราะอาจทำให้บุคคลบางกลุ่มไม่เข้าใจ และทำให้พุทธศาสนาเสียหายมากยิ่งขึ้น และส่งผลให้เกิดความเข้าใจผิดว่าพระออกมาขับไล่รัฐบาล

แม้คนกลุ่มนี้จะเรียกตนเองว่า สมณะ ก็ตาม แต่คำว่า “สมณะ” นั้นต้องแปลว่า ผู้ที่มีกิจวัตรและปฏิบัติตนแบบอหิงสา คือไม่เบียดเบียน แต่ว่าพฤติกรรมดังกล่าวของสันติอโศกนั้นไม่ใช่เลยแม้แต่น้อย ซึ่งการกล่าววาจาของสันติอโศกนำไปสู่ความขัดแย้ง ซึ่งขัดต่อหลักศาสนธรรม ซึ่งแปลว่าสันติภาพความสงบ และความสามัคคี แต่ไม่ใช่สร้างความแตกแยกหรือสร้างปัญหาให้เพิ่มมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะการออกมายุ่งเกี่ยวกับทางการเมือง หากเป็นเช่นนี้ ทุกฝ่ายทั้งทางด้านศาสนา นักวิชาการ นักกฎหมาย ต้องเข้าทบทวนและดูแลในเรื่องนี้

ด้านนายวิชัย ธรรมเจริญ นักวิชาการศาสนา 7 ว. รักษาราชการแทน ผู้อำนวยการส่วนคุ้มครองพระพุทธศาสนา สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม กล่าวว่าการที่สันติอโศกร่วมการชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ อาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของพระพุทธศาสนาได้ แม้ว่าสันติอโศก ไม่ได้ขึ้นอยู่กับทางเถรสมาคม เป็นพระอีกรูปแบบหนึ่ง ต่างจากสงฆ์เถรวาท ที่มีอยู่ 2 นิกาย คือ มหานิกาย และธรรมยุตินิกาย แต่สิ่งที่ทำอยู่ในตอนนี้ ก็เป็นการปฏิบัติเสมือนหนึ่งเป็นสงฆ์เถรวาท ไม่ว่าจะเป็นออกบิณฑบาตร ทางสมาคมก็ไม่สามารถที่จะเข้าไปดูแล และตักเตือนอะไรได้

นอกจากนี้ทางสมาคมก็มีความเป็นห่วงที่จะสร้างความเสื่อมเสีย และสร้างความเข้าใจผิด เพราะเท่าที่ทราบมีประชาชนจำนวนหนึ่งที่หลงเชื่อในลัทธิแบบนี้ อาจจะสร้างความสับสนให้แก่ประชาชนที่ไม่ทราบได้ เพราะการแต่งกายที่เห็นอยู่ก็ไม่ค่อยแตกต่างเท่าไร

ซึ่งทางเถรสมาคม และทางสำนักพระพุทธศาสนาก็ไม่มีกฎหมายที่จะเข้าไปดูแล เพียงแต่ออกประกาศว่าคนกลุ่มนี้ไม่ได้เป็นพระที่อยู่ในเถรวาทเท่านั้น

“คงต้องอาศัยพี่น้องประชาชนที่มีหัวใจเป็นพุทธทุกท่าน ที่มองเห็นว่าคนกลุ่มนี้สร้างความเสื่อมเสียมาให้พระพุทธศาสนา แล้วนำเรื่องดังกล่าวไปให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการ”

พร้อมกล่าวด้วยว่าการออกมาชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ครั้งนี้ พล.ต.จำลอง ได้ใช้สัทธิความเชื่อของเขา เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่ง ที่จะดึงคนที่เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของม็อบในการชุมนุมในครั้งนี้

ทางด้าน ผศ.จรัล ดิษฐาอภิชัย ประธานคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชน กล่าวถึงบทบาทของกลุ่มสันติอโศกที่ร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ ว่า กลุ่มสันติอโศกมีแนวทางความคิดตามแบบชุมชนสงฆ์ และชุมชนคอมมิวนิสต์ และมีบทบาทในทางการเข้าร่วมแก้ไขสถานการณ์ทางการเมือง อาทิได้ร่วมชุมนุมต่อต้านรัฐบาลตั้งแต่สมัยรสช. และร่วมกับกลุ่มพันธมิตรขับไล่รัฐบาลชุด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รวมถึงรัฐบาลชุดปัจจุบัน

ด้านสมณโพธิรักษ์ที่เป็นผู้นำการชุมนุมของกลุ่มสันติอโศก ก็มีการพยายามใช้ข้ออ้างต่อรองเพื่อเชิญชวนญาติธรรมจากทั่วประเทศมาร่วมชุมนุมแต่ดูเหมือนว่าจะเป็นยุทธวิธีที่ไม่เป็นผล นอกจากนี้ยังมีการกระทำที่เลียนแบบศาสนา ทั้งการแต่งกาย และการเดินบิณฑบาร เป็นการนำพระพุทธศาสนามาบังหน้า เพื่อเคลื่อนไหวทางการเมือง พฤติกรรมเช่นนี้เรียกได้ว่าเป็นมารศาสนา

“พวกนี้เขาไม่แคร์หรอกที่จะทำไร ผมก็ไม่เข้าใจว่าพวกเขากราบไหว้กันได้อย่างไร มีการบิณฑบาต แต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์ แถมมีการจูงใจญาติธรรมและคนทั้งหลายให้โจมตีรัฐบาล แบบนี้เรียกได้ว่าเป็นมารศาสนา เพราะอ้างศาสนาเป็นเครื่องมือในการสร้างกำลังทางการเมือง และสังคม” ผศ.จรัลกล่าว

อย่างไรก็ตาม ผศ.จรัล กล่าวเสริมว่าควรให้สำนักงานพระพุทธศาสนาสนใจและติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มสันติอโศก ว่ามีพฤติกรรมที่นำศาสนามากล่าวอ้างและหนุนเพื่อขับไล่รัฐบาลมากน้อยเพียงใด ซึ่งถือว่ามีความไม่เหมาะสมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

ทางด้านพระพิศาลธรรมพาที (พระพยอม กัลยาโณ) กล่าวถึงบทบาทของกลุ่มสันติอโศกที่ออกมาร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ ว่าทุกครั้งที่มีการชุมนุม มีมหาจำลองก็ต้องมีสันติอโศกออกมาทุกครั้ง และนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่กลุ่มสันติอโศกออกมา เพราะออกมาตั้งแต่สมัยขับไล่อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร แล้ว

ตอนนี้สันติอโศก ไม่เกี่ยวกับมหาเถรสมาคมแล้ว คงจะเข้าไปควบคุมหรือว่ากล่าวไม่ได้ เพราะตอนนี้อะไรก็อ้างถึงเรื่องสิทธิกันทั้งนั้น มันคงเป็นเรื่องที่พูดกันยากเพราะตอนนี้ก็มีคนเป็นจำนวนมากที่นับถือลัทธินี้ แต่ก็มีคนบางกลุ่มที่เคยเคารพออกมาบอกกับทางสันติอโศกว่าอย่าออกมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องการชุมนุม แต่ก็ไม่ฟัง จนลูกศิษย์บางคนก็ถอนตัวออกมา

มาจนตอนนี้สันติอโศก ก็กลายเป็น “ลัทธิจำลอง” ตามความเข้าใจของใครหลายๆ คนแล้ว เพราะว่ามหาจำลอง แกนับถือลัทธินี้มาก

ส่วนภาพที่ออกมาถึงการเลียนแบบสงฆ์แต่ปฏิบัติกิจที่ไม่ใช่ของสงฆ์นั้น พระพยอม กล่าวว่า เป็นเรื่องของภาพลักษณ์ ที่เริ่มขยายวงกว้างออกไป ส่วนจะทำให้พุทธศาสนาเสื่อมเสียหรือไม่นั้น คงเป็นเรื่องที่พูดยาก

“ตอนนี้ ตัวอาตมาเองก็ไม่อยากที่จะเข้าไปยุ่งมาก แค่เพียงอาตมา บอกว่าอย่าใช้คำหยาบคายในการปราศรัย เพราะว่ามีเด็กเข้าไปฟังเป็นจำนวนมาก เดี๋ยวเด็กจะนำไปใช้ นายสนธิ (ลิ้มทองกุล) ก็ออกมาต่อว่าอาตมาว่า พระพยอมอย่ายุ่ง อาตมาก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าแล้วทำไมสันติอโศก ถึงยุ่งได้”

อนึ่ง กรณีทำตัวไม่เหมาะสมของโพธิรักษ์ และบรรดาสาวกสันติอโศก ไม่ใช่เพิ่งจะเกิดขึ้น โดยเมื่อ 3 กันยายน 2531 หรือประมาณ 20 ปีที่แล้ว ได้ปรากฎในข้อเขียนของ ม.รซงคึกฤทธิ์ ปราโมช ในคอลัน์ซอยสวนพลู น.ส.พ.สยามรัฐ ซึ่งขณะนั้นสันติอโศก มีการปฏิบัตินอกรูปนอกรอยพุทธศาสนา และกระทรวงศึกษาธิการ ที่ดูแลกรมการศาสนาในขณะนั้น ได้พยายามดึงเอาสันติอโศกมาอยู่ใต้การดูแลของมหาเถรสมาคม เพื่อหวังว่าจะแก้ปัญหาต่างๆ ได้

แต่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ได้แสดงความเห็นแตกต่างว่า ”ผมเองกลับเห็นว่าการเอาสันติอโศกไปขึ้นกับมหาเถรสมาคมน้น ก็เท่ากับว่าเอาเหี้ยไปปล่อยใส่วัด ความวิบัติฉิบหายก็จะเกิดขึ้รนแก่วัดนั้นเป็นแน่นอน”

ซึ่งบทความดังกล่าวถุกเขียนขึ้นก่อนมีปกาสนียกรรม ให้โพธิรักษ์ และสาวกพ้นจากความเป็นพระ

นอกจากนี้ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 ในช่วงที่สันติอโศก ออกมาร่วมชุถมนุมกับม็อบขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั้น สภาพุทธบริษัท ก็ได้ออกแถลงการณ์เรื่อง ขอให้ยุติการนำศาสนาไปต่อรองทางการเมือง

โดยรุบว่า การกล่าวอ้างวกองทัพธรรม ของสันติอโศกเป็นการสร้างความแตกแยกให้กับพระศาสนามาตลอด กล่าวคือ ได้กล่าวจ้วงจาบองค์พระสมเด็จพระสังฆราชองค์ปัจจุบัน การกล่าวอ้างกองทัพธรรม เป็นการล้มล้างบิดเบือนหลักการของพุทธศาสนา เพราะกองทัพธรรมเป้นคณลักษณะของการเผยแพร่พุทธศาสนา โดยใช้สันติธรรมมากกว่าใช้กิเลสตน และการชุมนุมประท้วง หลักพุทธศาสนาในลักษณะของกองทัพธรรม คือการปฏิบัติธรรมและสำรวมด้วยกิริยาอันสงบของสมณะ ด้วยปัญญาเพื่อความพ้นทุกข์

จึงขอเรียกร้องให้กลุ่มสันติอโศกยุติการกระทำดังกล่าว เพราะเป้นการล้มล้าง สร้างความแตกสามัคคี และความเสียหายให้กับประเทศชาติ และพระพุทธศาสนาโดยเร็ว



กลุ่มเพื่อนรธน.40 เรียกร้องกระบวนการยุติธรรมจัดการพันธมิตรฯ

กลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ 40 ขึ้นเวทีสภาสนามหลวง อัดพันธมิตรฯดื้อด้านสุดฤทิธิ์ ยากเจรจา ตั้งข้อสงสัยกระบวนการยุติธรรม นิ่งเฉย ปล่อย เอเอสทีวี เสี้ยมประชาชนแข็งข้อรัฐบาล วอนจัดการได้แล้วเพื่อความสงบสุขชองคนทั้งประเทศ

ทั้งนี้ นายชูชีพ ชีวะสุทธิ์ จากกลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ 40 กล่าวบนเวที สภาสนามหลวง ในการเสวนาเรื่อง “ทางลงพันธมิตร ทางออกประเทศไทย” ว่า ก่อนจะตอบคำถามในหัวข้อดังกล่าว อยากให้ไปดูว่า ในอดีตนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เคยบอกว่า ใครก็ตามคุมสื่อได้ก็สามารถคุมโลกได้ ดังนั้น นายสนธิ จึงพยายามทุกวิถีทางที่จะเข้ามาเป็นเจ้าพ่อสื่อสารในทุกแขนงของประเทศไทย และก็ใช้สื่อในมือของตัวเองเหล่านี้ บิดเบือน ทิ่มแทงคนอื่น เพื่อประโยชน์ของตัวเอง อย่างที่เห็นได้ชัดจากการนำเสนอข่าวสารของ เอเอสทีวี และสื่อในเครือผู้จัดการ ซึ่งจะเป็นอันตรายอย่างยิ่งงต่อรัฐบาล หากยังปล่อยให้สื่อเหล่านนี้ด่าทอรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้อยู่ทุกวัน

นอกจากนี้ ยังไม่เข้าใจด้วยว่า เหตุใด ศาลปกครองจึงให้ความคุ้มครอง เอเอสทีวี ยาวนานนัก ซึ่งการนำเสนอข่าวสารของ เอเอสทีวี เข้าข่ายอย่างชัดเจนเป็นการยั่วยุ บิดเบือน ให้เกิดความแตกแยกขึ้นในสังคม ซึ่งหากใครได้รับฟัง จะพบว่า เอเอสทีวี ได้กลายเป็นเครื่องมือป่าวร้องให้ประชาชนออกมาตั้งรัฐอิสระไปแล้วในหลายจังหวัด ขณะที่ตุลาการก็คือข้าราชการที่มีหน้าที่ต้องช่วยให้เกิดความสงบสุขแก่ประชาชนทั้งประเทศกลับนิ่งเฉย

นายชูชีพ กล่าวต่อไปว่า อีกกลุ่มหนึ่งที่อยู่ในม็อบพันธมิตรฯก็คือ กลุ่มสันติอโศก ที่มี พระโพธิรักษ์ และพล.ต.จำลอง ศรีเมือง เป็นผู้นำอยู่นั้น มีความเชื่อที่งมงาย น่ากลัวและเป็นอันตรายที่สุด เนื่องจากกกลุ่มคนเหล่านี้ถูกล้างสมองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ว่า พวกของตนเองดีกว่าคนอื่น ฉลาดกว่าคนอื่น ที่สำคัญดื้อด่านที่สุด ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น

“ผมถือว่ากลุ่มนี้อันตรายมาก มองคนอื่นโง่ ประชาชนเมาเหล้า เล่นการพนัน มองนกการเมือง คดโกง ไม่ยอมรับประชาชนส่วนใหญ่ ที่ผ่านมาก็ได้เห็นแล้ว ออกประท้วงต่อต้านเบียร์ยี่ห้อหนึ่งไม่ให้เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ต่อต้านหวยบนดิน จนประเทศชาติสูญเสียประโยชน์ไปอย่างมหาศาล”

นายชูชีพ กล่าวด้วยว่า นอกจากนั้น ยังมีพวกอุดมการณ์ซ้ายสุดเก่า ปนเปอยู่ด้วย ซึ่งกลุ่มคนพวกนี้ ยังคงมีแนวคิดสังคมนิยมโบราณฝั่งหัวอยู่ ดังจะเห็นได้หลังจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ประสบความสำเร็จ คนพวกนี้ออกมายุยงทหารไม่ให้มีเลือกตั้ง จึงดูแล้วยากที่จะเจรจากับกลุ่มคนพวกนี้ โดยเฉพาะเมื่อนายสนธิ เคยประกาศแล้วว่า ตายเป็นตาย เจ๋งเป็นเจ๋ง และยังประกาศเป็นสงครามศักดิ์สิทธิ์ ปลุกเร้ามวลชนด้วย

“ทางลงของแก๊งพันธมิตร ผมมองว่า คงไม่ค่อยมี เพราะเขาประกาศ ตายเป็นตาย เจ๋งเป็นเจ๋ง เป็นสงครามศักดิ์สิทธิ์ ส่วนทางออกก็คือรัฐจะต้องยืนหยัด ประชาชนก็ต้องใจเย็นๆ อย่าพยายามไปมีเรื่อง แล้วอยากจะเสนอ ไว้ 3 เรื่องก็คือ หนึ่ง ปิดสื่อเลว เอเอสทีวี สอง ตรวจสอบกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นผู้พิพากษา อัยการให้ดี เพราะไม่เคยเห็นฟ้องกลุ่มคนพวกนี้เลย ทั้งที่ประชาชนเห็นชัดๆอยู่ว่า ทำผิด คือขอให้ว่ากันไปตามกฎหมาย และสาม อยากขอร้องไปยังเหล่าทหารหาญทุกท่าน ว่า มีแต่กบฎเท่านั้นที่จะถูกเรียกขานหากยังใช้อาวุธเข้ามายึดอำนาจอีกครั้ง หรือต่อไปคนไทยอาจะได้เห็นนายจำลอง เป็นนายกรัฐมนตรี นายสนธิ เป็นประธานาธิบดี” นายชูชีพ กล่าว



"สดศรี"ท้ากลุ่มพันธมิตรฯ ฟ้องศาลหากมีหลักฐาน กกต.ช่วยคดีใบแดง"ยงยุทธ"

“สดศรี” ออกโรงท้ากลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวหาแก้ฐานข้อมูลพยานสำคัญ ช่วยคดีใบแดง “ยงยุทธ ติยะไพรัช” ระบุหากมีหลักฐานทำผิดจริงให้ไปฟ้องศาล เผยจะตรวจสอบ ปชป. ด้วย

นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ปฏิเสธข้อกล่าวหาของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเรื่องแก้ไขฐานข้อมูลของนายไชยวัฒน์ ฉางข้าวคำ กำนัน ต.จันจว้า อ.แม่จัน จ.เชียงราย ซึ่งเป็นพยานปากสำคัญในคดีใบแดงของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชน(พปช.)

นางสดศรี กล่าวว่า หากผู้ใดมีหลักฐานขอให้นำไปฟ้องร้องต่อศาล เพื่อเปิดโอกาสให้ กกต.มีโอกาสต่อสู้ตามกฎหมาย แต่ปฏิเสธที่จะไปฟ้องร้องกลุ่มพันธมิตรฯ

"เราขอให้ผู้ที่ตัดสินเราคือประชาชน เราจะไม่นำคดีขึ้นฟ้องร้องต่อศาล ประชาชนเท่านั้นที่จะตัดสินว่า กกต.ทำงานเพื่อใคร...ไม่มีใครอยากจะค้าความกับใครทั้งสิ้น ขอให้ประชาชนตัดสินเรา ถ้าเราทำไม่ถูก ท่านขับไล่เราได้เลย" นางสดศรี กล่าวทั้งน้ำตาขณะแถลงข่าว พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ กกต.ฝ่ายกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติ 3 คน ซึ่งมีหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับการจัดเก็บและแก้ไขฐานข้อมูลพรรคการเมือง

นางสดศรี ยืนยันว่า จากการตรวจสอบข้อมูลตั้งแต่ปี 2547 ถึงปัจจุบัน พบว่า นายไชยวัฒน์ ตลอดจนภรรยาและบุตรเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)จริง ซึ่งกกต.จะตรวจสอบข้อมูลไปยังพรรค ปชป.หากพบว่ามีการแจ้งข้อมูลเท็จก็จะดำเนินการตามกฎหมาย



คุณหญิงเป็ดหนาว! ป.ป.ช.รับเชือดรวยผิดปกติแล้ว

คณะกรรมการ ป.ป.ช. เผย ป.ป.ช.รับคดี คุณหญิงจารุวรรณ ร่ำรวยผิดปกติไว้พิจารณาแล้ว พร้อมชงที่ประชุมใหญ่เร็วๆนี้

นายกล้าณรงค์ จันทิก กรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษก กล่าวว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้รับเรื่องร้องเรียนกรณีให้มีการตรวจสอบ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑะกา กรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.) ร่ำรวยผิดปกติ กรณีการสร้างบ้านที่มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท

โดยให้สามีและบุตรชายเป็นผู้ถือครองทรัพย์สินแทน เพื่อปกปิดทรัพย์สินที่จะต้องแสดงต่อ ป.ป.ช. รวมทั้งกรณีการกล่าวอ้างว่ามีบุคคลพยายามนำเงินจำนวน 100 ล้านบาทมาวิ่งเต้นติดสินบน ซึ่งคุณหญิงจารุวรรณไม่ยอมเปิดเผยรายชื่อและไม่ดำเนินคดีกับบุคคลดังกล่าวด้วย ซึ่ง ถือว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งนี้ได้ให้เจ้าหน้าที่ไปรวบรวมข้อมูลเอกสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสนอต่อที่ประชุม ป.ป.ช.ชุดใหญ่พิจารณาต่อไป

ด้าน นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ในวันนี้นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. จะลงนามแต่งตั้งให้เป็นคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง กรณีที่ นายสุนัย มโนมัยอุดม อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ร้องเรียนเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีการขอศาลออกหมายจับ

โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในเดือนนี้ และหลังจากนี้จะเชิญนายสุนัยมาให้ข้อมูล พร้อมกับขอคัดคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ขอให้ถอนหมายจับนายสุนัยในคดีหมิ่นประมาท พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มาประกอบการพิจารณาด้วย ทั้งนี้การพิจารณาคดีนี้จะใช้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่มาใช้ในการพิจารณาเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ตำรวจดังกล่าว