ต้องการทำลายความน่าเชื่อถือของสถาบันศาล “ตั้งแต่รับราชการมายังไม่เคยเห็นการกระทำลักษณะนี้ และเหตุการณ์ดังกล่าวน่าจะทำให้สังคมตื่นตัว และตระหนักว่าเหตุการณ์บ้านเมืองขณะนี้ไม่ปกติ” เกมยื้ออำนาจ วิกฤติการเมืองป่วนลามถึงตีนโรงตีนศาล แต่จะเป็นเกมของฝ่ายไหน กับปริศนาล่าสุด ทนายความนักการเมืองใหญ่ที่รับผิดชอบคดีดังระดับประเทศ นำกล่องขนมบรรจุเงินสด 2 ล้านบาทไปฝากเจ้าหน้าที่ศาลฎีกา มุกตื้นๆแต่แฝงเกมที่แหลมคม ล่าสุด นายวิรัช ลิ้มวิชัย ประธานศาลฎีกา มีคำสั่งแต่งตั้งองค์คณะ ประกอบด้วยผู้พิพากษาชั้นผู้ใหญ่ขึ้นมาไต่สวนข้อเท็จจริง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย โทษฐานไม่ใช่แค่หมิ่นศาล แต่มันเป็นเกมทำลายเกียรติภูมิของสถาบันตุลาการ เขย่าบัลลังก์ ทุบตาชั่งกันเลย เบื้องต้นกับคำถามที่ว่า ใครเป็นผู้นำกล่องขนมมามอบให้ และศาลได้เก็บกล่องขนมดังกล่าวไว้เป็นหลักฐานหรือไม่ คำตอบที่ได้รับจากนายสราวุธ เบญจกุล รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม แถลงอย่างเป็นทางการว่า เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่าเป็นเงินสด ได้ส่งคืนให้กับผู้นำมามอบให้ไปแล้ว “ส่วนจะมีการถ่ายรูปหรือจดบันทึกไว้เป็นหลักฐานหรือไม่ ผมไม่ทราบ แต่จะเป็นหน้าที่ขององค์คณะที่ประธานศาลฎีกาตั้งขึ้นเป็นผู้สอบสวนข้อเท็จจริงทั้งหมด เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏแล้วว่า ผู้กระทำการเป็นใคร ชื่ออะไร จะได้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป” ยังลอยๆไม่ลงลึกสักเท่าไหร่ และถ้าย้อนไปเทียบกับสินบนคดียุบพรรคไทยรักไทยที่เขย่าวงการศาลก่อนหน้านี้ มันก็มีอะไรที่คล้ายกันในรูปแบบของพัฒนาการข่าวที่ถูกจุดพลุออกมา ลามเร็วเป็นไฟไหม้ป่า คนที่เกี่ยวข้องกับคดีหน้าชาไปตามๆกัน อย่างไรก็ดี ตามรูปการณ์ที่รองเลขาฯสำนักงานศาลยุติธรรมแถลงออกมา คิวนี้มันต้องมีพยานรู้เห็น อย่างน้อยก็เจ้าหน้าที่ที่รับฝากกล่องใส่เงินไว้ ไล่เรียงกันเดี๋ยวก็รู้ตัวทนายที่เอากล่องขนมใส่เงินมาวางที่ศาลฎีกา แค่คำตอบตรงนั้น สังคมก็พอจะอนุมานได้แล้ว และแน่นอนในฐานะเป้าแรกที่ทุกสายตาจับจ้อง นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกประจำตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะอดีตผู้พิพากษา รีบออกตัวทันที ถือเป็นเรื่องตลกและเป็นไปไม่ได้ พร้อมกับเปิดปมซักค้าน ความจริงต้องถามว่า ทีมทนายดังกล่าวเป็นของใคร แต่เท่าที่ทราบคงไม่มีใครนำเงินมากถึง 2 ล้านบาทไปให้ระดับเจ้าหน้าที่ของศาล ซึ่งไม่มีความสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงรูปคดีได้ ส่วนที่มองว่า อาจเป็นการดิสเครดิตการทำงานของศาลฎีกา เพื่อให้เปลี่ยนองค์คณะของศาลฎีกานั้น การไปใส่ร้ายศาลจะเกิดผลเสียหายต่อคนที่เป็นจำเลยที่เกี่ยวกับคดีนี้ เป็นคนบ้าเท่านั้นที่จะทำ โต้ไป ตีกรรเชียงหนีไป แต่นายพงศ์เทพคงลืมว่า คนบ้าแต่ไม่โง่ เอาเป็นว่า ตรวจสอบคดีใหญ่ๆของนักการเมืองที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง นาทีนี้ก็มีคดีที่ดินรัชดาของอดีตนายกฯทักษิณ คดีใบแดงของนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร และ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน และคดีคลองด่านที่มีนายวัฒนา อัศวเหม อดีต รมช.มหาดไทย เป็นจำเลย เดิมพันวัดดวงทั้งนั้น แต่ที่ร้อนแรงขึ้นมาพร้อมๆกับข่าวเงิน 2 ล้าน ซุกกล่องขนมที่ศาลฎีกา ในเวลาไล่เลี่ยๆกัน ก็มีข้อมูลปูดมาจากเวทีม็อบพันธมิตรฯ แฉคดีใบแดงของนายยงยุทธที่งวดเข้ามาทุกขณะ ล่าสุดกำนันคู่กรณีนำหลักฐานไปขอให้ศาลสอบเพิ่ม อ้างมีการตุกติกหลักฐานจาก กกต.จังหวัด โยงต่อเนื่องไปถึงเกมรุมโห่กดดันนายสมชัย จึงประเสริฐ และนางสดศรี สัตยธรรม 2 กกต.เสียงข้างน้อยในคดีใบแดงของนายยงยุทธ ล่อเป้าทีเดียวเป็นชุดๆเลย. ทีมข่าวการเมือง รายงาน
โดยรูปการณ์และสถานที่เกิดเหตุ มันก็คงไม่หนีไปจากที่นายนาม ยิ้มแย้ม ประธานคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ในฐานะอดีตรองประธานศาลฎีกา ฟันธงเลยว่า 
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, June 13, 2008
มุกตื้นในเกมแหลมคม
สมัคร เรียกแกนนำ พปช.หารือด่วน
จากการที่ ส.ว.จำนวน 61 คนยื่นญัตติขออภิปรายรัฐบาลโดยไม่มีการลงมติ รวมทั้งจากกรณีที่พรรคฝ่ายค้านได้เสนอให้รัฐบาลใช้มาตรา 179 เปิดการอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมตินั้น เรื่องนี้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้เรียกแกนนำพรรคพลังประชาชนและวิปรัฐบาลเพื่อฟังความเห็นว่าจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร
เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. เวลา 16.00 น. ที่รัฐสภา นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ได้เรียกประชุมรัฐมนตรีและแกนนำพรรคพลังประชาชน รวมทั้งคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล โดยนายสมัครเป็นผู้โทรศัพท์ นัดหมายการประชุมด่วนกับแกนนำและรัฐมนตรีด้วยตนเอง สำหรับรัฐมนตรีที่เข้าร่วมประชุม อาทิ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และ รมว.ศึกษาธิการ นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายบุญลือ ประเสริฐโสภา รมช.กระทรวงศึกษาธิการ และนายสามารถ แก้วมีชัย เลขานุการวิปรัฐบาล
“สมชาย” รอนายกฯ ตัดสินใจ
ทางด้านนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ศึกษาธิการ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชนกล่าวถึงการเปิดอภิปราย 2 สภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 179 ว่า มีความเป็นไปได้ที่นายกรัฐมนตรีจะหารือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวในวันนี้ เมื่อถามว่า ควรเปิดอภิปราย 2 สภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 179 หรือไม่ นายสมชายตอบว่า เป็นเรื่องของสมาชิกสภาผู้แทนฯ เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ จะเอาอย่างไรก็ต้องหารือกับนายกฯ ส่วนตัวยังไม่ทราบว่าวันนี้นายกฯจะหารือเรื่องอะไรบ้าง เมื่อถามว่า นายกฯจะหารือกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องก่อนหรือไม่
นายสมชายตอบว่ามีความเป็นไปได้ที่จะหารือเรื่องดังกล่าวจริงๆก็ต้องคุยกันว่ารัฐบาลมีปัญหาอะไรหรือไม่ในการทำงานที่ผ่านมา แต่โดยปกติเวลามาประชุมสภาก็หารือกันอยู่แล้ว
อภิสิทธิ์ เรียกร้องรัฐบาลทบทวนท่าทีเปิดสภาแก้ปัญหาบ้านเมือง
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวถึงท่าทีของนายกรัฐมนตรีที่ยังไม่ยืนยันว่า จะเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติตามที่ฝ่ายค้านเสนอ เพราะอาจติดเงื่อนไขเรื่องเวลาว่า รัฐบาลไม่ควรปฏิเสธการเมืองในระบบรัฐสภา แม้ว่าสมัยประชุมวิสามัญจะสิ้นสุดลง แต่รัฐบาลมีอำนาจที่จะขยายสมัยประชุม หรือเรียกประชุมอีกสมัย นอกจากนี้ยังเห็นว่า ประธานสภาฯ ไม่มีความรู้สึกทุกข์ร้อนกับวิกฤติบ้านเมือง ในส่วนพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่ได้ข้อสรุปว่า จะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจในสมัยประชุมวิสามัญนี้หรือไม่. ขมรายละเอียด สำนักข่าวไทย
กรุงเทพฯ 13 มิ.ย. - ผู้นำฝ่ายค้านเรียกร้องรัฐบาลทบทวนท่าทีเปิดสภาแก้ปัญหาบ้านเมือง โดยอย่านำเรื่องเวลามาอ้าง
อัพเดตเมื่อ 2008-06-13 10:04:04
บรรยากาศวันคล้ายวันเกิดนายกรัฐมนตรีที่บ้านเงียบเหงา
ผู้สื่อข่าวได้ไปเฝ้าติดตามบรรยากาศวันคล้ายวันเกิดของนายกรัฐมนตรี ที่หมู่บ้านโอฬาร 2 ตั้งแต่เช้า พบแต่ความเงียบเหงา ไม่มีการจัดงานหรือเปิดบ้านเพื่อรับการอวยพรจากบุคคลในแวดวงต่างๆ มีเพียงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ดูแลความเรียบร้อยตามปกติ ขณะที่มีรายงานว่า นายกรัฐมนตรีได้เดินทางออกจากบ้านไปตั้งแต่ช่วงเช้า ข่าวบางกระแสระบุว่า ได้ไปทำบุญที่วัดแห่งหนึ่งย่านฝั่งธนบุรี และในช่วงบ่าย จะเดินทางไปที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยยกเลิกภารกิจที่กรุงเทพฯ ทั้งหมด. ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย
กรุงเทพฯ 13 มิ.ย. - วันนี้ เป็นวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 73 ปี ของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี
อัพเดตเมื่อ 2008-06-13 09:27:09
ประธานแผนกคดีอาญาฯ ระบุเงิน 2 ล้าน ดำเนินคดีละเมิดอำนาจศาลได้
ที่สำนักงานศาลยุติธรรม ถ.รัชดาภิเษก นายสราวุธ เบญจกุล รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีมีผู้นำถุงขนมและซุกเงินจำนวน 2 ล้านบาทไปให้เจ้าหน้าที่ศาลฎีกา เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.ที่ผ่านมา และนายวิรัช ลิ้มวิชัย ประธานศาลฎีกา ได้มีคำสั่งแต่งตั้งองค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกา 3 คน ขึ้นไต่สวนข้อเท็จจริงว่า ขณะนี้ผู้พิพากษาระดับสูงทั้ง 3 คน รับทราบคำสั่งดังกล่าวแล้ว โดยจะเริ่มดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงกับบุคคลที่เกี่ยวข้องต่อไป ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผู้พิพากษาศาลฎีกา 3 คน ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นองค์คณะไต่สวนข้อเท็จจริง ประกอบด้วยนายมงคล ทับเที่ยง รองประธานศาลฎีกา นายวีระพล ตั้งสุวรรณ และนายอิศเรศ ชัยรัตน์ ผู้พิพากษาศาลฎีกา จะเริ่มดำเนินการไต่สวนบุคคลที่เกี่ยวข้องในวันที่ 13 มิถุนายนนี้ โดยเบื้องต้นจะไต่สวนเจ้าหน้าศาลฎีกาที่อยู่ในเหตุการณ์หรือเห็นเหตุการณ์ก่อน หากพาดพิงถึงใคร ก็เรียกตัวมาไต่สวนต่อไป ซึ่งบุคคลที่จะถูกไต่สวนยังไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัด ทั้งนี้ การไต่สวนบุคคลภายในศาลฎีกาจะกระทำเป็นการภายใน จะไม่เปิดบัลลังก์ไต่สวน แต่หากเป็นบุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ศาลจะเปิดบัลลังก์ไต่สวน แต่จะเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าฟังการไต่สวนหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับดุลพินิจขององค์คณะ เพราะองค์คณะอาจจะมีคำสั่งให้พิจารณาลับก็ได้ คาดว่าจะไต่สวนแล้วเสร็จภายในสัปดาห์หน้า ด้านนายเกรียงชัย จึงจตุรพิธ ประธานแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา ให้ความเห็นว่า พอทราบข่าว รู้สึกประหลาดใจว่าทำไมถึงกล้าเอาเงินมาฝากเจ้าหน้าที่ถึงบนศาล และเป็นเงินมากถึง 2 ล้านบาท ถ้าให้เจ้าหน้าที่ก็นับว่ามากไป แต่เจ้าของเงินก็อาจจะมองว่า เป็นเงินเล็กน้อย เมื่อเจ้าหน้าที่เปิดดูเห็นเงินก็ตกใจทำอะไรไม่ถูก เลยแจ้งผู้พิพากษามาดู เรื่องนี้ถ้าตนรู้เรื่อง จะลงมาดูเอง และจะไม่ปล่อยให้เอาเงินกลับไป แต่จะดำเนินคดีละเมิดอำนาจศาลไว้ก่อน คดีนี้เท่าที่ทราบคนที่นำเงินมาเป็นอดีตทนายความคดีหนึ่ง ผู้สื่อข่าวถามว่า คนให้เงินต้องการใช้เงินหว่าน เพื่อดูใจว่าจะมีเจ้าหน้าที่คนใดสนใจเป็นสื่อกลางพาจำเลยไปคุยกับผู้พิพากษาได้หรือไม่ นายเกรียงชัย กล่าวว่า ไม่น่าเป็นไปได้ ใครที่คิดทำแสดงว่าไม่เข้าใจระบบงานของศาลฎีกาฯ เพราะเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเป็นคนกลางติดต่อผู้พิพากษาให้เปลี่ยนแปลงดุลยพินิจได้.-สำนักข่าวไทย ศาลยุติธรรม 12 มิ.ย.-องค์คณะศาลฎีกาเริ่ม ไต่สวนเงิน 2 ล้าน เป็นการภายใน ห้ามคนไม่เกี่ยวข้องรับรู้ ศาลไม่เชื่อเป็นเงินล้มคดี แต่ต้องการแสดงความหน้าใหญ่ หว่านเงินให้เจ้าหน้าที่ใช้เล่น ๆ มากกว่า คาดจะดำเนินคดีฐานละเมิดอำนาจศาล
อัพเดตเมื่อ 2008-06-12 17:54:13

บ่อนทำลายประชาธิปไตย!
ใกล้จะปิดฉากอยู่รอมร่อแล้ว แต่ก็ยังมีของเล่นชิ้นใหม่ของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ออกมาโหมกระแสให้ตื่นเต้นกันอีกครั้ง
เรียกได้ว่าสงครามครั้งสุดท้ายของนายสนธิ "ตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง" คงจะไม่ยอมตายง่ายๆ อย่างที่หลายคนคิด เพราะก่อนหน้านี้นายสนธิเคยประกาศไว้ว่า จะตายทั้งที ขอตายแบบ "เสือ"
วันนี้ก็ผ่านมา 20 วันของม็อบพันธมิตรฯ บริเวณเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ แกนนำหลายคนบ่นว่าเหนื่อยล้าเต็มทน
บางคนถอดใจไปบ้างแล้ว ส่วนบางคนก็เตรียมเผ่นหนีไปอยู่ต่างประเทศ บางคนเตรียมหาบันไดลงให้กับตัวเอง
แต่ก่อนจะถึงวันนั้น สื่อผู้ยิ่งใหญ่อย่างนายสนธิ ที่มีลีลาการพูดจาโน้มน้าวในระดับเทพ ที่หาตัวจับได้ยากคนหนึ่ง บวกกับแรงแค้นที่ฝังลึก
ทำให้วันนี้นายสนธิสร้างเงื่อนไขเพื่ออ้างความชอบธรรมในการโจมตีรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช และอ้างความชอบธรรมในการจะนำ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาลงโทษตามความต้องการของตนเอง
ประเด็นที่นายสนธิเปิดขึ้นมาบนเวทีพันธมิตรฯ นั้น ได้อ้างหลักฐานการทุจริตภายในคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ระบุว่า กกต. สมคบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจบางคน และนักการเมือง เพื่อช่วยเหลือพรรคพลังประชาชนในการโกงการเลือกตั้งคดีใบแดงของ นายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร
โดยระบุว่า ได้มีการแก้ไขฐานข้อมูลของพยาน คือ นายชัยวัฒน์ ฉางข้าวคำ กำนัน ต.จันจว้า อ.แม่จัน จ.เชียงราย จากพรรคไทยรักไทย เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อมุ่งหวังทำลายความน่าเชื่อถือ
นอกจากนี้ สิ่งที่พันธมิตรฯ ได้เตรียมไว้ในลำดับต่อไปคือ การโยนความผิดให้ กกต. ฝ่ายสืบสวนสอบสวน ที่ได้เคยยุติคำร้องการทุจริตเลือกตั้งของพรรคพลังประชาชน กว่า 700 เรื่องนั้น ว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่พรรคพลังประชาชน
ความคิดแบบนี้ คือสิ่งที่จะบ่งบอกถึงความเลวทรามต่ำช้าของผู้ที่ต้องการจะทำลายระบอบประชาธิปไตย
เพราะสิ่งเดียวที่นายสนธิจะสามารถชนะในศึกใหญ่ครั้งนี้ได้คือ การล้มล้างการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา โดยใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือ
นายสนธิต้องการจะบอกว่า การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ส.ส. ของพรรคพลังประชาชนได้มีการซื้อเสียงอย่างมโหฬาร ดังนั้น พรรคพลังประชาชนไม่มีสิทธิจัดตั้งรัฐบาล
โดยหนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ กล่าวบนเวทีพันธมิตรฯ ว่า ต่อจากนี้จะมีคดียุบพรรคเกิดขึ้นอีก จะมีการยุบพรรคการเมืองเป็นพรรคที่ 4 หลังจากที่ศาลเคยสั่งยุบพรรคการเมืองมาแล้ว 3 พรรคในอดีต
นายสมเกียรติ บอกว่า คดีนี้จะตัดสินวันที่ 8 กรกฎาคม พันธมิตรฯ จะอยู่จนถึงรอฟังคำพิพากษาในวันนั้น
ฟังดูแล้วเหมือนนายสมเกียรติจะมั่นใจนักหนาว่า หลังจากนี้ไปจะเข้าสู่แผนการทำลายระบอบประชาธิปไตย โดยการย้อนกลับไปก่อนวันที่ 19 กันยายน 2549
ขั้นที่ 1 คือ ส่ง กกต. เข้าคุก เหมือน 3 กกต. ในอดีต แล้วตั้ง กกต. ขึ้นมาใหม่
ขั้นที่ 2 คือ ยุบพรรคพลังประชาชน
ขั้นที่ 3 คือ จัดการเลือกตั้งใหม่
ขั้นที่ 4 คือ พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล
...นี่คือความเลวทรามต่ำช้า เพราะเราอุตส่าห์มีการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยมาแทบตาย ต่างชาติก็เริ่มให้การยอมรับ
แต่เราก็ยังอุตส่าห์มีพวกที่ไม่เคารพกฎกติกาของสังคม ออกมาปลุกระดมชี้นำสังคมในทางผิดๆ จ้องล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
ถ้าเป็นแบบนี้แล้ว ประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งไปทำไม?
ไม่ต้องมีการเลือกตั้ง...ไม่ต้องมีกฎหมายรัฐธรรมนูญ...ไม่ต้องมีระบอบประชาธิปไตย และไม่ต้องมีกฎ ระเบียบ กติกา จะดีกว่า
สุดท้ายแล้ว ขอให้พันธมิตรฯ จงเจริญ!
ลวดหนาม (แทน)
///////////////////////////////
คอลัมน์ : ละครชีวิต...จากหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ 13/06/2551
ลวดหนาม
จาก thai-grassroots
สภาฯรับหลักการร่างกฎหมายประชามติ
สภาผู้แทนราษฎร ฯ รับหลักการร่าง พ.ร.บ.ประชามติ วาระแรกแล้ว โดยตั้งกรรมาธิการ 36 คน พิจารณาวาระสองกำหนดแปรญัตติใน 7 วัน
ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการออกเสียงประชามติด้วยเสียงเอกฉันท์ จำนวน 318 คน พร้อมตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณาพระราชบัญญัติดังกล่าวจำนวน 36 คน แบ่งเป็นสัดส่วนตามพรรคการเมือง ดังนี้ คือ รัฐบาล 5 คน พรรคพลังประชาชน 15 คนพรรคประชาธิปัตย์ 11 คน พรรคชาติไทย 2 คน พรรคเพื่อแผ่นดิน 1 คน พรรคมัชฌิมาธิปไตย 1 คนพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ร่วมกับพรรคประชาราช 1 คน โดยมีกรอบเวลาในการพิจารณา 7 วันตามข้อบังคับการประชุม
สำหรับการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติใช้เวลาในการพิจารณากว่า 8 ชม. โดยเริ่มตั้งแต่เวลา 10.00 - 18.30 น. หลังจากที่พิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเสร็จ มีการปิดประชุมสภาโดยทันที
คุณค่าของอดีตนายกรัฐมนตรี
การเมืองคงจะต้องเคร่งเครียดเผชิญหน้าอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เพราะในที่สุดแล้ววิกฤตรอบนี้ไม่ได้เกิดจากเด็กซนๆไม่กี่คน แต่เกิดจาก "ผู้ใหญ่" เองเลยทีเดียว
ว่าจะปล่อยผ่านไปแล้วทีเดียว แต่เมื่อคิดว่าเป็นทัศนะที่สำคัญแห่งสัปดาห์ ยังนำมาใคร่ครวญกันได้อีกหลายมุม วันนี้ก็ควรจะนำมาวิสัชนากันเสียหน่อย
ผมหมายถึงความเห็นของอดีตนายกรัฐมนตรีอย่างคุณอานันท์ ปันยารชุน ที่ไปพูดในการสัมมนาเกี่ยวกับโทรทัศน์สาธารณะเมื่อไม่นานมานี้ และพูดถึงคำแนะนำให้อดีตนายกรัฐมนตรีมารวมตัวกันหาทางแก้ไขวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่กำลังตีบตันอยู่ว่าเป็นความเห็นที่ไม่เข้าท่า ความขัดแย้งในบ้านเมืองขณะนี้เกินกว่าที่จะเยียวยาแล้ว เป็นสถานการณ์ที่อดีตนายกรัฐมนตรีคงไม่สามารถทำอะไรได้
ยอมรับว่าฟังตอนแรกแล้วก็คล้อยตาม การเมืองมาถึงขนาดนี้แล้วจะไปโยนความรับผิดชอบให้อดีตผู้นำประเทศแก้ไขมันก็คงเป็นเรื่องตลก
โดยเฉพาะเมื่อมองหน้าแต่ละคนก็ล้วนมีส่วนได้ส่วนเสียกับปัญหาการเมืองในขณะนี้ทั้งนั้น จะไปหาความเป็นกลางในหัวใจมาจากไหน
คุณทักษิณก็เป็นปัญหา ไม่ใช่ทางออก
คุณชวนก็เป็นตัวละครของฝ่ายตรงข้ามกับคุณทักษิณ เล่นบทบาทที่น่าขบขันอยู่ทุกวัน จนมีดโกนที่พกติดตัวไว้ก็ออกจะทื่อเสียแล้ว
พลเอกชวลิตยิ่งร้ายใหญ่ ล่าสุดนี้ดูเหมือนจะพูดจาไม่ค่อยรู้เรื่อง วันหนึ่งดีวันหนึ่งร้าย ฟาดงวงฟาดงาในเรื่องที่ไม่มีมนุษย์ธรรมดาฟังแล้วไม่เข้าใจ
คุณบรรหารก็มีพฤติกรรมคล้ายกับคนหมดประจำเดือน วุ่นวายงุ่นง่าน และโกรธคนที่มาเรียกตัวเองว่าอดีตนายกรัฐมนตรี (ข่าวว่าต้องเรียก "นายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๑" จึงจะยิ้มออก)
พลเอกสุจินดา...ละไว้ในฐานที่เข้าใจ
ศาสตราจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียร พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ และพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็อยู่ในที่ที่ชอบแล้ว สูงขนาดนั้นคงจะมีสันถวะในทางการเมืองกับใครมิได้
สุดท้ายคือตัวคุณอานันท์เอง หลังๆนี้ก็แสดงตัวชัดว่าอยู่ในระดับไหนของสังคมบรรดาศักดิ์ของไทย และมีทีท่าจะหมั่นไส้ทุกคนที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศ เพราะเปลี่ยนแต่ละครั้งกระเทือนสถานะของคนในชนชั้นเดียวกับคุณอานันท์แทบทุกครั้ง
ไม่เชื่อก็ลองแตะเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดิน หรือภาษีมรดกดูสิครับ แล้วจะเห็นเองว่างูเห่าแช่แข็งจะกลับมามีชีวิตและฉกกัดได้รวดเร็วขนาดไหน
ในเงื่อนไขอย่างนี้ หน้าไหนมันจะพัฒนาประเทศให้พ้นจากอวิชชาอย่างจริงจัง ก็เขาเป็นเลือดเป็นเนื้อของวิธีคิดแบบเดิมอยู่
คุณอานันท์จึงพูดออกมาด้วยความจริงใจว่าอดีตนายกรัฐมนตรีคงจะช่วยแก้ไขอะไรไม่ได้หรอก
เข้าใจว่าความหมายก็คือ สถานการณ์การเมืองคงจะต้องเคร่งเครียดเผชิญหน้าอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เพราะในที่สุดแล้ววิกฤตการเมืองในรอบนี้ไม่ได้เกิดจากเด็กซนๆไม่กี่คน แต่เกิดจาก "ผู้ใหญ่" เองเลยทีเดียว
คนอย่างคุณอานันท์ยังต้องเลือกข้าง และก็เลือกไปแล้วเรียบร้อย
คนที่เป็นกลางดูเหมือนจะมีแต่คนที่ตายไปแล้ว เพราะที่ยังกระเสือกกระสนอยู่ต้องเลือกข้างกันทั้งนั้น
คำถามสุดท้ายในวันนี้คือ หากทัศนะของคุณอานันท์เป็นสัจธรรม แล้วอะไรคือสิ่งที่สังคมนี้จะคาดหวังได้จากคนที่มีอดีตเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศ
อดีตผู้นำในหลายประเทศเขาทำตัวมีประโยชน์มาก โดยเฉพาะการใช้ประสบการณ์และบารมีในฐานะที่เคยเป็นหมายเลขหนึ่ง เข้ามาจัดการปัญหาที่คนส่วนใหญ่เชื่อว่าท่านไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องอีกต่อไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ทางการเงินหรือการเมือง หรือแม้แต่ชื่อเสียงเกียรติคุณ จึงได้รับความสำเร็จมากกว่าและง่ายกว่า
แล้วในเมืองไทย อดีตนายกรัฐมนตรีแต่ละคนมีประโยชน์ตรงไหนบ้าง?
กาหลิบ
////////////////////////////////
คอลัมน์: เลือกคบ ไม่เลือกข้าง: จากหนังสือพิมพ์โลกวันนี้ 13/06/2551
จาก thai-grassroots
‘ทักษิณ'ดีใจศาลตั้งกก.สอบเงิน2ล.ในกล่อมขนม
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย 111 อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยร่วม 20 คน ได้เดินทางมาร่วมรับประทานอาหารค่ำ กับ Mr. Shaukat Aziz อดีตนายกรัฐมนตรีปากีสถานที่โรงแรงดุสิตธานี ทั้งนี้ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัวอดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าอดีตนายกรัฐมนตรี รู้สึกดีใจ ที่ศาลได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบ กรณีเงินสด 2 ล้านบาทในกล่องขนมที่มีการอ้างว่าเป็นของนักการเมือง และเชื่อมโยงมาถึงอดีตนายกรัฐมนตรีว่าอยู่เบื้องหลังพร้อมกันนี้ยังขอให้ศาลตรวจสอบอย่างละเอียด และเผยแพร่สู่สาธารณชนให้รับทราบข้อเท็จจริงด้วย ด้าน นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ที่ร่วมเดินทางมารับประทานอาหารด้วย กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่าไม่มีใครกล้ากระทำการดังกล่าวอย่างแน่นอน ขณะที่ 111 อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยที่เดินทางมาในวันนี้ อาทิ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ นายสรอรรถ กลิ่นประทุมและนอกจากนี้ยังมี นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมว.คมนาคม
อดีตนายกฯทักษิณ โชว์ความบริสุทธิ์ ดีใจ ศาลตั้งคณะกรรมการสอบกล่องขนม 2 ล้านบาท วอนศาลตรวจสอบอย่างละเอียดและเผยแพร่ให้สาธารณชนรับรู้
thai-grassroots
ม็อบทำขายขี้หน้าUNเลื่อนประชุมเหตุถูกปิดจราจร
การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยังคงปักหลักสร้างความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุดได้รับการเปิดเผยจากแหล่งข่าวในสำนักงานสหประชาชาติ (ยูเอ็น)ว่า ชาวต่างชาติแสดงความเป็นห่วงต่อการชุมนุมอย่างมาก อีกทั้งการเข้าออกติดต่อยูเอ็นก็เป็นไปด้วยความยากลำบ่าก ทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยเสียหาย อีกทั้งชาวต่างชาติจะมีความกังวลในเรื่องความปลอดภัยมาก ทำให้รู้สึกไม่สบายใจเมื่อได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์การชุมนุมและประเทศไทยในทางลบ
ขอณะเดียวกันสหประชาชาติ ก็ต้องชะลอการประชุมที่เดิมมีกำหนดจัดขึ้นในสำนักงานสหประชาชาติ ถ.ราชดำเนิน หรืออาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนสถานที่การประชุม เพื่อความสะดวกในการเดินทาง ทั้งนี้ชาวต่างชาติที่วิพากษ์วิจารณ์ส่วนใหญ่ยังเห็นว่าน่าจะจัดการกับผู้ชุมนุมตามกฎหมายได้แล้ว
ด้าน ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังปรชาชน และประธานคณะทำงานติดตามสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหรือวอร์รูม ฝากไปยังพรรคฝ่ายค้านว่า หากพรรคประชาธิปัตย์จะทำการเปิดอภิปรายทั่วไปนั้นทางรัฐบาลยินดีเสมอ แต่อยากเรียกร้องให้ พรรคประชาธิปัตย์ช่วยรับประกันและเร่งดำเนินการให้แกนนำของพรรคที่ไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ หรือดำเนินการนอกรัฐสภากลับเข้าสู่ระบบได้หรือไม่ ทั้งนี้รวมถึง ส.ว.บางส่วนที่ไปรวมกับกลุ่มพันธมิตรด้วย
อย่างไรก็ตาม ร.ท.กุเทพ ได้กล่าวถึงเป้าหมายหลักในการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่า การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ มี 2 เป้าหมายหลักคือ เป้าหมายแท้และเป้าหมายเทียม ซึ่งเป้าหมายเทียมคือการขับไล่รัฐบาลและการยุบสภา ส่วนเป้าหมายที่แท้จริงคือแกนนำพันธมิตรฯ จำนวน 2 คนจะได้รัฐประโยชน์จากการชุมนุม 1 คือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ซึ่งจะทำการเผยแพร่ลัทธิจำลองได้อย่างเต็มที่ 2 นายสนธิ สนธิลิ้มทองกุล ที่จะสามารถนำเงินบริจาคจากผู้เข้าร่วมชุมนุมนำไปทนุบำรุงสถานีโทรทัศน์ ASTV ของตนเอง
นอกจากนี้ โฆษกพรรคพลังประชาชน ชื่นชมคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. โดยเฉพาะ นายสุเมธ อุปนิสากร กกต. ด้านการมีส่วนร่วม ที่ระบุว่า กลุ่มพันธมิตรไม่ควรเดินทางมาให้กำลังใจ ว่าเป็นการแสดงให้เห็นว่า กกต. มีความเป็นองค์กรอิสระอย่างแท้จริง
ทางด้าน คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ส.ส.กทม. และ นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมแถลงข่าวชี้แจงจากกรณีที่ถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ว่า การที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.)และกลุ่มมหาประชาชนที่มี ส.ส. พรรคพลังประชาชน เป็นแกนนำมาชุมนุมกันที่พรรคประชาธิปัตย์โดยโยงว่าพรรคอยู่เบื้องหลังพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้น เป็นการทำให้สังคมเข้าใจผิด
ขอยืนยันว่าการที่ตนไปร่วมชุมนุมนั้นได้ไปในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่งที่ใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ต้องการให้กำลังใจคนที่ต่อสู้เพื่อสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์ โดยเฉพาะสถาบันกษัตริย์จนทำให้ขบวนการจาบจ้วงกระทบต่อสถาบันต้องสะดุดลง และ นายจักรภพ เพ็ญแข อดีต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ต้องลาออก แต่นายกรัฐมนตรีที่อ้างเสมอว่าเลือดสีน้ำเงินกลับเพิกเฉย
