WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, June 14, 2008

เปิดโปง ปชป.อยู่เบื้องหลังหนุนพันธมิตรฯเป็นมาเฟียประเทศ

นายกผู้ประกอบการแท็กซี่ เปิดโปงเล่ห์เหลี่ยมพรรคประชาธิปัตย์ บงการพันธมิตรฯก่อเรื่อง หวังใช้เป็นประเด็นโจมตีรัฐบาลในสภา เหยียบหัวประชาชนขึ้นคุมอำนาจรัฐ ทั้งกรณีกำนันฉาว กล่าวหา “ยงยุทธ” สร้างประเด็นเงิน 2 ล้าน ยัดกล่องขนมในศาลฏีกา

นายชินวัตร หาบุญพาด นายกสมาคมผู้พิทักษ์สิทธิและผลประโยชน์ผู้ประกอบการแท็กซี่ เปิดเผยบนเวทีสภาสนามหลวงช่วงหัวค่ำ (13 มิ.ย.) ว่า การที่รัฐธรรมนูญ 2550 ต้องมีบทบัญญัติตามมาตร 237 เพราะฝ่ายอำมาตยาธิปไตยต้องการบรรจุไว้เพื่อใช้เป็นเครื่องมือเล่นงานพรรคการเมืองและนักการเมือง ซึ่งได้นำไปสู่การจ้องเล่นงานนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่มาจากพรรคพลังประชาชน (พปช.) และเป็นกรรมการบริหารพรรคอยู่ด้วย เพื่อจะต่อเชื่อมส่งผลให้มีการยุบพรรคโดยทันที หากถูกวินิจฉัยว่าทำผิดจริง จากข้อกล่าวหาใช้เงินซื้อเสียงที่จังหวัดเชียงราย นับว่าเป็นเรื่องหนักหนาสาหัสกับนายยงยุทธ อย่างมากที่ประชาชนต้องให้กำลังใจ

ทั้งนี้ เป็นเพราะว่านายยงยุทธ สามารถดูแล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.)ในภาคเหนือได้เป๋นกลุ่มเป็นก้อน ซึ่งหากนายยงยุทธ เป็นเพียง ส.ส. ที่ไม่ได้มีบทบาทสำคัญ จะไม่โดนกระทำเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม นายยงยุทธ กระทำความผิดจริงหรือไหนนั้น ยังเป็นที่สงสัยกันอยู่ถึงทุกวันนี้ โดยเฉพาะเมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาแฉว่า พยานที่ให้การปรักปรำนายยงยุทธคือ กำนันชัยวัฒน์ ฉางข้าวคำ กลับปรากฏเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังออกมาโกหกกับสังคมอีกโดยมอบหมายให้นายศิริโชค โสภา หนึ่งใน ส.ส.ของพรรค ออกกล่าวเบี่ยงเบนประเด็น โดยการนำข้อมูลการเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทย ที่ถูกยุบไปแล้วมากล่าวอ้างว่ากำนันชัยวัฒน์ ไม่มีความเกี่ยวข้องกับพรรคประชาธิปัตย์

“เรื่องดังกล่าวนั้นเป็นไปไม่ได้เลย ก็เพราะว่าพรรคไทยรักไทยโดนยุบไปนานแล้ว ดังนั้น ในปัจจุบันนี้ กำนันชัยวัฒน์ จึงต้องเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เพราะฉะนั้นจากการที่ กกต.นำข้อมูลมาเปิดเผยจึงส่งผลไปถึงกลุ่มพันธมิตรฯ ต้องรีบออกมาข่มขู่จะไปพบ กกต.โดยทันที จึงเห็นได้ชัดว่า กลุ่มพันธมิตรฯคือพวกมาเฟียอย่างไม่ต้องสงสัย” นายชินวัตร กล่าว

นอกจากนี้ เรื่องเงิน 2 ล้านบาท ที่เปิดประเด็นใส่กล่องขนมนำไปฝากไว้ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฝ่ายคดีการเลือกตั้ง ก็มีนัยเป็นการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯสร้างเรื่องเพื่อหวังใช้เป็นการโจมตีด้วย เพราะความจริงหลายอย่างกำลังจะถูกเปิดเผย โดยให้ประชาธิปัตย์เป็นหัวเรือใหญ่หยิบยกเรื่องนี้ไปเล่นงานรัฐบาลในสภา ในการขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล จึงอยากให้พี่น้องประชาชนช่วยกันติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะทั้งหมดนี้คือความเลวทรามของเกมการเมืองในขณะนี้

นายชินวัตร ยังกล่าวถึงกรณีที่นายสุนัย มโมมัยอุดม อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่ได้รับการแต่งตั้งเข้ามาจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ในขณะนั้น ออกมาแสดงอาการเป็นบุคคลพิเศษมีสิทธิเหนือประชาชนทั่วไป เพราะภายหลังถูกอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แจ้งความหมิ่นประมาท เนื่องจากขณะดำรงตำแห่งอธิบดี ดีเอสไอ นั้น นายสุนัย เป็นเพียงพนักงานสอบสวน ที่ต้องค้นหาความจริง จากกรณีการสอบสวนข้อกล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ ในสำนวนหุ้นบริษัท เอสซี แอสเซท แต่นายสุนัย กลับออกมาให้สัมภาษณ์โจมตีให้ร้ายเสียเอง ซึ่งเป็นการใช้อคติในการสอบสวนที่เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ควรกระทำ หรือละเมิดสิทธิของผู้ที่ถูกกล่าวหา เพราะยังไม่ได้รับการตัดสินจากศาลสถิตย์ยุติธรรมว่าเป็นผู้กระทำผิดจริงหรือไม่แต่อย่างใด

โดยเฉพาะ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ออกหมายเรียกตัวมาทำการสอบสวนเพิ่มเติมถึง 3 ครั้ง แต่ก็ทำเพิกเฉย ซ้ำขณะกลับจากการเดินทางจากต่างประเทศยังร้องขอให้นายทหารยศนายพลคนหนึ่ง ที่มีภรรยาชื่อนางสุพัตรา ซึ่งเกี่ยวพันกับพรรคประชาธิปัตย์ ใช้บารมีมาคุ้มครองเพราะเกรงเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้าจับกุม จนเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องดำเนินการตามขั้นตอนขอให้ศาลพิจารณาออกหมายจับในเวลาต่อมา แต่พฤติกรรมของนายสุนัย ที่คิดว่าตัวเองอยู่เหนือกฎหมาย ก็ยังไม่จบ กลับกล่าวหาว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ กลั่นแกล้ง และยื่นอุทธรณ์จนได้รับการเพิกถอนหมายจับในท้ายสุด

“ที่พูดเรื่องนี้ ผมอยากจะขอเปรียบเทียบกับสมัยที่แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ หรือ นปก. 9 คน ก่อนถูกควบคุมตัวเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มีการใช้กฎหมายที่ไม่ชอบธรรม เพราะขณะแกนนำทั้งหมดเข้ารายงานตัวตามขั้นตอน แต่กลับใช้เล่ห์กลหลอกเข้าไปคุยแล้วจับกุมทันที ทั้งที่ทุกคนมีวุฒิภาวะอย่างเพียงพอที่จะไม่หลบหนีไปไหน โดยเฉพาะอาจารย์มานิตย์ จิตจันทร์กลับ ที่มีอดีตเป็นถึงผู้พิพากษาหัวคณะในศาลฎีกา ก็เข้ารายงานตัวด้วยตามขั้นตอน แต่นายสุนัย กลับทำตัวไม่ยอมรับกระบวนการตามกฎหมาย ซึ่งจะเห็นได้ว่า กฎหมายที่ใช้อยู่ในประเทศไทย ถูกใช้อย่างไม่เสมอภาค” นายชินวัตร กล่าว



Friday, June 13, 2008

ถลกหนัง....สันติอโศก

บทความ โดย ปลายอ้อกอแขม
ถลกหนัง..สันติอโศก (เนื่องจากขณะนี้คุณปลายอ้อกอแขมติดภารกิจ ดังนั้นในช่องบทความของคุณปลายอ้อกอแขมจะเป็นบทความของนักเขียนท่านอื่นแทนไปก่อนนะคะ )


ถลกหนัง....สันติอโศก

โดย……Albatross

ชุมชนสันติอโศกเป็นชุมชนของผู้ปฏิบัติธรรมที่ ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนา ถูกจัดตั้งขึ้นโดยพระโพธิรักษ์พระนอกรีตผู้ประกาศตัวเป็นศัตรูกับมหาเถรสมาคมไทย เดิมชื่อนายมงคล รักพงษ์ (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นนาย รัก รักพงษ์) เป็นคนศรีษะเกษโดยกำเนิดมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดและมีวาจาเป็นเลิศ อดีตเป็นผู้กำกับละครเวทีมือทองทางโทรทัศน์ผู้โด่งดังเมื่อกว่า 40 ปีที่แล้ว ในช่วงที่ยังมีอาชีพเป็นผู้กำกับนายรัก รักพงษ์ จัดว่าเป็นหนุ่มเจ้าสำราญใช้ชีวิตอย่างสุขสบายด้วยรายได้มหาศาลที่ตัวเองสามารถหามาได้โดยง่ายจากงานในวงการบันเทิงและงานสอนหนังสือถึงเดือนละ 120,000 บาท ในขณะที่เงินเดือนนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นเท่ากับ 40,000 บาท

นายรัก รักพงษ์เสพสุขอยู่บนกองเงินกองทองได้ไม่นานก็เกิดอาการผิดเพี้ยนทางอารมณ์อย่างรุนแรง ซึ่งอาจเกิดจากการเสพสุขจนเอียน คิดว่าความสุขที่กำลังเสพอยู่นั้นยังไม่ถึงที่สุด จึงคิดหาวิธีที่จะสามารถสร้างความสุขให้ตัวเองได้มากกว่าเดิมโดยเริ่มศึกษาวิชาไสยศาสตร์อย่างจริงจังจนถึงขั้นงมงายและออกมายืนยันกับสาธารณะว่าไสยศาสตร์มีจริงและตนเองคือผู้ขมังเวทวิทยาคมไสยศาสตร์มนต์ดำ ฯ จึงถูกปฏิเสธจากวงการบันเทิงแต่ก็อ้างว่าตนเองเป็นผู้ละทิ้งวงการออกมาเอง นายรักฯ ดำรงตนเป็นผู้ขมังเวทอยู่พักใหญ่ก่อนตัดขาดจากทางโลกมาศึกษาพระธรรมได้ถึงขั้นแตกฉานและพบว่าพระพุทธศาสนาเป็นสิ่งที่ดีกว่าไสยศาสตร์ที่เคยงมงายจึงตัดสินใจออกบวชเป็นพระภิกษุภายใต้ข้อบัญญัติแห่งมหาเถรสมาคมไทย พระโพธิรักษ์บวชอยู่ได้ไม่นานก็มีเหตุให้ต้องลาออกจากการเป็นพระภิกษุของมหาเถรสมาคมด้วยเหตุผลที่ว่าตนและพวกไม่สามารถปฏิบัติตามข้อบัญญัติของมหาเถรสมาคมที่ผิดเพี้ยนไปจากคำสอนของพระพุทธเจ้าได้

ด้วยกิริยาสำรวมน่าเลื่อมใสและสีจีวรสีไม้กรักที่ไม่เหมือนพระภิกษุทั่วไปประกอบกับเป็นผู้แตกฉานในพระพุทธศาสนาและมีวาจาเป็นเลิศจึงได้รับความเลื่อมใสศรัทธาจากผู้เคร่งศาสนาในชนบทอย่างรวดเร็ว พระโพธิรักษ์จึงจัดตั้งชุมชนสันติอโศกขึ้นและขยายสาขาออกไปได้อย่างรวดเร็วในหลายจังหวัดเช่น ชุมชนปฐมอโศก จ.นครปฐม ชุมชนศรีษะอโศกที่บ้านเกิด จ.ศรีษะเกษ ชุมชนสีมาอโศก จ.นครราชสีมา เป็นต้น

นักปฏิบัติธรรมในชุมชนสันติอโศกส่วนใหญ่เป็นพวกเคร่งศาสนาและปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอยู่แล้ว แต่เบาปัญญาเพราะการศึกษาขั้นพื้นฐานต่ำ จึงถูกชักจูงได้ง่ายและหลงเชื่ออย่างงมงายบางคนถึงขั้นสามารถตายแทนพระโพธิรักษ์ได้ วิธีการชักจูงคนเหล่านี้ให้เข้ามาปฏิบัติธรรมจะใช้วิธี ให้สาวกไปชักชวนคนใกล้ชิดด้วยวิธีและคำพูดที่ได้รับการปลูกฝังเป็นเวลานานโดยไม่รู้ตัวจากพระโพธิรักษ์ เรียกได้ว่าสามารถถอดคำพูดของพระโพธิรักษ์ออกไปได้ชนิดคำต่อคำเลยทีเดียว โดยสร้างความน่าเชื่อถือให้ชุมชนด้วยการอ้างถึงผู้มีฐานะและชื่อเสียงที่แวะเวียนเข้ามาทำบุญว่าเป็นส่วนหนึ่งของสันติอโศก ด้วยวาทะศิลป์เดียวกันอย่างไม่ผิดเพี้ยนนี้เองทำให้ชุมชนสันติอโศกเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดดมีการบริหารจัดการปัจจัย 4 แบบระบอบคอมมิวนิสต์ ทุกคนในชุมชนจะร่วมกันทำงานตามความถนัดและได้รับมอบหมายด้วยความซื่อสัตย์ ผลิตผลที่ได้ทุกชนิดจะเก็บเข้าสู่ส่วนกลางแล้วดำเนินการจัดสรรปันส่วนตามที่แต่ละคนต้องการ แต่ด้วยเหตุที่ทุกคนถูกปลูกฝังอย่างฝังหัวว่าให้อยู่อย่างสมถะทุกคนจึงพร้อมใจกันแข่งกันเก่า(ใส่เสื้อผ้าเก่าไม่เอาของใหม่) แข่งกันอด(อาหาร) จึงไม่เคยมีปัญหาการทะเลาะเบาะแว๊งกันเรื่องการแบ่งผลประโยชน์เกิดขึ้นเลย นับว่าเป็นวิธีการบริหารจัดการที่แยบยลมาก

พระโพธิรักษ์ดื้อแพ่งเลี่ยงบาลีปฏิเสธคำขอร้องของมหาเถรสมาคมที่ขอให้พระโพธิรักษ์และนักบวชผู้ติดตามปฏิบัติให้เป็นแบบอันเดียวกันกับภิกษุอื่นๆ ด้วยการอ้างว่าตนและพวกได้ลาออกจากมหาเถรสมาคมแล้วกฎของมหาเถรสมาคมจึงไม่สามารถบังคับตนและพวกได้ มหาเถรสมาคมพิจารณาเห็นว่าพระโพธิรักษ์กำลังสร้างอาณาจักรแห่งลัทธิใหม่ขึ้นแต่ยังคงอ้างตนว่าเป็นพระภิกษุในบวรพุทธศาสนา จึงได้แจ้งความดำเนินคดีกับพระโพธิรักษ์จนถึงขั้นถูกจับกุมคุมขังและพ่ายแพ้คดี พระโพธิรักษ์ถูกสั่งบังคับตามคำพิพากษาห้ามเรียกตนเองว่าพระภิกษุและห้ามแต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์ ตั้งแต่นั้นมาพระโพธิรักษ์จึงบัญญัติชื่อตัวเองใหม่เป็น สมณะโพธิรักษ์ แล้วนุ่งห่มชุดแขนยาวสีไม้กรักทับด้วยจีวรสีขาว จนกระทั่งคดีความเริ่มส่างซาลงจึงเปลี่ยนสีจีวรกลับไปเป็นสีไม้กรักตามเดิมแต่ยังคงใส่ชุดแขนยาวสีไม้กรักไว้ด้านในเพื่อเลี่ยงกฎหมาย มหาจัญไรเคยขอให้ พ.ต.ท.ทักษิณฯ ซึ่งกำลังมีอำนาจอยู่ในขณะนั้นช่วยเหลือเรื่องคดีความของสมณะโพธิรักษ์ในฐานะที่ตนเองเป็นผู้มีพระคุณเคยเป็นผู้ชักนำ พ.ต.ท.ทักษิณฯ เข้าสู่วงการการเมือง แต่กลับได้รับการปฏิเสธ สมณะโพธิรักษ์โกรธแค้น พ.ต.ท.ทักษิณฯ เป็นอันมากถึงกับเอ่ยปากออกมาว่า

ทักษิณฯ มันโอหัง ต้องเอามันลงจากบัลลังก์ให้รู้สำนึก

ด้วยเหตุแห่งคดีความได้สร้างรอยแค้นที่ฝังลึกให้กับสมณะโพธิรักษ์จนเกิดแรงอาฆาตอำนาจรัฐอย่างรุนแรงและเป็นช่องทางให้มหานอกรีตผู้ถูกปฏิเสธจากพี่น้องร่วมสถาบัน จปร.อันทรงเกียรติ ชักจูงเข้าสู่เวทีพันธมิตรอย่างง่ายดายและกลายเป็นกำลังหลักของพันธมิตรในวันนี้เพื่อผลประโยชน์ของตนเองที่ จ.กาญจนบุรี และผลทางการเมืองในอนาคต

เรื่องนี้มีใครเสีย.....

โพธิรักษ์?

มหาจัญไร?

พันธมาร?

.......ไม่เลย.....พวกข้างบนล้วนแต่ได้

น่าสงสารผู้ปฏิบัติชอบชาวสันติอโศกที่ถูกหลอกใช้อย่างเต็มใจ โดยไม่รู้ตัว

ไอ้พวกไม่กลัวบาปกรรมหลอกใช้คนซื่อขอให้พวกมันจงฉิบหาย......

เรื่องบ้านเรามันซับซ้อน ถ้ารู้เพียงผิวเผินยากนักที่จะเข้าใจได้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับบ้านเมือง โปรดบริโภคสื่ออย่างมีวิจารณญาณ มิฉะนั้นท่านจะตกเป็นเหยื่อให้ผู้อื่นหลอกใช้เหมือนชาวสันติอโศกผู้ใสซื่อ


จาก thaifreenews

เมืองไทย คงไม่นองเลือด แต่คงไม่มีสันติและสงบสุข

บทความ โดย ลูกชาวนาไทย

วิกฤตการณ์การเมืองไทยครั้งนี้ หลายคนคิดว่าอาจจบลงด้วยการนองเลือดอย่างแน่นอน แต่หลังจากที่มีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร ที่สะพานมัฆวานฯ แล้ว แม้จะมีการปะทะกับฝ่ายตรงข้าม หัวร้างข้างแตกไปบ้าง แต่ไม่ถือว่าเป็นการนองเลือดแต่อย่างใด

ดังนั้น ผมจึงคิดว่าว่าเมืองไทย คงไม่นองเลือดแล้ว แต่การเมืองไทยจะไม่สงบ ผมเรียกว่าภาวะนี้ว่า "ภาวะที่ไม่มีสงคราม แต่ไม่มีสันติภาพ" ซึ่งก็เหมือนยุคสงครามเย็นระหว่างโลกทุนนิยมกับคอมมิวนิสต์ในทศวรรษ 1950-1990 นั่นเอง ซึ่งมหาอำนาจทั้งสหรัฐอเมริกา และสหภาพโซเวียด ต่างก็กลัวถูกทำลายไปด้วยสงความนิวเคลียร์หากรบกันเอง และก็ไม่มั่นใจในชัยชนะหากเกิดสงคราม ก็เลยอยู่ในสภาพที่ยันกันอยู่นาน จนพลังของพวกคอมมิวนิสต์อ่อนลงและล่มสลายลงในที่สุดในทศวรรษ 1990 กำแพงเบอร์ลินพังทลายลง

สงครามการเมืองไทยก็คงเป็นอย่างนั้นครับ คงไม่นองเลือด มีแต่หัวล้างข้างแตกไปบ้าง แต่ไม่สาหัสอะไร แต่ผมคิดว่าพลังอำนาจทางการเมืองของพวกอนุรักษ์นิยมนั้นจะอ่อนแอลงไปเรื่อยๆ เพราะแกนนำของคนเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นคนแก่อายุ 70-90 ปีทั้งสิ้น เวลาจะทำลายคนแก่เหล่านี้ไปเอง แต่ในช่วงที่กาลเวลายังส่งผลไม่ทันที บ้านเมืองก็ยังคงวุ่นวายต่อไป ไม่มีสงคราม แต่ไม่มีสันติภาพ ไม่มีนองเลือด แต่ไม่มีความสงบสุข เรียกว่า ภาวะสงครามเย็นทางการเมือง

แต่อย่างไรก็ตาม วิกฤการณ์ทางการเมืองครั้งนี้ หากเราวิเคราะห์อย่างถ่องแท้แล้ว เราจะเห็นว่า มีสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน คือ "คนรากหญ้าตื่นขึ้นแล้ว และพวกเขาตระหนักในอำนาจของตน ดังนั้น ต่อไปนี้ใครจะยิ่งใหญ่มีบารมีแค่ไหนก็ตาม ก็ไม่พ้นต้องกลับไปหาคนรากหญ้า เพราะหากคนรากหญ้าไม่สนับสนุนเขาต่อไป อำนาจบารมีนั้นก็ไม่จีรัง

เมื่อคนรากหญ้าตื่นขึ้น สิ่งที่พวกเขาต้องการอย่างชัดเจนจากภาคการเมือง คือ "นโยบายที่เป็นรูปธรรม" ไม่ใช่อุดมการณ์ที่เลื่อนลอย คำกล่าวที่เป็นนามธรรม คนรากหญ้าใน พ.ศ.นี้ ไม่เหมือนกับคนรากหญ้าในปี
2520-2530 พวกเขาไม่ใช่ชาวนาทั่วไปอย่างที่คนกรุงเทพฯ และคนเมืองหลวงเข้าใจ และติดภาพดังเดิม

ปัจจุบันเขาคือ นักธุรกิจการเกษตรรายย่อย เพราะปัจจบันเครื่องจักรกลการเกษตรสมัยใหม่ เช่น รถไถนา รถดำนา รถเกี่ยวข้าว ทำให้ระบบการทำนาเปลี่ยนไป หากใครไปดูแถวอยุธยา สุพรรณบุรี หรือแหล่งผลิตข้าวสำคัญในภาคกลาง จะเห็นการเปลี่ยนแปลงน้อย่างชัดเจน

เมื่อชาวรากหญ้า ตระหนักถึงพลังอำนาจของพวกเขา ดังที่เราเห็นในการเลือกตั้งหลังปี 2540 หรือการเลือกตั้งใหญ่ สองสามครั้งในเวลา 5 ปีที่ผ่านมานี้ จะเห็นเสียงของชาวรากหญ้าเป็นกลุ่มก้อนและชัดเจน ดังนั้นสุดท้ายนักการเมือง พรรคการเมืองทั้งหลายหากต้องการอยู่รอด จะต้องปรับตัวเข้าหา "ตลาดการเมืองขนาดมหึมานี้" ไม่อย่างนั้นก็ไม่ชนะเลือกตั้งอย่างแน่นอน


การหาเสียงในรูปแบบเดิมของพรรคประชาธิปัตย์ เช่นการยกประเด็นเรื่อง เรื่องหมิ่นฯ เรื่องด่าคนอื่นว่าโกงโดยไม่มีหลักฐาน การหาเสียงพอเพียง จะไม่สามารถจูงใจคนรากหญ้าได้อีกต่อไป เพราะที่จริงแล้วประเด็นเหล่านี้ใช้หาเสียงได้แต่กับคนชั้นกลางเท่านั้น แต่คนชั้นกลางก็มีจำนวนไม่มากนัก จนไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้ สื่อต่างๆ ก็มีผลกับคนชั้นกลางเท่านั้น แต่ไม่ส่งผลถึงคนรากหญ้าแต่อย่างใด วิถีการใช้กลยุทธทางการเมืองแบบยุคปี
2520-2540 จะไมได้ผลอีกต่อไป

สมัยก่อนปี
2540 นั้นเสียงของรากหญ้าไม่สำคัญ เพราะขึ้นกับอิทธิผลของ สส. ท้องถิ่น การแจกเงิน สิ่งของ หากรวบรวม สส. ได้ ก็จะชนะเลือกตั้ง

แต่หลังปี 2540 เป็นต้นมา ความจริงไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว คนชั้นกลาง ที่ไม่เคยสัมผัสคนรากหญ้า จะเชื่อหรือไม่ก็ตาม จะประณามว่า รากหญ้าขายเสียงหรือไม่ก็ตาม ก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะนั้นไม่ใช่ข้อเท็จจริงทั้งหมด

ปัจจุบันพรรคการเมืองที่เด่นๆ มีเพียงสองพรรคเท่านั้น จะคิดว่าคนรากหญ้าเลือก พปช.. คือการขายเสียงอย่างนั้นหรือ หากเลือก ปชป. ถือว่ามีอุดมการณ์อย่างนั้นหรือ หากคิดตื้นๆ แค่นี้วิกฤตการณ์ทางการเมืองก็ไม่มีวันจบ การพูดว่าจะต้องให้การศึกษาคนรากหญ้า นั้นหมายถึงเมื่อชาวรากหญ้ามีการศึกษาสูงขึ้นจะฉลาดและหันไปเลือกพรรคประชาธิปัตย์อย่างนั้นหรือ ซึ่งสมมุติฐานมั่วๆ แบบนี้ไม่เป็นจริงอย่างน้อยก็ผมนายลูกชาวนาไทย ที่มีการศึกษาจากต่างประเทศ ก็ไม่ได้เลือกพรรคประชาธิปัตย์ แต่ลือกพรรคพลังประชาชน

ในเมื่อนโยบายของ พปช. เอื้อต่อคนรากหญ้า แต่นโยบายของ ปชป. เอื้อต่อคนชั้นกลางสอดคล้องกับความต้องการของคนชั้นกลาง แล้วจะให้คนรากหญ้าขายวิญญาณให้พรรคของคนชั้นกลางได้อย่างไร นั่นไม่ใช่เป็นการทรยศต่อคนชั้นรากหญ้าเองไม่ใช่หรือ เขาต้องเลือกพรรคที่มีนโยบายสนับสนุนและเอื้อต่อคนรากหญ้ามากที่สุดนั่นเอง

การหาเสียงกับคนรากหญ้าปัจจุบันจะต้องมีอะไรที่หยิบยื่นให้คนรากหญ้าอย่างเป็นรูปธรรมเช่น โครงการชลประทานทางท่อ เป็นต้น

ที่จริงรากหญ้าไม่ใช่พวก Royalist แต่พวกเขาทำให้เชื่อว่าเป็น Royalist ดังนั้น ประเด็นการหาเสียงที่ทำลายสิทธิของเขา เพื่อเชิดชูสิ่งที่เป็นนามธรรม จะไม่มีทางใช้ได้ผลอีกต่อไป พวกเขาไม่ใช่ลูกเสือชาวบ้านเหมือนปี 2520 อีกต่อไปแล้ว


ในวันออกเสียงกาบัตรเลือกตั้ง นาทีที่ต้องกาบัตร คนรากหญ้าเขาจะพิจารณาว่าพรรคใด นโยบายเอื้อประโยชน์ต่อพวกเขามากที่สุด จับต้องได้มากที่สุด และเชื่อว่าจะทำได้ด้วย

ส่วนเรื่องนามธรรม ผมว่าที่บ้าๆ อยู่ก็มีแต่กลุ่มพวกขวาจัดในเมืองหลวงเท่านั้น พวกนี้ไม่มีความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจ ประเด็นการตัดสินใจจึงไม่ใช่เรื่องปากท้อง แต่เป็นเรื่องความเชื่อทางการเมือง แต่คนกว่า 70% ของประเทศยังยากจน ประเด็นการตัดสินใจจึงเป็นเรื่องเศรษฐกิจ ไม่ใช่เรื่องนามธรรม ว่าใครจะล้มใคร เพราะจริงๆ แล้วก็ไม่มีใครต้องการล้มใคร เป็นแต่การปลุกระดมทางการเมืองเท่านั้น

ผมว่าตอนนี้คนรากหญ้าไม่สนเรื่องนามธรรมด้วยซ้ำไป แต่เขาไม่พูดเท่านั้นเอง เพราะถึงอย่างไรใช่เป็นปัจจัยที่เขาเอาไปใช้ในการลงคะแนนอยู่ดี ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมาบอกได้อย่างชัดเจน

ในที่สุดแล้ว พวกอนุรักษ์นิยม ก็จะไม่มีทางไปรอด ภายใต้สภาวะการเลือกตั้ง ที่เสียง "รากหญ้า" ตื่นขึ้นจากหลับไหลเช่นนี้

ความวุ่นวายทางการเมือง ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศในขณะนี้นั้น หากวิเคราะห์ลึกลงไปแล้ว จะพบว่า ส่งผลกระทบต่อคนในเมืองใหญ่คือ คนชั้นกลางและคนจนในเมืองเท่านั้น ที่ค่อนข้างรุนแรง แต่คะแนนเสียงเลือกตั้งของคนกรุงเทพฯ ก็ไม่กระทบต่อโครงสร้างทางการเมืองมากนัก

ผลกระทบทางเศรษฐกิจปัจจุบันกับชาวนาชาวไร่แล้ว ส่งผลกระทบไม่มากนัก เพราะวิกฤตการณ์อาหารโลกนั้น ชาวนาไทยกลับได้ประโยชน์จากราคาข้าวที่แพงขึ้น ทำให้แรงกดดันในภาคชนบทต่อรัฐบาลน้อยกว่าที่คิด วิกฤตการณ์น้ำมันแพงก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อชาวนาชาวไร่ ในชนบทมากนัก เพราะอัตราการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงต่อหัว ของคนชนบทต่ำมาก ค่าใช้จ่ายในการเดินทางต่อหัวของชาวชนบทก็น้อยมาก แทบจะไม่มีนัยสำคัญ แม้ต้นทุนราคาน้ำมันจะส่งผลกระทบต่อเครื่องจักรทางการเกษตร แต่ราคาข้าวที่แพงขึ้น ก็ชดเชยค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น

ดังนั้นหากคนชั้นกลาง ยังไปสนับสนุน "กลุ่มพันธมิตร" สร้างความปั่นป่วนให้กับสังคมต่อไป คนชั้นกลางจะได้รับความทุกช์ยากนั้นเอง เพราะหากรัฐบาลอยู่ได้ได้ ก็จะยุบสภา และผลการยุบสภา พรรค พปช. จะได้ที่นั่งเข้ามาอีก และหากคนชั้นกลางยังป่วนไม่หยุด ความไร้เสถียรภาพทางการเมือง จะส่งผลต่อเศรษฐกิจ และคนชั้นกลางก็จะได้รับผลจากการกระทำของพวกเขาเอง แต่พวกเขาก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ทางการเมืองได้อย่างแน่นอน

สุดท้ายพวกเขาก็ต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับเสียงส่วนใหญ่ เพราะมันไม่มีทางอื่น

เมื่อชาวรากหญ้าตื่นขึ้น จำนวนคนที่มากกว่า ย่อมทำให้พลังอื่นด้อยความหมายไปโดยสิ้นเชิง

จาก thaifreenews

คิดถึงรถเมล์ฟรี เชียร์แจกคูปองเงินช่วยคนจน

วันนี้ผมขอร่วมวง “เชียร์” นโยบาย “แจกคูปองเงินช่วยคนจน” เพื่อนำไปซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคแทนเงินสด ของ “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯเศรษฐกิจและรัฐมนตรีคลังด้วยคนครับ

เป็นนโยบายที่แก้ปัญหาความเดือดร้อนของคนจนได้ตรงจุดที่สุด การแก้ ปัญหาวิกฤติของชาตินั้น ผู้รับผิดชอบต้องแก้ด้วยความ “จริงใจ” ไม่ควรมีอะไรแฝง เหมือนการแก้ปัญหาของ “รัฐมนตรีบางคน” ในรัฐบาลชุดนี้

ปัญหาเศรษฐกิจยามนี้ต้องยอมรับว่า คนยากจน คนที่มีรายได้ต่ำ เป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด กระทบไปถึงปากท้อง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง

การแจกคูปองช่วยคนจน เพื่อนำไปใช้ซื้อสินค้าอาหารและเครื่องอุปโภคแทนเงินสด ช่วยลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แม้จะไม่ใช่ความคิดใหม่ หลายประเทศใช้มาแล้ว และวันนี้ก็มีหลายประเทศนำมาใช้อีก เช่น สหรัฐฯ เกาหลีใต้

แต่การที่ “หมอเลี้ยบ” กล้านำมาใช้ในประเทศศรีธนญชัยอย่างประเทศไทย ต้องถือเป็นความกล้าหาญอย่างยิ่ง เพราะสังคมศรีธนญชัยแบบไทยๆ ย่อมหนีไม่พ้นที่จะต้องมี “คนขี้โกง” เข้ามาเอี่ยว ทั้ง “คนแจก” และ “คนรับแจก” ที่ไม่จนจริง คนงกและคนเห็นแก่ตัวในเมืองไทยมีเยอะมาก

แต่ผมไม่อยากให้ปัญหาเหล่านี้เป็นอุปสรรค ทำให้โครงการนี้ต้องล้มเลิกไป

การแจกคูปองซื้ออาหารช่วยคนจน ดีกว่าการเอาเงินเป็นหมื่นเป็นแสนล้านไปอุ้มราคาน้ำมัน หรืออุ้มราคาสินค้า เพราะในที่สุด คนจน คนรวย และพ่อค้านักธุรกิจ ก็เดือดร้อนกันหมดเป็นลูกโซ่ ไม่มีใครได้ ประโยชน์จริง แต่การช่วยคนจนแบบนี้ จะทำให้ทุกคนอยู่รอดหมด เพียงแต่ รัฐบาลขาดทุนกำไรไปบ้าง แต่รัฐก็ได้คืนทางอ้อมจากภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่ดี

เดือนที่แล้ว รัฐบาลสหรัฐฯ ก็ใช้วิธีช่วยเหลือประชาชนด้วยการ จ่ายคืนภาษีแก่ประชาชนทุกคนที่เสียภาษี ในวงเงิน 110,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ประมาณ 3.63 ล้านล้านบาท โดยทยอยจ่ายทุกสัปดาห์ เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อในสหรัฐฯที่ซบเซา

สัปดาห์ที่แล้วนี่เอง รัฐบาลเกาหลีใต้ ก็เพิ่งประกาศ คืนเงินภาษี 10.5 ล้านล้านวอน หรือ 331,545 ล้านบาท ให้แก่ประชาชนและเจ้าของธุรกิจ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระน้ำมันแพง

คนที่มีรายได้ไม่ถึง 36 ล้านวอนต่อปี หรือ 1 ล้านบาทต่อปี จะได้คืนภาษีร้อยละ 78 เจ้าของธุรกิจที่มีรายได้ต่ำกว่า 24 ล้านวอน หรือ 780,000 บาท ก็จะได้รับภาษีคืนเช่นกัน เกษตรกร ชาวประมง ผู้มีรายได้น้อย รัฐจะอุดหนุนภาระน้ำมันให้ร้อยละ 50

เงินช่วยเหลือ 10.5 ล้านล้านวอนนี้ รัฐบาลเกาหลีใต้นำมาจากภาษีกำไรของธุรกิจเมื่อปีที่แล้ว และจากภาษีน้ำมันที่เก็บไปจากประชาชน

เขียนเรื่องการช่วยเหลือคนจนในยามนี้แล้ว ก็ทำให้ผมคิดถึงนโยบาย “รถเมล์ฟรี” ของอดีตนายกฯ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ขึ้นมาทันที

ผมว่าในยุคที่ราคาน้ำมันแพงบ้าเลือดแบบนี้ และมีแนวโน้มจะขึ้นไปเป็นบาร์เรลละ 150 เหรียญในอีก 23 เดือนข้างหน้านี้ ผมอยากให้ “หมอเลี้ยบ” ลองปัดฝุ่นโครงการ “รถเมล์ฟรี” ขึ้นมาทบทวนใหม่อีกครั้ง โดยรัฐเป็นผู้จ่ายค่ารถเมล์แทนประชาชน เพื่อให้รถเมล์สามารถอยู่ได้โดยไม่มีภาระ

รถเมล์ฟรี จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางของคนกรุงเทพฯได้ถึงวันละ กว่า 3 ล้านคน ถ้ารัฐช่วยฟรีทั้งหมดไม่ไหว จะลดค่ารถเมล์ลงมาสัก 50 เปอร์เซ็นต์ก็ยังดี แล้วรัฐบาลรับภาระแทนอีก 50 เปอร์เซ็นต์ ก็ยังช่วยได้มากทีเดียว

ถ้าทำได้ ผมเชื่อว่าคนที่ใช้รถยนต์ส่วนหนึ่งก็จะหันไปใช้รถเมล์แทน ซึ่งจะช่วยชาติประหยัดน้ำมันดิบได้อีกมาก ผมหวังว่านโยบายนี้คงไม่ถูกคัดค้านจาก กลุ่มทุนรถเมล์แอร์ 6,000 คัน ของ สันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีคมนาคม ที่กำลังจะขึ้นค่ารถเมล์เป็น 15 บาททุกสายทุกคน เพราะได้ประโยชน์เหมือนกัน.

"ลม เปลี่ยนทิศ"


มุกตื้นในเกมแหลมคม


โดยรูปการณ์และสถานที่เกิดเหตุ มันก็คงไม่หนีไปจากที่นายนาม ยิ้มแย้ม ประธานคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ในฐานะอดีตรองประธานศาลฎีกา ฟันธงเลยว่า

ต้องการทำลายความน่าเชื่อถือของสถาบันศาล

“ตั้งแต่รับราชการมายังไม่เคยเห็นการกระทำลักษณะนี้ และเหตุการณ์ดังกล่าวน่าจะทำให้สังคมตื่นตัว และตระหนักว่าเหตุการณ์บ้านเมืองขณะนี้ไม่ปกติ”

เกมยื้ออำนาจ วิกฤติการเมืองป่วนลามถึงตีนโรงตีนศาล

แต่จะเป็นเกมของฝ่ายไหน กับปริศนาล่าสุด ทนายความนักการเมืองใหญ่ที่รับผิดชอบคดีดังระดับประเทศ นำกล่องขนมบรรจุเงินสด 2 ล้านบาทไปฝากเจ้าหน้าที่ศาลฎีกา

มุกตื้นๆแต่แฝงเกมที่แหลมคม

ล่าสุด นายวิรัช ลิ้มวิชัย ประธานศาลฎีกา มีคำสั่งแต่งตั้งองค์คณะ ประกอบด้วยผู้พิพากษาชั้นผู้ใหญ่ขึ้นมาไต่สวนข้อเท็จจริง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

โทษฐานไม่ใช่แค่หมิ่นศาล แต่มันเป็นเกมทำลายเกียรติภูมิของสถาบันตุลาการ

เขย่าบัลลังก์ ทุบตาชั่งกันเลย

เบื้องต้นกับคำถามที่ว่า ใครเป็นผู้นำกล่องขนมมามอบให้ และศาลได้เก็บกล่องขนมดังกล่าวไว้เป็นหลักฐานหรือไม่

คำตอบที่ได้รับจากนายสราวุธ เบญจกุล รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม แถลงอย่างเป็นทางการว่า เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่าเป็นเงินสด

ได้ส่งคืนให้กับผู้นำมามอบให้ไปแล้ว

“ส่วนจะมีการถ่ายรูปหรือจดบันทึกไว้เป็นหลักฐานหรือไม่ ผมไม่ทราบ แต่จะเป็นหน้าที่ขององค์คณะที่ประธานศาลฎีกาตั้งขึ้นเป็นผู้สอบสวนข้อเท็จจริงทั้งหมด เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏแล้วว่า ผู้กระทำการเป็นใคร ชื่ออะไร จะได้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป”

ยังลอยๆไม่ลงลึกสักเท่าไหร่

และถ้าย้อนไปเทียบกับสินบนคดียุบพรรคไทยรักไทยที่เขย่าวงการศาลก่อนหน้านี้ มันก็มีอะไรที่คล้ายกันในรูปแบบของพัฒนาการข่าวที่ถูกจุดพลุออกมา

ลามเร็วเป็นไฟไหม้ป่า

คนที่เกี่ยวข้องกับคดีหน้าชาไปตามๆกัน

อย่างไรก็ดี ตามรูปการณ์ที่รองเลขาฯสำนักงานศาลยุติธรรมแถลงออกมา คิวนี้มันต้องมีพยานรู้เห็น อย่างน้อยก็เจ้าหน้าที่ที่รับฝากกล่องใส่เงินไว้

ไล่เรียงกันเดี๋ยวก็รู้ตัวทนายที่เอากล่องขนมใส่เงินมาวางที่ศาลฎีกา

แค่คำตอบตรงนั้น สังคมก็พอจะอนุมานได้แล้ว

และแน่นอนในฐานะเป้าแรกที่ทุกสายตาจับจ้อง นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกประจำตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะอดีตผู้พิพากษา รีบออกตัวทันที

ถือเป็นเรื่องตลกและเป็นไปไม่ได้

พร้อมกับเปิดปมซักค้าน ความจริงต้องถามว่า ทีมทนายดังกล่าวเป็นของใคร แต่เท่าที่ทราบคงไม่มีใครนำเงินมากถึง 2 ล้านบาทไปให้ระดับเจ้าหน้าที่ของศาล

ซึ่งไม่มีความสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงรูปคดีได้

ส่วนที่มองว่า อาจเป็นการดิสเครดิตการทำงานของศาลฎีกา เพื่อให้เปลี่ยนองค์คณะของศาลฎีกานั้น การไปใส่ร้ายศาลจะเกิดผลเสียหายต่อคนที่เป็นจำเลยที่เกี่ยวกับคดีนี้

เป็นคนบ้าเท่านั้นที่จะทำ

โต้ไป ตีกรรเชียงหนีไป แต่นายพงศ์เทพคงลืมว่า คนบ้าแต่ไม่โง่

เอาเป็นว่า ตรวจสอบคดีใหญ่ๆของนักการเมืองที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง นาทีนี้ก็มีคดีที่ดินรัชดาของอดีตนายกฯทักษิณ คดีใบแดงของนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร และ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน และคดีคลองด่านที่มีนายวัฒนา อัศวเหม อดีต รมช.มหาดไทย เป็นจำเลย

เดิมพันวัดดวงทั้งนั้น

แต่ที่ร้อนแรงขึ้นมาพร้อมๆกับข่าวเงิน 2 ล้าน ซุกกล่องขนมที่ศาลฎีกา

ในเวลาไล่เลี่ยๆกัน ก็มีข้อมูลปูดมาจากเวทีม็อบพันธมิตรฯ แฉคดีใบแดงของนายยงยุทธที่งวดเข้ามาทุกขณะ ล่าสุดกำนันคู่กรณีนำหลักฐานไปขอให้ศาลสอบเพิ่ม อ้างมีการตุกติกหลักฐานจาก กกต.จังหวัด โยงต่อเนื่องไปถึงเกมรุมโห่กดดันนายสมชัย จึงประเสริฐ และนางสดศรี สัตยธรรม 2 กกต.เสียงข้างน้อยในคดีใบแดงของนายยงยุทธ

ล่อเป้าทีเดียวเป็นชุดๆเลย.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน



สมัคร เรียกแกนนำ พปช.หารือด่วน

จากการที่ ส.ว.จำนวน 61 คนยื่นญัตติขออภิปรายรัฐบาลโดยไม่มีการลงมติ รวมทั้งจากกรณีที่พรรคฝ่ายค้านได้เสนอให้รัฐบาลใช้มาตรา 179 เปิดการอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมตินั้น เรื่องนี้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้เรียกแกนนำพรรคพลังประชาชนและวิปรัฐบาลเพื่อฟังความเห็นว่าจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร

เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. เวลา 16.00 น. ที่รัฐสภา นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ได้เรียกประชุมรัฐมนตรีและแกนนำพรรคพลังประชาชน รวมทั้งคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล โดยนายสมัครเป็นผู้โทรศัพท์ นัดหมายการประชุมด่วนกับแกนนำและรัฐมนตรีด้วยตนเอง สำหรับรัฐมนตรีที่เข้าร่วมประชุม อาทิ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และ รมว.ศึกษาธิการ นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายบุญลือ ประเสริฐโสภา รมช.กระทรวงศึกษาธิการ และนายสามารถ แก้วมีชัย เลขานุการวิปรัฐบาล

สมชายรอนายกฯ ตัดสินใจ

ทางด้านนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ศึกษาธิการ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชนกล่าวถึงการเปิดอภิปราย 2 สภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 179 ว่า มีความเป็นไปได้ที่นายกรัฐมนตรีจะหารือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวในวันนี้ เมื่อถามว่า ควรเปิดอภิปราย 2 สภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 179 หรือไม่ นายสมชายตอบว่า เป็นเรื่องของสมาชิกสภาผู้แทนฯ เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ จะเอาอย่างไรก็ต้องหารือกับนายกฯ ส่วนตัวยังไม่ทราบว่าวันนี้นายกฯจะหารือเรื่องอะไรบ้าง เมื่อถามว่า นายกฯจะหารือกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องก่อนหรือไม่

นายสมชายตอบว่ามีความเป็นไปได้ที่จะหารือเรื่องดังกล่าวจริงๆก็ต้องคุยกันว่ารัฐบาลมีปัญหาอะไรหรือไม่ในการทำงานที่ผ่านมา แต่โดยปกติเวลามาประชุมสภาก็หารือกันอยู่แล้ว


อ่านรายละเอียดต่อ ไทยรัฐ

อภิสิทธิ์ เรียกร้องรัฐบาลทบทวนท่าทีเปิดสภาแก้ปัญหาบ้านเมือง

กรุงเทพฯ 13 มิ.ย. - ผู้นำฝ่ายค้านเรียกร้องรัฐบาลทบทวนท่าทีเปิดสภาแก้ปัญหาบ้านเมือง โดยอย่านำเรื่องเวลามาอ้าง

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวถึงท่าทีของนายกรัฐมนตรีที่ยังไม่ยืนยันว่า จะเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติตามที่ฝ่ายค้านเสนอ เพราะอาจติดเงื่อนไขเรื่องเวลาว่า รัฐบาลไม่ควรปฏิเสธการเมืองในระบบรัฐสภา แม้ว่าสมัยประชุมวิสามัญจะสิ้นสุดลง แต่รัฐบาลมีอำนาจที่จะขยายสมัยประชุม หรือเรียกประชุมอีกสมัย นอกจากนี้ยังเห็นว่า ประธานสภาฯ ไม่มีความรู้สึกทุกข์ร้อนกับวิกฤติบ้านเมือง

ในส่วนพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่ได้ข้อสรุปว่า จะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจในสมัยประชุมวิสามัญนี้หรือไม่.

ขมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-13 10:04:04



บรรยากาศวันคล้ายวันเกิดนายกรัฐมนตรีที่บ้านเงียบเหงา

กรุงเทพฯ 13 มิ.ย. - วันนี้ เป็นวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 73 ปี ของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี

ผู้สื่อข่าวได้ไปเฝ้าติดตามบรรยากาศวันคล้ายวันเกิดของนายกรัฐมนตรี ที่หมู่บ้านโอฬาร 2 ตั้งแต่เช้า พบแต่ความเงียบเหงา ไม่มีการจัดงานหรือเปิดบ้านเพื่อรับการอวยพรจากบุคคลในแวดวงต่างๆ มีเพียงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ดูแลความเรียบร้อยตามปกติ

ขณะที่มีรายงานว่า นายกรัฐมนตรีได้เดินทางออกจากบ้านไปตั้งแต่ช่วงเช้า ข่าวบางกระแสระบุว่า ได้ไปทำบุญที่วัดแห่งหนึ่งย่านฝั่งธนบุรี และในช่วงบ่าย จะเดินทางไปที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยยกเลิกภารกิจที่กรุงเทพฯ ทั้งหมด.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-13 09:27:09



ประธานแผนกคดีอาญาฯ ระบุเงิน 2 ล้าน ดำเนินคดีละเมิดอำนาจศาลได้

ศาลยุติธรรม 12 มิ.ย.-องค์คณะศาลฎีกาเริ่ม ไต่สวนเงิน 2 ล้าน เป็นการภายใน ห้ามคนไม่เกี่ยวข้องรับรู้ ศาลไม่เชื่อเป็นเงินล้มคดี แต่ต้องการแสดงความหน้าใหญ่ หว่านเงินให้เจ้าหน้าที่ใช้เล่น ๆ มากกว่า คาดจะดำเนินคดีฐานละเมิดอำนาจศาล

ที่สำนักงานศาลยุติธรรม ถ.รัชดาภิเษก นายสราวุธ เบญจกุล รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีมีผู้นำถุงขนมและซุกเงินจำนวน 2 ล้านบาทไปให้เจ้าหน้าที่ศาลฎีกา เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.ที่ผ่านมา และนายวิรัช ลิ้มวิชัย ประธานศาลฎีกา ได้มีคำสั่งแต่งตั้งองค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกา 3 คน ขึ้นไต่สวนข้อเท็จจริงว่า ขณะนี้ผู้พิพากษาระดับสูงทั้ง 3 คน รับทราบคำสั่งดังกล่าวแล้ว โดยจะเริ่มดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงกับบุคคลที่เกี่ยวข้องต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผู้พิพากษาศาลฎีกา 3 คน ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นองค์คณะไต่สวนข้อเท็จจริง ประกอบด้วยนายมงคล ทับเที่ยง รองประธานศาลฎีกา นายวีระพล ตั้งสุวรรณ และนายอิศเรศ ชัยรัตน์ ผู้พิพากษาศาลฎีกา จะเริ่มดำเนินการไต่สวนบุคคลที่เกี่ยวข้องในวันที่ 13 มิถุนายนนี้ โดยเบื้องต้นจะไต่สวนเจ้าหน้าศาลฎีกาที่อยู่ในเหตุการณ์หรือเห็นเหตุการณ์ก่อน หากพาดพิงถึงใคร ก็เรียกตัวมาไต่สวนต่อไป ซึ่งบุคคลที่จะถูกไต่สวนยังไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัด

ทั้งนี้ การไต่สวนบุคคลภายในศาลฎีกาจะกระทำเป็นการภายใน จะไม่เปิดบัลลังก์ไต่สวน แต่หากเป็นบุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ศาลจะเปิดบัลลังก์ไต่สวน แต่จะเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าฟังการไต่สวนหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับดุลพินิจขององค์คณะ เพราะองค์คณะอาจจะมีคำสั่งให้พิจารณาลับก็ได้ คาดว่าจะไต่สวนแล้วเสร็จภายในสัปดาห์หน้า

ด้านนายเกรียงชัย จึงจตุรพิธ ประธานแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา ให้ความเห็นว่า พอทราบข่าว รู้สึกประหลาดใจว่าทำไมถึงกล้าเอาเงินมาฝากเจ้าหน้าที่ถึงบนศาล และเป็นเงินมากถึง 2 ล้านบาท ถ้าให้เจ้าหน้าที่ก็นับว่ามากไป แต่เจ้าของเงินก็อาจจะมองว่า เป็นเงินเล็กน้อย เมื่อเจ้าหน้าที่เปิดดูเห็นเงินก็ตกใจทำอะไรไม่ถูก เลยแจ้งผู้พิพากษามาดู เรื่องนี้ถ้าตนรู้เรื่อง จะลงมาดูเอง และจะไม่ปล่อยให้เอาเงินกลับไป แต่จะดำเนินคดีละเมิดอำนาจศาลไว้ก่อน คดีนี้เท่าที่ทราบคนที่นำเงินมาเป็นอดีตทนายความคดีหนึ่ง

ผู้สื่อข่าวถามว่า คนให้เงินต้องการใช้เงินหว่าน เพื่อดูใจว่าจะมีเจ้าหน้าที่คนใดสนใจเป็นสื่อกลางพาจำเลยไปคุยกับผู้พิพากษาได้หรือไม่ นายเกรียงชัย กล่าวว่า ไม่น่าเป็นไปได้ ใครที่คิดทำแสดงว่าไม่เข้าใจระบบงานของศาลฎีกาฯ เพราะเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเป็นคนกลางติดต่อผู้พิพากษาให้เปลี่ยนแปลงดุลยพินิจได้.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-12 17:54:13


บ่อนทำลายประชาธิปไตย!

ใกล้จะปิดฉากอยู่รอมร่อแล้ว แต่ก็ยังมีของเล่นชิ้นใหม่ของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ออกมาโหมกระแสให้ตื่นเต้นกันอีกครั้ง

เรียกได้ว่าสงครามครั้งสุดท้ายของนายสนธิ "ตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง" คงจะไม่ยอมตายง่ายๆ อย่างที่หลายคนคิด เพราะก่อนหน้านี้นายสนธิเคยประกาศไว้ว่า จะตายทั้งที ขอตายแบบ "เสือ"

วันนี้ก็ผ่านมา 20 วันของม็อบพันธมิตรฯ บริเวณเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ แกนนำหลายคนบ่นว่าเหนื่อยล้าเต็มทน

บางคนถอดใจไปบ้างแล้ว ส่วนบางคนก็เตรียมเผ่นหนีไปอยู่ต่างประเทศ บางคนเตรียมหาบันไดลงให้กับตัวเอง

แต่ก่อนจะถึงวันนั้น สื่อผู้ยิ่งใหญ่อย่างนายสนธิ ที่มีลีลาการพูดจาโน้มน้าวในระดับเทพ ที่หาตัวจับได้ยากคนหนึ่ง บวกกับแรงแค้นที่ฝังลึก

ทำให้วันนี้นายสนธิสร้างเงื่อนไขเพื่ออ้างความชอบธรรมในการโจมตีรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช และอ้างความชอบธรรมในการจะนำ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาลงโทษตามความต้องการของตนเอง

ประเด็นที่นายสนธิเปิดขึ้นมาบนเวทีพันธมิตรฯ นั้น ได้อ้างหลักฐานการทุจริตภายในคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ระบุว่า กกต. สมคบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจบางคน และนักการเมือง เพื่อช่วยเหลือพรรคพลังประชาชนในการโกงการเลือกตั้งคดีใบแดงของ นายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร

โดยระบุว่า ได้มีการแก้ไขฐานข้อมูลของพยาน คือ นายชัยวัฒน์ ฉางข้าวคำ กำนัน ต.จันจว้า อ.แม่จัน จ.เชียงราย จากพรรคไทยรักไทย เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อมุ่งหวังทำลายความน่าเชื่อถือ

นอกจากนี้ สิ่งที่พันธมิตรฯ ได้เตรียมไว้ในลำดับต่อไปคือ การโยนความผิดให้ กกต. ฝ่ายสืบสวนสอบสวน ที่ได้เคยยุติคำร้องการทุจริตเลือกตั้งของพรรคพลังประชาชน กว่า 700 เรื่องนั้น ว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่พรรคพลังประชาชน

ความคิดแบบนี้ คือสิ่งที่จะบ่งบอกถึงความเลวทรามต่ำช้าของผู้ที่ต้องการจะทำลายระบอบประชาธิปไตย

เพราะสิ่งเดียวที่นายสนธิจะสามารถชนะในศึกใหญ่ครั้งนี้ได้คือ การล้มล้างการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา โดยใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือ

นายสนธิต้องการจะบอกว่า การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ส.ส. ของพรรคพลังประชาชนได้มีการซื้อเสียงอย่างมโหฬาร ดังนั้น พรรคพลังประชาชนไม่มีสิทธิจัดตั้งรัฐบาล

โดยหนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ กล่าวบนเวทีพันธมิตรฯ ว่า ต่อจากนี้จะมีคดียุบพรรคเกิดขึ้นอีก จะมีการยุบพรรคการเมืองเป็นพรรคที่ 4 หลังจากที่ศาลเคยสั่งยุบพรรคการเมืองมาแล้ว 3 พรรคในอดีต

นายสมเกียรติ บอกว่า คดีนี้จะตัดสินวันที่ 8 กรกฎาคม พันธมิตรฯ จะอยู่จนถึงรอฟังคำพิพากษาในวันนั้น

ฟังดูแล้วเหมือนนายสมเกียรติจะมั่นใจนักหนาว่า หลังจากนี้ไปจะเข้าสู่แผนการทำลายระบอบประชาธิปไตย โดยการย้อนกลับไปก่อนวันที่ 19 กันยายน 2549

ขั้นที่ 1 คือ ส่ง กกต. เข้าคุก เหมือน 3 กกต. ในอดีต แล้วตั้ง กกต. ขึ้นมาใหม่

ขั้นที่ 2 คือ ยุบพรรคพลังประชาชน

ขั้นที่ 3 คือ จัดการเลือกตั้งใหม่

ขั้นที่ 4 คือ พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล

...นี่คือความเลวทรามต่ำช้า เพราะเราอุตส่าห์มีการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยมาแทบตาย ต่างชาติก็เริ่มให้การยอมรับ

แต่เราก็ยังอุตส่าห์มีพวกที่ไม่เคารพกฎกติกาของสังคม ออกมาปลุกระดมชี้นำสังคมในทางผิดๆ จ้องล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

ถ้าเป็นแบบนี้แล้ว ประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งไปทำไม?

ไม่ต้องมีการเลือกตั้ง...ไม่ต้องมีกฎหมายรัฐธรรมนูญ...ไม่ต้องมีระบอบประชาธิปไตย และไม่ต้องมีกฎ ระเบียบ กติกา จะดีกว่า

สุดท้ายแล้ว ขอให้พันธมิตรฯ จงเจริญ!

ลวดหนาม (แทน)

///////////////////////////////

คอลัมน์ : ละครชีวิต...จากหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ 13/06/2551

ลวดหนาม

จาก thai-grassroots