WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, June 15, 2008

สมัคร ประชุมส่งเสริมปีแห่งการท่องเที่ยวไทย 51-52


เชียงใหม่ 14 มิ.ย. – นายกฯ กระตุ้นท่องเที่ยวภาคเหนือตอนบน 8 จังหวัด เสนอจัดท่องเที่ยวแบบแพ็กเกจ เตรียมตัดเส้นทางลัด อำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวไทย-ต่างชาติ พร้อมให้สายการบินต้นทุนต่ำ เปิดเส้นทางบินตรงสู่พื้นที่ภาคเหนือ ย้ำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งก่อสร้างศูนย์ประชุมนานาชาติให้แล้วเสร็จโดยเร็ว หวังดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมเพื่อส่งเสริมปีแห่งการท่องเที่ยวไทย พ.ศ.2551-2552 พื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ที่โรงแรมแชงกรีล่า จ.เชียงใหม่ ว่า ในภาคเหนือตอนบน ปีเศษที่ผ่านมาถือว่าประสบปัญหาทางด้านการท่องเที่ยว เนื่องจากนักท่องเที่ยวหันกลับไปเที่ยวพื้นที่ภาคใต้มากขึ้น รวมถึงภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา ดังนั้นที่ประชุมเห็นว่าต้องทำให้นักท่องเที่ยวกลับมาท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนให้มากขึ้น ซึ่งขณะนี้ห้องพักและโรงแรมต่าง ๆ มีเป็นจำนวนมากเกินจำนวนนักท่องเที่ยวในแต่ละปี และเห็นว่าในการสร้างศูนย์ประชุมนานาชาติและจัดแสดงสินค้านานาชาติ ที่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งแนวคิดจะก่อสร้างศูนย์ประชุมดังกล่าวมีมากว่า 17 ปีแล้ว แต่ไม่ได้ดำเนินการ และขณะนี้ได้มีการวางศิลาฤกษ์ แต่ยังไม่มีการก่อสร้าง ดังนั้นจะให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการ

“ศูนย์ประชุมนานาชาติแห่งนี้ จะเป็นลักษณะห้องจัดเลี้ยงและห้องประชุม โดยในช่วงโลว์ซีซั่นของการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคเหนือประมาณ 4 เดือน ผมจะให้ข้าราชการที่มีการจัดสัมมนาต่าง ๆ มาจัดสัมมนาในพื้นที่ภาคเหนือให้มากขึ้น ทั้งนี้จะต้องเร่งดำเนินการในเรื่องดังกล่าว” นายสมัคร กล่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า นอกจากนี้สายการบินที่มีการยกเลิกบินตรงมาพื้นที่ภาคเหนือ ก็จะต้องเจรจาให้มีสายการบินบินตรงมาพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะสายการบินต้นทุนต่ำที่ใช้เครื่องบินเอทีอาร์ จำนวน 72 ที่นั่ง ซึ่งเป็นเครื่องบินที่มีความปลอดภัยสูงและมีประสิทธิภาพในการบินระยะสั้นที่เชื่อมแต่ละจังหวัดในภาคเหนือให้กลับมาดำเนินการได้อีก

ส่วนการคมนาคมเชื่อมต่อแต่ละจังหวัด จะมีตัดเส้นทางลัด โดยจะเห็นได้จากเวียดนามที่มีการเจาะทะลุภูเขา ซึ่งต่อไปประเทศไทยจะมีการดำเนินดังกล่าว นอกจากจะเป็นร่นระยะทางเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวแล้ว ยังถือเป็นการสร้างงานให้กับผู้รับเหมา ส่วนนักท่องเที่ยวระดับวีไอพีได้มีการหารือกันว่าเมื่อเกิดการเจ็บป่วยหรือประสบปัญหาใดก็ตาม ทางทหารซึ่งมีเฮลิคอปเตอร์พร้อมที่จะให้การช่วยเหลือในการลำเลียงนักท่องเที่ยวระดับวีไอพี เพื่อให้ได้รับการดูแล รวมถึงการดูแลห้องน้ำสาธารณะและห้องน้ำที่ในสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ที่เตรียมไว้ให้กับนักท่องเที่ยว เพื่อดูแลในเรื่องของความสะอาด

“ที่ประชุมได้มีการเสนอจุดขายของการท่องเที่ยว ซึ่งผมเห็นด้วยว่าควรทำเป็นแพ็กเกจเพื่อส่งเสริมจุดขายการท่องเที่ยวของไทย เช่น นักท่องเที่ยวชาวไทยที่จะเดินทางเป็นกลุ่ม ควรมีแพ็กเกจ ให้กับนักท่องเที่ยวเหล่านั้น โดยยกตัวอย่างว่าเมื่อนักเครื่องบินมาลงที่เชียงราย ก็จะมีบริการจัดรถทัวร์ให้ เดินทางมาเที่ยวพะเยา ลำปาง อ.ฝาง อ.ท่าตอน วนขึ้นมาเชียงราย วนตามเข็มนาฬิกา โดยทำการขายให้กับคนไทยก่อน จากนั้นถ้านักท่องเที่ยวมีเวลา 7-15 วัน ก็ควรจะทำแพ็กเกจแบบท่องเที่ยวรอบประเทศเพื่อนบ้าน เครื่องบินมาลงที่กรุงเทพฯ หลังจากเที่ยวกรุงเทพฯ และในประเทศไทย ก็จะเดินทางไปมัณฑะเลย์ ของพม่า แล้วไปเที่ยวที่สิบสองปันนา จากนั้นเดินทางไปหลวงพระบาง ทุ่งไหหิน เข้าฮานอย โฮจิมินห์ วนมาที่พนมเปญ หลังจากนั้นมาหยุดที่พัทยาก่อนขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพฯ” นายกรัฐมนตรี กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปล่องเรือแม่น้ำปิง พร้อมรับประทานอาหารร่วมกับนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ ในช่วงค่ำวันนี้.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-14 18:28:10


ปิดสภาสนามหลวง คปพร.เดินหน้าต่อ/ 24 มิ.ย.จัดใหญ่76 ปีเปลี่ยนการปกครอง

หมอเหวง ให้กำลังใจคนปชต.ปิดสภาสนามหลวงแค่หยุดชั่วคราว คปพร.รับลูกเดินหน้าต่อ เผย 24 มิ.ย. ครบ 76 ปี เปลี่ยนแปลงการปกครอง เตรียมจัดยิ่งใหญ่

นายแพทย์เหวง โตจิราการ หนึ่งในคณะกรรมการประชาชนเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) กล่าวบนเวทีสภาสนามหลวง เมื่อช่วงเย็น ในวาระปิดสภาฯว่า การเปิดสภาสนามหลวงตลอด กว่า 2 สัปดาห์ นับเป็นคุณูปการอย่างยิ่งต่อการต่อสู้กับเผด็จการ เพราะสภาสนามหลวง นอกจากจะมีส่วนช่วยทำให้กลุ่มคนที่โกรธแค้นกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไม่ออกไปปะทะจนเกิดเป็นความรุนแรงขึ้นได้แล้ว ยังเป็นอาวุธค้ำคอพันธมิตรฯที่จะก่อความวุ่นวายด้วย แต่อย่างเพิ่งไว้ใจเพราะยังมีนายทหารบางคน มีเชื้อร้ายเผด็จการแฝงเร้นซ่อนอยู่ภายใน

นายแพทย์เหวง กล่าวต่อไปว่า กลุ่มพันธมิตรฯ ที่อยากจะขอเรียกว่า พันธมาร มากกว่า ครั้งแรกออกมาชุมนุมประท้วงเพื่อต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และจะถอดถอนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ที่ยื่นญัตติขอแก้ไข แต่แล้วก็เป็นการโกหกอย่างเห็นได้ชัด โดยกลับเรื่องกลายไปสู่เป็นความต้องการล้มล้างรัฐบาล และยังเบี่ยงเบนไปเพื่อเป็นล้มล้างระบอบทักษิณอีกด้วย ดังนั้น ที่บอกว่า เป็นอารยะขัดขืน จึงไม่ใช่ แต่เป็นอันธพาลขัดขืนมากกว่า ที่คนเพียง 5-6 คน กำลังเหยียบหัวคนถึง 63 ล้านคนทั่วประเทศ

“ผมอยากเสนอประชาชนไว้ 3 ข้อ เพื่อสกัดการก่อความวุ่นวายของพันธมาร คือ 1. ให้ทุกคนเมื่อกลับไปบ้านแล้ว ให้ช่วยบอกต่อทั้งญาติพี่น้องและคนรู้จักว่าอย่ามาร่วมชุมนุมกับพันธมาร เพราะจะทำให้ประเทศชาติเสียหาย บอกไปเรื่อยๆ 1 คนต่อ 100 คน อย่างนี้ก็เป็นแสนคน ล้านคน แล้ว 2. อย่าซื้อ อย่าสนับสนุน สื่อในเครือข่ายของผู้จัดการ ที่มีนายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นหัวหน้าใหญ่ เช่น เอเอสทีวี หนังสือพิมพ์ผู้จัดการและในเครือทั้งหมด และ 3. ฟากใครมาซื้อของ ซื้อสินค้า ให้ถามว่า จะซื้อไปสนับสนุนอันธพาลที่สะพานมัฆวานฯหรือไม่ หากใช่ก็อยากขายให้ นี่คือสันติวิธี”

นายแพทย์ เหวง กล่าว พร้อมกล่าวต่ออีกว่า เมื่อปิดสภาสนามหลวง ไม่อยากให้ท้อใจว่า จะไม่สู้กับเผด็จการแล้ว เพราะการปิดครั้งนี้ เป็นเพียงชั่วคราว และยังมีกิจกรรมที่ยังต้องดำเนินการต่ออีกแน่นอน เช่น การจัดสภาประชาชนครั้งที่ 2 หลังจากได้จัดไปแล้วครั้งที่ 1 ที่ห้องประชุมคุรุสภา ที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ ทั้งที่กรุงเทพฯ และในต่างจังหวัด

อย่างไรก็ตาม ใกล้ๆ นี้ ก็คือ วันที่ 24 มิ.ย. ที่เป็นวันครบรอบ 76 ปี ที่ประเศไทยได้เปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชมาสู่ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งฝ่ายประชาธิปไตยที่ร่วมต่อสู้กับเผด็จการเมื่อ 19 กันยายน 2549 จะร่วมกันจัดอย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งจะมีการร่วมตัวกันอีกครั้ง



ปิดสมัยประชุมสามัญ สภาสนามหลวง คนเสื้อแดงแห่ร่วมคึกคัก

ประชาชนคนรักประชาธิปไตยร่วมปิด สภาสนามหลวงอย่างอบอุ่น เผย บรรลุเป้าหมาย แสดงพลังต่อต้านรัฐประหารให้เงียบลงแล้ว พร้อมสามารถฉุดรั้งไม่ให้คนไทยปะทะกันเองได้อย่างเรียบร้อย แต่พร้อมเปิดใหม่หากสถานการณ์ส่อเค้าเผด็จการฮึกเหิม

ปิดประชุมสมัยสามัญ สภาสนามหลวง เป็นไปด้วยความคึกคัก ตั้งแต่ช่วงเย็น โดยมีประชาชนผู้รักประชาธิปไตย สวมเสื้อแดงทยอยเข้าร่วมแล้วกว่า 2 พันคน ทำให้ท้องทุ่งสนามหลวงครึ่งสนามดูคับแคบลงทันที ขณะที่แกนนำหลายคนได้ขึ้นเวทีชี้แจงถึงการปิดสภาฯต่อผู้ร่วมชุมนุมด้วย อาทิ นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ประธานสภาสนามหลวง นายชิยวัตร หาบุญพาด รองประธานสภาฯ ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ นายแพทย์เหวง โตจิราการ นายจรัล ดิษฐาอภิชัย และนายสิทธิพงศ์ พรปิยะ ตัวแทนจากกลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ พร้อมแจกเอกสารประกาศการปิดสภาฯในวันนี้

ทั้งนี้ เอกสารระบุว่า เนื่องจากได้มีการเปิดประชุมสภาสนามหลวงต่อต้านเผด็จการ สมัยสามัญครั้งที่ 1 มาตั้งแต่วันที่ 26 มิ.ย. 2551 ด้วยจุดประสงค์เพื่อให้สมาชิกสภาได้มาประชุมร่วมกัน เพื่อต่อต้านการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มุ่งโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ด้วยการสร้างเงื่อนไขความรุนแรงเพื่อนำไปสูระหาร แล้วนำเอาระบอบการปกครองแบบเผด็จการเต็มรูปกลับมาอีกครั้งหนึ่งนั้น

บัดนี้สภาสนามหลวงได้ดำเนินการประชุมอภิปรายและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในหมู่สมาชิกสภาเป็นเวลา 19 วันแล้ว ได้มีตัวแทนชาวสนามหลวง ตัวแทนชุมชนแท็กซี่ สื่อทางเลือกของประชาชน และนักวิชาการ เข้าร่วมการอภิปรายอย่างต่อเนื่องและสร้างสรรค์ กระทั่งบรรลุจุดประสงค์ดังกล่าวในเบื้องต้นแล้ว คือ

1. สมาชิกสภาสนามหลวงเห็นพ้องว่า จะดำเนินการคัดค้านด้วยวิถีทางสันติและถูกกฎหมายต่อการก่อความรุนแรงเพื่อโค่นล้มรัฐบาลของกลุ่มพันธมิตรฯ ทั้งนี้ จะใช้วิธีที่หลากหลายและยืดหยุ่นต่อไป

2. สมาชิกสภาสนามหลวงขอยืนยันเจตนารมณ์ต่อต้านความพยายามที่จะก่อรัฐประหารเพื่อโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรัฐประหารที่ใช้กำลังอาวุธอย่างเปิดเผย หรือรัฐประหารเงียบ ที่ใช้องค์กรตามรัฐธรรมนูญและตุลาการเป็นเครื่องมือในการโค่นล้มรัฐบาล

3. รัฐบาลได้ดำเนินการรับมือกับการก่อความรุนแรงของกลุ่มพันธมิตรฯอย่างเหมาะสมและยืดหยุ่นตามหลักทั้งนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ สามารถรักษาความสงบและป้องกันความรุนแรง มิให้เป็นไปตามแผนก่อรัฐประหารรื้อฟื้นเผด็จการ ตลอดจนควบคุมสถานการณ์ไว้ได้แล้ว

ดังนั้น สมาชิกสภาสนามหลวงเห็นพ้องกันว่า สภาฯได้บรรลุจุดประสงค์ดังกล่าวแล้วในขั้นต้น จึงมีมติเอกฉันท์ให้ปิดสมัยประชุมสามัญที่ หนึ่งในวันเสาร์ที่ 14 มิ.ย. 2551 อย่างไรก็ตาม สมาชิกสภาสนามหลวงจะยังมีการเคลื่อนไหวต่อต้านพันธมิตรฯและคัดค้านรัฐประหารในรูปแบบอื่นๆ ตามความเหมาะสมของสถานการณ์ต่อไป



เรียกร้อง คตส.ชี้แจง มีคนแฉเงิน 1 แสน ที่แท้กรรมการลงขันคนละหมื่น

ดร.เมธาพันธ์ เปิดเอกสารมีคนแอบตรวจสอบเงินบริจาค 1 แสน พบที่มากรรมการ คตส. 10 คน ลงขันคนละหมื่น เรียกร้องไม่จริงให้ช่วยชี้แจง พร้อมระบุมี 4 กลุ่มหนุนพันธมิตรฯ ชื่อผู้ว่าฯอภิรักษ์ ติดกลุ่มช่วยขนคนไปนั่งฟัง

ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปก.) รุ้น 2 เปิดเผยบนเวทีสภาสนามหลง เมื่อค่ำคืนวันที่ 13 มิ.ย.ที่ผ่านมาว่า มีคนส่งเอกสารให้หลังเวที แต่ตนก็ยังไม่ขอยืนยันว่าเป้นความจริงหรือไม่ เพียงอยากให้บุคคลที่มีรายชื่อเหล่านี้ชี้แจงต่อประชาชน นั่นก็คือ ข้อสังเตุที่มีต่อการทำหน้าที่ของ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. ที่มีนายนาม ยิ้มแย้มเป็นประธาน

ทั้งนี้ คือ เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. หนึ่งใน กรรมการ คตส. คือ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ได้ออกมากล่าวปฏิเสธ กรณีให้เจ้าหน้าที่นำเงิน 1 แสนบาท ไปมอบให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้น ตนไม่ได้อยู่เบื้องหลัง แตเป็นเพียงมีคนมาฝากให้ดำเนินการแทน เพราะผู้บริจาคไม่สะดวกไปมอบให้ด้วยตัวเอง พร้อมระบุด้วยว่า ผิดกฎหมายอย่างไรไม่ทราบ แต่ไม่ใช้เงินส่วนตัว

อย่างไรก็ตาม คนที่มาฝากเอกสารให้หลังเวที เขียนมาว่า เขาได้ทำการตรวจสอบแล้ว พบว่าเงิน 1 แสน ดังกล่าวนั้น มีคนบริจาคทั้งหมด 10 คน บริจาคคนละ 1 หมื่นบาท คือ 1. นายนาม ยิ้มแย้ม 2. นายแก้วสรร อติโพธิ 3.นายสัก กอแสงเรือง โฆษก 4. นายกล้านรงค์ จันทิก 5. นายจิรนิติ หะวานนท์ 6 นายบรรเจิด สิงคะเนติ 7 นายวิโรจน์ เลาหะพันธุ์ 8 นางเสาวนีย์ อัศวโรจน์ 9.นายอุดม เฟื่องฟุ้ง และ 10. นายอำนวย ธันธรา ซึ่งทั้ง 10 คน เป็นกรรมการ คตส.ทั้งหมด

“ผมเองยังไม่ปักใจเชื่อตามที่เขียนมาให้ แต่ก็ขอให้ประชาชนติดตามเรื่องนี้ต่อไป และก็อยากให้ผู้มีรายชื่อทั้งหมดออกมาปฏิเสธด้วย หากไม่ใช่เรื่องจริง พร้อมขอให้ผู้สื่อข่าวที่รับทราบช่วยกันตรวจสอบ ไปถาม คตส.ทั้ง 10 ท่าน ให้ด้วย” ดร.เมธาพันธ์ กล่าว พร้อมเปิดเผยต่อไปว่า

ผู้ฝากเอกสารดังกล่าว ได้ตั้งข้อสังเกตุเชิงคำถามอีกว่า 1. เงินที่บริจาคเป็นเงินส่วนตัว หรือเป็นเงินที่ คตส.ได้รับการจัดสรรแบ่งส่วนมาจากงบประมาณของแผ่นดิน 2. กรรมการคตส.มีความชอบธรรมหรือไม่ ที่สนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯในการล้มล้างรัฐบาลที่มาจากระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และ 3. เหมาะสมหรือไม่ ที่กรรมการคตส.บริจาคเงินให้กลุ่มพันธมิตรฯมาสร้างความเดือดร้อน ความทุกข์ให้คน กทม. ให้เด็ก และพ่อค้าแม่ค้าไม่สามารถขายของได้

“เรื่องนี้คงจะมอบให้คุณสิริวารี จากกลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ที่กำลังทวงถาม คตส.ให้ยุติบทบาท ไปถามกรรมการ คตส.ด้วยว่า เป็นจริงหรือไม่ และผู้ฝากเอกสารยังถามด้วยว่าประชาชนมีสิทธิที่จะไปฟ้องร้องการกระทำแบบนี้ของ คตส. ได้หรือเปล่าด้วย” ดร.เมธาพันธ์ กล่าว

ดร.เมธาพันธ์ กล่าวอีกว่า เท่าที่ติดตามสถานการณ์กรชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯในขณะนี้ มีกลุ่มผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลังด้วยกัน 4 กลุ่ม คือ กลุ่มแรก กลุ่มสันติอโศกทั้งหมด ไปดูได้ที่สะพานมัฆวานฯ กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีต ประธาน คมช.สนับสนุน แม้จะไม่ปรากฏกาย แต่ก็เป็นคนจ่ายเงินให้พวกนี้มา มีที่ละหมาดให้ด้วย กลุ่มที่ 3 คุณหญิงจารุวรรณ จะเกี่ยวข้องหรือไม่ แต่มีคนบอกว่าเขาเกี่ยวข้องกับคุณหญิงจารุวรรณ ไปนั่งฟังพันธมิตรอยู่ทุกวัน และกลุ่มที่ 4 ถูกจัดตั้งโดยนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน มีหลักฐาน มีเจ้าหน้าที่ แต่เขาไม่อยากกระทำการใดที่ก่อให้เกิดเป็นความรุนแรงขึ้นในประเทศ แต่อยากให้รัฐบาลดำเนินการตากฎหมายกับกลุ่มคนพวกนี้

“สุดท้าย ผมอยากให้ประชาชน หากใครเจอหน้า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ หรือพ่อใหญ่จิ๋ว เมื่อไหร่ ขอให้ถามคำถามนี้ จริงหรือเปล่าที่มีผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ที่มีผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ กล่าวกับพ่อใหญ่จิ๋วว่า อั้วต้องการ พรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นมาเป็นผู้บริหารประเทศ เป็นฝ่ายบริหารประเทศ หลังวันที่ 23 ธันวาคม 2550 เพราะเหตุนี้ใช่ไหม สถานการณ์มันจึงวุ่นวายอยู่จนถึงทุกวันนี้” ดร.เมธาพันธ์ ระบุ



มท.1 ปฎิเสธไม่เคยสั่งปิด เอเอสทีวี แค่ให้เข้มงวดเผยแพร่คำหยาบคาย

ร.ต.อ.เฉลิม ปัดไม่เคยออกคำสั่งให้ปิด การแพร่ภาพของ เอเอสทีวี เพียงขอให้ผู้ว่า เข้มงวดเคเบิลท้องถิ่นที่เชื่อมต่อสัญญาณถ่ายทอดสดพันธมิตรฯปราศรัยด้วยถ้อยคำที่ไม่เหมะสม หยาบคาย อาจเข้าข่ายความผิดไปด้วย

ทั้งนี้ ภายหลังเกิดปฏิกิริยาจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และเครือข่ายเคเบิลท้องถิ่นบางแห่ง ต่อคำสั่งของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ เข้มงวดต่อการเชื่อมสัญญาณเผยแพร่ภาพจาก สถานีโทรทัศน์ เอเอสทีวี ที่มีลักษณะปลุกเร้า ยั่งยุ และหยาบคายอย่างมากนั้น ในวันนี้ (14 มิ.ย.) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยืนยันว่า ไม่เคยออกคำสั่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ปิดการออกอากาศ เอเอสทีวี เพียงบอกแต่ว่า ให้ระมัดระวังการนำเสนอเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม เพราะไม่มีประเทศใดในโลกที่ยินยอมให้มีการถ่ายทอดสดการชุมนุมปราศรัยโดยการใช้ถ้อยคำที่หยาบคาย

ร.ต.อ.ฌฉลิม กล่าวด้วยว่า ขณะเดียวกัน กำลังเตรียมเรียกนายกสมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย เข้าพบ เพื่อชี้แจงไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดด้วย อย่างไรก็ตาม ยังคงเดินหน้าตามคำสั่งเดิมกับผู้ว่าราชการจังหวัดในการไปตรวจสอบการทำผิดกฎหมายของสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวีต่อไป

ส่วนเรื่องที่กลุ่มพันธมิตรฯ จะยื่นเรื่องให้สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ถอดถอนออกจากตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยืนยัน พร้อมที่จะชี้แจงต่อวุฒิสภาทุกเวลา และเชื่อว่า นายกรัฐมนตรี จะเข้าใจ รวมถึง ไม่กังวลที่กลุ่มพันธมิตรฯ จะนำมวลชนไปกดดันที่บ้านพักด้วย



Saturday, June 14, 2008

เกมเช็กบิล 'เด็กดื้อ'?


จะบอกว่า ไม่มีผลต่อรูปคดีมันก็ไม่เชิงซะทีเดียว

เพราะจากเกมการต่อสู้หักล้างกันในปมของนายชัยวัฒน์ ฉางข้าวคำ พยานปากสำคัญในคดีทุจริตเลือกตั้งของนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร ส.ส.สัดส่วนพรรคพลังประชาชน เคยเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

หนึ่งในปมที่ทีมทนายของนายยงยุทธยกเป็นข้อต่อสู้ในการชี้ให้เห็นถึงการมีส่วนได้ ส่วนเสียของพยานปากสำคัญ เบื้องหลังไม่มีความเป็นกลาง

เพิ่มน้ำหนักในเรื่องของการจัดฉาก สร้างเรื่องใส่ร้ายคู่แข่งทางการเมือง

กลายเป็นเรื่องเป็นเรื่องตาย ม็อบพันธมิตรฯลากไปยำใหญ่บนเวที กระเทือนกันไปทั้งตึกศรีจุลทรัพย์ รังใหญ่ 5 เสือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

เข้าแผนล็อกเป้า กำจัดไส้ศึกระบอบ “ทักษิณ”

ล่าสุด นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. สั่งตั้งกรรมการสอบสวนการออกหนังสือของสำนักสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัยของ กกต.ที่ออกให้กับทีมทนายของนายยงยุทธนำไปแสดงในศาล

ระบุนายชัยวัฒน์เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

โดยขีดเส้นให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน และหากปรากฏมีการปลอมแปลงลายเซ็นจริง ต้องมีโทษทางวินัยและโทษทางอาญา ฐานละเมิดอำนาจศาลที่นำหลักฐานเท็จไปแสดงต่อศาล

เงื้อดาบรอตัดหัวเลย

แต่ก็เป็นอะไรที่ต้องแยกออกจากกัน นอกเหนือจาก 5 เสือ กกต.ที่ถูกม็อบพันธมิตรฯจับเลือกข้าง แบ่งออกเป็น 2 ขั้ว

ฝ่ายหนึ่ง “เด็กดี” คือนายอภิชาต นายประพันธ์ นัยโกวิท กกต.ด้านบริหารการเลือกตั้ง และนายสุเมธ อุปนิสากร กกต.ด้านกิจการการมีส่วนร่วม

อีกฝั่ง “เด็กดื้อ” คือนายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ด้านสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย กับ “เจ๊สด” นางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง

กกต.ถูกจับแยก “เด็กดื้อ” และ “เด็กดี”

และกรณีหนังสือยืนยันความเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ของนายชัยวัฒน์ ก็ต้องแยกออกเป็น 2 ประเด็น ปมแรก เอกสารจริงหรือปลอม

ซึ่งนายสุเมธออกมาระบุเอกสารดังกล่าวเป็นหนังสือทางราชการของ กกต. แต่ลายเซ็นในเอกสารไม่ใช่ของผู้มีอำนาจคือ พ.ต.อ.ณัฐศักดิ์ นานาวัน ผู้อำนวยการสำนักสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย 5

ขณะที่นายสมชัยก็อธิบายแทนลูกน้อง ในวันที่ทีมทนายของนายยงยุทธขอเอกสารเพื่อนำไปแสดงต่อศาล ปรากฏว่า พ.ต.อ.ณัฐศักดิ์อยู่ที่ศาลทั้งวัน จึงประสานให้ พ.ต.ท.กฤษณ์ ณ เชียงใหม่ พนักงานสอบสวน สำนักสืบสวนฯ 5 ให้ดำเนินการโดยเร็ว

ดังนั้น พ.ต.ท.กฤษณ์จึงเซ็นเอกสารขึ้นมาเองและเซ็นแทน

“ข้อผิดพลาดคือ แทนที่จะลงนามด้วยตัวเอง กลับไปอ้างชื่อ พ.ต.อ.ณัฐศักดิ์และลงนามแทน เท่าที่เห็นก็เป็นหนังสือราชการที่ถูกต้องทุกอย่าง จะผิดก็ตรงที่ไปลงชื่อแทนคนอื่น”

ดูท่า “สารวัตรกฤษณ์” คงต้องรับมุกไป

แต่กับอีกประเด็นคือนายชัยวัฒน์เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่

ปรากฏคิวนี้ นางสดศรีนำทีมแถลงยืนยันด้วยตัวเอง จากการตรวจสอบพบว่า ไม่เฉพาะนายชัยวัฒน์เท่านั้นที่เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

แต่ยังปรากฏชื่อของนางอรและนายเกรียงไกร ฉางข้าวคำ ภรรยาและลูกของนายชัยวัฒน์ สมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2547

โดยมีสำเนารายชื่อถูกเก็บเป็นไมโครฟิล์มป้องกันการถูกแก้ไขอีกด้วย

ล่าสุดมีการเปิดฐานข้อมูลสมาชิกพรรคการเมืองของ กกต. พบว่า นายชัยวัฒน์เคยเป็นสมาชิกทั้งพรรคประชาธิปัตย์และพรรคไทยรักไทย ซึ่งตามกฎหมายเก่าสามารถทำได้ แต่เมื่อพรรคไทยรักไทยถูกยุบไป การเป็นสมาชิกของนายชัยวัฒน์ก็สิ้นสภาพไปด้วย

แต่จากบัญชีสมาชิกที่พรรคประชาธิปัตย์ส่งให้ กกต.ล่าสุด ก็ยังมีชื่อของนายชัยวัฒน์อยู่ ลงนามรับรองความถูกต้องโดยนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ กรรมการบริหารพรรค

จุดนี้แหละที่ต้องชิงเหลี่ยมหักล้างกัน

เพราะมันจะชั่งน้ำหนักได้ว่า สิ่งที่นายชัยวัฒน์ปฏิเสธกลางศาล และถึงตอนนี้ก็ยังยืนยันกับคนภายนอกว่าไม่เคยสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เลย

ในฐานะพยานโจทก์สำคัญ พูดแล้วเชื่อถือได้แค่ไหน.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน



สิงห์เหลิม สั่ง ผวจ.ปิดเอเอสทีวี

ที่กระทรวงมหาดไทย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย กล่าวในการประชุมกระทรวงมหาดไทย ถึงเรื่องการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่า การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯเข้าข่ายการผิดกฎหมายอาญา จึงขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศไปตรวจดู และให้ดำเนินการใน 2 ลักษณะ คือ 1. ใช้มาตรการทางปกครอง เรียกผู้ประกอบการโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิกในท้องถิ่น ที่รับสัญญาณของเอเอสทีวี ที่ทำหน้าที่โฆษณาให้ประชาชนกระทำผิดกฎหมาย ให้รับทราบข้อเท็จจริง และยุติการรับสัญญาณของเอเอสทีวี ที่ถ่ายทอดสดการชุมนุมไปแพร่ภาพ 2. หากไม่รับฟังก็ขอให้ไปกล่าวโทษต่อเจ้าพนักงานว่า กระทำความผิดตามมาตรา 85 ของประมวลกฎหมายอาญา สามารถกล่าวโทษต่อเจ้าพนักงานได้ทุกพื้นที่ที่มีการแพร่สัญญาณเอเอสทีวีไปถึง และทำได้ทุกวัน เพราะถือว่าเป็นการกระทำที่ต่างกรรมต่างวาระกัน

อ้างนายกฯสั่งมหาดไทยให้จัดการ

เรื่องนี้เป็นการสั่งการจากนายกฯที่เรียกไปหารือ เมื่อวันที่ 12 มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่นายกฯต้องการใช้บริการจากกระทรวงมหาดไทย เพราะเห็นว่าจัดการงานได้รวดเร็ว หลังการประชุมกระทรวง ขอให้ดำเนินการโดยทันที โดยให้ประสานไปยังผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด เจ้าหน้าที่สามารถกล่าวโทษได้เลย ผวจ.ต้องกล่าวโทษทุกวัน เอเอสทีวีต้องถูกแจ้งจับทุกวัน ส่วนการที่ศาลปกครองคุ้มครองการออกอากาศของเอเอสทีวี เป็นคนละเรื่อง เพราะเรื่องนี้เป็นการเอาเรื่องของผู้ที่มีการกระทำความผิดไปเผยแพร่ พันธมิตรฯทำผิดฐานกีดขวางการจราจร การใช้วิธีจรยุทธ พูดจาหยาบคาย ปลุกระดมประชาชนว่าไม่ต้องเสียภาษี ขู่ตัดน้ำตัดไฟ ถือเป็นการละเมิดอำนาจรัฐ ศาลจะคุ้มครองอย่างไรก็ว่าไป ไม่ใช่หน้าที่กระทรวงมหาดไทย ที่จะไปขอให้ศาลปกครองเพิกถอนการคุ้มครองสิทธิร.ต.อ.เฉลิมกล่าว

ฉุนผู้สื่อข่าวซักถามเรื่องข้อกฎหมาย

เมื่อถามว่า จะทำให้คนเห็นใจพันธมิตรฯมากขึ้นหรือไม่ รมว.มหาดไทยตอบว่า จะไปเห็นใจได้อย่างไร อย่างนี้ก็ต้องเผาตำรากฎหมายทิ้ง แล้วปล่อยให้มีโจรเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด เมื่อถามว่า จะทำให้สถานการณ์การชุมนุมรุนแรงขึ้นหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิมตอบว่า ไม่ได้สนใจ สถานการณ์รุนแรงเรื่องอะไร ผู้สื่อข่าวถามว่า การนำกฎหมายนี้มาใช้ อาจจะทำให้มีผู้มาเข้าร่วมชุมนุมมากขึ้น เพราะมีการตัดสัญญาณเคเบิลทีวี ร.ต.อ.เฉลิมได้กล่าวด้วยความฉุนเฉียวในทันทีว่า ใครออกกฎหมาย ก็กฎหมายมันมีแล้ว ไม่ใช่ผมตอบแล้วมีอารมณ์ แต่ถ้านักข่าวสัมภาษณ์ยังขาดความเข้าใจ จากนี้ผมไม่จำเป็นต้องให้สัมภาษณ์อีกต่อไป ต้องเข้าใจว่าผมไม่ใช่เป็นคนออกกฎหมาย ถ้าพันธมิตรฯทำผิดกฎหมายไม่กล้าทำอะไร ก็ต้องยกประเทศให้พันธมิตรฯไป

อยากให้พวกคุณให้ความเป็นธรรมผมบ้าง นักการเมืองอย่างผมไม่ชั่วหรอก ถ้าไม่ให้ความเป็นธรรมในการเสนอข่าว ก็ไม่ต้องมาสัมภาษณ์ เพราะผมดังพอแล้ว ไม่ต้องออกข่าว บางครั้งพวกคุณก็มากไป ผมไม่เคยโกรธนักข่าว แต่มันมากไป เรื่องไม่เป็นเรื่องก็ไปรายงานข่าวอย่างนั้นอย่างนี้ ผมก็เสียหายตลอด ผมไม่เคยเรียกพวกคุณมาสัมภาษณ์ มีแต่พวกคุณอยากมาสัมภาษณ์ผม ถ้าคิดว่าการให้สัมภาษณ์ของผม ไม่เป็นประโยชน์ต่อสื่อและประชาชน ไม่ต้องมาสัมภาษณ์ผมอีกต่อไปรมว.มหาดไทยกล่าวในที่สุด



อ่านรายละเอียดต่อ ไทยรัฐ

ปชป.เรียกร้อง มท.1 ยกเลิกการปิดกั้น ASTV

พรรคประชาธิปัตย์ 14 มิ.ย. - กรรมการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน พรรคประชาธิปัตย์ เรียกร้องให้ รมว.มหาดไทย ยุติการสกัดกั้นการถ่ายทอดสัญญาณ ASTV

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.กทม. และกรรมการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน พรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ห้ามไม่ให้เคเบิลทีวีต่างจังหวัด รับสัญญาณถ่ายทอดการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เรื่องนี้ไม่ต้องเรียนกฎหมายระดับด๊อกเตอร์ ก็ต้องรู้ว่ารัฐธรรมนูญให้สิทธิเสรีภาพในการรับรู้ หากมีการกระทำผิดกฎหมาย สิ่งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยต้องดำเนินการ คือ การแจ้งความ ไม่เช่นนั้นจะถือว่าละเว้นการปฎิบัติหน้าที่

“แม้รัฐบาลจะปิดกั้น ASTV ได้ แต่สุดท้ายประชาชนจะโหยหาข้อมูลข่าวสาร ดังนั้น จึงอยากเรียกร้องให้ยุติการกระทำ และมุ่งหน้าไปสู่การแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น”นายบุญยอด กล่าว. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-14 12:57:14




สมัคร โยนถาม มท.1 สั่งไม่ให้เชื่อมสัญญาณถ่ายทอดชุมนุม

เชียงใหม่ 14 มิ.ย. – “สมัคร สุนทรเวช” เดินตลาดวโรรส หาซื้ออาหาร พร้อมสอบถามราคาสินค้า เผยไม่รู้สึกกังวลกับการเดินทางมาประชุมที่ จ.เชียงใหม่ โยนให้ถาม “ร.ต.อ.เฉลิม” กรณีสั่งเคเบิลทีวีไม่ให้เชื่อมสัญญาณถ่ายทอดชุมนุม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 07.15 น. วันนี้ (14 มิ.ย.) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ปฏิบัติภารกิจที่ จ.เชียงใหม่ เป็นประธานการประชุมส่งเสริมปีแห่งการท่องเที่ยวไทย 2551-2552 ร่วมกับนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ภาคเอกชน ข้าราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่โรงแรมแชงกรีล่า

โดยก่อนการประชุม นายสมัคร ถือโอกาสเดินตลาดวโรรส เพื่อซื้อหมูทอด ไส้อั่ว ซี่โครงหมูทอด ข้าวเหนียว และปาท่องโก๋ จากร้านดำรงไส้อั่ว รับประทานเป็นอาหารเช้า จากนั้นได้ทักทายแม่ค้าและสอบถามราคาอาหารและผลไม้ เช่น ส้ม แกงถุง เนื้อทอด ปลาทอด และแวะชิมน้ำยาที่ร้านขนมจีนน้ำยา ซึ่งเป็นร้านที่นายสมัครแวะมารับประทาน และจับจ่ายใช้สอยในตลาดดังกล่าวบ่อย ๆ ก่อนรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และแม่ค้ารู้สึกดีใจมากที่นายกรัฐมนตรีเดินทางมาประชุมเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว จ.เชียงใหม่ เพราะขณะนี้แม่ค้า-พ่อค้าในตลาดวโรรสมีกำไรลดลงกว่าครึ่ง จึงต้องการให้รัฐบาลส่งเสริมการท่องเที่ยว และเชื่อว่าการประชุมดังกล่าว จะทำให้การท่องเที่ยวใน จ.เชียงใหม่ดีขึ้น

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวถามว่าราคาสินค้าแพงหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวอย่างอารมณ์ดีว่า “ไม่แพงเท่าไหร่” จากนั้นเดินทางกลับโรงแรมเจดีย์ ซึ่งเป็นที่พักแรมของนายกรัฐมนตรี

ผู้สื่อข่าวถามว่ามา จ.เชียงใหม่ในครั้งนี้รู้สึกกังวลหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “จะกังวลหรือหนักใจเรื่องอะไร” เมื่อถามว่าเมื่อวานนี้มีข่าวว่านายกรัฐมนตรีไปทำบุญเนื่องในวันคล้ายวันเกิด ที่ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ไปแม่กลาง ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับแม่ริม”

เมื่อถามถึงกรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งให้จังหวัดดูแลไม่ให้เคเบิลทีวีเชื่อมโยงสัญญาณเอเอสทีวีในการถ่ายทอดการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องไปถาม ร.ต.อ.เฉลิม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 09.10 น. นายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปโรงแรมแชงกรีล่า เพื่อเป็นประธานการประชุมส่งเสริมปีแห่งการท่องเที่ยวไทย 2551-2552 โดยมีนายวีระศักดิ์ และนายวิชัย ศรีขวัญ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ให้การต้อนรับ โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ได้ไปเดินตลาดวโรรส มีของกินน่ากินหลายอย่าง โดยเฉพาะเห็นแม่ค้านำเห็ดออรินจิ มาจี่กับกะทะ แล้วใส่พริกไทยและเกลือเล็กน้อย อร่อยมาก”

จากนั้นนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม โดยกล่าวถึงสาเหตุเป็นประธานการประชุมส่งเสริมปีแห่งการท่องเที่ยวไทย 2551-2552 ว่า ได้เลื่อนการประชุมดังกล่าวมาเป็นวันนี้ (14 มิ.ย.) เพราะสัปดาห์ที่ผ่านมา พรรคพลังประชาชนมีการประชุมทางการเมือง ซึ่งตนไม่ได้ไปร่วมประชุม เพราะเกรงว่าจะถูกมองเป็นเรื่องการเมือง

“เดิมทีได้นัดให้คณะรัฐมนตรี 35 คนมาร่วมประชุมพร้อม ๆ กัน แต่เห็นว่าเมื่อมีการเดินทางมากันเป็นจำนวนมาก ทั้งรัฐมนตรี 35 คน ต้องมีหน่วยรักษาความปลอดภัยเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด และค่าใช้จ่ายก็จะสูง ผมจึงมาร่วมประชุมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเท่านั้น เพื่อส่งเสริมและพิจารณาปัญหาเกี่ยวกับการท่องเที่ยว” นายสมัครกล่าว.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-14 12:24:37




นายกฯ ประชุมพัฒนาท่องเที่ยวไทยที่เชียงใหม่

เชียงใหม่ 14 มิ.ย.- นายกรัฐมนตรีปฏิบัติภารกิจที่จังหวัดเชียงใหม่ เข้าร่วมประชุมกับหลายฝ่าย หาแนวทางพัฒนาการท่องเที่ยวไทย

โดยก่อนการประชุม นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ถือโอกาสเดินตลาดวโรรส จังหวัดเชียงใหม่ รับประทานอาหารเช้า และแวะทักทายพ่อค้าแม่ค้า สอบถามราคาอาหารและผลไม้ ซึ่งผู้ค้าส่วนใหญ่ ยอมรับว่า ช่วงนี้ ได้กำไรลดลงกว่าครึ่ง และต้องการให้รัฐบาลช่วยหาทางส่งเสริมการท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ด้วย

จากนั้น นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปที่โรงแรมแชงกรีล่า เพื่อเป็นประธานการประชุมส่งเสริมปีแห่งการท่องเที่ยวไทย ปี 2551-2552 โดยจะร่วมหารือกับนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รวมถึงภาคเอกชน ข้าราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางส่งเสริมและพิจารณาปัญหาที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวของไทย หาแนวทางพัฒนาศักยภาพให้ทัดเทียมนานาชาติ.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-14 12:05:52