WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, June 15, 2008

กุเทพ ย้ำพันธมิตรหาเหตุชุมนุม


โฆษกพรรคพลังประชาชน เผยพันธมิตรพยายามนำคดีอดีต
นายกรัฐมนตรี มาจุดประเด็นในการชุมนุม ทั้งนี้ยืนยันรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย

นายกุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน เปิดเผยถึง การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในขณะนี้ว่า กลุ่มพันธมิตรฯ พยายามนำคดีของพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีมาเชื่อมโยงกับการชุมนุมเพื่อเปิดประเด็นโจมตี ขณะเดียวกันก็พยายามใช้ยุทธศาสตร์ดาวกระจายไปกดดันองค์กรอิสระอื่นๆ แต่เชื่อว่าการกระทำเช่นนั้นจะไม่ประสบความสำเร็จเหมือนเช่นที่ผ่านมา นอกจากนี้ก็ยังระบุด้วยว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรมีคนที่ได้ประโยชน์อยู่ 2 คน คือนายสนธิ ลิ้มทองกุล และพลตรีจำลอง ศรีเมือง อย่างไรก็ตามยังยืนยันว่าร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไม่ได้ดำเนินการสั่งปิดสถานีโทรทัศน์ ASTV เนื่องจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไม่มีอำนาจ แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจะใช้วิธีการทางกฎหมายดำเนินกับสถานีโทรทัศน์ดังกล่าว เนื่องจากมีการใช้ถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม และปลุกปั่นในมีการโค่นล้มรัฐบาล ซึ่งการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายการกระทำผิดทางกฎหมายอาญา

พปช.ปกป้อง‘เฉลิม'ห้ามเคเบิลดึงสัญญานASTV

พปช.ออกโรงปกป้อง ‘เฉลิม อยู่บำรุง' รมว.มหาดไทยสั่งผู้ว่าฯห้ามเคเบิลทีวีถ่ายทอดเอเอสทีวี ชี้ทำตามหน้าที่

(14มิ.ย.) นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน ในฐานะคณะทำงานศูนย์ติดตามและวิเคราะห์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แถลงกรณี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ใช้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 85 จัดการกับผู้ประกอบการเคเบิลทีวีที่รับสัญญาณของเอเอสทีวี ว่า ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 85 ระบุว่าผู้ใดโฆษณา หรือประกาศให้บุคคลกระทำความผิด ความผิดนั้นมีโทษไม่เกิน 6 เดือน ผู้นั้นต้องระวางโทษไม่เกินกึ่งหนึ่งของโทษที่กำหนด โดยขอให้ผู้ว่าฯไปตรวจสอบข้อมูล และดำเนินการ 2 มาตรการ คือ มาตรการทางด้านการปกครอง เรียกผู้ประกอบการมาคุยเพื่อแจ้งกฎหมายนี้ให้ฟัง ส่วนที่ไม่รับฟังก็ให้กล่าวโทษกับพนักงานสอบสวนตามมาตรา 85 ท้ายที่สุดกลายเป็นเงื่อนไขให้กลุ่มพันธมิตรฯ ได้หยิบยกขึ้นมาออกมาชุมนุม และออกมาตรการร้องศาลปกครอง และยื่น ส.ว.ให้ถอดถอน ร.ต.อ.เฉลิมจากตำแหน่ง

นายจตุพร กล่าวว่า ในความเห็นวอร์รูม เราต้องการให้เอเอสทีวี ออกอากาศ เพราะการออกอากาศเท่ากับเป็นการประจานพฤติกรรมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ไม่มีข้อสิ้นสุด และพันธมิตรฯกำลังจะถึงจุดจบอยู่แล้ว ถ้าประกาศอารยะขัดขืน โดยเฉพาะการประกาศปิดน้ำ ปิดไฟ หากนำมาใช้เมื่อไหร่บ้านเมือง ก็จะจัดการกับกลุ่มพันธมิตรฯ แต่ทว่าถ้าการเป็นรัฐบาล โดยเฉพาะการเป็น รมว.มหาดไทย เมื่อมีกฎหมายที่ต้องปฏิบัติ ถ้าไม่ปฏิบัติตาม คำถามก็คือว่าถ้าเป็นรัฐบาล หรือ รมว.มหาดไทย ถ้าพูดจาภาษาชาวบ้านก็จะออกว่าแล้วเป็นหาพระแสงอะไร รัฐมนตรีต้องใช้อำนาจตามที่ประชาชนมอบหมายมา

" วันนี้เป็นการใช้ช่องทางกฎหมายของทั้ง 2 ฝ่าย ผมเองเห็นว่ารัฐมนตรีมหาดไทย มีสิทธิ์ใช้มาตรา 85 ตามประมวลกฎหมาย เอเอสทีวีก็มีสิทธิ์ร้องศาลปกครอง แต่ละฝ่ายก็ใช้ช่องทางที่มีสิทธิ์กันอยู่ ซึ่งวันนี้มีคดีค้างคากันอยู่ โดยพวกผมขณะที่ทำพีทีวี ก็เคยแจ้งความดำเนินคดีนายธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ที่ช่อง 11 เอารายการยามเฝ้าแผ่นดิน มาออกอกาศทางช่อง 11 เพราะกรมประชาสัมพันธ์ เป็นคนร้องศาลปกครองเองว่า เอเอสทีวีผิดกฎหมาย " นายจตุพรกล่าว

นายจตุพรกล่าวว่า แต่วันนี้สิ่งที่ต้องเรียกร้องก็คือ สมาคมประกอบวิชาชีพสื่อ จะต้องพูดมาตรฐานของการทำหน้าที่สื่อ เพราะสื่อที่มีพฤติกรรมแบบเอเอสทีวี สื่ออื่นๆต้องปฏิบัติตามนั้นหรือไม่ ถ้าเป็นสื่อพวกเดียวกันแล้ว ไม่ออกมาดำเนินการแต่อย่างใด มาตรฐานเรื่องสื่อจะมีปัญหาเหมือน ถ้ามีหน้าที่ตรวจสอบพฤติกรรมของคนอื่น สื่อก็ต้องดูพฤติการณ์ของพวกตัวเองเหมือนกัน มีคำถามคือว่า เงินบริจาคจะมาจ่ายเป็นเงินเดือนได้หรือไม่ หมายความว่าถ้าสื่ออื่นๆ มีพฤติการณ์ด้วยการระดมเงิน ด้วยการจัดการชุมนุมไล่รัฐบาล แล้วตั้งกล่องบริจาคมาจ่ายเงินเดือน ที่ไม่ต้องเสียภาษีเงินบริจาค สื่ออื่นๆที่ไม่ใช่เอเอสทีวี สามารถดำเนินการได้หรือไม่ ฉะนั้นคนจะมีความเชื่อที่ว่า พันธมิตรจัดชุมนุมเอเอสทีวีเคลื่อนไหว ก็เมื่อเงินเดือนไม่มีเงินจ่าย จึงเคลื่อนไหวระดมเงินบริจาค

นายจตุพร กล่าวว่า ไม่สงสัยเลยว่า เงิน 400 ล้านบาท ที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ บอกว่าเป็นเงินส่วนตัว หมดไปกับการขับไล่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นำไปจ่ายอะไรบ้าง เงินบริจาคที่เปิดเผยก็ไม่ได้นับเงินจำนวนนี้ เพราฉะนั้นวันนี้สมาคมผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ ควรตรวจสอบมาตรฐานพวกเดียวกันด้วย ผู้รับบริโภคสื่อ คือ ผู้ดูเคเบิ้ลทีวี เป็นพวกที่รัฐบาลต้องให้ความเข้าใจเขามากที่สุด ถ้ามีการใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ปัญหาก็ไม่เกิดขึ้น แต่ถ้าผู้ประกอบการไม่ปฏิบัติตามก็ต่อสู้กันทางคดีความ ทุกอย่างว่าตามประมวลกฎหมาย

"ผมจึงบอกว่า เรื่องนี้เป็นพฤติการณ์ถ้าไม่มีการแก้ไข เพราะมีหลายเรื่องสื่อปกติไม่สามารถที่จะเผยแพร่ได้หลายถ้อยคำที่ปราศรัย ที่ถ่ายทอดโดยที่ไม่มีการเซ็นเซอร์ตรวจตรา จะกระทบเรื่องถ้อยคำ ความเหมาะสมเนื้อหาข้อเท็จจริง ความจริงแล้ว รมว.มหาดไทย ควรใช้มาตรา 85 ตั้งแต่ประกาศชุมนุม และบอกว่ารัฐบาลนี้จะเปลี่ยนประเทศไปสู่สาธารณรัฐแล้ว เพราะนั่นเท่ากับเป็นการทำลายความมั่นคงของชาติอย่างรุนแรง หรือการยกสถาบันมากล่าวร้ายคนอื่น สร้างความแตกแยกของคนในชาติ อย่างที่บอกไปแล้วว่าเมื่อเป็นรัฐบาลแล้ว ถ้าไม่ทำหน้าที่แล้วก็ไม่ควรจะอยู่ " นายจตุพรกล่าว

นายจตุพร กล่าวว่า การที่ร.ต.อ.เฉลิม ทำหน้าที่เป็นเรื่องที่ถูกต้อง เมื่อคิดว่าตัวเองทำถูกกฎหมายก็ไม่ต้องกลัวอะไร พันธมิตรฯก็ใช้สิทธิ์ของตัวเองไปร้องศาลปกครองไปบอกกับ ส.ว.สรรหา ทำหน้าที่ถอดถอน เหมือนพรรค คมช. ที่พร้อมทำตามพันธมิตรฯอยู่แล้ว ก็ไปใช้กระบวนถอดถอนของ ส.ว.ตามที่ประกาศ กฎหมายอาญารัฐบาลใช้ ศาลปกครองพันธมิตรฯไปร้อง ส.ว.ถอดถอน ให้3 กระบวนการทำหน้าที่ของตัวเองไป

นายจตุพร กล่าวว่า วันจันทร์ที่ 16 มิ.ย.นี้ ที่กลุ่มพันธมิตรฯ จะไป กกต. เป็นการแบล๊กเมล์ข่มขู่คุกคาม บอกว่า 3 คน เราให้กำลังใจ อีกคน 1 เราจะขับไล่ อีก 1 คนไม่รู้จักก็ดุด่าว่ากล่าว ฉะนั้นเหมือนยุทธการตีเมืองขึ้นว่า ถ้าคุณไม่ยอมฝ่ายเราก็เจอแบบคุณสมชัย พฤติการณ์ถ้ายึดกำลังใจของพันธมิตรฯเป็นตัวตั้ง วันหน้าถ้า 3 คนนี้ไม่สนองความต้องการของพันธมิตรฯ เขาจะออกมาขับไล่เช่นเดียวกัน ฉะนั้น กกต.จะอยู่ได้ก็คือยุติธรรมเท่านั้น ความเป็นกลางก็คือความรู้สึกของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ถ้าเข้าข้างฝ่ายใด ฝ่ายนั้นก็บอกว่าเป็นกลาง บ้านเมืองมันจะอยู่ไม่ ตนเชื่อว่ากลุ่มพันธมิตรฯจะทำอย่างนี้กับหน่วยงานอื่นเช่นกัน คงเห็นพันธมิตรฯทำแถลงการณ์อย่างกับเป็นคณะรัฐประหาร สั่งการข้าราชการตั้งแต่ปลัดกระทรวง ผู้ว่าฯ ถ้าไม่ปฏิบัติตามจะได้รับผลสนองอย่างสาสม ตนถามว่าพันธมิตรฯเอาอำนาจอะไร ดังนั้นจึงบอกว่าเมื่อรมว.มหาดไทยเดินหน้าก็เดินให้สุดตัว เมื่อตัดสินใจแล้วอย่าถอย เพราะถ้าถอยอีกประชาชนจะขาดความเชื่อมั่นทันที คิดว่ารัฐบาลเหละแหละ ถ้าไม่ทำอย่าตัดสินใจทำ เมื่อลงมือทำแล้วถอยไม่ได้ อย่างน้อยที่สุดประชาชนเลือกคนมาบริหารและทำอย่างรับผิดชอบ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ส.ว.สรรหาระบุว่ากรณีดังกล่าว เป็นใช้อำนาจการแทรกแซงสื่อ นายจตุพร กล่าวว่า ต้องดูคำสั่งของ รมว.มหาไทย ไม่ได้สั่งระงับสัญญาณของเอเอสทีวี สามารถออกอากาศได้ตามปกติ ตามที่ศาลปกครองคุ้มครองอยู่ แต่เคเบิลทีวีที่รับช่วงถ่ายทอดจากเอเอสทีวีไป มาตรา 85 ผู้โฆษณาต้องได้รับโทษเหมือนตัวการ แต่ถ้าผู้ประกอบการบอกว่าจะพร้อมร่วมรับโทษ ก็ออกอากาศได้ไม่มีปัญหา เคเบิลท้องถิ่นยังต้องใช้สายพาดเกี่ยวกับเสาไฟฟ้าของการไฟฟ้า ที่เกี่ยวกับรัฐ และอยู่ในช่องว่างของกฎหมาย ฉะนั้นต้องว่าตามจริงของกฎหมาย ถ้าผู้ประกอบการใดทั้งประเทศจะรับผิดชอบกับเอเอสทีวีและพันธมิตรฯ ก็เชิญออกอากาศดำเนินการไป และฝ่ายรัฐก็จะดำเนินการตามยุติธรรม มีช่องทางออกของแต่ละฝ่าย

เมื่อถามว่า พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน อดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหม ไปบอกกับผู้ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯว่าอีก 1 สัปดาห์ ทุกอย่างจะจบแล้ว ขอให้อดทน ทหารจะอยู่ข้างพันธมิตรฯ นายจตุพร กล่าวว่า เชื่อว่าหน่วยงานของรัฐที่บริหารราชการ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ พล.ร.อ.บรรณวิทย์ได้เกี่ยวข้องหลังการยึดอำนาจแล้วได้เป็น สนช. และเป็นประธานคณะกรรมการคมนาคม น่าจะมีการตรวจสอบพฤติการณ์ช่วงที่ผ่านมา เพราะมีข้อสงสัย ข้อกล่าวหามากมาย ขนาด พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ยังไม่เอาด้วย ไปกระทำการอะไร หลายหน่วยงานที่ไปดำเนินการก็มีกลิ่นอะไรมากมาย หน่วยงานของกระทรวงคมนาคมต้องไปตรวจสอบ ทองแท้ไม่ต้องกลัว ทองชุบก็ลอกให้ประชาชนเห็น

" พล.ร.อ.บรรณวิทย์นั้น รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ไม่เอา รัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็ไม่เอา มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทางวินัย ฉะนั้นช่วงมีอำนาจไปกระทำการอะไรบ้าง พล.ร.อ.บรรณวิทย์พร้อมให้ตรวจสอบหรือไม่ แต่หน่วยงานรัฐต้องตรวจสอบ และถ้าตรวจสอบไม่ได้ก็ไม่ควรจะนั่งอยู่ตรงนี้ เพราะมีข้อเท็จจริงที่มีเรื่องฉาวมากมาย คมช.ยังตั้งคณะกรรมการตรวจสอบวินันย ผมจึงบอกว่ารัฐที่มากจากเลือกตั้ง ก็ควรกล้าดำเนินการอย่างไดอย่างหนึ่งกับพล.ร.อ.บรรณวิทย์ เหมือนกัน"นายจตุพรกล่าว

เมื่อถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ในสิ่งที่พล.ร.อ.บรรณวิทย์บอกว่าทหารอยู่ข้างพันธมิตรฯ นายจตุพร กล่าวว่า ไม่เคยได้ยินว่าทหารอยู่ข้างพันธมิตรฯ แต่กลุ่มนั้นพยายามยั่วยุให้ทหารยึดอำนาจ เพราะจะเป็นช่องทางเดียวของการเปลี่ยนแปลง ดึงพรรคร่วมรัฐบาลออกไปทั้งหมด ไปร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาลได้ก็บริหารประเทศไม่ได้อยู่ดี เพราะถ้าถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ เสียงข้างมากจะกลายเป็นเสียงข้างน้อยทันที เพราะส.ส.ที่เป็นรัฐมนตรียกมือให้ตัวเองไม่ได้ และมันปริ่มเพียง 7 เสียง ต้องเอาคนนอกมาทั้งหมด ถ้าให้พรรคประชาธิปัตย์บริหาร ช่องทางเดียวเห็นได้ชัดว่า พันธมิตรฯจะบอกว่าหลับเถิด ทหารกล้าข้าจะคุ้มภัย พูดจาแดกดันทหาร เพื่อต้องการให้ทหารรู้สึกว่า ถูกกระตุ้น และออกมายึดอำนาจ คนที่มาขึ้นเวทีพันธมิตรฯก็เห็นแล้วว่าหลังยึดอำนาจไปขึ้นวางวัลที่ไหน หลายคนจึงมีตำแหน่ง สนช. สสร.บอร์ดรัฐวิสาหกิจ บ้าง ทุกคนรู้ว่าโผล่หน้าเวที ยึดอำนาจ ขึ้นวางวัลที่ไหน นักเลือกบางคนช่วงไม่มีเลือกตั้งก็ไปรับตำแหน่ง สอบตก ก็ออกมาขับไล่ ตนจึงบอกว่านี่เป็นวิธีการที่สกปรก

"เวทีผู้ปราศรัยทุกวัน ส่วนใหญ่จะมีส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ มีส.ส.สอบได้คือ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ที่เหลือเป็น ส.ส.สอบตก ผมตั้งคำถามไปยังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาของผมว่า เล่นการเมือง 2 หน้า ผมบอกว่าให้คุณอภิสิทธิ์ประกาศชัดเจนว่า เห็นด้วยกับการชุมนุมของพันธมิตรฯ จึงไม่ห้าม ส.ส.และ ส.ส.สอบตกให้กลับพรรค และให้ประกาศท้ากับประชาชนว่า ถ้าการยืนเคียงข้างพันธมิตรฯ ผิดหรือถูกให้ไปตัดสินในการเลือกผู้ว่าฯ กทม.ในเดือนสิงหาคม เพราะพรรคประชาธิปัตย์เล่นบทโค่นรัฐบาลทั้งนอก และในสภา ผมจึงบอกว่าเอาเปรียบรัฐบาลและระบอบประชาธิปไตยเกินไป ฉะนั้นให้ประกาศเดิมพันทางการเมืองไปเลยในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ถ้าคนเห็นด้วยกับพันธมิตรฯ ยึดสะพานมัฆวานฯ พรรคประชาธิปัตย์ส่งสมาชิกไปร่วมชุมนุม หรืออ้างว่าไปเองตามสิทธิเสรีภาพ แต่พรรคไม่เรียกกลับ ฉะนั้นก็ให้ประชาชนตัดสิน ว่าเห็นด้วยพรรคประชาธิปัตย์ไปร่วมกับม็อบพันธมิตรฯชุมนุมปิดถนนหรือไม่ ถือเป็นการลงประชามติอีกอย่าง ขอให้นายอภิสิทธิ์ประกาศให้ชัดเจน เพราะถ้าไม่มีการวัดในการเลือกตั้ง อย่างนี้ก็ไม่รู้ว่าคนกทม.คิดอย่างไร เพราะนี้คนกรุงเทพกำลังเดือดร้อน จากพิษเศรษฐกิจ รวมทั้งการปิดถนน เขาจะได้ใช้สิทธิของเขาระบายถึงความไม่พอใจของการกระทำของกลุ่มพันธมิตร ด้วยการใช้สิทธิเลือกตั้ง"นายจตุพรกล่าว

thai-grassroots

“กุเทพ”ซัด พันธมิตรฯอ้างแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมสอบสวนคดีทักษิณ

นายกุเทพ ใสกระจ่าง กล่าวว่า กลุ่มพันธมิตรฯ พยายามชูประเด็นแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมในการสอบสวนคดีต่างๆ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพื่อหาความชอบธรรมในการชุมนุม

อีกทั้งกรณีที่มีการนำเงิน 2 ล้านบาทใส่กล่องขนมให้กับเจ้าหน้าที่ศาลฎีกา ซึ่งมีกระแสข่าวว่าอดีตทนายความผู้ใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้นำมาให้ รวมทั้งการเคลื่อนขบวนไปยังองค์กรอิสระ ทั้ง คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐหรือ คตส. และคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ในวันพรุ่งนี้ ซึ่งถือเป็นการกดดันองค์กรอิสระให้ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวทางที่กลุ่มพันธมิตรฯ ต้องการ

นอกจากนี้ สาเหตุที่กลุ่มพันธมิตรฯ พยายามให้การชุมนุมยืดเยื้อนั้น เนื่องจากมีผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ คือ พลตรีจำลอง ศรีเมือง ที่ใช้เวทีเพื่อเผยแพร่ลัทธิจำลอง และนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ใช้เวทีพันธมิตรฯ เป็นเวทีทอล์กโชว์โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย และจูงใจให้ประชาชนติดตั้งจานดาวเทียมเอเอสทีวีเพิ่มขึ้น

พร้อมทั้งกล่าวถึงกรณี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งให้เคเบิ้ลทีวีท้องถิ่นระงับการเผยแพร่ภาพการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่า เป็นเพียงการคุมเข้มการออกอากาศเพราะมีคำพูดหยาบคาย ซึ่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย

นายกฯ ชี้ 'เฉลิม'ทำตาม กม.ห้ามเคเบิ้ลท้องถิ่นแพร่ภาพพันธมิตรฯ

วันนี้ (15 มิ.ย.) นายสมัคร สุนทรเวช กล่าวในรายการสนทนาประสาสมัคร ต่อกรณีการเปิดประชุมสภาวิสามัญว่าเป็นการเปิดเพื่อพิจารณาร่างงบประมาณ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติและมีความจำเป็นเพื่อพิจารณาแก้ไขกฏหมายที่คั่งค้าง แต่ที่ไม่ปกติคือทั้ง ส.ส.และส.ว.กระเหี้ยนกระหือรือสอดไส้ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเข้ามาด้วย ทั้งที่บริหารงานได้เพียง 4 เดือนเศษ มีการออกข่าวว่ารัฐบาลกลัวถูกซักฟอก เพราะฝ่ายค้านฝีปากกล้า บอกได้เลยว่า ไม่มีอะไรต้องกลัว แต่ไม่มีความจำเป็นที่เปิดโอกาสให้เปิดอภิปรายในช่วงนี้

นายสมัคร กล่าวว่า ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมามีการประโคมข่าวว่า รัฐบาลจะขูดเลือดประชาชน ด้วยการสั่งโละรถเมล์ร้อน 6,000 คัน โดยที่รัฐบาลจะได้ค่าคอมมิชชันคันละ 1 ล้าน ขออธิบายว่าขณะนี้รัฐบาลต้องแบกรับภาระหนี้ ขสมก.ปี 6,000 กว่าล้านบาท ขณะที่ราคาน้ำมันก็สูงขึ้น ทราบว่ามีลักลอบถ่ายน้ำมันไปขาย จึงจำเป็นต้องหันมาติดตั้งแก๊ส เพื่อแก้ปัญหาตรงนี้ เท่านี้พรรคประชาธิปัตย์ออกมาขยายความ อ้างว่ามีหลักฐานทุจริตใหญ่โตก็ว่ามา

"วันก่อนผมหยุดจ้องหน้าสื่อก็ตกเป็นข่าวใหญ่โต สื่อมวลชนรุมโขกรุมสับ เรื่องที่มาเพียงแค่นัดกินข้าวกับ 6 พรรคร่วมรัฐบาล แต่ทำไมสื่อมวลชนยกโขยงกันไปทำข่าวกันมากมายยังมีคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์บางฉบับ เขียนเหน็บแนม นำนายสมัครไปเปรียบเทียบนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี บอกได้เลยว่าคุณสมบัติไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ผมก็ลูกพระยา มีลูกสาวก็ 2 คน แต่กลับเหนือกว่าเพราะเป็นลูกแฝด" นายสมัครกล่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ ร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขอความร่วมมือผู้ว่าราชการจังหวัดเข้มงวดกับผู้ประกอบการเคเบิ้ลทีวีท้องถิ่นที่มีการเชื่อมต่อสัญญาณกับสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี ไม่ให้มีการเผยแพร่ภาพการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ นั้น เป็นการเตือนผู้ประกอบการ เพราะการเผยแพร่ภาพปราศรัยปลุกระดม หรือกล่าวพาดพิงว่าร้ายผู้อื่น โดยใช้ถ้อยคำที่รุนแรง มีความผิดตามกฎหมายอาญา โดยยืนยันว่าร้อยตำรวจเอกเฉลิม ทำตามกฎหมายทุกอย่าง หากผู้ประกอบการเคเบิ้ลทีวีท้องถิ่นรายใดถ่ายทอดถ้อยคำที่ไม่เหมาะสมก็จะต้องรับผิดตามไปด้วย

ในช่วงท้ายนายกรัฐมนตรีได้หยิบคำถามจากทางบ้านที่ถามถึงการชุมนุมที่ยืดเยื้อของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่าทำไมสร้างความเดือดร้อนและกลับไม่มีการดำเนินคดี โดยนายสมัครได้เรียกร้องให้ประชาชนเข้าแจ้งความดำเนินคดีต่อตำรวจเพื่อยื่นฟ้องเอาผิดต่อพันธมิตรฯ แล้ว

สมัคร ประชุมส่งเสริมปีแห่งการท่องเที่ยวไทย 51-52


เชียงใหม่ 14 มิ.ย. – นายกฯ กระตุ้นท่องเที่ยวภาคเหนือตอนบน 8 จังหวัด เสนอจัดท่องเที่ยวแบบแพ็กเกจ เตรียมตัดเส้นทางลัด อำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวไทย-ต่างชาติ พร้อมให้สายการบินต้นทุนต่ำ เปิดเส้นทางบินตรงสู่พื้นที่ภาคเหนือ ย้ำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งก่อสร้างศูนย์ประชุมนานาชาติให้แล้วเสร็จโดยเร็ว หวังดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมเพื่อส่งเสริมปีแห่งการท่องเที่ยวไทย พ.ศ.2551-2552 พื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ที่โรงแรมแชงกรีล่า จ.เชียงใหม่ ว่า ในภาคเหนือตอนบน ปีเศษที่ผ่านมาถือว่าประสบปัญหาทางด้านการท่องเที่ยว เนื่องจากนักท่องเที่ยวหันกลับไปเที่ยวพื้นที่ภาคใต้มากขึ้น รวมถึงภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา ดังนั้นที่ประชุมเห็นว่าต้องทำให้นักท่องเที่ยวกลับมาท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนให้มากขึ้น ซึ่งขณะนี้ห้องพักและโรงแรมต่าง ๆ มีเป็นจำนวนมากเกินจำนวนนักท่องเที่ยวในแต่ละปี และเห็นว่าในการสร้างศูนย์ประชุมนานาชาติและจัดแสดงสินค้านานาชาติ ที่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งแนวคิดจะก่อสร้างศูนย์ประชุมดังกล่าวมีมากว่า 17 ปีแล้ว แต่ไม่ได้ดำเนินการ และขณะนี้ได้มีการวางศิลาฤกษ์ แต่ยังไม่มีการก่อสร้าง ดังนั้นจะให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการ

“ศูนย์ประชุมนานาชาติแห่งนี้ จะเป็นลักษณะห้องจัดเลี้ยงและห้องประชุม โดยในช่วงโลว์ซีซั่นของการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคเหนือประมาณ 4 เดือน ผมจะให้ข้าราชการที่มีการจัดสัมมนาต่าง ๆ มาจัดสัมมนาในพื้นที่ภาคเหนือให้มากขึ้น ทั้งนี้จะต้องเร่งดำเนินการในเรื่องดังกล่าว” นายสมัคร กล่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า นอกจากนี้สายการบินที่มีการยกเลิกบินตรงมาพื้นที่ภาคเหนือ ก็จะต้องเจรจาให้มีสายการบินบินตรงมาพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะสายการบินต้นทุนต่ำที่ใช้เครื่องบินเอทีอาร์ จำนวน 72 ที่นั่ง ซึ่งเป็นเครื่องบินที่มีความปลอดภัยสูงและมีประสิทธิภาพในการบินระยะสั้นที่เชื่อมแต่ละจังหวัดในภาคเหนือให้กลับมาดำเนินการได้อีก

ส่วนการคมนาคมเชื่อมต่อแต่ละจังหวัด จะมีตัดเส้นทางลัด โดยจะเห็นได้จากเวียดนามที่มีการเจาะทะลุภูเขา ซึ่งต่อไปประเทศไทยจะมีการดำเนินดังกล่าว นอกจากจะเป็นร่นระยะทางเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวแล้ว ยังถือเป็นการสร้างงานให้กับผู้รับเหมา ส่วนนักท่องเที่ยวระดับวีไอพีได้มีการหารือกันว่าเมื่อเกิดการเจ็บป่วยหรือประสบปัญหาใดก็ตาม ทางทหารซึ่งมีเฮลิคอปเตอร์พร้อมที่จะให้การช่วยเหลือในการลำเลียงนักท่องเที่ยวระดับวีไอพี เพื่อให้ได้รับการดูแล รวมถึงการดูแลห้องน้ำสาธารณะและห้องน้ำที่ในสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ที่เตรียมไว้ให้กับนักท่องเที่ยว เพื่อดูแลในเรื่องของความสะอาด

“ที่ประชุมได้มีการเสนอจุดขายของการท่องเที่ยว ซึ่งผมเห็นด้วยว่าควรทำเป็นแพ็กเกจเพื่อส่งเสริมจุดขายการท่องเที่ยวของไทย เช่น นักท่องเที่ยวชาวไทยที่จะเดินทางเป็นกลุ่ม ควรมีแพ็กเกจ ให้กับนักท่องเที่ยวเหล่านั้น โดยยกตัวอย่างว่าเมื่อนักเครื่องบินมาลงที่เชียงราย ก็จะมีบริการจัดรถทัวร์ให้ เดินทางมาเที่ยวพะเยา ลำปาง อ.ฝาง อ.ท่าตอน วนขึ้นมาเชียงราย วนตามเข็มนาฬิกา โดยทำการขายให้กับคนไทยก่อน จากนั้นถ้านักท่องเที่ยวมีเวลา 7-15 วัน ก็ควรจะทำแพ็กเกจแบบท่องเที่ยวรอบประเทศเพื่อนบ้าน เครื่องบินมาลงที่กรุงเทพฯ หลังจากเที่ยวกรุงเทพฯ และในประเทศไทย ก็จะเดินทางไปมัณฑะเลย์ ของพม่า แล้วไปเที่ยวที่สิบสองปันนา จากนั้นเดินทางไปหลวงพระบาง ทุ่งไหหิน เข้าฮานอย โฮจิมินห์ วนมาที่พนมเปญ หลังจากนั้นมาหยุดที่พัทยาก่อนขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพฯ” นายกรัฐมนตรี กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปล่องเรือแม่น้ำปิง พร้อมรับประทานอาหารร่วมกับนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ ในช่วงค่ำวันนี้.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-14 18:28:10


ปิดสภาสนามหลวง คปพร.เดินหน้าต่อ/ 24 มิ.ย.จัดใหญ่76 ปีเปลี่ยนการปกครอง

หมอเหวง ให้กำลังใจคนปชต.ปิดสภาสนามหลวงแค่หยุดชั่วคราว คปพร.รับลูกเดินหน้าต่อ เผย 24 มิ.ย. ครบ 76 ปี เปลี่ยนแปลงการปกครอง เตรียมจัดยิ่งใหญ่

นายแพทย์เหวง โตจิราการ หนึ่งในคณะกรรมการประชาชนเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) กล่าวบนเวทีสภาสนามหลวง เมื่อช่วงเย็น ในวาระปิดสภาฯว่า การเปิดสภาสนามหลวงตลอด กว่า 2 สัปดาห์ นับเป็นคุณูปการอย่างยิ่งต่อการต่อสู้กับเผด็จการ เพราะสภาสนามหลวง นอกจากจะมีส่วนช่วยทำให้กลุ่มคนที่โกรธแค้นกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไม่ออกไปปะทะจนเกิดเป็นความรุนแรงขึ้นได้แล้ว ยังเป็นอาวุธค้ำคอพันธมิตรฯที่จะก่อความวุ่นวายด้วย แต่อย่างเพิ่งไว้ใจเพราะยังมีนายทหารบางคน มีเชื้อร้ายเผด็จการแฝงเร้นซ่อนอยู่ภายใน

นายแพทย์เหวง กล่าวต่อไปว่า กลุ่มพันธมิตรฯ ที่อยากจะขอเรียกว่า พันธมาร มากกว่า ครั้งแรกออกมาชุมนุมประท้วงเพื่อต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และจะถอดถอนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ที่ยื่นญัตติขอแก้ไข แต่แล้วก็เป็นการโกหกอย่างเห็นได้ชัด โดยกลับเรื่องกลายไปสู่เป็นความต้องการล้มล้างรัฐบาล และยังเบี่ยงเบนไปเพื่อเป็นล้มล้างระบอบทักษิณอีกด้วย ดังนั้น ที่บอกว่า เป็นอารยะขัดขืน จึงไม่ใช่ แต่เป็นอันธพาลขัดขืนมากกว่า ที่คนเพียง 5-6 คน กำลังเหยียบหัวคนถึง 63 ล้านคนทั่วประเทศ

“ผมอยากเสนอประชาชนไว้ 3 ข้อ เพื่อสกัดการก่อความวุ่นวายของพันธมาร คือ 1. ให้ทุกคนเมื่อกลับไปบ้านแล้ว ให้ช่วยบอกต่อทั้งญาติพี่น้องและคนรู้จักว่าอย่ามาร่วมชุมนุมกับพันธมาร เพราะจะทำให้ประเทศชาติเสียหาย บอกไปเรื่อยๆ 1 คนต่อ 100 คน อย่างนี้ก็เป็นแสนคน ล้านคน แล้ว 2. อย่าซื้อ อย่าสนับสนุน สื่อในเครือข่ายของผู้จัดการ ที่มีนายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นหัวหน้าใหญ่ เช่น เอเอสทีวี หนังสือพิมพ์ผู้จัดการและในเครือทั้งหมด และ 3. ฟากใครมาซื้อของ ซื้อสินค้า ให้ถามว่า จะซื้อไปสนับสนุนอันธพาลที่สะพานมัฆวานฯหรือไม่ หากใช่ก็อยากขายให้ นี่คือสันติวิธี”

นายแพทย์ เหวง กล่าว พร้อมกล่าวต่ออีกว่า เมื่อปิดสภาสนามหลวง ไม่อยากให้ท้อใจว่า จะไม่สู้กับเผด็จการแล้ว เพราะการปิดครั้งนี้ เป็นเพียงชั่วคราว และยังมีกิจกรรมที่ยังต้องดำเนินการต่ออีกแน่นอน เช่น การจัดสภาประชาชนครั้งที่ 2 หลังจากได้จัดไปแล้วครั้งที่ 1 ที่ห้องประชุมคุรุสภา ที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ ทั้งที่กรุงเทพฯ และในต่างจังหวัด

อย่างไรก็ตาม ใกล้ๆ นี้ ก็คือ วันที่ 24 มิ.ย. ที่เป็นวันครบรอบ 76 ปี ที่ประเศไทยได้เปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชมาสู่ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งฝ่ายประชาธิปไตยที่ร่วมต่อสู้กับเผด็จการเมื่อ 19 กันยายน 2549 จะร่วมกันจัดอย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งจะมีการร่วมตัวกันอีกครั้ง



ปิดสมัยประชุมสามัญ สภาสนามหลวง คนเสื้อแดงแห่ร่วมคึกคัก

ประชาชนคนรักประชาธิปไตยร่วมปิด สภาสนามหลวงอย่างอบอุ่น เผย บรรลุเป้าหมาย แสดงพลังต่อต้านรัฐประหารให้เงียบลงแล้ว พร้อมสามารถฉุดรั้งไม่ให้คนไทยปะทะกันเองได้อย่างเรียบร้อย แต่พร้อมเปิดใหม่หากสถานการณ์ส่อเค้าเผด็จการฮึกเหิม

ปิดประชุมสมัยสามัญ สภาสนามหลวง เป็นไปด้วยความคึกคัก ตั้งแต่ช่วงเย็น โดยมีประชาชนผู้รักประชาธิปไตย สวมเสื้อแดงทยอยเข้าร่วมแล้วกว่า 2 พันคน ทำให้ท้องทุ่งสนามหลวงครึ่งสนามดูคับแคบลงทันที ขณะที่แกนนำหลายคนได้ขึ้นเวทีชี้แจงถึงการปิดสภาฯต่อผู้ร่วมชุมนุมด้วย อาทิ นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ประธานสภาสนามหลวง นายชิยวัตร หาบุญพาด รองประธานสภาฯ ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ นายแพทย์เหวง โตจิราการ นายจรัล ดิษฐาอภิชัย และนายสิทธิพงศ์ พรปิยะ ตัวแทนจากกลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ พร้อมแจกเอกสารประกาศการปิดสภาฯในวันนี้

ทั้งนี้ เอกสารระบุว่า เนื่องจากได้มีการเปิดประชุมสภาสนามหลวงต่อต้านเผด็จการ สมัยสามัญครั้งที่ 1 มาตั้งแต่วันที่ 26 มิ.ย. 2551 ด้วยจุดประสงค์เพื่อให้สมาชิกสภาได้มาประชุมร่วมกัน เพื่อต่อต้านการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มุ่งโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ด้วยการสร้างเงื่อนไขความรุนแรงเพื่อนำไปสูระหาร แล้วนำเอาระบอบการปกครองแบบเผด็จการเต็มรูปกลับมาอีกครั้งหนึ่งนั้น

บัดนี้สภาสนามหลวงได้ดำเนินการประชุมอภิปรายและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในหมู่สมาชิกสภาเป็นเวลา 19 วันแล้ว ได้มีตัวแทนชาวสนามหลวง ตัวแทนชุมชนแท็กซี่ สื่อทางเลือกของประชาชน และนักวิชาการ เข้าร่วมการอภิปรายอย่างต่อเนื่องและสร้างสรรค์ กระทั่งบรรลุจุดประสงค์ดังกล่าวในเบื้องต้นแล้ว คือ

1. สมาชิกสภาสนามหลวงเห็นพ้องว่า จะดำเนินการคัดค้านด้วยวิถีทางสันติและถูกกฎหมายต่อการก่อความรุนแรงเพื่อโค่นล้มรัฐบาลของกลุ่มพันธมิตรฯ ทั้งนี้ จะใช้วิธีที่หลากหลายและยืดหยุ่นต่อไป

2. สมาชิกสภาสนามหลวงขอยืนยันเจตนารมณ์ต่อต้านความพยายามที่จะก่อรัฐประหารเพื่อโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรัฐประหารที่ใช้กำลังอาวุธอย่างเปิดเผย หรือรัฐประหารเงียบ ที่ใช้องค์กรตามรัฐธรรมนูญและตุลาการเป็นเครื่องมือในการโค่นล้มรัฐบาล

3. รัฐบาลได้ดำเนินการรับมือกับการก่อความรุนแรงของกลุ่มพันธมิตรฯอย่างเหมาะสมและยืดหยุ่นตามหลักทั้งนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ สามารถรักษาความสงบและป้องกันความรุนแรง มิให้เป็นไปตามแผนก่อรัฐประหารรื้อฟื้นเผด็จการ ตลอดจนควบคุมสถานการณ์ไว้ได้แล้ว

ดังนั้น สมาชิกสภาสนามหลวงเห็นพ้องกันว่า สภาฯได้บรรลุจุดประสงค์ดังกล่าวแล้วในขั้นต้น จึงมีมติเอกฉันท์ให้ปิดสมัยประชุมสามัญที่ หนึ่งในวันเสาร์ที่ 14 มิ.ย. 2551 อย่างไรก็ตาม สมาชิกสภาสนามหลวงจะยังมีการเคลื่อนไหวต่อต้านพันธมิตรฯและคัดค้านรัฐประหารในรูปแบบอื่นๆ ตามความเหมาะสมของสถานการณ์ต่อไป



เรียกร้อง คตส.ชี้แจง มีคนแฉเงิน 1 แสน ที่แท้กรรมการลงขันคนละหมื่น

ดร.เมธาพันธ์ เปิดเอกสารมีคนแอบตรวจสอบเงินบริจาค 1 แสน พบที่มากรรมการ คตส. 10 คน ลงขันคนละหมื่น เรียกร้องไม่จริงให้ช่วยชี้แจง พร้อมระบุมี 4 กลุ่มหนุนพันธมิตรฯ ชื่อผู้ว่าฯอภิรักษ์ ติดกลุ่มช่วยขนคนไปนั่งฟัง

ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปก.) รุ้น 2 เปิดเผยบนเวทีสภาสนามหลง เมื่อค่ำคืนวันที่ 13 มิ.ย.ที่ผ่านมาว่า มีคนส่งเอกสารให้หลังเวที แต่ตนก็ยังไม่ขอยืนยันว่าเป้นความจริงหรือไม่ เพียงอยากให้บุคคลที่มีรายชื่อเหล่านี้ชี้แจงต่อประชาชน นั่นก็คือ ข้อสังเตุที่มีต่อการทำหน้าที่ของ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. ที่มีนายนาม ยิ้มแย้มเป็นประธาน

ทั้งนี้ คือ เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. หนึ่งใน กรรมการ คตส. คือ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ได้ออกมากล่าวปฏิเสธ กรณีให้เจ้าหน้าที่นำเงิน 1 แสนบาท ไปมอบให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้น ตนไม่ได้อยู่เบื้องหลัง แตเป็นเพียงมีคนมาฝากให้ดำเนินการแทน เพราะผู้บริจาคไม่สะดวกไปมอบให้ด้วยตัวเอง พร้อมระบุด้วยว่า ผิดกฎหมายอย่างไรไม่ทราบ แต่ไม่ใช้เงินส่วนตัว

อย่างไรก็ตาม คนที่มาฝากเอกสารให้หลังเวที เขียนมาว่า เขาได้ทำการตรวจสอบแล้ว พบว่าเงิน 1 แสน ดังกล่าวนั้น มีคนบริจาคทั้งหมด 10 คน บริจาคคนละ 1 หมื่นบาท คือ 1. นายนาม ยิ้มแย้ม 2. นายแก้วสรร อติโพธิ 3.นายสัก กอแสงเรือง โฆษก 4. นายกล้านรงค์ จันทิก 5. นายจิรนิติ หะวานนท์ 6 นายบรรเจิด สิงคะเนติ 7 นายวิโรจน์ เลาหะพันธุ์ 8 นางเสาวนีย์ อัศวโรจน์ 9.นายอุดม เฟื่องฟุ้ง และ 10. นายอำนวย ธันธรา ซึ่งทั้ง 10 คน เป็นกรรมการ คตส.ทั้งหมด

“ผมเองยังไม่ปักใจเชื่อตามที่เขียนมาให้ แต่ก็ขอให้ประชาชนติดตามเรื่องนี้ต่อไป และก็อยากให้ผู้มีรายชื่อทั้งหมดออกมาปฏิเสธด้วย หากไม่ใช่เรื่องจริง พร้อมขอให้ผู้สื่อข่าวที่รับทราบช่วยกันตรวจสอบ ไปถาม คตส.ทั้ง 10 ท่าน ให้ด้วย” ดร.เมธาพันธ์ กล่าว พร้อมเปิดเผยต่อไปว่า

ผู้ฝากเอกสารดังกล่าว ได้ตั้งข้อสังเกตุเชิงคำถามอีกว่า 1. เงินที่บริจาคเป็นเงินส่วนตัว หรือเป็นเงินที่ คตส.ได้รับการจัดสรรแบ่งส่วนมาจากงบประมาณของแผ่นดิน 2. กรรมการคตส.มีความชอบธรรมหรือไม่ ที่สนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯในการล้มล้างรัฐบาลที่มาจากระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และ 3. เหมาะสมหรือไม่ ที่กรรมการคตส.บริจาคเงินให้กลุ่มพันธมิตรฯมาสร้างความเดือดร้อน ความทุกข์ให้คน กทม. ให้เด็ก และพ่อค้าแม่ค้าไม่สามารถขายของได้

“เรื่องนี้คงจะมอบให้คุณสิริวารี จากกลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ที่กำลังทวงถาม คตส.ให้ยุติบทบาท ไปถามกรรมการ คตส.ด้วยว่า เป็นจริงหรือไม่ และผู้ฝากเอกสารยังถามด้วยว่าประชาชนมีสิทธิที่จะไปฟ้องร้องการกระทำแบบนี้ของ คตส. ได้หรือเปล่าด้วย” ดร.เมธาพันธ์ กล่าว

ดร.เมธาพันธ์ กล่าวอีกว่า เท่าที่ติดตามสถานการณ์กรชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯในขณะนี้ มีกลุ่มผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลังด้วยกัน 4 กลุ่ม คือ กลุ่มแรก กลุ่มสันติอโศกทั้งหมด ไปดูได้ที่สะพานมัฆวานฯ กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีต ประธาน คมช.สนับสนุน แม้จะไม่ปรากฏกาย แต่ก็เป็นคนจ่ายเงินให้พวกนี้มา มีที่ละหมาดให้ด้วย กลุ่มที่ 3 คุณหญิงจารุวรรณ จะเกี่ยวข้องหรือไม่ แต่มีคนบอกว่าเขาเกี่ยวข้องกับคุณหญิงจารุวรรณ ไปนั่งฟังพันธมิตรอยู่ทุกวัน และกลุ่มที่ 4 ถูกจัดตั้งโดยนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน มีหลักฐาน มีเจ้าหน้าที่ แต่เขาไม่อยากกระทำการใดที่ก่อให้เกิดเป็นความรุนแรงขึ้นในประเทศ แต่อยากให้รัฐบาลดำเนินการตากฎหมายกับกลุ่มคนพวกนี้

“สุดท้าย ผมอยากให้ประชาชน หากใครเจอหน้า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ หรือพ่อใหญ่จิ๋ว เมื่อไหร่ ขอให้ถามคำถามนี้ จริงหรือเปล่าที่มีผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ที่มีผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ กล่าวกับพ่อใหญ่จิ๋วว่า อั้วต้องการ พรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นมาเป็นผู้บริหารประเทศ เป็นฝ่ายบริหารประเทศ หลังวันที่ 23 ธันวาคม 2550 เพราะเหตุนี้ใช่ไหม สถานการณ์มันจึงวุ่นวายอยู่จนถึงทุกวันนี้” ดร.เมธาพันธ์ ระบุ



มท.1 ปฎิเสธไม่เคยสั่งปิด เอเอสทีวี แค่ให้เข้มงวดเผยแพร่คำหยาบคาย

ร.ต.อ.เฉลิม ปัดไม่เคยออกคำสั่งให้ปิด การแพร่ภาพของ เอเอสทีวี เพียงขอให้ผู้ว่า เข้มงวดเคเบิลท้องถิ่นที่เชื่อมต่อสัญญาณถ่ายทอดสดพันธมิตรฯปราศรัยด้วยถ้อยคำที่ไม่เหมะสม หยาบคาย อาจเข้าข่ายความผิดไปด้วย

ทั้งนี้ ภายหลังเกิดปฏิกิริยาจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และเครือข่ายเคเบิลท้องถิ่นบางแห่ง ต่อคำสั่งของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ เข้มงวดต่อการเชื่อมสัญญาณเผยแพร่ภาพจาก สถานีโทรทัศน์ เอเอสทีวี ที่มีลักษณะปลุกเร้า ยั่งยุ และหยาบคายอย่างมากนั้น ในวันนี้ (14 มิ.ย.) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยืนยันว่า ไม่เคยออกคำสั่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ปิดการออกอากาศ เอเอสทีวี เพียงบอกแต่ว่า ให้ระมัดระวังการนำเสนอเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม เพราะไม่มีประเทศใดในโลกที่ยินยอมให้มีการถ่ายทอดสดการชุมนุมปราศรัยโดยการใช้ถ้อยคำที่หยาบคาย

ร.ต.อ.ฌฉลิม กล่าวด้วยว่า ขณะเดียวกัน กำลังเตรียมเรียกนายกสมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย เข้าพบ เพื่อชี้แจงไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดด้วย อย่างไรก็ตาม ยังคงเดินหน้าตามคำสั่งเดิมกับผู้ว่าราชการจังหวัดในการไปตรวจสอบการทำผิดกฎหมายของสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวีต่อไป

ส่วนเรื่องที่กลุ่มพันธมิตรฯ จะยื่นเรื่องให้สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ถอดถอนออกจากตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยืนยัน พร้อมที่จะชี้แจงต่อวุฒิสภาทุกเวลา และเชื่อว่า นายกรัฐมนตรี จะเข้าใจ รวมถึง ไม่กังวลที่กลุ่มพันธมิตรฯ จะนำมวลชนไปกดดันที่บ้านพักด้วย



Saturday, June 14, 2008

เกมเช็กบิล 'เด็กดื้อ'?


จะบอกว่า ไม่มีผลต่อรูปคดีมันก็ไม่เชิงซะทีเดียว

เพราะจากเกมการต่อสู้หักล้างกันในปมของนายชัยวัฒน์ ฉางข้าวคำ พยานปากสำคัญในคดีทุจริตเลือกตั้งของนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร ส.ส.สัดส่วนพรรคพลังประชาชน เคยเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

หนึ่งในปมที่ทีมทนายของนายยงยุทธยกเป็นข้อต่อสู้ในการชี้ให้เห็นถึงการมีส่วนได้ ส่วนเสียของพยานปากสำคัญ เบื้องหลังไม่มีความเป็นกลาง

เพิ่มน้ำหนักในเรื่องของการจัดฉาก สร้างเรื่องใส่ร้ายคู่แข่งทางการเมือง

กลายเป็นเรื่องเป็นเรื่องตาย ม็อบพันธมิตรฯลากไปยำใหญ่บนเวที กระเทือนกันไปทั้งตึกศรีจุลทรัพย์ รังใหญ่ 5 เสือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

เข้าแผนล็อกเป้า กำจัดไส้ศึกระบอบ “ทักษิณ”

ล่าสุด นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. สั่งตั้งกรรมการสอบสวนการออกหนังสือของสำนักสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัยของ กกต.ที่ออกให้กับทีมทนายของนายยงยุทธนำไปแสดงในศาล

ระบุนายชัยวัฒน์เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

โดยขีดเส้นให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน และหากปรากฏมีการปลอมแปลงลายเซ็นจริง ต้องมีโทษทางวินัยและโทษทางอาญา ฐานละเมิดอำนาจศาลที่นำหลักฐานเท็จไปแสดงต่อศาล

เงื้อดาบรอตัดหัวเลย

แต่ก็เป็นอะไรที่ต้องแยกออกจากกัน นอกเหนือจาก 5 เสือ กกต.ที่ถูกม็อบพันธมิตรฯจับเลือกข้าง แบ่งออกเป็น 2 ขั้ว

ฝ่ายหนึ่ง “เด็กดี” คือนายอภิชาต นายประพันธ์ นัยโกวิท กกต.ด้านบริหารการเลือกตั้ง และนายสุเมธ อุปนิสากร กกต.ด้านกิจการการมีส่วนร่วม

อีกฝั่ง “เด็กดื้อ” คือนายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ด้านสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย กับ “เจ๊สด” นางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง

กกต.ถูกจับแยก “เด็กดื้อ” และ “เด็กดี”

และกรณีหนังสือยืนยันความเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ของนายชัยวัฒน์ ก็ต้องแยกออกเป็น 2 ประเด็น ปมแรก เอกสารจริงหรือปลอม

ซึ่งนายสุเมธออกมาระบุเอกสารดังกล่าวเป็นหนังสือทางราชการของ กกต. แต่ลายเซ็นในเอกสารไม่ใช่ของผู้มีอำนาจคือ พ.ต.อ.ณัฐศักดิ์ นานาวัน ผู้อำนวยการสำนักสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย 5

ขณะที่นายสมชัยก็อธิบายแทนลูกน้อง ในวันที่ทีมทนายของนายยงยุทธขอเอกสารเพื่อนำไปแสดงต่อศาล ปรากฏว่า พ.ต.อ.ณัฐศักดิ์อยู่ที่ศาลทั้งวัน จึงประสานให้ พ.ต.ท.กฤษณ์ ณ เชียงใหม่ พนักงานสอบสวน สำนักสืบสวนฯ 5 ให้ดำเนินการโดยเร็ว

ดังนั้น พ.ต.ท.กฤษณ์จึงเซ็นเอกสารขึ้นมาเองและเซ็นแทน

“ข้อผิดพลาดคือ แทนที่จะลงนามด้วยตัวเอง กลับไปอ้างชื่อ พ.ต.อ.ณัฐศักดิ์และลงนามแทน เท่าที่เห็นก็เป็นหนังสือราชการที่ถูกต้องทุกอย่าง จะผิดก็ตรงที่ไปลงชื่อแทนคนอื่น”

ดูท่า “สารวัตรกฤษณ์” คงต้องรับมุกไป

แต่กับอีกประเด็นคือนายชัยวัฒน์เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่

ปรากฏคิวนี้ นางสดศรีนำทีมแถลงยืนยันด้วยตัวเอง จากการตรวจสอบพบว่า ไม่เฉพาะนายชัยวัฒน์เท่านั้นที่เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

แต่ยังปรากฏชื่อของนางอรและนายเกรียงไกร ฉางข้าวคำ ภรรยาและลูกของนายชัยวัฒน์ สมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2547

โดยมีสำเนารายชื่อถูกเก็บเป็นไมโครฟิล์มป้องกันการถูกแก้ไขอีกด้วย

ล่าสุดมีการเปิดฐานข้อมูลสมาชิกพรรคการเมืองของ กกต. พบว่า นายชัยวัฒน์เคยเป็นสมาชิกทั้งพรรคประชาธิปัตย์และพรรคไทยรักไทย ซึ่งตามกฎหมายเก่าสามารถทำได้ แต่เมื่อพรรคไทยรักไทยถูกยุบไป การเป็นสมาชิกของนายชัยวัฒน์ก็สิ้นสภาพไปด้วย

แต่จากบัญชีสมาชิกที่พรรคประชาธิปัตย์ส่งให้ กกต.ล่าสุด ก็ยังมีชื่อของนายชัยวัฒน์อยู่ ลงนามรับรองความถูกต้องโดยนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ กรรมการบริหารพรรค

จุดนี้แหละที่ต้องชิงเหลี่ยมหักล้างกัน

เพราะมันจะชั่งน้ำหนักได้ว่า สิ่งที่นายชัยวัฒน์ปฏิเสธกลางศาล และถึงตอนนี้ก็ยังยืนยันกับคนภายนอกว่าไม่เคยสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เลย

ในฐานะพยานโจทก์สำคัญ พูดแล้วเชื่อถือได้แค่ไหน.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน