WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, June 16, 2008

สภาสนามหลวง ยังอยู่ พลิกจัดแค่ศุกร์-เสาร์ หลังปชช.แห่เรียกร้องสู้เผด็จการต่อ

สภาสนามหลวง ปิดสมัยประชุมสามัญบรรยากาศเป็นไปอย่างสดชื่น ประชาชนแห่ให้กำลังใจจนวินาทีสุดท้าย ชินวัตร เผย เสียงเรียกร้องเข้ามามาก ไม่อยากให้ยุติ แกนนำตัดสินใจ เปิดสมัยวิสามัญต่อเนื่อง แต่หันจัดแค่ ศุกร์-เสาร์

นายชินวัตร หาบุญพาด ในฐานะรองประธานสภาสนามหลวง เปิดเผยเมื่อค่ำคืนวันที่ 14 มิ.ย. ที่ถือเป็นการปิดสภาประชาชนสมันสามัญ ครั้งที่ 1 ว่า หลังจากได้หารือกับประธานสภา คือนานสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ แกนนำแนวร่วมออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ รวมตลอดถึงวิทยากรและนักวิชาการอีกหลายคนที่มาร่วมอภิปราย และประชาชนผู้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของสภาสนามหลวงเวที ตลอด 19 วันที่ผ่านมา มีความเห็นตรงกันเป็นส่วนใหญ่ที่อยากให้คงสภาสนามหลวงไว้ จนกว่ากลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะยกเลิกการชุมนุม

“พี่น้องประชาชนทั้งที่มาร่วมรับฟังที่ท้องสนามหลวง บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตตามเว็บไซต์ประชาธิปไตยต่างๆ รวมถึงผู้รับฟังจากคลื่นวิทยุชุมชนคนแท็กซี่ เอฟเอ็ม 92.75 เมกะเฮิรตซ์ เรียกร้องเป็นเสียงเดียวกันมาก ไม่อยากให้ยุติสภาสนามหลวง ซึ่งเราก็หารือกันมาตลอด และก็เพิ่งตัดสินใจเมื่อสักครู่หลังเวที ที่จะยังคงสภาสนามหลวงไว้ คือให้ถือเป็นการเปิดสภาสมัยวิสามัญ”

อย่างไรก็ตาม เวทีสภาสนามหลวงจะเปลี่ยนจากการดำเนินการในช่วงเย็นทุกวัน มาเปิดเฉพาะเย็นวันศุกร์และเสาร์แทน ส่วนรายละเอียดจะมีรูปแบบอะไรใหม่หรือไม่อย่างไร คงต้องว่ากันอีกที นอกจากนั้น ที่ผ่านมา เวทีสภาสนามหลวง ไม่ได้มีท่อน้ำเลี้ยงมาจากผู้หนึ่งผู้ใด หรือกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดอยู่เบื้องหลัง แต่ที่เกิดขึ้นและยืนอยู่ได้ก็เพราะกำลังใจและกำลังทรัพย์ของพี่น้องประชาชนคนละเล็กละน้อยบริจาคให้เพื่อการต่อต้านเผด็จการ ซึ่งก็ไม่ใช่ตัวเงินมากมายอะไร จึงทำให้การดำเนินการอาจติดขัดไปบ้าง และก็นับเป็นปัญหาหนึ่งของสภาสนามหลวง แต่คิดแล้วต้องเดินหน้าต่อไป นายชินวัตร กล่าว

“เรื่องนี้ เราก็คุยกันแล้ว และคิดว่าต้องเดินหน้าต่อ แม้จะติดขัดเรื่องงบประมาณบ้าง ซึ่งทีมงานจะพยายามทำให้ดีที่สุด และก็ฝากไปยังพี่น้องประชาชนที่รักประชาธิปไตยทุกท่านด้วย หากคิดว่าเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง ก็ขอให้ช่วยกันเข้ามาสนับสนุนเวทีสภาสนามหลวงต่อต้านเผด็จการกันมากๆ เพื่อช่วยกันหยุดยั้งกลุ่มเผด็จการที่คิดจะเข้าเหยียบหัวประชาชน ไม่ฟังเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ” นายชินวัตร กล่าว

Sunday, June 15, 2008

ถ้าคิดเป็นสักนิด!

หากคนทำหน้าที่ใน กระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็น ผู้พิพากษา หรือ กรรมการในองค์กรอิสระ คิดและทำ อย่างที่ คุณสุเมธ อุปนิสากร กรรมการการเลือกตั้ง คิดและทำ...ทุกคนล่ะก็

ปัญหาต่างๆ ของบ้านเมืองนี้ จะ คลี่คลาย ลงได้เยอะทีเดียว!!!ยุทธการ ดาวกระจาย ของ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ถึงวันนี้...พวกเขาจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง เร่งวันเร่งคืน ปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายมาให้แล้วเสร็จโดยเร็วรัฐบาลของ คุณสมัคร สุนทรเวช อยู่นานเท่าไหร่???ต้นทุนดูแล...ค่าอาหาร ค่าเครื่องดื่ม ค่าใช้จ่ายส่วนตัว และอีกสารพัดรายจ่าย ที่จะต้องมีให้กับ แนวร่วม ม็อบพันธมิตรฯ ก็ย่อมต้อง สูง ยิ่งขึ้น...เป็นเงาตามตัวที่สำคัญ...เมื่อผลงานที่ปรากฏไม่ “เข้าตา” นายทุน...ผู้ประสงค์จะออกเงิน แต่ไม่ประสงค์จะออกนาม แล้วล่ะก็ทุนรอนก็คงต้อง ร่อยหรอ กันไปจำเป็นที่ กลุ่มพันธมิตรฯ จะต้องเลือกวิธี แยกกันเดิน...ร่วมกันตี เป็นธรรมดา

การเดินทางไปให้ “กำลังใจ” คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ของ กลุ่มก้อนพันธมิตรฯ นั้นถ้าคุณหญิง คิดเป็น สักนิด เธอก็คงจะปฏิเสธ เหมือนที่คุณสุเมธได้ปฏิเสธความหวังดีของพวกพันธมิตรฯ!!!ต่อให้กำลังใจที่ว่านี้...จะ สร้างพลัง และเป็น ขวัญกำลังใจ สักเพียงใดแต่กับตำแหน่งที่ยืนอยู่ โดยเฉพาะ...ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดิน ที่สตางค์แดงเดียวก็ปล่อยให้สูญหายไม่ได้เท่านั้นยังไม่พอ คุณหญิงจารุวรรณ เธอยังมีตำแหน่งเป็น กรรมการ คตส. ซึ่งต้องปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ แค่ “โฟกัส” หนักๆ เอากับ....ครอบครัวชินวัตร มันก็ไม่น่าจะ เป็นธรรม อยู่แล้ว

อีกอย่าง...ถึง คตส. ไม่ทำ บ้านเมืองนี้ก็ยังมี ป.ป.ช. องค์กรอิสระซึ่งมีหน้าที่ความรับผิด ชอบโดยตรงมากกว่า...อยู่แล้วฉะนั้น การที่ คุณหญิงจารุวรรณ เธอไปแสดงออกถึงความ สนิทสนม กับ กลุ่มพันธมิตรฯ ไม่กลัวสังคมเขาจะ ประณาม เอาหรือครับ???คนที่จะต้อง วางตัว เป็นกลาง และ มีใจเป็นธรรม อย่าง...คุณหญิงจารุวรรณ ผู้ที่ยึดมั่นศรัทธาในหลักคำสอนของ พระเยซูเจ้า ทำอย่างนี้...ไม่กลัวต้อง “ล้างบาป” หรือครับเอาตัวเองออกมา บ่วง ของพันธมิตรฯ เถอะ!!! ฟาก กกต. เขาวาง บรรทัดฐาน เอาไว้ดีแล้ว กลับตัวกลับใจ...ยังไม่สายหรอกครับ เชื่อผมเหอะ!!!

ไผ่สีทอง

ผนึกเทพปราบมาร

นั่งไปบนปีกของเหล็กไกลใกล้หมื่นของกิโลเมตร พบไทยโพ้นทะเลหลากหลาย ล้วนมีวิตกเดียวกันทั่วหล้าประเทศไทยจะเป็นอย่างไรมันจะจบลงอย่างไรเขาจะฆ่ากันหรือไม่มีไหมปฏิวัติอีกครั้งก็คงจะเหมือนประชาชนคนไทยทั่วไปที่ต้องเดินทางออกไปจากแผ่นดินเกิด แล้วไปพบปะกับคนไทยที่ออกไปเลี้ยงชีพอยู่ในต่างแดน ที่จะต้องตอบคำถามซ้ำซากกันอยู่เรื่องเดียว

เรื่องการเมืองไทยและดูเหมือนว่าจะไม่มีใครสามารถตอบได้ ไม่มีใครแน่ใจในคำตอบของตนเอง นอกจากคาดหมายไปต่างๆ นานา แล้วก็หวังกันว่ามันคงจะจบลงได้สักที จบแบบไม่มีเลือดตกยางออกใครจะไปเชื่อว่า ประเทศของประชาชน 64 ล้านคนนี้ จะวุ่นวายเพราะกิเลศตัณหาของคนแค่ฝ่ามือเดียวใครจะไปเชื่อว่า..สิ่งผิดกฎหมายมากมายจะสามารถยั่งยืนอยู่ได้ จากการที่กฎหมายไม่ถูกบังคับใช้แต่สิ่งต่างๆ ดังพรรณนามานี้..เกิดขึ้น ดำรงอยู่ เป็นศัตรูกับความผาสุกของผู้คนมากมาย..เกิดขึ้นจากคนกลุ่มเดียวกันที่แตกแยกจากกัน เพราะการแย่งทึ้งผลประโยชน์ที่ไม่ลงตัวกัน..เป็นสงครามของผีป่าซาตานในแผ่นดินที่มีนามว่าเมืองใหญ่ของเหล่าเทพเทวา

ถ้าวันนี้..มันได้เป็นเจ้าของโทรทัศน์ 1 คลื่น ที่แยกไปจากช่อง 11
ถ้าวันนี้..มันได้เงิน 2,000 ล้าน อ้างว่าไปเลี้ยงหมาฝึกคนเรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน..หรืออาจจะยังไม่เกิดขึ้น“ซึ่งพังมาแล้วและจะพังอีก”..ศูนย์รวมน้ำใจแห่งทวยราษฎร์..ตรัสชัดถึงอนาคตแห่งแผ่นดิน ตราบเท่าที่บัญญัติแห่งกฎหมายยังพ่ายแพ้ต่อกฎหมู่ตรัสแห่งพระองค์ท่าน..จะหล่อหลอมทวยราษฎร์ที่รักชาติบูชาแผ่นดิน เข้าเป็นปีกแผ่นแท่นหินไว้รองรับคุณธรรมและความดีงามให้มั่นคงดำรงอยู่แลพิพากษา..ผีห่าซาตานที่พร่าบ้านผลาญเมือง..ยุติกุลียุคซะที

พญาไม้

คตส. ตามตื๊อ ‘อนุพงษ์’ สำเร็จ แต่ ‘บิ๊กป๊อก’ ปฏิเสธ ‘ไม่เกี่ยวด้วย’

ประชาชนทั่วไปที่รู้ข่าวนี้ ต่างก็งงกันถ้วนหน้า งงว่า คตส. หรือคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ทำหนังสือเหมือนจะร้องเรียนต่อผู้บัญชาการทหารบกในฐานะอะไร? และด้วยเหตุผลอะไร?เพราะสถานะของผู้บัญชาการทหารบกในปัจจุบันนี้ ก็ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับ คตส. เนื่องจาก

คมช.ได้หมดสภาพไปแล้วในเรื่องนี้เมื่อมาถึงวันนี้ ก็ได้รับการยืนยันจาก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ที่ได้ออกมาเปิดเผยเป็นครั้งแรกว่า ขณะนี้ตนได้รับหนังสือจากคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) แล้วพล.อ.อนุพงษ์ เปิดเผยว่า หนังสือฉบับนั้น ทาง คตส. ได้บอกมาถึงผู้บัญชาการทหารบก เรื่องที่ถูกกองปราบปรามออกหมายเรียก โดยยอมรับว่าเห็นหนังสือดังกล่าวแล้วจริง เป็นลายมือเกี่ยวกับการแจ้งความ

ซึ่งตนไม่ได้ดูอะไรมาก เพราะไม่มีความรู้ทางกฎหมายที่จะวิเคราะห์อะไรได้ ส่วนการโทรศัพท์คุยกับ นายนาม ยิ้มแย้ม ประธาน คตส. เพียงแต่แจ้งให้ทราบเรื่องหนังสือ และ คตส. ก็ไม่ได้ขอให้ช่วยเหลืออะไร และไม่ได้ปรึกษาเรื่องการต่ออายุผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า ระยะเวลาที่เหลือ คตส. สามารถทำงานตามกรอบของอำนาจหน้าที่ได้ตามปกติจนกว่าจะครบวาระ ในความหมายของ พล.อ.อนุพงษ์ การครบวาระของ คตส. จากการต่ออายุโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คือ สิ้นเดือน มิ.ย. คือ วันที่ 30 มิ.ย.2551

จากคำพูดที่ออกมาแสดงความเห็นของ พล.อ.อนุพงษ์ ทำให้ประชาชนทั่วไปต่างไม่เข้าใจเหตุผลที่ นายนาม ยิ้มแย้ม ประธาน คตส. มีเหตุผลอะไร ในการต้องใช้ความพยายามในการนำจดหมายเหมือนหนังสือร้องเรียนไปถึง พล.อ.อนุพงษ์ ที่เป็นผู้บัญชาการทหารบก และไม่ได้มีตำแหน่งหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับ คตส. หรือการที่พนักงานสอบสวน จะออกหมายเรียกเรียกใครมาสอบสวนในฐานะผู้ถูกกล่าวหา

สำหรับกรณีที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชน
เพื่อประชาธิปไตย เรียกร้องให้นายทหารที่จบจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าแต่งเครื่องแบบร่วมชุมนุมนั้น พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า
เท่าที่ทราบ พล.ต.จำลอง บอกว่าไม่ได้พูดเช่นนั้น ซึ่งการไปชุมนุม ทุกคนมีสิทธิส่วนบุคคลสามารถทำได้ แต่ต้องไม่ให้กระทบต่อการทำงาน และไม่แต่งเครื่องแบบไปในที่สาธารณะ

นายกฯ ระบุ การขอเปิดอภิปรายของฝ่ายค้านในสมัยการประชุมสภาวิสามัญถือว่าไม่เหมาะสม


นายกรัฐมนตรี ระบุ การขอเปิดอภิปรายของพรรคฝ่ายค้านและส.ว.ในสมัยการประชุมสภาวิสามัญนั้นถือว่าไม่เหมาะสม
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "สนทนาประสาสมัคร" ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย เอ็นบีที ถึงความพยายามของพรรคฝ่ายค้านในการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางแบบไม่ลงมติ ตามมาตรา 179 และการขอยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปของสมาชิกวุฒิสภา ในระหว่างการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญระหว่างวันที่ 9- 27 มิถุนายนนี้ ว่า ไม่น่าจะเป็นช่วงระยะเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากเป็นการเปิดสภาเพื่อการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552 พร้อมทั้งการพิจารณากฎหมาย 2-3 ฉบับซึ่งต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 180 วันตามรัฐธรรมนูญกำหนด
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในวันที่ 11-12-18-19 มิถุนายนนี้ ที่ประชุมจะพิจารณากฎหมาย ส่วนวันที่ 25-26 มิถุนายน จะเป็นการพิจารณางบประมาณ ซึ่งอาจใช้เวลายืดเยื้อถึงวันที่ 27 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการเปิดสมัยประชุมสมัยวิสามัญครั้งนี้ ดังนั้นการจะขอให้มีการเปิดอภิปรายของพรรคฝ่ายค้าน จึงถือว่าไม่เหมาะสม และรีบร้อนเกินไป เนื่องจากรัฐบาลเพิ่งเข้ามาบริหารประเทศเพียง 4 เดือน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่รัฐบาลกำลังดำเนินการแก้ไขปัญหาตามการร้องขอในหลายประเด็น


ร.ท.กุเทพ ชี้พันธมิตรฯ สร้างเรื่องแทรกแซงศาลชุมนุมต่อ

พรรคพลังประชาชน 15 มิ.ย. - ร.ท.กุเทพ ชี้กลุ่มพันธมิตรฯ สร้างเรื่องแทรกแซงศาล มาสร้างความชอบธรรมชุมนุมต่อ ขณะเดียวกัน หนุนศาลฎีกาฯ ไต่สวนเงิน 2 ล้าน พิสูจน์ความจริงให้ปรากฏ และพร้อมยอมรับผลตรวจสอบ

ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน และคณะทำงานติดตามการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า ขณะนี้กลุ่มพันธมิตรฯ พยายามสร้างเรื่องการเข้าไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมในคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นประเด็นที่กลุ่มพันธมิตรฯ เคยใช้เป็นเหตุผลเคลื่อนไหวก่อนหน้าเกิดการรัฐประหาร อย่างไรก็ตาม ทุกคดีของอดีตนายกรัฐมนตรีขณะนี้อยู่ในการพิจารณาของศาล และอยู่ในการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ทั้งหมด คงไม่มีใครสามารถเข้าไปแทรกแซงได้ ดังนั้น การสร้างเรื่องดังกล่าวจึงเป็นการเปิดประเด็น สร้างเงื่อนไขให้ชอบธรรมในการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลต่อไปเท่านั้น

“โดยเฉพาะกรณีเงิน 2 ล้านบาท ที่นำใส่กล่องขนมไปมอบให้ศาลฎีกา เป็นการแสดงให้เห็นที่ชัดเจนว่า มีการปรักปรำว่า เป็นการกระทำของอดีตนายกรัฐมนตรี ทั้งที่ไม่ใช่ความจริง และคงไม่มีผู้ที่เป็นคู่ความกับศาลจะกล้าทำการดังกล่าว” ร.ท.กุเทพ กล่าว

โฆษกพรรคพลังประชาชน ยังเห็นว่า การที่ศาลฎีกาตั้งคณะกรรมการสอบกรณีเงิน 2 ล้านบาท ถือเป็นเรื่องดีที่จะพิสูจน์ความจริงให้ปรากฏ และไม่ว่าผลการตรวจสอบของศาลจะออกมาเป็นอย่างไรก็ยอมรับ เพราะมีกระแสข่าวว่า ทนายความของอดีตนายกรัฐมนตรี อาจเข้าไปเกี่ยวข้อง

“แม้จะมีข่าวว่า ทนายความอดีตนายกรัฐมนตรีเกี่ยวข้องกับเงิน แต่ก็เป็นเพียงสมมุติฐานเท่านั้น ยังไม่เป็นความจริง เพราะต้องรอการสืบสวนของศาลก่อน ดังนั้นการออกมาให้ความเห็นจึงต้องระมัดระวัง อาจเป็นการแทรกแซงละเมิดอำนาจการทำงานของศาล และอดีตนายกรัฐมนตรีตรีคงไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว เนื่องจากเป็นคู่ความที่ถูกจับตามองอยู่ และคงไม่มีใครกล้านำเงินไปให้ต่อหน้า เว้นแต่ทำลับหลัง ก็น่าจะทำให้เชื่อได้ว่า มีการทำจริง” ร.ท.กุเทพ กล่าว.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-15 14:21:15

โฆษก พปช.วอนทุกฝ่ายเห็นใจ มท.1 กรณี เอเอสทีวี


พรรคพลังประชาชน 15 มิ.ย.- ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน และคณะทำงานติดตามการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวถึงกรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการผู้ว่าราชการจังหวัดประสานไปยังเครือข่ายเคเบิลทีวีให้ระงับการเผยแพร่สัญญาณการออกอากาศของสถานนีโทรทัศน์ เอเอสทีวี ว่า ได้มีการพูดคุยกับ ร.ต.อ.เฉลิม ก่อนที่จะสั่งการกับผู้ว่าฯ โดยหารือในข้อกฎหมายว่า เมื่อไม่สามารถระงับการออกอากาศของ เอเอสทีวี เพราะศาลปกครองคุ้มครอง ก็ใช้ช่องทางเอาผิดกับเครือข่ายเคเบิลที่เผยแพร่สัญญาณแทน เพราะมีการปลุกระดมสร้างความวุ่นวายในบ้านเมือง มีความผิดตามกฎหมาย ยืนยันว่า ไม่ได้เป็นการแทรกแซงสื่อ หรือปิดกั้นการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน เพียงแต่ต้องการสร้างความสงบเรียบร้อยในประเทศ

“ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายควรเห็นใจ และยกย่องการทำงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมากกว่า การออกมาต่อว่าหรือจะดำเนินคดีฟ้องร้องเอาผิดฐานปิดกั้นสื่อ พร้อมไม่หวั่นหากจะมีการชุมนุมของประชาชนในต่างจังหวัด ที่ไม่พอใจคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพราะเป็นเพียงคนกลุ่มน้อยเท่านั้น ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถควบคุมดูแลได้” ร.ท.กุเทพ กล่าว

ทางด้านนายบุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.กทม พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีไม่ให้เคเบิลทีวีรับสัญญาณการถ่ายทอดการชุมนุมจากเอเอสทีวี ว่า ล่าสุด มีการอ้างว่าไม่ได้มีคำสั่งดังกล่าว จึงขอวิงวอนผู้ว่าราชการจังหวัด ทุกจังหวัดควรดูคำสั่งของ ร.ต.อ.เฉลิม ให้ชัดเจนก่อน ไม่เช่นนั้นจะเข้าข่ายร่วมกับรัฐมนตรีทำผิดรัฐธรรมนูญและต้องร่วมกันรับผิดชอบ. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-15 14:18:03


นายกฯ ชวนคนไทยบริโภคกระเทียม


นายกรัฐมนตรีย้ำจะรับซื้อกระเทียมกิโลกรัมละ 22 บาท
พร้อมเชิญชวนประชาชนบริโภคกระเทียมพันธุ์ไทยด้วย

วันนี้(15 มิ.ย) ก่อนเดินทางมาจัดรายการสนทนาประสาสมัคร ที่สถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที. นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ใช้เวลาในช่วงเช้าไปเดินตลาด อตก. เพื่อสำรวจราคาสินค้าโดยเฉพาะกระเทียม จากนั้นก็ได้เดินทางไปจัดรายการที่สถานีโทรทัศน์เอ็นบีที. ระหว่างจัดรายการนายกรัฐมนตรีก็ได้เตรียมกระเทียม ผักต้ม น้ำพริกกะปิ ปลาทู ขนมจีน มะนาว พริก พร้อมกับกล่าวยืนยันว่าจะให้มีการรับซื้กระเทียมกิโลกรัมละ 22 บาท แม้ว่าทางกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าจะขอมาในราคา 23 บาทก็ตาม นอกจากนี้ก็ยังได้กล่าวเชิญชวนประชาชนคนไทยหันมาบริโภคกระเทียมโดยเฉพาะกระเทียมไทย ซึ่งมีสรรพคุณในการรักษาโรคต่างๆ รับประทานแล้วเป็นประโยชน์ต่อร่างกายรวมถึงกระเทียมยังสามารถนำมาปรุงอาหารและช่วยเพิ่มรสชาดได้อีกด้วย เช่น น้ำพริกกะปิ ขนมจีนซาวน้ำ เป็นต้น อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่าระหว่างการเชิญชวนให้คนไทยบริโภคกระเทียม นายกรัฐมนตรีกล่าวอย่างอารมณ์ดีคล้ายๆ กับสมัยที่ยังจัดรายการชิมไปบ่นไป หรือรายการยกโขยง 6 โมงเช้า

กุเทพ ย้ำพันธมิตรหาเหตุชุมนุม


โฆษกพรรคพลังประชาชน เผยพันธมิตรพยายามนำคดีอดีต
นายกรัฐมนตรี มาจุดประเด็นในการชุมนุม ทั้งนี้ยืนยันรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย

นายกุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน เปิดเผยถึง การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในขณะนี้ว่า กลุ่มพันธมิตรฯ พยายามนำคดีของพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีมาเชื่อมโยงกับการชุมนุมเพื่อเปิดประเด็นโจมตี ขณะเดียวกันก็พยายามใช้ยุทธศาสตร์ดาวกระจายไปกดดันองค์กรอิสระอื่นๆ แต่เชื่อว่าการกระทำเช่นนั้นจะไม่ประสบความสำเร็จเหมือนเช่นที่ผ่านมา นอกจากนี้ก็ยังระบุด้วยว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรมีคนที่ได้ประโยชน์อยู่ 2 คน คือนายสนธิ ลิ้มทองกุล และพลตรีจำลอง ศรีเมือง อย่างไรก็ตามยังยืนยันว่าร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไม่ได้ดำเนินการสั่งปิดสถานีโทรทัศน์ ASTV เนื่องจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไม่มีอำนาจ แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจะใช้วิธีการทางกฎหมายดำเนินกับสถานีโทรทัศน์ดังกล่าว เนื่องจากมีการใช้ถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม และปลุกปั่นในมีการโค่นล้มรัฐบาล ซึ่งการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายการกระทำผิดทางกฎหมายอาญา

พปช.ปกป้อง‘เฉลิม'ห้ามเคเบิลดึงสัญญานASTV

พปช.ออกโรงปกป้อง ‘เฉลิม อยู่บำรุง' รมว.มหาดไทยสั่งผู้ว่าฯห้ามเคเบิลทีวีถ่ายทอดเอเอสทีวี ชี้ทำตามหน้าที่

(14มิ.ย.) นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน ในฐานะคณะทำงานศูนย์ติดตามและวิเคราะห์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แถลงกรณี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ใช้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 85 จัดการกับผู้ประกอบการเคเบิลทีวีที่รับสัญญาณของเอเอสทีวี ว่า ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 85 ระบุว่าผู้ใดโฆษณา หรือประกาศให้บุคคลกระทำความผิด ความผิดนั้นมีโทษไม่เกิน 6 เดือน ผู้นั้นต้องระวางโทษไม่เกินกึ่งหนึ่งของโทษที่กำหนด โดยขอให้ผู้ว่าฯไปตรวจสอบข้อมูล และดำเนินการ 2 มาตรการ คือ มาตรการทางด้านการปกครอง เรียกผู้ประกอบการมาคุยเพื่อแจ้งกฎหมายนี้ให้ฟัง ส่วนที่ไม่รับฟังก็ให้กล่าวโทษกับพนักงานสอบสวนตามมาตรา 85 ท้ายที่สุดกลายเป็นเงื่อนไขให้กลุ่มพันธมิตรฯ ได้หยิบยกขึ้นมาออกมาชุมนุม และออกมาตรการร้องศาลปกครอง และยื่น ส.ว.ให้ถอดถอน ร.ต.อ.เฉลิมจากตำแหน่ง

นายจตุพร กล่าวว่า ในความเห็นวอร์รูม เราต้องการให้เอเอสทีวี ออกอากาศ เพราะการออกอากาศเท่ากับเป็นการประจานพฤติกรรมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ไม่มีข้อสิ้นสุด และพันธมิตรฯกำลังจะถึงจุดจบอยู่แล้ว ถ้าประกาศอารยะขัดขืน โดยเฉพาะการประกาศปิดน้ำ ปิดไฟ หากนำมาใช้เมื่อไหร่บ้านเมือง ก็จะจัดการกับกลุ่มพันธมิตรฯ แต่ทว่าถ้าการเป็นรัฐบาล โดยเฉพาะการเป็น รมว.มหาดไทย เมื่อมีกฎหมายที่ต้องปฏิบัติ ถ้าไม่ปฏิบัติตาม คำถามก็คือว่าถ้าเป็นรัฐบาล หรือ รมว.มหาดไทย ถ้าพูดจาภาษาชาวบ้านก็จะออกว่าแล้วเป็นหาพระแสงอะไร รัฐมนตรีต้องใช้อำนาจตามที่ประชาชนมอบหมายมา

" วันนี้เป็นการใช้ช่องทางกฎหมายของทั้ง 2 ฝ่าย ผมเองเห็นว่ารัฐมนตรีมหาดไทย มีสิทธิ์ใช้มาตรา 85 ตามประมวลกฎหมาย เอเอสทีวีก็มีสิทธิ์ร้องศาลปกครอง แต่ละฝ่ายก็ใช้ช่องทางที่มีสิทธิ์กันอยู่ ซึ่งวันนี้มีคดีค้างคากันอยู่ โดยพวกผมขณะที่ทำพีทีวี ก็เคยแจ้งความดำเนินคดีนายธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ที่ช่อง 11 เอารายการยามเฝ้าแผ่นดิน มาออกอกาศทางช่อง 11 เพราะกรมประชาสัมพันธ์ เป็นคนร้องศาลปกครองเองว่า เอเอสทีวีผิดกฎหมาย " นายจตุพรกล่าว

นายจตุพรกล่าวว่า แต่วันนี้สิ่งที่ต้องเรียกร้องก็คือ สมาคมประกอบวิชาชีพสื่อ จะต้องพูดมาตรฐานของการทำหน้าที่สื่อ เพราะสื่อที่มีพฤติกรรมแบบเอเอสทีวี สื่ออื่นๆต้องปฏิบัติตามนั้นหรือไม่ ถ้าเป็นสื่อพวกเดียวกันแล้ว ไม่ออกมาดำเนินการแต่อย่างใด มาตรฐานเรื่องสื่อจะมีปัญหาเหมือน ถ้ามีหน้าที่ตรวจสอบพฤติกรรมของคนอื่น สื่อก็ต้องดูพฤติการณ์ของพวกตัวเองเหมือนกัน มีคำถามคือว่า เงินบริจาคจะมาจ่ายเป็นเงินเดือนได้หรือไม่ หมายความว่าถ้าสื่ออื่นๆ มีพฤติการณ์ด้วยการระดมเงิน ด้วยการจัดการชุมนุมไล่รัฐบาล แล้วตั้งกล่องบริจาคมาจ่ายเงินเดือน ที่ไม่ต้องเสียภาษีเงินบริจาค สื่ออื่นๆที่ไม่ใช่เอเอสทีวี สามารถดำเนินการได้หรือไม่ ฉะนั้นคนจะมีความเชื่อที่ว่า พันธมิตรจัดชุมนุมเอเอสทีวีเคลื่อนไหว ก็เมื่อเงินเดือนไม่มีเงินจ่าย จึงเคลื่อนไหวระดมเงินบริจาค

นายจตุพร กล่าวว่า ไม่สงสัยเลยว่า เงิน 400 ล้านบาท ที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ บอกว่าเป็นเงินส่วนตัว หมดไปกับการขับไล่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นำไปจ่ายอะไรบ้าง เงินบริจาคที่เปิดเผยก็ไม่ได้นับเงินจำนวนนี้ เพราฉะนั้นวันนี้สมาคมผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ ควรตรวจสอบมาตรฐานพวกเดียวกันด้วย ผู้รับบริโภคสื่อ คือ ผู้ดูเคเบิ้ลทีวี เป็นพวกที่รัฐบาลต้องให้ความเข้าใจเขามากที่สุด ถ้ามีการใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ปัญหาก็ไม่เกิดขึ้น แต่ถ้าผู้ประกอบการไม่ปฏิบัติตามก็ต่อสู้กันทางคดีความ ทุกอย่างว่าตามประมวลกฎหมาย

"ผมจึงบอกว่า เรื่องนี้เป็นพฤติการณ์ถ้าไม่มีการแก้ไข เพราะมีหลายเรื่องสื่อปกติไม่สามารถที่จะเผยแพร่ได้หลายถ้อยคำที่ปราศรัย ที่ถ่ายทอดโดยที่ไม่มีการเซ็นเซอร์ตรวจตรา จะกระทบเรื่องถ้อยคำ ความเหมาะสมเนื้อหาข้อเท็จจริง ความจริงแล้ว รมว.มหาดไทย ควรใช้มาตรา 85 ตั้งแต่ประกาศชุมนุม และบอกว่ารัฐบาลนี้จะเปลี่ยนประเทศไปสู่สาธารณรัฐแล้ว เพราะนั่นเท่ากับเป็นการทำลายความมั่นคงของชาติอย่างรุนแรง หรือการยกสถาบันมากล่าวร้ายคนอื่น สร้างความแตกแยกของคนในชาติ อย่างที่บอกไปแล้วว่าเมื่อเป็นรัฐบาลแล้ว ถ้าไม่ทำหน้าที่แล้วก็ไม่ควรจะอยู่ " นายจตุพรกล่าว

นายจตุพร กล่าวว่า การที่ร.ต.อ.เฉลิม ทำหน้าที่เป็นเรื่องที่ถูกต้อง เมื่อคิดว่าตัวเองทำถูกกฎหมายก็ไม่ต้องกลัวอะไร พันธมิตรฯก็ใช้สิทธิ์ของตัวเองไปร้องศาลปกครองไปบอกกับ ส.ว.สรรหา ทำหน้าที่ถอดถอน เหมือนพรรค คมช. ที่พร้อมทำตามพันธมิตรฯอยู่แล้ว ก็ไปใช้กระบวนถอดถอนของ ส.ว.ตามที่ประกาศ กฎหมายอาญารัฐบาลใช้ ศาลปกครองพันธมิตรฯไปร้อง ส.ว.ถอดถอน ให้3 กระบวนการทำหน้าที่ของตัวเองไป

นายจตุพร กล่าวว่า วันจันทร์ที่ 16 มิ.ย.นี้ ที่กลุ่มพันธมิตรฯ จะไป กกต. เป็นการแบล๊กเมล์ข่มขู่คุกคาม บอกว่า 3 คน เราให้กำลังใจ อีกคน 1 เราจะขับไล่ อีก 1 คนไม่รู้จักก็ดุด่าว่ากล่าว ฉะนั้นเหมือนยุทธการตีเมืองขึ้นว่า ถ้าคุณไม่ยอมฝ่ายเราก็เจอแบบคุณสมชัย พฤติการณ์ถ้ายึดกำลังใจของพันธมิตรฯเป็นตัวตั้ง วันหน้าถ้า 3 คนนี้ไม่สนองความต้องการของพันธมิตรฯ เขาจะออกมาขับไล่เช่นเดียวกัน ฉะนั้น กกต.จะอยู่ได้ก็คือยุติธรรมเท่านั้น ความเป็นกลางก็คือความรู้สึกของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ถ้าเข้าข้างฝ่ายใด ฝ่ายนั้นก็บอกว่าเป็นกลาง บ้านเมืองมันจะอยู่ไม่ ตนเชื่อว่ากลุ่มพันธมิตรฯจะทำอย่างนี้กับหน่วยงานอื่นเช่นกัน คงเห็นพันธมิตรฯทำแถลงการณ์อย่างกับเป็นคณะรัฐประหาร สั่งการข้าราชการตั้งแต่ปลัดกระทรวง ผู้ว่าฯ ถ้าไม่ปฏิบัติตามจะได้รับผลสนองอย่างสาสม ตนถามว่าพันธมิตรฯเอาอำนาจอะไร ดังนั้นจึงบอกว่าเมื่อรมว.มหาดไทยเดินหน้าก็เดินให้สุดตัว เมื่อตัดสินใจแล้วอย่าถอย เพราะถ้าถอยอีกประชาชนจะขาดความเชื่อมั่นทันที คิดว่ารัฐบาลเหละแหละ ถ้าไม่ทำอย่าตัดสินใจทำ เมื่อลงมือทำแล้วถอยไม่ได้ อย่างน้อยที่สุดประชาชนเลือกคนมาบริหารและทำอย่างรับผิดชอบ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ส.ว.สรรหาระบุว่ากรณีดังกล่าว เป็นใช้อำนาจการแทรกแซงสื่อ นายจตุพร กล่าวว่า ต้องดูคำสั่งของ รมว.มหาไทย ไม่ได้สั่งระงับสัญญาณของเอเอสทีวี สามารถออกอากาศได้ตามปกติ ตามที่ศาลปกครองคุ้มครองอยู่ แต่เคเบิลทีวีที่รับช่วงถ่ายทอดจากเอเอสทีวีไป มาตรา 85 ผู้โฆษณาต้องได้รับโทษเหมือนตัวการ แต่ถ้าผู้ประกอบการบอกว่าจะพร้อมร่วมรับโทษ ก็ออกอากาศได้ไม่มีปัญหา เคเบิลท้องถิ่นยังต้องใช้สายพาดเกี่ยวกับเสาไฟฟ้าของการไฟฟ้า ที่เกี่ยวกับรัฐ และอยู่ในช่องว่างของกฎหมาย ฉะนั้นต้องว่าตามจริงของกฎหมาย ถ้าผู้ประกอบการใดทั้งประเทศจะรับผิดชอบกับเอเอสทีวีและพันธมิตรฯ ก็เชิญออกอากาศดำเนินการไป และฝ่ายรัฐก็จะดำเนินการตามยุติธรรม มีช่องทางออกของแต่ละฝ่าย

เมื่อถามว่า พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน อดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหม ไปบอกกับผู้ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯว่าอีก 1 สัปดาห์ ทุกอย่างจะจบแล้ว ขอให้อดทน ทหารจะอยู่ข้างพันธมิตรฯ นายจตุพร กล่าวว่า เชื่อว่าหน่วยงานของรัฐที่บริหารราชการ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ พล.ร.อ.บรรณวิทย์ได้เกี่ยวข้องหลังการยึดอำนาจแล้วได้เป็น สนช. และเป็นประธานคณะกรรมการคมนาคม น่าจะมีการตรวจสอบพฤติการณ์ช่วงที่ผ่านมา เพราะมีข้อสงสัย ข้อกล่าวหามากมาย ขนาด พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ยังไม่เอาด้วย ไปกระทำการอะไร หลายหน่วยงานที่ไปดำเนินการก็มีกลิ่นอะไรมากมาย หน่วยงานของกระทรวงคมนาคมต้องไปตรวจสอบ ทองแท้ไม่ต้องกลัว ทองชุบก็ลอกให้ประชาชนเห็น

" พล.ร.อ.บรรณวิทย์นั้น รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ไม่เอา รัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็ไม่เอา มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทางวินัย ฉะนั้นช่วงมีอำนาจไปกระทำการอะไรบ้าง พล.ร.อ.บรรณวิทย์พร้อมให้ตรวจสอบหรือไม่ แต่หน่วยงานรัฐต้องตรวจสอบ และถ้าตรวจสอบไม่ได้ก็ไม่ควรจะนั่งอยู่ตรงนี้ เพราะมีข้อเท็จจริงที่มีเรื่องฉาวมากมาย คมช.ยังตั้งคณะกรรมการตรวจสอบวินันย ผมจึงบอกว่ารัฐที่มากจากเลือกตั้ง ก็ควรกล้าดำเนินการอย่างไดอย่างหนึ่งกับพล.ร.อ.บรรณวิทย์ เหมือนกัน"นายจตุพรกล่าว

เมื่อถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ในสิ่งที่พล.ร.อ.บรรณวิทย์บอกว่าทหารอยู่ข้างพันธมิตรฯ นายจตุพร กล่าวว่า ไม่เคยได้ยินว่าทหารอยู่ข้างพันธมิตรฯ แต่กลุ่มนั้นพยายามยั่วยุให้ทหารยึดอำนาจ เพราะจะเป็นช่องทางเดียวของการเปลี่ยนแปลง ดึงพรรคร่วมรัฐบาลออกไปทั้งหมด ไปร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาลได้ก็บริหารประเทศไม่ได้อยู่ดี เพราะถ้าถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ เสียงข้างมากจะกลายเป็นเสียงข้างน้อยทันที เพราะส.ส.ที่เป็นรัฐมนตรียกมือให้ตัวเองไม่ได้ และมันปริ่มเพียง 7 เสียง ต้องเอาคนนอกมาทั้งหมด ถ้าให้พรรคประชาธิปัตย์บริหาร ช่องทางเดียวเห็นได้ชัดว่า พันธมิตรฯจะบอกว่าหลับเถิด ทหารกล้าข้าจะคุ้มภัย พูดจาแดกดันทหาร เพื่อต้องการให้ทหารรู้สึกว่า ถูกกระตุ้น และออกมายึดอำนาจ คนที่มาขึ้นเวทีพันธมิตรฯก็เห็นแล้วว่าหลังยึดอำนาจไปขึ้นวางวัลที่ไหน หลายคนจึงมีตำแหน่ง สนช. สสร.บอร์ดรัฐวิสาหกิจ บ้าง ทุกคนรู้ว่าโผล่หน้าเวที ยึดอำนาจ ขึ้นวางวัลที่ไหน นักเลือกบางคนช่วงไม่มีเลือกตั้งก็ไปรับตำแหน่ง สอบตก ก็ออกมาขับไล่ ตนจึงบอกว่านี่เป็นวิธีการที่สกปรก

"เวทีผู้ปราศรัยทุกวัน ส่วนใหญ่จะมีส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ มีส.ส.สอบได้คือ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ที่เหลือเป็น ส.ส.สอบตก ผมตั้งคำถามไปยังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาของผมว่า เล่นการเมือง 2 หน้า ผมบอกว่าให้คุณอภิสิทธิ์ประกาศชัดเจนว่า เห็นด้วยกับการชุมนุมของพันธมิตรฯ จึงไม่ห้าม ส.ส.และ ส.ส.สอบตกให้กลับพรรค และให้ประกาศท้ากับประชาชนว่า ถ้าการยืนเคียงข้างพันธมิตรฯ ผิดหรือถูกให้ไปตัดสินในการเลือกผู้ว่าฯ กทม.ในเดือนสิงหาคม เพราะพรรคประชาธิปัตย์เล่นบทโค่นรัฐบาลทั้งนอก และในสภา ผมจึงบอกว่าเอาเปรียบรัฐบาลและระบอบประชาธิปไตยเกินไป ฉะนั้นให้ประกาศเดิมพันทางการเมืองไปเลยในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ถ้าคนเห็นด้วยกับพันธมิตรฯ ยึดสะพานมัฆวานฯ พรรคประชาธิปัตย์ส่งสมาชิกไปร่วมชุมนุม หรืออ้างว่าไปเองตามสิทธิเสรีภาพ แต่พรรคไม่เรียกกลับ ฉะนั้นก็ให้ประชาชนตัดสิน ว่าเห็นด้วยพรรคประชาธิปัตย์ไปร่วมกับม็อบพันธมิตรฯชุมนุมปิดถนนหรือไม่ ถือเป็นการลงประชามติอีกอย่าง ขอให้นายอภิสิทธิ์ประกาศให้ชัดเจน เพราะถ้าไม่มีการวัดในการเลือกตั้ง อย่างนี้ก็ไม่รู้ว่าคนกทม.คิดอย่างไร เพราะนี้คนกรุงเทพกำลังเดือดร้อน จากพิษเศรษฐกิจ รวมทั้งการปิดถนน เขาจะได้ใช้สิทธิของเขาระบายถึงความไม่พอใจของการกระทำของกลุ่มพันธมิตร ด้วยการใช้สิทธิเลือกตั้ง"นายจตุพรกล่าว

thai-grassroots