WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, June 16, 2008

‘โพธิรักษ์’ ผิดซ้ำมีสิทธิ์ติดคุกหัวโต

“ทนายความ-นักกฎหมาย” เรียงหน้าจี้เอาผิด “โพธิรักษ์” และบรรดาสมุนสันติอโศก ระบุเคยต้องคำพิพากษาจำคุกฐานมีพฤติกรรมเลียนแบบสงฆ์มาแล้วแต่ให้รอลงอาญา หากมีการฟ้องร้องในความผิดเดิมอีกมีความเป็นไปได้ที่อาจจะต้องคำพิพากษาจำคุกทันที โดยเป็นไปตามดุลพินิจศาล และอาจพ่วงความผิดด้านความมั่นคงเข้าไปด้วย เพราะออกมาร่วมชุมนุมขับไล่รัฐบาลอย่างชัดเจน

จากกรณีที่มหาเถรสมาคม ได้ยื่นเรื่องให้อัยการเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2539 เพื่อเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายรักษ์ รักพงษ์ หรือ โพธิรักษ์ ฐานเป็นพระภิกษุล่วงละเมิดพระธรรมวินัยเป็นอาจิณ และแต่งกายหรือใช้เครื่องหมายที่แสดงว่าเป็นพระภิกษุ ต่อศาลแขวงพระนครเหนือ และต่อมาศาลแขวงพระนครเหนือได้พิพากษาลงโทษจำคุกเป็นเวลา 66 ปี แต่เนื่องจากจำเลยไม่เคยได้รับการลงโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกเห็นสมควรให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี โดยให้ละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดในทำนองเดียวกันอีก

แต่ปรากฏว่า ในปัจจุบันนายรักษ์ ก็ยังคงแต่งกายคล้ายสงฆ์ และปฏิบัติกิจของสงฆ์ อย่างเช่น บิณฑบาต อาราธนาศีล และให้ศีลให้พร มีประชาชนกราบไหว้เสมือนเป็นพระภิกษุ แบบเดียวกับที่ศาลเคยมีคำพิพากษาไปก่อนหน้านี้ ทั้งยังมีพฤติกรรมในการออกมาร่วมชุมนุมขับไล่รัฐบาลด้วย นั้น

นายพิชา วิจิตรศิลป์ ทนายความ กล่าวว่าในการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะเห็นว่ากลุ่มสันติอโศก ได้มีการออกมาเคลื่อนไหว และมีพฤติกรรมที่เห็นว่าเป็นการกระทำที่เลียนแบบพฤติกรรมของสงฆ์ เช่น การออกบิณฑบาต หรือการสมาทานศีลชัดเจน

โดยพฤติกรรมเหล่านี้อาจจะเข้าข่ายผิดซ้ำสองเมื่อตอนปี 2539 และการกระทำเหล่านี้ล้วนมีความผิด อีกทั้งคำพิพากษาของศาลที่ว่า “โดยให้ละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดในทำนองเดียวกันอีก” อาจจะเป็นดุลพินิจของศาลหากได้มีการกระทำผิดซ้อนความผิดเดิม ที่อาจจะไม่มีการรอลงอาญาอีก

แต่การจะเอาความผิดในพฤติกรรมการเลียนแบบสงฆ์นั้น อาจจะมีปัญหา เพราะว่าคนกลุ่มนี้มีพฤติกรรมแบบนี้มาตั้งนานแล้ว จะเอาผิดอีกอาจจะถูกกล่าวหาว่าเป็นเรื่องทางการเมือง ซึ่งตอนนี้กลุ่มสันติอโศก ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับทางมหาเถรสมาคม จะไปเอาความผิดตาม พ.ร.บ. ของสงฆ์ก็คงจะไม่ได้ เพราะก็ไม่ทราบว่ากลุ่มสันติอโศก ถือศีลครบ 227 ข้อ หรือเวลาการอุปสมบทมีพิธีกรรมแบบสงฆ์ไหม ไม่ทราบถึงข้อแตกต่างนั้น

ขณะเดียวกันดูเหมือนว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ จะมีกลุ่มสันติอโศก จะเป็นแกนนำ ในการชักนำบุคคลเข้าร่วมการชุมนุมด้วย มีการจัดสรรการทำหน้าที่ต่างๆ ออกไป

“แต่ในการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ก็มี กองทัพธรรม ของกลุ่มสันติอโศก ปักหลักอยู่ในการชุมนุมอย่างชัดเจน จนอาจทำให้เกิดข้อสงสัยได้ว่า กลุ่มสันติอโศก สนับสนุนคนกลุ่มนี้ให้มีการล้มล้างรัฐบาล หรือเปล่า เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นจะถือว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.ความมั่นคงด้วย” นายพิชากล่าว

ทางด้านนายคารม พลทะกลาง ทนายความชมรมนักกฎหมายเพื่อประชาชน กล่าวว่า ในกรณีที่สันติอโศก กระทำความผิดในการเลียนแบบพฤติกรรมสงฆ์นั้น ถ้ามีคนร้องเรียนอีก นำพยานหลักฐานไปร้องเรียน ก็จะมีความผิดในส่วนเดิมอีก ซึ่งน่าจะถือว่าเป็นการละเมิดคำสั่งและอำนาจของศาล ตอนนี้ก็คงไม่ต้องรอลงอาญาแล้ว สามารถเอาผิดได้เลย แต่ทั้งนี้ต้องอยู่ในดุลพินิจของศาลด้วย

การที่กลุ่มของสันติอโศก ยังมีการทำพฤติกรรมที่เลียนแบบสงฆ์ ไม่ว่าจะเป็นการออกบิณฑบาต หรือการสมาทานศีลก็ตาม ล้วนแล้วแต่มีความผิดทั้งนั้น ถึงแม้ว่าทางสันติอโศก จะไม่ได้อยู่ในความดูแลของทางมหาเถรสมาคม และอาจจะเอาผิดทาง พ.ร.บ.สงฆ์ ไม่ได้ แต่ถ้าปล่อยไว้แบบนี้นานๆ ไปจะยิ่งทำให้ศาสนาเสื่อม และคนก็จะไม่ศรัทธาในพุทธศาสนา

ถึงแม้ว่าคนกลุ่มนี้จะอ้างว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในการคุ้มครองหรือดูแลของทางมหาเถรสมาคม และไม่สามารถจะเอา พ.ร.บ.สงฆ์ ตัดสินเอาความผิดได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปล่อยให้คนกลุ่มนี้ทำความเสื่อมเสียให้พุทธศาสนาต่อไป จะนำกฎหมายอาญามาปรับใช้เพื่อให้เหมาะสม เพื่อที่จะสามารถเอาผิดกับคนกลุ่มนี้ที่มีพฤติกรรมเลียนแบบสงฆ์



‘ดิบ-เถื่อน-ถ่อย’ห้ามออกอากาศ‘สมัคร’ยัน ‘เฉลิม’ทำตามกฎหมาย

"สมัคร" ยืนยัน "เฉลิม" ทำตามกฎหมายห้ามเคเบิลท้องถิ่นถ่ายทอดพันธมิตรฯ เหตุเพราะเนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการปลุกระดม ให้ร้ายผู้อื่น และยังใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสม ชี้การชุมนุมทำเศรษฐกิจ-การท่องเที่ยว เสียหายย่อยยับ “กุเทพ” ระบุคนได้ประโยชน์มีแค่ 2 คน คือ “จำลอง” ที่ได้เผยแผ่ลัทธิเถื่อน กับ “สนธิ” ที่หาเงินเลี้ยง ASTV จี้หยุดเคลื่อนไหวกดดันการทำงานองค์กรอิสระ

จากปัญหาสถานีโทรทัศน์ ASTV สื่อในเครือข่ายของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล หนึ่งในแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำเสนอข่าวการชุมนุมโดยหลายช่วงหลายตอนเป็นการพูดจาด้วยถ้อยคำจ้วงจาบหยาบคาย และให้ร้ายบุคคลที่ 3 อย่างต่อเนื่อง จน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ต้องออกมากำชับไม่ให้เคเบิลทีวี ถ่ายทอดรายการในช่วงที่มีความไม่เหมาะสม นั้น

เมื่อช่วงเช้าวันที่ 15 มิถุนายน นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวในรายการ "สนทนาประสาสมัคร" ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย เอ็นบีที ว่า การที่ ร.ต.อ.เฉลิม ขอความร่วมมือผู้ว่าราชการจังหวัด เข้มงวดกับผู้ประกอบการเคเบิลทีวีท้องถิ่นที่มีการเชื่อมต่อสัญญาณกับสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี ไม่ให้มีการเผยแพร่ภาพการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้น เป็นการเตือนผู้ประกอบการ เพราะการเผยแพร่ภาพปราศรัยปลุกระดม หรือกล่าวพาดพิงว่าร้ายผู้อื่น โดยใช้ถ้อยคำที่รุนแรง มีความผิดตามกฎหมายอาญา พร้อมยืนยัน ร.ต.อ.เฉลิม ทำตามกฎหมายทุกอย่าง หากผู้ประกอบการเคเบิลทีวีท้องถิ่นรายใดถ่ายทอดถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม ก็จะต้องรับผิดตามไปด้วย

ส่วนกรณีที่มีผู้ร้องขอให้มีการตรวจสอบทรัพย์สินแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ นั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คงไม่สามารถกระทำได้ เนื่องจากกลุ่มบุคคลเหล่านี้ หลายคนไม่ได้เป็นนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง และย้ำว่า การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ทำให้ภาพลักษณ์ทางด้านการท่องเที่ยว และธุรกิจการค้าของไทยเสียหายเป็นอย่างมาก

นายกรัฐมนตรี กล่าวตอบคำถามประชาชนที่เขียนเข้ามาถามว่า ในกรณีจะดำเนินการกับม็อบพันธมิตรฯ จะต้องรวมประชาชนจำนวนเท่าไร เพื่อยื่นฟ้องผู้ชุมนุม โดยนายสมัครกล่าวว่าไม่ต้องยื่นฟ้องเอง แจ้งความตำรวจดีกว่า ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจฟ้องให้ ส่วนเมื่อไรพันธมิตรฯจะเลิกประท้วงนั้น คงต้องไปถามที่สะพานมัฆวานฯ เพราะที่ผ่านมา ตนแค่บอกว่าเป็นการทำผิดกฎหมาย ประท้วงอย่างนี้ไม่ได้

ด้าน นายกุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน ในฐานะหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการติดตามและวิเคราะห์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า กลุ่มพันธมิตรฯ พยายามชูประเด็นการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมในการสอบสวนคดีต่างๆ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อหาความชอบธรรมในการชุมนุม รวมทั้งการเคลื่อนขบวนไปยังองค์กรอิสระ ทั้ง คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐหรือ คตส. และคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ในวันที่ 16 มิ.ย.นี้ ถือเป็นการกดดันองค์กรอิสระให้ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวทางที่กลุ่มพันธมิตรฯ ต้องการ

นอกจากนี้ นายกุเทพ กล่าวว่า สาเหตุที่กลุ่มพันธมิตรฯ พยายามให้การชุมนุมยืดเยื้อนั้น เนื่องจากมีผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ คือ พลตรีจำลอง ศรีเมือง ที่ใช้เวทีเพื่อเผยแพร่ลัทธิจำลอง และนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ใช้เวทีพันธมิตรฯ เป็นเวทีทอล์กโชว์โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย และจูงใจให้ประชาชนติดตั้งจานดาวเทียมเอเอสทีวีเพิ่มขึ้น

พร้อมทั้งกล่าวถึงกรณี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งให้เคเบิลทีวีท้องถิ่นระงับการเผยแพร่ภาพการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่า เป็นเพียงการคุมเข้มการออกอากาศเพราะมีคำพูดหยาบคาย ซึ่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย

ขณะเดียวกันที่ห้องประชุมสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน สาขาเชียงราย ถนนธนาลัย อ.เมือง จ.เชียงราย กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย จ.เชียงราย ได้จัดให้มีการประชุมสภาประชาชนสัญจรโดยใช้หัวข้อ "วิพากษ์รัฐธรรมนูญ 2550 ภาคประชาชน"

โดยมีกลุ่มองค์กรภาคประชาชนส่งตัวแทนเข้าร่วมหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มพิทักษ์ประชาธิปไตย กลุ่มคนเจียงฮายฮักประชาธิปไตย กลุ่มลูกพ่อขุน กลุ่มซาเล้ง กลุ่มรถอีแต๋น กลุ่มเสียงประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ฯลฯ รวมกันทั้งหมดประมาณ 9 องค์กร โดยมี นายอินทร์ จันทร์เจริญ อธิบการบดีวิทยาลัยเชียงราย เป็นประธานในที่ประชุม และนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข อดีตแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ไปเป็นวิทยากรและที่ปรึกษาในที่ประชุมด้วย

ที่ประชุมได้มีการเปิดให้แกนนำแต่ละกลุ่มผลัดเปลี่ยนกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับวิธีการในการรณรงค์ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 และสนับสนุนรัฐบาลชุดปัจจุบันให้อยู่รอดภายใต้แรงกดดันทั้งจากทางด้านเศรษฐกิจและการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

นายอินทร์ กล่าวว่า จากผลการแสดงความคิดเห็นจากทุกฝ่ายได้ข้อสรุปว่า ต้องการมีการจัดกิจกรรมเพื่อรณรงค์ตามแนวทางที่มีความเห็นร่วมกันอย่างต่อเนื่องโดยมีเจ้าภาพในการดำเนินการในแต่ละกิจกรรมย่อย และจะยังคงให้มีกลุ่มระดับย่อยๆ ต่างๆ เหล่านี้เอาไว้โดยไม่ควบรวมเป็นองค์กรเดียว จากนั้นวันที่ 24 มิถุนายนนี้ จะมีการจัดกิจกรรมใหญ่เพื่อจุดประกายไปยังประชาชน ณ สวนตุงและโคมเฉลิมพระเกียรติ เชียงราย ถนนธนาลัย เทศบาลนครเชียงราย สำหรับเรื่องทุนดำเนินการจะได้หารือกันต่อไป

ด้านนายสมยศ กล่าวว่า เป้าหมายในการดำเนินการมีอยู่ 3 ประการ คือ ต้องการให้มีการแก้รัฐธรรมนูญปี 2550 เพื่อนำไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยผ่านทางตัวแทนประชาชน คือรัฐสภา รณรงค์เพื่อให้มีการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และสนับสนุนรัฐบาลเพื่อให้สามารถอยู่รอดภายใต้แรงกดดันที่มาจากการชุมนุม

ด้าน พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รอง ผบช.ก.ในฐานะรองโฆษก ตร.กล่าวถึงการรับมือยุทธวิธีดาวกระจายของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่จะเคลื่อนขบวนผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งไปยังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ในวันจันทร์ที่ 16 มิถุนายนนี้ ว่า ได้มอบหมายให้ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 6 เจ้าของพื้นที่ เป็นผู้รับผิดชอบ และประเมินสถานการณ์ ซึ่งหากมีความจำเป็นสามารถประสานขอกำลังเสริมมายังกองบัญชาการตำรวจนครบาลได้ทันที

ต้อน‘เป็ด’จนมุม ล่า2หมื่นรายชื่อ‘วันชัย’บุกคฤหาสน์หรูตะลึงยอดโดมกลางบ้าน

“มือเชือดเป็ด” พากองทัพนักข่าวดูกันจะจะ คฤหาสน์หรู “จารุวรรณ” ย่านเมืองนนท์ บนเนื้อที่ 1 ไร่ มูลค่า 50 ล้านบาท ทั้งเล่นระดับ มีมุขทรงกลมด้านหน้า แถมยังมียอดโดมโดดเด่นเหนือหลังคา ย้ำชัดข้ออ้างมูลค่า 4 ล้านฟังไม่ขึ้น จี้ชี้แจงให้สังคมเข้าใจด่วน พร้อมจ่อล่า 2 หมื่นรายชื่อถอดถอนพ้นผู้ว่าการ สตง. ตั้งข้อสงสัย อ้างก่อสร้างเป็นระยะทำไมผู้รับเหมาถึงยอม แถมลูกชายทำงานปีแรกยังมีเงินซื้อที่ดินถึง 12 ล้าน ขณะที่ “จารุวรรณ” ยังออกมาพูดวกวนเดิมๆ เรื่องราคาบ้าน ซ้ำยังแอบอิงเบื้องสูง อ้างปูกระเบื้องหลังคาสีเหลืองเพื่อแสดงความจงรักภักดี

สืบเนื่องจากกรณีที่ นายวันชัย จงจรูญหิรัญ หัวหน้ากลุ่มติดตามการปฏิรูปการเมืองและต่อต้านคอร์รัปชั่น (PRAC) ได้เคยร้องเรียนถึงความไม่ชอบมาพากลที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จากกรณีการจัดจ้าง บริษัท ออดิต แอนด์ แมเนจเม้นท์ คอนซัลแตนท์ จำกัด อบรมให้บุคลากรของ สตง. โดยไม่มีคู่แข่ง และบริษัทดังกล่าว ยังเช่าอาคารพาณิชย์ จาก นายทรงเกียรติ เมณฑกา สามี คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการ สตง.

รวมทั้งยังมีการเข้าร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่าคุณหญิงจารุวรรณ ส่อร่ำรวยผิดปกติจากการครอบครองที่ดินมูลค่านับสิบล้านบาท และการปลูกสร้างบ้านหรูในจ.นนทบุรี ที่มีมูลค่าการก่อสร้างเฉียด 50 ล้านบาท นั้น

ตะลึง!คฤหาสน์หรู “จารุวรรณ”
ล่าสุดในวันที่ 15 มิถุนายน ที่ผ่านมา นายวันชัย ได้นำสื่อมวลชนไปดูบ้านหลังดังกล่าว โดยพบว่าเป็นบ้านหลังใหญ่อยู่ระหว่างการก่อสร้างบนเนื้อที่ 1 ไร่ มีการออกแบบอย่างหรูหรา ตัวบ้านยกระดับสูงกว่าพื้นปกติ มีการเล่นระดับที่ผู้รู้ระบุว่าไม่น้อยกว่า 5 ระดับ ทั้งยังมีมุขด้านหน้าเป็นทรงโค้งสูงขึ้นไปถึงชั้น 2 ของตัวบ้าน ซึ่งเข้าใจว่าเมื่อก่อสร้างเสร็จจะเป็นกระจกใสทั้งหมด

และที่สะดุดตาผู้ที่เห็นบ้านหลังดังกล่าวก็คือโดมที่เป็นส่วนยอดของตัวบ้าน ที่ก่อสร้างสูงเด่นขึ้นมา พร้อมกับหลังคาสีเหลืองสด

นายวันชัย กล่าวว่า อยากให้คุณหญิงจารุวรรณออกมาชี้แจงให้สังคมได้รับทราบว่าเอาเงินจากไหนมาสร้างบ้านหลังนี้ ซึ่งประเมินราคาที่ดินและค่าก่อสร้างแล้วไม่น่าจะต่ำกว่า 50 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีที่ดินของบุตรชายของคุณหญิงจารุวรรณ ในละแวกเดียวกันอีกประมาณ 1 ไร่ ด้วย

จ่อล่า2หมื่นชื่อถอดพ้นผู้ว่าการ สตง.
นอกจากนี้ยังต้องการให้คุณหญิงจารุวรรณ ชี้แจงเรื่องเงินสินบน 100 ล้านบาท ที่มีผู้นำมาให้แต่คุณหญิงจารุวรรณ อ้างว่าไม่รับ ไม่ทราบว่ามีการแจ้งความดำเนินคดีกับผู้เสนอสินบนหรือไม่อย่างไร หากไม่ยอมออกมาชี้แจงทางกลุ่มพวกตนจะใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญในการล่าชื่อประชาชนเพื่อยื่นถอดถอนคุณหญิงจารุวรรณต่อไป ซึ่งตามรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ 2 หมื่นรายชื่อ

สำหรับบ้านหลังดังกล่าวนี้ก่อนหน้า คุณหญิงจารุวรรณ เคยออกมาระบุว่ามีมูลค่า 12 ล้านบาท แต่หากให้วิศวกรมาประเมินราคาตามความเป็นจริงแล้ว จะพบว่าบ้านหลังดังกล่าวมีมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท ซึ่งทางกลุ่มได้มีการให้วิศวกรป
ระเมินราคาในเบื้องต้นแล้ว รวมทั้ง ยังพบว่าที่ดินที่อยู่ติดกับบ้านหลังนี้ บุตรชายของ คุณหญิงจารุวรรณ เป็นเจ้าของก็มีมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท

ยันมีผู้เชี่ยวชาญร่วมประเมินราคา
ทางด้าน นายณัฐวุฒิ ด้วงนิล ฝ่ายประสานงานกลุ่มติดตามการปฏิรูปการเมืองและต่อต้านคอร์รัปชั่น กล่าวถึงการเชิญสื่อมวลชนหลายสำนัก เข้าไปพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าว ว่าเป็นการยืนยันให้เห็นว่าบ้านหลังดังกล่าวของ คุณหญิงจารุวรรณ มีอยู่จริง ส่วนประเด็นที่สองคือต้องการที่จะสื่อให้เห็นว่าขนาดโครงสร้างของบ้าน และลักษณะพื้นที่โดยรอบบริเวณ ที่จัดว่าเหมาะสมครบถ้วนตั้งแต่ทำเลที่ตั้งใกล้ทางด่วนเป็นไปได้หรือไม่ว่าจะมีราคาเพียงแค่ 4 ล้านบาท ตามที่คุณหญิงจารุวรรณโต้ และอีกประเด็นสำคัญคือ ต้องการชี้ให้เห็นว่ายังมีที่ดินอีกแปลงที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงบ้านจริงตามที่ทางกลุ่มติดตามฯ ออกมากล่าวผ่านสื่อไปก่อนหน้านี้

ส่วนกรณีที่คุณหญิงจารุวรรณออกมากล่าวโต้แย้งว่ามีกลุ่มบุคคลพยายามติดต่อผู้รับเหมาก่อสร้างบ้านดังกล่าว ให้ข่าวต่อสื่อว่าบ้านหลังนี้มีมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท ซึ่งดูเหมือนว่าต้องการจะกล่าวบอกว่าทางกลุ่มติดตามฯ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังนั้น นายณัฐวุฒิ กล่าวต่ออีกว่า สิ่งที่ทางกลุ่มออกมาระบุว่า บ้านหลังดังกล่าวอาจมีมูลค่าสูงเกือบ 50 ล้านนั้น เรามีผู้รับเหมาก่อสร้าง วิศวกร ผู้ออกแบบบ้าน และผู้ที่มีความรู้ในการประเมินราคาซื้อขายที่ดิน ร่วมกันตรวจสอบและประเมิน ว่าหากมีการก่อสร้างจนเสร็จสมบูรณ์ ตั้งแต่เรื่องการก่อสร้างบริเวณรั้วกั้น หรือปรับพื้นที่ ตกแต่งนอกและภายในและยังไม่นับรวมกับราคาวัสดุที่มีการปรับตัวสูงขึ้นในช่วงนี้ ซึ่งจะมีมูลค่าตามที่กล่าวมาจริง

ชี้แค่บ้าน60ตรว.ก็ราคา4ล้านแล้ว
ซึ่งเรื่องดังกล่าวจากที่ได้มีการตรวจสอบการก่อสร้าง ล้วนแล้วแต่เป็นวัสดุเกรดเอทั้งนั้น ดังนั้น คุณหญิงจารุวรรณ คงจะออกมาปฏิเสธไม่ได้ เพราะว่าหลักฐานปรากฏให้เห็นอยู่ที่ตัวบ้าน และในใบรายการสั่งซื้ออุปกรณ์อยู่แล้ว

ส่วนในกรณีที่คุณหญิงจารุวรรณ ออกมากล่าวว่า มีผู้ไม่หวังดีกับตนต้องการเอาผิดตนนั้นจึงได้วางแผนว่าจ้างให้วิศวกรประเมินราคาให้สูงเกินจริงนั้น ตรงนี้ต้องชี้แจงว่า เอาหลักการง่าย ๆ ของผู้ที่เคยสร้างบ้านมาก่อนจะทราบดีเลยว่าราคาบ้านจะใช้การประเมินของวิศวกรเป็นอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องถามเอาจากผู้ที่รับเหมาก่อสร้าง ซึ่งราคาการรับเหมาทั่วไปในแบบราคากลางแบบเกรดเอนั้น งานโครงสร้างจะตกลงกันอยู่ที่ตารางเมตรละ 25,000 บาท

อีกทั้งในส่วนของงานตกแต่งจะมีราคาที่แตกต่างออกไปอีก ซึ่งยังไม่รวมในราคาการจัดสิ่งอุปโภคเช่น น้ำประปา ไฟฟ้า ซึ่งเป็นไปได้จริงหรือไม่ ที่คุณหญิงจารุวรรณ กล่าวว่าราคาบ้านอยู่ที่ 4 ล้านบาท มีอีกข้อสังเกตหนึ่งที่ชี้ชัดว่าบ้านคุณหญิงจารุวรรณน่าจะมีมูลค่าสูงกว่าที่อ้าง คือ ราคาบ้านจัดสรรทั่วไปที่มีขนาด 60-70 ตารางวา แบบที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบเดินทางไป-มาง่าย เข้าออกได้หลายทาง อย่างน้อยเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 4-6 ล้านบาท ซึ่งขึ้นอยู่กับวัสดุและพื้นที่ของบ้าน

สงสัยทำไมตอนแรกไม่ปฏิเสธ
ขณะที่บ้านของผู้ว่าการ สตง.นั้นมีขนาดใหญ่เกือบ 1 ไร่ และมีการแบ่งพื้นที่ใช้ประโยชน์หลายสัดส่วน ซึ่งจากประสบการณ์ที่มีบอกได้เลยว่าถ้าก่อสร้างเสร็จราคาจะไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาทแน่นอน

ซึ่งประเด็นคือไม่รู้ว่าคุณหญิงไปตีความหมายอะไรผิดหรือไม่ เพราะทางกลุ่มติดตามฯไม่ได้กล่าวว่าบ้านที่มีการก่อสร้างอยู่ในขณะนี้มีมูลค่า 50 ล้านบาทแล้ว เพียงแต่บอกว่าหากมีการสร้างแล้วเสร็จถึงจะเป็นไปตามที่ประเมินราคาไว้ ซึ่งเป็นเรื่องผิดประเด็นกันอย่าเข้าใจผิด

นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า จากที่ได้มีการเปิดเผยข้อมูลราคาบ้านในเบื้องต้น ทางคุณหญิงเองไม่ได้แสดงท่าทีปฏิเสธเรื่องดังกล่าวเลยแม้แต่น้อย แต่ว่า กลับทางคุณหญิงจารุวรรณ กลับเพิ่งจะกล่าวปฏิเสธไปหลังจากที่ได้มีดำเนินการยื่นหนังสือเปิดผนึกไปที่ สตง. และทางด้าน ผู้ว่าการ สตง.ได้ให้ความกรุณาส่งรองผู้ว่าการ สตง.คือนาย นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ออกมาชี้แจงแทนว่าตัวบ้านที่กำลังก่อสร้างดังกล่าวนั้นมีมูลค่าก่อสร้างเพียง 4 ล้านบาทเศษเท่านั้น ซึ่งมีหลักฐานชัดเจนที่สามารถนำมาแสดงได้

โคตรงง!ข้ออ้างก่อสร้างเป็นระยะ
อีกทั้งบ้านหลังดังกล่าวก็เป็นบ้านที่ก่อสร้างแล้วถูกเว้นการก่อสร้างไปเป็นระยะๆ เนื่องจากเมื่อมีเงินจึงจะมาสร้างต่อ ส่วนที่ดินที่ใช้ปลูกสร้างนั้นเป็นที่ของสามีที่ซื้อไว้ตั้งแต่ก่อนแต่งงาน และเงินที่นำมาสร้างบ้านนั้น ได้จากนำที่ดินไปขอกู้จากธนาคารตั้งแต่ปี พ.ศ.2546 เป็นจำนวนเงิน 5 ล้านบาท

แต่เรื่องดังกล่าวมีการตั้งข้อสังเกตไว้อยู่หลายประเด็นคือ จากที่รองผู้ว่าการ กล่าวว่าในการสร้างบ้านหลังดังกล่าว มีการดำเนินการเป็นระยะๆ ซึ่งแปลว่ามีการตอกเสาเข็มรอไว้ก่อน เว้นว่างไปก่อนสักระยะแล้วจึงเริ่มดำเนินการขึ้นโครงสร้างบ้าน ซึ่งถ้าเป็นอย่างคุณหญิงอ้างผู้รับเหมาหากไม่สนิทสนมกันคงไม่ยอมรับงานเป็นแน่เพราะถือว่างานยังคงค้างคารับเงินไม่ได้เต็มราคา

และอีกประการหนึ่งคือว่าจากการตรวจสอบความเก่าของปูนดูแล้วนั้นยังมีสภาพที่ใหม่อยู่มาก ซึ่งถ้าหากว่าไปเรียกร้องขอดูใบอนุญาตให้ก่อสร้างก็สรุปได้เลยว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างมีหลักฐานอยู่แล้ว ต้องการให้คุณหญิง ตอบคำถามด้วยว่า มีการสร้างบ้านมาตั้งแต่เมื่อไร ส่วนเรื่องราคาไว้รอให้ชี้แจงเรื่องนี้ก่อน ค่อยกลับมาชี้แจงว่าจริงหรือไม่จริงอีกที

ลูกชายทำงานปีเดียวซื้อที่12ล.
เมื่อถามถึงว่าเมื่อคุณหญิงจารุวรรณ นำที่ไปจำนองธนาคารไว้ได้เงินมาก่อสร้างบ้านแค่ 5 ล้านบาท แต่จากการประเมินว่าถ้าก่อสร้างเสร็จจะหมดเงินประมาณ 50 ล้านบาท ซึ่งตนอยากจะทราบว่าที่มาของเงินอีก 45 ล้านบาทนั้น ไปเอามาจากไหน เรื่องนี้ตนอยากให้ช่วยชี้แจงด้วย

ในส่วนของการประเมินราคาที่ดินที่อยู่บริเวณใกล้เคียงกับบ้านหลังดังกล่าวนั้น มีการตรวจสอบแล้วมีการให้ราคาอยู่ที่ 4 ล้านบาท แต่ว่าในราคาขายจริง จะสูงกว่าที่ประเมิน 4-5 เท่าเสมอ ซึ่งการที่ให้ธนาคารออกวงเงินนั้นเต็มที่อยู่ 60 เปอร์เซ็นต์ ของราคาขายท้องตลาด ซึ่งหากว่านำไปขายในช่วงปี พ.ศ.2546 นี้น่าจะมีราคาอยู่ที่ 8-9 ล้านบาท ซึ่งถ้าเป็นช่วงปัจจุบัน ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 12 ล้านบาท ซึ่งนายกิตติวัฒน์ เมณฑกา ลูกชายของคุณหญิงจารุวรรณ และเป็นเลขานุการประจำตัวของคุณหญิง ได้มีการซื้อแล้วโอนเมื่อปี พ.ศ.2549 และเป็นช่วงแรกของการเข้ามาเป็นเลขาฯให้กับคุณหญิง แต่ว่ากลับมีเงินมากพอที่จะซื้อที่ดินราคาสูงขนาดนั้นได้ ซึ่งตนอยากให้คุณหญิงชี้แจงว่าให้เงินเดือนลูกชายเท่าไร ซึ่งนี่เป็นคำถามที่ต้องการคำตอบที่ชัดเจน แต่ว่าคุณหญิงกลับวนอยู่ที่ราคาของบ้าน

สงสัย!แก่แล้วแบงก์ให้กู้เท่าไร
“แล้วทำไมในช่วงแรกที่ทางกลุ่มได้มีการชี้แจงราคาบ้านไปนั้น คุณหญิงออกมาชี้แจงเพียงว่า ตนทำงานมา 40 ปี มีเงินเก็บพอที่จะสามารถสร้างได้ ซึ่งต่อมาไม่นานกลับให้บุคคลอื่นมาแก้ตัวให้แทน ซึ่งตกลงเรื่องนี้ความจริงคืออะไรกันแน่”

ส่วนประเด็นที่สำคัญอีกเรื่องคือ กรณีที่คุณหญิงต้องผ่อนใช้หนี้ดอกเบี้ยให้กับธนาคารเพราะว่าจำนองที่ไว้ ฉะนั้นเรื่องนี้ก็ยังมีข้อสงสัยในเรื่องว่าธนาคารมีการกำหนดอัตราให้ชำระหนี้และดอกเบี้ยเท่าไร เพราะคุณหญิงจารุวรรณก็มีอายุมากพอสมควร ดังนั้นอัตราการชำระหนี้อาจจะสูงตามไปด้วย ซึ่งตนอยากทราบคุณหญิงจะเอาเงินที่ไหนมาชำระหนี้และดอกเบี้ยได้เพียงพอ

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ทางกลุ่มได้ทำการคาดคะเนโดยตั้งเป้าเงินเดือนประจำตำแหน่งให้กับคุณหญิงจารุวรรณ ประมาณ 1 แสนบาท แล้วนำมาคำนวณให้เท่ากับว่า 40 ปีในการทำงานของคุณหญิงจะมีเงินสะสมอยู่ 48 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอกับราคาบ้านที่คุณหญิงมีอยู่ดี อีกทั้ง คุณหญิงต้องไม่ใช้จ่ายเงินเลยแม้สักบาทถึงจะมีเงินเก็บตามที่คำนวณไว้คือ 48 ล้านบาท และอีกประการสำคัญคือเป็นไม่ได้ที่คุณหญิงจารุวรรณ จะมีเงินเดือนถึงหลักแสนตั้งแต่เริ่มทำงาน ซึ่งคุณหญิงจารุวรรณเคยให้สัมภาษณ์ว่า สมัยตอนเริ่มรับราชการใหม่ๆ นั้น มีเงินเดือนเริ่มต้นที่ 1,500 บาท เมื่อสมัย 40 ปีที่แล้ว

“เพียงแต่ว่าคุณหญิงออกมาชี้แจงเรื่องทุกอย่างที่มีการตั้งข้อสงสัยไว้นั้นได้หมด เรื่องก็จบ ซึ่งผมชี้ทางออกให้แล้ว หรือว่าคุณหญิงจะเก็บเรื่องนี้ไว้ไปตอบในป.ป.ช.เรื่องก็จะยังคงค้างคาใจประชาชนต่อไป ซึ่งเราไม่เคยสรุปว่าคุณหญิงไม่ใช่ผู้บริสุทธิ์ แต่ว่าคุณหญิงก็ต้องพร้อมชี้แจงด้วย ซึ่งเมื่อที่รองผู้ว่าการ สตง.ออกมาชี้แจง ได้กล่าวออกมาว่าคุณหญิงจารุวรรณเป็นคนดีทำไม่ต้องตรวจสอบด้วย ซึ่งผมคิดว่า ถ้าเป็นดีก็ต้องตรวจสอบได้ด้วยเช่นกัน”

“จารุวรรณ”อ้างเบื้องสูงไม่เลิก
ขณะที่วันเดียวกันคุณหญิงจารุวรรณ ได้กล่าวถึงกรณีที่นายวันชัย พาสื่อมวลชนมาถ่ายภาพคฤหาสน์ 50 ล้านบาทว่าตนทราบว่ามีแม่ค้าไปตะโกนด่ากลุ่มดังกล่าวด้วย ซึ่งที่ผ่านมาบรรดาแม่ค้าโทรศัพท์มาแจ้งว่า ตนมาซื้อที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นเรื่องที่ดี เพราะทำให้ความเจริญมาถึงพื้นที่นั้นเร็วขึ้น และอยากชี้แจงว่าที่ดินดังกล่าวมีพื้นที่ 1 ไร่ เป็นที่ดินที่สามีตนซื้อมาในปี 2505 ราคาไร่ละ 1 หมื่นบาท โดยซื้อก่อนแต่งงานกับตน และมีหลักฐานยืนยันทุกอย่าง

ส่วนตัวบ้านที่ระบุว่าหลังละ 50 ล้านบาทนั้น ถ้านายวันชัย สนใจและขอซื้อจากตนในราคา 40 ล้านบาท ตนก็พร้อมที่จะขายให้ทันที ส่วนสาเหตุที่ใช้หลังคาสีเหลืองไม่ใช่สีแดงหรือเขียวนั้น เพราะต้องการแสดงถึงความจงรักภักดี จึงทำให้หลังคาดูกว้างและใหญ่ขึ้น ซึ่งราคาหลังคาตนมีใบสั่งซื้อยืนยันว่าเป็นราคา 6 แสนบาท ส่วนบ้านที่ดูโอ่โถงก็สร้างมานานกว่า 3 ปีแล้ว จนผู้ออกแบบก่อสร้างเสียชีวิตไปแล้ว เพราะตนมีเงินก็สร้าง ไม่มีเงินก็หยุดสร้าง

ยืนยันว่ามีใบบีคิว คือใบกำหนดราคาก่อสร้างที่ตกลงราคากับผู้ก่อสร้างที่ราคา 4.4 ล้านบาท ตนพร้อมชี้แจงทุกอย่างแต่ที่ไม่อยากตอบโต้ เพราะคิดว่าตนบริสุทธิ์และทุกอย่างสามารถชี้แจงได้ แต่ยิ่งปล่อย กลุ่มนี้ก็ยิ่งหนักข้อขึ้น



เชียงรายนัดชุมนุมใหญ่ 24 มิ.ย.หนุนแก้ รธน.ฉบับโจร

กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย เตรียมเคลื่อนไหวใหญ่ นัดระดมเครือข่ายหลายกลุ่มแสดงพลัง 24 มิ.ย.นี้ หนุนแก้ รธน.50 ฉบับโจร

เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. ที่ห้องประชุมสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน สาขาเชียงราย ถนนธนาลัย อ.เมือง จ.เชียงราย กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย จ.เชียงราย ได้จัดให้มีการประชุมสภาประชาชนสัญจรโดยใช้หัวข้อ "วิพากษ์รัฐธรรมนูญ 2550 ภาคประชาชน" โดยมีกลุ่มองค์กรภาคประชาชนส่งตัวแทนเข้าร่วมหลายกลุ่ม

เช่น กลุ่มพิทักษ์ประชาธิปไตย กลุ่มคนเจียงฮายฮักประชาธิปไตย กลุ่มลูกพ่อขุน กลุ่มซาเล้ง กลุ่มรถอีแต๋น กลุ่มเสียงประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ฯลฯ รวมกันทั้งหมดประมาณ 9 องค์กร โดยมีนายอินทร์ จันทร์เจริญ อธิการบดีวิทยาลัยเชียงราย เป็นประธานในที่ประชุม และนายสมยศ พฤษาเกษมสุข อดีตแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ไปเป็นวิทยากรและที่ปรึกษาในที่ประชุมด้วย

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีการเปิดให้แกนนำแต่ละกลุ่มผลัดเปลี่ยนกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับวิธีการในการรณรงค์ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 และสนับสนุนรัฐบาลชุดปัจจุบันให้อยู่รอดภายใต้แรงกดดันทั้งจากทางด้านเศรษฐกิจและการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

นายอินทร์ กล่าวว่า จากผลการแสดงความคิดเห็นจากทุกฝ่ายได้ข้อสรุปว่าพวกเราต้องการมีการจัดกิจกรรมเพื่อรณรงค์ตามแนวทางที่มีความเห็นร่วมกันอย่างต่อเนื่องโดยมีเจ้าภาพในการดำเนินการในแต่ละกิจกรรมย่อย โดยจะยังคงให้มีกลุ่มระดับย่อยๆ ต่างๆ เหล่านี้เอาไว้โดยไม่ควบรวมเป็นองค์กรเดียว จากนั้นวันที่ 24 มิ.ย.นี้ จะมีการกิจกรรมใหญ่เพื่อจุดประกายไปยังประชาชนในวันที่ 24 มิ.ย.2550 นี้ ณ สวนตุงและโคมเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนธนาลัย เทศบาลนครเชียงราย สำหรับเรื่องทุนดำเนินการจะได้หารือกันต่อไป

ด้านนายสมยศ กล่าวว่า เป้าหมายในการดำเนินการมีอยู่ 3 ประการคือต้องการให้มีการแก้รัฐธรรมนูญปี 2550 เพื่อไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยผ่านทางตัวแทนประชาชนคือรัฐสภา,รณรงค์เพื่อให้มีการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และสนับสนุนรัฐบาลเพื่อให้สามารถอยู่รอดภายใต้แรงกดดันที่มาจากการชุมนุม

สำหรับการทำกิจกรรมจะเป็นการรวมตัวกันเพื่อเปิดเวทีปราศรัยต่อประชาชน โดยเน้นเรื่องการชุมนุมอย่างมีคุณภาพไม่ใช่เน้นปริมาณ เบื้องต้นตั้งเป้าว่าจะมีผู้ไปร่วมประมาณ 300 คน และหากมีมากกว่านี้เราก็ถือว่าประสบความสำเร็จ ถือเป็นการเริ่มจากเล็กไปหาใหญ่ เพราะจากประสบการณ์ในการชุมนุมที่ผ่านมาถ้ากลุ่มผู้ร่วมชุมนุมมีใจเข้าร่วมอย่างเต็มที่ก็จะทำให้การเรียกร้องมีประสิทธิภาพได้มากกว่าการมีคนมากๆ แต่ไม่มีคุณภาพ



สภาสนามหลวง ยังอยู่ พลิกจัดแค่ศุกร์-เสาร์ หลังปชช.แห่เรียกร้องสู้เผด็จการต่อ

สภาสนามหลวง ปิดสมัยประชุมสามัญบรรยากาศเป็นไปอย่างสดชื่น ประชาชนแห่ให้กำลังใจจนวินาทีสุดท้าย ชินวัตร เผย เสียงเรียกร้องเข้ามามาก ไม่อยากให้ยุติ แกนนำตัดสินใจ เปิดสมัยวิสามัญต่อเนื่อง แต่หันจัดแค่ ศุกร์-เสาร์

นายชินวัตร หาบุญพาด ในฐานะรองประธานสภาสนามหลวง เปิดเผยเมื่อค่ำคืนวันที่ 14 มิ.ย. ที่ถือเป็นการปิดสภาประชาชนสมันสามัญ ครั้งที่ 1 ว่า หลังจากได้หารือกับประธานสภา คือนานสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ แกนนำแนวร่วมออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ รวมตลอดถึงวิทยากรและนักวิชาการอีกหลายคนที่มาร่วมอภิปราย และประชาชนผู้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของสภาสนามหลวงเวที ตลอด 19 วันที่ผ่านมา มีความเห็นตรงกันเป็นส่วนใหญ่ที่อยากให้คงสภาสนามหลวงไว้ จนกว่ากลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะยกเลิกการชุมนุม

“พี่น้องประชาชนทั้งที่มาร่วมรับฟังที่ท้องสนามหลวง บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตตามเว็บไซต์ประชาธิปไตยต่างๆ รวมถึงผู้รับฟังจากคลื่นวิทยุชุมชนคนแท็กซี่ เอฟเอ็ม 92.75 เมกะเฮิรตซ์ เรียกร้องเป็นเสียงเดียวกันมาก ไม่อยากให้ยุติสภาสนามหลวง ซึ่งเราก็หารือกันมาตลอด และก็เพิ่งตัดสินใจเมื่อสักครู่หลังเวที ที่จะยังคงสภาสนามหลวงไว้ คือให้ถือเป็นการเปิดสภาสมัยวิสามัญ”

อย่างไรก็ตาม เวทีสภาสนามหลวงจะเปลี่ยนจากการดำเนินการในช่วงเย็นทุกวัน มาเปิดเฉพาะเย็นวันศุกร์และเสาร์แทน ส่วนรายละเอียดจะมีรูปแบบอะไรใหม่หรือไม่อย่างไร คงต้องว่ากันอีกที นอกจากนั้น ที่ผ่านมา เวทีสภาสนามหลวง ไม่ได้มีท่อน้ำเลี้ยงมาจากผู้หนึ่งผู้ใด หรือกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดอยู่เบื้องหลัง แต่ที่เกิดขึ้นและยืนอยู่ได้ก็เพราะกำลังใจและกำลังทรัพย์ของพี่น้องประชาชนคนละเล็กละน้อยบริจาคให้เพื่อการต่อต้านเผด็จการ ซึ่งก็ไม่ใช่ตัวเงินมากมายอะไร จึงทำให้การดำเนินการอาจติดขัดไปบ้าง และก็นับเป็นปัญหาหนึ่งของสภาสนามหลวง แต่คิดแล้วต้องเดินหน้าต่อไป นายชินวัตร กล่าว

“เรื่องนี้ เราก็คุยกันแล้ว และคิดว่าต้องเดินหน้าต่อ แม้จะติดขัดเรื่องงบประมาณบ้าง ซึ่งทีมงานจะพยายามทำให้ดีที่สุด และก็ฝากไปยังพี่น้องประชาชนที่รักประชาธิปไตยทุกท่านด้วย หากคิดว่าเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง ก็ขอให้ช่วยกันเข้ามาสนับสนุนเวทีสภาสนามหลวงต่อต้านเผด็จการกันมากๆ เพื่อช่วยกันหยุดยั้งกลุ่มเผด็จการที่คิดจะเข้าเหยียบหัวประชาชน ไม่ฟังเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ” นายชินวัตร กล่าว

Sunday, June 15, 2008

ถ้าคิดเป็นสักนิด!

หากคนทำหน้าที่ใน กระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็น ผู้พิพากษา หรือ กรรมการในองค์กรอิสระ คิดและทำ อย่างที่ คุณสุเมธ อุปนิสากร กรรมการการเลือกตั้ง คิดและทำ...ทุกคนล่ะก็

ปัญหาต่างๆ ของบ้านเมืองนี้ จะ คลี่คลาย ลงได้เยอะทีเดียว!!!ยุทธการ ดาวกระจาย ของ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ถึงวันนี้...พวกเขาจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง เร่งวันเร่งคืน ปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายมาให้แล้วเสร็จโดยเร็วรัฐบาลของ คุณสมัคร สุนทรเวช อยู่นานเท่าไหร่???ต้นทุนดูแล...ค่าอาหาร ค่าเครื่องดื่ม ค่าใช้จ่ายส่วนตัว และอีกสารพัดรายจ่าย ที่จะต้องมีให้กับ แนวร่วม ม็อบพันธมิตรฯ ก็ย่อมต้อง สูง ยิ่งขึ้น...เป็นเงาตามตัวที่สำคัญ...เมื่อผลงานที่ปรากฏไม่ “เข้าตา” นายทุน...ผู้ประสงค์จะออกเงิน แต่ไม่ประสงค์จะออกนาม แล้วล่ะก็ทุนรอนก็คงต้อง ร่อยหรอ กันไปจำเป็นที่ กลุ่มพันธมิตรฯ จะต้องเลือกวิธี แยกกันเดิน...ร่วมกันตี เป็นธรรมดา

การเดินทางไปให้ “กำลังใจ” คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ของ กลุ่มก้อนพันธมิตรฯ นั้นถ้าคุณหญิง คิดเป็น สักนิด เธอก็คงจะปฏิเสธ เหมือนที่คุณสุเมธได้ปฏิเสธความหวังดีของพวกพันธมิตรฯ!!!ต่อให้กำลังใจที่ว่านี้...จะ สร้างพลัง และเป็น ขวัญกำลังใจ สักเพียงใดแต่กับตำแหน่งที่ยืนอยู่ โดยเฉพาะ...ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดิน ที่สตางค์แดงเดียวก็ปล่อยให้สูญหายไม่ได้เท่านั้นยังไม่พอ คุณหญิงจารุวรรณ เธอยังมีตำแหน่งเป็น กรรมการ คตส. ซึ่งต้องปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ แค่ “โฟกัส” หนักๆ เอากับ....ครอบครัวชินวัตร มันก็ไม่น่าจะ เป็นธรรม อยู่แล้ว

อีกอย่าง...ถึง คตส. ไม่ทำ บ้านเมืองนี้ก็ยังมี ป.ป.ช. องค์กรอิสระซึ่งมีหน้าที่ความรับผิด ชอบโดยตรงมากกว่า...อยู่แล้วฉะนั้น การที่ คุณหญิงจารุวรรณ เธอไปแสดงออกถึงความ สนิทสนม กับ กลุ่มพันธมิตรฯ ไม่กลัวสังคมเขาจะ ประณาม เอาหรือครับ???คนที่จะต้อง วางตัว เป็นกลาง และ มีใจเป็นธรรม อย่าง...คุณหญิงจารุวรรณ ผู้ที่ยึดมั่นศรัทธาในหลักคำสอนของ พระเยซูเจ้า ทำอย่างนี้...ไม่กลัวต้อง “ล้างบาป” หรือครับเอาตัวเองออกมา บ่วง ของพันธมิตรฯ เถอะ!!! ฟาก กกต. เขาวาง บรรทัดฐาน เอาไว้ดีแล้ว กลับตัวกลับใจ...ยังไม่สายหรอกครับ เชื่อผมเหอะ!!!

ไผ่สีทอง

ผนึกเทพปราบมาร

นั่งไปบนปีกของเหล็กไกลใกล้หมื่นของกิโลเมตร พบไทยโพ้นทะเลหลากหลาย ล้วนมีวิตกเดียวกันทั่วหล้าประเทศไทยจะเป็นอย่างไรมันจะจบลงอย่างไรเขาจะฆ่ากันหรือไม่มีไหมปฏิวัติอีกครั้งก็คงจะเหมือนประชาชนคนไทยทั่วไปที่ต้องเดินทางออกไปจากแผ่นดินเกิด แล้วไปพบปะกับคนไทยที่ออกไปเลี้ยงชีพอยู่ในต่างแดน ที่จะต้องตอบคำถามซ้ำซากกันอยู่เรื่องเดียว

เรื่องการเมืองไทยและดูเหมือนว่าจะไม่มีใครสามารถตอบได้ ไม่มีใครแน่ใจในคำตอบของตนเอง นอกจากคาดหมายไปต่างๆ นานา แล้วก็หวังกันว่ามันคงจะจบลงได้สักที จบแบบไม่มีเลือดตกยางออกใครจะไปเชื่อว่า ประเทศของประชาชน 64 ล้านคนนี้ จะวุ่นวายเพราะกิเลศตัณหาของคนแค่ฝ่ามือเดียวใครจะไปเชื่อว่า..สิ่งผิดกฎหมายมากมายจะสามารถยั่งยืนอยู่ได้ จากการที่กฎหมายไม่ถูกบังคับใช้แต่สิ่งต่างๆ ดังพรรณนามานี้..เกิดขึ้น ดำรงอยู่ เป็นศัตรูกับความผาสุกของผู้คนมากมาย..เกิดขึ้นจากคนกลุ่มเดียวกันที่แตกแยกจากกัน เพราะการแย่งทึ้งผลประโยชน์ที่ไม่ลงตัวกัน..เป็นสงครามของผีป่าซาตานในแผ่นดินที่มีนามว่าเมืองใหญ่ของเหล่าเทพเทวา

ถ้าวันนี้..มันได้เป็นเจ้าของโทรทัศน์ 1 คลื่น ที่แยกไปจากช่อง 11
ถ้าวันนี้..มันได้เงิน 2,000 ล้าน อ้างว่าไปเลี้ยงหมาฝึกคนเรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน..หรืออาจจะยังไม่เกิดขึ้น“ซึ่งพังมาแล้วและจะพังอีก”..ศูนย์รวมน้ำใจแห่งทวยราษฎร์..ตรัสชัดถึงอนาคตแห่งแผ่นดิน ตราบเท่าที่บัญญัติแห่งกฎหมายยังพ่ายแพ้ต่อกฎหมู่ตรัสแห่งพระองค์ท่าน..จะหล่อหลอมทวยราษฎร์ที่รักชาติบูชาแผ่นดิน เข้าเป็นปีกแผ่นแท่นหินไว้รองรับคุณธรรมและความดีงามให้มั่นคงดำรงอยู่แลพิพากษา..ผีห่าซาตานที่พร่าบ้านผลาญเมือง..ยุติกุลียุคซะที

พญาไม้

คตส. ตามตื๊อ ‘อนุพงษ์’ สำเร็จ แต่ ‘บิ๊กป๊อก’ ปฏิเสธ ‘ไม่เกี่ยวด้วย’

ประชาชนทั่วไปที่รู้ข่าวนี้ ต่างก็งงกันถ้วนหน้า งงว่า คตส. หรือคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ทำหนังสือเหมือนจะร้องเรียนต่อผู้บัญชาการทหารบกในฐานะอะไร? และด้วยเหตุผลอะไร?เพราะสถานะของผู้บัญชาการทหารบกในปัจจุบันนี้ ก็ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับ คตส. เนื่องจาก

คมช.ได้หมดสภาพไปแล้วในเรื่องนี้เมื่อมาถึงวันนี้ ก็ได้รับการยืนยันจาก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ที่ได้ออกมาเปิดเผยเป็นครั้งแรกว่า ขณะนี้ตนได้รับหนังสือจากคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) แล้วพล.อ.อนุพงษ์ เปิดเผยว่า หนังสือฉบับนั้น ทาง คตส. ได้บอกมาถึงผู้บัญชาการทหารบก เรื่องที่ถูกกองปราบปรามออกหมายเรียก โดยยอมรับว่าเห็นหนังสือดังกล่าวแล้วจริง เป็นลายมือเกี่ยวกับการแจ้งความ

ซึ่งตนไม่ได้ดูอะไรมาก เพราะไม่มีความรู้ทางกฎหมายที่จะวิเคราะห์อะไรได้ ส่วนการโทรศัพท์คุยกับ นายนาม ยิ้มแย้ม ประธาน คตส. เพียงแต่แจ้งให้ทราบเรื่องหนังสือ และ คตส. ก็ไม่ได้ขอให้ช่วยเหลืออะไร และไม่ได้ปรึกษาเรื่องการต่ออายุผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า ระยะเวลาที่เหลือ คตส. สามารถทำงานตามกรอบของอำนาจหน้าที่ได้ตามปกติจนกว่าจะครบวาระ ในความหมายของ พล.อ.อนุพงษ์ การครบวาระของ คตส. จากการต่ออายุโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คือ สิ้นเดือน มิ.ย. คือ วันที่ 30 มิ.ย.2551

จากคำพูดที่ออกมาแสดงความเห็นของ พล.อ.อนุพงษ์ ทำให้ประชาชนทั่วไปต่างไม่เข้าใจเหตุผลที่ นายนาม ยิ้มแย้ม ประธาน คตส. มีเหตุผลอะไร ในการต้องใช้ความพยายามในการนำจดหมายเหมือนหนังสือร้องเรียนไปถึง พล.อ.อนุพงษ์ ที่เป็นผู้บัญชาการทหารบก และไม่ได้มีตำแหน่งหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับ คตส. หรือการที่พนักงานสอบสวน จะออกหมายเรียกเรียกใครมาสอบสวนในฐานะผู้ถูกกล่าวหา

สำหรับกรณีที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชน
เพื่อประชาธิปไตย เรียกร้องให้นายทหารที่จบจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าแต่งเครื่องแบบร่วมชุมนุมนั้น พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า
เท่าที่ทราบ พล.ต.จำลอง บอกว่าไม่ได้พูดเช่นนั้น ซึ่งการไปชุมนุม ทุกคนมีสิทธิส่วนบุคคลสามารถทำได้ แต่ต้องไม่ให้กระทบต่อการทำงาน และไม่แต่งเครื่องแบบไปในที่สาธารณะ

นายกฯ ระบุ การขอเปิดอภิปรายของฝ่ายค้านในสมัยการประชุมสภาวิสามัญถือว่าไม่เหมาะสม


นายกรัฐมนตรี ระบุ การขอเปิดอภิปรายของพรรคฝ่ายค้านและส.ว.ในสมัยการประชุมสภาวิสามัญนั้นถือว่าไม่เหมาะสม
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "สนทนาประสาสมัคร" ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย เอ็นบีที ถึงความพยายามของพรรคฝ่ายค้านในการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางแบบไม่ลงมติ ตามมาตรา 179 และการขอยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปของสมาชิกวุฒิสภา ในระหว่างการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญระหว่างวันที่ 9- 27 มิถุนายนนี้ ว่า ไม่น่าจะเป็นช่วงระยะเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากเป็นการเปิดสภาเพื่อการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552 พร้อมทั้งการพิจารณากฎหมาย 2-3 ฉบับซึ่งต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 180 วันตามรัฐธรรมนูญกำหนด
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในวันที่ 11-12-18-19 มิถุนายนนี้ ที่ประชุมจะพิจารณากฎหมาย ส่วนวันที่ 25-26 มิถุนายน จะเป็นการพิจารณางบประมาณ ซึ่งอาจใช้เวลายืดเยื้อถึงวันที่ 27 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการเปิดสมัยประชุมสมัยวิสามัญครั้งนี้ ดังนั้นการจะขอให้มีการเปิดอภิปรายของพรรคฝ่ายค้าน จึงถือว่าไม่เหมาะสม และรีบร้อนเกินไป เนื่องจากรัฐบาลเพิ่งเข้ามาบริหารประเทศเพียง 4 เดือน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่รัฐบาลกำลังดำเนินการแก้ไขปัญหาตามการร้องขอในหลายประเด็น


ร.ท.กุเทพ ชี้พันธมิตรฯ สร้างเรื่องแทรกแซงศาลชุมนุมต่อ

พรรคพลังประชาชน 15 มิ.ย. - ร.ท.กุเทพ ชี้กลุ่มพันธมิตรฯ สร้างเรื่องแทรกแซงศาล มาสร้างความชอบธรรมชุมนุมต่อ ขณะเดียวกัน หนุนศาลฎีกาฯ ไต่สวนเงิน 2 ล้าน พิสูจน์ความจริงให้ปรากฏ และพร้อมยอมรับผลตรวจสอบ

ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน และคณะทำงานติดตามการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า ขณะนี้กลุ่มพันธมิตรฯ พยายามสร้างเรื่องการเข้าไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมในคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นประเด็นที่กลุ่มพันธมิตรฯ เคยใช้เป็นเหตุผลเคลื่อนไหวก่อนหน้าเกิดการรัฐประหาร อย่างไรก็ตาม ทุกคดีของอดีตนายกรัฐมนตรีขณะนี้อยู่ในการพิจารณาของศาล และอยู่ในการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ทั้งหมด คงไม่มีใครสามารถเข้าไปแทรกแซงได้ ดังนั้น การสร้างเรื่องดังกล่าวจึงเป็นการเปิดประเด็น สร้างเงื่อนไขให้ชอบธรรมในการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลต่อไปเท่านั้น

“โดยเฉพาะกรณีเงิน 2 ล้านบาท ที่นำใส่กล่องขนมไปมอบให้ศาลฎีกา เป็นการแสดงให้เห็นที่ชัดเจนว่า มีการปรักปรำว่า เป็นการกระทำของอดีตนายกรัฐมนตรี ทั้งที่ไม่ใช่ความจริง และคงไม่มีผู้ที่เป็นคู่ความกับศาลจะกล้าทำการดังกล่าว” ร.ท.กุเทพ กล่าว

โฆษกพรรคพลังประชาชน ยังเห็นว่า การที่ศาลฎีกาตั้งคณะกรรมการสอบกรณีเงิน 2 ล้านบาท ถือเป็นเรื่องดีที่จะพิสูจน์ความจริงให้ปรากฏ และไม่ว่าผลการตรวจสอบของศาลจะออกมาเป็นอย่างไรก็ยอมรับ เพราะมีกระแสข่าวว่า ทนายความของอดีตนายกรัฐมนตรี อาจเข้าไปเกี่ยวข้อง

“แม้จะมีข่าวว่า ทนายความอดีตนายกรัฐมนตรีเกี่ยวข้องกับเงิน แต่ก็เป็นเพียงสมมุติฐานเท่านั้น ยังไม่เป็นความจริง เพราะต้องรอการสืบสวนของศาลก่อน ดังนั้นการออกมาให้ความเห็นจึงต้องระมัดระวัง อาจเป็นการแทรกแซงละเมิดอำนาจการทำงานของศาล และอดีตนายกรัฐมนตรีตรีคงไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว เนื่องจากเป็นคู่ความที่ถูกจับตามองอยู่ และคงไม่มีใครกล้านำเงินไปให้ต่อหน้า เว้นแต่ทำลับหลัง ก็น่าจะทำให้เชื่อได้ว่า มีการทำจริง” ร.ท.กุเทพ กล่าว.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-15 14:21:15