WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, June 16, 2008

เครือข่ายนักศึกษาอีสานเตือนพันธมิตร!

อย่าใช้ปัญหาปากท้องประชาชนเป็นเครื่องมือ ไล่ตะเพิดสมเกียรติ
สหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.) ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 เผยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ใช้ปัญหาความทุกข์ยากจากปัญหาปากท้องของประชาชน เป็นเครื่องมือระดมมวลชนจากกลุ่มองค์กรประชาชนในภาคอีสาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความวุ่นวาย สร้างเงื่อนไขการรัฐประหาร เพื่อโค่นรัฐบาล

สหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.) เรียกร้องให้ทุกเครือข่ายองค์กรที่ได้รับผลกระทบ ยุติการนำเอามวลชนไปเคลื่อนไหวกับพันธมิตรฯ แต่ประกาศสนับสนุนการเคลื่อนไหวของประชาชนที่ไม่มีเบื้องหลังและเป็นอิสระ

นอกจากนั้นทาง สนนอ. ยังได้กล่าวประณาม นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ และ 1 ใน 5 แกนนำพันธมิตรฯ ว่าได้กระทำการย่ำยีประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยการร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ โดยยังมีสถานะเป็น ส.ส. อยู่ด้วย ในแถลงการณ์ระบุว่า ในกรณีดังกล่าว มีผลทำให้กลไกการแก้ไขปัญหาระดับประเทศตามวิถีทางประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ถูกลดความสำคัญลง และยังเท่ากับเป็นการประจานพันธมิตรฯ ด้วยว่าพวกเขาเหล่านั้นไม่ได้ศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยเลย

ในท้ายแถลงการณ์ สนนอ. ได้เรียกร้องให้ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ปากกล้าผู้นี้ลาออกจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ทั้งนี้ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.) ร่วมกับกลุ่มอิสระซุ้มยอป่า ยังได้จัดกิจกรรมนิทรรศการ “รัฐธรรมนูญ” และร่วมวงเสวนาเรื่อง “ม.237, ม.309 มีปัญหาอะไร” ในวันอาทิตย์ที่ 22 มิถุนายน 2551 ณ หอประชุมองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น เริ่มตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป และขอเชิญให้ผู้สนใจเข้าร่วม

แถลงการณ์สหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน ฉบับที่ 2/2551

“พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหยุดชุบมือเปิบแย่งชิงมวลชน”

ท่ามกลางสถานการณ์การต่อสู้ทางการเมืองที่รุนแรงไม่ลดราวาศอก ระหว่างกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกับรัฐบาลพรรคพลังประชาชน เพื่อให้ฝ่ายรัฐบาลล้มครืนลง การชุมนุมบนท้องถนนจึงเกิดขึ้นและยืดเยื้อมาหลายวัน ปัจจัยชี้ขาดของการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ คือการเพิ่มปริมาณมวลชนให้มากขึ้น เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพการต่อสู้ให้มีพลัง สอดรับกับปรากฏการณ์ “สารพัดม็อบ” ที่กำลังเกิดขึ้น เพื่อทวงถามรัฐบาลเรื่องปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ ปัญหาข้าวยากหมากแพง ฯลฯ

ซึ่งเป็นขบวนการเรียกร้องเพื่อแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนคนชั้นล่าง กลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ควรฉวยโอกาสช่วงชิงมวลชนด้วยวิธีการหันมาโจมตีรัฐบาลเรื่องเศรษฐกิจเพื่อเอาใจมวลชน “สารพัดม็อบ” อันเป็นการ “จับฉ่ายประเด็นโจมตี” ไม่ได้มีเนื้อหาสาระอะไร เพียงเพื่อเป้าหมายสูงสุดการคือการเช็กบิล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้สิ้นซาก กลุ่มพันธมิตรฯ อย่าเอามวลชนไปเป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของตนเอง เพราะนั่นนอกจากจะเป็นการกระทำที่เห็นแก่ตัวแล้ว มันยังไม่ใช่วิธีการที่จะแก้ปัญหาให้มวลชนได้จริง เพราะกลไกการแก้ปัญหาตามรัฐสภาได้ถูกพันธมิตรฯ ทำลายมันลงไปแล้ว ดังเช่น ในกรณีของ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และ 1 ใน 5 แกนนำพันธมิตรฯ ได้กระทำการย่ำยีประชาธิปไตยแบบรัฐสภา

โดยการร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ โดยยังไม่ลาออกจากการเป็น ส.ส. กรณีดังกล่าวนี้มีผลทำให้กลไกการแก้ไขปัญหาระดับประเทศตามวิถีทางประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ถูกลดความสำคัญลง และยังเท่ากับเป็นการประจานพวกพันธมิตรฯ ด้วยว่า พวกเขาเหล่านั้นไม่ได้ศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยเลย ใช้ “กฎหมู่เหนือกฎหมาย” สร้างเงื่อนไขเพื่อนำไปสู่การรัฐประหารรอบที่สอง และเศรษฐกิจจะตกต่ำลงอีก

สหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.) ขอให้กลุ่มประชาชนที่ชุมนุมในประเด็นเศรษฐกิจ ทุกเครือข่าย อย่าตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มพันธมิตรฯ โดยการไม่นำมวลชนไปเคลื่อนไหวร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯ ขอให้ชุมนุมตามข้อเรียกร้องของตนเองอย่างเป็นเอกเทศ และสหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.) ขอให้นักศึกษาภาคอีสานออกมาแสดงจุดยืนทางการเมือง เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า นักศึกษาในยุคปัจจุบันไม่ได้หลับใหล ยังพร้อมที่จะยืนหยัดต่อสู้เคียงข้างประชาชน

ข้อเรียกร้องของสหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.)
1.ให้ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ลาออกจากการเป็น ส.ส. เพื่อรักษาไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา และเพื่อเป็นการรับผิดชอบต่อคำพูดของตนเอง ที่ได้ปราศรัยเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2551 ที่หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในรายการยามเฝ้าแผ่นดินภาคพิเศษ ความว่า “เมื่อชุมนุมใหญ่ผมจะลาออกจากสภา...กระโดดลงมาร่วมกับพี่น้อง”

2.ให้เครือข่ายประชาชนบางกลุ่ม ที่เคลื่อนไหวเรียกร้องประเด็นปัญหาเศรษฐกิจต่อรัฐบาล ทั้งที่เข้าร่วมและกำลังจะเข้าร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯ พิจารณาตัวเองโดยการลาออกจากกลุ่มพันธมิตรฯ แล้วเคลื่อนไหวตามข้อเรียกร้องของตนเองอย่างเป็นเอกเทศ

3.ให้พันธมิตรฯ หยุดการเคลื่อนไหวกดดันองค์กรอิสระและข้าราชการประจำในการปฏิบัติหน้าที่ ควรใช้การแก้ปัญหาตามครรลองประชาธิปไตยแบบรัฐสภา คือให้ ส.ว. เข้าชื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และปล่อยให้องค์กรอิสระดำเนินการตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม

ด้วยความสมานฉันท์
สหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.)

ชวนคนไทย บริโภคกระเทียมไทย

รายการ “สนทนาประสาสมัคร” โดย นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ วันอาทิตย์ที่ 15 มิถุนายน 2551 เวลา 08.30-09.30 น.

ความตอนหนึ่งว่า... การเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญระหว่างวันที่ 9- 27 มิถุนายน ไม่น่าจะเป็นช่วงระยะเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากเป็นการเปิดสภาเพื่อการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552 พร้อมทั้งการพิจารณากฎหมาย 2-3 ฉบับซึ่งต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 180 วันตามรัฐธรรมนูญกำหนด ซึ่งในวันที่ 11-12, 18-19 มิถุนายนนี้ ที่ประชุมจะพิจารณากฎหมาย ส่วนวันที่ 25-26 มิถุนายน จะเป็นการพิจารณางบประมาณ ซึ่งอาจใช้เวลายืดเยื้อถึงวันที่ 27 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญครั้งนี้

ดังนั้นการจะขอให้มีการเปิดอภิปรายของพรรคฝ่ายค้าน จึงถือว่าไม่เหมาะสม และรีบร้อนเกินไป ขอให้ลองตรองดูว่า ผมหนีการอภิปราย เพราะกลัวเกรง หรือเขาลุกไล่กันจนไม่ดูตาม้าตาเรือ หากอยู่กลางสมัยธรรมดาไม่มีปัญหา อย่างไรก็ต้องรับ ต้องย้ำ ไม่ได้กลัวเกรงการอภิปราย เนื่องจากรัฐบาลเพิ่งเข้ามาบริหารประเทศเพียง 4 เดือน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่รัฐบาลกำลังดำเนินการแก้ไขปัญหาตามการร้องขอในหลายประเด็น ยังไม่ทันทำอะไรผิด กระเหี้ยนกระหือรือ ทำไมรีบร้อนกันเหลือเกิน กำลังคิดแก้ไขปัญหา เสนอความคิดมา ต้องเห็นชอบตามความคิดก่อนไปดำเนินการ แต่นี่จะมาล่อกันเสียก่อน

ปรับเปลี่ยนรถเมล์ร้อน ขสมก. เป็น NGV ทั้งหมด
เดิมที ขสมก.มีรถในสังกัด 6,000 คัน ขณะที่ใช้ได้จริงเพียง 3,000 คัน และอีกครึ่งแบ่งให้รถร่วมบริการฯ วิ่งให้บริการ ซึ่งที่ผ่านมา ขสมก.ขาดทุนปีละหลายพันล้านบาท จนสะสมเป็นหนี้ถึง 60,000 ล้านบาทต่อปี จึงเกิดแนวความคิดยกเลิกใช้รถที่หมดสภาพแล้ว และเปลี่ยนมาใช้รถประจำทางปรับอากาศที่ทันสมัยและใช้เอ็นจีวีซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่มีราคาถูก สามารถทำให้ ขสมก.มีรายได้เลี้ยงตัวเองได้ และประชาชนก็จะได้รับประโยชน์ผ่านการ์ดโดยสารที่สามารถใช้ได้ทุกวัน นอกจากนี้ ขสมก. จะลดจำนวนพนักงานลงครึ่งหนึ่ง โดยเปิดให้มีการเออร์ลี่รีไทร์ด้วย

รถประจำทางเอ็นจีวีและใช้การ์ดโดยสารมีข้อดีคือ ป้องกันการลักลอบถ่ายน้ำมันไปขายและป้องกันพนักงานฉีกตั๋วทุจริต ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเพียงการโยนหินถามทาง เหมือนเอาไก่ลงไปโยนที่ฟาร์มจระเข้ ยังไม่ถึงน้ำ จระเข้โดดงับทันที เพราะมีข้อกล่าวหาในเว็บไซต์ว่าผมได้ค่ารถคันละล้าน รวม 2 พันล้าน คุณหญิงพจมาน ชินวัตร และ นายเนวิน ชิดชอบ ต่างได้คนละ 2 พันล้าน ผมอยากทราบว่า จะได้เงินดังกล่าวมาจากไหน หากเช่ารถแล้วจะได้คันละล้าน

6 พรรคร่วมนัดทานข้าวเป็นเรื่องปกติ
วันนั้นเขาไปคุยกัน ก็เรื่องไปเปิดเผย ไปกินข้าวคุยกัน ผมแสดงความไม่พอใจ ตอบข้อข้องใจเสียหน่อย ผมโทรศัพท์นัดกันว่า 5 พรรคไม่ได้บอกใครเลย และผมเลือกเวลา เลือกวันอังคาร มีประชุม ครม. เสร็จแล้วผมก็จะปลีกตัวไป ผมก็นึกว่านั่งคุยกัน 6 คนสบาย ๆ เลือกชั้น 32 เพราะนึกว่าทางโรงแรมเขาก็คงไม่ให้ใครขึ้นไปยังไง เช้ามามีคนบอกแล้วครับ ประชุมผมก็ไม่ตอบคำถาม โผล่ขึ้นไปถึงเวลานัด คนเต็มหมด คนจะไปคุยกัน 6 คน 8 คนเท่านั้นเอง ก็มีท่านบรรหาร (นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย) เอาคุณสนั่น (พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์) ไปด้วย รัฐมนตรีผู้หญิง (นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน) เอาคุณบรรยิน (นายบรรยิน ตั้งภากรณ์) ไปด้วย ทั้งหมดมีคน 8 คนเท่านั้น ทำไมนักการเมืองนัดกินข้าว โลกมันจะปริ ลอยเลื่อนของโลกมันจะเลื่อนหรือ หลังจากนั้นไปด่าผม หาว่ามองหน้านักข่าวนาน 3 นาที เป็นข่าวใหญ่โต

ชวนคนไทยหันมาบริโภคกระเทียมไทย
กระเทียมมาร้องทุกข์ กระเทียมปิดถนน เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ติดต่อกันไม่ได้ ผมก็ต้องมาพิจารณาดู เขาบอกว่ารับซื้อแค่ 15 อย่างดีได้ 18 เขาอยากได้ 23 คิดเลขในใจนะครับ และต้องแสดงให้เห็นว่าเราไม่ได้หลับหูหลับตา ไม่ใช่ให้ใครเขาด่าเอาอีก 23 บาท เวลากระเทียม 1 กิโลกรัมสดที่ไปซื้อ 23 บาท เป็นกระเทียมแห้ง 3 ต่อ 1 100 กิโลฯ ได้ 35 กิโลฯ ครับ เพราะฉะนั้น ซื้อเขา 23 เท่ากับซื้อ 69 แต่ก่อนนี้กระเทียมชาติอื่นเขาขายโลละ 45 บาท แกะแล้ว ของเราขายกิโลกรัมละ 70 บาท กำลังนี้ของเราขึ้นมากิโลกรัมละ 90 บาท กระเทียมศรีสะเกษกิโลฯ ละ 100 บาท ขายอยู่ตลาด ก็ดีนะครับ หอม มีกลิ่นแรง

ราคาเชียงใหม่ เชียงราย กำลังนี้ 80-90 บาท เรายังพอมีกำไรครับ แต่ต้องอธิบายให้รู้ไว้ว่า วันนี้จะมาชวนให้ท่านทั้งหลายไปกินกระเทียม แล้วต้องกระเทียมไทยด้วยนะครับ ดีกว่ากระเทียมเทศไม่รู้เท่าไร ๆ ละครับ ขอเรียนให้ทราบว่าวันนี้มาชักชวนเพราะอะไรครับ เพราะว่าชอบไปซื้อกระเทียมต่างชาติ ผมก็กลัว WTO (องค์การการค้าโลก) จะมาว่าผมไม่ออกชื่อละครับ

อธิบายวิธีการทำน้ำพริกต้องใส่กระเทียมไทย
น้ำพริกกะปินะครับ กระเทียมส่วนหนึ่ง นี่กะปิดี น้ำตาล น้ำปลา มะนาว พริกขี้หนู แล้วก็มะเขือพวง โบราณใส่มะอึก วันนี้ไปเจอมะอึกเลยซื้อมาให้ดู นี่สำหรับใส่น้ำพริกนะครับ ต้องขูดขนออกก่อนนะแล้วหั่นซอยๆ เดี๋ยวนี้มะอึกหาไม่ได้ ก็ใส่มะเขือพวง เด็ดเสียก่อนแล้วบุบให้มันแตกหน่อย แล้วก็มะนาว นี่คือน้ำพริก ซื้อแล้วยังไง วันนี้เอามาอวดหน่อย ไม่ได้ทำกับข้าว เลิกทำ

ดูนี่ น้ำพริกปลาทู ผักทอด ชะอมชุบไข่ทอด มะเขือชุบไข่ทอด สำเร็จรูปซื้อมาให้ดูเลยนะครับ นี่ผักดิบ ผักสด ผักต้ม ผักดอง ผักเสี้ยน ผักหนาม หัวหอมดอง ถั่วฝักยาว หน่อไม้ลวก ขมิ้นขาว มะเขือ ผักดิบ ผักสด กินผัก นี่เอามาให้ดูเพื่อจะบอกว่านี่หัวใจอยู่ตรงนี้ครับ กระเทียมต้องกระเทียมไทย กระเทียมดี กะปิดี นี่มะนาวอย่างนี้เปรี้ยวแท้ ๆ มะเขือพวงให้ดูหน้าตาดีอย่างนี้หน่อย ต้องการให้เผ็ดมากโขลกแรง ๆ เผ็ดน้อยโขลกเบา ๆ เห็นไหมครับ

กระเทียม หัวใจมันอยู่ในนี้ครับ กับข้าวไทยไม่ต้องใส่ผงชูรส นี่ไงครับ รากผักชี ต้มอะไรหม้อหนึ่ง เอากระดูกหมูต้มน้ำเปล่า ๆ ใส่น้ำปลาก็กินได้ครับ ขาหมูหั่นใส่น้ำปลากินได้ อะไรที่ต้มเป็นน้ำซุป ใส่น้ำปลากินได้ทั้งนั้น แต่ทว่าเขาก็ไปใส่ผงชูรสกัน กำลังนี้ นี่คือผงชูรสไทย รากผักชีเอามาหั่นขวาง กระเทียม พริกไทย 3 อย่างโขลกละเอียดเลยครับ แกงหนึ่งหม้อสักหนึ่งช้อนโขลกลงไป กระเทียมสัก 10 กลีบ พริกไทยสักช้อนโต๊ะ รากผักชี 4-5 ราก อย่าไปทั้งเป็นเสี้ยน หั่นขวางและโขลกให้ละเอียด ใส่ไปในหม้อน้ำซุป นี่คือผงชูรสไทยครับ อร่อยกว่าหลายขุม เติมน้ำปลาเข้าไปหน่อยเดียวเท่านั้นเอง คนเอาไปทำยา เขาก็เอากระเทียม 1 กิโลกรัม มะนาว 25 ลูก บีบใส่กัน ไปทิ้งให้เฟอร์เมนต์ และเอาน้ำมากิน เขาบอกว่ารักษาโรคได้ ไปหาดูรายละเอียดแล้วกันครับ

วิธีการซื้อขายกระเทียมของชาวไร่
เพราะฉะนั้น ที่พูดกันนี่อุดหนุนหน่อยเถอะครับ 23 บาท เพื่อไม่ให้เขาปิดถนน ขู่เข็ญนะครับ จะขู่ไม่ขู่ดูแล้วนึกถึงทางภาคอื่นเขาทำกัน เขาจะซื้อของนี่ พอออกมาเยอะปั๊บซื้อเลยครับ โลละ 13 โลละ 14 ซื้อหมดเลยครับ ชาวบ้านต้องเซ็นชื่อใครเป็นเจ้าของ ซื้อหมดละครับ 13,14 แล้วเก็บไว้นะครับ เสร็จแล้วก็ปิดถนน วันเสาร์-วันอาทิตย์ปิดถนนเลย วันจันทร์เข้ามากรุงเทพฯ วันอังคารเข้าครม. ครม.อนุมัติ 500 ล้านไปซื้อ 500 ล้านไม่สูญเปล่านะครับ เสร็จแล้วไปซื้อ 17, 18, 19 บาท ซื้อมา 13-14 บาท กำไรทันทีครับ ซื้อกันมีบัญชีเสร็จเลย ชื่อคนนั้น ๆ เจ้าของเสร็จ ต้องซื้อกับราษฎร ใส่โกดังเก็บไว้ครับ พอถึงหน้าขาย ๆ เท่าไร ขาย 27 แต่ว่าของไม่ไปครับ 27 ของไม่ไป นั่นขายปลอมนะครับ แต่ขายจริงขาย 32 เขาเรียกว่า user พวกพรรค์อย่างว่ายี่ห้อนี้ ๆ นี่ละครับ 32 เห็นไหมครับซื้อไว้ 13-14 ปิดถนนปั๊บ 2-3 วันเสร็จ ตรงเข้ามา ครม. อนุมัติไปเลย 500 ล้าน กำไร 4-5 บาทเท่านั้น ต่อกิโลกรัม นี่เขาเรียกกินหัวกินกลางตลอดตัว

ขอให้ช่วยกันอุดหนุนซื้อกระเทียมไทย
ผมบอกเราใช้มาตรการเดียวกับเรื่องข้าว แปลว่าต้องเป็นเกษตรกร ไปซื้อมาเก็บไว้แล้วทำอย่างที่ว่านี้ ซื้อ 14-15 มาขาย 18-19 แต่ว่าเคราะห์ดีกำลังนี้ราคากระเทียมในตลาดขึ้นมา 80-90 ศรีสะเกษมาเป็นดุ้นยังไม่แกะนะครับ 100 บาท ไปดู อ.ต.ก. สิครับ กระเทียมทั้งนั้นเลยครับ

วันนี้ขอร้องให้ท่านทั้งหลายช่วยกันกินกระเทียมหน่อย กระเทียมเขาเอาไปทำใส่แคปซูลก็มี แต่ข้อสำคัญสุดขอให้กินกระเทียมไทย ให้ซื้อกระเทียมไทย พ่อบ้านแม่เรือนทั้งหลายทำกับข้าวกินเองนี่ครับ รากผักชี กระเทียม พริกไทย นี่คือผงชูรสไทยไม่ต้องใส่ผงชูรสเลยครับ หน่อไม้ต้ม ไม่ต้องปลาปูหรอก ข้าวร้อนๆ มา ใส่แล้วก็คลุกข้าว ไข่เค็มลูกหนึ่งผ่าออกมาก็ใช้ได้ ไข่เจียวโปะลงไปก็อร่อยแล้วครับ ดีหน่อยมีหมูทอดกระเทียมพริกไทยยิ่งดี กุ้งยิ่งดียิ่งแพง อร่อยทั้งนั้นละครับ

ก่อนจะตัดสินใจเซ็นลงไปให้เขาซื้อ ความจริงเขาตกลงกัน 22 บาทไม่ใช่ 23 บาท คงจะไม่ประพฤติเหมือนภาคอื่นที่เขาทำกัน จดชื่อไว้เสร็จหมด พอถึงวันเสาร์-อาทิตย์ก็ปิดถนน เสร็จแล้วก็มาขอ ครม. ให้เงินไปซื้อ แต่ว่าซื้อก็ไม่ซื้อของใครก็เก็บกำไร 5 บาท ถึงเวลา 27 ไม่ขาย แต่ขายนะครับเอกสารมาครบถ้วนหมดเลยครับ ถ้ามีเงินก็มาครับ แต่ของจริงไปขาย 32 บาท ขออนุญาตนะครับเล่าให้ฟัง

ประชุมส่งเสริมการท่องเที่ยวใน จ.เชียงใหม่
เขาบอกว่าเชียงใหม่ตอนสงกรานต์ นักท่องเที่ยวหลวม ก็เลยไปช่วยเขาหน่อย ก็ไปประชุม โอ้โหผู้คนมามากมาย ทีแรกจะเอา 17 จังหวัด เริ่มที่เชียงใหม่จะเอา 17 จังหวัดภาคเหนือ ผมบอกขอภาคเหนือตอนบน 8 จังหวัด ก็คุยกันเรียบร้อยดีครับ ตกลงคุยกันเรื่องจะสนับสนุน ต้องมีศูนย์ประชุมจะได้มีงาน หน้า Low Season มิถุนายน กรกฎาคม สิงหาคม กันยายน คงต้องหมั่นไปประชุมกันทางภาคเหนือหน่อยให้เคลื่อนไหว ไปหาสาเหตุ เขาบอกสาเหตุตั้งแต่ปี 2004 (พ.ศ.2547) พอสึนามิปัง ใครจะมาใต้ไม่มา ก็มาเหนือ เหนือตัวเลขก็ขึ้น พอบัดนี้ข้างใต้เขากลับสู่สภาพเดิม นักท่องเที่ยวก็เฉลี่ยไปทางใต้ ทางเหนือก็หลวม ผมก็รับหน้าเสื่อมาเลย ตามหน้าที่ต้องเป็นอย่างนั้นครับ ไปคุยให้ฟัง เหมือนสมัยนี้เขาเรียกภาษาฝรั่งต้องเรียกไป workshop แต่งตัวกันธรรมดา ใส่เสื้อตามสบาย เสร็จเรียบร้อยผมก็กลับ

ตอบคำถามประชาชน
คูปองช่วยเหลือคนจน ติดต่อไปทางไหน - ยังครับเขาเริ่มหาหนทางว่าจะทำยังไง จะโอนเงินเข้า จะเอาเงินสด รอนิดเถอะครับ...ราคาแก๊สหุงต้มทำยังไงให้ถูกลง ควรเปิดเผยต้นทุนให้ทราบ - เรื่องเปิดเผยต้นทุนไม่เป็นปัญหาครับ มีกฎหมายบังคับให้ดูได้ และสำคัญสุด เขาขายของไม่ได้ขายราคาจริง เขาเอาอะไรมาชดเชยกันอยู่ รายละเอียดนะครับ ผมจะให้รัฐมนตรีพลังงาน (พลโทหญิงพูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ) มาคุยเอง…อยากให้ทำสะพานคนข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแทนเรือข้ามฟาก - มีคนเคยคิดเคยบอกแล้วครับ ประเทศอื่นเขาก็ไม่ค่อยมีกันนะครับ

นอกจากว่าทำสะพานใหญ่ แต่ไม่ให้รถเดิน ให้คนเดิน จะเอาอย่างนั้นก็ได้ครับ แต่มันมโหฬารนะครับ ใครอยากจะทำ ก็เอาว่าลงเรือเฉพาะหน้า นอกนั้นก็ไปรถ ทำสะพานเดินข้าม ผมกลัวเดี๋ยวก็หัวเราะเยาะอีก…ที่ประกาศขึ้นราคาน้ำตาล ชาวไร่อ้อยยังไม่ได้รับครบ - เขาจะต้องเอาไปใช้หนี้ครับที่ได้มากว่า 6,700 ล้าน ท่านทั้งหลายที่เป็นคนถามมานี่ ท่านเป็นหนี้เขาอยู่ 17,000 ล้าน การปรับราคาตรงนั้นหนี้ของท่านลดลงไปกว่า 6,700 ล้าน ยังไม่ได้ไปตรงนั้นละครับ แต่ต้องได้ 807 บาทอยู่ก่อน 638 บาทเดี๋ยวเขาต้องจัดการ เรื่องนี้ท่านจะต้องได้ประมาณ 804 บาท

อยากให้นายกฯ ดูแลเรื่อง กบข. ครูเทศบาล ซึ่งไม่มี กบข. เหมือนกระทรวงศึกษาธิการ - กำลังดูคือ กบข.เขาได้รับความสำเร็จอย่างยิ่งเลย และระบบนี้กำลังจะแพร่หลายไปในส่วนที่ว่าเขาก็ไม่อยากได้บำเหน็จ คือจะทำบำนาญกัน หลายหน่วยงานที่จะขอมา ซึ่งเขาบอกว่ารับได้ เขามีวิธีการนะครับ กำลังดูแลให้…อยากให้ท่านแก้ปัญหาสังคมควบคู่เศรษฐกิจ เฉพาะเรื่องยาเสพติดและการพนัน - ก็แบ่งงานกันทำนะครับ ปปส.ได้คนมือเก่ามาทำ ตำรวจต่าง ๆ ก็จะช่วยงานกันไม่เป็นปัญหาหรอกครับ ยาเสพติด การพนันก็ปราบ แต่กำลังนี้พอบอกว่าอยากจะทำให้มีการพนันถูกกฎหมาย ผมก็พูดอีกไม่ได้ เดี๋ยวก็โดนอีกจะล่อกันยาวอีก ก็เล่าเปิดไว้ให้ฟังนะครับ หวังใจว่าคงไม่วิพากษ์วิจารณ์ว่าสมัครเอาอีกแล้ว

อยากให้ช่วยเหลือการประนอมหนี้ธนาคาร ช่วยประชาชนกำลังลำบาก กรุณาขึ้นค่าแรง - ถ้าเป็นหนี้ไปขึ้นตรงค่าแรงตรงนั้นมันแก้หนี้ไม่ได้ แต่ว่าช่วยประทังประนอมหนี้ทำได้ครับ ถ้ามีเงินเดือนเป็นหลักฐาน และเอามาเข้าระบบ ประเภทร้อยละ 10 เอามาเข้าระบบ 8 ต่อปี ร้อยละ 10 ต่อเดือน แปลว่าปีละ 120 ต่อปี เรื่องนี้มีหนทางช่วยได้ครับ ส่งรายละเอียดมาแต่ละคนจะดูว่ายังไง...อยากให้พูดเรื่องสินค้าโอทอปบ้าง เพราะตอนนี้เดือดร้อนมาก เฉพาะผ้าไทยขายไม่ออก ทำยังไงดี - เขาบอกเคยขายผืนหนึ่ง 6,000 บาท ผ้าทออย่างดีเลย คนหิ้วมาให้ดูบอกว่าถ้าขาย 3,500 บาทแทบจะกราบเลย เพราะจะได้มีเงินไปใช้อะไรต่าง ๆ ผมเลยต้องซื้อ 2 ผืน เคย 6,000 บาทเขาขาย 3,500 บาทอธิบายความยากจน ความเดือดร้อนให้ดู คงไม่หลอกละครับ เพราะคนที่เอามาขายให้เป็นคุณครู เป็นผู้อำนวยการโรงเรียน

ต้องขอขอบพระคุณที่ได้กรุณาส่งคำถามเข้ามา ผมอยากจะคุยเรื่องอื่นกลัวมีเรื่อง ก็เลยว่าเอาเรื่องมาตอบคำถามซะ ได้ตอบคำถามเยอะนิดหนึ่งนะครับ รายการคงจะมีเหมือนเดิมนะครับ ก็ลองดูแล้วกันครับว่า สิ่งที่ผมพูด พูดเองเพื่อไม่ให้ผ่านออกข่าวให้เข้าหูท่านเลย โปรดใช้วิจารณญาณในการรับฟังที่ผมได้อธิบาย ทั้งฝ่ายค้าน ผู้ดำเนินการทางการเมือง และท่านประชาชนผู้เป็นเจ้าของสิทธิกรุณาด้วย ผมทำหน้าที่ของผมแล้วนะครับ ลองดูสิว่าจะว่ายังไง แต่ว่าวันที่ 25 มิถุนายนนี้อภิปรายงบประมาณ วันนี้เวลาหมดครับ อาทิตย์หน้าพบกันใหม่ครับ สวัสดีครับ


บ้านหรู 45 ล้าน

เห็นภาพบ้านหลังงามที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างที่ จ.นนทบุรี ของคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการสตง. แล้วต้องยอมรับว่าสวยงาม อลังการเอาเรื่องทีเดียว

ตามข่าวว่ากันว่าสร้างอยู่บนเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ มูลค่าที่ดินประมาณ 12 ล้านบาท ส่วนตัวสิ่งปลูกสร้างในยุคที่วัสดุก่อสร้างราคาพุ่งพรวดไปราวกับทองคำ มีการประมาณการโดยผู้รู้ว่าน่าจะมีราคาค่างวดไม่น้อยกว่า 45 ล้านบาท

ในเรื่องของตัวที่ดินนั้น คุณหญิงจารุวรรณเคยออกมาแจกแจงปากเปล่าแล้วครั้งหนึ่ง ว่า เป็นทรัพย์สมบัติที่มีอยู่เดิมตั้งแต่ก่อนแต่งงาน และฐานะส่วนตัวก็ไม่ได้อยู่ในขั้นขี้เหร่

เรื่องที่ปรากฏนี้คงจะต้องมองกันอย่างเป็นกลางและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งผู้ที่ออกมาเปิดประเด็นและผู้ที่ถูกกล่าวหา

เพราะเชื่อว่าคนที่นำเรื่องนี้ออกมาพูดจาก็เพราะเห็นเป็นความผิดสังเกต และหากเกิดเป็นเรื่องจริงขึ้นมาก็จะเป็นความไม่เหมาะไม่ควรเสียเปล่าๆ เพราะหน้าที่การงานของคุณหญิงจารุวรรณ เองก็อยู่ในฐานะที่ให้คุณให้โทษผู้คนได้มากมาย อย่างที่คุณหญิงเคยบอกผ่านออกมาแล้วว่าเคยมีคนหอบเงิน 100 ล้านบาท มาให้ แต่ไม่ได้รับเอาไว้

ขณะที่ คุณหญิงจารุวรรณเองก็น่าจะมองว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ชี้แจงทำความเข้าใจต่อสาธารณชน เพราะแม้ว่าจะไม่ปรากฏเป็นข่าวในวันนี้ แต่การที่ข้าราชการ 1 คน มีบ้านหลังใหญ่โตมโหฬาร ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีข้อครหาตามมา

และเชื่อแน่ว่าหากทุกอย่างเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ คุณหญิงจารุวรรณ ย่อมสามารถแสดงเหตุผลได้ ไม่ว่าตัวเงินดังว่านั้นจะมีที่มาที่ไปอย่างไรก็ตาม

เพราะแน่นอนว่าเงินจำนวนมากมายขนาดนี้ ต้องมิใช่เงินที่รับราชการเพียงปกติเป็นแน่

ส่วนจะเป็นเงินมรดกตกทอด ก็ย่อมมีหลักฐานการรับมรดกให้เห็น

หรือจะเป็นการรวยหุ้น รวยที่ดินมาตั้งแต่อดีต ทุกอย่างมีหลักฐานที่สามารถนำออกมาแสดงให้สังคมเกิดความเข้าใจได้ทั้งหมด

หรือหากเงินในบัญชีเงินฝากของคุณหญิง จะมีการพัฒนามาเป็นลำดับตลอดอายุการทำงาน 30-40 ปี ก็อาจจะพอรับฟังได้บ้าง

แม้จะมีการประเมินกันว่าแม้คุณหญิงจารุวรรณ ได้รับเงินเดือนเดือนละแสนตั้งแต่เริ่มรับราชการใหม่ๆ จนถึงวันนี้ล่วงไป 40 ปี ก็ยังไม่น่าจะมีเงินถึง 50 ล้านบาท

หรือในบทสัมภาษณ์บางช่วงบางตอน คุณหญิงจารุวรรณ ก็เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าเริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยเงินเดือนเพียง 1,500 บาท

และบางช่วงบางตอนก็ยังระบุว่าไม่ได้ร่ำรวยมากมายอะไร แต่กู้เงินธนาคารเพื่อมาดำเนินการปลูกบ้านหลังดังกล่าว
ตรงนี้คุณหญิงก็สามารถนำหลักฐานมาแสดงได้อยู่แล้วว่ามีการกู้เงินจากธนาคารจริงหรือไม่ กู้เป็นวงเงินเท่าไร ใกล้เคียงกับมูลค่าการก่อสร้างบ้านหรือเปล่า

และขณะเดียวกันธนาคารที่ปล่อยกู้ก็คงจะต้องดูกันว่าให้กู้คุ้มค่ากับหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือไม่ เพราะหากประเด็นนี้ไม่มีความชัดเจน ธนาคารที่ปล่อยเงินกู้อาจจะต้องโดนหางเลขไปด้วย

ที่สำคัญในวันที่คุณหญิงจารุวรรณ อายุจวนเจียน 60 ปี ขนาดนี้ ธนาคารที่ให้กู้จะให้เวลาในการผ่อนชำระหนี้ได้กี่ปี เพราะเท่าที่รู้การกู้เงินซื้อบ้าน เขาให้ผ่อนกันเต็มที่ก็ไม่เกินอายุ 65 ปี

แน่นอนว่าประเด็นการสร้างบ้านหรูของคุณหญิงจารุวรรณ คงจะปฏิเสธข้อกังวลสงสัยของผู้คนในสังคมทั่วไปไม่ได้ และอาจจะยิ่งเป็นความเคลือบแคลงมากยิ่งขึ้นไปกว่าเก่าหากคุณหญิงจะเพียงพูดจาปากเปล่า และพยายามตอบโต้ด้วยการกล่าวหาว่าเป็นเรื่องของคนที่จ้องทำลาย

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ว่าเจตนาของผู้เปิดประเด็นจะเป็นอย่างไรก็ตาม แต่การสร้างบ้านมูลค้าหลายล้านบาทก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง

อีกทั้งตัวคุณหญิงก็เป็นบุคคลที่ประชาชนให้ความสนใจ อยู่ในตำแหน่งที่ต้องมากด้วยความยุติธรรม และเป็นตำแหน่งที่หากได้คนไม่ดีเข้ามาทำงานก็จะเป็นช่องในการหาประโยชน์

ดังนั้นสาระสำคัญจึงอยู่ที่ว่า คุณหญิงจารุวรรณ กล้าหรือพร้อมที่จะออกมาชี้แจงต่อสาธารณชนหรือไม่

เพราะแน่นอนว่าหากไม่มีคำอธิบายที่น่าฟัง ประชาชนก็จะยิ่งเพิ่มความสงสัย

ผมอยากให้ฝ่ายที่เปิดประเด็นให้โอกาสคุณหญิงจารุวรรณ ได้รวบรวมหลักฐานเพื่อออกมาชี้แจงแสดงความบริสุทธิ์ เพราะเชื่อว่าคนที่บอกผู้คนทั้งประเทศว่าเป็นคนซื่อสัตย์ บริสุทธิ์ ย่อมไม่กลัวกับเรื่องเพียงเท่านี้

และเชื่อว่าคุณหญิงจารุวรรณ เองก็รู้ดี หากปล่อยให้เรื่องนี้ยืดเยื้อ คาราคาซัง ก็สุ่มเสี่ยงต่อการที่จะถูกสังคมตั้งข้อสงสัยและตราหน้า

ว่า...คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา เป็นคนขี้โกง...!!

บิ๊กโบ๊ต

‘สมัคร’เมินซักฟอก ถกงบ’52สำคัญกว่า ชี้‘อยาก’จนผิดปกติ

“สมัคร” แจงชัดยังไม่มีอภิปรายทั่วไป เพราะเป้าหมายเปิดสภาสมัยวิสามัญ ต้องใช้เวลาเพื่อพิจารณากฎหมายสำคัญและงบประมาณ ปี 52 ระบุทำงานมาได้เพียงแค่ 4 เดือน แต่ดูจะกระเหี้ยนกระหือรือกันจนผิดปกติ ขณะที่ ร.ท.กุเทพ ระบุ ปชป.เล่นตี 2 หน้า หวังเชื่อมโยงกลุ่มพันธมิตรฯนอกสภาล้มรัฐบาล

ภายหลังที่พรรคประชาธิปัตย์ ได้มอบหมายให้ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ประธานประสานงานพรรคฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ยื่นหนังสือต่อนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ขอเปิดอภิปรายร่วม 2 สภา ตามมาตรา 179 ขณะที่สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) จำนวน 61 คน ก็ได้เข้าชื่อยื่นขอเปิดอภิปรายทั่วไปรัฐบาล ตามมาตรา 161 ไปก่อนหน้านี้ ตามที่เป็นข่าวไปแล้วตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ในวันนี้ (15 มิ.ย.) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงถึงกรณีดังกล่าวทั้ง 2 เรื่อง ผ่านรายการ สนทนาประสาสมัคร ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย เอ็นบีที ว่า ดูจะเป็นการกระเหี้ยนกระหือรือรีบร้อนเกินไป ที่จะขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพราะรัฐบาลเพิ่งบริหารงานได้มาแค่เพียง 4 เดือนเท่านั้น ซึ่งรัฐบาลก็กำลังดำเนินการแก้ไขปัญหาตามการร้องขอในหลายประเด็นอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม การเปิดประชุมสมัยวิสามัญครั้งนี้ มีจุดประสงค์เพื่อพิจารณากฎหมายภายใน 180 วัน และอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552 ซึ่งเป็นเรื่องด่วน ไม่ได้เป็นการเปิดประชุมเพื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจ

ทั้งนี้ จึงขอให้ประชาชนร่วมกันตัดสินใจดูว่า เหมาะสมหรือไม่ หากในวันที่ 23 มิถุนายน เปิดให้วุฒิสภาอภิปราย และต่อมาในวันที่ 25 มิถุนายน ยังเป็นการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ซึ่งตนขอยืนยันว่า จะไม่มีการเปิดให้วุฒิสภาอภิปรายโดยไม่ลงมติอย่างแน่นอน

ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านเรียกร้องให้เปิดอภิปรายทั่วไปนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปกติการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญจะทำเพียง 3 วัน เพื่อพิจารณาเฉพาะร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี แต่วิปฯขอขยายเวลาเพิ่ม เพื่อพิจารณากฎหมายสำคัญอีก 3-4 ฉบับ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้แล้วเสร็จภายในเวลา 180 วัน รัฐบาลจึงเพิ่มเวลาให้การเปิดประชุมสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างกฎหมายงบประมาณ และร่างกฎหมายสำคัญเท่านั้น

นายกรัฐมนตรี ระบุด้วยว่า ในวันที่ 11-12 และ 18-19 มิถุนายนนี้ ที่ประชุมจะดำเนินการพิจารณากฎหมาย ส่วนวันที่ 25-26 มิถุนายน จะเป็นการพิจารณางบประมาณ ซึ่งอาจใช้เวลายืดเยื้อถึงวันที่ 27 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการเปิดสมัยประชุมสมัยวิสามัญครั้งนี้ จึงขอให้ลองตรองดูว่า ตนหนีการอภิปรายเพราะกลัวเกรง หรือเป็นการลุกไล่กันจนไม่ดูตาม้าตาเรือ

“หากอยู่กลางสมัยธรรมดาไม่มีปัญหาอย่างไรก็ต้องรับ ต้องย้ำไม่ได้กลัวเกรงการอภิปราย เพราะเพิ่งบริหารประเทศมาได้ 4 เดือน ยังไม่ทันทำอะไรผิด กระเหี้ยนกระหือรือ ทำไมรีบร้อนกันเหลือเกิน กำลังคิดแก้ไขปัญหา เสนอความคิดมา ต้องเห็นชอบตามความคิดก่อนไปดำเนินการ แต่นี่จะมาล่อกันเสียก่อน“ นายกรัฐมนตรี กล่าว

ขณะที่ ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกรณีที่พรรคฝ่ายค้านไม่มีโอกาสเปิดอภิปรายทั่วไปในการประชุมสภาสมัยวิสามัญครั้งนี้ว่า แม้นายกรัฐมนตรีจะไม่เปิดอภิปรายในสมัยประชุมนี้ พรรคประชาธิปัตย์ และ ส.ว.ก็ยังสามารถรวบรวมชื่อขอเปิดประชุมสมัยวิสามัญทั่วไปได้ แต่ต้องรอถึงสิ้นปี 2552 เพราะในเดือนสิงหาคมที่จะเปิดประชุมครั้งต่อไป จะมีการพิจารณาเรื่องกฎหมายเพียงอย่างเดียว พร้อมกันนี้ยังได้ติพรรคฝ่ายค้านว่า เล่นบทตีสองหน้า

“พรรคประชาธิปัตย์เล่นบทตีสองหน้า ด้านหนึ่งก็พยายามขอใช้เวทีสภาเปิดอภิปรายรัฐบาล อีกด้านก็ส่งสมาชิกไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ สองเวทีเดินคู่ขนานบีบรัดรัฐบาลให้จนแต้มกลางกระดาน ถ้ายอมให้เปิดอภิปรายแล้วกลุ่มพันธมิตรฯยุติชุมนุมก็เป็นเรื่องที่น่าพิจารณา แต่เปิดแล้วเขาไม่หยุด และ 2 เวทีทำงานประสานกันเราก็รับมือยาก“ ร.ท.กุเทพ กล่าว

ขณะเดียวกัน ที่ความเคลื่อนไหวของพรรคประชาธิปัตย์ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ โฆษกพรรค ได้กล่าวตอบโต้ว่า รัฐบาลบอกว่าทำงานมา 4 เดือน ไม่มีปัญหา แต่กลับมีการขอยื่นเปิดอภิปราย จึงขอถามว่า วันนี้หนังสือพิมพ์ทุกฉบับ ทุกคอลัมน์ พาดหัวถึงวิกฤติของประเทศ หวั่นประเทศพัง มาเดือนหนึ่งแล้ว ฝ่ายค้าน หรือ ส.ว. จะขอเปิดอภิปราย ก็เพราะเห็นปัญหา ยกเว้นนายกฯคนเดียวเท่านั้นบอกว่า ไม่มีปัญหา

นอกจากนี้ ยังตอบโต้ที่นายกรัฐมนตรี กล่าวถามว่า ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาลแล้วมีฝ่ายค้านขอให้เปิดอภิปราย 2 สภา พรรคจะทำหรือไม่นั้น นายองอาจ ระบุว่า “เราขอประกาศถ้าพรรคได้เป็นรัฐบาลแล้วบ้านเมืองมีปัญหามากก็ยินดีให้เปิด เราไม่ใจแคบฟังคนในคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพียง 30 กว่าคน หรือคนที่ประจบสอพลอใกล้ชิด หรือ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลเพียงอย่างเดียว ดังนั้น ที่นายกฯ ออกมาชี้แจงโดยอ้างต่างๆ นานานั้น เป็นการบิดเบือนอย่างสิ้นเชิง ผมจะเสนอที่ประชุมแกนนำพรรค 14.00 น.วันนี้ ว่า คงต้องใช้การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งเป็นช่องทางที่เหลือทางเดียว เนื่องจากรัฐบาลปิดกั้น”

‘โพธิรักษ์’ ผิดซ้ำมีสิทธิ์ติดคุกหัวโต

“ทนายความ-นักกฎหมาย” เรียงหน้าจี้เอาผิด “โพธิรักษ์” และบรรดาสมุนสันติอโศก ระบุเคยต้องคำพิพากษาจำคุกฐานมีพฤติกรรมเลียนแบบสงฆ์มาแล้วแต่ให้รอลงอาญา หากมีการฟ้องร้องในความผิดเดิมอีกมีความเป็นไปได้ที่อาจจะต้องคำพิพากษาจำคุกทันที โดยเป็นไปตามดุลพินิจศาล และอาจพ่วงความผิดด้านความมั่นคงเข้าไปด้วย เพราะออกมาร่วมชุมนุมขับไล่รัฐบาลอย่างชัดเจน

จากกรณีที่มหาเถรสมาคม ได้ยื่นเรื่องให้อัยการเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2539 เพื่อเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายรักษ์ รักพงษ์ หรือ โพธิรักษ์ ฐานเป็นพระภิกษุล่วงละเมิดพระธรรมวินัยเป็นอาจิณ และแต่งกายหรือใช้เครื่องหมายที่แสดงว่าเป็นพระภิกษุ ต่อศาลแขวงพระนครเหนือ และต่อมาศาลแขวงพระนครเหนือได้พิพากษาลงโทษจำคุกเป็นเวลา 66 ปี แต่เนื่องจากจำเลยไม่เคยได้รับการลงโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกเห็นสมควรให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี โดยให้ละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดในทำนองเดียวกันอีก

แต่ปรากฏว่า ในปัจจุบันนายรักษ์ ก็ยังคงแต่งกายคล้ายสงฆ์ และปฏิบัติกิจของสงฆ์ อย่างเช่น บิณฑบาต อาราธนาศีล และให้ศีลให้พร มีประชาชนกราบไหว้เสมือนเป็นพระภิกษุ แบบเดียวกับที่ศาลเคยมีคำพิพากษาไปก่อนหน้านี้ ทั้งยังมีพฤติกรรมในการออกมาร่วมชุมนุมขับไล่รัฐบาลด้วย นั้น

นายพิชา วิจิตรศิลป์ ทนายความ กล่าวว่าในการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะเห็นว่ากลุ่มสันติอโศก ได้มีการออกมาเคลื่อนไหว และมีพฤติกรรมที่เห็นว่าเป็นการกระทำที่เลียนแบบพฤติกรรมของสงฆ์ เช่น การออกบิณฑบาต หรือการสมาทานศีลชัดเจน

โดยพฤติกรรมเหล่านี้อาจจะเข้าข่ายผิดซ้ำสองเมื่อตอนปี 2539 และการกระทำเหล่านี้ล้วนมีความผิด อีกทั้งคำพิพากษาของศาลที่ว่า “โดยให้ละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดในทำนองเดียวกันอีก” อาจจะเป็นดุลพินิจของศาลหากได้มีการกระทำผิดซ้อนความผิดเดิม ที่อาจจะไม่มีการรอลงอาญาอีก

แต่การจะเอาความผิดในพฤติกรรมการเลียนแบบสงฆ์นั้น อาจจะมีปัญหา เพราะว่าคนกลุ่มนี้มีพฤติกรรมแบบนี้มาตั้งนานแล้ว จะเอาผิดอีกอาจจะถูกกล่าวหาว่าเป็นเรื่องทางการเมือง ซึ่งตอนนี้กลุ่มสันติอโศก ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับทางมหาเถรสมาคม จะไปเอาความผิดตาม พ.ร.บ. ของสงฆ์ก็คงจะไม่ได้ เพราะก็ไม่ทราบว่ากลุ่มสันติอโศก ถือศีลครบ 227 ข้อ หรือเวลาการอุปสมบทมีพิธีกรรมแบบสงฆ์ไหม ไม่ทราบถึงข้อแตกต่างนั้น

ขณะเดียวกันดูเหมือนว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ จะมีกลุ่มสันติอโศก จะเป็นแกนนำ ในการชักนำบุคคลเข้าร่วมการชุมนุมด้วย มีการจัดสรรการทำหน้าที่ต่างๆ ออกไป

“แต่ในการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ก็มี กองทัพธรรม ของกลุ่มสันติอโศก ปักหลักอยู่ในการชุมนุมอย่างชัดเจน จนอาจทำให้เกิดข้อสงสัยได้ว่า กลุ่มสันติอโศก สนับสนุนคนกลุ่มนี้ให้มีการล้มล้างรัฐบาล หรือเปล่า เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นจะถือว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.ความมั่นคงด้วย” นายพิชากล่าว

ทางด้านนายคารม พลทะกลาง ทนายความชมรมนักกฎหมายเพื่อประชาชน กล่าวว่า ในกรณีที่สันติอโศก กระทำความผิดในการเลียนแบบพฤติกรรมสงฆ์นั้น ถ้ามีคนร้องเรียนอีก นำพยานหลักฐานไปร้องเรียน ก็จะมีความผิดในส่วนเดิมอีก ซึ่งน่าจะถือว่าเป็นการละเมิดคำสั่งและอำนาจของศาล ตอนนี้ก็คงไม่ต้องรอลงอาญาแล้ว สามารถเอาผิดได้เลย แต่ทั้งนี้ต้องอยู่ในดุลพินิจของศาลด้วย

การที่กลุ่มของสันติอโศก ยังมีการทำพฤติกรรมที่เลียนแบบสงฆ์ ไม่ว่าจะเป็นการออกบิณฑบาต หรือการสมาทานศีลก็ตาม ล้วนแล้วแต่มีความผิดทั้งนั้น ถึงแม้ว่าทางสันติอโศก จะไม่ได้อยู่ในความดูแลของทางมหาเถรสมาคม และอาจจะเอาผิดทาง พ.ร.บ.สงฆ์ ไม่ได้ แต่ถ้าปล่อยไว้แบบนี้นานๆ ไปจะยิ่งทำให้ศาสนาเสื่อม และคนก็จะไม่ศรัทธาในพุทธศาสนา

ถึงแม้ว่าคนกลุ่มนี้จะอ้างว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในการคุ้มครองหรือดูแลของทางมหาเถรสมาคม และไม่สามารถจะเอา พ.ร.บ.สงฆ์ ตัดสินเอาความผิดได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปล่อยให้คนกลุ่มนี้ทำความเสื่อมเสียให้พุทธศาสนาต่อไป จะนำกฎหมายอาญามาปรับใช้เพื่อให้เหมาะสม เพื่อที่จะสามารถเอาผิดกับคนกลุ่มนี้ที่มีพฤติกรรมเลียนแบบสงฆ์



‘ดิบ-เถื่อน-ถ่อย’ห้ามออกอากาศ‘สมัคร’ยัน ‘เฉลิม’ทำตามกฎหมาย

"สมัคร" ยืนยัน "เฉลิม" ทำตามกฎหมายห้ามเคเบิลท้องถิ่นถ่ายทอดพันธมิตรฯ เหตุเพราะเนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการปลุกระดม ให้ร้ายผู้อื่น และยังใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสม ชี้การชุมนุมทำเศรษฐกิจ-การท่องเที่ยว เสียหายย่อยยับ “กุเทพ” ระบุคนได้ประโยชน์มีแค่ 2 คน คือ “จำลอง” ที่ได้เผยแผ่ลัทธิเถื่อน กับ “สนธิ” ที่หาเงินเลี้ยง ASTV จี้หยุดเคลื่อนไหวกดดันการทำงานองค์กรอิสระ

จากปัญหาสถานีโทรทัศน์ ASTV สื่อในเครือข่ายของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล หนึ่งในแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำเสนอข่าวการชุมนุมโดยหลายช่วงหลายตอนเป็นการพูดจาด้วยถ้อยคำจ้วงจาบหยาบคาย และให้ร้ายบุคคลที่ 3 อย่างต่อเนื่อง จน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ต้องออกมากำชับไม่ให้เคเบิลทีวี ถ่ายทอดรายการในช่วงที่มีความไม่เหมาะสม นั้น

เมื่อช่วงเช้าวันที่ 15 มิถุนายน นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวในรายการ "สนทนาประสาสมัคร" ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย เอ็นบีที ว่า การที่ ร.ต.อ.เฉลิม ขอความร่วมมือผู้ว่าราชการจังหวัด เข้มงวดกับผู้ประกอบการเคเบิลทีวีท้องถิ่นที่มีการเชื่อมต่อสัญญาณกับสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี ไม่ให้มีการเผยแพร่ภาพการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้น เป็นการเตือนผู้ประกอบการ เพราะการเผยแพร่ภาพปราศรัยปลุกระดม หรือกล่าวพาดพิงว่าร้ายผู้อื่น โดยใช้ถ้อยคำที่รุนแรง มีความผิดตามกฎหมายอาญา พร้อมยืนยัน ร.ต.อ.เฉลิม ทำตามกฎหมายทุกอย่าง หากผู้ประกอบการเคเบิลทีวีท้องถิ่นรายใดถ่ายทอดถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม ก็จะต้องรับผิดตามไปด้วย

ส่วนกรณีที่มีผู้ร้องขอให้มีการตรวจสอบทรัพย์สินแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ นั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คงไม่สามารถกระทำได้ เนื่องจากกลุ่มบุคคลเหล่านี้ หลายคนไม่ได้เป็นนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง และย้ำว่า การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ทำให้ภาพลักษณ์ทางด้านการท่องเที่ยว และธุรกิจการค้าของไทยเสียหายเป็นอย่างมาก

นายกรัฐมนตรี กล่าวตอบคำถามประชาชนที่เขียนเข้ามาถามว่า ในกรณีจะดำเนินการกับม็อบพันธมิตรฯ จะต้องรวมประชาชนจำนวนเท่าไร เพื่อยื่นฟ้องผู้ชุมนุม โดยนายสมัครกล่าวว่าไม่ต้องยื่นฟ้องเอง แจ้งความตำรวจดีกว่า ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจฟ้องให้ ส่วนเมื่อไรพันธมิตรฯจะเลิกประท้วงนั้น คงต้องไปถามที่สะพานมัฆวานฯ เพราะที่ผ่านมา ตนแค่บอกว่าเป็นการทำผิดกฎหมาย ประท้วงอย่างนี้ไม่ได้

ด้าน นายกุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน ในฐานะหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการติดตามและวิเคราะห์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า กลุ่มพันธมิตรฯ พยายามชูประเด็นการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมในการสอบสวนคดีต่างๆ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อหาความชอบธรรมในการชุมนุม รวมทั้งการเคลื่อนขบวนไปยังองค์กรอิสระ ทั้ง คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐหรือ คตส. และคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ในวันที่ 16 มิ.ย.นี้ ถือเป็นการกดดันองค์กรอิสระให้ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวทางที่กลุ่มพันธมิตรฯ ต้องการ

นอกจากนี้ นายกุเทพ กล่าวว่า สาเหตุที่กลุ่มพันธมิตรฯ พยายามให้การชุมนุมยืดเยื้อนั้น เนื่องจากมีผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ คือ พลตรีจำลอง ศรีเมือง ที่ใช้เวทีเพื่อเผยแพร่ลัทธิจำลอง และนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ใช้เวทีพันธมิตรฯ เป็นเวทีทอล์กโชว์โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย และจูงใจให้ประชาชนติดตั้งจานดาวเทียมเอเอสทีวีเพิ่มขึ้น

พร้อมทั้งกล่าวถึงกรณี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งให้เคเบิลทีวีท้องถิ่นระงับการเผยแพร่ภาพการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่า เป็นเพียงการคุมเข้มการออกอากาศเพราะมีคำพูดหยาบคาย ซึ่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย

ขณะเดียวกันที่ห้องประชุมสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน สาขาเชียงราย ถนนธนาลัย อ.เมือง จ.เชียงราย กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย จ.เชียงราย ได้จัดให้มีการประชุมสภาประชาชนสัญจรโดยใช้หัวข้อ "วิพากษ์รัฐธรรมนูญ 2550 ภาคประชาชน"

โดยมีกลุ่มองค์กรภาคประชาชนส่งตัวแทนเข้าร่วมหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มพิทักษ์ประชาธิปไตย กลุ่มคนเจียงฮายฮักประชาธิปไตย กลุ่มลูกพ่อขุน กลุ่มซาเล้ง กลุ่มรถอีแต๋น กลุ่มเสียงประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ฯลฯ รวมกันทั้งหมดประมาณ 9 องค์กร โดยมี นายอินทร์ จันทร์เจริญ อธิบการบดีวิทยาลัยเชียงราย เป็นประธานในที่ประชุม และนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข อดีตแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ไปเป็นวิทยากรและที่ปรึกษาในที่ประชุมด้วย

ที่ประชุมได้มีการเปิดให้แกนนำแต่ละกลุ่มผลัดเปลี่ยนกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับวิธีการในการรณรงค์ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 และสนับสนุนรัฐบาลชุดปัจจุบันให้อยู่รอดภายใต้แรงกดดันทั้งจากทางด้านเศรษฐกิจและการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

นายอินทร์ กล่าวว่า จากผลการแสดงความคิดเห็นจากทุกฝ่ายได้ข้อสรุปว่า ต้องการมีการจัดกิจกรรมเพื่อรณรงค์ตามแนวทางที่มีความเห็นร่วมกันอย่างต่อเนื่องโดยมีเจ้าภาพในการดำเนินการในแต่ละกิจกรรมย่อย และจะยังคงให้มีกลุ่มระดับย่อยๆ ต่างๆ เหล่านี้เอาไว้โดยไม่ควบรวมเป็นองค์กรเดียว จากนั้นวันที่ 24 มิถุนายนนี้ จะมีการจัดกิจกรรมใหญ่เพื่อจุดประกายไปยังประชาชน ณ สวนตุงและโคมเฉลิมพระเกียรติ เชียงราย ถนนธนาลัย เทศบาลนครเชียงราย สำหรับเรื่องทุนดำเนินการจะได้หารือกันต่อไป

ด้านนายสมยศ กล่าวว่า เป้าหมายในการดำเนินการมีอยู่ 3 ประการ คือ ต้องการให้มีการแก้รัฐธรรมนูญปี 2550 เพื่อนำไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยผ่านทางตัวแทนประชาชน คือรัฐสภา รณรงค์เพื่อให้มีการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และสนับสนุนรัฐบาลเพื่อให้สามารถอยู่รอดภายใต้แรงกดดันที่มาจากการชุมนุม

ด้าน พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รอง ผบช.ก.ในฐานะรองโฆษก ตร.กล่าวถึงการรับมือยุทธวิธีดาวกระจายของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่จะเคลื่อนขบวนผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งไปยังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ในวันจันทร์ที่ 16 มิถุนายนนี้ ว่า ได้มอบหมายให้ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 6 เจ้าของพื้นที่ เป็นผู้รับผิดชอบ และประเมินสถานการณ์ ซึ่งหากมีความจำเป็นสามารถประสานขอกำลังเสริมมายังกองบัญชาการตำรวจนครบาลได้ทันที

ต้อน‘เป็ด’จนมุม ล่า2หมื่นรายชื่อ‘วันชัย’บุกคฤหาสน์หรูตะลึงยอดโดมกลางบ้าน

“มือเชือดเป็ด” พากองทัพนักข่าวดูกันจะจะ คฤหาสน์หรู “จารุวรรณ” ย่านเมืองนนท์ บนเนื้อที่ 1 ไร่ มูลค่า 50 ล้านบาท ทั้งเล่นระดับ มีมุขทรงกลมด้านหน้า แถมยังมียอดโดมโดดเด่นเหนือหลังคา ย้ำชัดข้ออ้างมูลค่า 4 ล้านฟังไม่ขึ้น จี้ชี้แจงให้สังคมเข้าใจด่วน พร้อมจ่อล่า 2 หมื่นรายชื่อถอดถอนพ้นผู้ว่าการ สตง. ตั้งข้อสงสัย อ้างก่อสร้างเป็นระยะทำไมผู้รับเหมาถึงยอม แถมลูกชายทำงานปีแรกยังมีเงินซื้อที่ดินถึง 12 ล้าน ขณะที่ “จารุวรรณ” ยังออกมาพูดวกวนเดิมๆ เรื่องราคาบ้าน ซ้ำยังแอบอิงเบื้องสูง อ้างปูกระเบื้องหลังคาสีเหลืองเพื่อแสดงความจงรักภักดี

สืบเนื่องจากกรณีที่ นายวันชัย จงจรูญหิรัญ หัวหน้ากลุ่มติดตามการปฏิรูปการเมืองและต่อต้านคอร์รัปชั่น (PRAC) ได้เคยร้องเรียนถึงความไม่ชอบมาพากลที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จากกรณีการจัดจ้าง บริษัท ออดิต แอนด์ แมเนจเม้นท์ คอนซัลแตนท์ จำกัด อบรมให้บุคลากรของ สตง. โดยไม่มีคู่แข่ง และบริษัทดังกล่าว ยังเช่าอาคารพาณิชย์ จาก นายทรงเกียรติ เมณฑกา สามี คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการ สตง.

รวมทั้งยังมีการเข้าร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่าคุณหญิงจารุวรรณ ส่อร่ำรวยผิดปกติจากการครอบครองที่ดินมูลค่านับสิบล้านบาท และการปลูกสร้างบ้านหรูในจ.นนทบุรี ที่มีมูลค่าการก่อสร้างเฉียด 50 ล้านบาท นั้น

ตะลึง!คฤหาสน์หรู “จารุวรรณ”
ล่าสุดในวันที่ 15 มิถุนายน ที่ผ่านมา นายวันชัย ได้นำสื่อมวลชนไปดูบ้านหลังดังกล่าว โดยพบว่าเป็นบ้านหลังใหญ่อยู่ระหว่างการก่อสร้างบนเนื้อที่ 1 ไร่ มีการออกแบบอย่างหรูหรา ตัวบ้านยกระดับสูงกว่าพื้นปกติ มีการเล่นระดับที่ผู้รู้ระบุว่าไม่น้อยกว่า 5 ระดับ ทั้งยังมีมุขด้านหน้าเป็นทรงโค้งสูงขึ้นไปถึงชั้น 2 ของตัวบ้าน ซึ่งเข้าใจว่าเมื่อก่อสร้างเสร็จจะเป็นกระจกใสทั้งหมด

และที่สะดุดตาผู้ที่เห็นบ้านหลังดังกล่าวก็คือโดมที่เป็นส่วนยอดของตัวบ้าน ที่ก่อสร้างสูงเด่นขึ้นมา พร้อมกับหลังคาสีเหลืองสด

นายวันชัย กล่าวว่า อยากให้คุณหญิงจารุวรรณออกมาชี้แจงให้สังคมได้รับทราบว่าเอาเงินจากไหนมาสร้างบ้านหลังนี้ ซึ่งประเมินราคาที่ดินและค่าก่อสร้างแล้วไม่น่าจะต่ำกว่า 50 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีที่ดินของบุตรชายของคุณหญิงจารุวรรณ ในละแวกเดียวกันอีกประมาณ 1 ไร่ ด้วย

จ่อล่า2หมื่นชื่อถอดพ้นผู้ว่าการ สตง.
นอกจากนี้ยังต้องการให้คุณหญิงจารุวรรณ ชี้แจงเรื่องเงินสินบน 100 ล้านบาท ที่มีผู้นำมาให้แต่คุณหญิงจารุวรรณ อ้างว่าไม่รับ ไม่ทราบว่ามีการแจ้งความดำเนินคดีกับผู้เสนอสินบนหรือไม่อย่างไร หากไม่ยอมออกมาชี้แจงทางกลุ่มพวกตนจะใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญในการล่าชื่อประชาชนเพื่อยื่นถอดถอนคุณหญิงจารุวรรณต่อไป ซึ่งตามรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ 2 หมื่นรายชื่อ

สำหรับบ้านหลังดังกล่าวนี้ก่อนหน้า คุณหญิงจารุวรรณ เคยออกมาระบุว่ามีมูลค่า 12 ล้านบาท แต่หากให้วิศวกรมาประเมินราคาตามความเป็นจริงแล้ว จะพบว่าบ้านหลังดังกล่าวมีมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท ซึ่งทางกลุ่มได้มีการให้วิศวกรป
ระเมินราคาในเบื้องต้นแล้ว รวมทั้ง ยังพบว่าที่ดินที่อยู่ติดกับบ้านหลังนี้ บุตรชายของ คุณหญิงจารุวรรณ เป็นเจ้าของก็มีมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท

ยันมีผู้เชี่ยวชาญร่วมประเมินราคา
ทางด้าน นายณัฐวุฒิ ด้วงนิล ฝ่ายประสานงานกลุ่มติดตามการปฏิรูปการเมืองและต่อต้านคอร์รัปชั่น กล่าวถึงการเชิญสื่อมวลชนหลายสำนัก เข้าไปพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าว ว่าเป็นการยืนยันให้เห็นว่าบ้านหลังดังกล่าวของ คุณหญิงจารุวรรณ มีอยู่จริง ส่วนประเด็นที่สองคือต้องการที่จะสื่อให้เห็นว่าขนาดโครงสร้างของบ้าน และลักษณะพื้นที่โดยรอบบริเวณ ที่จัดว่าเหมาะสมครบถ้วนตั้งแต่ทำเลที่ตั้งใกล้ทางด่วนเป็นไปได้หรือไม่ว่าจะมีราคาเพียงแค่ 4 ล้านบาท ตามที่คุณหญิงจารุวรรณโต้ และอีกประเด็นสำคัญคือ ต้องการชี้ให้เห็นว่ายังมีที่ดินอีกแปลงที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงบ้านจริงตามที่ทางกลุ่มติดตามฯ ออกมากล่าวผ่านสื่อไปก่อนหน้านี้

ส่วนกรณีที่คุณหญิงจารุวรรณออกมากล่าวโต้แย้งว่ามีกลุ่มบุคคลพยายามติดต่อผู้รับเหมาก่อสร้างบ้านดังกล่าว ให้ข่าวต่อสื่อว่าบ้านหลังนี้มีมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท ซึ่งดูเหมือนว่าต้องการจะกล่าวบอกว่าทางกลุ่มติดตามฯ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังนั้น นายณัฐวุฒิ กล่าวต่ออีกว่า สิ่งที่ทางกลุ่มออกมาระบุว่า บ้านหลังดังกล่าวอาจมีมูลค่าสูงเกือบ 50 ล้านนั้น เรามีผู้รับเหมาก่อสร้าง วิศวกร ผู้ออกแบบบ้าน และผู้ที่มีความรู้ในการประเมินราคาซื้อขายที่ดิน ร่วมกันตรวจสอบและประเมิน ว่าหากมีการก่อสร้างจนเสร็จสมบูรณ์ ตั้งแต่เรื่องการก่อสร้างบริเวณรั้วกั้น หรือปรับพื้นที่ ตกแต่งนอกและภายในและยังไม่นับรวมกับราคาวัสดุที่มีการปรับตัวสูงขึ้นในช่วงนี้ ซึ่งจะมีมูลค่าตามที่กล่าวมาจริง

ชี้แค่บ้าน60ตรว.ก็ราคา4ล้านแล้ว
ซึ่งเรื่องดังกล่าวจากที่ได้มีการตรวจสอบการก่อสร้าง ล้วนแล้วแต่เป็นวัสดุเกรดเอทั้งนั้น ดังนั้น คุณหญิงจารุวรรณ คงจะออกมาปฏิเสธไม่ได้ เพราะว่าหลักฐานปรากฏให้เห็นอยู่ที่ตัวบ้าน และในใบรายการสั่งซื้ออุปกรณ์อยู่แล้ว

ส่วนในกรณีที่คุณหญิงจารุวรรณ ออกมากล่าวว่า มีผู้ไม่หวังดีกับตนต้องการเอาผิดตนนั้นจึงได้วางแผนว่าจ้างให้วิศวกรประเมินราคาให้สูงเกินจริงนั้น ตรงนี้ต้องชี้แจงว่า เอาหลักการง่าย ๆ ของผู้ที่เคยสร้างบ้านมาก่อนจะทราบดีเลยว่าราคาบ้านจะใช้การประเมินของวิศวกรเป็นอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องถามเอาจากผู้ที่รับเหมาก่อสร้าง ซึ่งราคาการรับเหมาทั่วไปในแบบราคากลางแบบเกรดเอนั้น งานโครงสร้างจะตกลงกันอยู่ที่ตารางเมตรละ 25,000 บาท

อีกทั้งในส่วนของงานตกแต่งจะมีราคาที่แตกต่างออกไปอีก ซึ่งยังไม่รวมในราคาการจัดสิ่งอุปโภคเช่น น้ำประปา ไฟฟ้า ซึ่งเป็นไปได้จริงหรือไม่ ที่คุณหญิงจารุวรรณ กล่าวว่าราคาบ้านอยู่ที่ 4 ล้านบาท มีอีกข้อสังเกตหนึ่งที่ชี้ชัดว่าบ้านคุณหญิงจารุวรรณน่าจะมีมูลค่าสูงกว่าที่อ้าง คือ ราคาบ้านจัดสรรทั่วไปที่มีขนาด 60-70 ตารางวา แบบที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบเดินทางไป-มาง่าย เข้าออกได้หลายทาง อย่างน้อยเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 4-6 ล้านบาท ซึ่งขึ้นอยู่กับวัสดุและพื้นที่ของบ้าน

สงสัยทำไมตอนแรกไม่ปฏิเสธ
ขณะที่บ้านของผู้ว่าการ สตง.นั้นมีขนาดใหญ่เกือบ 1 ไร่ และมีการแบ่งพื้นที่ใช้ประโยชน์หลายสัดส่วน ซึ่งจากประสบการณ์ที่มีบอกได้เลยว่าถ้าก่อสร้างเสร็จราคาจะไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาทแน่นอน

ซึ่งประเด็นคือไม่รู้ว่าคุณหญิงไปตีความหมายอะไรผิดหรือไม่ เพราะทางกลุ่มติดตามฯไม่ได้กล่าวว่าบ้านที่มีการก่อสร้างอยู่ในขณะนี้มีมูลค่า 50 ล้านบาทแล้ว เพียงแต่บอกว่าหากมีการสร้างแล้วเสร็จถึงจะเป็นไปตามที่ประเมินราคาไว้ ซึ่งเป็นเรื่องผิดประเด็นกันอย่าเข้าใจผิด

นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า จากที่ได้มีการเปิดเผยข้อมูลราคาบ้านในเบื้องต้น ทางคุณหญิงเองไม่ได้แสดงท่าทีปฏิเสธเรื่องดังกล่าวเลยแม้แต่น้อย แต่ว่า กลับทางคุณหญิงจารุวรรณ กลับเพิ่งจะกล่าวปฏิเสธไปหลังจากที่ได้มีดำเนินการยื่นหนังสือเปิดผนึกไปที่ สตง. และทางด้าน ผู้ว่าการ สตง.ได้ให้ความกรุณาส่งรองผู้ว่าการ สตง.คือนาย นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ออกมาชี้แจงแทนว่าตัวบ้านที่กำลังก่อสร้างดังกล่าวนั้นมีมูลค่าก่อสร้างเพียง 4 ล้านบาทเศษเท่านั้น ซึ่งมีหลักฐานชัดเจนที่สามารถนำมาแสดงได้

โคตรงง!ข้ออ้างก่อสร้างเป็นระยะ
อีกทั้งบ้านหลังดังกล่าวก็เป็นบ้านที่ก่อสร้างแล้วถูกเว้นการก่อสร้างไปเป็นระยะๆ เนื่องจากเมื่อมีเงินจึงจะมาสร้างต่อ ส่วนที่ดินที่ใช้ปลูกสร้างนั้นเป็นที่ของสามีที่ซื้อไว้ตั้งแต่ก่อนแต่งงาน และเงินที่นำมาสร้างบ้านนั้น ได้จากนำที่ดินไปขอกู้จากธนาคารตั้งแต่ปี พ.ศ.2546 เป็นจำนวนเงิน 5 ล้านบาท

แต่เรื่องดังกล่าวมีการตั้งข้อสังเกตไว้อยู่หลายประเด็นคือ จากที่รองผู้ว่าการ กล่าวว่าในการสร้างบ้านหลังดังกล่าว มีการดำเนินการเป็นระยะๆ ซึ่งแปลว่ามีการตอกเสาเข็มรอไว้ก่อน เว้นว่างไปก่อนสักระยะแล้วจึงเริ่มดำเนินการขึ้นโครงสร้างบ้าน ซึ่งถ้าเป็นอย่างคุณหญิงอ้างผู้รับเหมาหากไม่สนิทสนมกันคงไม่ยอมรับงานเป็นแน่เพราะถือว่างานยังคงค้างคารับเงินไม่ได้เต็มราคา

และอีกประการหนึ่งคือว่าจากการตรวจสอบความเก่าของปูนดูแล้วนั้นยังมีสภาพที่ใหม่อยู่มาก ซึ่งถ้าหากว่าไปเรียกร้องขอดูใบอนุญาตให้ก่อสร้างก็สรุปได้เลยว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างมีหลักฐานอยู่แล้ว ต้องการให้คุณหญิง ตอบคำถามด้วยว่า มีการสร้างบ้านมาตั้งแต่เมื่อไร ส่วนเรื่องราคาไว้รอให้ชี้แจงเรื่องนี้ก่อน ค่อยกลับมาชี้แจงว่าจริงหรือไม่จริงอีกที

ลูกชายทำงานปีเดียวซื้อที่12ล.
เมื่อถามถึงว่าเมื่อคุณหญิงจารุวรรณ นำที่ไปจำนองธนาคารไว้ได้เงินมาก่อสร้างบ้านแค่ 5 ล้านบาท แต่จากการประเมินว่าถ้าก่อสร้างเสร็จจะหมดเงินประมาณ 50 ล้านบาท ซึ่งตนอยากจะทราบว่าที่มาของเงินอีก 45 ล้านบาทนั้น ไปเอามาจากไหน เรื่องนี้ตนอยากให้ช่วยชี้แจงด้วย

ในส่วนของการประเมินราคาที่ดินที่อยู่บริเวณใกล้เคียงกับบ้านหลังดังกล่าวนั้น มีการตรวจสอบแล้วมีการให้ราคาอยู่ที่ 4 ล้านบาท แต่ว่าในราคาขายจริง จะสูงกว่าที่ประเมิน 4-5 เท่าเสมอ ซึ่งการที่ให้ธนาคารออกวงเงินนั้นเต็มที่อยู่ 60 เปอร์เซ็นต์ ของราคาขายท้องตลาด ซึ่งหากว่านำไปขายในช่วงปี พ.ศ.2546 นี้น่าจะมีราคาอยู่ที่ 8-9 ล้านบาท ซึ่งถ้าเป็นช่วงปัจจุบัน ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 12 ล้านบาท ซึ่งนายกิตติวัฒน์ เมณฑกา ลูกชายของคุณหญิงจารุวรรณ และเป็นเลขานุการประจำตัวของคุณหญิง ได้มีการซื้อแล้วโอนเมื่อปี พ.ศ.2549 และเป็นช่วงแรกของการเข้ามาเป็นเลขาฯให้กับคุณหญิง แต่ว่ากลับมีเงินมากพอที่จะซื้อที่ดินราคาสูงขนาดนั้นได้ ซึ่งตนอยากให้คุณหญิงชี้แจงว่าให้เงินเดือนลูกชายเท่าไร ซึ่งนี่เป็นคำถามที่ต้องการคำตอบที่ชัดเจน แต่ว่าคุณหญิงกลับวนอยู่ที่ราคาของบ้าน

สงสัย!แก่แล้วแบงก์ให้กู้เท่าไร
“แล้วทำไมในช่วงแรกที่ทางกลุ่มได้มีการชี้แจงราคาบ้านไปนั้น คุณหญิงออกมาชี้แจงเพียงว่า ตนทำงานมา 40 ปี มีเงินเก็บพอที่จะสามารถสร้างได้ ซึ่งต่อมาไม่นานกลับให้บุคคลอื่นมาแก้ตัวให้แทน ซึ่งตกลงเรื่องนี้ความจริงคืออะไรกันแน่”

ส่วนประเด็นที่สำคัญอีกเรื่องคือ กรณีที่คุณหญิงต้องผ่อนใช้หนี้ดอกเบี้ยให้กับธนาคารเพราะว่าจำนองที่ไว้ ฉะนั้นเรื่องนี้ก็ยังมีข้อสงสัยในเรื่องว่าธนาคารมีการกำหนดอัตราให้ชำระหนี้และดอกเบี้ยเท่าไร เพราะคุณหญิงจารุวรรณก็มีอายุมากพอสมควร ดังนั้นอัตราการชำระหนี้อาจจะสูงตามไปด้วย ซึ่งตนอยากทราบคุณหญิงจะเอาเงินที่ไหนมาชำระหนี้และดอกเบี้ยได้เพียงพอ

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ทางกลุ่มได้ทำการคาดคะเนโดยตั้งเป้าเงินเดือนประจำตำแหน่งให้กับคุณหญิงจารุวรรณ ประมาณ 1 แสนบาท แล้วนำมาคำนวณให้เท่ากับว่า 40 ปีในการทำงานของคุณหญิงจะมีเงินสะสมอยู่ 48 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอกับราคาบ้านที่คุณหญิงมีอยู่ดี อีกทั้ง คุณหญิงต้องไม่ใช้จ่ายเงินเลยแม้สักบาทถึงจะมีเงินเก็บตามที่คำนวณไว้คือ 48 ล้านบาท และอีกประการสำคัญคือเป็นไม่ได้ที่คุณหญิงจารุวรรณ จะมีเงินเดือนถึงหลักแสนตั้งแต่เริ่มทำงาน ซึ่งคุณหญิงจารุวรรณเคยให้สัมภาษณ์ว่า สมัยตอนเริ่มรับราชการใหม่ๆ นั้น มีเงินเดือนเริ่มต้นที่ 1,500 บาท เมื่อสมัย 40 ปีที่แล้ว

“เพียงแต่ว่าคุณหญิงออกมาชี้แจงเรื่องทุกอย่างที่มีการตั้งข้อสงสัยไว้นั้นได้หมด เรื่องก็จบ ซึ่งผมชี้ทางออกให้แล้ว หรือว่าคุณหญิงจะเก็บเรื่องนี้ไว้ไปตอบในป.ป.ช.เรื่องก็จะยังคงค้างคาใจประชาชนต่อไป ซึ่งเราไม่เคยสรุปว่าคุณหญิงไม่ใช่ผู้บริสุทธิ์ แต่ว่าคุณหญิงก็ต้องพร้อมชี้แจงด้วย ซึ่งเมื่อที่รองผู้ว่าการ สตง.ออกมาชี้แจง ได้กล่าวออกมาว่าคุณหญิงจารุวรรณเป็นคนดีทำไม่ต้องตรวจสอบด้วย ซึ่งผมคิดว่า ถ้าเป็นดีก็ต้องตรวจสอบได้ด้วยเช่นกัน”

“จารุวรรณ”อ้างเบื้องสูงไม่เลิก
ขณะที่วันเดียวกันคุณหญิงจารุวรรณ ได้กล่าวถึงกรณีที่นายวันชัย พาสื่อมวลชนมาถ่ายภาพคฤหาสน์ 50 ล้านบาทว่าตนทราบว่ามีแม่ค้าไปตะโกนด่ากลุ่มดังกล่าวด้วย ซึ่งที่ผ่านมาบรรดาแม่ค้าโทรศัพท์มาแจ้งว่า ตนมาซื้อที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นเรื่องที่ดี เพราะทำให้ความเจริญมาถึงพื้นที่นั้นเร็วขึ้น และอยากชี้แจงว่าที่ดินดังกล่าวมีพื้นที่ 1 ไร่ เป็นที่ดินที่สามีตนซื้อมาในปี 2505 ราคาไร่ละ 1 หมื่นบาท โดยซื้อก่อนแต่งงานกับตน และมีหลักฐานยืนยันทุกอย่าง

ส่วนตัวบ้านที่ระบุว่าหลังละ 50 ล้านบาทนั้น ถ้านายวันชัย สนใจและขอซื้อจากตนในราคา 40 ล้านบาท ตนก็พร้อมที่จะขายให้ทันที ส่วนสาเหตุที่ใช้หลังคาสีเหลืองไม่ใช่สีแดงหรือเขียวนั้น เพราะต้องการแสดงถึงความจงรักภักดี จึงทำให้หลังคาดูกว้างและใหญ่ขึ้น ซึ่งราคาหลังคาตนมีใบสั่งซื้อยืนยันว่าเป็นราคา 6 แสนบาท ส่วนบ้านที่ดูโอ่โถงก็สร้างมานานกว่า 3 ปีแล้ว จนผู้ออกแบบก่อสร้างเสียชีวิตไปแล้ว เพราะตนมีเงินก็สร้าง ไม่มีเงินก็หยุดสร้าง

ยืนยันว่ามีใบบีคิว คือใบกำหนดราคาก่อสร้างที่ตกลงราคากับผู้ก่อสร้างที่ราคา 4.4 ล้านบาท ตนพร้อมชี้แจงทุกอย่างแต่ที่ไม่อยากตอบโต้ เพราะคิดว่าตนบริสุทธิ์และทุกอย่างสามารถชี้แจงได้ แต่ยิ่งปล่อย กลุ่มนี้ก็ยิ่งหนักข้อขึ้น



เชียงรายนัดชุมนุมใหญ่ 24 มิ.ย.หนุนแก้ รธน.ฉบับโจร

กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย เตรียมเคลื่อนไหวใหญ่ นัดระดมเครือข่ายหลายกลุ่มแสดงพลัง 24 มิ.ย.นี้ หนุนแก้ รธน.50 ฉบับโจร

เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. ที่ห้องประชุมสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน สาขาเชียงราย ถนนธนาลัย อ.เมือง จ.เชียงราย กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย จ.เชียงราย ได้จัดให้มีการประชุมสภาประชาชนสัญจรโดยใช้หัวข้อ "วิพากษ์รัฐธรรมนูญ 2550 ภาคประชาชน" โดยมีกลุ่มองค์กรภาคประชาชนส่งตัวแทนเข้าร่วมหลายกลุ่ม

เช่น กลุ่มพิทักษ์ประชาธิปไตย กลุ่มคนเจียงฮายฮักประชาธิปไตย กลุ่มลูกพ่อขุน กลุ่มซาเล้ง กลุ่มรถอีแต๋น กลุ่มเสียงประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ฯลฯ รวมกันทั้งหมดประมาณ 9 องค์กร โดยมีนายอินทร์ จันทร์เจริญ อธิการบดีวิทยาลัยเชียงราย เป็นประธานในที่ประชุม และนายสมยศ พฤษาเกษมสุข อดีตแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ไปเป็นวิทยากรและที่ปรึกษาในที่ประชุมด้วย

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีการเปิดให้แกนนำแต่ละกลุ่มผลัดเปลี่ยนกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับวิธีการในการรณรงค์ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 และสนับสนุนรัฐบาลชุดปัจจุบันให้อยู่รอดภายใต้แรงกดดันทั้งจากทางด้านเศรษฐกิจและการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

นายอินทร์ กล่าวว่า จากผลการแสดงความคิดเห็นจากทุกฝ่ายได้ข้อสรุปว่าพวกเราต้องการมีการจัดกิจกรรมเพื่อรณรงค์ตามแนวทางที่มีความเห็นร่วมกันอย่างต่อเนื่องโดยมีเจ้าภาพในการดำเนินการในแต่ละกิจกรรมย่อย โดยจะยังคงให้มีกลุ่มระดับย่อยๆ ต่างๆ เหล่านี้เอาไว้โดยไม่ควบรวมเป็นองค์กรเดียว จากนั้นวันที่ 24 มิ.ย.นี้ จะมีการกิจกรรมใหญ่เพื่อจุดประกายไปยังประชาชนในวันที่ 24 มิ.ย.2550 นี้ ณ สวนตุงและโคมเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนธนาลัย เทศบาลนครเชียงราย สำหรับเรื่องทุนดำเนินการจะได้หารือกันต่อไป

ด้านนายสมยศ กล่าวว่า เป้าหมายในการดำเนินการมีอยู่ 3 ประการคือต้องการให้มีการแก้รัฐธรรมนูญปี 2550 เพื่อไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยผ่านทางตัวแทนประชาชนคือรัฐสภา,รณรงค์เพื่อให้มีการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และสนับสนุนรัฐบาลเพื่อให้สามารถอยู่รอดภายใต้แรงกดดันที่มาจากการชุมนุม

สำหรับการทำกิจกรรมจะเป็นการรวมตัวกันเพื่อเปิดเวทีปราศรัยต่อประชาชน โดยเน้นเรื่องการชุมนุมอย่างมีคุณภาพไม่ใช่เน้นปริมาณ เบื้องต้นตั้งเป้าว่าจะมีผู้ไปร่วมประมาณ 300 คน และหากมีมากกว่านี้เราก็ถือว่าประสบความสำเร็จ ถือเป็นการเริ่มจากเล็กไปหาใหญ่ เพราะจากประสบการณ์ในการชุมนุมที่ผ่านมาถ้ากลุ่มผู้ร่วมชุมนุมมีใจเข้าร่วมอย่างเต็มที่ก็จะทำให้การเรียกร้องมีประสิทธิภาพได้มากกว่าการมีคนมากๆ แต่ไม่มีคุณภาพ



สภาสนามหลวง ยังอยู่ พลิกจัดแค่ศุกร์-เสาร์ หลังปชช.แห่เรียกร้องสู้เผด็จการต่อ

สภาสนามหลวง ปิดสมัยประชุมสามัญบรรยากาศเป็นไปอย่างสดชื่น ประชาชนแห่ให้กำลังใจจนวินาทีสุดท้าย ชินวัตร เผย เสียงเรียกร้องเข้ามามาก ไม่อยากให้ยุติ แกนนำตัดสินใจ เปิดสมัยวิสามัญต่อเนื่อง แต่หันจัดแค่ ศุกร์-เสาร์

นายชินวัตร หาบุญพาด ในฐานะรองประธานสภาสนามหลวง เปิดเผยเมื่อค่ำคืนวันที่ 14 มิ.ย. ที่ถือเป็นการปิดสภาประชาชนสมันสามัญ ครั้งที่ 1 ว่า หลังจากได้หารือกับประธานสภา คือนานสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ แกนนำแนวร่วมออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ รวมตลอดถึงวิทยากรและนักวิชาการอีกหลายคนที่มาร่วมอภิปราย และประชาชนผู้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของสภาสนามหลวงเวที ตลอด 19 วันที่ผ่านมา มีความเห็นตรงกันเป็นส่วนใหญ่ที่อยากให้คงสภาสนามหลวงไว้ จนกว่ากลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะยกเลิกการชุมนุม

“พี่น้องประชาชนทั้งที่มาร่วมรับฟังที่ท้องสนามหลวง บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตตามเว็บไซต์ประชาธิปไตยต่างๆ รวมถึงผู้รับฟังจากคลื่นวิทยุชุมชนคนแท็กซี่ เอฟเอ็ม 92.75 เมกะเฮิรตซ์ เรียกร้องเป็นเสียงเดียวกันมาก ไม่อยากให้ยุติสภาสนามหลวง ซึ่งเราก็หารือกันมาตลอด และก็เพิ่งตัดสินใจเมื่อสักครู่หลังเวที ที่จะยังคงสภาสนามหลวงไว้ คือให้ถือเป็นการเปิดสภาสมัยวิสามัญ”

อย่างไรก็ตาม เวทีสภาสนามหลวงจะเปลี่ยนจากการดำเนินการในช่วงเย็นทุกวัน มาเปิดเฉพาะเย็นวันศุกร์และเสาร์แทน ส่วนรายละเอียดจะมีรูปแบบอะไรใหม่หรือไม่อย่างไร คงต้องว่ากันอีกที นอกจากนั้น ที่ผ่านมา เวทีสภาสนามหลวง ไม่ได้มีท่อน้ำเลี้ยงมาจากผู้หนึ่งผู้ใด หรือกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดอยู่เบื้องหลัง แต่ที่เกิดขึ้นและยืนอยู่ได้ก็เพราะกำลังใจและกำลังทรัพย์ของพี่น้องประชาชนคนละเล็กละน้อยบริจาคให้เพื่อการต่อต้านเผด็จการ ซึ่งก็ไม่ใช่ตัวเงินมากมายอะไร จึงทำให้การดำเนินการอาจติดขัดไปบ้าง และก็นับเป็นปัญหาหนึ่งของสภาสนามหลวง แต่คิดแล้วต้องเดินหน้าต่อไป นายชินวัตร กล่าว

“เรื่องนี้ เราก็คุยกันแล้ว และคิดว่าต้องเดินหน้าต่อ แม้จะติดขัดเรื่องงบประมาณบ้าง ซึ่งทีมงานจะพยายามทำให้ดีที่สุด และก็ฝากไปยังพี่น้องประชาชนที่รักประชาธิปไตยทุกท่านด้วย หากคิดว่าเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง ก็ขอให้ช่วยกันเข้ามาสนับสนุนเวทีสภาสนามหลวงต่อต้านเผด็จการกันมากๆ เพื่อช่วยกันหยุดยั้งกลุ่มเผด็จการที่คิดจะเข้าเหยียบหัวประชาชน ไม่ฟังเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ” นายชินวัตร กล่าว

Sunday, June 15, 2008

ถ้าคิดเป็นสักนิด!

หากคนทำหน้าที่ใน กระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็น ผู้พิพากษา หรือ กรรมการในองค์กรอิสระ คิดและทำ อย่างที่ คุณสุเมธ อุปนิสากร กรรมการการเลือกตั้ง คิดและทำ...ทุกคนล่ะก็

ปัญหาต่างๆ ของบ้านเมืองนี้ จะ คลี่คลาย ลงได้เยอะทีเดียว!!!ยุทธการ ดาวกระจาย ของ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ถึงวันนี้...พวกเขาจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง เร่งวันเร่งคืน ปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายมาให้แล้วเสร็จโดยเร็วรัฐบาลของ คุณสมัคร สุนทรเวช อยู่นานเท่าไหร่???ต้นทุนดูแล...ค่าอาหาร ค่าเครื่องดื่ม ค่าใช้จ่ายส่วนตัว และอีกสารพัดรายจ่าย ที่จะต้องมีให้กับ แนวร่วม ม็อบพันธมิตรฯ ก็ย่อมต้อง สูง ยิ่งขึ้น...เป็นเงาตามตัวที่สำคัญ...เมื่อผลงานที่ปรากฏไม่ “เข้าตา” นายทุน...ผู้ประสงค์จะออกเงิน แต่ไม่ประสงค์จะออกนาม แล้วล่ะก็ทุนรอนก็คงต้อง ร่อยหรอ กันไปจำเป็นที่ กลุ่มพันธมิตรฯ จะต้องเลือกวิธี แยกกันเดิน...ร่วมกันตี เป็นธรรมดา

การเดินทางไปให้ “กำลังใจ” คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ของ กลุ่มก้อนพันธมิตรฯ นั้นถ้าคุณหญิง คิดเป็น สักนิด เธอก็คงจะปฏิเสธ เหมือนที่คุณสุเมธได้ปฏิเสธความหวังดีของพวกพันธมิตรฯ!!!ต่อให้กำลังใจที่ว่านี้...จะ สร้างพลัง และเป็น ขวัญกำลังใจ สักเพียงใดแต่กับตำแหน่งที่ยืนอยู่ โดยเฉพาะ...ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดิน ที่สตางค์แดงเดียวก็ปล่อยให้สูญหายไม่ได้เท่านั้นยังไม่พอ คุณหญิงจารุวรรณ เธอยังมีตำแหน่งเป็น กรรมการ คตส. ซึ่งต้องปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ แค่ “โฟกัส” หนักๆ เอากับ....ครอบครัวชินวัตร มันก็ไม่น่าจะ เป็นธรรม อยู่แล้ว

อีกอย่าง...ถึง คตส. ไม่ทำ บ้านเมืองนี้ก็ยังมี ป.ป.ช. องค์กรอิสระซึ่งมีหน้าที่ความรับผิด ชอบโดยตรงมากกว่า...อยู่แล้วฉะนั้น การที่ คุณหญิงจารุวรรณ เธอไปแสดงออกถึงความ สนิทสนม กับ กลุ่มพันธมิตรฯ ไม่กลัวสังคมเขาจะ ประณาม เอาหรือครับ???คนที่จะต้อง วางตัว เป็นกลาง และ มีใจเป็นธรรม อย่าง...คุณหญิงจารุวรรณ ผู้ที่ยึดมั่นศรัทธาในหลักคำสอนของ พระเยซูเจ้า ทำอย่างนี้...ไม่กลัวต้อง “ล้างบาป” หรือครับเอาตัวเองออกมา บ่วง ของพันธมิตรฯ เถอะ!!! ฟาก กกต. เขาวาง บรรทัดฐาน เอาไว้ดีแล้ว กลับตัวกลับใจ...ยังไม่สายหรอกครับ เชื่อผมเหอะ!!!

ไผ่สีทอง