WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, June 16, 2008

นพดล พร้อมให้ตรวจสอบหากมีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ

กรุงเทพฯ 16 มิ.ย. - รัฐมนตรีต่างประเทศ พร้อมให้ตรวจสอบหากมีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ เตือนอย่าพาดพิงถึงบุคคลที่สาม หรือใช้ข่าวลือที่ไม่มีข้อเท็จจริง

นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันว่า กรณีเขาพระวิหารที่คาดว่าจะเป็นประเด็นอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น ได้ทำตามกรอบของกฎหมาย และไม่อยากให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นทางการเมือง.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-16 11:56:29


เมื่อสนธิลิ้มอ้างสถาบัน


คำถามในวันนี้คือ เหตุใดคนที่อ้างว่ารักและเทิดทูนสถาบันอย่างยิ่งจึงได้ปล่อยให้คนที่มีภูมิหลังอย่างนี้ออกมาอ้างของสูงได้

บอกตรงๆว่ากลุ่มพันธมิตรฯจะหยาบคายรุนแรงและละเมิดกฎหมายขนาดไหนก็ตาม ผมไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก เพราะจุดเท่าไหร่ก็ไม่ติด และไม่มีวันจะกลับไปสู่วันเวลาแห่งปี ๒๕๔๙ ได้อีกแล้ว ปล่อยให้ความอัปยศเป็นที่ประจักษ์และแพ้ภัยตนเองไปก็ดีแล้ว

แต่ผมกลับไปสนใจสิทธิพิเศษบางอย่างที่แกนนำของกลุ่ม คือคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ได้รับอยู่

นั่นคือความสามารถที่จะพูดจาเกี่ยวกับสถาบันระดับสูงของบ้านเมืองได้อย่างทระนงองอาจบนเวทีปราศรัยที่ตัวเองจัดขึ้น โดยไม่มีความครั่นคร้ามหรือหวั่นเกรงใดๆ ทั้งที่อาจเป็นความผิดตามกฎหมายที่สำคัญที่สุดฉบับหนึ่งในประเทศนี้ แถมยังกระเทือนใจคนเป็นอันมากด้วย


นอกจากนั้นคุณสนธิใช้สิทธินี้ในขณะที่ศาลมีคำพิพากษาในคดีคุณภูมิธรรม เวชยชัย ที่จำคุกคุณสนธิว่าห้ามคุณสนธิออกไปแสดงบทบาทใดๆที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์อีกเป็นอันขาด ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม มิฉะนั้นจะยกเลิกเงื่อนไขเดิม และส่งตัวกลับเข้าตะรางไป

ชัดเสียยิ่งกว่าชัด แต่คุณสนธิก็ยังละเมิดเงื่อนไขต่างๆเหล่านี้อย่างไม่ไยดี

เมื่อมีคนร้องต่อศาลที่เชียงรายในเรื่องนี้ ศาลท่านก็ว่าคุณสนธิสามารถทำได้โดยไม่มีความผิดอะไร

อึ้งกันไปทั่วประเทศว่าคุณสนธิทำบุญอะไรมาแต่ชาติปางก่อน

คนอย่างคุณสนธินั้น โดยภูมิหลังก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นคนที่ไม่นั่งเฉยๆ แต่เป็นคนชนิดตีปี๊บเพิ่มมูลค่าและความสำคัญของตัวเองมาตลอด เก่งในทางจับแพะชนแกะ เอาของจริงกับของปลอมมาเคล้ากันจนไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร

เชื่อว่าหลอกคนโง่ๆและหูเบามาได้ตลอดชีวิตด้วยวิธีนี้

เมื่อได้รับสัญญาณต่อตัวเขาเองขนาดนี้ จะไม่ให้คนอย่างเขาโผเข้าใส่และฉกฉวยโอกาสให้มากที่สุดเป็นไม่มี

ยิ่งฝ่ายรัฐบาลค้นพบแล้วว่าเงินสนับสนุนไหลมาจากไหนและผ่านใคร ใกล้จะหวดกันได้รอมร่อ ก็ยิ่งต้องเล่นเกมบารมีเพิ่มขึ้นเป็นทบเท่าทวีคูณ เพื่อมิให้ภารกิจคาบเส้นกฎหมายที่เขาก่อขึ้นถูกทำลายลง

และยังหวังจะใช้บันไดขั้นนี้ระดมทุนเพิ่มเพื่อต่ออายุม็อบพันธมิตรฯที่กำลังหายใจรวยรินเจียนจะอยู่เจียนจะไปอีกด้วย

เรื่องแบบนี้มองกันทะลุ นักต้มตุ๋นทุกคนต้องการสร้างภาพที่ให้เหยื่อเชื่อได้ว่าเขามีอำนาจหนุนหลังอยู่จริงกันทั้งนั้น

การใช้ผ้าพันคอแสดงสีก็ดี การใช้คำพูดส่อว่าใครเป็นใคร อย่างกรณีประกาศสั่งให้พลตำรวจเอกพัชรวาทเดินตามรอยของพี่ชายของเขา คือพลเอกประวิตร วงศ์สุวรรณ ก็ดี เป็นตัวอย่างความเขี้ยวของคนที่เติบโตมาตลอดชีวิตด้วยการเล่นเกม

ความจริงคุณสนธิเป็นคนเก่งกาจอยู่มาก ในขณะที่อาณาจักรทางธุรกิจสื่อยังไม่ฉิบหายวายวอดขนาดนี้นั้น เขาเข้าใกล้โอกาสที่จะเป็นสื่อมวลชนที่มีอำนาจระดับโลกอยู่แล้ว แต่ความล้มเหลวในขณะนั้น ประกอบกับความมีอัตตาสูงเยี่ยมเทียมฟ้า ทำให้คุณสนธิต้องออกมาฮึดเพื่อเอาชนะในช่วงเวลานี้ให้ได้

ใช้คำว่าสงครามครั้งสุดท้าย อย่างที่พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เคยใช้มาก่อนแล้วก็เน่าไป

คุณสนธิคงจะหวังว่างานนี้จะจบลงด้วยชัยชนะเหนือพลังของประชาชน เพราะมีอำมาตย์มากมายมายอมตัวเป็นเครื่องมือ เชื่อว่าตัวเองจะไม่เน่าแน่

คำถามในวันนี้คือ เหตุใดคนที่อ้างว่ารักและเทิดทูนสถาบันอย่างยิ่งจึงได้ปล่อยให้คนที่มีภูมิหลังอย่างนี้ออกมาอ้างของสูงได้

อยากรู้ว่าเหตุที่กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ โดยเฉพาะกองทัพภาคที่ ๑ ดูจะนั่งฟังเขาอ้างอยู่เฉยๆนั้น เพราะเชื่อหรือว่าสิ่งที่เขานำมากล่าวอ้างและสื่อสารกับสังคมในขณะนี้เป็นของจริง

ถ้าไม่เชื่อจะปล่อยให้เขาใช้สิทธิพิเศษนี้ตำตาอยู่มิได้ ในเมื่อมีหน้าที่ป้องกันสถาบันในทุกทาง

อย่าให้ต้องนึกถึงกระแสพระราชดำรัสของสมเด็จพระพันวษาในวรรณคดีขุนช้างขุนแผนตอนที่ทรงหาแม่ทัพไปรบที่เมืองเหนือเลยครับ

คราวนั้นรับสั่งอย่างเจ็บปวดว่า

"...เลี้ยงเสียเบี้ยหวัดไม่ต้องการ ศฤงคารยศศักดิ์หนักแผ่นดิน..."

กาหลิบ

///////////////////////////

คอลัมน์: เลือกคบ ไม่เลือกข้าง:จากหนังสือพิมพ์โลกวันนี้ 16/006/2551


กาหลิบ

สมัคร-จำลอง

จะเป็น ฟ้าลิขิต หรือ รังสีอำมหิต ส่งมาเกิดไม่รู้ได้..ชายสองคนต้องมาโคจรต่อสู้กันแบบ “นอนสต็อป”ถ้าเป็นนิยายจีนต้องเป็น “สามก๊ก” หรืออินเดียต้องบอกว่านี่คือ “รามเกียรติ์” เพราะ เรื่องมันยาว..สมัคร-จำลองคำที่ว่า “ในแวดวงการเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร” ลืมไปได้เลย สำนวนนี้-สองคนนี้ไม่สน..!!

มิตรแท้ แปลว่าอะไรสะกดไม่เป็น...แต่กับคำว่า ศัตรูถาวร ขอรับไว้ด้วยชีวิตทั้งคู่..!!และเป็นศัตรูชนิดแบบว่าแนบแน่น คงทน ไม่มียุบ บุบ พัง ไม่มีการเปลี่ยนใจ ตราบชั่วดินฟ้าสลายอะไรกันครับ..สมัคร 72-จำลอง 73...อายุนะครับไม่ใช่เลขประจำตัวนักเรียน แก่กันขนาดไหนคิดดูเอาเอง เปรียบเทียบกันให้เห็นที่ผ่านมานายสมัคร สุนทรเวช เป็นหัวหน้าพรรค ประชากรไทย เมื่อปี 2522 กวาด ส.ส.กรุงเทพฯ เข้าสภาถล่มทลายพล.ต.จำลอง ศรีเมือง เป็นหัวหน้า พรรคพลังธรรม เมื่อปี 2533 ไล่พรรค ประชากรไทย หงายท้องเท้าชี้ฟ้า ส่ง ส.ส.กรุงเทพฯ เข้าสภาได้ถึง 32 คน

โอ..ฟ้าส่ง สมัครมาเกิด แล้วทำไมต้องส่ง จำลองมาคาน ด้วย
สมัคร ใส่สูท จำลอง ใส่ม่อฮ่อม ประชากรไทยขึ้น “คัตเอาต์” พลังธรรมใช้ “เข่ง” หาเสียง เกทับกันเหลือเกิน อาหารแบบประหยัด สมัคร ซี่โครงไก่ต้มฟัก...มหาจำลอง ผักล้วนๆสมัครอาบน้ำครึ่งตุ่มไม่ใช้สบู่ ..จำลองอาบห้าขันเท่านั้นพอจำลอง หนุน ทักษิณ สู่การเมืองสมัคร เป็น นอมินี ให้ ทักษิณปัจจุบัน นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ในอดีต พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ก็เคยเป็นรองนายกรัฐมนตรีเช่นกันอธิษฐานจิตกันไว้หรือยังครับว่าชาติหน้าจะพบกันอีก??

หนุ่ม ชิงชัย




ประเทศใหม่!

ไม่รู้รึไงว่า...นั่นมัน “เมืองพันธมิตร”!!!

อะไรก็ตามที่ออกมาจากคำสั่งรัฐบาล ภายใต้การนำของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีของเมืองไทย แต่ “มิชอบ” ด้วยคำสั่งของ “คณะผู้ปกครอง” นำโดย แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทั้ง 5 คน และอีก 1 ผู้ประสานงานฯ นั่นคือการ “ละเมิดอธิปไตย–แห่งรัฐ” ของ “เมือง

พันธมิตร”หรือ “รัฐอิสระ” ที่ถูกจัดตั้งขึ้นมา ซ้อน กับ “รัฐไทย” พวกเขามีพื้นที่ตั้งอาณาเขต “รัฐ-เมืองพันธมิตร” ของตัวเอง แม้ “เมืองหลวง” บริเวณคอสะพานมัฆวานฯ จะมีพื้นที่ไม่ถึง 1 ตารางกิโลเมตร แต่หากนับรวมพื้นที่อื่นๆ จากบรรดา “หัวเมือง” โดยเฉพาะ “ด้ามขวาน” เกือบทั้งด้าม และบางส่วนของหลายๆ จังหวัด ที่กระจายซ้อนอยู่ทั่ว “รัฐไทย”

อืมมม! พื้นที่ของ “รัฐใหม่” แห่งนี้ ก็ใช่ว่าน้อยกว่าสิงคโปร์ทั้งประเทศสักเท่าใด???
แล้วพวกเขาก็ยังมี ประชากร เป็นของตนเอง ประกอบด้วย “ราษฎร” ทั้งที่อยู่ใน “เมืองพันธมิตร” และกระจายอยู่ตาม อาณานิคมต่างๆ ของ “รัฐไทย” เดิม
มีข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ อาจารย์ นักวิชาการ นัดคิดนักเขียน นักร้อง นักดนตรี รวมถึง มีพรรคการเมือง มี ส.ส. และ ส.ว. เป็นของตัวเองอยู่ใน “รัฐไทย”
ที่พร้อมจะแยกตัวเพื่อเข้าไปร่วมกับ “เมืองพันธมิตร” ทุกเมื่อพวกเขา...ยังมี กองกำลังป้องกันตนเอง พร้อม อาวุธครบมือ

มีกฎหมายและระเบียบว่าด้วยการปกครองและการอยู่รวมกันมีการระดมเงินทุน ทั้งจาก “นายทุน” พ่อค้า นักธุรกิจ และนักอุตสาหกรรม ที่ประสงค์ จะ “ออกเงิน” แต่ไม่ประสงค์จะ “ออกนาม” มากมาย รวมถึง เงินบริจาค เป็นจำนวนมาก จาก “ราษฎร” ของพวกเขาเองที่สำคัญ “รัฐใหม่” ในนาม “เมืองพันธมิตร” ยังมี สถานีโทรทัศน์ ที่คอยเป็น “กระบอกเสียง” ของตัวเอง เหมือนกับรัฐบาลของชาติต่างๆเอาไว้คอยให้...ข้อมูลข่าวสาร ความรู้ สร้างขวัญและกำลังใจ ปลุกระดม และด่าทอเอากับใครก็ตาม ที่คิดจะ “ละเมิดอธิปไตย–แห่งรัฐ” ในความเป็น “เมืองพันธมิตร”

เหลืออีก 2 อย่างที่พวกเขายังไม่มี หรือถึงมี แต่ก็ยังไม่ชัดเจนนั่นก็คือ ประมุขแห่งรัฐ “คณะผู้ปกครอง” และ ราษฎรอาวุโสแห่ง “เมืองพันธมิตร” ยังมิอาจจะตัดสินใจ หรือยังไม่กล้าพอจะประกาศอย่างเป็นทางการ ในความเป็น “รัฐอิสระ” ของตัวเองเพราะยังตัดสินใจไม่ได้ว่า “ประธานาธิบดี” ซึ่งถือเป็น “ประมุขสูงสุดแห่งรัฐ” ของพวกเขา ควรจะเป็นใครกัน??? ระหว่าง 1 ใน 5 แกนนำหรือใครบางคน ที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยคิดจะ “ออกตัว” และ “เปิดหน้า” ออกมาเล่นอย่างจริงๆ จังๆ

ทำตัวเป็น “อีแอบ” ประหนึ่ง “คนที่มองไม่เห็น” อยู่อย่างนั้นรวมถึงพวกเขา...ยังไม่มี “รัฐธรรมนูญ” ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ จำเป็นจะต้อง “แอบอิง” เอากับ “รัฐธรรมนูญ” ของ “รัฐไทย” ระหว่างนี้ไปก่อน เห็นได้จากที่ แกนนำของ “เมืองพันธมิตร” อย่าง…นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาระบุว่า...“วันอังคารที่ 17 มิถุนายนนี้ จะไป ยื่นฟ้อง ต่อศาลปกครอง ใน 2 คำร้อง คือ 1. ฟ้องโต้แย้ง คำสั่งทางปกครอง ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ระงับสัญญาณเอเอสทีวี พร้อมขอหลักประกันความคุ้มครองจากศาลว่า จะไม่คุกคามและระงับสัญญาณอีก

2. ฟ้องนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ ผู้ว่าราชการจังหวัด 10 จังหวัด ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเสียหาย
โดยมีผู้เสียหาย คือ 1. บริษัทไทยเดย์ ด็อทคอม จำกัด เจ้าของเอเอสทีวี 2. สมาคมเคเบิลแห่งประเทศไทย และ 3. ประชาชนผู้เสียหาย”อีกครั้ง! กับสิ่งที่ นายสุวัตร์ อภัยภักดิ์ ทนายประจำตัวของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำคนสำคัญของ “เมืองพันธมิตร” ประกาศดังๆ บนเวทีกลุ่มพันธมิตรฯ ว่า...วันจันทร์ที่ 16 มิ.ย.นี้ เขาและทีมทนายความ จะไป ยื่นฟ้อง นายสมัคร สุนทรเวช และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง กรณี สั่งปิด ASTV โดยมิชอบด้วยกฎหมาย

ขณะเดียวกัน พวกเขาก็ประกาศให้ประชาชนทั่วประเทศทราบว่า...จังหวัดใดที่ชม ASTV ไม่ได้ ก็ให้แจ้งความต่อตำรวจและคัดสำเนาส่งมาให้กลุ่มพันธมิตรฯ เพื่อนำไปยื่นฟ้องผู้ว่าฯ จังหวัดนั้นๆ ที่สั่งปิดเอเอสทีวีด้วย
โดยการฟ้องร้องดังกล่าว ได้กำหนดให้ นายสมัคร เป็นจำเลยที่ 1 ร.ต.อ.เฉลิม เป็นจำเลยที่ 2 และผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นจำเลยที่ 3ชัดเจนว่า...ยังคงต้อง พึ่งอำนาจ นิติบัญญัติแห่ง “รัฐไทย” ไปพลางๆ ก่อนตอกย้ำด้วยคำพูดของ นายพิภพ ธงไชย 1 ใน 5 แกนนำพันธมิตรฯ ที่ออกมาบอกว่า...

"ทั่วประเทศตอนนี้ ได้ เกิดปรากฏการณ์ ที่ ประชาชนจะไปร่วมชุมนุมหน้าศาลากลางจังหวัด หลังถูกระงับสัญญาณ (ของ ASTV) ซึ่งเป็นสิ่งที่คนในจังหวัดคิดกันเอง ไม่ใช่พันธมิตรส่วนกลางไปแนะนำ สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นวัฒนธรรมทางการเมือง ที่เรียกว่า “อารยะขัดขืน” เป็นการแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วย”ชัดเจนขนาดนี้ ใครยังจะเชื่อว่า…มันไม่ใช่การส่งสัญญาณจากบรรดา “คณะผู้ปกครอง” แห่ง “รัฐอิสระ–เมืองพันธมิตร” อีกเล่า???ก็อย่างที่บอก นั่น “รัฐใหม่” ใครหน้าไหนที่คิดจะมาก้าวล่วง หรือคิดจะ “ละเมิดอธิปไตย–แห่งรัฐ” ของ “เมืองพันธมิตร” แล้วล่ะก็
เป็นต้อง เห็นดีกัน!!!

เรียกว่า...รัฐกู! ประเทศกู! ใคร...ก็อย่ามาแตะต้อง??? คนพวกนี้...ยอมไม่ได้เด็ดขาดส่วนคนของ...รัฐกู! ประเทศกู! ตั้งแต่ระดับ “คณะผู้ปกครอง” และ “ราษฎร” ของพวกเขา จะจัดกิจกรรมใดๆ ที่ได้สร้างปัญหาและความเดือดเนื้อร้อนใจแก่ “ราษฎรไทย” ซึ่งเป็นเจ้าของผืนดินอันเป็นที่ตั้ง “รัฐอิสระ–เมืองพันธมิตร” แล้วก็ช่างหัวมัน!!!ดูท่าแล้ว “คณะผู้ปกครอง” และ “ราษฎร” แห่งเมืองพันธมิตร คงเตรียมจะ “เปิดฉาก” บุกยึดพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญในเมืองหลวงของ “รัฐไทย” กันอีกครั้ง

นั่นก็คือ...ยึดสยามพารากอน!!!ทำเอา ตำรวจแห่ง “รัฐไทย” นำทีมโดย พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รอง ผบช.ก. ในฐานะรองโฆษก ตร. และนายตำรวจที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมเครียด เพื่อสรุปสถานการณ์และประเมินผลการรักษาความปลอดภัยและอำนวยการจราจร เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 14 มิ.ย.ที่ผ่านมาหาทาง “รับมือ” กับการ เคลื่อนพล ออกจากที่ตั้ง เมืองหลวงแห่ง “รัฐใหม่” ในครั้งนี้“จะมีกลุ่มคนไปให้กำลังใจและต่อต้านที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จึงได้สั่งการให้ พล.ต.ต.วิทยา รัตนวิชช์ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 6 (ผบก.น.6) เป็นผู้ดูแลการปฏิบัติ คาดว่าจะมีประชาชนเข้าร่วมจำนวนหนึ่ง

โดยให้ตำรวจจราจรดูแล ซึ่งที่ผ่านมากลุ่มผู้ชุมนุมไปทาง สนามศุภชลาศัย ไปทาง พระราม 1 มุ่งหน้า กกต. แต่หลังจากนั้นไม่ทราบว่าจะไปที่ใดอีกหรือไม่ แต่ที่ผ่านมาเคยเคลื่อนไปยัง สยามพารากอน ก็จะให้ตำรวจดูแลใกล้ชิด โดยส่วนนี้ได้ประสานแกนนำไปแล้วว่าไม่เหมาะสม เพราะอยู่ใกล้กับ พระราชวัง ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลเรื่องการเคลื่อนย้ายแต่อย่างใด”นั่นคือการให้สัมภาษณ์ในเชิงคาดการณ์ของ พล.ต.ต.สุรพลข้อกังขาก็คือ เมื่อคนกลุ่มนี้ ชัดเจนกับการก่อตั้ง “รัฐอิสระ-เมืองพันธมิตร” ขนาดนี้ แล้วเหตุใดเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจึงยังจะให้คนกลุ่มนี้ดำเนินการเยี่ยงนี้เล่า???

“ประเทศไทยเป็นหนึ่งเดียว ใครจะแบ่งแยกมิได้”มันก็ชัดเจนกับความเป็น กฎหมายสูงสุด ของบ้านเมืองนี้...มิใช่หรือ???หากจะปล่อยให้พวกเขาได้จัดตั้ง “รัฐอิสระ-เมืองพันธมิตร” ก็ควรจะกำหนดขอบเขต...อาณาบริเวณกันให้ชัดๆ ไปเลยว่า...ผืนดินส่วนไหนบ้าง ที่ควรจะเป็นของ “รัฐอิสระ-เมืองพันธมิตร” เพื่อให้ “ประธานาธิบดีคนแรก” “คณะผู้ปกครอง” และ “ราษฎร” ของพวกเขา ได้ตัดสินใจในการวางแผนเพื่อบริหารจัดการกันเอง ภายใน “รัฐอิสระ” แห่งใหม่นี้

จะได้ไม่ต้องสร้าง ปัญหาความเดือดเนื้อร้อนใจ แก่ “ราษฎรไทย” อย่างที่เป็นอยู่ในวันนี้ พวกเขาจะได้ไม่ต้องถูก “ครหา” ว่าเป็น “อนารยชน” ที่ต้องประกาศ “ขัดขืน” กับอำนาจรัฐแห่ง “รัฐไทย” อีกต่อไปเมื่อพร้อมสรรพเสียขนาดนี้ “คณะผู้ปกครอง” และ “ราษฎร” แห่ง “รัฐอิสระ-เมืองพันธมิตร” ก็ประกาศ จัดตั้งประเทศใหม่ เสียทีเหอะ!!!



นายกฯ ระบุ หากจัดระเบียบการพนันให้ถูกกฎหมาย อาจจัดทำในรูปของเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ คอมเพล็กซ์

นายกรัฐมนตรี ระบุ หากจะจัดระเบียบการพนันให้ถูกกฎหมาย อาจจัดทำในรูปแบบของเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ คอมเพล็กซ์
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในการเเก้ปัญหาสังคมควบคู่เศรษฐกิจ โดยเฉพาะยาเสพติดและการพนันนั้น ได้แบ่งหน้าที่กันอยู่แล้ว โดยทั้งยาเสพติด และการพนันถือว่าผิดกฎหมาย แต่การที่จะทำให้ถูกกฏหมายนั้น ตนเองไม่อยากพูดเพราะเกรงจะถูกตำหนิอีก อย่างไรก็ตาม หากจะดำเนินการคงไม่ยึดรูปแบบอย่างคาสิโนเหมือนลาสเวกัส แต่จะเป็นแบบ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ คอมเพล็กซ์ ที่มีทั้ง กีฬา ความบันเทิง มีเกม แอเรีย (Game Area) ที่เล่นได้ทั้งครอบครัว ซึ่งขณะนี้ประเทศเวียดนาม กัมพูชา มีแล้ว แต่ประเทศไทยยังมีไม่ได้เพราะต้องมีการออกกฎหมายมารองรับก่อน
ส่วนกรณีที่มีการเรียกร้องให้รัฐบาลเข้าไปดูแลโครงการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือ กบข. ให้กับครูเทศบาล ซึ่งไม่มี กบข.เหมือนกระทรวงศึกษาธิการ นั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา เพราะ กบข.นั้นประสบผลสำเร็จมาก ส่วนผู้ที่ไม่อยากได้บำเหน็จ แต่อยากทำบำนาญซึ่งมีหลายหน่วยงานขอมา ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาเเละดำเนินการเช่นกัน



เช็กขุมกำลังรอดีเดย์

สรุปว่าผู้ชมทางบ้านกำลังชมรายการ “สมัคร-เฉลิมโชว์”

ล่าสุด “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ยอมรับในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” เป็นคนกำกับเอง กับคิวที่ “สิงห์เหลิม” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย เปิดศึกท้ารบกับสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเอสทีวี ส่งซิกผู้ว่าราชการจังหวัดไล่บี้เคเบิลทีวีต่างจังหวัด

ถอดปลั๊กคิวถ่ายทอดสดเวทีม็อบพันธมิตรฯ

และก็เหมือนตั้งใจมากกว่าบ้องตื้น อยู่ๆ “สิงห์เหลิม” เลือกเปิดประเด็นท้าทายในวันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน แบบไม่กลัวอาถรรพณ์คืนฝันร้าย

ก็รู้กันอยู่ว่า ช่วงปลายสัปดาห์เวทีม็อบพันธมิตรฯหนาแน่นกว่าทุกวัน

ซึ่งก็เป็นไปตามคาด ถนนราชดำเนินคึกคักขึ้นทันตาตั้งแต่ช่วงบ่ายวันศุกร์ เครือข่ายม็อบระดมพล ประกาศขออาสาสมัครชายฉกรรจ์บุกบ้านริมคลองของ “สิงห์เหลิม”

ตั้งท่าติดดาบลุยตะลุมบอน

หัวเชื้อยังลามไปถึงต่างจังหวัด เหล่าผู้ร่วมอุดมการณ์ม็อบพันธมิตรฯ แฟนเอเอสทีวีตามหัวเมืองใหญ่ แสดงความไม่พอใจด้วยการปิดล้อมจวนผู้ว่าราชการจังหวัด

โชว์พลังแนวร่วม ขู่ห้ามแตะเอเอสทีวี

มีเท่าไหร่ มากันเท่านั้น

ตามรูปการณ์มันก็เลยหนีไม่พ้นถูกมองว่า ถอยกรูด ถัดมาอีกวัน “สิงห์เหลิม” แถลงออกตัว ไม่ได้สั่งตัดสัญญาณเคเบิลเอเอสทีวี แต่เปิดกฎหมายดูแล้วเห็นว่า มีกฎหมายที่สามารถเอาผิดกับผู้ที่เผยแพร่คำพูดที่หยาบคายไม่เหมาะสมของกลุ่มพันธมิตรฯได้ ในช่วงที่พูดจาปราศรัยปลุกระดม

“ผมไม่ได้บอกว่าผมจะสั่งปิด ผมไม่ได้มาแก้ตัว และผู้ว่าฯก็ไม่มีอำนาจที่จะสั่งปิด แต่สามารถดำเนินคดีกับเคเบิลทีวีที่รับสัญญาณจากเอเอสทีวีในช่วงที่พันธมิตรฯทำผิดกฎหมายได้ เพราะถือว่าเป็นผู้โฆษณาตามมาตรา 85”

เสียงอ่อย ทำได้แค่อ้างกฎหมาย

และโดยยุทธศาสตร์ที่ค่อนข้างคล้ายคลึงกัน จากคิวก่อนหน้าที่ “ลุงหมัก” จองเวลาพิเศษพูดออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ในวันเสาร์ที่ 31 พฤษภาคม ส่งสัญญาณเป็นนัยให้ตำรวจทหารเตรียมพร้อม

รอคำสั่งเคลียร์ม็อบยึดถนนราชดำเนิน

ผลก็คือถนนราชดำเนินคึกคักตั้งแต่ช่วงเที่ยง รถบัสขนผู้ชุมนุมมุ่งหน้ามาจากต่างจังหวัดเข้ากรุง ม็อบหนาตา ปักหลักชุมนุมข้ามคืนไปถึงวันอาทิตย์

ระดมพลโชว์พลังวัดใจรัฐบาล

และก็ถูกเย้ยว่า “แหยง” รุ่งขึ้นอีกวัน “ลุงหมัก” ปฏิเสธ ไม่ได้สั่งให้มีการสลายม็อบ แต่บอกว่าการชุมนุมผิดกฎหมาย ไม่เหมาะสมที่ปิดถนนขวางทางขบวนเสด็จ

แถมยังบอกตำรวจห้ามใช้กำลังกับประชาชน

เสียงแข็ง แต่เอาเข้าจริงก็ “ฝ่อ” นี่คือบทสรุปที่คล้ายคลึงกันของ “ลุงหมัก” ที่ส่งไม้ต่อให้ “สิงห์เหลิม” เปิดเกมวัดใจม็อบ

รัฐบาลหมดมุก บ้อท่า

แต่อย่าลืมว่า โดยจังหวะการขยับที่ทั้ง “ลุงหมัก” และ “สิงห์เหลิม” ต่างก็เลือกเปิดประเด็นท้าทาย เจาะจงเลือกเอาวันสุดสัปดาห์ที่ม็อบมากันหนาแน่นกว่าทุกวัน

ตั้งใจยั่วกันเห็นๆ

เหมือนต้องการหยั่งกระแส เช็กขุมกำลังกองหนุนพันธมิตรฯ วัดลำหักลำโค่น

รอวันดีเดย์

เพราะอีกทางหนึ่งมันก็เริ่มมีสัญญาณตีธง “มหาจำลอง” พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำม็อบพันธมิตรฯ ชักชวนให้ขุนทหารแต่งเครื่องแบบออกมาร่วมชุมนุมกับม็อบ รับมุกกับท่าทีของเพื่อนรักร่วมรุ่น จปร.7 อย่าง พล.อ.พัลลภ ปิ˜นมณี อดีตรอง ผอ.กอ.รมน.ที่ออกมาวิเคราะห์ล่าสุด ถึงเวลาทหารจะออกจากที่ตั้ง

แนวโน้มมีความเป็นไปได้ว่า เหตุการณ์จะซ้ำรอยพฤษภาทมิฬ

และที่หายไปนาน โผล่มาแล้วคนหน้าเดิมๆ ชื่อคุ้นๆ พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน อดีตประธานสภาที่ปรึกษากระทรวงกลาโหม ส่งซิกกับม็อบ ทหารอยู่ข้างเรา

“สัปดาห์หน้าก็จะจบแล้ว”

แต่ไม่รู้ว่าใคร ที่จะจบ.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน



มือมืดลอบปาบึมหน้านสพ.ผู้จัดการ

เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ได้ตอบจดหมายจากประชาชนทางบ้าน ผ่านรายการ “สนทนาประสาสมัครที่เขียนมาถามโดยอยากให้ดำเนินการกับเอเอสทีวี ที่ใช้ถ้อยคำหยาบคายโจมตีนายกฯโดยเร็วว่า เรื่องนี้ ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ดำเนินการตามกฎหมายที่มีอยู่ และได้แถลงแล้วว่าไม่ได้สั่งปิด แต่จะดำเนินคดีเพราะไอ้ความหยาบคายหมิ่นประมาทคนอื่น บริษัทเคเบิลทั้งหลายทีวีใครดูอยู่ฟังไว้ก็แล้วกันว่า ถ่ายทอดไปก็ทำผิดด้วยจะถูกฟ้องดำเนินคดีด้วย และคงมีการทำเป็นลายลักษณ์อักษรเตือนไป เพราะเคเบิลไปอยู่กับสายไฟฟ้า ด้วย ส่วนจดหมายที่เขียนมาถามว่า สื่อนิยมข่าวม็อบมากนั้น เรื่องนี้ไม่ได้ ข่าวต้องเป็นข่าว ไม่กล้าว่าสื่อเพราะจะเล่นงานอีก สื่อชอบเสนอข่าวก็เรื่องของเขา คงรายงานกันทั้งสองซีกม็อบตื่นเต้นกว่า สื่อรายงานมากกว่าทางตนจืดชืดไม่มีอะไร

เหน็บแกนนำม็อบไม่มีทะเบียน

นายสมัครตอบจดหมายอีกฉบับที่อยากให้รัฐบาลออกกฎหมาย ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินพวกแกนนำพันธมิตรฯ ที่ชุมนุมประท้วงด้วยว่า เขาไม่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ เขาไม่ได้มาจากเลือกตั้งตรงไหน พวกผมมาจากเลือกตั้งถูกขึ้นทะเบียนตรวจสอบเรียบร้อยหมด ไอ้โน้นผิดไอ้นี่ซุกไอ้นี่ซ่อนโดนหมด นี่กำลังโดนอีกสองรัฐมนตรี ไปตรวจสอบเขาไม่ได้เพราะเขาไม่ได้ขึ้นทะเบียน ชื่อเสียงอยู่ตรงไหนทั้ง 5 ท่านก็ไม่ทราบเลือกตั้งกันเมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ ผมเลือกตั้ง 23 ธ.ค.ปีกลาย ต้องขึ้นทะเบียน ต้องถือใบรับรองจาก กกต. ไปสภารับเสร็จกรอกอะไรอีกมากมาย เสร็จเรียบร้อยต้องไปเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณฯ แถลงนโยบายเสร็จถึงจะเซ็นหนังสือทำอะไรต่ออะไรได้ พวกผมพิธีกรรมเยอะ แต่ว่าพวกที่เขามาตามใจชอบอย่างนั้นตรวจสอบไม่ได้ แต่คงพอเห็นตรวจทางโทรทัศน์ ได้ ถ้าไปทำความผิดอะไร

แนะชาวบ้านฟ้องไล่ม็อบขวางถนน

นายสมัครยังอ่านจดหมายอีกฉบับว่า จะต้องรวมประชาชนกี่คนที่จะยื่นฟ้องศาลกับพวกชุมนุม เพราะเดินทางติดขัดมากทั้งเด็กและผู้ปกครอง ก่อนตอบว่า ก็ลองฟ้องดู จริงๆแจ้งความตำรวจ ให้ตำรวจดำเนินการฟ้องให้ แจ้งความดีกว่าอย่าไปทำเอง ก็ยินดีถ้าหากกีดขัดกีดขวาง ส่วนที่ถามมาว่าเมื่อไหร่จะเลิกประท้วงกันสักทีนั้น ต้องไปถามที่สะพานมัฆวานฯ มาถามตนไม่ได้ เพียงแต่บอกว่า คุณทำผิดกฎหมายอยู่ตรงนี้ไม่ได้พูดเท่านั้น กลายเป็นทำนองว่านายสมัครประกาศคุกคามจะเอาให้ตายจะหักแล้ว ตำรวจบอกว่าไม่เคยพูดสักคำเดียวจะขีดเส้นตายต้องสลาย 5 โมงเย็น พูดเองเออเอง นักวิชาการนักวิชาเกินกระโดดลงมากันเป็นฝอยๆ ล่อกันหมดว่ารัฐบาลแพ้แล้วจะสลายม็อบ ตนต้องถอยออกมามอบให้ตำรวจดำเนินการ วันนี้ภาษาสำนวนไทยเรียกว่าคาราคาซังกันอยู่อย่างนี้ ที่เสียหายแน่นอนคือเรื่องท่องเที่ยว มีเรื่องพรรณอย่างนี้อยู่กลางเมือง ใครจะอยากมา ธุรกิจการค้าความไว้วางใจอะไรต่างๆเสียหาย พูดกันอีกแล้วจะปฏิวัติกันอีกแล้ว เรียกร้องจะเอากันอีกแล้ว ตนเป็นหัวหน้ารัฐบาลต้องบอกว่าเป็นไปไม่ได้เลย บ้านเมืองควรจะสงบเรียบร้อย

กุเทพโวยพันธมิตรฯสร้างเรื่อง

ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน ในฐานะหัวหน้าศูนย์วิเคราะห์และติดตามการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวว่า จนถึงวันนี้พันธมิตรฯพยายามหาวิธีทางชุมนุมยืดเยื้อ บอกกับประชาชนว่าการชุมนุมมีความชอบธรรม และพยายามถามประเด็นที่ประชาชนคล้อยตาม โดยมีคดี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นประเด็นหลักที่กลุ่มพันธมิตรฯใช้เชื่อมโยงมากที่สุด แต่ก็ยังเป็นการขาย เพราะไม่มีเรื่องจะกล่าวหารัฐบาลชุดนี้ ทำได้แค่เพียงกล่าวหาว่ารัฐบาลชุดนี้พยายามแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมเพื่อช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ แต่รัฐบาลไม่เคยเข้าไปแทรกแซง พันธมิตรฯก็สร้างประเด็นอื่นอีก เช่นกรณีเงิน 2 ล้านบาทในกล่องขนม ที่นำไปมอบให้เจ้าหน้าที่ศาล ที่พยายามกล่าวหาว่ารัฐบาลเข้าไปแทรกแซงขบวนการยุติธรรม ขอเรียกร้องให้ศาลทำเรื่องนี้ให้โปร่งใส ไม่ให้กลุ่มพันธมิตรฯนำไปเป็นวัตถุดิบสำคัญหล่อเลี้ยงการชุมนุม แต่ในทางกลับกันพันธมิตรฯมีพฤติกรรมแทรกแซงขบวนการยุติธรรมเสียเอง ด้วยการไปให้กำลังใจ คตส.หรือจะไปให้กำลังใจ กกต.

อัด ปชป.เล่นการเมืองสองหน้า

ร.ท.กุเทพกล่าวว่า ศูนย์ฯวิเคราะห์ว่าเหตุที่การชุมนุมยืดเยื้อ เพราะมีคนได้ประโยชน์ 2 คน คนหนึ่งคือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่ต้องการเผยแพร่ลัทธิจำลอง อีกคนคือนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่หาประโยชน์จากการใช้รูปแบบใช้เวทีทอล์กโชว์ จัดรายการเอเอสทีวี โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ไม่ต้องเซ็นเซอร์ ด่าได้เต็มที่ ทำให้คนดูที่ชอบความสะใจอยากดู ทำให้สั่งซื้อจานดาวเทียมเพิ่มขึ้น เป็นการเอาเปรียบสื่ออื่น ทำตัวเหมือนเป็นไทคูน เจ้ายุทธจักรแห่งสื่อ ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์เล่นการเมืองแบบ 2 หน้า เพราะนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ที่ไปร่วมชุมนุมพันธมิตรฯ ระบุว่าพันธมิตรฯกับพรรคประชาธิปัตย์เป็นเวทีคู่ขนานกัน ไม่แน่ใจว่าเมื่อมีการเปิดอภิปรายทั่วไปของฝ่ายค้าน แล้วจะหยุดการชุมนุมของพันธมิตรฯได้


อ่านรายละเอียดต่อ ไทยรัฐ

เครือข่ายประชาชนออกแถลงการณ์เรียกร้องรัฐแก้วิกฤติ

กรุงเทพฯ 15 มิ.ย. - เครือข่ายภาคประชาชนออกแถลงการณ์ เรียกร้องรัฐบาลแก้ปัญหาวิกฤติยุคข้าวยากหมากแพง พร้อมนัดชุมนุมใหญ่วันที่ 24 มิ.ย.นี้

นางสาววิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานสภาประชาชน ออกแถลงการณ์เครือข่ายภาคประชาชน ฉบับที่ 2 หลังเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ ญัตติข้าวยากหมากแพง โดยเรียกร้องรัฐบาล 5 ข้อ ให้รัฐแทรกแซงและควบคุมราคาสินค้าให้เป็นธรรม กระจายสินค้าราคาถูกให้ประชาชนอย่างทั่วถึง ควบคุมราคาปัจจัยการผลิตและประกันราคารับซื้อผลผลิตทางการเกษตร ปรับค่าแรงขั้นต่ำทั้งระบบให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจเท่ากันทั่วประเทศ ซึ่งตัวเลขที่เหมาะสม คือ 316 บาท รวมทั้งดูแลสุขภาพคนจนในระบบประกันสุขภาพที่มีมาตรฐาน ทั้งไม่เห็นด้วยกับมาตรการแจกบัตรเติมเงินให้คนจน รวมถึงคัดค้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจทั้งหมด

โดยเครือข่ายประชาชนได้นัดชุมนุมใหญ่ในเช้าวันที่ 24 มิถุนายนนี้ ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ก่อนเคลื่อนขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาลเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาต่อไป. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-15 22:10:46

อนุฯ ไต่สวน ชง คตส.ฟันอาญา พ.ต.ท.ทักษิณพรุ่งนี้

กรุงเทพฯ 15 มิ.ย. – “อนุฯ ไต่สวน” ชง คตส.ฟันอาญา “พ.ต.ท.ทักษิณ” พร้อมพวกพรุ่งนี้ ฐานใช้อำนาจออก พ.ร.ก.สรรพสามิตโทรคมนาคม เอื้อประโยชน์ตนเอง ทำชาติเสียหาย ขณะที่ “บรรเจิด” เดินเครื่องส่งสำนวนทุจริตกล้ายางให้ คตส.ฟ้องเอง

นายบรรเจิด สิงคะเนติ กรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนกรณีการจัดซื้อพันธุ์กล้ายางพารา 90 ล้านต้นของกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า หลังจากที่อัยการสูงสุดไม่สั่งฟ้องในคดีดังกล่าวและคืนสำนวนคดีมาให้ คตส.แล้ว ที่ประชุม คตส. มีมติส่งฟ้องเอง โดยแต่งตั้งทีมทนายความจากสภาทนายความเข้ามาดูแลสำนวนให้นั้น ขณะนี้ได้ร่างสำนวนการฟ้องเสร็จแล้ว ดังนั้น ในการประชุมคตส.วันพรุ่งนี้ (16 มิ.ย.) ตนจะนำสำนวนการส่งฟ้องดังกล่าวเสนอให้ที่ประชุมพิจารณา หากไม่มีปัญหาจะสามารถยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งได้ทันที

นายบรรเจิด กล่าวว่า นอกจากนี้ คณะอนุกรรมการไต่สวนกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกนโยบายเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจตนเอง ครอบครัวและพวกพ้อง จะนำผลสรุปการไต่สวนเกี่ยวกับคดีอาญา เสนอเข้าที่ประชุม คตส.วันพรุ่งนี้ด้วย เพื่อให้ที่ประชุมพิจารณาส่งสำนวนไปยังอัยการสูงสุดสั่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป คดีนี้จะมีผู้ถูกชี้มูลหลายคน หนึ่งในนั้น คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ฐานใช้อำนาจในการออก พ.ร.ก.ภาษีสรรพสามิต เกี่ยวกับกิจการโทรคมนาคม ทำให้เกิดความเสียหาย

นายบรรเจิด ในฐานะอนุกรรมการไต่สวนคดีการทุจริตจัดซื้อรถ-เรือดับเพลิงของกทม. กล่าวถึงความคืบหน้าในการไต่สวนว่า ขณะนี้ผลการไต่สวนฯ ใกล้เสร็จแล้ว เรียกได้ว่าใกล้ถึงเส้นชัย จึงมั่นใจว่าจะสามารถสรุปผลการไต่สวนเสนอต่อที่ประชุม คตส.เพื่อให้มีมติส่งต่ออัยการสูงสุดเพื่อส่งฟ้องต่อศาลได้ทันในวาระของ คตส.ที่จะหมดภายในวันที่ 30 มิถุนายนนี้แน่นอน ซึ่งขณะนี้ไม่สามารถบอกได้ว่า จะมีผู้ถูกกล่าวหารายใดหลุดข้อกล่าวหาหรือไม่ ทั้งนี้ หากที่ประชุม คตส.มีมติส่งต่ออัยการแล้ว เมื่อ คตส.หมดวาระก็ไม่ต้องเป็นห่วงว่าคดีจะมีปัญหา เพราะทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะรับคดีไปดูแลต่อ. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-15 18:18:26

คุณหญิงจารุวรรณ ยืนยันที่ดินพร้อมบ้าน แจงที่มาได้

กรุงเทพฯ 15 มิ.ย. - “คุณหญิงจารุวรรณ” แจงคฤหาสน์ไม่ถึง 50 ล้าน ยืนยันมีหลักฐานชัด ระบุสามีซื้อปี 2505 ไร่ละ 1 หมื่น ส่วนบ้านแค่ 4.4 ล้าน สร้างมา 3 ปี จนคนออกแบบตายยังไม่เสร็จ หากสนใจพร้อมขายให้ “วันชัย” 40 ล้าน

คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กล่าวถึงกรณีที่นายวันชัย จงจรูญหิรันย์ หัวหน้ากลุ่มติดตามการปฎิรูปการเมืองและต่อต้านคอร์รัปชั่น (PRAC) พาสื่อมวลชนถ่ายภาพคฤหาสน์ 50 ล้านบาทว่า ตนทราบว่ามีแม่ค้าไปตะโกนด่ากลุ่มดังกล่าวด้วย ซึ่งที่ผ่านมา บรรดาแม่ค้าโทรศัพท์มาแจ้งว่า ตนมาซื้อที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นเรื่องที่ดี เพราะทำให้ความเจริญมาถึงพื้นที่นั้นเร็วขึ้น และอยากชี้แจงว่าที่ดินดังกล่าวมีพื้นที่ 1 ไร่ สามีตนซื้อมาในปี 2505 ราคาไร่ละ 1 หมื่นบาท ซื้อก่อนแต่งงานกับตน และมีหลักฐานยืนยันทุกอย่าง ส่วนตัวบ้านที่ระบุว่าหลังละ 50 ล้านบาทนั้น ถ้านายวันชัยสนใจและขอซื้อจากตนในราคา 40 ล้านบาท ตนก็พร้อมที่จะขายให้ทันที

ส่วนสาเหตุที่ใช้หลังคาสีเหลืองไม่ใช่สีแดงหรือเขียวนั้น คุณหญิงจารุวรรณ กล่าวว่า เพราะต้องการแสดงถึงความจงรักภักดี ซึ่งทำให้หลังคาดูกว้างและใหญ่ขึ้น ส่วนราคาหลังคาตนมีใบสั่งซื้อยืนยันว่าเป็นราคา 6 แสนบาท ส่วนบ้านที่ดูโอ่โถงก็สร้างมานานกว่า 3 ปีแล้ว จนผู้ออกแบบก่อสร้างเสียชีวิตไปแล้ว เพราะตนมีเงินก็สร้าง ไม่มีเงินก็หยุดสร้าง ยืนยันว่ามีใบกำหนดราคาก่อสร้างที่ตกลงราคากับผู้ก่อสร้างที่ราคา 4.4 ล้านบาท ตนพร้อมชี้แจงทุกอย่าง แต่ที่ไม่อยากตอบโต้ เพราะคิดว่าเราบริสุทธิ์และทุกอย่างสามารถชี้แจงได้ แต่ยิ่งปล่อยกลุ่มนี้ก็ยิ่งหนักข้อขึ้น

คุณหญิงจารุวรรณ กล่าวด้วยว่า ส่วนปัญหาเรื่องการว่าจ้างบริษัทเข้าไปฝึกอบรมข้าราชการของ สตง.นั้น ทำมาตั้งแต่ปี 2546 ซึ่งบริษัทหลักทรัพย์ก็ว่าจ้างบริษัทดังกล่าว เพราะผ่านการตรวจสอบว่ามีคุณภาพและคุ้มค่ากับการจ้าง แม้กระทั่งช่วงที่ตนเว้นวรรคไม่ได้เป็นผู้ว่าการ สตง. ระหว่างปี 2547-2548 ทาง สตง.ก็ว่าจ้างบริษัทดังกล่าวในการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ทั้งหมด ทั้งนี้ ตนรู้สึกสงสัยในพฤติกรรม นพ.เหวง โตจิราการ ที่ก่อนหน้านี้ปี 2547 ช่วงที่ตนต้องเว้นวรรคไม่ได้เป็นผู้ว่าการ สตง. ยังมาเดินทางมาให้กำลังใจตนอยู่เลย ไม่เข้าใจว่าเหตุใดผ่านไปไม่กี่ปี พฤติกรรมกลับเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เช่นเดียวกัน นายวันชัย ซึ่งทราบมาว่า มีคดีติดตัว เพราะเป็นบุคคลที่ขับรถชนเจ้าหน้าที่ตำรวจในวันที่ นปก.ชุมนุมและบุกบ้านพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งไม่ทราบว่าตอนนี้คดีไปถึงไหนแล้ว. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-15 18:05:37