WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, June 17, 2008

รับไม่ได้!2 อาจรย์จุฬาฯออก คณบดีรัฐศาสตร์ร่วมเวทีม็อบ

2 รองคณบดีรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ทนไม่ไหวเขียนใบลาออก เหตุรับไม่ได้มีคณบดีเผด็จการ ดอดไปร่วมเวทีพันธมิตรฯ ขณะที่เจ้าตัวยังไม่สำนึก ปากดี ขอเลือกข้าง แถมไม่ลาออกจากตำแหน่งแน่นอน ตะแบงสิ่งที่พูดบนเวทีคือจุดยืนทางการเมือง อาจารย์ร่วมคณะชี้บทบาทบนเวทีกับบทบืทวิชาการต้องแยกกันให้ขาด

การขึ้นร่วมปราศรัยบนเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ของนายจรัส สุวรรณมาลา คณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย เป็นประเดเนที่มีการวิพากษ์วิขาสรณ์กันอย่างกว้างขวางถึงความเหมาะสมทั้งในฐานะข้าราชการ และความเป็นนักรัฐศาสตร์ ที่หลายคนเห็นว่าน่าจะยืนอยูข้างประชาธิปไตย นั้น

ล่าสุดได้ทำให้1 รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์ 2 คน คือ นายดำรงค์ วัฒนา และนายอร่าม ศิริพันธุ์ ได้ยื่นหนังสือลาออก จากตำแหน่งต่อนายจรัส สุวรรณมาลา เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อกดดันให้นายจรัส แสดงความรับผิดชอบเนื่องจากได้ขึ้นเวทีของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

นายจรัส กล่าวว่า ที่ผ่านมาตนเองอาจจะสื่อสารกับรองคณบดีทั้ง 2 คนน้อยเกินไป จากนี้จะหาโอกาสพูดคุยสื่อสารทำความเข้าใจให้มากขึ้น และนายจรัสได้ยืนยันกับกลุ่มพันธมิตรฯ ว่าจะไม่ลาออกจากตำแหน่งคณบดีอย่างแน่นอน เพราะยังมีงานต้องทำอีกมากมาย และสิ่งที่พูดไปบนเวทีก็เป็นจุดยืนทางการเมืองของตนเอง และนายจรัสได้เปรียบเทียบว่า เป็นกัปตันเรือ ถ้าเรือล่ม ก็จะให้คนอื่นไปก่อน ตัวเองจะเป็นคนสุดท้ายที่ลงจากเรือลำนั้น

ทั้งนี้มีแหล่งข่าวระบุว่า จากนี้นายจรัสคงจะหาโอกาสพูดคุยทำความเข้าใจกับรองคณบดีทั้ง 2 ท่าน ซึ่งคงจะใช้วิธีการสมานฉันท์เพื่อให้อยู่ด้วยกันได้ แต่หากพูดคุยกันเข้าใจไม่ได้ เชื่อว่าจะปล่อยให้ทั้ง 2 ท่านลาออกไป เพราะตัวนายจรัสได้ยืนยันแล้วว่าจะไม่ลาออกจากตำแหน่งแน่นอน และถึงแม้ว่าจะยื่นหนังสือลาออก ก็เชื่อว่าทางมหาวิทยาลัยจะไม่อนุมัติเพราะนายจรัส ไม่ได้บริหารงานผิดพลาดหรือทำเรื่องฉ้อโกง เพียงแต่ไปแสดงทัศนคติที่อิงวิชาการในด้านที่ตัวเองเชี่ยวชาญเท่านั้น

ด้าน นายดำรงค์ วัฒนา รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบเรื่องว่ามีการเมืองเข้ามากดดันให้นายจรัสลาออก ดังนั้นขอตรวจสอบข้อมูลก่อนถึงจะให้รายละเอียด

ขณะที่ นายเอก ตั้งทรัพย์วัฒนา รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิเทศสัมพันธ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า เท่าที่คุยกับนายจรัส ทราบว่าตัวเขาเองจะต้องระมัดระวังทางการเมือง เช่นเดียวกันในฐานะส่วนตัว นายจรัสก็มีจุดยืนอีกอย่างหนึ่ง แต่ในฐานะเป็นผู้บริหารคณะ บทบาทคณบดีก็ต้องระมัดระวัง ลำบากเหมือนกันที่ต้องพิจารณา

"เทียบให้ดี ไปดูเนื้อหาที่นายจรัสขึ้นไปพูดบนเวทีพันธมิตรฯ เรื่องรัฐธรรมนูญและเรื่องการเงินการคลังของรัฐ พอขึ้นไปตรงนั้นบทบาทต้องแยกแยะ บังเอิญมาเป็นคณบดีคงลำบากใจต้องรอดูการตัดสินใจ ลึกๆ ผมไม่รู้ว่ามันมีอะไรอยู่เบื้องหลังหรือเปล่า " รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิเทศสัมพันธ์กล่าว



Monday, June 16, 2008

นายกฯ บอกอยู่ครบ 4 ปี อุตสาหกรรมไทยก้าวหน้ามากขึ้น


นายกรัฐมนตรีบอกอยู่ครบ 4 ปีจะทำให้อุตสาหกรรมไทยก้าวหน้ามากขึ้น

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีเป็นประธานมอบรางวัลอุตสาหกรรม ประจำปี 2551( The Prime Minister Industry Award 2008) ซึ่งจัดโดยกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งในปีนี้มีบริษัทที่ได้รับรางวัลทั้งสิ้น 17 บริษัท อาทิ บริษัท ระยองโอเลฟินส์ จำกัด บริษัทซี.พี.ค้าปลีกและการตลาด จำกัด บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด(มหาชน)เป็นต้น โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวตอนหนึ่งว่าปัจจุบันความเจริญก้าวหน้าของอุตสาหกรรมไทยเป็นที่น่าภาคภูมิใจและเป็นความเจริญก้าวหน้าอย่างมีขั้นตอน เพราะเดิมเราผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า แต่วันนี้ต่างชาติจ้างไทยผลิตเพื่อการส่งออกไปจำหน่าย เช่น อุตสาหกรรมปลากระป๋อง อีกทั้งคนไทยยังก้าวไปเป็นเจ้าของกิจการในต่างประเทศในส่วนการขุดบ่อน้ำมัน ซึ่งถือว่าเป็นความก้าวหน้าที่ภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง พร้มกับบอกว่าหากตนเองอยู่ครบวาระ 4 ปีก็จะหาแนวทางทำให้อันดับความก้าวหน้าด้านอุสาหกรรมของไทยเลื่อนขึ้นจากเดิมที่เราอยู่อันดับที่ 20

จุดเปลี่ยนของประวัติศาสตร์ และโครงสร้างอำนาจทางการเมืองไทย

บทความ โดย ลูกชาวนาไทย

ตอนนี้คนไทยทั้งหลายคงรู้สึกอัดอัด คับข้องใจว่าทำไมวิกฤตการณ์ทางการเมืองไทยครั้งนี้มันถึงได้ยาวนาน และไม่จบสิ้นเสียที เกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย เกิดอะไรขึ้นกับการเมืองไทย มีการเปลี่ยนแปลงอะไรในระบบที่เป็นสาระสำคัญทำให้วิกฤตการณ์ไม่จบสิ้นเสียที

ผมคิดว่าตอนนี้นักวิชาการไทยส่วนใหญ่จะสับสน และอับจนปัญญาจนไม่รู้ว่าจะหาทางออกให้กับสังคมได้อย่างไร และต่างคนต่างก็เสนอทางออกตามความคิดและประสบการณ์ของตน ท้ายที่สุดทางออกทั้งหลายที่เสนอไม่มีทางที่จะปฎิบัติได้และไม่สามารถยุติวิกฤตทางการเมืองในขณะนี้ได้ เกิดอะไรขึ้นกับวงวิชาการของไทย

นักวิชาการส่วนใหญ่ที่ผมเห็นเสนอความคิดทางออกทั้งหลายในขณะนี้ ส่วนใหญ่ก็เป็นคนหน้าเดิม คุ้น ๆ หน้าทั้งสิ้น พวกเขาอยู่ในโลกทรรศ์เดิม ซึ่งภาษาอังกฤษเรียกว่าพวกเขาอยู่ใน Old Paradigm ถูกครอบงำอยู่ภายใต้ความเชื่อและทฤษฎีทางสังคมเก่า ดังนั้นการหาทางออกภายใต้ Paradigm เดิมจึงไม่มีทางเป็นไปได้ มันก็เหมือนกับสมัยโบราณ ที่คนยังเชื่อว่าโลกแบน ไม่ว่านักปราชญ์ อัจริยะทั้งหลายในยุคนั้นก็เชื่อว่าโลกแบน กรอบความคิด ทั้งหลายจึงถึงครอบงำโดย ฐานความคิดเช่นนั้น นักปรัชญาเมธียุคนั้นจึงไม่มีใครหลุดพ้นไปจาก Paradigm ดั้งเดิมที่พวกเขาเผชิญอยู่ได้ นักวิชาการของไทยยุคนี้ก็เช่นกัน

เมื่อนักวิชาการที่ครอบงำสังคมไทย เป็นพวกที่อยู่ใน Paradigm ดั้งเดิม ความเชื่อเดิม ๆ สมัยช่วงปี 2520-2540 พวกเขาจึงไม่สามารถหลุดพ้นออกไปได้ และคนพวกนี้ส่วนใหญ่ ก็เป็นคนชั้นกลางอยู่ในเมืองใหญ่ อยู่ในโลกของเมืองหลวง จึงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในชนบท

แต่ไหนแต่ไรมา การต่อสู้แย่งชิงอำนาจทางการเมืองไทย จะเกิดขึ้นในหมู่คนชั้นนำเท่านั้น เพียงแต่ว่าคนชั้นนำเหล่านั้นจะมาจากกลุ่มไหนเท่านั้น

หากเราทบทวนประวัติศาสตร์ การเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจทางการเมืองไทยในช่วงปลายสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นการต่อสู้ระหว่างกลุ่มขุนนาง กับเจ้า ซึ่งช่วงรัชกาลที่ห้าเริ่มมีการพัฒนาประเทศให้เป็นแบบตะวันตก มีการส่งนักเรียนไปเรียนในประเทศตะวันตก เริ่มจากเจ้าชายต่าง ๆ ก่อน ต่อมามีพวกขุนนางเพิ่มมากขึ้น ในสมัยรัชกาลที่ 5 เจ้าต่างๆ เริ่มมาทำงานราชการ เป็นหัวหน้ากรมต่างๆ และทุกกระทรวงจะมีเจ้าเป็นหัวหน้า เมื่อมีขุนนางที่ได้รับการศึกษาสมัยใหม่และรับราชการมากขึ้น ทำให้ความต้องการที่จะเข้าไปมีส่วนแบ่งในอำนาจมีมากขึ้น การปฎิวัติ 2475 เป็นการแย่งอำนาจมาจากเจ้า โดยขุนนาง ทั้งทหาร และพลเรือน ประชาชนไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมแต่อย่างใด

การต่อสู้ทางการเมืองหลังจากนั้น เมื่อขุนนางจำกัดเจ้าออกไปเสียจากการเมืองได้ ก็มีการต่อสู้กันระหว่างกลุ่มทหารต่างๆ เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นการต่อสู้ของชนชั้นกลางบางส่วนที่ต้องการเข้าไปมีอำนาจทางการเมือง

แม้พฤษภาทมิฬ 2535 ก็เป็นการต่อสู้กันทางการเมืองของคนชั้นกลางกับ กลุ่มทหารทหาร แต่ไม่มีการต่อสู้แย่งชิงอำนาจทางการเมืองครั้งใด ที่คนชนบทเข้าไปมีส่วนร่วม

แม้การต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์ ที่ว่าเป็นพรรคของคนชั้นล่าง แกนนำการต่อสู้ก็เป็นพวก "นักเคลื่อนไหว" ที่ใช้ทฤษฎีชนชั้น เข้าไปปลุกระดม แต่ไม่ได้เกิดจากคนชั้นล่าง หรือคนชนบท มีจิตสำนึกในอำนาจทางการเมืองของตนอย่างแท้จริง

แต่วิกฤตการณ์ทางการเมืองหลังการทำรัฐประหาร รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ไม่ใช่เป็นความขัดแย้งระหว่างคนชั้นนำ แต่เพียงอย่างเดียว

แต่มันมีมวลชนมหาศาลเข้ามามีส่วนร่วมด้วยอย่างแท้จริง

หากใครสังเกตุแนวโน้มการออกเสียงเลือกตั้งของประชาชนให้ดี จะเห็นได้ว่าหลังปี 2540 พฤติกรรมการเลือกตั้งของประชาชนเปลี่ยนไป ประชาชนในชนบทไม่ได้เลือกแบบกระจัดกระจายอีกต่อไป พวกเขาเลือกเป็นพรรค และเลือกแบบนี้มาตลอดในช่วงทศวรรษ 2540-2550

ผลการบริหารประเทศในสมัยแรกของทักษิณ ที่โปรคนรากหญ้าอย่างมาก ไม่ว่าโครงการต่าง ๆ เช่นสามสิบบาทรักษาทุกโรค โอท็อบ กองทุนหมู่บ้าน ฯลฯ นโยบายเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อคนชนบทโดยตรงทำให้การเลือกตั้งในปี 24548 ทักษิณ ชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลายถึง 377 เสียง และแม้การเลือกตั้งในเดือนเมษายน 2549 ที่ศาลตัดสินให้เป็นโมฆะ พรรคไทยรักไทยก็ชนะเลือกตั้งได้คะแนนเสียงถึง 16 ล้านเสียงเช่นกัน และการออกเสียงประชามติ รธน.ปี 2550 คนชนบทก็ออกเสียงออกมาอย่างชัดเจนและเป็นกลุ่มก้อน และการเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคม ก็เลือกเป็นพรรค

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงในสังคมชนบทในรอบ 20 ปีที่ผ่านมานี้ ที่ผมเห็นว่าสำคัญมากคือ การเกิดขึ้นขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ที่เราเรียกกันว่า อบต./อบจ. การเกิดขึ้นของ อบต./อบจ.นั้นเป็นจุดเปลี่ยนแปลงทางจิตสำนึกและพฤติกรรมการเลือกตั้งของคนชนบท ที่คนเมืองไม่สังเกตุเห็น ทำไมอบต./อบจ. ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโลกทรรศน์ เกี่ยวกับพฤติกรรมการเลือกตั้งของคนชนบท

แต่ก่อนเราจะเห็นว่า สส. นั้นจะสวมหมวกสองใบคือ เป็นตัวแทนของประชาชนในรัฐสภาของประเทศ และอีกใบหนึ่งคือ บทบาทที่เปรียบเสมือน ผู้ว่าราชการประจำเขตเลือกตั้ง ชาวบ้านมีปัญหาเดือดร้อนเรื่องถนนหนทาง เรื่องโครงสร้างพื้นฐานในชนบท ชาวบ้านจะไปขอจาก สส. ทำให้ เกิดระบบอุปถัมป์ขึ้น และชาวบ้านสนใจ สส.ในบทบาทการพัฒนาท้องถิ่นมากกว่า บทบาทของการเป็นผู้แทนระดับชาติ แต่เมื่อมี อบต./อบจ. ขึ้น องค์กรเหล่านี้ ได้รับเลือกตั้งมาจากชาวบ้านโดยตรง และได้เข้าแทนที่ สส. ในบทบาทการพัฒนาท้องถิ่นอย่างสิ้นเชิง ทำให้ สส. เหลือหมวกใบเดียวที่สวมคือ เป็น ผู้แทนแห่งชาติ

เมื่อไม่มีปัญหาเรื่องการพัฒนาท้องถิ่น การมองบทบาท สส. ของชาวรากหญ้าจึงแตกต่างไปจากเดิม แทนที่เขาจะมอง สส. ว่าจะช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ในท้องถิ่นเข้าดีขึ้นอย่างไร คนชนบทมอง สส.ว่าจะทำให้พวกเขา กินดีอยู่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างไร เมื่อเป็นอย่างนี้ บทบาทของ สส.ในฐานะ ดึงงบประมาณลงท้องถิ่นจึงไม่มีความหมายอีกต่อไป ชาวชนบท มองไปทีนโยบายของพรรคการเมืองมากกว่า เพราะ สส. คนเดียว ไม่มีทางผลักดันนโยบายใหญ่ๆ ที่มีผลต่อกระทบต่อความกินดีอยู่ดีของคนชนบทได้อีกต่อไป ชาวชนบทจึงหันไปมอง นโยบายพรรคเป็นหลัก

และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นพร้อมกันในช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ รัฐบาลของทักษิณ ชินวัตร ที่ได้พิสูจน์ให้ชาวชนบทเห็นอย่างชัดเจนว่า นโยบายพรรค และการบริหารที่ดีนั้น ทำให้ชาวชนบทมีชีวิตที่ดีขึ้นชัดเจนได้อย่างไร Paradigm ของชาวบ้านที่กำลังเปลี่ยนแปลง และตัวอย่าง การปฎิบัติของทักษิณ ได้มาประจวบเหมาะกันพอดี ทำให้ชาวรากหญ้าได้ตระหนักถึงพลังอำนาจในการออกเสียงเลือกตั้งได้อย่างดีว่ามันมีผลต่อพวกเขาอย่างมหาศาลเพียงใด การโฆษณาชวนเชื่อใดๆ ก็ไม่ส่งผลมหาศาลเท่าที่ชาวรากหญ้าได้เห็นกับตา โครงการสามสิบบาท ช่วยเหลือพวกเขาได้อย่างเป็นรูปธรรมได้อย่างไร พวกเขาเห็นอย่างชัดเจน กองทุนหมู่บ้านช่วยพวกเขาอย่างไร พวกเขาเห็นอย่างชัดเจน

ชาวรากหญ้าจึงเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน พวกเขาไม่ได้เป็น ไพร่ฟ้า อีกต่อไปแล้ว พวกเขาเรียนรู้และได้กลายเป็น พลเมือง หรือ citizen” อย่างสมบูรณ์ พวกเขารู้ว่าพวกเขามี ส่วน ในอำนาจทางการเมือง พวกเขาไม่ได้เป็น ไพร่ของขุนนางหรือเทพเจ้าอีกต่อไป

เมื่อชาวรากหญ้าได้ตื่นขึ้น ตระหนักและรับรู้ในพลังอำนาจของพวกเขาแล้ว การที่จะผลักคนรากหญ้าออกจากสมการทางการเมืองนั้น ไม่มีใครทำได้อย่างแน่นอน เจตจำนง ของคนรากหญ้า คือ วาระสำคัญทางการเมืองของไทยในททศวรรษต่อไปข้างหน้านี้

ประเทศไทยกำลังก้าวพ้นออกจากสังคมยุคกลางครับ ลัทธิความเชื่อในยุคกลาง เรื่องเทพเจ้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ บุญญาธิการ ไม่อาจครอบงำสังคมได้อีกต่อไป ใครไม่เข้าใจ เจตจำนง ของคนรากหญ้า ไม่มีทางที่จะเป็นใหญ่ได้ในทางการเมือง ใครเข้าใจเจตจำนง ของคนรากหญ้า ผู้นั้นคือ ผู้นำของคนรากหญ้า อย่างที่ทักษิณกำลังเป็นอยู่

หมายเหตุ : ผมได้ลองระบายสี ผลการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ลงในแผนที่ประเทศไทย เพื่อดูว่า พรรคใด ครองอำนาจในเขตใด เราจะเห็นว่า ภาคอีสานเหนือ แหละภาคเหนือตอนบนนั้นได้ตกเป็นของพรรคพลังประชาชนอย่างเด็ดขาด มีโหว่อยุ่ไม่กี่เขตเท่านั้น ส่วนอีสานใต้ มีเขตที่โหว่อยู่คือ อุบลราชธานีบางเขต กับนครราชสีมา ที่เป็นของกลุ่มสุวัฒน์ ส่วนภาคกลางนั้นชิงชัยกันโดยพรรคพลังประชาชน ได้ล้อมกรอบพรรคชาติไทย ให้เหลือฐานที่มั่นแถวสุพรรณฯ เท่านั้น

ในภาคใต้ จะเห็นว่า ปชป. กวาดไปแทบทั้งหมด เหลือแค่เขตมุสลิมเท่านั้น และ ปชป. ได้โอบมาทางหัวเมืองชายทะเล เช่น ชลบุรี สมุทรสาคร แทบทั้งหมดแล้ว รวมทั้งโอบเข้ามาทางภาคตะวันตกของประเทศ

จากภาพที่แสดงให้เห็น แสดงว่าประเทศไทยได้เกิดระบบสองพรรคขึ้นโดยสมบูรณ์แล้ว พรรคใหญ่ สองพรรคคือ พลังประชาชน กับ ประชาธิปัตย์ได้เข้าครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่หมดแล้ว ฐานที่มั่นของพรรคชาติไทย และพรรคเล็กๆ อื่นๆ ผมไม่เชื่อว่าจะอยู่รอดได้ในอนาคต เพราะล้อมรอบโดยฐานเสียงพรรคใหญ่ๆ ทั้งสองพรรคอย่างสิ้นเชิง

โครงสร้างการเมืองระบบสองพรรคเช่นนี้ การแย่งชิงอำนาจในหมู่คนชั้นนำแทบไม่สำคัญเพราะ ปัจจัยหลักคือประชาชนได้แบ่งออกเป็นสองขั้ว หากไม่ทำตามขั้วใดขั้วหนึ่ง นักการเมืองเหล่านั้นจะหลุดออกจากวงโคจรไปทันที

และแม้จะยุบพรรคพลังประชาชนอีก ประชาชน ที่อยู่ในพื้นที่สีชมพูตามแผนที่ข้างบน เขาก็เลือกตัวแทนของเขาแบบเดิมอีก ก็จะมีพรรคพลังประชาชน ในชื่ออื่นอีก

ปัญหาจึงอยู่ที่ประชาชน ไม่ใช่นักการเมืองอีกต่อไป กำจัดนักการเมืองคงไม่ยาก แต่กำจัดประชาชน ออกไปจากสมการอำนาจ คงไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างแน่นอน

จาก thaifreenews

ร.ต.อ.เฉลิม ท้า ปชป. ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ


ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า “ขอฝากบอกพรรคประชาธิปัตย์ว่าอย่าลืมใส่ชื่อผม กลัวอย่างเดียวว่าจะไม่ยอมอภิปรายผม เดี๋ยวผมจะเหงา จะเป็นพระคุณมากหากมีชื่อผมใส่ไปด้วย อยู่ 1 ใน 6 คน ที่พรรคประชาธิปัตย์จะอภิปราย ผมจะส่งช่อดอกไม้ กระเช้าผลไม้ไปให้ที่พรรค ขอกราบอภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ) อย่าลืมใส่ชื่อด้วย และมั่นใจว่าการขอเปิดอภิปรายของฝ่ายค้านไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลอย่างแน่นอน”

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวด้วยว่า เหตุระเบิดบริเวณหน้าบ้านพระอาทิตย์เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ยืนยันว่าไม่ใช่ฝืมือของรัฐบาล เป็นการกล่าวหาโดยใช้แต้มตื้น ๆ ที่ผ่านมายังได้เตือนกระทรวงมหาดไทยให้ระวัง เพราะอาจมีการนำระเบิดมาวางไว้ที่กระทรวง เพื่อสร้างความเสียหายให้เกิดขึ้น และเรื่องเช่นนี้รัฐบาลไม่ทำ เพราะเสียหาย และเชื่อว่าในเร็ว ๆ นี้จะมีเหตุการณ์ที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-16 13:19:37


นายกรัฐมนตรี ระบุ แก้ รธน.รอขั้นตอนสภาฯ ก่อน


นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์สั้น ๆ เช้าวันนี้ (16 มิ.ย.) ถึงการทำประชามติเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า ในส่วนของรัฐบาลต้องรอให้ขั้นตอนของสภาฯ เสร็จเรียบร้อยก่อน และว่า “ที่ไม่ค่อยให้สัมภาษณ์สื่อฯ ในระยะนี้ เพราะพูดแล้วเดี๋ยวมีเรื่อง”.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-16 13:13:27


ชูศักดิ์ ระบุการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจช่วงเวลานี้ไม่เหมาะสม

ทำเนียบฯ 16 มิ.ย. - นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เห็นว่า การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของฝ่ายค้านในช่วงเวลานี้ คงไม่เหมาะสม ขอให้เห็นใจรัฐบาลที่เข้ามาบริหารงานในช่วงวิกฤติ

ขณะที่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวกับผู้สื่อข่าวเพียงสั้น ๆ ถึงการทำประชามติหรือไม่ ว่า ต้องรอให้กระบวนการทางสภาเสร็จสิ้นก่อน และที่ไม่ให้สัมภาษณ์ในช่วงนี้เพราะพูดแล้วจะมีเรื่อง

ส่วนทางด้านหน้าทำเนียบฯ นายสมาน บุญงอก ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ ขสมก. ได้ยื่นหนังสือถึงนายกฯ ผ่านกองรับเรื่องราวร้องทุกข์ เรียกร้องให้คงรถโดยสารธรรมดา หรือรถร้อนไว้ เพื่อแบ่งเบาภาระของประชาชน นอกจากนี้ ขอให้ตรวจสอบการเช่ารถอย่างละเอียดรอบคอบ และขอให้หามาตรการรองรับให้พนักงานหากมีการยกเลิกรถร้อน มิฉะนั้นจะมีการพิจารณาเคลื่อนไหวใหญ่ต่อไป

วันนี้ มีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่จะมีการหยิบยกเรื่องเขาพระวิหาร ที่กัมพูชาทำแผนที่ขึ้นมาใหม่ มาพิจารณา ซึ่งหากเสร็จทันก็จะนำเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.วันพรุ่งนี้ (17 มิ.ย.) ก่อนยื่นให้คณะกรรมการมรดกโลก 21 ประเทศ ปลายเดือนนี้.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-16 11:56:54


นพดล พร้อมให้ตรวจสอบหากมีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ

กรุงเทพฯ 16 มิ.ย. - รัฐมนตรีต่างประเทศ พร้อมให้ตรวจสอบหากมีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ เตือนอย่าพาดพิงถึงบุคคลที่สาม หรือใช้ข่าวลือที่ไม่มีข้อเท็จจริง

นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันว่า กรณีเขาพระวิหารที่คาดว่าจะเป็นประเด็นอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น ได้ทำตามกรอบของกฎหมาย และไม่อยากให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นทางการเมือง.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-16 11:56:29


เมื่อสนธิลิ้มอ้างสถาบัน


คำถามในวันนี้คือ เหตุใดคนที่อ้างว่ารักและเทิดทูนสถาบันอย่างยิ่งจึงได้ปล่อยให้คนที่มีภูมิหลังอย่างนี้ออกมาอ้างของสูงได้

บอกตรงๆว่ากลุ่มพันธมิตรฯจะหยาบคายรุนแรงและละเมิดกฎหมายขนาดไหนก็ตาม ผมไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก เพราะจุดเท่าไหร่ก็ไม่ติด และไม่มีวันจะกลับไปสู่วันเวลาแห่งปี ๒๕๔๙ ได้อีกแล้ว ปล่อยให้ความอัปยศเป็นที่ประจักษ์และแพ้ภัยตนเองไปก็ดีแล้ว

แต่ผมกลับไปสนใจสิทธิพิเศษบางอย่างที่แกนนำของกลุ่ม คือคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ได้รับอยู่

นั่นคือความสามารถที่จะพูดจาเกี่ยวกับสถาบันระดับสูงของบ้านเมืองได้อย่างทระนงองอาจบนเวทีปราศรัยที่ตัวเองจัดขึ้น โดยไม่มีความครั่นคร้ามหรือหวั่นเกรงใดๆ ทั้งที่อาจเป็นความผิดตามกฎหมายที่สำคัญที่สุดฉบับหนึ่งในประเทศนี้ แถมยังกระเทือนใจคนเป็นอันมากด้วย


นอกจากนั้นคุณสนธิใช้สิทธินี้ในขณะที่ศาลมีคำพิพากษาในคดีคุณภูมิธรรม เวชยชัย ที่จำคุกคุณสนธิว่าห้ามคุณสนธิออกไปแสดงบทบาทใดๆที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์อีกเป็นอันขาด ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม มิฉะนั้นจะยกเลิกเงื่อนไขเดิม และส่งตัวกลับเข้าตะรางไป

ชัดเสียยิ่งกว่าชัด แต่คุณสนธิก็ยังละเมิดเงื่อนไขต่างๆเหล่านี้อย่างไม่ไยดี

เมื่อมีคนร้องต่อศาลที่เชียงรายในเรื่องนี้ ศาลท่านก็ว่าคุณสนธิสามารถทำได้โดยไม่มีความผิดอะไร

อึ้งกันไปทั่วประเทศว่าคุณสนธิทำบุญอะไรมาแต่ชาติปางก่อน

คนอย่างคุณสนธินั้น โดยภูมิหลังก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นคนที่ไม่นั่งเฉยๆ แต่เป็นคนชนิดตีปี๊บเพิ่มมูลค่าและความสำคัญของตัวเองมาตลอด เก่งในทางจับแพะชนแกะ เอาของจริงกับของปลอมมาเคล้ากันจนไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร

เชื่อว่าหลอกคนโง่ๆและหูเบามาได้ตลอดชีวิตด้วยวิธีนี้

เมื่อได้รับสัญญาณต่อตัวเขาเองขนาดนี้ จะไม่ให้คนอย่างเขาโผเข้าใส่และฉกฉวยโอกาสให้มากที่สุดเป็นไม่มี

ยิ่งฝ่ายรัฐบาลค้นพบแล้วว่าเงินสนับสนุนไหลมาจากไหนและผ่านใคร ใกล้จะหวดกันได้รอมร่อ ก็ยิ่งต้องเล่นเกมบารมีเพิ่มขึ้นเป็นทบเท่าทวีคูณ เพื่อมิให้ภารกิจคาบเส้นกฎหมายที่เขาก่อขึ้นถูกทำลายลง

และยังหวังจะใช้บันไดขั้นนี้ระดมทุนเพิ่มเพื่อต่ออายุม็อบพันธมิตรฯที่กำลังหายใจรวยรินเจียนจะอยู่เจียนจะไปอีกด้วย

เรื่องแบบนี้มองกันทะลุ นักต้มตุ๋นทุกคนต้องการสร้างภาพที่ให้เหยื่อเชื่อได้ว่าเขามีอำนาจหนุนหลังอยู่จริงกันทั้งนั้น

การใช้ผ้าพันคอแสดงสีก็ดี การใช้คำพูดส่อว่าใครเป็นใคร อย่างกรณีประกาศสั่งให้พลตำรวจเอกพัชรวาทเดินตามรอยของพี่ชายของเขา คือพลเอกประวิตร วงศ์สุวรรณ ก็ดี เป็นตัวอย่างความเขี้ยวของคนที่เติบโตมาตลอดชีวิตด้วยการเล่นเกม

ความจริงคุณสนธิเป็นคนเก่งกาจอยู่มาก ในขณะที่อาณาจักรทางธุรกิจสื่อยังไม่ฉิบหายวายวอดขนาดนี้นั้น เขาเข้าใกล้โอกาสที่จะเป็นสื่อมวลชนที่มีอำนาจระดับโลกอยู่แล้ว แต่ความล้มเหลวในขณะนั้น ประกอบกับความมีอัตตาสูงเยี่ยมเทียมฟ้า ทำให้คุณสนธิต้องออกมาฮึดเพื่อเอาชนะในช่วงเวลานี้ให้ได้

ใช้คำว่าสงครามครั้งสุดท้าย อย่างที่พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เคยใช้มาก่อนแล้วก็เน่าไป

คุณสนธิคงจะหวังว่างานนี้จะจบลงด้วยชัยชนะเหนือพลังของประชาชน เพราะมีอำมาตย์มากมายมายอมตัวเป็นเครื่องมือ เชื่อว่าตัวเองจะไม่เน่าแน่

คำถามในวันนี้คือ เหตุใดคนที่อ้างว่ารักและเทิดทูนสถาบันอย่างยิ่งจึงได้ปล่อยให้คนที่มีภูมิหลังอย่างนี้ออกมาอ้างของสูงได้

อยากรู้ว่าเหตุที่กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ โดยเฉพาะกองทัพภาคที่ ๑ ดูจะนั่งฟังเขาอ้างอยู่เฉยๆนั้น เพราะเชื่อหรือว่าสิ่งที่เขานำมากล่าวอ้างและสื่อสารกับสังคมในขณะนี้เป็นของจริง

ถ้าไม่เชื่อจะปล่อยให้เขาใช้สิทธิพิเศษนี้ตำตาอยู่มิได้ ในเมื่อมีหน้าที่ป้องกันสถาบันในทุกทาง

อย่าให้ต้องนึกถึงกระแสพระราชดำรัสของสมเด็จพระพันวษาในวรรณคดีขุนช้างขุนแผนตอนที่ทรงหาแม่ทัพไปรบที่เมืองเหนือเลยครับ

คราวนั้นรับสั่งอย่างเจ็บปวดว่า

"...เลี้ยงเสียเบี้ยหวัดไม่ต้องการ ศฤงคารยศศักดิ์หนักแผ่นดิน..."

กาหลิบ

///////////////////////////

คอลัมน์: เลือกคบ ไม่เลือกข้าง:จากหนังสือพิมพ์โลกวันนี้ 16/006/2551


กาหลิบ

สมัคร-จำลอง

จะเป็น ฟ้าลิขิต หรือ รังสีอำมหิต ส่งมาเกิดไม่รู้ได้..ชายสองคนต้องมาโคจรต่อสู้กันแบบ “นอนสต็อป”ถ้าเป็นนิยายจีนต้องเป็น “สามก๊ก” หรืออินเดียต้องบอกว่านี่คือ “รามเกียรติ์” เพราะ เรื่องมันยาว..สมัคร-จำลองคำที่ว่า “ในแวดวงการเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร” ลืมไปได้เลย สำนวนนี้-สองคนนี้ไม่สน..!!

มิตรแท้ แปลว่าอะไรสะกดไม่เป็น...แต่กับคำว่า ศัตรูถาวร ขอรับไว้ด้วยชีวิตทั้งคู่..!!และเป็นศัตรูชนิดแบบว่าแนบแน่น คงทน ไม่มียุบ บุบ พัง ไม่มีการเปลี่ยนใจ ตราบชั่วดินฟ้าสลายอะไรกันครับ..สมัคร 72-จำลอง 73...อายุนะครับไม่ใช่เลขประจำตัวนักเรียน แก่กันขนาดไหนคิดดูเอาเอง เปรียบเทียบกันให้เห็นที่ผ่านมานายสมัคร สุนทรเวช เป็นหัวหน้าพรรค ประชากรไทย เมื่อปี 2522 กวาด ส.ส.กรุงเทพฯ เข้าสภาถล่มทลายพล.ต.จำลอง ศรีเมือง เป็นหัวหน้า พรรคพลังธรรม เมื่อปี 2533 ไล่พรรค ประชากรไทย หงายท้องเท้าชี้ฟ้า ส่ง ส.ส.กรุงเทพฯ เข้าสภาได้ถึง 32 คน

โอ..ฟ้าส่ง สมัครมาเกิด แล้วทำไมต้องส่ง จำลองมาคาน ด้วย
สมัคร ใส่สูท จำลอง ใส่ม่อฮ่อม ประชากรไทยขึ้น “คัตเอาต์” พลังธรรมใช้ “เข่ง” หาเสียง เกทับกันเหลือเกิน อาหารแบบประหยัด สมัคร ซี่โครงไก่ต้มฟัก...มหาจำลอง ผักล้วนๆสมัครอาบน้ำครึ่งตุ่มไม่ใช้สบู่ ..จำลองอาบห้าขันเท่านั้นพอจำลอง หนุน ทักษิณ สู่การเมืองสมัคร เป็น นอมินี ให้ ทักษิณปัจจุบัน นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ในอดีต พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ก็เคยเป็นรองนายกรัฐมนตรีเช่นกันอธิษฐานจิตกันไว้หรือยังครับว่าชาติหน้าจะพบกันอีก??

หนุ่ม ชิงชัย




ประเทศใหม่!

ไม่รู้รึไงว่า...นั่นมัน “เมืองพันธมิตร”!!!

อะไรก็ตามที่ออกมาจากคำสั่งรัฐบาล ภายใต้การนำของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีของเมืองไทย แต่ “มิชอบ” ด้วยคำสั่งของ “คณะผู้ปกครอง” นำโดย แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทั้ง 5 คน และอีก 1 ผู้ประสานงานฯ นั่นคือการ “ละเมิดอธิปไตย–แห่งรัฐ” ของ “เมือง

พันธมิตร”หรือ “รัฐอิสระ” ที่ถูกจัดตั้งขึ้นมา ซ้อน กับ “รัฐไทย” พวกเขามีพื้นที่ตั้งอาณาเขต “รัฐ-เมืองพันธมิตร” ของตัวเอง แม้ “เมืองหลวง” บริเวณคอสะพานมัฆวานฯ จะมีพื้นที่ไม่ถึง 1 ตารางกิโลเมตร แต่หากนับรวมพื้นที่อื่นๆ จากบรรดา “หัวเมือง” โดยเฉพาะ “ด้ามขวาน” เกือบทั้งด้าม และบางส่วนของหลายๆ จังหวัด ที่กระจายซ้อนอยู่ทั่ว “รัฐไทย”

อืมมม! พื้นที่ของ “รัฐใหม่” แห่งนี้ ก็ใช่ว่าน้อยกว่าสิงคโปร์ทั้งประเทศสักเท่าใด???
แล้วพวกเขาก็ยังมี ประชากร เป็นของตนเอง ประกอบด้วย “ราษฎร” ทั้งที่อยู่ใน “เมืองพันธมิตร” และกระจายอยู่ตาม อาณานิคมต่างๆ ของ “รัฐไทย” เดิม
มีข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ อาจารย์ นักวิชาการ นัดคิดนักเขียน นักร้อง นักดนตรี รวมถึง มีพรรคการเมือง มี ส.ส. และ ส.ว. เป็นของตัวเองอยู่ใน “รัฐไทย”
ที่พร้อมจะแยกตัวเพื่อเข้าไปร่วมกับ “เมืองพันธมิตร” ทุกเมื่อพวกเขา...ยังมี กองกำลังป้องกันตนเอง พร้อม อาวุธครบมือ

มีกฎหมายและระเบียบว่าด้วยการปกครองและการอยู่รวมกันมีการระดมเงินทุน ทั้งจาก “นายทุน” พ่อค้า นักธุรกิจ และนักอุตสาหกรรม ที่ประสงค์ จะ “ออกเงิน” แต่ไม่ประสงค์จะ “ออกนาม” มากมาย รวมถึง เงินบริจาค เป็นจำนวนมาก จาก “ราษฎร” ของพวกเขาเองที่สำคัญ “รัฐใหม่” ในนาม “เมืองพันธมิตร” ยังมี สถานีโทรทัศน์ ที่คอยเป็น “กระบอกเสียง” ของตัวเอง เหมือนกับรัฐบาลของชาติต่างๆเอาไว้คอยให้...ข้อมูลข่าวสาร ความรู้ สร้างขวัญและกำลังใจ ปลุกระดม และด่าทอเอากับใครก็ตาม ที่คิดจะ “ละเมิดอธิปไตย–แห่งรัฐ” ในความเป็น “เมืองพันธมิตร”

เหลืออีก 2 อย่างที่พวกเขายังไม่มี หรือถึงมี แต่ก็ยังไม่ชัดเจนนั่นก็คือ ประมุขแห่งรัฐ “คณะผู้ปกครอง” และ ราษฎรอาวุโสแห่ง “เมืองพันธมิตร” ยังมิอาจจะตัดสินใจ หรือยังไม่กล้าพอจะประกาศอย่างเป็นทางการ ในความเป็น “รัฐอิสระ” ของตัวเองเพราะยังตัดสินใจไม่ได้ว่า “ประธานาธิบดี” ซึ่งถือเป็น “ประมุขสูงสุดแห่งรัฐ” ของพวกเขา ควรจะเป็นใครกัน??? ระหว่าง 1 ใน 5 แกนนำหรือใครบางคน ที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยคิดจะ “ออกตัว” และ “เปิดหน้า” ออกมาเล่นอย่างจริงๆ จังๆ

ทำตัวเป็น “อีแอบ” ประหนึ่ง “คนที่มองไม่เห็น” อยู่อย่างนั้นรวมถึงพวกเขา...ยังไม่มี “รัฐธรรมนูญ” ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ จำเป็นจะต้อง “แอบอิง” เอากับ “รัฐธรรมนูญ” ของ “รัฐไทย” ระหว่างนี้ไปก่อน เห็นได้จากที่ แกนนำของ “เมืองพันธมิตร” อย่าง…นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาระบุว่า...“วันอังคารที่ 17 มิถุนายนนี้ จะไป ยื่นฟ้อง ต่อศาลปกครอง ใน 2 คำร้อง คือ 1. ฟ้องโต้แย้ง คำสั่งทางปกครอง ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ระงับสัญญาณเอเอสทีวี พร้อมขอหลักประกันความคุ้มครองจากศาลว่า จะไม่คุกคามและระงับสัญญาณอีก

2. ฟ้องนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ ผู้ว่าราชการจังหวัด 10 จังหวัด ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเสียหาย
โดยมีผู้เสียหาย คือ 1. บริษัทไทยเดย์ ด็อทคอม จำกัด เจ้าของเอเอสทีวี 2. สมาคมเคเบิลแห่งประเทศไทย และ 3. ประชาชนผู้เสียหาย”อีกครั้ง! กับสิ่งที่ นายสุวัตร์ อภัยภักดิ์ ทนายประจำตัวของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำคนสำคัญของ “เมืองพันธมิตร” ประกาศดังๆ บนเวทีกลุ่มพันธมิตรฯ ว่า...วันจันทร์ที่ 16 มิ.ย.นี้ เขาและทีมทนายความ จะไป ยื่นฟ้อง นายสมัคร สุนทรเวช และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง กรณี สั่งปิด ASTV โดยมิชอบด้วยกฎหมาย

ขณะเดียวกัน พวกเขาก็ประกาศให้ประชาชนทั่วประเทศทราบว่า...จังหวัดใดที่ชม ASTV ไม่ได้ ก็ให้แจ้งความต่อตำรวจและคัดสำเนาส่งมาให้กลุ่มพันธมิตรฯ เพื่อนำไปยื่นฟ้องผู้ว่าฯ จังหวัดนั้นๆ ที่สั่งปิดเอเอสทีวีด้วย
โดยการฟ้องร้องดังกล่าว ได้กำหนดให้ นายสมัคร เป็นจำเลยที่ 1 ร.ต.อ.เฉลิม เป็นจำเลยที่ 2 และผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นจำเลยที่ 3ชัดเจนว่า...ยังคงต้อง พึ่งอำนาจ นิติบัญญัติแห่ง “รัฐไทย” ไปพลางๆ ก่อนตอกย้ำด้วยคำพูดของ นายพิภพ ธงไชย 1 ใน 5 แกนนำพันธมิตรฯ ที่ออกมาบอกว่า...

"ทั่วประเทศตอนนี้ ได้ เกิดปรากฏการณ์ ที่ ประชาชนจะไปร่วมชุมนุมหน้าศาลากลางจังหวัด หลังถูกระงับสัญญาณ (ของ ASTV) ซึ่งเป็นสิ่งที่คนในจังหวัดคิดกันเอง ไม่ใช่พันธมิตรส่วนกลางไปแนะนำ สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นวัฒนธรรมทางการเมือง ที่เรียกว่า “อารยะขัดขืน” เป็นการแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วย”ชัดเจนขนาดนี้ ใครยังจะเชื่อว่า…มันไม่ใช่การส่งสัญญาณจากบรรดา “คณะผู้ปกครอง” แห่ง “รัฐอิสระ–เมืองพันธมิตร” อีกเล่า???ก็อย่างที่บอก นั่น “รัฐใหม่” ใครหน้าไหนที่คิดจะมาก้าวล่วง หรือคิดจะ “ละเมิดอธิปไตย–แห่งรัฐ” ของ “เมืองพันธมิตร” แล้วล่ะก็
เป็นต้อง เห็นดีกัน!!!

เรียกว่า...รัฐกู! ประเทศกู! ใคร...ก็อย่ามาแตะต้อง??? คนพวกนี้...ยอมไม่ได้เด็ดขาดส่วนคนของ...รัฐกู! ประเทศกู! ตั้งแต่ระดับ “คณะผู้ปกครอง” และ “ราษฎร” ของพวกเขา จะจัดกิจกรรมใดๆ ที่ได้สร้างปัญหาและความเดือดเนื้อร้อนใจแก่ “ราษฎรไทย” ซึ่งเป็นเจ้าของผืนดินอันเป็นที่ตั้ง “รัฐอิสระ–เมืองพันธมิตร” แล้วก็ช่างหัวมัน!!!ดูท่าแล้ว “คณะผู้ปกครอง” และ “ราษฎร” แห่งเมืองพันธมิตร คงเตรียมจะ “เปิดฉาก” บุกยึดพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญในเมืองหลวงของ “รัฐไทย” กันอีกครั้ง

นั่นก็คือ...ยึดสยามพารากอน!!!ทำเอา ตำรวจแห่ง “รัฐไทย” นำทีมโดย พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รอง ผบช.ก. ในฐานะรองโฆษก ตร. และนายตำรวจที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมเครียด เพื่อสรุปสถานการณ์และประเมินผลการรักษาความปลอดภัยและอำนวยการจราจร เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 14 มิ.ย.ที่ผ่านมาหาทาง “รับมือ” กับการ เคลื่อนพล ออกจากที่ตั้ง เมืองหลวงแห่ง “รัฐใหม่” ในครั้งนี้“จะมีกลุ่มคนไปให้กำลังใจและต่อต้านที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จึงได้สั่งการให้ พล.ต.ต.วิทยา รัตนวิชช์ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 6 (ผบก.น.6) เป็นผู้ดูแลการปฏิบัติ คาดว่าจะมีประชาชนเข้าร่วมจำนวนหนึ่ง

โดยให้ตำรวจจราจรดูแล ซึ่งที่ผ่านมากลุ่มผู้ชุมนุมไปทาง สนามศุภชลาศัย ไปทาง พระราม 1 มุ่งหน้า กกต. แต่หลังจากนั้นไม่ทราบว่าจะไปที่ใดอีกหรือไม่ แต่ที่ผ่านมาเคยเคลื่อนไปยัง สยามพารากอน ก็จะให้ตำรวจดูแลใกล้ชิด โดยส่วนนี้ได้ประสานแกนนำไปแล้วว่าไม่เหมาะสม เพราะอยู่ใกล้กับ พระราชวัง ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลเรื่องการเคลื่อนย้ายแต่อย่างใด”นั่นคือการให้สัมภาษณ์ในเชิงคาดการณ์ของ พล.ต.ต.สุรพลข้อกังขาก็คือ เมื่อคนกลุ่มนี้ ชัดเจนกับการก่อตั้ง “รัฐอิสระ-เมืองพันธมิตร” ขนาดนี้ แล้วเหตุใดเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจึงยังจะให้คนกลุ่มนี้ดำเนินการเยี่ยงนี้เล่า???

“ประเทศไทยเป็นหนึ่งเดียว ใครจะแบ่งแยกมิได้”มันก็ชัดเจนกับความเป็น กฎหมายสูงสุด ของบ้านเมืองนี้...มิใช่หรือ???หากจะปล่อยให้พวกเขาได้จัดตั้ง “รัฐอิสระ-เมืองพันธมิตร” ก็ควรจะกำหนดขอบเขต...อาณาบริเวณกันให้ชัดๆ ไปเลยว่า...ผืนดินส่วนไหนบ้าง ที่ควรจะเป็นของ “รัฐอิสระ-เมืองพันธมิตร” เพื่อให้ “ประธานาธิบดีคนแรก” “คณะผู้ปกครอง” และ “ราษฎร” ของพวกเขา ได้ตัดสินใจในการวางแผนเพื่อบริหารจัดการกันเอง ภายใน “รัฐอิสระ” แห่งใหม่นี้

จะได้ไม่ต้องสร้าง ปัญหาความเดือดเนื้อร้อนใจ แก่ “ราษฎรไทย” อย่างที่เป็นอยู่ในวันนี้ พวกเขาจะได้ไม่ต้องถูก “ครหา” ว่าเป็น “อนารยชน” ที่ต้องประกาศ “ขัดขืน” กับอำนาจรัฐแห่ง “รัฐไทย” อีกต่อไปเมื่อพร้อมสรรพเสียขนาดนี้ “คณะผู้ปกครอง” และ “ราษฎร” แห่ง “รัฐอิสระ-เมืองพันธมิตร” ก็ประกาศ จัดตั้งประเทศใหม่ เสียทีเหอะ!!!