WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, June 17, 2008

เข็มขัดยาวพอดี

คอลัมน์: โต๊ะข่าวประชาทรรศน์
ถ้าเป็นภาษาเด็กแนว ต้องเรียกว่า เข็มขัดยาวพอดี เป็นไปตามคาด กับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในวันสองวันที่ผ่านมา ไม่ใช่เข็มขัดสั้นที่หมายถึง คาดไม่ถึง

เรื่องแรกกรณีที่ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พูดจาท่าทางขึงขัง สั่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดควบคุมการออกอากาศของเคเบิลทีวี ที่รับสัญญาณจากเอเอสทีวีของอาณาจักรพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่การปฏิบัติน่าจะเป็นพันธมารเพื่อล้างผลาญประชาธิปไตยมากกว่า

เป็นไปตามคาด บนเวทีพันธมารในคืนวันนั้น สามารถเบี่ยงเบนการด่าประจำคืนจาก พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ชั่วคราว ทุกคนที่ขึ้นเวทีพ่นน้ำลาย รุมกันด่าดอกเตอร์เหลิมอย่างหยาบๆ คายๆ ใช้ภาษาย้อนยุค พร้อมทั้งเตรียมล่ารายชื่อถอดถอน ข้อหาละเมิดสิทธิหรือปิดกั้นการรับรู้ข่าวสารของประชาชน

เป็นไปตามคาด ในวันรุ่งขึ้นดอกเตอร์เหลิมออกมาปฏิเสธว่า ไม่ได้สั่งให้ปิดกั้นการออกอากาศของเอเอสทีวี เพียงแต่ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดตรวจสอบและควบคุมไม่ให้ใช้ออกอากาศที่ใช้คำหยาบคาย

และ...เข็มขัดยาวพอดี เมื่อสื่อเกือบทุกฉบับพาดหัวข่าวในทำนองเดียวกัน มท.1 พลิ้วพลิกลิ้น

เรื่องที่สอง กรณีที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ทำหนังสือถึง นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ให้เปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติ เพื่อแก้ปัญหาวิกฤติทางการเมือง โดยใช้เวทีของรัฐสภา แทนที่จะให้การเมืองไปเล่นกันที่ข้างถนน เหมือนที่วุฒิสมาชิกจำนวนหนึ่งได้ยื่นญัตติไปแล้ว

หลังจากที่ นายสมัคร สุนทรเวช ได้รับหนังสือแล้ว ก็ได้แจ้งว่าจะชี้แจงเรื่องทั้งหมดในรายการ “สนทนาประสาสมัคร”

เรื่องนี้เข็มขัดยาวพอดี เป็นไปตามคาด นายสมัคร สุนทรเวช ได้ชี้แจงอย่างแจ่มแจ้งแดงแจ๋ว่า ในการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552 มีเวลาจำกัด คือวันที่ 11, 12, 18 และ 19 จะต้องพิจารณากฎหมายที่ถูกกำหนดโดยรัฐธรรมนูญ วันที่ 25 และ 26 จะเป็นการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ และปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ ในวันที่ 27 มิถุนายน จึงไม่มีเวลาที่จะเปิดให้มีการอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติ ตามที่วุฒิสมาชิกได้ยื่นญัตติไว้ และพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านพรรคเดียวได้เสนอมา

ผมเชื่อว่าประชาชนที่สนใจการเมือง น่าจะเข้าใจการชี้แจงของ นายสมัคร สุนทรเวช เพราะในอดีตที่ผ่านมา รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ยังไม่มีรัฐบาลไหนเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านอภิปรายทั่วไป

ประสาการเมืองเรียกว่า เสียเชิง หมายถึงว่า รัฐบาลหมดปัญญา ไม่มีน้ำยาที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศได้ จึงต้องให้ฝ่ายค้านอภิปรายชี้แนะ

ในการชี้แจงของนายสมัคร ในตอนท้ายนายสมัครได้ตั้งคำถามกลับไปยังนายอภิสิทธิ์ว่า หากพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล จะเปิดให้มีการอภิปรายในการประชุมสภาสมัยวิสามัญหรือไม่

ซึ่งจริงๆ แล้วนายกฯ สมัคร ไม่น่าจะถามคำถามนี้ เพราะมีคำตอบอยู่แล้วว่า ยอม

เหตุที่เสียงจากพรรคประชาธิปัตย์ตอบทันทีทันใดว่ายอม เพราะว่าในยุคที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คงไม่มีทางที่จะได้จัดตั้งรัฐบาล เพราะในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 พรรคประชาธิปัตย์ ได้รับการรุมกันช่วยเหลือทุกทาง ในขณะที่พรรคพลังประชาชน ถูกมัดมือมัดเท้ามัดปาก ยังชนะพรรคประชาธิปัตย์ขาดลอย ตามกันไม่เห็นฝุ่น

หรือแม้แต่ในอนาคต สมมติว่าพรรคพลังประชาชนถูกยุบ กรรมการบริหารพรรคถูกฆ่าตัดตอนทางการเมือง หากพรรคประชาธิปัตย์เล่นการเมืองตีสองหน้าแบบนี้ ประชาชนเขารู้ทันหมดแล้ว ไม่มีทางหรอกที่จะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หรือยิ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่พรรคประชาธิปัตย์จะเป็นรัฐบาลพรรคเดียว

เข็มขัดยาวพอดี เป็นไปตามคาด ทันทีที่ นายสมัคร สุนทรเวช ปฏิเสธที่จะทำตามข้อเสนอ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งแต่หัวแถวยันลูกหาบ ประสานเสียงเป็นแนวทางเดียวกัน

รัฐบาลหนีการซักฟอก ไม่ยอมรับความปรารถนาดีของฝ่ายค้านที่จะให้การเมืองเข้ามาสู่ระบอบสภา แทนที่จะเล่นกันข้างถนนอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

ทั้งๆ ที่แกนนำของพรรคประชาธิปัตย์ กินอยู่กับปากอยากอยู่กับท้อง รู้ทั้งรู้ว่าสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์หลายคนร่วมอยู่กับขบวนการแก๊งข้างถนน เชิงสะพานมัฆวานฯ แล้วยังมาตีสองหน้าว่าจะให้การเมืองเข้าสู่ระบบสภา เพื่อแก้ปัญหาวิกฤติ

เรื่องสุดท้ายที่เข็มขัดยาวพอดี เป็นไปตามคาด เมื่อประชากรของอาณาจักรพันธมารเริ่มร่อยหรอ คนฟังมีจำนวนไล่เลี่ยกับคนที่เตรียมตัวขึ้นไปพ่นน้ำลายบนเวที ก็จะต้องมีเหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้น

ปรากฏว่ามีคนร้ายไม่ทราบชื่อและนามสกุล นำระเบิดปิงปองไปขว้างให้ยุงและแมลงสาบที่หน้าสำนักงานหนังสือพิมพ์ผู้จัดการตกใจ เมื่อดึกวันที่ 15 มิถุนายน ที่ผ่านมา โดยในเช้าวันรุ่งขึ้นได้มีการประกาศระดมคนไปให้กำลังใจคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ดังใจของ ฯพณฯ พันธมาร

และ...เข็มขัดยาวพอดี รถมอเตอร์ไซค์ที่คนร้ายนั่งซ้อนท้ายมาขว้างระเบิดปิงปองให้ยุงและแมลงสาบตกใจ กล้องวงจรปิดไม่สามารถจับภาพทะเบียนรถได้ และบังเอิญเหลือเกินว่า ในช่วงจังหวะนั้นยามก้มหน้าพอดี จึงไม่ได้มองทะเบียนรถมอเตอร์ไซค์

เห็นกันหรือยังครับว่า ทุกเรื่องถูกกำหนดขึ้นมาอย่างเข็มขัดยาวพอดี


"สดศรี"ซัด พันธมิตรฯ ใส่ความพบ "จาตุรนต์"ที่ปักกิ่ง เตรียมฟ้องกลับ

นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการพรรคการเมือง ปฏิเสธข้อกล่าวหาของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ระบุว่า เดินทางไปพบกับนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทยที่ประเทศจีน

โดยยืนยันว่า ไม่เคยรู้จักกับนายจาตุรนต์ หรือคนในบ้าน 111 รวมถึงไม่เคยรับสินบนเครื่องเพชร ตามที่พันธมิตรกล่าวหา นอกจากนี้ นางสดศรี เตรียมฟ้องกลับพันธมิตรฯ ข้อหาหมิ่นประมาท และเห็นว่าข้อกล่าวหามีจุดประสงค์เพื่อต้องการดิสเครดิตการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง และต้องการแบ่ง กกต.ออกเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายพันธมิตรกับพรรคประชาธิปัตย์ และฝ่ายรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน

นางสดศรี ยืนยันว่า กกต.ทั้ง 5 คน ทำงานด้วยความเป็นกลาง และไม่เคยแบ่งพวก ส่วนข้อเรียกร้องของพันธมิตรฯ ที่ต้องการให้รื้อสำนวนร้องคัดค้านทุจริตเลือกตั้งนั้น ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากเป็นมติของ กกต.ไปแล้ว ซึ่งหากพันธมิตรฯ มีหลักฐานว่า กกต.ทุจริต ก็ให้ฟ้องดำเนินคดีกับ กกต.ได้ทันที



มท.1 เชื่อมือดีสร้างสถานการณ์จ้องโยนบาปให้รัฐ ยันไม่ใช้กำลังสลายม็อบ

รตอ. เฉลิม อยู่บำรุง รมต.กระทรวงมหาดไทย เผยอาจมีคนที่สร้างสถานการณ์ให้เลวร้าย เพื่อใส่ร้ายป้ายสีรัฐบาล ส่วนกรณีเคเบิ้ลทีวีผู้ประกอบการเข้าใจมากขึ้นว่า ASTV ทำผิดกฏหมาย

ในขณะนี้มีกลุ่มบุคคลที่พยายามสร้างสถานการณ์ ให้เกิดความรุนแรง พร้อมทั้งโยนความผิดให้กับรัฐบาล แต่อย่างไรก็ดี ยืนยันชัดเจนว่ารัฐบาลจะไม่ใช้กำลังหรือใช้ความรุนแรงเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ดูเหมือนว่าขณะนี้จะเพิ่มความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชนมากขึ้น และสร้างความเสียหายโดยรวมแก่ประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

อีกทั้งยังมีคนกำลังสร้างสถานการณ์ และโยนความผิดให้กับรัฐบาล อย่างเมื่อวานซืนจะมีคนมาโยนระเบิดหน้ากระทรวงมหาดไทย แต่ผมขอร้องให้ตำรวจดูแลให้แล้ว จึงไม่มีเหตุเกิดขึ้น"ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

รมว.มหาดไทย ยังฝากเตือนไปถึงคำพูดของนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ในช่วงการปราศรัยบนเวทีพันธมิตรฯ ว่าคล้ายกับเป็นการพูดก่อนที่จะเกิดการปฏิวัติในปี 49 ซึ่งขอให้ระวังว่าอาจจะถูกฟ้องร้องดำเนินคดีได้

ส่วนกรณีของเคเบิ้ลทีวีที่ถ่ายทอดการปราศรัยของกลุ่มพันธมิตรฯ นั้น ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า และหลังจากที่ได้พูดคุยกับสมาคมเคเบิ้ลทีวีแล้ว ผู้ประกอบการเริ่มเข้าใจมากขึ้นว่า ASTV ทำผิดกฎหมายเคเบิ้ลทีวีและพร้อมจะให้ความร่วมมือกับรัฐบาล ซึ่งสิ่งนี้น่าจะมีส่วนช่วยให้ความฮึกเหิมของพันธมิตรฯ ลดลงได้



ตั้งอนุกรรมการ สาวบัตรเลือกตั้งจ่อพันหลายส่วน

คดีโกงบัตรเลือกตั้งของกกต. คืบไปอีกขั้น ที่ประชุม กคพ. มีมติตั้งอนุกรรมการพิจารณารายละเอียดหลังพบเกี่ยวพันหลานยส่วนราชการ มี “เรวัติ ฉ่ำเฉลิม” นั่งเป็นประธานพิจารณา ขณะเดียวกันรับคดีภาษี-การเงิน 11 คดีเข้าเป็นคดีพิเศษแล้ว

จากรณีพล.ต.ต.เสวก ปิ่นสินชัย อดีตผู้บังคับการตำรวจป่าไม้ ได้เข้ากล่าวโทษร้องทุกข์ต่อกรมสอบสวนคดีพเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจสอบการฮั้วประมูลพิมพ์บัตรเลือกตั้งและคดีทุจริตการเลือกตั้งจากการพิมพ์บัตรเลือกตั้งเกินจำนวนผู้มีสิทธิลงคะแนน แต่ กกต. โต้แย้งว่าได้แบ่งการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งออกเป็น 2 ส่วน ทำให้มีวงเงินไม่ถึง 100 ล้านบาท ดีเอสไอจึงไม่มีอำนาจสอบสวน เช่นเดียวกับคดีทุจริตการเลือกตั้งซึ่งไม่ใช่คดีพิเศษที่ระบุไว้แนบท้าย พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ จนนำไปสู่ขั้นตอนส่งเรื่องให้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) พิจารณารับเป็นคดีพิเศษ น้น

ในการประชุม กคพ. เมื่อวันที่ 16 มิถุนจายนที่ผ่านมา การประชุมบอร์ดกคพ. ได้มีการเสนอให้รับคดีฉ้อโกงภาษีและคดีของสำนักคดีการเงินการธนาคารเป็นคดีพิเศษ 10 คดี รวมถึงคดีการฮั้วประมูลการพิมพ์บัตรเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคดีที่มีผู้กล่าวโทษร้องทุกข์ให้ตรวจสอบความไม่โปร่งใสในการจัดอบรมของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ด้วย

โดยภายหลัวการปรชุม พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันท์ โฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า กคพ. มีมติให้ตั้งนายเรวัติ ฉ่ำเฉลิม อดีตอัยการสูงสุด เป็นประธานอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองเรื่องดังกล่าว โดยให้ลงไปดูรายละเอียดที่มีความเกี่ยวพันกับหน่วยงานราชการหลายแห่ง

ทั้งนี้ ที่ประชุมฯ เห็นชอบให้รับคดีความผิดทางอาญาไว้เป็นคดีพิเศษจำนวน 11 คดี ได้แก่ กรณีลักลอบขนแรงงานพม่าเสียชีวิต 54 ศพที่ จ.ระนอง, กรณีสวมบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่คนต่างด้าวที่ จ.แม่ฮองสอน เป็นต้น

รับไม่ได้!2 อาจรย์จุฬาฯออก คณบดีรัฐศาสตร์ร่วมเวทีม็อบ

2 รองคณบดีรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ทนไม่ไหวเขียนใบลาออก เหตุรับไม่ได้มีคณบดีเผด็จการ ดอดไปร่วมเวทีพันธมิตรฯ ขณะที่เจ้าตัวยังไม่สำนึก ปากดี ขอเลือกข้าง แถมไม่ลาออกจากตำแหน่งแน่นอน ตะแบงสิ่งที่พูดบนเวทีคือจุดยืนทางการเมือง อาจารย์ร่วมคณะชี้บทบาทบนเวทีกับบทบืทวิชาการต้องแยกกันให้ขาด

การขึ้นร่วมปราศรัยบนเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ของนายจรัส สุวรรณมาลา คณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย เป็นประเดเนที่มีการวิพากษ์วิขาสรณ์กันอย่างกว้างขวางถึงความเหมาะสมทั้งในฐานะข้าราชการ และความเป็นนักรัฐศาสตร์ ที่หลายคนเห็นว่าน่าจะยืนอยูข้างประชาธิปไตย นั้น

ล่าสุดได้ทำให้1 รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์ 2 คน คือ นายดำรงค์ วัฒนา และนายอร่าม ศิริพันธุ์ ได้ยื่นหนังสือลาออก จากตำแหน่งต่อนายจรัส สุวรรณมาลา เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อกดดันให้นายจรัส แสดงความรับผิดชอบเนื่องจากได้ขึ้นเวทีของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

นายจรัส กล่าวว่า ที่ผ่านมาตนเองอาจจะสื่อสารกับรองคณบดีทั้ง 2 คนน้อยเกินไป จากนี้จะหาโอกาสพูดคุยสื่อสารทำความเข้าใจให้มากขึ้น และนายจรัสได้ยืนยันกับกลุ่มพันธมิตรฯ ว่าจะไม่ลาออกจากตำแหน่งคณบดีอย่างแน่นอน เพราะยังมีงานต้องทำอีกมากมาย และสิ่งที่พูดไปบนเวทีก็เป็นจุดยืนทางการเมืองของตนเอง และนายจรัสได้เปรียบเทียบว่า เป็นกัปตันเรือ ถ้าเรือล่ม ก็จะให้คนอื่นไปก่อน ตัวเองจะเป็นคนสุดท้ายที่ลงจากเรือลำนั้น

ทั้งนี้มีแหล่งข่าวระบุว่า จากนี้นายจรัสคงจะหาโอกาสพูดคุยทำความเข้าใจกับรองคณบดีทั้ง 2 ท่าน ซึ่งคงจะใช้วิธีการสมานฉันท์เพื่อให้อยู่ด้วยกันได้ แต่หากพูดคุยกันเข้าใจไม่ได้ เชื่อว่าจะปล่อยให้ทั้ง 2 ท่านลาออกไป เพราะตัวนายจรัสได้ยืนยันแล้วว่าจะไม่ลาออกจากตำแหน่งแน่นอน และถึงแม้ว่าจะยื่นหนังสือลาออก ก็เชื่อว่าทางมหาวิทยาลัยจะไม่อนุมัติเพราะนายจรัส ไม่ได้บริหารงานผิดพลาดหรือทำเรื่องฉ้อโกง เพียงแต่ไปแสดงทัศนคติที่อิงวิชาการในด้านที่ตัวเองเชี่ยวชาญเท่านั้น

ด้าน นายดำรงค์ วัฒนา รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบเรื่องว่ามีการเมืองเข้ามากดดันให้นายจรัสลาออก ดังนั้นขอตรวจสอบข้อมูลก่อนถึงจะให้รายละเอียด

ขณะที่ นายเอก ตั้งทรัพย์วัฒนา รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิเทศสัมพันธ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า เท่าที่คุยกับนายจรัส ทราบว่าตัวเขาเองจะต้องระมัดระวังทางการเมือง เช่นเดียวกันในฐานะส่วนตัว นายจรัสก็มีจุดยืนอีกอย่างหนึ่ง แต่ในฐานะเป็นผู้บริหารคณะ บทบาทคณบดีก็ต้องระมัดระวัง ลำบากเหมือนกันที่ต้องพิจารณา

"เทียบให้ดี ไปดูเนื้อหาที่นายจรัสขึ้นไปพูดบนเวทีพันธมิตรฯ เรื่องรัฐธรรมนูญและเรื่องการเงินการคลังของรัฐ พอขึ้นไปตรงนั้นบทบาทต้องแยกแยะ บังเอิญมาเป็นคณบดีคงลำบากใจต้องรอดูการตัดสินใจ ลึกๆ ผมไม่รู้ว่ามันมีอะไรอยู่เบื้องหลังหรือเปล่า " รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิเทศสัมพันธ์กล่าว



Monday, June 16, 2008

นายกฯ บอกอยู่ครบ 4 ปี อุตสาหกรรมไทยก้าวหน้ามากขึ้น


นายกรัฐมนตรีบอกอยู่ครบ 4 ปีจะทำให้อุตสาหกรรมไทยก้าวหน้ามากขึ้น

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีเป็นประธานมอบรางวัลอุตสาหกรรม ประจำปี 2551( The Prime Minister Industry Award 2008) ซึ่งจัดโดยกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งในปีนี้มีบริษัทที่ได้รับรางวัลทั้งสิ้น 17 บริษัท อาทิ บริษัท ระยองโอเลฟินส์ จำกัด บริษัทซี.พี.ค้าปลีกและการตลาด จำกัด บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด(มหาชน)เป็นต้น โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวตอนหนึ่งว่าปัจจุบันความเจริญก้าวหน้าของอุตสาหกรรมไทยเป็นที่น่าภาคภูมิใจและเป็นความเจริญก้าวหน้าอย่างมีขั้นตอน เพราะเดิมเราผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า แต่วันนี้ต่างชาติจ้างไทยผลิตเพื่อการส่งออกไปจำหน่าย เช่น อุตสาหกรรมปลากระป๋อง อีกทั้งคนไทยยังก้าวไปเป็นเจ้าของกิจการในต่างประเทศในส่วนการขุดบ่อน้ำมัน ซึ่งถือว่าเป็นความก้าวหน้าที่ภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง พร้มกับบอกว่าหากตนเองอยู่ครบวาระ 4 ปีก็จะหาแนวทางทำให้อันดับความก้าวหน้าด้านอุสาหกรรมของไทยเลื่อนขึ้นจากเดิมที่เราอยู่อันดับที่ 20

จุดเปลี่ยนของประวัติศาสตร์ และโครงสร้างอำนาจทางการเมืองไทย

บทความ โดย ลูกชาวนาไทย

ตอนนี้คนไทยทั้งหลายคงรู้สึกอัดอัด คับข้องใจว่าทำไมวิกฤตการณ์ทางการเมืองไทยครั้งนี้มันถึงได้ยาวนาน และไม่จบสิ้นเสียที เกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย เกิดอะไรขึ้นกับการเมืองไทย มีการเปลี่ยนแปลงอะไรในระบบที่เป็นสาระสำคัญทำให้วิกฤตการณ์ไม่จบสิ้นเสียที

ผมคิดว่าตอนนี้นักวิชาการไทยส่วนใหญ่จะสับสน และอับจนปัญญาจนไม่รู้ว่าจะหาทางออกให้กับสังคมได้อย่างไร และต่างคนต่างก็เสนอทางออกตามความคิดและประสบการณ์ของตน ท้ายที่สุดทางออกทั้งหลายที่เสนอไม่มีทางที่จะปฎิบัติได้และไม่สามารถยุติวิกฤตทางการเมืองในขณะนี้ได้ เกิดอะไรขึ้นกับวงวิชาการของไทย

นักวิชาการส่วนใหญ่ที่ผมเห็นเสนอความคิดทางออกทั้งหลายในขณะนี้ ส่วนใหญ่ก็เป็นคนหน้าเดิม คุ้น ๆ หน้าทั้งสิ้น พวกเขาอยู่ในโลกทรรศ์เดิม ซึ่งภาษาอังกฤษเรียกว่าพวกเขาอยู่ใน Old Paradigm ถูกครอบงำอยู่ภายใต้ความเชื่อและทฤษฎีทางสังคมเก่า ดังนั้นการหาทางออกภายใต้ Paradigm เดิมจึงไม่มีทางเป็นไปได้ มันก็เหมือนกับสมัยโบราณ ที่คนยังเชื่อว่าโลกแบน ไม่ว่านักปราชญ์ อัจริยะทั้งหลายในยุคนั้นก็เชื่อว่าโลกแบน กรอบความคิด ทั้งหลายจึงถึงครอบงำโดย ฐานความคิดเช่นนั้น นักปรัชญาเมธียุคนั้นจึงไม่มีใครหลุดพ้นไปจาก Paradigm ดั้งเดิมที่พวกเขาเผชิญอยู่ได้ นักวิชาการของไทยยุคนี้ก็เช่นกัน

เมื่อนักวิชาการที่ครอบงำสังคมไทย เป็นพวกที่อยู่ใน Paradigm ดั้งเดิม ความเชื่อเดิม ๆ สมัยช่วงปี 2520-2540 พวกเขาจึงไม่สามารถหลุดพ้นออกไปได้ และคนพวกนี้ส่วนใหญ่ ก็เป็นคนชั้นกลางอยู่ในเมืองใหญ่ อยู่ในโลกของเมืองหลวง จึงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในชนบท

แต่ไหนแต่ไรมา การต่อสู้แย่งชิงอำนาจทางการเมืองไทย จะเกิดขึ้นในหมู่คนชั้นนำเท่านั้น เพียงแต่ว่าคนชั้นนำเหล่านั้นจะมาจากกลุ่มไหนเท่านั้น

หากเราทบทวนประวัติศาสตร์ การเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจทางการเมืองไทยในช่วงปลายสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นการต่อสู้ระหว่างกลุ่มขุนนาง กับเจ้า ซึ่งช่วงรัชกาลที่ห้าเริ่มมีการพัฒนาประเทศให้เป็นแบบตะวันตก มีการส่งนักเรียนไปเรียนในประเทศตะวันตก เริ่มจากเจ้าชายต่าง ๆ ก่อน ต่อมามีพวกขุนนางเพิ่มมากขึ้น ในสมัยรัชกาลที่ 5 เจ้าต่างๆ เริ่มมาทำงานราชการ เป็นหัวหน้ากรมต่างๆ และทุกกระทรวงจะมีเจ้าเป็นหัวหน้า เมื่อมีขุนนางที่ได้รับการศึกษาสมัยใหม่และรับราชการมากขึ้น ทำให้ความต้องการที่จะเข้าไปมีส่วนแบ่งในอำนาจมีมากขึ้น การปฎิวัติ 2475 เป็นการแย่งอำนาจมาจากเจ้า โดยขุนนาง ทั้งทหาร และพลเรือน ประชาชนไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมแต่อย่างใด

การต่อสู้ทางการเมืองหลังจากนั้น เมื่อขุนนางจำกัดเจ้าออกไปเสียจากการเมืองได้ ก็มีการต่อสู้กันระหว่างกลุ่มทหารต่างๆ เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นการต่อสู้ของชนชั้นกลางบางส่วนที่ต้องการเข้าไปมีอำนาจทางการเมือง

แม้พฤษภาทมิฬ 2535 ก็เป็นการต่อสู้กันทางการเมืองของคนชั้นกลางกับ กลุ่มทหารทหาร แต่ไม่มีการต่อสู้แย่งชิงอำนาจทางการเมืองครั้งใด ที่คนชนบทเข้าไปมีส่วนร่วม

แม้การต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์ ที่ว่าเป็นพรรคของคนชั้นล่าง แกนนำการต่อสู้ก็เป็นพวก "นักเคลื่อนไหว" ที่ใช้ทฤษฎีชนชั้น เข้าไปปลุกระดม แต่ไม่ได้เกิดจากคนชั้นล่าง หรือคนชนบท มีจิตสำนึกในอำนาจทางการเมืองของตนอย่างแท้จริง

แต่วิกฤตการณ์ทางการเมืองหลังการทำรัฐประหาร รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ไม่ใช่เป็นความขัดแย้งระหว่างคนชั้นนำ แต่เพียงอย่างเดียว

แต่มันมีมวลชนมหาศาลเข้ามามีส่วนร่วมด้วยอย่างแท้จริง

หากใครสังเกตุแนวโน้มการออกเสียงเลือกตั้งของประชาชนให้ดี จะเห็นได้ว่าหลังปี 2540 พฤติกรรมการเลือกตั้งของประชาชนเปลี่ยนไป ประชาชนในชนบทไม่ได้เลือกแบบกระจัดกระจายอีกต่อไป พวกเขาเลือกเป็นพรรค และเลือกแบบนี้มาตลอดในช่วงทศวรรษ 2540-2550

ผลการบริหารประเทศในสมัยแรกของทักษิณ ที่โปรคนรากหญ้าอย่างมาก ไม่ว่าโครงการต่าง ๆ เช่นสามสิบบาทรักษาทุกโรค โอท็อบ กองทุนหมู่บ้าน ฯลฯ นโยบายเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อคนชนบทโดยตรงทำให้การเลือกตั้งในปี 24548 ทักษิณ ชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลายถึง 377 เสียง และแม้การเลือกตั้งในเดือนเมษายน 2549 ที่ศาลตัดสินให้เป็นโมฆะ พรรคไทยรักไทยก็ชนะเลือกตั้งได้คะแนนเสียงถึง 16 ล้านเสียงเช่นกัน และการออกเสียงประชามติ รธน.ปี 2550 คนชนบทก็ออกเสียงออกมาอย่างชัดเจนและเป็นกลุ่มก้อน และการเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคม ก็เลือกเป็นพรรค

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงในสังคมชนบทในรอบ 20 ปีที่ผ่านมานี้ ที่ผมเห็นว่าสำคัญมากคือ การเกิดขึ้นขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ที่เราเรียกกันว่า อบต./อบจ. การเกิดขึ้นของ อบต./อบจ.นั้นเป็นจุดเปลี่ยนแปลงทางจิตสำนึกและพฤติกรรมการเลือกตั้งของคนชนบท ที่คนเมืองไม่สังเกตุเห็น ทำไมอบต./อบจ. ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโลกทรรศน์ เกี่ยวกับพฤติกรรมการเลือกตั้งของคนชนบท

แต่ก่อนเราจะเห็นว่า สส. นั้นจะสวมหมวกสองใบคือ เป็นตัวแทนของประชาชนในรัฐสภาของประเทศ และอีกใบหนึ่งคือ บทบาทที่เปรียบเสมือน ผู้ว่าราชการประจำเขตเลือกตั้ง ชาวบ้านมีปัญหาเดือดร้อนเรื่องถนนหนทาง เรื่องโครงสร้างพื้นฐานในชนบท ชาวบ้านจะไปขอจาก สส. ทำให้ เกิดระบบอุปถัมป์ขึ้น และชาวบ้านสนใจ สส.ในบทบาทการพัฒนาท้องถิ่นมากกว่า บทบาทของการเป็นผู้แทนระดับชาติ แต่เมื่อมี อบต./อบจ. ขึ้น องค์กรเหล่านี้ ได้รับเลือกตั้งมาจากชาวบ้านโดยตรง และได้เข้าแทนที่ สส. ในบทบาทการพัฒนาท้องถิ่นอย่างสิ้นเชิง ทำให้ สส. เหลือหมวกใบเดียวที่สวมคือ เป็น ผู้แทนแห่งชาติ

เมื่อไม่มีปัญหาเรื่องการพัฒนาท้องถิ่น การมองบทบาท สส. ของชาวรากหญ้าจึงแตกต่างไปจากเดิม แทนที่เขาจะมอง สส. ว่าจะช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ในท้องถิ่นเข้าดีขึ้นอย่างไร คนชนบทมอง สส.ว่าจะทำให้พวกเขา กินดีอยู่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างไร เมื่อเป็นอย่างนี้ บทบาทของ สส.ในฐานะ ดึงงบประมาณลงท้องถิ่นจึงไม่มีความหมายอีกต่อไป ชาวชนบท มองไปทีนโยบายของพรรคการเมืองมากกว่า เพราะ สส. คนเดียว ไม่มีทางผลักดันนโยบายใหญ่ๆ ที่มีผลต่อกระทบต่อความกินดีอยู่ดีของคนชนบทได้อีกต่อไป ชาวชนบทจึงหันไปมอง นโยบายพรรคเป็นหลัก

และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นพร้อมกันในช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ รัฐบาลของทักษิณ ชินวัตร ที่ได้พิสูจน์ให้ชาวชนบทเห็นอย่างชัดเจนว่า นโยบายพรรค และการบริหารที่ดีนั้น ทำให้ชาวชนบทมีชีวิตที่ดีขึ้นชัดเจนได้อย่างไร Paradigm ของชาวบ้านที่กำลังเปลี่ยนแปลง และตัวอย่าง การปฎิบัติของทักษิณ ได้มาประจวบเหมาะกันพอดี ทำให้ชาวรากหญ้าได้ตระหนักถึงพลังอำนาจในการออกเสียงเลือกตั้งได้อย่างดีว่ามันมีผลต่อพวกเขาอย่างมหาศาลเพียงใด การโฆษณาชวนเชื่อใดๆ ก็ไม่ส่งผลมหาศาลเท่าที่ชาวรากหญ้าได้เห็นกับตา โครงการสามสิบบาท ช่วยเหลือพวกเขาได้อย่างเป็นรูปธรรมได้อย่างไร พวกเขาเห็นอย่างชัดเจน กองทุนหมู่บ้านช่วยพวกเขาอย่างไร พวกเขาเห็นอย่างชัดเจน

ชาวรากหญ้าจึงเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน พวกเขาไม่ได้เป็น ไพร่ฟ้า อีกต่อไปแล้ว พวกเขาเรียนรู้และได้กลายเป็น พลเมือง หรือ citizen” อย่างสมบูรณ์ พวกเขารู้ว่าพวกเขามี ส่วน ในอำนาจทางการเมือง พวกเขาไม่ได้เป็น ไพร่ของขุนนางหรือเทพเจ้าอีกต่อไป

เมื่อชาวรากหญ้าได้ตื่นขึ้น ตระหนักและรับรู้ในพลังอำนาจของพวกเขาแล้ว การที่จะผลักคนรากหญ้าออกจากสมการทางการเมืองนั้น ไม่มีใครทำได้อย่างแน่นอน เจตจำนง ของคนรากหญ้า คือ วาระสำคัญทางการเมืองของไทยในททศวรรษต่อไปข้างหน้านี้

ประเทศไทยกำลังก้าวพ้นออกจากสังคมยุคกลางครับ ลัทธิความเชื่อในยุคกลาง เรื่องเทพเจ้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ บุญญาธิการ ไม่อาจครอบงำสังคมได้อีกต่อไป ใครไม่เข้าใจ เจตจำนง ของคนรากหญ้า ไม่มีทางที่จะเป็นใหญ่ได้ในทางการเมือง ใครเข้าใจเจตจำนง ของคนรากหญ้า ผู้นั้นคือ ผู้นำของคนรากหญ้า อย่างที่ทักษิณกำลังเป็นอยู่

หมายเหตุ : ผมได้ลองระบายสี ผลการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ลงในแผนที่ประเทศไทย เพื่อดูว่า พรรคใด ครองอำนาจในเขตใด เราจะเห็นว่า ภาคอีสานเหนือ แหละภาคเหนือตอนบนนั้นได้ตกเป็นของพรรคพลังประชาชนอย่างเด็ดขาด มีโหว่อยุ่ไม่กี่เขตเท่านั้น ส่วนอีสานใต้ มีเขตที่โหว่อยู่คือ อุบลราชธานีบางเขต กับนครราชสีมา ที่เป็นของกลุ่มสุวัฒน์ ส่วนภาคกลางนั้นชิงชัยกันโดยพรรคพลังประชาชน ได้ล้อมกรอบพรรคชาติไทย ให้เหลือฐานที่มั่นแถวสุพรรณฯ เท่านั้น

ในภาคใต้ จะเห็นว่า ปชป. กวาดไปแทบทั้งหมด เหลือแค่เขตมุสลิมเท่านั้น และ ปชป. ได้โอบมาทางหัวเมืองชายทะเล เช่น ชลบุรี สมุทรสาคร แทบทั้งหมดแล้ว รวมทั้งโอบเข้ามาทางภาคตะวันตกของประเทศ

จากภาพที่แสดงให้เห็น แสดงว่าประเทศไทยได้เกิดระบบสองพรรคขึ้นโดยสมบูรณ์แล้ว พรรคใหญ่ สองพรรคคือ พลังประชาชน กับ ประชาธิปัตย์ได้เข้าครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่หมดแล้ว ฐานที่มั่นของพรรคชาติไทย และพรรคเล็กๆ อื่นๆ ผมไม่เชื่อว่าจะอยู่รอดได้ในอนาคต เพราะล้อมรอบโดยฐานเสียงพรรคใหญ่ๆ ทั้งสองพรรคอย่างสิ้นเชิง

โครงสร้างการเมืองระบบสองพรรคเช่นนี้ การแย่งชิงอำนาจในหมู่คนชั้นนำแทบไม่สำคัญเพราะ ปัจจัยหลักคือประชาชนได้แบ่งออกเป็นสองขั้ว หากไม่ทำตามขั้วใดขั้วหนึ่ง นักการเมืองเหล่านั้นจะหลุดออกจากวงโคจรไปทันที

และแม้จะยุบพรรคพลังประชาชนอีก ประชาชน ที่อยู่ในพื้นที่สีชมพูตามแผนที่ข้างบน เขาก็เลือกตัวแทนของเขาแบบเดิมอีก ก็จะมีพรรคพลังประชาชน ในชื่ออื่นอีก

ปัญหาจึงอยู่ที่ประชาชน ไม่ใช่นักการเมืองอีกต่อไป กำจัดนักการเมืองคงไม่ยาก แต่กำจัดประชาชน ออกไปจากสมการอำนาจ คงไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างแน่นอน

จาก thaifreenews

ร.ต.อ.เฉลิม ท้า ปชป. ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ


ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า “ขอฝากบอกพรรคประชาธิปัตย์ว่าอย่าลืมใส่ชื่อผม กลัวอย่างเดียวว่าจะไม่ยอมอภิปรายผม เดี๋ยวผมจะเหงา จะเป็นพระคุณมากหากมีชื่อผมใส่ไปด้วย อยู่ 1 ใน 6 คน ที่พรรคประชาธิปัตย์จะอภิปราย ผมจะส่งช่อดอกไม้ กระเช้าผลไม้ไปให้ที่พรรค ขอกราบอภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ) อย่าลืมใส่ชื่อด้วย และมั่นใจว่าการขอเปิดอภิปรายของฝ่ายค้านไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลอย่างแน่นอน”

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวด้วยว่า เหตุระเบิดบริเวณหน้าบ้านพระอาทิตย์เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ยืนยันว่าไม่ใช่ฝืมือของรัฐบาล เป็นการกล่าวหาโดยใช้แต้มตื้น ๆ ที่ผ่านมายังได้เตือนกระทรวงมหาดไทยให้ระวัง เพราะอาจมีการนำระเบิดมาวางไว้ที่กระทรวง เพื่อสร้างความเสียหายให้เกิดขึ้น และเรื่องเช่นนี้รัฐบาลไม่ทำ เพราะเสียหาย และเชื่อว่าในเร็ว ๆ นี้จะมีเหตุการณ์ที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-16 13:19:37


นายกรัฐมนตรี ระบุ แก้ รธน.รอขั้นตอนสภาฯ ก่อน


นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์สั้น ๆ เช้าวันนี้ (16 มิ.ย.) ถึงการทำประชามติเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า ในส่วนของรัฐบาลต้องรอให้ขั้นตอนของสภาฯ เสร็จเรียบร้อยก่อน และว่า “ที่ไม่ค่อยให้สัมภาษณ์สื่อฯ ในระยะนี้ เพราะพูดแล้วเดี๋ยวมีเรื่อง”.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-16 13:13:27


ชูศักดิ์ ระบุการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจช่วงเวลานี้ไม่เหมาะสม

ทำเนียบฯ 16 มิ.ย. - นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เห็นว่า การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของฝ่ายค้านในช่วงเวลานี้ คงไม่เหมาะสม ขอให้เห็นใจรัฐบาลที่เข้ามาบริหารงานในช่วงวิกฤติ

ขณะที่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวกับผู้สื่อข่าวเพียงสั้น ๆ ถึงการทำประชามติหรือไม่ ว่า ต้องรอให้กระบวนการทางสภาเสร็จสิ้นก่อน และที่ไม่ให้สัมภาษณ์ในช่วงนี้เพราะพูดแล้วจะมีเรื่อง

ส่วนทางด้านหน้าทำเนียบฯ นายสมาน บุญงอก ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ ขสมก. ได้ยื่นหนังสือถึงนายกฯ ผ่านกองรับเรื่องราวร้องทุกข์ เรียกร้องให้คงรถโดยสารธรรมดา หรือรถร้อนไว้ เพื่อแบ่งเบาภาระของประชาชน นอกจากนี้ ขอให้ตรวจสอบการเช่ารถอย่างละเอียดรอบคอบ และขอให้หามาตรการรองรับให้พนักงานหากมีการยกเลิกรถร้อน มิฉะนั้นจะมีการพิจารณาเคลื่อนไหวใหญ่ต่อไป

วันนี้ มีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่จะมีการหยิบยกเรื่องเขาพระวิหาร ที่กัมพูชาทำแผนที่ขึ้นมาใหม่ มาพิจารณา ซึ่งหากเสร็จทันก็จะนำเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.วันพรุ่งนี้ (17 มิ.ย.) ก่อนยื่นให้คณะกรรมการมรดกโลก 21 ประเทศ ปลายเดือนนี้.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-16 11:56:54