WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, June 17, 2008

ชัย พร้อมบรรจุญัตติอภิปรายฯ ของฝ่ายค้านสมัยประชุมนี้

รัฐสภา 17 มิ.ย. – ประธานสภาฯ ข้องใจถูกกล่าวหาไม่เป็นกลาง ท้าฝ่ายค้านยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี ระบุบรรจุวาระในสมัยประชุมนี้แน่นอน แต่จะอภิปรายได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับการตกลงของวิปฝ่ายค้าน-วิปรัฐบาล

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฏร กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) จะยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลว่า ได้รอวิปฝ่ายค้านอยู่ตั้งแต่เช้า เพราะได้ยินข่าวว่ามีการโจมตี โดยหาว่าตนไม่เป็นกลาง ทั้งที่เป็นกลางอยู่ขณะนี้และไม่ได้ไปไหน หากวิปฝ่ายค้านยื่นญัตติมา ก็จะส่งเรื่องให้เจ้าหน้าที่ทำการตรวจสอบ โดยคาดว่าใช้เวลาไม่เกิน 3 วัน จึงสามารถส่งเรื่องแจ้งไปยังรัฐบาลได้ จากนั้น จะบรรจุญัตติดังกล่าวเข้าสู่วาระการประชุม

ประธานสภาผู้แทนราษฏร คาดว่า การบรรจุญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจคงจะทันในสมัยประชุมนี้ แต่จะพิจารณาได้ทันหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการตกลงของวิปฝ่ายค้านและวิปรัฐบาล เพราะสภาผู้แทนราษฏรมีกำหนดการประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องสำคัญ คือ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุด โดยรัฐบาลได้ส่งเอกสารการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ มายังสภาทั้งหมดแล้ว ดังนั้น หากจะมีการพิจารณาญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล จะต้องพิจารณาหลังจากร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ

"ญัตติของฝ่ายค้านจะเป็นญัตติที่สอง ส่วนเรื่องอื่นให้ชะลอไปก่อน ส่วนจะพิจารณาทันหรือไม่ ให้วิปฝ่ายค้านกับวิปรัฐบาลไปพิจารณากันเอง ประธานจะนั่งเป็นคนกลางให้การประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และอภิปรายได้เต็มที่ ผมไม่มีปัญหายืนหยัดอยู่และเป็นกลางจริง ๆ ไม่เข้าข้างผ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เรื่องปิดประชุม ผมไม่ทราบจริง ๆ เพราะยังไม่มีพระบรมราชโองการฯ ปิดสมัยประชุมเลย" นายชัย กล่าว

ส่วนกรณีที่วิปรัฐบาลเสนอแนวคิดใช้ช่องทางตามรัฐธรรมนูญมาตรา 129 ขอเปิดสภาสมัยวิสามัญอีกครั้งนั้น นายชัย กล่าวว่า การมีการเข้าชื่อจนมีเสียงครบตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ก็พร้อมนำขึ้นทูลเกล้าฯ ขอเปิดประชุมสมัยวิสามัญ ถือเป็นสิทธิที่ทำได้ ส่วนตัวไม่ขัดข้องเพราะเป็นกลาง หากมาตามระเบียบแบบแผน ตามรัฐธรรมนูญ พร้อมดำเนินการตามนั้น แต่หากไปนอกเหนือจากนั้น ตนไม่เอาด้วยเด็ดขาด มาบังคับตนตนก็ไม่ไป. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-17 13:17:12




เปิดขุมกำลังพันธมาร!

คอลัมน์: ฮอตสกู๊ป
เว็บไซต์ประชาไท รายงานขุมกำลังภาคใต้ของพันธมาร ชนิดที่ว่า เห็นตัวเห็นตน เห็นคนว่าใครเป็นใครเลยทีเดียว ซึ่งมีข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้

“เพื่อให้ภาพชัดเจนยิ่งขึ้น จึงพาไปสำรวจฐานกำลังของ ‘พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย’ ใน 14 จังหวัดภาคใต้

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ฐานกำลังหลักในภาคใต้ของ ‘กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย’ มาจากฐานเดิมที่ก่อร่างสร้างกันขึ้นมาจากการเคลื่อนไหวช่วงจัดรายการ เมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร จนกระทั่งกลายร่างแปรรูปเป็น ‘กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย’ และกระจายออกสู่ต่างจังหวัดในนามของกลุ่มพันธมิตรฯ จังหวัดต่างๆ ในช่วงปี 2548 จนยุติลงเมื่อมีการทำรัฐประหารในห้วงปลายปี 2549

กระทั่งแปลงร่างมาเป็น ‘ยามเฝ้าแผ่นดิน’ กระจายไปทั่วทุกจังหวัด ในปี 2550

จนเมื่อผลการเลือกตั้ง เมื่อปลายปี 2550 ออกมา ปรากฏว่าพรรคพลังประชาชน กลุ่มการเมืองที่นิยมแนวทาง ‘ทักษิณ ชินวัตร’ ฟื้นคืนสู่อำนาจอีกครั้ง

'พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย' ซึ่งประกาศยุติบทบาทไปแล้วหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จึงประกาศรวมตัวกันใหม่ และมีการระดมพล เสบียงกรัง น้ำเลี้ยง เพื่อเปิดศึกกับพรรคพลังประชาชนที่ ‘กรุงเทพมหานคร’

โดยเครือข่ายของพันธมิตรฯ ใน 14 จังหวัดภาคใต้ ยังคงเคลื่อนไหวอย่างเอาการเอางานยิ่ง

เป็นการเคลื่อนไหวที่ผนึกกำลังกันแนบแน่นของคนชั้นกลาง กับองค์กรพัฒนาเอกชน นักวิชาการ นักกิจกรรมทางสังคม มีทั้งที่สังกัดพรรคการเมือง และไร้พรรคการเมืองสังกัด รวมถึงนักการเมืองท้องถิ่นบางคน บางกลุ่ม

เป็นการเคลื่อนไหวสอดรับกับส่วนกลาง ณ ถนนราชดำเนินนอก ชนิดแนบแน่นเป็นเนื้อเดียว จากการเชื่อมร้อยขบวนแถวให้ไปในทิศทางเดียวกัน ผ่านการถ่ายทอดสด ASTV

พื้นที่สำคัญ ที่มีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องและมีพลัง ก็คือ จ.ภูเก็ต และที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

ข้อที่น่าสังเกตก็คือ ทั้ง 2 พื้นที่เป็นที่ตั้ง ‘ศูนย์ข่าวเครือผู้จัดการ’ พูดง่ายๆ ว่า เป็นพื้นที่ที่มีคนใน ‘เครือผู้จัดการ’ เป็นฐานสนับสนุนให้กับกลุ่มผู้เคลื่อนไหวอยู่แล้ว

ขณะที่การเคลื่อนไหว ณ หน้าสถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่ จ.สงขลา ออกมาในภาพของ ‘กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจังหวัดสงขลา’ ที่มีคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ กับคนชั้นกลาง และปัญญาชนในพื้นที่เป็นแกนหลัก

พร้อมกับมีเครือข่ายยามเฝ้าดิน สมัชชาประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยทักษิณ รวมทั้งนักกิจกรรมบางส่วน จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ยืนเรียงเคียงข้างไปพร้อมๆ กับองค์กรพัฒนาเอกชน ที่นำโดย ‘บรรจง นะแส’ เลขาธิการคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ และ ‘เอกชัย อิสระทะ’ แกนนำสำคัญของนักพัฒนาเอกชนภาคใต้ พร้อมทีมนักพัฒนาเอกชนอีกจำนวนหนึ่ง เป็นมือปฏิบัติการอยู่ด่านหน้า

ข้อน่าสังเกตยิ่งก็คือ แกนหลักใน จ.สงขลา ที่ออกมาประกาศล้มรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช และระบอบทักษิณ ในสายนักพัฒนาเอกชน นักวิชาการ และนักกิจกรรมทางสังคม เกือบทั้งหมดล้วนแล้วแต่ปฏิเสธรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตั้งแต่เมื่อครั้งตัดสินใจเดินหน้าโครงการท่อส่งก๊าซและโรงแยกก๊าซไทย–มาเลเซียโน่นแล้ว

ไม่ว่าจะเป็น ‘บรรจง นะแส’ กลุ่มนักพัฒนาเอกชน หรือนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ อย่าง ‘ดร.เริงชัย ตันสกุล’ หรือ ‘ประสาท มีแต้ม’ และบรรดาคณาจารย์จาก ‘สภาอาจารย์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์’

รวมทั้งนักวิชาการผู้พิสมัยการเมืองท้องถิ่นอย่าง ‘นพ.เกรียงศักดิ์ หลิวจันทร์พัฒนา’

ไม่เว้นกระทั่งปัญญาชนคนชั้นกลางในเมืองหาดใหญ่ ที่มี ‘นพ.อนันต์ บุญโสภณ’ เป็นศูนย์รวม โดยมีวงสนทนาประจำสัปดาห์ ‘วิทยาลัยวันศุกร์’ เป็นจุดเชื่อมร้อยคนกลุ่มนี้เข้าด้วยกัน

แตกต่างกันไม่มากนักกับการเคลื่อนไหว ณ ลานสะพานหิน กลางเมืองภูเก็ต ที่นำโดยบรรดายามเฝ้าแผ่นดินในพื้นที่ โดยมี ‘ณัชจรงค์ เอกเพิ่มทรัพย์’ ประธานกลุ่มยามเฝ้าแผ่นดินจังหวัดภูเก็ต ‘กริช เทพบำรุง’ รองประธานกลุ่มยามเฝ้าแผ่นดินจังหวัดภูเก็ต และ ‘ปัญญา แดนมะตาม’ เลขาธิการกลุ่มยามเฝ้าแผ่นดินจังหวัดภูเก็ต เป็นแกนหลัก

ขณะที่ จ.ชุมพร ออกโรงเคลื่อนไหวในนาม ‘สมัชชาประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจังหวัดชุมพร’ โดยผนึกกับสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดลานหน้าสถานีรถไฟจังหวัดชุมพร เป็นที่ชุมนุม มี ‘สุนทร รักษ์รงค์’ ประธานสมัชชาประชาชนเพื่อประชาธิปไตยภาคใต้ เป็นแกนนำ

อีกพื้นที่ที่เป็นกองกำลังสำคัญของ ‘พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย’ คือ อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งต่อสายตรงกับสำนักบ้านพระอาทิตย์โดยตรง ในการจัดกำลังขึ้นมาเป็นแกนหลักรักษาความปลอดภัยให้กับทั้งสถานที่ชุมนุม และที่บ้านพระอาทิตย์ ในนามของ ‘พันธมิตรลุ่มน้ำปากพนัง’ นำโดย ‘ดำรง โยธารักษ์’

ทั้ง 4 พื้นที่นี้ เป็นพื้นที่เคลื่อนไหวสนับสนุนการต่อสู้ของ ‘พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย’ ชนิดต่อเนื่องและยืดเยื้อ

นอกจากนี้ ใน 4 พื้นที่ข้างต้น และจังหวัดที่เหลือ ยังใช้รูปแบบดาวกระจาย ตั้งจานดาวเทียมถ่ายทอดสด ASTV เต็มพื้นที่ ผนวกกับเครือข่ายวิทยุชุมชน เสริมเข้าไปในพื้นที่ชนบทอีกทางหนึ่งด้วย

ในขณะที่พื้นที่ในตัวเมือง การถ่ายทอดสด ASTV ผ่านเครือข่ายเคเบิลท้องถิ่นในทุกจังหวัด ได้รับความนิยมสูงยิ่ง และนับเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้คนทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้ โน้มเอียงไปในทางสนับสนุน ‘พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย’ โดยมีผู้ปฏิบัติงานใน ‘เครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย’ แต่ละจังหวัด คอยเชื่อมร้อยให้เข้าสำแดงพลังร่วมกัน

อันจะเห็นได้จากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจังหวัดตรัง จะมีนักพัฒนาจากองค์กรพัฒนาเอกชน ผนึกกับแกนนำองค์กรชุมชน และคนชั้นกลางในเมืองเป็นตัวเชื่อมร้อย โดยมี ‘ประพาส โรจนภิทักษ์’ ที่ปรึกษาเครือข่ายรักษ์เทือกเขาบรรทัด เป็นแกนหลัก

ขณะที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจังหวัดสตูล มีปัญญาชนท้องถิ่น ‘ปราโมทย์ สังหาญ’ เป็นแกนนำ

นอกจากนี้ที่ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ยังมี ‘สุเชษฐ์ จันทร์คง’ ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย สาขาทุ่งสง เป็นตัวหลัก เปิดพื้นที่รถไฟให้ประชาชนมารวมตัวกันรับฟังและรับชมการถ่ายทอดสด ASTV กันอย่างทั่วถึง

สำหรับขุมกำลังที่น่าจับตามองของ ‘พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย’ อีกแหล่งหนึ่ง ก็คือ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ที่มีการรวมตัวของนักธุรกิจออกมาสนับสนุนการเคลื่อนไหวล้างระบอบทักษิณ อย่างเป็นกลุ่มก้อนจับต้องได้

ส่วนการเคลื่อนไหวในจังหวัดอื่นๆ ก็มีลักษณะเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น จ.กระบี่ พัทลุง พังงา ระนอง

เป็นที่น่าสังเกตว่า ในส่วนของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถึงแม้ภาพการเคลื่อนไหวจะออกมาปรากฏให้เห็นไม่มากนัก ทว่ากิจกรรมการติดตั้งจานดาวเทียมเพื่อรับชม ASTV กลับอยู่ในระดับที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ทั้งในแง่ปริมาณและการกระจายไปตามพื้นที่ต่างๆ

สำหรับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี มีอาจารย์บางคนออกมาร่วมต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญร่วมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เช่น ‘ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี’ ด้วยเหตุผลที่ว่า ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้สำคัญกว่า รัฐบาลอย่ามัวแต่คิดจะแก้รัฐธรรมนูญอยู่เลย

ขณะที่ ‘ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์’ ศิษย์วัดมหาจำลอง เพิ่มความเข้มในการจัดตั้งเครือข่ายต้านทักษิณ ด้วยการออกโรงเดินสายก่อตั้ง ‘สมัชชาประชาชนเพื่อประชาธิปไตย’ ในแต่ละจังหวัดอย่างถี่ยิบ

ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2551 จากการพบปะหารือกันที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ขณะนี้มีการก่อรูปตั้ง ‘สมัชชาประชาชนเพื่อประชาธิปไตย’ ในจังหวัดภาคใต้แล้ว 6 จังหวัด คือ จ.สงขลา จ.สุราษฎร์ธานี จ.สตูล จ.พัทลุง จ.นราธิวาส จ.ยะลา

สำหรับ จ.ยะลา มีอดีตผู้นำครูรุ่นเก๋า ‘สมนึก ระฆัง’ ประธานเครือข่ายพลังแผ่นดินขจัดภัยก่อการร้าย เป็นผู้เข้าร่วมก่อตั้ง”

ทั้งหมดนี้คือ เครือข่ายขุมกำลังของ ‘พันธมาร’ ในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้!



อย่าคบ ‘ผู้ใหญ่’ สร้างบ้าน

โดนถอนหงอกกันไปติดๆ

สำหรับแกนนำกลุ่ม พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ 3 ใน 5 (บวกผู้ประสานกลุ่มฯ ไปด้วยอีก 1) เคยใช้คำว่า “ภาคประชาชน” นำหน้าด้วยความมีเกียรติมาโดยตลอด

เคยเป็นที่รู้จักมักคุ้นและเคารพนับถือในแวดวงนักกิจกรรม นิสิต นักศึกษา ที่ทำงานเพื่อสังคม ถึงขั้นนับน้องนับพี่ บางคนนับเป็นพ่อ…

แต่มาวันนี้ นอกจากคุณความดีแต่หนหลัง ที่เคยยืนหยัดต่อสู้เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ประชาชน จะไม่มีเหลือแล้ว

ยังร่ำๆ จะถูกเด็กถอนหงอกให้ได้อับอายกันไปเสียอีก

ไม่ว่าจะเป็น สุริยะใส กตะศิลา อดีตเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ที่ถูก “รุ่นน้อง สนนท.” รุ่นไม่เอารัฐประหาร เขียนแถลงการณ์ขอให้ลาออกจากการเป็นเลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.)

หรือไม่ก็ให้ถอนตัวจากพันธมิตรฯ เพราะเป็นกลุ่มการเมืองที่เบื้องหลังไม่สะอาด และแนวทางก็ไม่สนับสนุนความเข้มแข็งในการต่อสู้ของประชาชน

เช่นกันกับ สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส. จากแดนอีสาน ที่ถูก สหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.) ตำหนิแรงๆ กับบทบาททับซ้อนระหว่างแกนนำม็อบกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ประชาชนเจาะจงเลือกมาให้ต่อสู้ตามระบบรัฐสภา

เนื่องจากว่าการกระทำของสมเกียรติ มีผลให้กลไกการแก้ไขปัญหาแบบรัฐสภาถูกลดความสำคัญลง และยังเท่ากับว่าคนผู้นั้นไม่ได้ศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

รวมทั้งให้สมเกียรติลาออกตามที่เคยประกาศก้อง เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2551 ว่า หากพันธมิตรฯ มีการชุมนุมใหญ่ ตนเองจะลาออกจากสภา...

กระนั้น ทั้ง สนนท. และ สนนอ. ต่างก็ย่อมประเมินแล้วว่า เสียงสะท้อนของตนเองไม่มีทางทำให้ “ยะใส” “อ.สมเกียรติ” หรือ “แกนนำภาคประชาชน” คนอื่นๆ ที่ดื่มน้ำร่วมสาบานกับ “สนธิลิ้ม” ไปเรียบร้อยแล้ว รู้สึกสำนึกจนอยากถอนตัว

เป็นทางที่เลือกชัดเจนแล้วอย่างไม่ต้องมีใครบังคับ และไม่จำเป็นต้องอ้าง “มวลชน” อย่างที่เคยทำก่อนรัฐประหารอีก

ข้อเรียกร้องของรุ่นลูก รุ่นหลานที่รู้ว่ารุ่นพี่รุ่นพ่อไม่มีทางสนองตอบให้ได้ จึงเป็นการประกาศเป็นทางการว่า ต่อไปนี้ก็คือทางใครทางมัน

ไม่ใช่พี่ใช่น้องกัน ก็ไม่มีอาวุโสให้ต้องเกรงใจอีก

จากที่เคยเอ่ยตรงถึงรายบุคคล จึงขยับขยายมาเป็นด่าพันธมิตรฯ ทั้งกระบิ…

ด้วยขอทีว่า อย่าได้เอา “ผลประโยชน์ประชาชน” มาบังหน้า เพราะรู้กันอยู่ว่า คนได้รับผลประโยชน์ไปเต็มๆ จากการชุมนุมของพันธมิตรฯ คือใคร

และไม่ใช่แค่พันธมิตรฯ หากแต่นิสิตนักศึกษาหัวก้าวหน้ากลุ่มนี้ ยัง “ดักคอ” ไปยังแวดวงภาคประชาชนกลุ่มอื่นๆ ที่ตั้งท่าจะขนมวลชนไปร่วมสมทบกับพันธมิตรฯ โดยอ้างประเด็นการเคลื่อนไหวของชุมชนในปัญหาต่างๆ

เพราะถ้าหูไม่หนวก ตาไม่บอด และสมองไม่บื้อถึงที่สุด ก็คงตรองกันได้ว่า ม็อบพันธมิตรฯ ไม่ได้นำไปสู่การแก้ไขปัญหาประเทศ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่

ตรงกันข้าม มีแต่ก่อปัญหา และบั่นทอนความเข้มแข็งในการต่อสู้ของประชาชนไม่มีที่สิ้นสุด

หากใครจงใจหลับตาเพื่อมองไม่เห็น หรือไม่มองเบื้องหลังและเจตนาสกปรกของม็อบพันธมิตรฯ แล้วยังเอามวลชนไปร่วมในนามของคำว่า “ภาคประชาชน”

คนรุ่นใหม่กลุ่มนี้ก็จำต้องกากบาทที่หัวด้วยข้อหา “ไม่ศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย” อย่างไม่ต้องสงสัย

ทั้งที่จะว่าไป ข้อหา “ไม่ศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย” ไม่ใช่ข้อหาแปลกใหม่ที่คนพวกนี้จะกลัว

เพราะการชนกับรัฐบาลสมัยที่ผ่านๆ มา ก็พิสูจน์ชัดแล้วว่า คนที่เรียกตัวเองว่า “ภาคประชาชน” ส่วนมาก เชื่อหรือยึดมั่นไปทางไหน

ไม่เพียงไม่เคยปกป้อง “พื้นฐานประชาธิปไตย” ยังสร้างเงื่อนไขให้ระบอบนี้ถึงแก่ทางตันในแทบทุกทาง

แม้กระทั่งเกิดการรัฐประหาร ก็ยังปรีดายิ้มได้ว่า นี่คือทางรอด

ดังนั้น การที่นิสิตนักศึกษาหัวก้าวหน้า ต้องการประจานคนแก่หัวหงอกหัวดำด้วยข้อหาไม่ศรัทธาประชาธิปไตย เพื่อหวังให้ได้สำนึกหรือละอาย…ก็ดูท่าจะไม่เป็นผล

เพราะสำหรับคนพวกนี้ ก็ท่องคำว่า “ประชาธิปไตย” ไว้ติดปากพอๆ กับคำว่า “ประชาชน” ไปเสียแล้วนั่นแหละ


นักรัฐศาสตร์จี้สื่อเลิกเสื้ยม หยุด!หมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ !

กรณีความเคลื่อนไหวของคณาจารย์คณะรัฐศาสตร์จากสถาบันการศึกษาต่างๆ ที่ได้แสดงจุดยืนและการแสดงออกทางการเมืองไทยมากมายนั้นก่อให้เกิดเสียงวิจารณ์ว่านักรัฐศาสตร์วางตัวเหมาะสมหรือไม่อย่างไร ซึ่งในงานสัมมนา ความมืดยามเที่ยง : ความรู้ทางรัฐศาสตร์กับทางออกการเมืองไทย เนื่องในโอกาสครบรอบ 59 ปีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้มีการถกเถียงในหลากหลายประเด็นโดยมีนักรัฐศาสตร์เข้าร่วมสัมนา เช่น ดร. เสกสรรค์ ประเสริฐกุล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มธ ,รศ.ดร. เกษียร เตชะพีระ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มธ. ฯลฯ

อ. เกษียร เตชะพีระ
“ต้องทำให้การเมืองเรื่องชนชั้นเป็นประชาธิปไตย”
“ในประวัติการเมืองไทยสมัยใหม่ ได้เกิดการเคลื่อนย้ายอำนาจครั้งใหญ่อย่างน้อย 3 รอบแล้ว โดยครั้งแรก กลางคริสศตวรรษที่ 19 ถึงคริสศตวรรษที่ 20 บริบทโลกคือระบอบอาณานิคมทางเศรษฐกิจ เราเปิดประเทศรับตะวันตก และเปิดการค้าเสรี สมัยสนธิสัญญาบาวริ่ง สมัยรัชกาลที่ 4 เกิดกลุ่มคนกระฎุมพีจีนอพยพและข้าราชการที่ศึกษาแบบตะวันตก การสร้างรัฐสมัยใหม่ของรัชกาลที่ 5 ถึงจุดหนึ่ง กลุ่มคนเกิดใหม่เหล่านี้เห็นว่าตัวเองไม่มีที่ทางในระบอบเก่าในแง่อำนาจ ก็รวมกลุ่มกันเป็นคณะราษฎร ปฎิวัติ 2475 โค่นสมบูรณาสิทธิราชย์เปลี่ยนเป็นระบอบรัฐธรรมนูญ

รอบที่สอง 1960s-1970s เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจที่นำโดยตลาด และส่งเสริมโดยรัฐ นำไปสู่การลงทุนโดยตรงของต่างชาติโดยเฉพาะญี่ปุ่น อเมริกา สังคมเปลี่ยน เกิดคนกลุ่มใหม่ขึ้นมา คือชนชั้นกลางในเมืองและนายทุนหัวเมืองต่างจังหวัด ถึงจุดหนึ่ง คนเหล่านี้ก็รู้สึกอึดอัดกับระบอบเก่า ในที่สุดก็ลุกฮือโค่นเผด็จการทหาร ทั้ง 2516 และ 2535 เมื่อผ่านการต่อสู้ 20 ปี ระบอบเปลี่ยน ได้ระบอบประชาธิปไตยรัฐสภา

รอบปัจจุบัน สมัยรัฐบาลชวนเมื่อปี 2535 มีการเปิดเสรีทางการเงิน โลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ สังคมเกิดคน 2 กลุ่มขึ้นมา กลุ่มหนึ่งเป็นกลุ่มที่รวยกระทันหัน คือ สามารถเกาะกระแสโลกาภิวัตน์ได้ กับกลุ่มที่แพ้ในโลกาภิวัตน์ เพราะเสียฐานทรัพยากร แต่ไม่มีความรู้เทคโนโลยี เพราะฉะนั้นกลุ่มหนึ่งคือชาวบ้านชนบท บวกคนจนคนชายขอบผู้ใช้แรงงานในเศรษฐกิจนอกระบบของเมือง

ทักษิณและไทยรักไทย ก็คือตัวแทนทางการเมืองทั้งในแง่นโยบายและการจัดตั้งพรรคการเมืองของกลุ่มๆ นี้ ที่รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 แล้วได้บทเรียนว่าใหญ่ทางเศรษฐกิจอย่างเดียวไม่พอ ต้องบริหารรัฐเองด้วย ปล่อยให้กลุ่มอื่นบริหารรัฐ เราเจ๊งได้ ต้องเข้าสู่อำนาจรัฐบริหารเอง โดยในกระบวนการเปลี่ยนระบอบเขากำลังเผชิญกับประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

สำหรับทางออกจากความขัดแย้งนั้น ขั้นตอนแรก อย่าจินตนาการถึงสิ่งที่สุดโต่งตกขอบ ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของการเมืองวัฒนธรรมไทย ไม่ว่าการขัดแย้งรุนแรงแตกหัก หรือระบอบการเมืองที่ไม่มีพลังฝ่ายตรงข้ามดำรงอยู่ มันเป็นไปไม่ได้ ดูผลการเลือกตั้งปี 2547-2548 เรากำลังอยู่ในภาวะที่คนสิบกว่าล้านเลือกพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน เลือกภายใต้ คปค. ภายใต้รัฐธรรมนูญ 50 และคนอีกสิบกว่าล้านที่ไปเลือกฝั่งตรงข้าม คุณจะทำให้คนสิบกว่าล้านหายไปได้ยังไง

ดังนั้นทั้งสองฝ่ายควรตั้งสติและเลิกบ้า ควรจินตนาการถึงอนาคตทางการเมืองที่พลังทั้งสองฝ่ายต้องดำรงอยู่ด้วยกัน คำถามคือ จะอยู่ด้วยกันแบบไหนที่เป็นไปได้และไม่ทำลายตัวสังคมไทยลงไป และจะทะเลาะกันอย่างสันติเพื่อไปสู่จุดนั้นอย่างไร เสนอว่า ต้องทำให้การเมืองเรื่องชนชั้นเป็นประชาธิปไตย เราปฎิเสธไม่ได้แล้วว่า สังคมไทยแยกขั้ว ฐานที่แท้จริงคือเรื่องชนชั้น มีความขัดแย้งทางชนชั้นเกิดขึ้นแล้ว ทำอย่างไรจะต่อสู้กันในฐานะเพื่อนร่วมชาติอย่างเป็นประชาธิปไตยได้

ข้อเสนอคือต้องเคารพรัฐธรรมนูญไทยฉบับวัฒนธรรม 4 มาตรา ไม่สนใจฉบับกระดาษเพราะแก้ได้ก็แก้อีกได้ คือ 1.กองทัพต้องไม่ใช้กำลังเข้าแทรกแซง ยุ่งเกี่ยวความขัดแย้งทางการเมือง 2.ไม่ดึงสถาบันกษัตริย์มาเป็นเครื่องมือทำลายคู่ขัดแย้งทางการเมือง เราไม่ควรดึงสถาบันกษัตริย์ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่คนไทยต่างชนชั้น และต่างขั้วการเมืองยอมรับร่วมกันมาอยู่ข้างเราเท่านั้น แล้วบอกว่าฝ่ายตรงข้ามไม่ใช่ เพราะมันจะไม่มีทางออกสันติ ถ้ามีคนแบบนั้นต้องฟ้องศาลไปตามกฎหมาย จนกว่าเราจะเปลี่ยนกฎหมาย ถ้าบ้านนี้เมืองนี้มีกฎหมายอยู่ และมีใครหมิ่นก็ว่ากันไปตามกฎหมาย แต่อย่ามาปลุกให้ฆ่ากันกลางถนน

ถึงที่สุด ถ้าเราทะเลาะกันจนถึงจุดที่เราหาที่ลงไม่ได้ เราควรจะเก็บอะไรที่เป็นของชาติเอาไว้ เพื่อทำให้เราไม่ต้องฆ่ากันในวันนั้น พิทักษ์ปกป้องและขยับขยายพื้นที่สิทธิเสรีภาพ พิทักษ์ปกป้องและขยับขยายพื้นที่ประชาธิปไตย ทั้งสองพื้นที่นี้ถูกทั้งสองฝ่ายขยี้ในรอบหลายปีที่ผ่านมา เพื่อเอาชนะฝ่ายตรงข้าม

ขอยก 2 กรณี ในพระราชดำรัส 25 เมษายน 2549 ขณะนั้นพันธมิตรฯ มีข้อเสนอขอพระราชทานนายกฯ เป็นผู้นำปฏิรูปการเมืองโดยอ้างมาตรา 7 ในพระราชดำรัสองค์นั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบอกว่าทำไม่ได้ นั่นเป็นการปกครองแบบมั่ว เราอาจจะประมาณได้ว่า จากพระราชดำรัสองค์นั้นของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับของพันธมิตรฯ ไม่ตรงกัน

นอกจากนั้นมีคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ ซึ่งจำตัวเลขไม่ได้ เกี่ยวกับคดีหมิ่นประมาทที่คุณทักษิณฟ้องคุณสนธิ (ลิ้มทองกุล) ศาลตัดสินให้คุณสนธิแพ้และมีโทษจำคุก คำตัดสินบอกด้วยว่าศาลไม่เห็นด้วยกับวิธีการที่คุณสนธิอ้างอิงสถาบันกษัตริย์มาใช้ในทางการเมืองเพื่อโจมตีคุณทักษิณ เราอนุมานจากกรณีนี้ได้เช่นกันว่าศาลกับของคุณสนธิเห็นไม่ตรงกันเรื่องนี้

เท่าที่พยายามศึกษาจากคำแถลงของคุณสนธิและของคุณคำนูณ (สิทธิสมาน) ซึ่งมีบทบาทมากในผู้จัดการ ลักษณะความเข้าใจหลักการพื้นฐานเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของคุณสนธินั้นมีลักษณะพิเศษมาก ซึ่งไม่ทราบว่าถูกหรือผิด แต่น่าสนใจยิ่ง มีปัญหาจำนวนหนึ่ง มีข้อสังเกตจำนวนหนึ่ง ซึ่งเราต้องพูดกันยาว ดังนั้น พึงฟังข้อกล่าวหาเหล่านี้อย่างรอบคอบ ผมอยากจะเขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้...ในเวลาที่เหมาะสม

ประการต่อมา ในพระราชดำรัส ก่อนวันพระราชสมภพวันที่ 5 ธันวาคม 2548 ช่วงนั้นมีคดีความที่รัฐบาลทักษิณและตำรวจจำนวนมากราวกับนัดหมายกันมาฟ้องคุณสนธิทั่วประเทศว่าหมิ่นฯ พระราชดำรัสวันนั้นพระองค์บอกว่า The King can do no wrong นั้นไม่ถูก แต่ The King can do wrong วิพากษ์วิจารณ์ได้ ทำให้รัฐบาลถอนฟ้องคดีหมิ่นของคุณสนธิทั้งหมด เราอาจอนุมานได้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยหลักการแล้วทรงเห็นว่า สถาบันกษัตริย์หรือพระองค์เองนั้น can do wrong หรือสามารถวิจารณ์ได้

ประการต่อมา หลังรัฐประหารเป็นต้นมามีการแสดงทัศนะวิพากษ์วิจารณ์เยอะตามเว็บบอร์ดต่างๆ ทัศนะเหล่านั้นอาจเริ่มต้นด้วยจุดยืนทางการเมืองอันแตกต่างหลากหลายเกี่ยวกับระบอบการปกครอง ถ้าเป็นการวิจารณ์ด้วยเหตุผล บนพื้นฐานข้อเท็จจริงก็สมควรรับฟัง การวิจารณ์เหล่านั้นควรอยู่ในกรอบของกฎหมาย แต่ที่ผมรับไม่ได้คือการวิจารณ์โดยดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ที่ถูกวิจารณ์ ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นใคร ผมรับไม่ได้จริงๆ ต่อให้คุณเกลียดเขาทางการเมืองแค่ไหน ก็ไม่มีสิทธิวิจารณ์อย่างดูหมิ่นไม่เป็นมนุษย์ เกินเลยไปถึงครอบครัวของเขา ไม่ว่าคนที่ถูกวิจารณ์จะเป็นอดีตนายกฯ หรือคนที่สูงกว่าอดีตนายกฯ คุณมีสติเป็นมนุษย์แต่คุณไม่ทำ แล้วเจ้าของเว็บทั้งหลายควรรับผิดชอบที่จะเขี่ยทัศนคติที่ดูหมิ่นความเป็นมนุษย์ของคนอื่นทิ้ง ผมอายแทนพวกคุณ พวกคุณปล่อยให้คน abuse เสรีภาพเพื่อดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนอื่น คุณไม่อายหรือ ปล่อยให้เขาใช้พื้นที่ของคุณยุยงความเกลียดชัง คุณบ้าหรือเปล่า”


อ. เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
“ถ้าไม่เตรียมตั้งสติให้ดี อาจเกิดพายุใหญ่ได้”


“เมื่อพูดถึงความรู้ทางรัฐศาสตร์กับทางออกของการเมืองไทย มีข้อสังเกตว่า รัฐศาสตร์ไม่ค่อยเหมือนอย่างอื่น คือโดยตัวมันเองแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ อยู่ที่ว่าใครเป็นผู้ใช้ความรู้นั้น นักรัฐศาสตร์มักเป็นชนคนละกลุ่มกับผู้มีอำนาจ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับอำนาจทางการเมือง เพราะฉะนั้นจึงถูกนำไปใช้จริงๆ ค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบกับศาสตร์อื่นๆ อีกหลายสาขา ผู้ปฎิบัติกับผู้รู้เป็นคนๆ เดียวกัน เช่น จบนิติศาสตร์ เป็นทนายความก็ใช้กฎหมาย เรียนแพทย์แล้วก็เป็นแพทย์ ใช้ทุกวันก็ชำนาญขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น เวลาพูดว่าความรู้ทางรัฐศาสตร์กับทางออกทางการเมืองไทย ผมคิดว่า นักรัฐศาสตร์มองเห็นหลายอย่าง แต่จะทำให้ผู้อื่นที่อยู่บนเวทีการเมืองเห็นด้วยหรือไม่นั้นเป็นปัญหาใหญ่กว่าเยอะ และถ้าเขาไม่เห็นด้วยเราก็ได้แต่อภิปรายต่อเท่านั้นเอง

แต่ทั้งหมดไม่ได้หมายความว่าตัวละครทางการเมืองไม่ได้รู้รัฐศาสตร์ หรือนักรัฐศาสตร์จะรู้ดีไปทุกเรื่อง บางทีผู้มีประสบการณ์ตรงอาจจะรู้มากกว่าเรา ปัญหาคือเมื่อขึ้นสู่เวทีอำนาจ ส่วนใหญ่มักไม่สามารถนำองค์ความรู้ทางรัฐศาสตร์มาใช้ได้ทั้งชุด เพราะไปติดพันอยู่กับความขัดแย้ง จุดยืนที่ต้องเอาชนะคู่แข่งขัน หรือคู่ปรปักษ์ เพราะฉะนั้นก็อาจใช้รัฐศาสตร์เฉพาะบางส่วน เช่น อ่านเฉพาะซุนวู หรือแมคคิอาเวลลี แต่ที่เอามาใช้ดูจะไม่สอดคล้องกับความรู้ทางอำนาจ ส่วนคนที่เรียนรัฐศาสตร์โดยตรงก็อาจจะไม่ได้รู้ทุกเรื่อง บางท่านเก็บข้อมูลไม่ได้หมด หรือวิเคราะห์ผิดพลาด

รัฐศาสตร์เองก็ไม่ได้เป็นเอกภาพ ไม่ได้ตายตัว แบบสะเด็ดน้ำหมดจดเหมือนวิทยาศาสตร์ แต่ก็มีระบบระเบียบพอสมควร เช่น ต้องศึกษาความเป็นจริง มองปัญหาโดยเห็นความเชื่อมโยงของเหตุปัจจัยต่างๆ เพราะการมองโลกแบบตัดตอน อาจเข้าใจได้ไม่ครบ

สุดท้าย สิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในรัฐศาสตร์ตลอดเวลา คือ ต้องถือความผาสุกของส่วนรวมหรือผลประโยชน์ขององค์รวมเป็นจุดหมายสูงสุด ผมเองตอนหลังถือว่าตำรารัฐศาสตร์เล่มแรกไม่ใช่เพลโต แต่เป็น เต๋าเต๊กเก็ง ซึ่งบอกว่า การปกครองชั้นเยี่ยมคือการปกครองที่ผู้ถูกปกครองรู้สึกไม่ถูกปกครอง หรือ เพลโต ก็บอกว่าผู้ปกครองต้องปกครองเพื่อผลประโยชน์ของผู้อยู่ใต้ปกครองเท่านั้น ”




เข็มขัดยาวพอดี

คอลัมน์: โต๊ะข่าวประชาทรรศน์
ถ้าเป็นภาษาเด็กแนว ต้องเรียกว่า เข็มขัดยาวพอดี เป็นไปตามคาด กับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในวันสองวันที่ผ่านมา ไม่ใช่เข็มขัดสั้นที่หมายถึง คาดไม่ถึง

เรื่องแรกกรณีที่ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พูดจาท่าทางขึงขัง สั่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดควบคุมการออกอากาศของเคเบิลทีวี ที่รับสัญญาณจากเอเอสทีวีของอาณาจักรพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่การปฏิบัติน่าจะเป็นพันธมารเพื่อล้างผลาญประชาธิปไตยมากกว่า

เป็นไปตามคาด บนเวทีพันธมารในคืนวันนั้น สามารถเบี่ยงเบนการด่าประจำคืนจาก พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ชั่วคราว ทุกคนที่ขึ้นเวทีพ่นน้ำลาย รุมกันด่าดอกเตอร์เหลิมอย่างหยาบๆ คายๆ ใช้ภาษาย้อนยุค พร้อมทั้งเตรียมล่ารายชื่อถอดถอน ข้อหาละเมิดสิทธิหรือปิดกั้นการรับรู้ข่าวสารของประชาชน

เป็นไปตามคาด ในวันรุ่งขึ้นดอกเตอร์เหลิมออกมาปฏิเสธว่า ไม่ได้สั่งให้ปิดกั้นการออกอากาศของเอเอสทีวี เพียงแต่ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดตรวจสอบและควบคุมไม่ให้ใช้ออกอากาศที่ใช้คำหยาบคาย

และ...เข็มขัดยาวพอดี เมื่อสื่อเกือบทุกฉบับพาดหัวข่าวในทำนองเดียวกัน มท.1 พลิ้วพลิกลิ้น

เรื่องที่สอง กรณีที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ทำหนังสือถึง นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ให้เปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติ เพื่อแก้ปัญหาวิกฤติทางการเมือง โดยใช้เวทีของรัฐสภา แทนที่จะให้การเมืองไปเล่นกันที่ข้างถนน เหมือนที่วุฒิสมาชิกจำนวนหนึ่งได้ยื่นญัตติไปแล้ว

หลังจากที่ นายสมัคร สุนทรเวช ได้รับหนังสือแล้ว ก็ได้แจ้งว่าจะชี้แจงเรื่องทั้งหมดในรายการ “สนทนาประสาสมัคร”

เรื่องนี้เข็มขัดยาวพอดี เป็นไปตามคาด นายสมัคร สุนทรเวช ได้ชี้แจงอย่างแจ่มแจ้งแดงแจ๋ว่า ในการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552 มีเวลาจำกัด คือวันที่ 11, 12, 18 และ 19 จะต้องพิจารณากฎหมายที่ถูกกำหนดโดยรัฐธรรมนูญ วันที่ 25 และ 26 จะเป็นการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ และปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ ในวันที่ 27 มิถุนายน จึงไม่มีเวลาที่จะเปิดให้มีการอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติ ตามที่วุฒิสมาชิกได้ยื่นญัตติไว้ และพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านพรรคเดียวได้เสนอมา

ผมเชื่อว่าประชาชนที่สนใจการเมือง น่าจะเข้าใจการชี้แจงของ นายสมัคร สุนทรเวช เพราะในอดีตที่ผ่านมา รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ยังไม่มีรัฐบาลไหนเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านอภิปรายทั่วไป

ประสาการเมืองเรียกว่า เสียเชิง หมายถึงว่า รัฐบาลหมดปัญญา ไม่มีน้ำยาที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศได้ จึงต้องให้ฝ่ายค้านอภิปรายชี้แนะ

ในการชี้แจงของนายสมัคร ในตอนท้ายนายสมัครได้ตั้งคำถามกลับไปยังนายอภิสิทธิ์ว่า หากพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล จะเปิดให้มีการอภิปรายในการประชุมสภาสมัยวิสามัญหรือไม่

ซึ่งจริงๆ แล้วนายกฯ สมัคร ไม่น่าจะถามคำถามนี้ เพราะมีคำตอบอยู่แล้วว่า ยอม

เหตุที่เสียงจากพรรคประชาธิปัตย์ตอบทันทีทันใดว่ายอม เพราะว่าในยุคที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คงไม่มีทางที่จะได้จัดตั้งรัฐบาล เพราะในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 พรรคประชาธิปัตย์ ได้รับการรุมกันช่วยเหลือทุกทาง ในขณะที่พรรคพลังประชาชน ถูกมัดมือมัดเท้ามัดปาก ยังชนะพรรคประชาธิปัตย์ขาดลอย ตามกันไม่เห็นฝุ่น

หรือแม้แต่ในอนาคต สมมติว่าพรรคพลังประชาชนถูกยุบ กรรมการบริหารพรรคถูกฆ่าตัดตอนทางการเมือง หากพรรคประชาธิปัตย์เล่นการเมืองตีสองหน้าแบบนี้ ประชาชนเขารู้ทันหมดแล้ว ไม่มีทางหรอกที่จะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หรือยิ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่พรรคประชาธิปัตย์จะเป็นรัฐบาลพรรคเดียว

เข็มขัดยาวพอดี เป็นไปตามคาด ทันทีที่ นายสมัคร สุนทรเวช ปฏิเสธที่จะทำตามข้อเสนอ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งแต่หัวแถวยันลูกหาบ ประสานเสียงเป็นแนวทางเดียวกัน

รัฐบาลหนีการซักฟอก ไม่ยอมรับความปรารถนาดีของฝ่ายค้านที่จะให้การเมืองเข้ามาสู่ระบอบสภา แทนที่จะเล่นกันข้างถนนอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

ทั้งๆ ที่แกนนำของพรรคประชาธิปัตย์ กินอยู่กับปากอยากอยู่กับท้อง รู้ทั้งรู้ว่าสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์หลายคนร่วมอยู่กับขบวนการแก๊งข้างถนน เชิงสะพานมัฆวานฯ แล้วยังมาตีสองหน้าว่าจะให้การเมืองเข้าสู่ระบบสภา เพื่อแก้ปัญหาวิกฤติ

เรื่องสุดท้ายที่เข็มขัดยาวพอดี เป็นไปตามคาด เมื่อประชากรของอาณาจักรพันธมารเริ่มร่อยหรอ คนฟังมีจำนวนไล่เลี่ยกับคนที่เตรียมตัวขึ้นไปพ่นน้ำลายบนเวที ก็จะต้องมีเหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้น

ปรากฏว่ามีคนร้ายไม่ทราบชื่อและนามสกุล นำระเบิดปิงปองไปขว้างให้ยุงและแมลงสาบที่หน้าสำนักงานหนังสือพิมพ์ผู้จัดการตกใจ เมื่อดึกวันที่ 15 มิถุนายน ที่ผ่านมา โดยในเช้าวันรุ่งขึ้นได้มีการประกาศระดมคนไปให้กำลังใจคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ดังใจของ ฯพณฯ พันธมาร

และ...เข็มขัดยาวพอดี รถมอเตอร์ไซค์ที่คนร้ายนั่งซ้อนท้ายมาขว้างระเบิดปิงปองให้ยุงและแมลงสาบตกใจ กล้องวงจรปิดไม่สามารถจับภาพทะเบียนรถได้ และบังเอิญเหลือเกินว่า ในช่วงจังหวะนั้นยามก้มหน้าพอดี จึงไม่ได้มองทะเบียนรถมอเตอร์ไซค์

เห็นกันหรือยังครับว่า ทุกเรื่องถูกกำหนดขึ้นมาอย่างเข็มขัดยาวพอดี


"สดศรี"ซัด พันธมิตรฯ ใส่ความพบ "จาตุรนต์"ที่ปักกิ่ง เตรียมฟ้องกลับ

นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการพรรคการเมือง ปฏิเสธข้อกล่าวหาของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ระบุว่า เดินทางไปพบกับนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทยที่ประเทศจีน

โดยยืนยันว่า ไม่เคยรู้จักกับนายจาตุรนต์ หรือคนในบ้าน 111 รวมถึงไม่เคยรับสินบนเครื่องเพชร ตามที่พันธมิตรกล่าวหา นอกจากนี้ นางสดศรี เตรียมฟ้องกลับพันธมิตรฯ ข้อหาหมิ่นประมาท และเห็นว่าข้อกล่าวหามีจุดประสงค์เพื่อต้องการดิสเครดิตการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง และต้องการแบ่ง กกต.ออกเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายพันธมิตรกับพรรคประชาธิปัตย์ และฝ่ายรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน

นางสดศรี ยืนยันว่า กกต.ทั้ง 5 คน ทำงานด้วยความเป็นกลาง และไม่เคยแบ่งพวก ส่วนข้อเรียกร้องของพันธมิตรฯ ที่ต้องการให้รื้อสำนวนร้องคัดค้านทุจริตเลือกตั้งนั้น ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากเป็นมติของ กกต.ไปแล้ว ซึ่งหากพันธมิตรฯ มีหลักฐานว่า กกต.ทุจริต ก็ให้ฟ้องดำเนินคดีกับ กกต.ได้ทันที



มท.1 เชื่อมือดีสร้างสถานการณ์จ้องโยนบาปให้รัฐ ยันไม่ใช้กำลังสลายม็อบ

รตอ. เฉลิม อยู่บำรุง รมต.กระทรวงมหาดไทย เผยอาจมีคนที่สร้างสถานการณ์ให้เลวร้าย เพื่อใส่ร้ายป้ายสีรัฐบาล ส่วนกรณีเคเบิ้ลทีวีผู้ประกอบการเข้าใจมากขึ้นว่า ASTV ทำผิดกฏหมาย

ในขณะนี้มีกลุ่มบุคคลที่พยายามสร้างสถานการณ์ ให้เกิดความรุนแรง พร้อมทั้งโยนความผิดให้กับรัฐบาล แต่อย่างไรก็ดี ยืนยันชัดเจนว่ารัฐบาลจะไม่ใช้กำลังหรือใช้ความรุนแรงเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ดูเหมือนว่าขณะนี้จะเพิ่มความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชนมากขึ้น และสร้างความเสียหายโดยรวมแก่ประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

อีกทั้งยังมีคนกำลังสร้างสถานการณ์ และโยนความผิดให้กับรัฐบาล อย่างเมื่อวานซืนจะมีคนมาโยนระเบิดหน้ากระทรวงมหาดไทย แต่ผมขอร้องให้ตำรวจดูแลให้แล้ว จึงไม่มีเหตุเกิดขึ้น"ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

รมว.มหาดไทย ยังฝากเตือนไปถึงคำพูดของนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ในช่วงการปราศรัยบนเวทีพันธมิตรฯ ว่าคล้ายกับเป็นการพูดก่อนที่จะเกิดการปฏิวัติในปี 49 ซึ่งขอให้ระวังว่าอาจจะถูกฟ้องร้องดำเนินคดีได้

ส่วนกรณีของเคเบิ้ลทีวีที่ถ่ายทอดการปราศรัยของกลุ่มพันธมิตรฯ นั้น ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า และหลังจากที่ได้พูดคุยกับสมาคมเคเบิ้ลทีวีแล้ว ผู้ประกอบการเริ่มเข้าใจมากขึ้นว่า ASTV ทำผิดกฎหมายเคเบิ้ลทีวีและพร้อมจะให้ความร่วมมือกับรัฐบาล ซึ่งสิ่งนี้น่าจะมีส่วนช่วยให้ความฮึกเหิมของพันธมิตรฯ ลดลงได้



ตั้งอนุกรรมการ สาวบัตรเลือกตั้งจ่อพันหลายส่วน

คดีโกงบัตรเลือกตั้งของกกต. คืบไปอีกขั้น ที่ประชุม กคพ. มีมติตั้งอนุกรรมการพิจารณารายละเอียดหลังพบเกี่ยวพันหลานยส่วนราชการ มี “เรวัติ ฉ่ำเฉลิม” นั่งเป็นประธานพิจารณา ขณะเดียวกันรับคดีภาษี-การเงิน 11 คดีเข้าเป็นคดีพิเศษแล้ว

จากรณีพล.ต.ต.เสวก ปิ่นสินชัย อดีตผู้บังคับการตำรวจป่าไม้ ได้เข้ากล่าวโทษร้องทุกข์ต่อกรมสอบสวนคดีพเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจสอบการฮั้วประมูลพิมพ์บัตรเลือกตั้งและคดีทุจริตการเลือกตั้งจากการพิมพ์บัตรเลือกตั้งเกินจำนวนผู้มีสิทธิลงคะแนน แต่ กกต. โต้แย้งว่าได้แบ่งการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งออกเป็น 2 ส่วน ทำให้มีวงเงินไม่ถึง 100 ล้านบาท ดีเอสไอจึงไม่มีอำนาจสอบสวน เช่นเดียวกับคดีทุจริตการเลือกตั้งซึ่งไม่ใช่คดีพิเศษที่ระบุไว้แนบท้าย พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ จนนำไปสู่ขั้นตอนส่งเรื่องให้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) พิจารณารับเป็นคดีพิเศษ น้น

ในการประชุม กคพ. เมื่อวันที่ 16 มิถุนจายนที่ผ่านมา การประชุมบอร์ดกคพ. ได้มีการเสนอให้รับคดีฉ้อโกงภาษีและคดีของสำนักคดีการเงินการธนาคารเป็นคดีพิเศษ 10 คดี รวมถึงคดีการฮั้วประมูลการพิมพ์บัตรเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคดีที่มีผู้กล่าวโทษร้องทุกข์ให้ตรวจสอบความไม่โปร่งใสในการจัดอบรมของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ด้วย

โดยภายหลัวการปรชุม พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันท์ โฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า กคพ. มีมติให้ตั้งนายเรวัติ ฉ่ำเฉลิม อดีตอัยการสูงสุด เป็นประธานอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองเรื่องดังกล่าว โดยให้ลงไปดูรายละเอียดที่มีความเกี่ยวพันกับหน่วยงานราชการหลายแห่ง

ทั้งนี้ ที่ประชุมฯ เห็นชอบให้รับคดีความผิดทางอาญาไว้เป็นคดีพิเศษจำนวน 11 คดี ได้แก่ กรณีลักลอบขนแรงงานพม่าเสียชีวิต 54 ศพที่ จ.ระนอง, กรณีสวมบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่คนต่างด้าวที่ จ.แม่ฮองสอน เป็นต้น

รับไม่ได้!2 อาจรย์จุฬาฯออก คณบดีรัฐศาสตร์ร่วมเวทีม็อบ

2 รองคณบดีรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ทนไม่ไหวเขียนใบลาออก เหตุรับไม่ได้มีคณบดีเผด็จการ ดอดไปร่วมเวทีพันธมิตรฯ ขณะที่เจ้าตัวยังไม่สำนึก ปากดี ขอเลือกข้าง แถมไม่ลาออกจากตำแหน่งแน่นอน ตะแบงสิ่งที่พูดบนเวทีคือจุดยืนทางการเมือง อาจารย์ร่วมคณะชี้บทบาทบนเวทีกับบทบืทวิชาการต้องแยกกันให้ขาด

การขึ้นร่วมปราศรัยบนเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ของนายจรัส สุวรรณมาลา คณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย เป็นประเดเนที่มีการวิพากษ์วิขาสรณ์กันอย่างกว้างขวางถึงความเหมาะสมทั้งในฐานะข้าราชการ และความเป็นนักรัฐศาสตร์ ที่หลายคนเห็นว่าน่าจะยืนอยูข้างประชาธิปไตย นั้น

ล่าสุดได้ทำให้1 รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์ 2 คน คือ นายดำรงค์ วัฒนา และนายอร่าม ศิริพันธุ์ ได้ยื่นหนังสือลาออก จากตำแหน่งต่อนายจรัส สุวรรณมาลา เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อกดดันให้นายจรัส แสดงความรับผิดชอบเนื่องจากได้ขึ้นเวทีของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

นายจรัส กล่าวว่า ที่ผ่านมาตนเองอาจจะสื่อสารกับรองคณบดีทั้ง 2 คนน้อยเกินไป จากนี้จะหาโอกาสพูดคุยสื่อสารทำความเข้าใจให้มากขึ้น และนายจรัสได้ยืนยันกับกลุ่มพันธมิตรฯ ว่าจะไม่ลาออกจากตำแหน่งคณบดีอย่างแน่นอน เพราะยังมีงานต้องทำอีกมากมาย และสิ่งที่พูดไปบนเวทีก็เป็นจุดยืนทางการเมืองของตนเอง และนายจรัสได้เปรียบเทียบว่า เป็นกัปตันเรือ ถ้าเรือล่ม ก็จะให้คนอื่นไปก่อน ตัวเองจะเป็นคนสุดท้ายที่ลงจากเรือลำนั้น

ทั้งนี้มีแหล่งข่าวระบุว่า จากนี้นายจรัสคงจะหาโอกาสพูดคุยทำความเข้าใจกับรองคณบดีทั้ง 2 ท่าน ซึ่งคงจะใช้วิธีการสมานฉันท์เพื่อให้อยู่ด้วยกันได้ แต่หากพูดคุยกันเข้าใจไม่ได้ เชื่อว่าจะปล่อยให้ทั้ง 2 ท่านลาออกไป เพราะตัวนายจรัสได้ยืนยันแล้วว่าจะไม่ลาออกจากตำแหน่งแน่นอน และถึงแม้ว่าจะยื่นหนังสือลาออก ก็เชื่อว่าทางมหาวิทยาลัยจะไม่อนุมัติเพราะนายจรัส ไม่ได้บริหารงานผิดพลาดหรือทำเรื่องฉ้อโกง เพียงแต่ไปแสดงทัศนคติที่อิงวิชาการในด้านที่ตัวเองเชี่ยวชาญเท่านั้น

ด้าน นายดำรงค์ วัฒนา รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบเรื่องว่ามีการเมืองเข้ามากดดันให้นายจรัสลาออก ดังนั้นขอตรวจสอบข้อมูลก่อนถึงจะให้รายละเอียด

ขณะที่ นายเอก ตั้งทรัพย์วัฒนา รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิเทศสัมพันธ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า เท่าที่คุยกับนายจรัส ทราบว่าตัวเขาเองจะต้องระมัดระวังทางการเมือง เช่นเดียวกันในฐานะส่วนตัว นายจรัสก็มีจุดยืนอีกอย่างหนึ่ง แต่ในฐานะเป็นผู้บริหารคณะ บทบาทคณบดีก็ต้องระมัดระวัง ลำบากเหมือนกันที่ต้องพิจารณา

"เทียบให้ดี ไปดูเนื้อหาที่นายจรัสขึ้นไปพูดบนเวทีพันธมิตรฯ เรื่องรัฐธรรมนูญและเรื่องการเงินการคลังของรัฐ พอขึ้นไปตรงนั้นบทบาทต้องแยกแยะ บังเอิญมาเป็นคณบดีคงลำบากใจต้องรอดูการตัดสินใจ ลึกๆ ผมไม่รู้ว่ามันมีอะไรอยู่เบื้องหลังหรือเปล่า " รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิเทศสัมพันธ์กล่าว



Monday, June 16, 2008

นายกฯ บอกอยู่ครบ 4 ปี อุตสาหกรรมไทยก้าวหน้ามากขึ้น


นายกรัฐมนตรีบอกอยู่ครบ 4 ปีจะทำให้อุตสาหกรรมไทยก้าวหน้ามากขึ้น

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีเป็นประธานมอบรางวัลอุตสาหกรรม ประจำปี 2551( The Prime Minister Industry Award 2008) ซึ่งจัดโดยกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งในปีนี้มีบริษัทที่ได้รับรางวัลทั้งสิ้น 17 บริษัท อาทิ บริษัท ระยองโอเลฟินส์ จำกัด บริษัทซี.พี.ค้าปลีกและการตลาด จำกัด บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด(มหาชน)เป็นต้น โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวตอนหนึ่งว่าปัจจุบันความเจริญก้าวหน้าของอุตสาหกรรมไทยเป็นที่น่าภาคภูมิใจและเป็นความเจริญก้าวหน้าอย่างมีขั้นตอน เพราะเดิมเราผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า แต่วันนี้ต่างชาติจ้างไทยผลิตเพื่อการส่งออกไปจำหน่าย เช่น อุตสาหกรรมปลากระป๋อง อีกทั้งคนไทยยังก้าวไปเป็นเจ้าของกิจการในต่างประเทศในส่วนการขุดบ่อน้ำมัน ซึ่งถือว่าเป็นความก้าวหน้าที่ภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง พร้มกับบอกว่าหากตนเองอยู่ครบวาระ 4 ปีก็จะหาแนวทางทำให้อันดับความก้าวหน้าด้านอุสาหกรรมของไทยเลื่อนขึ้นจากเดิมที่เราอยู่อันดับที่ 20