WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, June 18, 2008

‘นพดล’ท้า‘อลงกรณ์’เอาตำแหน่งเดิมพันกรณี‘เขาพระวิหาร’

“นพดล” ท้าเอาตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นเดิมพัน หากทำให้ไทยเสียดินแดนกรณีเขาพระวิหาร ยืนยันเป็นผลงานชิ้นโบแดง ที่ระงับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกไว้ได้ทัน พร้อมเปิดเผยแผนที่ แถลงการณ์ร่วม หลังขึ้นทะเบียนมรดกโลกแล้ว พร้อมเตรียมเจรจาแก้ปัญหาสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำเขตแดนไทย

นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีเขาพระวิหารว่า ความจริงไม่ได้มีปัญหาอะไร เพราะตอนต้นทางกัมพูชาขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารในลักษณะหนึ่งบวกสอง แต่สองนั้นรุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ของไทย ซึ่งตนในฐานะ รมว.ต่างประเทศ ก็ได้แจ้งกลับไปว่า ให้ขึ้นทะเบียนเฉพาะพื้นที่หมายเลขหนึ่งได้หรือไม่ ทางกระทรวงการต่างประเทศไปช่วยไม่ให้ไทยเสียดินแดน จึงไม่มีเรื่องอะไรที่จะมีคนออกมาคัดค้าน

“ถ้าไม่ใช่ฝีมือของผม เราอาจจะสุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียดินแดนในพื้นที่ทับซ้อน ถ้าผมไม่เป็น รมว.ต่างประเทศ เดือนกรกฎาคมเขาอาจจะขึ้นทะเบียนมรดกโลกทั้งส่วนที่ 1 และ 2 ไปแล้ว ถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงของผม แต่กระทรวงการต่างประเทศมาช่วยทำให้แผนที่ที่กัมพูชาทำมาตัดเหลือเฉพาะหนึ่ง คือบริเวณตัวปราสาทเท่านั้น จึงไม่ได้มีปัญหาอะไร ทางกรมแผนที่ทหารได้ช่วยดูแล้วไม่มีการรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของเรา ทุกฝ่ายสบายใจได้ ที่คุณอลงกรณ์ (นายอลงกรณ์ พลบุตร) บอกว่ามีการหมกเม็ด ก็ยืนยันว่าไม่มี เพราะทางกรมแผนที่ทหารได้พิจารณาอย่างรอบคอบ และในที่ประชุม ครม. วันนี้ก็จะมีการพูดคุยและชี้แจงกันอีกครั้ง หากคิดว่าแผนที่ที่กัมพูชาเสนอมายังสามารถคัดค้านได้ และเมื่อถึงเวลาสมควรก็คงจะสามารถเปิดเผยทั้งตัวแผนที่และแถลงการณ์ร่วม”

เมื่อถามว่า หากถึงเวลาเปิดเผยแถลงการณ์ร่วมแล้วไม่เป็นที่พอใจของคนไทย จะรับผิดชอบอย่างไร นายนพดล กล่าวว่า “จะให้ผมลาออกไหมครับ แต่ถ้าเกิดแผนที่มันถูกต้อง ไม่รุกล้ำ คุณอลงกรณ์จะลาออกจากการเป็น ส.ส. หรือไม่ แล้วผมจะลาออกจากการเป็นรัฐมนตรี ถ้าแผนที่มันรุกล้ำ ผมอุตส่าห์ทำให้ไม่เสียดินแดน ถ้าบ้านเมืองเราไม่เห็นความสำเร็จที่ชัดเจนที่สุด ซึ่งผมได้เจรจาในขณะนี้ เราก็ทำความดีไม่ได้แล้ว ผมขอท้าทายเลยว่า ถ้ามีการจดทะเบียนเฉพาะตัวปราสาท ไม่รวมพื้นที่ทับซ้อน ถ้าเป็นจริงตามนี้ ฝ่ายค้านหรือคนที่วิพากษ์วิจารณ์ผมจะให้เครดิตผมหรือไม่”

เมื่อถามว่า เป็นการเดิมพันด้วยตำแหน่งเลยใช่หรือไม่ นายนพดล กล่าวว่า “ถ้าผมชนะจะให้ผมเป็นอะไร เป็นนายกฯ หรือ ผมไม่อยากเดิมพันอะไร เพราะเป็นงานที่ใครๆ ก็ตรวจสอบได้ เรื่องนี้น่าจะชื่นชมกระทรวงการต่างประเทศ ที่เจรจาด้วยความยากลำบาก ผมพร้อมแสดงความรับผิดชอบต่อเรื่องนี้ด้วยการลาออก แต่ถ้าไม่รุกล้ำจะให้ตำแหน่งอะไรผมเพิ่มหรือไม่ ถ้าให้เพิ่มผมถึงจะรับคำท้า”

นายนพดล กล่าวอีกว่า สำหรับสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำเข้ามาในส่วนของไทยนั้น จะต้องไปเจรจาเพื่อขอให้มีการดำเนินการร่วมกันต่อไป เพราะขึ้นมาตั้งแต่ 8 ปีที่แล้ว ทางกระทรวงการต่างประเทศก็ได้ประท้วงอย่างต่อเนื่อง 3-4 ครั้ง ก่อนที่ตนจะเข้ามาเป็น รมว.ต่างประเทศ ซึ่งตนมั่นใจว่าสามารถเจรจาได้สำเร็จเป็นผลงานชิ้นที่สอง

ส่วนที่กลุ่มพันธมิตรฯ จะไปเยี่ยมที่กระทรวงในวันพรุ่งนี้ ก็เป็นสิทธิ์ที่ทำได้ แต่ต้องขอถามว่า จะไปกี่คน จะได้เตรียมถ้วยกาแฟให้ถูก



‘สดศรี’กางพาสปอร์ตโต้ ลั่นฟ้อง‘พันธมิตร’กุข่าว

“สดศรี” กางหนังสือเดินทางโต้ข่าวเดินทางไปจีนกับ “จาตุรนต์” ยันไม่เคยรับสินบนเครื่องเพชรตามที่กลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวหา ประกาศฟ้องกลับแน่ ด้าน “หมอเหวง” หนุนฟ้อง “แป๊ะลิ้ม” ซัดไม่เป็นสุภาพบุรุษรังแกได้แม้แต่ผู้หญิง ขณะที่กลุ่มต่อต้านพันธมิตรฯ พร้อมพวก ราว 60 คน รวมตัวให้กำลังใจ “สมชัย – สดศรี” พร้อมทั้งเผาหุ่น 3 กกต. และประชาธิปัตย์ ที่ฝักใฝ่เผด็จการ

หลังจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ออกมาเดินเกมกดดันการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้วยการขับไล่ 2 กกต. นางสดศรี สัตยธรรม กับ นายสมชัย จึงประเสริฐ โดยกล่าวหาว่าทำหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้กับพรรคพลังประชาชน พร้อมทั้งโยนข้อกล่าวหาให้นางสดศรีว่า รับสินบน และมีความสนิทสนมกับนักการเมืองฝั่งพรรคพลังประชาชน นั้น

เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ที่ผ่านมา นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง ด้านกิจการพรรคการเมือง แถลงข่าวปฏิเสธข้อกล่าวหาของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่กล่าวหาว่าตนเองเดินทางไปพบกับ นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ที่ประเทศจีนเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

โดยนางสดศรียืนยันว่า ตนเองไม่เคยไปพบกับนายจาตุรนต์ หรือสมาชิกมูลนิธิ 111 ไทยรักไทย แต่ยอมรับเคยเดินทางไปจีนจริง ในสมัยที่เป็นผู้พิพากษาเมื่อปี 2548 และปี 2549 ซึ่งขณะนั้นยังไม่ได้เป็น กกต. รวมถึงไม่เคยรับสินบนเครื่องเพชรตามที่กลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวหา และเตรียมฟ้องกลับกลุ่มพันธมิตรฯ ในข้อหาหมิ่นประมาท

“ดิฉันเห็นว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อต้องการดิสเครดิตการทำงานของ กกต. และต้องการแบ่ง กกต. ออกเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายกลุ่มพันธมิตรฯ กับพรรคประชาธิปัตย์ และฝ่ายรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน”

ทั้งนี้ในระหว่างการให้สัมภาษณ์ นางสดศรีได้แสดงพาสปอร์ตจำนวน 2 เล่มที่เตรียมมาให้กับผู้สื่อข่าวได้ดูทีละหน้า รวมถึงสายสร้อยไข่มุกที่ใส่มาในราคา 199 บาท โดยระบุว่า ตนเองเป็นคนนิยมของปลอมมากกว่า

นางสดศรี กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา กกต. ทั้ง 5 คน ทำงานโดยไม่มีปัญหา และไม่เคยแบ่งพรรคแบ่งพวก ส่วนเรื่องข้อเรียกร้องของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ต้องการให้รื้อฟื้นสำนวนคำร้องคัดค้านทุจริตเลือกตั้งนั้น ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากเป็นมติ กกต. ไปแล้ว ซึ่งหากกลุ่มพันธมิตรฯ มีหลักฐานว่า กกต. ทุจริตก็ให้ฟ้องดำเนินคดีกับ กกต. ได้ทันที

*หนุนฟ้องพวกหน้าตัวเมีย
ด้าน นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) กล่าวว่า ตนเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการที่นางสดศรีจะฟ้องร้องนายสนธิ เพื่อเปิดโปงให้ประชาชนได้รับรู้กันทั่วประเทศว่า กกต. มีความสุจริต จึงอยากให้นางสดศรีท้าให้นายสนธิเอาหลักฐานมาเผยแพร่ให้สาธารณชนได้รับทราบ อีกทั้งอยากให้นายสนธิแสดงความเป็นสุภาพบุรุษ อย่ารังแกผู้หญิง ควรให้เกียรติสุภาพสตรี

“อยากเรียกร้องให้นายสนธิกล้าๆหน่อยอย่ารังแกผู้หญิง ต้องให้เกียรติผู้หญิง นายสนธิเป็นสุภาพบุรุษหรือเปล่า อยากให้เผชิญหน้ากันเลย เพื่อจะได้ฉีกหน้ากากของนายสนธิว่าเป็นคนอย่างไร การที่จะไปเหยียบย่ำสถานที่ราชการ และกล่าวหาโดยไม่เป็นความจริงนั้นมันน่าเกียจขนาดไหน” นพ.เหวงกล่าว

อย่างไรก็ตาม นพ.เหวง กล่าว่า การฟ้องร้องต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควรจึงอยากขอเรียกร้องให้นางสดศรีและนายสนธิออกอากาศว่าจะมีการฟ้องร้องกันจริงทุกช่อง ซึ่งสถานที่ออกอากาศจะเป็นที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือหากทางนายสนธิรังเกียจ กกต.ก็ไปถ่ายทอดที่สนามหลวงก็ได้

* แกนนำ คปพร. หนุนเต็มที่
นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท หนึ่งในแกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) กล่าวว่า เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นการท้าทายอำนาจศาล ของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล เนื่องจากมีการกล่าวหาพาดพิง โดยไม่มีหลักฐานกับบุคคลที่คัดสรรมาจากที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกา หากสังเกตแล้วกลุ่มพันธมิตรจะทำการต่อต้าน ตอบโต้ และก้าวร้าวกับองค์กร หรือบุคคลที่เห็นต่างไปจากตนเอง นี่คือสัญชาติชั่วของกลุ่มพันธมิตร

อย่างไรก็ตามโดยส่วนตัวแล้ว ตนเห็นด้วย และขอแสดงความชื่นชมกับการที่นางสดศรี จะทำการยื่นฟ้องร้องดำเนินคดีต่อ นายสนธิ ลิ้มทองกุล และเป็นเรื่องที่ต้องให้กำลังใจ กับผู้ที่ทำประโยชน์ให้กับบ้านเมือง หรือกลับบุคคลที่ถูกกล่าวหา

“การที่นายสนธิ ทำการกล่าวให้ร้ายผู้อื่นที่มีทัศนคติไม่ตรงกับตนเอง ถือเป็นเรื่องที่ต้องแสดงต่อสังคมให้กระจ่างแจ้ง ว่าทุกวันนี้เกิดอะไรขึ้นกับบ้านเมือง เหตุนี้จะกลายเป็นว่า กลุ่มม็อบใหญ่กว่ากฎหมาย มีอำนาจหรืออย่างไร ดังนั้นการที่คุณสดศรีจะทำการฟ้องสนธินั้นเป็นเรื่องที่ดี และควรให้กำลังใจ เพราะคนพวกนี้ท้าทายอำนาจศาล และกำลังพยายามยกตัวเองให้เป็นคนชี้นำประเทศ “ นายวิภูแถลง กล่าว

กลุ่มต้านฯ เผาหุ่น 3 กกต.
ด้าน นายวรัญชัย โชคชนะ แกนนำกลุ่มต่อต้านพันธมิตรฯ พร้อมด้วยประชาชนกว่า 60 คน รวมตัวกันบริเวณด้านหน้าอาคารศรีจุลทรัพย์ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เพื่อเดินทางมาให้กำลังใจ นางสดศรี สัตยธรรม และ นายสมชัย จึงประเสริฐ กรรมการการเลือกตั้ง พร้อมมอบพวงมาลัยเป็นกำลังใจให้ในการทำงาน ผ่านทาง นายสมชาติ เจศรีชัย รองเลขาธิการด้านกิจการบริหารกลาง เป็นผู้รับมอบแทน

นอกจากนี้ ทางกลุ่มต่อต้านพันธมิตรฯ ได้ทำการเผาหุ่นของแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รวมถึงเผาหุ่นของ นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. นายประพันธ์ นัยโกวิท และ นายสุเมธ อุปนิสากร กรรมการการเลือกตั้งด้วย เนื่องจากเห็นว่า กกต. ทั้ง 3 คน มีท่าทีสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ต้องการล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและเชื่อว่ามีพฤติกรรมทางการเมืองที่วางตัวไม่เป็นกลาง



‘สันติอโศก’ตัวอันตราย ตั้งลัทธิเทียบชั้น‘พุทธ’

นักวิชาการเรียงหน้าถล่มซ้ำ “สันติอโศก” ชี้แนวคิดอันตราย หวังจ้องสถาปนาลัทธิตัวเองเป็นศาสนาใหม่ ยกระดับให้เสมอพระพุทธศาสนา ออกมาร่วมชุมนุมกับม็อบผิดหลักการศาสนาที่สอนไม่ให้เบียดเบียนผู้อื่น ซ้ำเป็นจการสร้างความสับสนให้สังคม เผยหลายก๊วนจับมือหาประโยชน์ร่วมกัน ด้านม็อบพันธมิตรฯ เริ่มหงอย แนวร่วมเริ่มป่วยระนาว “เฉลิม” เชื่อเคเบิลทีวีหยุดออกอากาศเอเอสทีวีช่วยลดความฮึกเหิมของม็อบ

การออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่มสันติอโศกที่นำโดย นายรักษ์ รักษ์พงษ์ หรือโพธิรักษ์ ในการชุมนุมร่วมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขับไล่รัฐบาล ยังเป็นประเด็นที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะไม่ควรอย่างต่อเนื่อง ทั้งความพยายามในการแต่งกายและปฏิบัติกิจเลียนแบบพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา จนสร้างความเข้าใจผิดในสายตานานาชาติว่า มีพระออกมาร่วมการชุมนุม รวมไปถึงความเข้าใจผิดที่จะเกิดกับเยาวชนในเรื่องศาสนานั้น

ผศ.ดร.ศิลป์ ราศี อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยศรีปทุม กล่าวว่า พฤติกรรมของคนกลุ่มนี้ต้องเริ่มต้นจากคำว่า กองทัพธรรม ที่นำมากล่าวอ้าง ซึ่งความหมายที่แท้จริงของกองทัพธรรม ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นแม่ทัพ ก็คือพระพุทธเจ้า และหลักการของพระพุทธศาสนาเป็นหลักอหิงสา ที่สอนให้มนุษย์ไม่ไปเบียดเบียนผู้อื่น สังคมจะได้อยู่อย่างสงบสุข

แต่การที่กลุ่มสันติอโศกไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นเรื่องที่เข้ากันไม่ได้ เป็นการทำลายหลักการของพระพุทธศาสนา หลักการของสันติอโศก เป็นแบบวิหิงสา คือ การสร้างความเบียดเบียนให้กับผู้อื่น สร้างความสับสนให้เกิดขึ้นภายในสังคม เป็นการกระทำที่ไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง และไม่มีจิตสำนึกในความเป็นพุทธศาสนิกชน

เจ้าสำนักสันติอโศก หรือ โพธิรักษ์ เป็นคนที่ชอบอวดอ้างว่าตนเองว่าเป็นพระโพธิสัตว์ บำเพ็ญเพียรบารมีเพื่อที่จะมาช่วยชาวโลก และก็อ้างว่าตนเองเป็นพระอรหันต์ ซึ่งจริงๆ แล้วทั้งสองอย่างเป็นเรื่องที่ขัดแย้งกัน ซึ่งการกระทำเหล่านี้เป็นการกระทำที่ลวงโลก หลอกลวงผู้อื่นว่าตนเองนั้นเป็นคนวิเศษ

*สถาปนาลัทธิเทียบพุทธศาสนา
วัตถุประสงค์ของคนกลุ่มนี้ก็เพื่ต้องการสถาปนาลัทธิของตนเองเป็นศาสนา และให้ตนเองเป็นศาสดาองค์ใหม่ ซึ่งเราไม่ควรไปยกย่องคนกลุ่มนี้ให้เทียบเท่ากับพุทธศาสนา

ซึ่งมาถึงตอนนี้ตนมองว่าเป็นหน้าที่ของชาวพุทธทุกคน และองค์กรของพระพุทธศาสนาที่จะต้องออกมาปกป้อง ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินการทางกฎหมาย หรือจะดำเนินการทางสังคมเพื่อออกมาปกป้องพระพุทธศาสนา รวมตัวกันประท้วงให้กลุ่มสันติอโศกยุติบทบาทของตนเอง และอยากเตือนสติทุกคนว่าอย่าได้หลงเชื่อคนกลุ่มนี้ มันเป็นเรื่องที่อันตรายมาก เพราะคนส่วนใหญ่ที่ไม่เข้าใจ หรือคนต่างชาติต่างก็เข้าใจผิด ทำให้ภาพลักษณ์ที่ดีงามของพระพุทธศาสนาต้องเสื่อมเสีย

“ไม่ว่าจะเป็นการออกมาเดินขบวน หรือการส่งเสริมให้คนในลัทธิของตน ไปประทุษร้ายผู้อื่นนั้น ล้วนแต่เป็นหน้าที่ของคนที่นับถือลัทธินี้ ซึ่งมันขัดกับหลักอหิงสาของพระพุทธศาสนาของเรา”

*สันติอโศกอยากยกระดับตัวเอง
ด้าน ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) กล่าวในประเด็นเดียวกันว่า กฎหมายได้ตัดสินออกมาครั้งหนึ่งแล้วว่าสันติอโศกไม่ใช่สงฆ์ เพราะไม่ยอมรับในเงื่อนไขของมหาเถรสมาคม คนที่สันติอโศกบวชให้นั้นก็ไม่ถือว่าเป็นพระด้วยเหมือนกัน ไม่มีความเป็นพระ หรือเป็นสมณะทั้งนั้น เพราะว่าไม่มีความสงบทั้งกาย วาจา และใจ

และการออกมาร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ ถือว่าไม่มีความถูกต้อง เพราะคนที่ประกาศว่าตนเองเป็นธรรมแล้ว ย่อมต้องณุ้ดีว่าอะไรเป็นธรรม อะไรเป็นอธรรม คนกลุ่มนี้ไม่ควรที่จะออกมาสนับสนุนการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

การที่ออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่มสันติอโศก เพียงเพื่อต้องการยกระดับของตนเองให้เทียบเท่ากับมหาเถรสมาคมเท่านั้น ถึงแม้ว่าจะมีกฎหมายออกมาคุ้มครองพวกลัทธิ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถทำอะไรได้ตามอำเภอใจ

* ชำแหละก๊วนสันติอโศก
ในตอนนี้กลุ่มสันติอโศก และพันธมิตรฯ ต่างก็มีผลประโยชน์ร่วมกัน เพราะพันธมิตรฯ ต้องการล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ส่วนทางสันติอโศกก็ไม่ต้องการให้พระพุทธศาสนาได้บัญญัติเป็นศาสนาประจำชาติ และกลุ่มสันติอโศกเป็นเสมือนกำลังสำคัญในการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะว่ากลุ่มคนที่ทำแผนดาวกระจายก็เป็นคนที่อยู่ในกลุ่มสันติอโศก เป้าหมายของพวกเขาคือต้องการให้จำลองกับโพธิรักษ์ชนะเท่านั้น พระพุทธศาสนาถือว่าคนกลุ่มนี้ทำความเสียหาย และทำให้สังคมเสื่อมเสีย

“อยากเรียกร้องให้ทางคณะสงฆ์ กระทำการใดๆ เพื่อประกาศว่าคนกลุ่มนี้ไม่ใช่พระ เพราะพันธมิตรฯ ใช้คนกลุ่มนี้เป็นอำนาจต่อรองในเกมการเมือง เพราะคนกลุ่มสันติอโศก แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกเป็นผู้นับถือศาสนามุสลิมบางส่วน โดยมีอดีต ประธาน คมช. เป็นแกนนำ อีกกลุ่มเป็นผู้นับถือศาสนาคริสต์บางส่วน ที่มีคุณหญิงจารุวรรณเป็นแกนนำ และกลุ่มสุดท้ายคือของมหาจำลอง และก็เป็นสิ่งที่ทุกคนทราบว่าคนทั้งหมดต่างก็มีผลประโยชน์ร่วมกัน”

* ม็อบข้างถนนเริ่มหมดแรง
ขณะที่การเคลื่อนไหวของม็อบพันธมิตรฯ ถึงวันนี้เป็นวันที่ 24 แล้ว โดยช่วงบ่ายของวันที่ 17 มิถุนายน บรรยากาศการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ไม่มีความคึกคัก โดยไม่มีการปราศรัยบนเวทีแต่อย่างใด มีเพียงการเปิดวิทยุกระจายเสียงตามสาย บอกเล่าข่าวสารและเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ให้ประชาชนที่ปักหลักอยู่ในพื้นที่ชุมนุมได้รับฟัง ขณะที่ประชาชนใช้เวลาในช่วงบ่ายด้วยการพักผ่อนตามอัธยาศัย และจับกลุ่มสนทนาปราศรัยกัน

นอกจากนี้ ยังมีประชาชนจำนวนไม่น้อยขอรับยารักษาโรคพื้นฐาน อาทิ ยาแก้ไข้ ยาแก้ปวด ยาแก้ไอ จากหน่วยพยาบาลที่อยู่ในบริเวณพื้นที่ชุมนุม เนื่องจากสภาพอากาศที่มีความไม่แน่นอนในแต่ละวัน อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จากหน่วยพยาบาลในพื้นที่ชุมนุม ระบุว่า ยังต้องการขอรับบริจาคยารักษาโรคพื้นฐานอีกเป็นจำนวนมาก เพื่อรองรับการให้บริการอย่างเพียงพอกับประชาชนที่มาร่วมชุมนุมในแต่ละวัน

* ปิดเอเอสทีวีลดความฮึกเหิม
ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุม ครม. ถึงการแก้ปัญหาการชุมนุมปิดถนนของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่า ตนได้พบกับตัวแทนผู้ประกอบธุรกิจเคเบิลทีวีไปแล้วเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน ที่ผ่านมา ซึ่งก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าการเผยแพร่ภาพข่าวจากเอเอสทีวีเป็นเรื่องผิดกฎหมาย เขาก็จะใช้วิธีการระมัดระวังในการนำเสนอข่าว ซึ่งหากเคเบิลทีวีให้ความร่วมมือในส่วนนี้ ความฮึกเหิมของม็อบก็จะลดน้อยลง

ทั้งนี้ตนยังเชื่อว่าฟ้าดินมีจริง หากใครคิดทำไม่ดีกับบ้านเมืองสุดท้ายไปไม่รอด ส่วนที่กลุ่มผู้ชุมนุมอ้างว่าเป็นการแสดงออกตามกติกาของระบอบประชาธิปไตยภายในกรอบรัฐธรรมนูญนั้นก็ไม่เป็นความจริง แต่เป็นเวทีกล่าวหา กล่าวร้าย นั่งดูทีไรก็หมิ่นประมาทแทบทุกคน

*ฉะพวกไม่รู้จักเคารพกติกา
ที่สำคัญที่สุด ไม่ได้เป็นการแสดงออกของพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่เป็นกลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่งที่เคยขับไล่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาแล้ว และถ้าความคิดของกลุ่มบุคคลนี้เป็นความคิดที่ดี เป็นที่ชื่นชอบของประชาชน การเลือกตั้งครั้งที่แล้วพวกตนก็ต้องแพ้

“ กลุ่มคนพวกนี้ด่ามาตลอดโดยไม่คำนึงกฎเกณฑ์ กติกา ไม่เคยให้เกียรติผู้นำประเทศ ด่าไอ้ อี มึง กู โคตรพ่อโคตรแม่ มีที่ไหนในโลกเขาทำกันบ้าง ผมไม่เห็นมีสาระประโยชน์อะไรเลย ปากก็บอกว่ากลัวคนไปกดดันองค์กรอิสระแต่ปฏิบัติเอง สิ่งที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ทำวันนี้ก็เหมือนกับก่อนปฏิวัติปี 2549 และสิ่งที่นายสนธิพูดจาวันนี้ ก็เป็นสิ่งที่ศาลจำคุกนายสนธิไปแล้ว 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา ข้อกล่าวหาเรื่องปฏิญญาฟินแลนด์ก็ถูกจำคุก 2 ปี และที่ไปด่าว่าป่าไม้ที่ จ.เชียงราย ก็ถูกจำคุก 1 ปี รวมแล้ว 3 คดีก็ 5 ปี 9 เดือน ” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

* ฉะม็อบทำนักลงทุนเผ่น
เมื่อถามว่าจะมีจุดลงตัวในการเจรจาเพื่อยุติปัญหาหรือไม่ รมว.มหาดไทย กล่าวยอมรับว่า มันลำบาก ยาก อย่างวันนี้ตนก็ได้ไปเยี่ยมม็อบตำรวจมา วันนี้ตำรวจเบื่อที่สุด เพราะม็อบทำให้เกิดความเสียหาย 3 เรื่อง คือ เศรษฐกิจ คนไม่กล้ามาลงทุน เพราะคิดว่าบ้านเมืองเรากำลังเกิดกลียุค ปัญหาสังคม ตำรวจไม่ได้ทำหน้าที่ที่ควรจะทำ และการเมือง เป็นการสร้างธรรมเนียมประเพณีที่เลวร้ายในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯนายสนธิกับคณะถ้าแน่จริงอย่ากีดขวางการจราจร ถ้าแน่จริงก็ขอให้ประชุมริเวณอื่น ชาวบ้านจะได้ไม่เดือดร้อน

ต่อข้อถามว่า พันธมิตรฯ ประกาศว่าอีก 7 วันจะจัดการกับรัฐบาลได้แน่นอนหลังจากที่ไปให้กำลังใจ กกต. มา ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ฝันไปเถอะ และการประชุม ครม. วันนี้คงไม่มีการหารือเกี่ยวกับเรื่องการชุมนุม รัฐบาลยืนยันอีกครั้งว่าจะไม่มีการสลายการชุมนุมหรือใช้กำลังอย่างเด็ดขาด แม้จะมีการด่าตนทุกวันก็สาธุ แต่วันนี้ก็มีม็อบตำรวจเกิดขึ้นมาแล้ว ตำรวจเหนื่อย ทำงานทั้งในท้องที่ จากนั้นก็ต้องถูกระดมมาดูม็อบ

“ผมจะบอกให้ว่ามันกำลังจะมีคนสร้างสถานการณ์แล้วโยนความผิดมาให้รัฐบาล ก็ขอบอกผู้สื่อข่าวและประชาชนว่า รัฐบาลชุดนี้จะไม่มีการใช้กำลังรุนแรงโดยเด็ดขาด คืนวานซืนมีคนซน จะเอาระเบิดไปโยนข้างกระทรวงมหาดไทย แหล่งข่าวบอก จึงได้ขอร้องตำรวจให้มาดู อย่านึกว่าผมไม่รู้ แต่ผมขอสาปแช่ง ใครคิดดีกับบ้านเมืองก็ขอให้เจริญ ใครคิดร้ายก็ขอให้วิบัติ”


สถาปนิกไม่เชื่อบ้าน ‘เลดี้ดั๊ก’ 4.4 ล.

* ปปช.ยึกยักตรวจสอบทรัพย์สิน “จารุวรรณ”

“สำนักประเมินราคาทรัพย์สิน” ยืนยันเงิน 4 ล้านตามที่ “จารุวรรณ” อ้างเป็นค่าก่อสร้างคฤหาสน์หรู อย่างมากก็ซื้อได้แค่วัสดุก่อสร้าง แถมปัจจุบันยังอาจขึ้นราคาไปมากกว่านั้น ขณะที่สถาปนิก-ผู้รับเหมาก่อสร้าง ระบุหากเฉพาะแค่โครงสร้างตามที่ระบุว่าทำสัญญาเมื่อปี 2546 อาจจะพอเป็นไปได้ แต่ถ้าสร้างจนเสร็จสิ้นครบถ้วน ต้องมีเงินนับสิบล้านบาท แถมยังข้องใจไม่เคยเจอผู้รับเหมาที่ไหนยอมทำสัญญารับจ้างเป็นช่วง ระบุใบ BOQ ที่คุณหญิงกล่าวอ้างอาจมีมากกว่า 1 ใบก็ได้ เพราะเป็นเพียงเอกสารแนบสัญญา หรือบางทียังอาจเป็นวิธีการของพวกฟอกเงิน ที่ให้เงินสกปรกจ่ายเพิ่มเติม

กรณีมีการเปิดประเด็นคฤหาสน์หรูของ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่มีการระบุว่ามีมูลค่าไม่น้อยกว่า 50 ล้านบาท จนกลายเป็นข้อกังขาของสังคมว่า คุณหญิงจารุวรรณมีเงินจำนวนมากขนาดนั้นได้อย่างไร จะมีความไม่ชอบมาพากลใดๆ หรือไม่ รวมทั้งตัวคุณหญิงเองก็ยังชี้แจงได้ไม่ชัดเจน และมีความคลุมเครืออยู่มาก โดยเฉพาะประเด็นที่ระบุว่าราคาสร้างบ้านแค่เพียง 4.4 ล้านบาท รวมไปถึงความไม่ชัดเจนในเรื่องที่มาของเงิน นั้น

กรณีดังกล่าว สำนักประเมินราคาทรัพย์สิน ได้มีการประเมินราคาในเบื้องต้นพบว่า เฉพาะราคาวัสดุก่อสร้างก็ใกล้เคียงกับตัวเลขที่มีการกล่าวอ้างแล้ว

นายพิเชษฐ์ ทองบุญเรือง เจ้าหน้าที่ในสำนักประเมินราคาทรัพย์สิน กล่าวว่า จากข้อมูลพื้นที่ใช้สอยของบ้านหลังดังกล่าวประมาณ 350 ตารางเมตรนั้น ถือว่าเป็นบ้านที่มีขนาดใหญ่มาก ซึ่งในส่วนขององค์กรของภาครัฐ การอัพเดตราคาในการประเมิน โดยเฉพาะเรื่องของวัสดุจะมีการอัพเดต 4 ปีต่อครั้ง ดังนั้นข้อมูลอาจจะไม่เป็นปัจจุบันมากนัก เพราะอาจจะมีการขึ้นราคาไปแล้ว

รวมทั้งในการประเมินบ้าน จะต้องมีการดูรายละเอียดที่ลึกกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวัสดุก่อสร้างว่าใช้เกรดไหน แบบบ้านเป็นอย่างไร ถึงจะประเมินราคาที่ใกล้เคียงได้

อย่างไรก็ตามแนวทางในการประเมินของหน่วยงานของรัฐ จะประเมินคร่าวๆ ในตารางเมตรละ 8,000 บาท ส่วนทางภาคเอกชนเท่าที่ทราบน่าจะอยู่ตารางเมตรละกว่า 10,000 บาท

ทั้งนี้ในตารางการประเมินของสำนักประเมินราคาทรัพย์สิน เมื่อปี 2550 ก่อนยุคน้ำมันแพงระบุว่า สำหรับบ้านที่สร้างด้วยวัสดุชั้นดี จะมีราคาวัสดุอยู่ที่ประมาณ 12,800 บาทต่อตารางเมตร หากบ้านหลังดังกล่าวมีพื้นที่ประมาณ 350 ตารางเมตร เฉพาะค่าวัสดุก่อสร้างก็จะมีราคาถึง 4,480,000 บาท ไปแล้ว ซึ่งบ้านหลังดังกล่าวมีลักษณะเป็นบ้านเล่นระดับ ก็ยังอาจจะต้องเพิ่มในส่วนของเหล็กเข้าไปด้วยอีก โดยยังไม่รวมถึงค่าก่อสร้าง และวัสดุอื่นจำพวกวงกบ ประตู หน้าต่าง ที่น่าจะมีราคาอีกเป็นล้านบาท รวมไปถึงค่าจ้างคนงาน ค่าตกแต่งต่างๆ เป็นเงินอีกจำนวนมาก

ด้านสถาปนิกและผู้รับเหมาก่อสร้างผู้หนึ่ง ที่มีผลงานในการสร้างหมู่บ้านจัดสรรและรับประมูลงานจากภาครัฐ กล่าวว่า ในความคิดเห็นของตน เฉพาะโครงสร้างของบ้านที่มีการกล่าวอ้างว่ามีมูลค่าเพียง 4 ล้านบาทนั้นอาจจะเป็นไปได้ เนื่องจากสัญญาที่ก่อสร้างนั้นเกิดขึ้นเมื่อปี 2546 ราคาประเมินโครงสร้างอาจจะทำได้ในช่วงนั้น แต่ก็จะเป็นเพียงโครงสร้างเท่านั้น และหากมีห้องใต้ดิน หรือมียอดโดมที่ต้องทำโครงสร้างเพิ่มเติม มีการเล่นระดับ ก็จะต้องเพิ่มเงินเข้าไปอีกมาก

รวมทั้งยังจะต้องมีราคาตกแต่งภายใน การปรับภูมิทัศน์ ทำสวน ก่อรั้ว ซึ่งคิดว่าจะต้องใช้งบประมาณนับสิบล้านบาท ซึ่งยังไม่สามารถบอกตัวเลขได้ชัด แต่ตัวเลขที่ประมาณการนั้นก็ยังเป็นตัวเลขขั้นต่ำ ซึ่งปกติแล้วการก่อสร้างทั่วไปงบประมาณก็มักจะบานปลายออกไปอีกมาก โดยเฉพาะการสร้างบ้านในระดับนี้ บางครั้งบานปลายไปหลายหล้านบาทเลยก็มี

“ผมคิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ ถึงแม้จะมีใบ BOQ มายืนยันว่ามีราคาเพียง 4 ล้านบาท แต่จริงๆ แล้วก็มีช่องทางซิกแซ็กได้อีกมากมาย และมีคนที่ทำแบบนี้กันอยู่ เช่น สามารถทำใบ BOQ ขึ้นอีกได้ เพราะเป็นเพียงใบประกอบที่แนบกับสัญญา เช่น อาจจะมีการทำใบ BOQ แยกไว้หลายใบก็เป็นได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับข้อตกลงระหว่างผู้ว่าจ้าง และผู้รับเหมา ที่จะทำเช่นนั้น

ดังนั้น จะเป็นช่องทางที่ทำให้เกิดการซิกแซ็กได้ ตนจึงคิดว่าไม่น่าจะมีผู้รับเหมาคนไหน รับทำสัญญาโครงสร้างบ้านและตกแต่งภายในของบ้านหลังดังกล่าว เพียง 4 ล้านบาทเป็นแน่ และมูลค่าการก่อสร้างไม่น่าจะอยู่เพียงแค่ 4 ล้านบาทด้วยเช่นกัน รวมทั้งก็ยังอาจจะเป็นไปได้ที่จะมีข้อตกลงพิเศษอื่นๆ เช่น การเพิ่มค่าวัสดุก่อสร้างต่างๆ ให้นอกเหนือบัญชีการว่าจ้าง ในกรณีที่ผู้ว่าจ้างบางรายต้องการฟอกเงิน เป็นต้น

ส่วนเรื่องของสัญญาที่คุณหญิงระบุว่า มีการก่อสร้างเป็นช่วงๆ ในความเป็นไปได้นั้น คิดว่าไม่น่าจะมีผู้รับเหมาคนไหนยอมรับงานประเภทนี้อย่างแน่นอน ในฐานะที่ตนรับงานประเภทนี้มานานจึงรู้ดีว่า มีปัจจัยเสี่ยงในหลายๆอย่าง ทั้งตัวผู้รับเหมาเอง และตัวของผู้ว่าจ้างด้วย จึงไม่น่าจะมีใครที่จะนิยมทำสัญญาแบ่งงานก่อสร้างเป็นช่วงระยะ ซึ่งโดยส่วนมากจะมีการรวมเงินและสร้างบ้านให้เสร็จในครั้งเดียวเป็นส่วนใหญ่ ในความเป็นจริงแล้วมันเป็นเรื่องไม่คุ้มทุนสำหรับผู้รับเหมา และผู้ว่าจ้าง จึงคิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้

ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวได้ไปติดต่อที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอตรวจสอบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เพื่อดูว่ามีการแจ้งราคาบ้านหลังดังกล่าวไว้หรือไม่ และแจ้งมูลค่าเท่าใด โดยที่แรกที่ ป.ป.ช. เขตดุสิต ด้านข้างทำเนียบรัฐบาล เจ้าที่ทำทีท่าบ่ายเบี่ยง และโบ้ยให้ไปติดต่อที่ สำนักงาน ป.ป.ช. ที่ตึกธนภัทร ถนนเพชรบุรี ชั้น 18

โดยเจ้าหน้าที่ที่ชั้น 18 แจ้งว่า บัญชีทรัพย์สินที่สามารถเปิดเผยได้มีเพียงของ ส.ส. กับ ส.ว. และรัฐมนตรีเท่านั้น ส่วนในกรณีของคุณหญิงจารุวรรณไม่สามารถเปิดเผยได้ ให้ไปติดต่อที่ชั้น 30 ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ตรวจสอบทรัพย์สินของนักการเมือง ซึ่งเจ้าหน้าที่ชั้น 30 แจ้งอีกว่า กรณีของคุณหญิงจารุวรรณซึ่งกำลังเป็นข่าวอยู่ขณะนี้ ผู้ที่จะตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินได้จะต้องมีส่วนเกี่ยวข้อง หรือมีหนังสือจากทางราชการเข้ามาตรวจสอบเท่านั้น เจ้าหน้าที่ถึงจะให้ข้อมูลได้

พร้อมยืนยันว่าในส่วนนี้ไม่สามารถให้ข้อมูลได้ และขอให้ไปติดต่อชั้น 11 อาคารธนภัทร เจ้าหน้าที่ชั้น 11 บอกว่าบัญชีแสดงทรัพย์สินในส่วนของคุณหญิงจารุวรรณไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากมีกฎหมายของ ป.ป.ช. คุ้มครองอยู่ ซึ่งเจ้าหน้าที่บอกให้ไปติดต่อที่เขตดุสิต

ขณะที่เจ้าหน้าที่คนหนึ่งยังเปิดเผยด้วยว่าได้ถูกกำชับจากผู้ใหญ่ว่า เรื่องดังกล่าวอยู่ในความสนใจของประชาชนและกำลังเป็นข่าว ให้ระมัดระวังในการให้ข้อมูลเอกสารกับประชาชนและผู้สื่อข่าวที่ติดตามเรื่องนี้



ASTV พลิกลิ้น ระงับฟ้องมท.1 อ้างไม่เสียหายยัง "ถ่ายทอด"ได้ตามปกติ

ASTV กลับคำพูด ไม่ดำเนินการฟ้อง “ดร.เหลิม” ในกรณีสั่งผวจ.ระงับสัญญาณ อ้างยังไม่เสียหาย เพราะยังออกอากาศได้ ด้าน สุริยะใส จะเข้ายื่นฟ้องต่อศาลปกครอง อ้างยึดบรรทัดฐานจากคดีความก่อนหน้านี้

นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความเครือผู้จัดการและASTV เปิดเผยว่า ตามที่ได้กำหนดนัดจะยื่นฟ้องร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ต่อศาลปกครองกลางในวันนี้ (17 มิ.ย.) กรณีสั่งผู้ว่าราชการจังหวัดระงับการส่งสัญญาณออกอากาศสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเอสทีวี นั้น

จากการตรวจสอบพบว่า ASTV ยังคงออกอากาศได้ตามปกติ จึงถือว่าความเสียหายยังไม่เกิดขึ้น ขณะนี้จึงจะไม่ฟ้องคดี แต่หากกลุ่มเคเบิ้ลท้องถิ่น มีปัญหาเรื่องการส่งสัญญาณ และประชาชนไม่สามารถรับชมช่องสัญญาณASTV ก็ให้เข้าร้องเรียนต่อสภาทนายความ หรือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนได้

ทั้งนี้ นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า ในวันที่ 17 มิ.ย.นี้ นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความของนายสนธิ ลิ้มทองกุล และเครือผู้จัดการ จะเข้ายื่นฟ้องต่อศาลปกครอง กรณีคำสั่งของร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ที่ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งตัดสัญญาณASTV เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยจะอ้างอิงจากบรรทัดฐานของคดีความก่อนหน้านี้ ที่ถึงแม้จะไม่มีคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษร ใช้คำสั่งเพียงวาจานั้นก็ถือเป็นการสั่งการโดยไม่ชอบ



Tuesday, June 17, 2008

สัมภาษณ์พิเศษ ‘พระมหาโชว์'...แฉ!สันติอโศกล้มแก้รธน.50


ดร.พระมหาโชว์ ทัสสนีโย แฉพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เดินเกมล้มการแก้ไข รธน.50 ซึ่งมีการบรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ มีต้นเหตุจากกองทัพธรรมของสันติอโศกร่วมขบวนการ เพราะอาจจะไม่พอใจที่ถูกมหาเถรสมาคมออก "ปกาสนียกรรม" ขับออกจากการเป็นพระสงฆ์ เนื่องจากอวดอุตริมนุสธรรม "บรรลุธรรม" ขณะกำลัง "ยืนฉี่" แฉ "มาร์ค-ปชป." ห่วงฐานเสียงภาคใต้มากกว่าเลยไม่กล้าบรรจุ พบ! บทความ "อาจารย์หม่อมคึกฤทธิ์" ยังระบุ การเอาสันติอโศกไปขึ้นกับมหาเถรสมาคม เป็นการปล่อย "เหี้ย" เข้าวัด

** ทำไมต้องบัญญัติเรื่องพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ

เหตุผลคือประเทศไทยเรานับถือศาสนาพุทธกันมาเป็นระยะเวลายาวนาน แทบจะเป็นหนึ่งเดียวกัน แยกไม่ได้ แต่เดิมนั้นเราปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินดูแล อุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนา เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากพระเจ้าแผ่นดิน มาเป็นปัจจุบัน เมื่อส่งมาถึงนักการเมือง นักการเมืองมีหลากหลายศาสนา แต่ว่าโดยส่วนมากเป็นชาวพุทธ 95% โดยจิตสำนึก เขากลับไม่เคยคิดถึงการอุปถัมภ์บำรุงในการดูแลอย่างแท้จริง จาก 2475 เป็นต้นมานักการเมืองไม่เคยใส่ใจเรื่องพระพุทธศาสนาเลย ที่อุปถัมภ์สักแต่ว่าทำตามประเพณีเท่านั้น ไม่มีกฎหมายรองรับ ซึ่งต่อนี้ไปทุกอย่างต้องมีกฎหมายรองรับ เราวิตกตรงนี้ จึงเคลื่อนไหว เพราะกฎหมายศาสนาอื่นๆ นั้น ได้รับการคุ้มครองอุปถัมภ์เพราะมีกฎหมายรองรับ

จุดสำคัญคือ เป็นสถาบันหลัก วัฒนธรรมประเพณีเกิดจากศาสนาพุทธ และไม่เบียดเบียนใคร และเมื่อใส่ไปแล้วไม่ได้บังคับให้ศาสนาอื่นมารักษาศีล 5 อย่างที่ นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง หรือ นายนรนิติ เศรษฐบุตร ที่ออกมาบอกว่า ใส่ไปแล้วจะทำให้เกิดการแตกแยก จะทำให้เกิดความน้อยใจ จะทำให้มีการบังคับให้รักษาศีล มันเป็นคำพูดที่โคมลอย คือ ถ้าใส่ไปแล้วชาวพุทธไปเบียดเบียนไล่ฆ่าพี่น้องมุสลิม ไล่ฆ่าพี่น้องชาวคริสต์ เราก็จะช่วยกันรณรงค์ไม่ให้บัญญัติเหมือนกัน แต่นี่เป็นร้อยๆ ปี เราร่วมกันโดยตลอด และประเทศไทยไม่เคยไปเขียนกฎหมายในการที่จะกีดกันศาสนิกอื่นที่เข้ามาในประเทศไทย

ประเทศใกล้เคียงเขายังมีกีดกัน เช่น ประเทศพม่า ออง ซาน ซูจี ที่มีสามีเป็นชาวคริสต์ รัฐบาลทหารพม่าไม่ต้องการให้คนที่นับถือศาสนาอื่นเป็นใหญ่เป็นโตในประเทศพม่า เขาเลยจำกัดพื้นที่ ท่านรู้ไหมลึกๆ นี่คือประเด็น สามีเป็นคริสต์ ในรัฐธรรมนูญพม่าเขาเขียนกีดกันเลยว่า ถ้านับถือศาสนาอิสลามในประเทศพม่า ถ้าเป็นนักการเมืองห้ามสูงกว่ารัฐมนตรีช่วยว่าการ เพราะถ้าสูงกว่านั้นจะทำให้มีผลกระทบต่อศาสนาพุทธในพม่า เปลี่ยนแปลงนโยบายได้เปลี่ยนอะไรได้ และถ้าเป็นนายทหาร จะต้องไม่ให้มียศเกินกว่า พันเอกพิเศษ นี่รัฐธรรมนูญของพม่าเป็นอย่างนี้ แต่ของเราในประเทศไทยไม่ได้จำกัด อย่างแม่ทัพภาค 4 เป็นมาแล้ว ผบ.ทบ. อย่าง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นมาแล้ว รองนายกรัฐมนตรี นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นมาแล้ว ยังเหลือนายกรัฐมนตรี ตำแหน่งที่สูงสุดในประเทศไทย ทุกตำแหน่งเป็นมาหมดแล้ว เราไม่ได้ไปกีดกัน อย่างที่หลายๆ ฝ่ายมักจะอ้าง นั่น...เป็นการสร้างภาพให้น่ากลัว เกินความจริงไป

อย่างที่ผ่านมา สสร. ประชาพิจารณ์ที่เกิดขึ้น นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง หรือแม้แต่ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ประธานคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ กีดกันตลอด ที่พูดแบบนี้ไม่ใช่ว่ามาร่วมกับกลุ่ม นปก. (แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ) หรือ คปพร. (คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550) แต่เรื่องแบบนี้มีอคติ การกีดกันเกิดขึ้น มันต่อเนื่องกันมา และเรายืนยันตั้งแต่ต้นก่อนที่จะมีการร่างประชามติว่า ถ้าไม่มีคำว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ เราจะไม่รับ บอกตั้งแต่ต้น

ที่นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นายธงทอง จันทรางศุ พร้อมคณะ ไปประชาพิจารณ์ ถ้าไม่มีคำว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ เราจะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่เมื่อครั้งก่อน และบอกกล่าวกับพระสงฆ์ทั้งหมดให้รับทราบ ส่วนท่านจะมีลูกศิษย์ลูกหาจะไปขยายฐานกันอย่างไร อันนั้นเราไม่ทราบ แต่บอกกันไว้ตั้งแต่ต้นที่ไปทำประชามติ

มาถึงตอนนี้ จากเมื่อครั้งก่อน ในเรื่องหลักการและเหตุผล เพราะดูในเรื่องศาสนาประจำชาติในหลายๆ ประเทศของอิสลาม เกือบ 50-60% จะเขียนบัญญัติเอาไว้ว่า ให้ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ เกือบ 60% บัญญัติเอาไว้ว่า ให้ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำชาติ มีแต่ของพุทธนี่แหละ ในประเทศกัมพูชา ศรีลังกา มีการเขียนบัญญัติเอาไว้ว่า ให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ถ้าเห็นว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่เบียดเบียน แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน เรายินดีจะร่วมรณรงค์คัดค้านไม่ให้บัญญัติ แต่ที่ผ่านมามันไม่เคยมี ถ้าใส่ไปแล้วใครจะเสียผลประโยชน์ ถามตรงๆ เพราะกฎหมายตรงนี้ไม่เคยมี เพราะอยู่ร่วมกันด้วยดีมาโดยตลอด

ถามตรงๆ ว่า ต่อไปนี้ไม่มี จำนวนของชาวพุทธน้อยลง ถ้าเกิดว่ามุสลิมมีจำนวนมากขึ้นและขอเป็นศาสนาประจำชาติ ถามว่า คริสต์ในประเทศไทยอยู่ได้ไหม มันก็อยู่ไม่ได้ แล้วพุทธอยู่ได้ไหม อันนี้พูดกันตามตรงว่าในประเทศอินโดนีเซียนี่แหละ เขากำลังทะเลาะกันระหว่างคริสต์กับอิสลาม แต่ว่าของพุทธไม่เคยมี และไม่เคยกีดกัน

เรื่องงบประมาณซึ่งเป็นของชาวพุทธเกือบ 100% อิสลามอยากจะไปทำเรื่องธนาคารอิสลาม เราก็ให้ มีการเอาเงินไปแสวงบุญที่เมกกะ เราให้ กฎหมายซากาต เราให้ทุกอย่าง อย่างกรณี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ครูสอนปอเนาะ โรงเรียนตาดีกา 2,800 คน เขาบรรจุในช่วง นายอารีย์ วงศ์อารยะ เขาบรรจุในช่วง คมช. ที่แล้ว เป็นข้าราชการประจำ เราก็ไม่เคยไปกีดกัน เราไม่เคยไปว่า ของพยาบาลอิสลาม 3,000 คนเรียนฟรี ส่วนของพุทธสิ่งเหล่านี้ไม่เคยได้ แม้แต่ทางคริสต์เองที่ตามมาในช่วงหลัง เขามีทุนใหญ่คือวาติกัน ลัทธิศาสนาในประเทศไทยเราไม่เคยไปทำอะไร แต่ที่ผ่านมานักการเมืองที่อาศัยเงินของศาสนาเหล่านี้ไปเรียนปริญญาเอกบ้างอะไรบ้าง พอกลับมาเป็นนักการเมืองแล้วคัดค้านชนิดหัวชนฝา

อย่าง นายนิธิ เอียวศรีวงศ์ นายนิวัติ กองเพียร ที่เขียนด่าในหนังสือพิมพ์ ทั้งๆ คนเหล่านี้เบื้องลึกแล้วนับถือศาสนาอะไร และเวลาจะเอาจากพระศาสนา ทุกคนเอาผลประโยชน์จากศาสนา อย่างกฎหมายศาสนาอื่น ของอิสลาม 4-5 ฉบับ ได้ประโยชน์ แต่ของศาสนาพุทธมี พ.ร.บ.สงฆ์ อย่างเดียวที่เกิดขึ้น รศ.121 พ.ศ.2584 พ.ศ.2505 ของเก่าๆ ทั้งนั้นเลย คิดจะปรับปรุงก็ไม่ได้ กฎหมายเก่านี่จะมาปรับปรุงปัดฝุ่นให้ทันสมัยกับสถานการณ์ก็มัวแต่เถียงกันอยู่ จนไม่ได้อะไรเลย

เพราะฉะนั้นกฎหมายนี่ถ้าเขียนแล้วไม่เดือดร้อน และเป็นศักดิ์ศรี เรื่องผลประโยชน์ เรื่องงบประมาณ เขาจะจัดงบประมาณเขาจัดกันโดยกฎหมาย หรือแม้แต่เกิดยันตายเขาคุยกันด้วยกฎหมาย เกิดเขาจะมีสูติบัตร อย่างบัตรประจำตัวประชาชนก็มาจากกฎหมาย สมาร์ทการ์ดที่เกิดจะเกิดจากกฎหมาย มาจนถึงสมรส ใบทะเบียนสมรสเกิดจากกฎหมาย ไปเป็นเจ้าของบ้าน เจ้าของมรดก เจ้าของรถ จะขับรถต้องมีใบขับขี่ เกี่ยวกับกฎหมายไปจนตาย หรือใบมรณบัตร เป็นกฎหมายทั้งหมด วิถีชีวิตคนเราคุยด้วยกฎหมายทั้งหมด พระสงฆ์ที่บอกว่าใช้พระธรรมวินัย แต่พระพุทธศาสนาเป็นเรื่องที่อยู่กับบ้านเมือง

อยากจะบอกว่าใช้พระธรรมวินัยอย่างเดียว มันคุ้มพระพุทธศาสนาไม่อยู่ ลำพังเฉพาะพระสงฆ์ หากทุกคนรู้พระธรรมวินัย เป็นพระอรหันต์หมด ทุกคนบรรลุธรรมหมด อย่างนั้นใช้พระธรรมวินัยอย่างเดียวได้ แต่ว่ากิเลสมันตั้งแต่ต่ำไปจนถึงละเอียด เป็นอนุสัยกิเลส มันอยู่ในใจของมนุษย์ ที่ยังเป็นโลกิยะ เพราะฉะนั้นที่บอกว่า กฎหมายมันต่ำ พระพุทธศาสนามันสูง อันนั้นมันเป็นข้ออ้าง เพราะว่านี่คือกฎหมายสูงสุดของประเทศ เราอยากให้พระพุทธศาสนาซึ่งเป็นของสูงได้รับการดูแลโดยกฎหมาย ใส่ไว้แล้วกฎหมายจะดูแล เราไม่ต้องไปนั่งประท้วง นั่งก่อม็อบกันเป็นร้อยๆ ครั้ง ถ้ากฎหมายมี กฎหมายจะดูแล กฎหมายจะช่วยจัดงบประมาณ บังคับโดยกฎหมายว่ารัฐต้องจัดงบประมาณและคุ้มครอง ทีนี้โดยกฎหมายไม่จำเป็นต้องไปประท้วงทุกครั้ง อย่าง ภิกษุสันดานกา ก็ด่าพระเหยงๆๆ จะเอาอะไรไปจับ เราไปบอก เขาก็ด่าพระ เพราะกฎหมายมันไม่มี เพราะฉะนั้นงบประมาณการคุ้มครอง การดูแล คุยด้วยกฎหมาย ถ้าบอกว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำใจ ไอ้นั่น...มันคุยกันแบบอรหันต์ คุยกันแบบผู้ปฏิบัติ ไม่ยอมรับความหลากหลาย และความเป็นจริง ถ้ามันดีกันทั้งหมดอย่างนั้น จะต้องมีรัฐธรรมนูญทำไมเล่า

** คนยังไม่เห็นว่าบัญญัติพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติแล้ว คนจะได้อะไรเป็นรูปธรรมชัดเจน

เหมือนกับการจดทะเบียนสมรส หมายความว่า ทรัพย์สินสมรสจะแบ่งกันได้ต้องมีกฎหมาย หมายความว่าจะจัดงบประมาณให้ต้องมีกฎหมาย ไปมอบงบประมาณให้มันผิดกฎหมาย และถ้าหากศาสนาอื่นนอกเหนือจากศาสนาพุทธมาจดเหมือนพุทธ มันจะมีปัญหา เพราะจะเกิดการแก่งแย่ง เกิดการเบียดเบียน ทะเลาะกันว่าด้วยเรื่องศาสนา แล้วมันจะเอื้อในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา วิทยุพระไม่เคยมี ต้องไปเช่ากันเองวันละชั่วโมงหนึ่ง เตรียมธรรมะด้วย เตรียมวัตถุดิบด้วย เดือนหนึ่ง 3 หมื่นบาท งบประมาณตรงนี้เอามาจากไหน มันไม่มี พระก็ต้องไปบังสุกุลมาเป็นค่าสถานี อุปกรณ์ที่เป็นการสอนต่างๆ จัดให้เป็นรูปธรรม เรื่องศึกษาเผยแผ่พระพุทธศาสนา เรื่องของสงฆ์ เดิมทีมันไม่ครอบคลุม ที่มีของสงฆ์นี่เป็นคณะสงฆ์ เราจะเขียนไปให้ครอบคลุม ให้มีกฎหมายแม่บทก่อน แล้วค่อยมาเป็นกฎหมายลูก

มีกฎหมายแม่บทก่อนแล้วค่อยไปขยายเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เช่น พ.ร.บ.กฎหมายอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา เช่น กรณีของการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ที่จะใช้ต้นทุนทางวิทยุ หรือเว็บไซต์นี่แหละ กฎหมายลูกมันต้องตามมาดูแลว่าการใช้เป็นประโยชน์บวกลบอย่างไร พระถ้าเทศน์ผิดเอากฎหมายนี่แหละ

อย่าง กรณีสันติอโศกที่เทศน์ผิด ที่เคยเทศน์เดิม นี่นะ "ตันหา" ตัน คือ ไปไม่ได้ จำเป็นต้องหา หรือกรณี บรรลุธรรมของโพธิรักษ์ ที่เป็นปัญหากันนี่นะ ถ้าอย่างนี้ กฎหมายที่มาใหม่นี้สามารถจับได้เลย เพราะฉะนั้นที่ออกมาคัดค้านเขาคงกลัวกฎหมายหลายๆ ฉบับที่เขากำลังจะเขียนขึ้น เช่น เทศน์ผิดพระไตรปิฎก หรือแต่งตัวเลียนแบบ พระหมุนลูกบวบไปทางด้านซ้าย ฉันเลียนแบบสงฆ์ ฉันหัวหมอเปลี่ยนเป็นด้านขวา และ สรรพนามที่ใช้ บิณฑบาต ถ้ากฎหมายออกมาจับได้เลย เพราะฉะนั้นที่เขากลัวนี่ หรือพยายามออกมาร่วมกับพันธมิตรฯ ลึกๆ อันแรกเลยคือ รัฐธรรมนูญ ถ้ามีแล้วอยู่ลำบาก เพราะจะมีกฎหมายออกมาอุปถัมภ์หรือคุ้มครอง

** หมายความว่า กรณีสันติอโศกที่มาชุมนุมในพันธมิตรฯ และเขากลัวประเด็นการร่าง พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนานี้ใช่ไหม เพราะจะมีกฎหมายลูกออกมาตามเป็นติ่งด้วย

มี มันจะมีกฎหมายลูกตามออกมาอีก คือ กฎหมายอุปถัมภ์และคุ้มครอง มันหมายถึงการเลียนแบบ เช่น เทศน์ผิดพระไตรปิฎก หรือแม้แต่ว่าไปบิณฑบาตนี่โดนหมดนะครับ ถือว่าเลียนแบบ อย่างกรณีท่านจันทร์ ออกมาพูด หรือโพธิรักษ์ หรือแม้แต่กลุ่มอื่นที่ไม่ได้ไปร่วมชุมนุมด้วย หากไปทำก็ผิด แม้แต่พระด้วยกันหากไปเทศน์ผิด ไปเทศน์แล้วบอกว่าหลักธรรมเหล่านี้อาตมาคิดขึ้นมาเอง ก็ผิดเหมือนกัน ฆราวาสที่ไปพูดในรายการทางวิทยุโทรทัศน์ ซึ่งต้องมีกรรมการไปตรวจสอบ รวมถึงที่เขียนหนังสือออกมาขายกันนี่ถูกหรือผิด

** ปัจจุบันรัฐบาลไม่ให้การสนับสนุนงบประมาณส่งเสริมงานพระพุทธศาสนาเลยหรือ

ให้แบบตามประเพณี ถ่ายเทมาจากการถวายความอุปถัมภ์ก่อนปี 2475 สมมติถ้านายกฯ เป็นมุสลิม เป็นคริสต์ ถ้าไม่ใช่พุทธอย่างที่เป็นอยู่เขาก็ตัดได้เลย เพราะว่ามันไม่มีหลักประกัน ไม่มีกฎหมายรองรับ เราจะไปร้องแรกแหกกระเชอ หมดสิทธิ์เลยนะ แต่ที่เขาให้มาปัจจุบัน เขาเป็นพุทธศาสนิกชนโดยตลอด อย่างนายกรัฐมนตรี อย่างรัฐมนตรีทั้งหลาย แต่ตอนนี้มีการแทรกซึม มีการขยายไปเยอะแล้ว อย่าง 3 จังหวัด อย่างผู้ว่าราชการจังหวัดที่ไม่ได้เป็นชาวพุทธ ขยายไปเยอะแล้ว นักการเมืองที่ไม่ใช่พุทธไปค้านกันหลายๆ คน กับพวกกลุ่มนี้ แต่เราดูไม่ออก เพราะใส่สูท แต่เบื้องลึกหลายคนทีเดียวที่ใช่

การเขียนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญครั้งที่แล้ว ที่มี น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ เป็นประธานยกร่าง มีการส่งคนไปจับพระที่หน้าสภา 10 รูป เป็นกลุ่มสันติอโศก พยายามยุให้พระทะเลาะกัน ให้ภาพเป็นลบ พระไม่ยอมกัน ชาวพุทธทะเลาะกัน จากนั้นคนที่อยู่ข้างในคือ น.ต.ประสงค์ ซึ่งคือพลังธรรม และพลังธรรม คือ สันติอโศกไม่ใช่หรือ และคนที่พยายามเดินดูอะไรรอบๆ คือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง มันเป็นขบวนการที่ไม่ต้องการให้มี รวมทั้งกฎหมายอื่นที่เป็นกฎหมายลูก นอกจากรัฐธรรมนูญมันไม่ต้องการให้กฎหมายอุปถัมภ์คุ้มครอง ที่เขียนมาใหม่นี่มันถึงเลย อย่างการเลียนแบบการเทศน์ พระที่เทศน์ในวิทยุ ในทีวี ที่เขียนหนังสือเป็นพันๆ เล่ม หากเขียนผิดไปจากพระไตรปิฎกเขาจะให้แก้ไขปรับปรุง จนสุดท้ายหากยังไม่แก้ไข ติดคุกติดตะราง ปรับสินไหม อะไรต่ออะไร

** การนำกลุ่มสันติอโศกมาร่วมชุมนุมที่สะพานมัฆวานฯ เพื่อสกัดกั้น

ไอ้นี่ชัดเลย คือ ถ้าเป็นการเมืองแล้ว การเมืองเดินด้วยกฎหมาย เดินด้วยเหลี่ยม ใครเหลี่ยมจัดกว่าคนนั้นชนะ ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร ทุกคนพูด สถาบัน ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เอาแค่เพียงเปลือกมา เพราะเวลาจะขึ้นเวทีพูดโจมตีคนอื่นก็ยก 3 สถาบันมา แต่ไม่ถึงจริงๆ ไม่ถึงแก่น อหิงสา คือการไม่เบียดเบียนด้วยพฤติกรรม ไม่เบียดเบียนด้วยวาจา ไม่เบียดเบียนด้วยใจ แต่ว่าไม่เบียดเบียนด้วยกายมันก็ยังมีกันอยู่ ด้วยวาจานี้ไม่ต้องพูด คือ มันเบียดเบียนกันตลอดตั้งแต่ต้น ไม่มีวาจาที่เป็นวาจาสุจริต วาจาสุภาษิต ไม่ใช่อหิงสา อหิงสาคือการไม่เบียดเบียน แต่นี่คุณกำลังเบียดเบียนทั้งพฤติกรรมทางกาย มีการตีกัน มีการดักทำร้ายกันอย่างต่อเนื่องของ ปาณาติบาต มันไม่ใช่ไม่ฆ่า แต่การไปกักขังหน่วงเหนี่ยวนั้นคือ ปาณาติบาต เหมือนกัน

***การปิดถนนล่ะครับ

การปิดถนนต้องไปดูผลประโยชน์ หมายความว่า โจรกับตำรวจ ถ้าโจรปล้นแล้ว อย่าไปไล่จับเขา ให้สมานฉันท์มันไม่ถูก คือ ผิดมันต้องผิด ถูกคือถูก แต่จะมาบอกว่าสมานฉันท์ หรืออหิงสา แท้ที่จริงแล้วการไม่เบียดเบียนด้วยพฤติกรรม ทั้งกาย วาจา ใจ มันไม่ใช่แค่ว่าเอาไม้เบสบอลมาแล้วถือว่าอหิงสา ยังไม่ได้ตี ยังไม่ได้ใช้ความรุนแรง ที่พูดนี้ถือว่าทุกฝ่ายที่บอกว่าถืออหิงสา ไม่เบียดเบียน คือใช้หลักธรรมให้ถึงที่สุด สถาบันชาติเอามาเป็นเครื่องมือในการด่าผู้อื่น เพลงปลุกใจเอามาร้อง ร้องเสร็จด่าผู้อื่นต่อ ไอ้เอี้ย ไอ้ห่า คือ ปลุกทุกคน ปลุกเสร็จแล้วก็ด่าต่อ สถาบันพระพุทธศาสนา ยกชาดกขึ้นมา ใส่เข้ามาแล้วว่าไอ้จมูกชมพู่มันทำอย่างนี้ พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้อย่างนี้ คือ ในขณะที่หยิบยกสถาบันพระพุทธศาสนาทุกคนพูดถึงพระพุทธเจ้า พูดถึงชาดก พระสยามเทวาธิราช แต่ว่าไม่ได้ถึงจริง สถาบันชาติไม่ถึง เพียงแค่เป็นเครื่องมือในการด่า

** พอจะพูดได้ไหมว่ามีการแอบเผยแผ่ลัทธิสันติอโศกในที่ชุมนุมไปด้วย

ก็อันนี้มันชัดเจน เพราะอย่าง นายพิภพ ธงไชย พูดว่า นี่มันเป็นวิถีชีวิต เพราะว่าเดิมทีมันผิดกฎหมาย แต่ถ้ายกระดับตัวเองขึ้นมาได้ ในกลุ่มของการเมือง สื่อต่างๆ มันออกมาว่า กองทัพธรรม เอย อะไรเอยนี่นะ ตั้งแต่ปี 2549 เป็นการสร้างให้สังคมยอมรับ จากเดิมที่ไปไหนมาไหน แม้แต่คณะสงฆ์เองไม่ยอมรับ แต่ไอ้ตรงนั้นไม่ว่าหรอก เมื่อไม่ยอมรับ อย่างมหายานอะไรต่างๆ ที่ไม่ใช่คนไทยเราก็ยังคุยกันได้ แต่ทีนี้ว่าในส่วนของพระพุทธศาสนานี่ ลักษณะที่ออกมาไม่ได้เป็นไปตามกฎหมายของบ้านเมือง "ปกาสนียกรรม" ปี 2535 นี่ สมัยหลวงพ่อสุเมธาธิบดี สมัยสมเด็จมหาธีราจารย์ พร้อมคณะ ก็เคยมี ปกาสนียกรรม แล้ว

และลัทธิยูโธเปีย ลึกๆ นี่เรื่องของบริโภคนิยม เรื่องของบุญนิยม อะไรต่อมิอะไรต่างๆ คือจะว่าก็ว่าไป จะเทศน์ก็เทศน์ไป แต่ไม่ใช่ว่า เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น พระที่ฉันเนื้อกลายเป็นยักษ์เป็นมาร พวกที่ไม่ได้ฉันเนื้อ พวกที่ฉันผัก กลายเป็นอริยะ แม้กระทั่งคำพูดในการที่จะไปยกตนข่มคนอื่น พยายามยกตนข่มท่าน พูดถึง ณ ขณะนี้ที่เป็นอยู่ตอนนี้ คือว่า มหาเถรสมาคมเองนี่ มันไม่ใช่เป็นเรื่องการเมืองกับการเมืองอย่างเดียวเท่านั้น เป็นเรื่องของขั้วอำนาจ อันนั้นใช่ เป็นเรื่องของการเมืองที่ต้องการจะแย่งผลประโยชน์ ต้องการจะแย่งอำนาจกัน ลึกๆ ต้องการจะเปลี่ยนขั้ว

อย่าง คุณไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ (แกนนำพันธมิตรฯ) ได้พูดในค่ำคืนหนึ่งว่า พี่น้องทั้งหลาย สิ่งที่เราทำนี้รัฐบาลมันก็รู้หมดแล้ว ที่บอกว่าพวกเราพยายามยั่วยุให้ใช้กำลังมาสลายม็อบ มันก็รู้ทัน แสดงว่าลึกๆ แล้วต้องการจะให้รัฐบาลใช้กำลังไปปราบ อันนี้คือคำพูดของ นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ พูดตอนกลางคืน อ้าว ...แบบนี้แสดงว่าที่ต้องการยั่วยุ ที่นายกฯ สมัคร (นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี) พูดในวันนั้น ก็คือต้องการให้เขาใช้กำลังใช่หรือไม่ แล้วจะได้เกิดการปฏิวัติและมีการเปลี่ยนขั้วอำนาจ ถ้าดูตอนนี้ถ้าทุกส่วนใช้ธรรมกันอย่างจริงจัง โดยเฉพาะลัทธิของโพธิรักษ์ พร้อมคณะ ที่มีกองทัพธรรม อะไรต่อมิอะไรมาเป็นตัวหนุน

ถ้าในเชิงศาสนา ในเชิง มหาเถรสมาคม ต้องพูดอะไรบ้าง เพราะที่ผ่านมาเท่ากับเป็นการท้าทายอำนาจมหาเถรสมาคมที่มีอยู่ และศาลเคยพิพากษาแล้ว และให้รอลงอาญา 2 ปี หมายความว่าที่แต่งกายเลียนแบบสงฆ์ แต่คราวนี้ที่มาทำงานเชิงการเมือง ใช้คำว่า อาตมา เสร็จแล้วก็ไปเลือกตั้งได้ มีบัตรประจำตัวประชาชนได้ เดินบิณฑบาตได้ เล่นการเมืองได้เต็มรูปแบบ มีพรรคการเมืองได้ อย่างพรรคพลังธรรม หรือพรรคเพื่อฟ้าดิน มันคืออะไร แต่ขณะเดียวกันในคณะสงฆ์เองก็บอกว่าไปเลือกตั้งไม่ได้ ไปตั้งพรรคการเมืองไม่ได้ แต่พวกนั้นทำครบรูปแบบ ในขณะเดียวกันก็ยกระดับเดียวกันมาเป็นพระให้คนอื่นเขาใส่บาตรได้

** แบบนี้ทำผิดไหมในฐานะเลียนแบบพระสงฆ์ หรือแอบอ้างความเป็นสงฆ์

มันผิดอยู่แล้ว ผิดตั้งแต่ปกาสนียกรรมนั่นแหละ มหาเถรสมาคมเขาประกาศที่สำนักงานพุทธมณฑล ในปี 2535 และมีการขึ้นศาลสงฆ์ ที่ตำหนักสงฆ์ วัดมหาธาตุ แล้วลงไปสู่การเมืองเต็มตัว สร้างพรรคการเมืองก็ได้ เลือกตั้งได้ ถ้าเอาตามตรง นี่คือการแอบอ้างความเป็นสงฆ์ แต่ทีนี้เมื่อมันจะเป็นให้มันเป็น หมายความว่า มหายาน ที่ต่างประเทศ ที่เรามาประชุมในมหาจุฬาฯ "Buddhism Summit" หลายๆ รอบ เราก็ยังให้ความนับถือกันได้ คุณจะเป็นลัทธิก็เป็นไป แต่พอลงไปแบบนี้ ลงไปในการเมืองเต็มร้อย แล้วยังมาใช้ศัพท์แสงของพระ แล้วมาบอกว่าเป็นผู้เคร่งครัดมากกว่าพระสงฆ์อื่น อย่างที่นายพิภพพูด อันนี้จะยกกันให้สูงขึ้น นายพิภพ ประกาศเลย ชุมชนสันติอโศก หรือกองทัพธรรม เป็นพระที่เคร่งครัด แล้วอะไรไม่ใช่พระ แล้วอะไรคือพระ ขณะนี้มันเต็มร้อยกับการเมือง คือมันลงมาเต็มร้อย เป็นเจ้าของพรรค เป็นเจ้าของ ส.ส. เป็นอะไรต่ออะไร คือไม่ต้องพูด มันเต็มร้อยไปแล้ว

** ถ้าเขาทำสำเร็จ ตามแนวคิดของพระอาจารย์ ประเมินว่าอย่างไร

เท่ากับเป็นการยกฐานะของลัทธินี้ให้เท่ากับคณะสงฆ์ ซึ่งคณะสงฆ์เอาอะไรไปจัดการ ไม่มีเลย ถามว่ามหาเถรสมาคมไม่ต้องเอาพระรูปนั้นรูปนี้หรอก มหาเถรสมาคมจะเอาอะไรไปเตือน เอาอะไรไปดึง ใครไปฉุด ใครไปรั้ง ใครไปเบรก อย่างของมหาโชว์ ถ้าคลาดเคลื่อน เจ้าอาวาสวัดยังกระแอมสักครั้งหนึ่ง เราก็ชะลอแล้ว หรือเจ้าคณะกรุงเทพมหานครสอบสวน เท่ากับมีการตรวจสอบ แล้วอย่างสันติอโศกนี้ใครไปเตือน พอไปเตือนเขาบอกว่า อยู่นานาสังวาส (ถือความเห็นคนละอย่าง จึงอยู่ร่วมกันไม่ได้) ไม่ได้อยู่กลุ่มเดียวกัน นอกเหนือจากกฎหมายสงฆ์ ไม่ได้ขึ้นต่อวงการคณะสงฆ์ เอาอะไรไปเตือน
ที่จำเป็นต้องพูดถึงความจำเป็นในการบัญญัติเรื่องพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ เพราะมันขยับกันมาอย่างนี้

** ความเชื่อของคนในกลุ่มของสมณโพธิรักษ์ อันตรายกับประชาชนไหม

ตอนนี้หากถอยมาอย่างของท่านจันทร์ เวลาออกอากาศตอนนี้ เพื่อนช่วยเพื่อน ยังเอาพระไตรปิฎกมาอ่านบ้าง อะไรบ้าง ยังไม่ห่างมาก แต่ถ้าหากเรื่องการบรรลุธรรม การโหวต การบวช ไม่มาสวดญัตติ แต่เพียงว่า เอานั่งพร้อมกันแล้วให้มีการโหวต คนนั้นคนนี้สมควรจะเป็นพระ ไม่ได้มานั่งสวดญัตติ "จตุตถกรรม" อย่างอื่นไม่มี การไหว้พระพุทธรูปก็ไม่มี มันแตกต่าง แต่ถ้าสอนอย่างที่สมณจันทร์ สอนมันยังพอไหว แต่ถ้าหากบรรลุธรรมในขณะที่ฉี่อยู่อย่างโพธิรักษ์นี่ คือบอกว่า ขณะฉี่เกิด Enlightenment คือเกิดการบรรลุธรรมแล้วพยากรณ์ ไอ้สิ่งเหล่านี้มันไม่ได้ โดยวินัยมันไม่ถูก คนนี้เป็นสกิทาคามี คนนี้เป็นอนาคามี ระดับนี้เขาจะพยากรณ์ให้เลย ซึ่งตรงนี้มันผิด

** สมควรที่คนปกติจะไปกราบไหว้ไหม อย่างโพธิรักษ์ เมื่อเคยมีพฤติกรรมอย่างนี้

คือถ้าเป็นอย่างนี้มันไปแล้วล่ะ คือ ถ้าพยากรณ์แล้ว หมายความว่าอวดอุตริมนุสธรรม แต่ว่าเฉพาะตรงนี้มันเป็นมาแล้วเมื่อปี 2535 และมันถึงที่สุด ทีนี้มาดูบทบาท นับแต่ปี 2549 ที่เขามาลงเรื่องการเมืองกับกลุ่มพันธมิตรฯ คือ ถ้าจะดึงมาเต็มร้อย ซึ่งพระทั่วไปก็ไม่ลงมา อย่างของกลุ่มอาตมาที่ไปในเรื่องอย่างเดียวคือ พระพุทธศาสนา อย่างภิกษุสันดานกามัน เรื่องพระพุทธศาสนา มันด่าพระด้วยภาพ กฎหมายดูแลไม่มี ก็บอกเป็นสิทธิเสรีภาพ เอาอะไรไปจับ เอาอะไรไปเตือน มันไม่มี เรื่องการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ การทำนามบัตรให้พระมีคำนำหน้านาม นี่คือกฎหมายทั้งหมดเลย

ของเราไปนี่ ถ้ารัฐบาลเขาทำถูกเรายกย่อง ใครทำไม่ดีก็ควรปรับปรุง เพราะอย่างไรเสียชาวพุทธก็ควรปรับปรุงกันได้ ตรงนี้ไม่ดี อะไรเสีย ควรจะบอกกันได้ก็บอกกันตามตรง รวมถึงปัจจุบัน รัฐบาลท่านนายกฯ สมัคร ตรงไหนดีเราก็บอกว่าดี อย่างที่ท่านเขาวัด เข้าไปหาพระผู้ใหญ่ประกอบพิธีกรรม อันนี้ดีแล้ว แต่ถ้าไม่ดีเราก็บอกกับรัฐบาลว่าไม่ดีแล้ว เช่น การจัดเขตเศรษฐกิจพิเศษ นั่นไม่ดีเลย นั่นคือหมดพุทธเลย ต่อไปเป็นกลุ่มอิสลามล้วนๆ เลยในพื้นที่ อย่างที่คุณเฉลิมออกมาพูด เราก็ช่วยปรามว่าจะเกิดแบบนั้นแบบนี้นะ ท่านจะหยุด

อย่างบัตรประจำตัวประชาชนแบบสมาร์ทการ์ด ถ้าไม่มีการใส่ข้อมูลเรื่องการนับถือศาสนา จะเป็นการโกงตัวเลขการเป็นพุทธศาสนิกชนแบบสะบั้นหั่นแหลก หมายความว่า เดิมทีการดูสถิติการเป็นพุทธศาสนิกชนเขาจะดูที่ทะเบียนราษฎร ถ้าไม่มีจะเป็นการโกงตัวเลขผู้นับถือศาสนากันอย่างสะบั้นหั่นแหลก และปัจุบันดูจากสำนักทะเบียนราษฎร เดิมทีตามจำนวนคนนับถือศาสนาพุทธ 94.85% แต่ต่อไปไม่มีการบันทึกเอาไว้ อิสลามเขาอาจจะบอกได้ว่ามี 3% แต่ถ้าขณะนี้ วันมูหะมัดนอร์ มะทา จะบอกว่ามี 15%

เดิมมีการแย่งศาสนิก แม้แต่คริสต์ เขาไปใส่ในบัตรประจำตัวประชาชนแถวทางหนองคาย เขาบอกว่เป็นคริสต์ศาสนิกชน ไปใส่ให้เขาเพื่อให้มันเพิ่ม เมื่อเพิ่มขึ้นมาแล้วถามว่าได้อะไร คือการต่อรองงบประมาณแผ่นดิน เอาไปสร้างมัสยิด เอาไปจัดพิธีกรรม เอาไปบอกว่า ณ บัดนี้อิสลามมี 25% การจัดสรรงบประมาณเพื่อให้นำไปประกอบพิธีที่เมกกะ ไปแสวงบุญ ไปสร้างมัสยิด จะเพิ่มขึ้นไปตามเงาตามตัว ในขณะนี้กำลังร่างพระราชบัญญัติ เมื่อ 2 สัปดาห์นี่เอง เป็นมติ ครม. ว่าการทำบัตรสมาร์ทการ์ด และบัตรประจำตัวประชาชนจะไม่ใส่การนับถือศาสนา กำลังเป็นร่างพระราชบัญญัติ ซึ่งเป็นมติ ครม. แต่ต้องเอาเข้าสภาอีกครั้ง เมื่อตัดศาสนาทั้งหมดออก การตรวจสอบยากแล้วล่ะ สามารถโกงการตรวจสอบสบายเลย อย่างอิสลาม 0.5% ต่อไปจะบอก 10% ก็ได้แล้ว จะเอาอะไรมาอ้าง

ตรงนี้เราไม่อยากจะคุยสายตรงแล้ว ไปคุยข้างในแล้ว ถ้าหากเป็นเรื่องที่เกิดเกี่ยวกับพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติแล้ว เพราะเราเคยคุยกับนายอภิสิทธิ์ เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ

เราเคยถามพรรคประชาธิปัตย์โดยตรงกับคุณอภิสิทธิ์ (อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) เกี่ยวกับเรื่องพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ในช่วงที่พระไปอยู่หน้าสภา แล้วเขาก็บอกเลยว่าเป็นเรื่องยาก แก้ไขไม่ได้ เพราะในพรรคประชาธิปัตย์ก็มี ส.ส. ที่นับถือศาสนาอิสลามอยู่ เพราะ ถ้าแก้คะแนนการเมืองเสีย เขาก็พูดเอาไว้ชัดว่า มันแก้ยาก มันแก้ลำบาก

แต่นี่การเมืองเกือบกว่า 70 ปีที่เปลี่ยนแปลงการปกครองมา เรื่องที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ที่ดูเชิงการเมือง เชิงกฎหมาย มันไม่มีเลย เพิ่งมาถึงนายกฯ สมัคร เพิ่งมามีครั้งนี้ที่เห็นว่านายกฯ เขาพูดชัด ในขณะที่เขาเอื้อ เราก็ควรจะใช้ประโยชน์จากตรงนี้ ไม่จำเป็นต้องไปเดินขบวน ไปตั้งม็อบเหมือนกับครั้งที่แล้วๆ มา ก็คือให้รัฐบาลเป็นเจ้าภาพเอง เราขออาศัยในเรื่องนี้ด้วย เพราะที่ผ่านมามันไม่เคยมี ถ้าจะไปนับหนึ่งถึงสิบนั่นคือของพระ ของชาวพุทธ แต่นี่เพียงแค่เรานับหนึ่งถึงสอง เพื่อช่วยรัฐบาลเขาบ้าง อย่างที่เรื่องของการลงชื่อเนี่ย แต่เขาจะแก้เรื่องอะไรก็เป็นเรื่องของเขาไป เป็นเรื่องการเมืองไป แต่ว่าเรานั้นแค่เพียงอาศัยขบวนรถไฟว่าฝากเรื่องนี้ด้วย แต่ว่าในเรื่องของการที่จะทำงานไม่ใช่เราจะคอยให้เขาแบกอย่างเดียวเรา ควรจะมีน้ำใจบ้าง ทั้งพระเจ้า พระสงฆ์ ญาติโยม ชาวพุทธ อย่างที่ผ่านมา

เพราะฉะนั้นมาถึงตอนนี้ที่วัดสวนแก้ว นายกฯ พูดชัด แม้แต่การติติงอภิรักษ์ (นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร) ในการจัดงานวันมาฆบูชา บอกว่าจัดงานเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาห่วยแตก และอีกหลายๆ ครั้ง รวมทั้งการพูดจา ซึ่งเห็นได้ว่าครั้งนี้เป็นครั้งที่รัฐบาลทำงานให้กับพระพุทธศาสนา ส่วนเรื่องที่รัฐบาลจะทำเรื่องอื่นด้วยอะไรต่างๆ นั้นเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่เขาจะดูแล แต่ว่าเท่าที่ผ่านมานั้นเพิ่งเห็น ทั้งเรื่องรัฐธรรมนูญ ทั้งเรื่องกฎหมายอื่น ว่าถ้าอย่างนั้นเมื่อรัฐบาลเอาใจใส่ในพระพุทธศาสนา ทั้งเรื่องทางกฎหมาย ทั้งเรื่องศาสนกิจ ทั้งเรื่องทางพิธีกรรมของพระพุทธศาสนาก็ต้องปล่อยให้เขาทำ ส่วนเราก็เป็นกำลังใจ

***ในกระบวนการการแก้ไข รธน. มันจะสำเร็จยาก ในเมื่อ ส.ส. ถอนตัวออกไปแล้ว บวกกับการออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ตรงนี้มันจะไปกระทบกับตัวร่าง รธน. ที่บัญญัติเรื่องพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติหรือไม่

จริงๆ แล้วถ้าทุกฝ่ายแก้กันด้วยกติกา เรื่องอะไร เพราะว่าในมาตรา 291 การแก้ไม่ได้เขียนเอาไว้เลยในรัฐธรรมนูญว่าเป็นรัฐบาลได้ 3 เดือนแล้วถึงแก้ ไม่ได้เขียนว่าครบ 4 ปีแล้วถึงแก้ ไม่ได้กำหนด 1 ใน 5 นั้นคือกติกาของบ้านเมือง ไม่ได้กำหนดด้วยระยะเวลา เป็นรัฐบาลได้ 3 วัน แก้ไข ไม่จำเป็นต้องบอกว่าให้ทำไปก่อนแก้ไขปัญหาเรื่องปากท้องก่อน มันไม่เกี่ยวเลย มาตรา 291 ในรัฐธรรมนูญบอกเอาไว้ชัดว่ามีรายชื่อ 5 หมื่นชื่อ อีกทางหนึ่งคือ 1 ใน 5 ของจำนวน ส.ส. ไม่ได้ไปผูกมัดว่าจะต้องเป็นรัฐบาลได้กี่ชั่วโมง กี่เดือน ไม่ได้กำหนด เมื่อมันเข้ากรอบตัวนี้มันทำได้

***แต่ทางพันธมิตรฯ เขาไม่ยอม

แสดงว่าไม่เคารพกติกากัน คือ ถ้าเป็นอย่างนี้ไปยุบพรรค ถ้าสมมติว่าประชาธิปัตย์เข้ามามันยุบเหมือนกัน ถ้าเกิดไปใช้เล่ห์เหลี่ยมจากเดิมบอกว่ายุบพรรคตรงนี้ ยุบพรรคมัชฌิมาธิปไตย ยุบพรรคชาติไทย พอไปถึงผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์บ้างบอกว่าแก้ได้ มันอะไรล่ะ เพราะว่าถ้ารัฐบาลไม่แก้ตรงนี้ เรื่องปากท้องแก้ไป ปัญหาอะไรมันเกิดที่พอทำได้ทำ หมายความว่าต่อไปทุกพรรคมันจะโดนเหมือนกันทั้งหมด ไม่ใช่ตรงนี้ที่เดียว เพราะว่าเท่าที่มองทั่วไปแก้เพื่ออดีตนายกฯ ทักษิณ เพื่อพรรคพวก พวกพ้อง แต่ถ้ามองภาพรวมคือว่าทุกพรรคจะโดนเหมือนกัน เมื่อพรรคการเมืองโดนมันสะท้อนถึงเรื่องเศรษฐกิจ ใครที่ไหนจะมาลงทุน เมื่อการเมืองมันไม่นิ่ง เมื่อรัฐบาลมันอยู่ไม่ได้ มันมีกะจิตกะใจที่ไหนจะไปแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ แล้วประเทศไหนจะมาลงทุน เมื่อมันไม่นิ่ง เดิมทีจะแข่งกับญี่ปุ่น ต่อมาจะแข่งกับสิงคโปร์ ตอนนี้แข่งกับเวียดนาม กับเขมร

***อาจารย์มองว่า ส.ส. ควรจะมีจุดยืนเดิมไหม ในการที่จะยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าไปอีก

ไม่อย่างนั้นไปลบมาตรา 291 ไม่ต้องใส่เข้าไปในรัฐธรรมนูญ กระบวนการของการแก้ไขเขาเขียนเอาไว้ว่า 5 หมื่นชื่อ ส.ส. 1 ใน 5 ไม่เห็นเขียนว่าต้องเป็นรัฐบาลเท่านั้นเท่านี้ถึงแก้ไข ไม่มีเลย แต่ทีนี้เพียงแค่ใช้เล่ห์เหลี่ยมของการเมืองมาใส่กันเท่านั้นเอง ทีนี้ ส.ส. ควรมีจุดยืนให้ชัดว่าถ้าเกิดในเรื่องของการบริหารประเทศเราไม่ได้ทำเพื่อคนใดคนหนึ่ง ทำเพื่อส่วนรวม พรรคการเมืองใดที่ได้แก้ตรงนี้แล้วมันก็เป็นอานิสงส์ด้วยกัน แล้ว รธน. ทั้งหมด 17-18 ฉบับมันก็ไม่ได้อยู่ถึง 4 ปี 2475 เป็นต้นมามันก็ฉบับละ 2 ปี หลังจากนั้นก็ปฏิวัติ ไม่มีฉบับไหนมันถาวรสักฉบับ มันก็ยังมีข้อบกพร่อง ยังมีช่องว่างในรัฐธรรมนูญมา ถ้าลองหารดูว่า 18 ฉบับ ตั้งแต่ 2475 เป็นต้นมาเนี่ย 70 กว่าปีนั้นมันตกฉบับละกี่ปี ประมาณ 2 ปีกว่าต่อฉบับ มันไม่เหมือนของอินเดีย ฉบับที่ 1 ใช้มาตลอดเกือบ 60 ปีแล้ว

ของเราเนี่ย คือเวลาร่างมันใส่กิเลสลงไปด้วย กลุ่มไหนเป็นคนร่างมันก็เพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มนั้น เพราะฉะนั้นเมื่อมีช่องว่าง ถ้าเกิดว่าโดยมารยาท ของที่ไหนก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการประจำ หรือว่าข้าราชการการเมืองนั้น ระเบียบพระราชกำหนด หรือกฎหมายใดนั้นมันเป็นประโยชน์ต่อผู้ปฏิบัติเขาจะย้อนหลังให้ แต่ถ้ากฎหมายใดที่เป็นโทษเขาจะยุติแค่นั้น แต่ทีนี้ในการร่างในครั้งนี้อาตมามองโดยที่ไม่ไปอยู่กลุ่มใด อย่างการร่างครั้งที่แล้วมันร่างเพื่อกันคนคนเดียวคือ นายกฯ ทักษิณ แต่ว่ามันส่งผลกระทบไปถึงคนทั้งประเทศ เราไม่ได้เข้าข้าง แต่ว่าการที่จะไปจับเขาต้องไปจับให้ดูว่ามันผิดอย่างไร ไม่ใช่ว่าเป็นการโยนโคลนใส่เข้าหากัน ไม่มีโอกาสแก้ต่าง ถ้าพูดข้างเดียวใครก็พูดได้

ทีนี้ในส่วนของกระบวนการทางการเมืองนั้น การเมืองมันแก้ด้วยการเมือง ไม่ใช่ว่าเมื่อในพรรคฉันไม่ได้ก็ใช้อารมณ์ ใช้พวกมากลากไป เพราะว่าความถูกต้อง การยุติธรรม มันต้องยุติกันตรงนี้ ยุติด้วยธรรมะ ไม่ใช่ยุติกันด้วยอารมณ์ ยุติกันด้วยคนจำนวนมาก เพราะการเข้าใจผิดนั้นมันสามารถสร้างกระแสได้ 291 นี้คือการแก้รัฐธรรมนูญ ใช้กติกาตรงนี้มาจับ ถ้าแก้เพื่อคนใดคนหนึ่งอย่างที่กล่าวหากัน ตรงนี้ก็ไม่เห็นด้วย แต่เขาอธิบายตรงนี้ก็ต้องฟังเขาว่าแก้เป็นอย่างไร กระบวนการในการแก้ แต่ว่าเท่าที่เห็นคือกระแสของสังคมที่มันทะลักเข้ามา มันไม่เหมือนกับการประท้วงหรือการทำงานอย่างอื่น เพราะการประท้วงสมัยก่อนนั้นมันไม่มีสื่ออยู่ในมือ แค่มือถือเขาบอกว่าม็อบมือถือยังชนะรัฐบาลได้ แต่ว่าในปัจจุบันนี้การประท้วง การก่อม็อบ มันมี TV อยู่ในมือ มีวิทยุในมือ มีหนังสือพิมพ์ในมือ

เมื่อก่อนนั้นเขาปิด เพราะว่าถ้าคนฟังมากมันทั้งถูกและผิดมันไปพร้อมกัน ทั้งบวกและลบ แต่ทั้งบวกและลบถ้ามันกึ่งๆ กัน แล้วคนมันจะทะเลาะกัน กฎของนิติศาสตร์กับรัฐศาสตร์ คือ การใช้วิธีการบริหารปกครองประเทศ บางเรื่องใช้นิติศาสตร์ บางเรื่องใช้รัฐศาสตร์ แต่ว่าการปลุกเร้ากันด้วยสื่อนั้นมันปกครองลำบาก มันกระจายไปทั่วโลก คนยิ่งบริโภคสื่อมากเท่าไร ถ้าเอาเรื่องที่ดีมาคุยกันมันก็เป็นประโยชน์ แต่ถ้าเอาเรื่องที่ไม่ดีมาแล้ว ใส่ทุกวันมัน เป็นยาพิษในสื่อ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ถ้ารัฐบาลไม่แก้ปัญหาด้วยความรุนแรง ก็ถือว่าเป็นการดีแล้ว ทางที่ถูกต้องคือมาตรา 291 เนี่ย ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะถูก แต่ว่ากระแสความเห็นใจ กระแสการเมือง กระแสผลประโยชน์มันแรง มีการลดราวาศอกให้ก็เป็นเรื่องดี นั่นคือเจตนาดี การมีรัฐบาลกับฝ่ายค้านเพื่อติติงเพื่อให้เกิดการปรับปรุงแก้ไข เกิดการพัฒนา ทำให้ประเทศชาติอยู่ร่วมกันได้ ถ้าเกิดว่ารัฐบาลโกงกิน ประชาชนที่ไหนเขาจะไปยอม คือว่าถ้าชัดเจนจับได้คาหนังคาเขา ก็ยินดีจะเข้าพวกไปไล่รัฐบาลด้วย แต่ทีนี้ต้องไล่ลำดับให้ดีว่ามันผิดแล้วจับได้ไหม ฉะนั้นมันต้องปล่อยให้เขาทำงานตามหน้าที่ ส.ส. ก็ต้องคุยกันในสภา หมายความว่าทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลคุยกันในสภา ฝ่ายค้านถ้าจะติติง ต้องไปว่ากันในสภา ไม่ใช่มาอยู่ในสภาข้างถนน ต้องจบกันในสภา ถ้าอย่างนั้นไม่ต้องมีสภา พอเป็นรัฐบาล-ฝ่ายค้าน ก็มายึดถนนคนละข้าง

***ในส่วนขององค์กรสงฆ์จะเคลื่อนไหวให้มีการแก้ไข-เพิ่มเติม ให้บรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติต่อไปไหม หลังจากที่ร่างฉบับที่แล้วถูกถอนออกไปแล้ว

คือของชาวพุทธเองรอดูว่าในส่วนของกระบวนการที่รัฐบาลจะแก้ไขก็เอาด้วย ก็หมายความว่าขยับเมื่อไรก็เอาด้วยทุกครั้ง แต่ว่าเอาเรื่องพุทธศาสนาอยู่ในรัฐธรรมนูญ เหตุผลที่มันจะทำให้เกิดความแตกแยกมันไม่มี ถ้าทำให้เกิดความแตกแยกเราก็ยินดีที่จะคัดค้านไม่ให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ถึงแม้ว่าศาสนาพุทธจะเป็นศาสนาของเราก็ตาม แต่ว่าเหตุที่เอามาอ้างมันไม่มี ใครมีเหตุผลอื่นใด ถ้าเห็นว่าชาวพุทธไปฆ่ามุสลิม เราก็จะช่วยกันคัดค้าน ว่าต่อไปนี้ไม่เอาแล้ว และจะยินดีช่วยกันคัดค้านอีก จะไม่เอาเหมือนกัน แต่นี่มันไม่มี เพราะฉะนั้นเมื่อรัฐบาลเดิน หน้าเราจะสนับสนุนด้วย

แต่ทีนี้ถ้าจะให้มันเป็นแบบฉบับของการเมืองที่เป็นตัวอย่างของคนต่อไปนั้น มันควรจะทำด้วยความเป็นประชาธิปไตยจริงๆ ไม่ใช่ประชาธิปไตยแค่เพียงเปลือก หรือ 3 สถาบันแค่เพียงมาเป็นเครื่องมือในการด่ากัน ไม่ใช่แต่ละคนมองประชาธิปไตยไปคนละอย่าง คนละแบบ ไปๆ มาๆ ทะเลาะกัน จะลงไม้ลงมือกัน เพราะต่างคนต่างมองประชาธิปไตยอย่างที่ตัวเองคิด แต่ไม่ได้เข้าถึงประชาธิปไตย ถ้าอย่างนั้นก็เอาเหมือนพม่าสิ 40 กว่าปีไม่ต้องปล่อย บริหารโดยรัฐบาลทหาร ใครกล้าคัดค้านบ้าง ใครกล้าจับติดคุก อย่างเมื่อปีที่แล้ว หรืออย่างของ คมช. นั้นใครกล้าหือบ้าง อดีต ส.ส.-ส.ว. แค่จะหาเสียงให้พรรคตัวเองยังไม่กล้าขยับเลย หรือว่านิสัยคนไทยชอบการปฏิวัติ ถ้าอย่างนั้นก็ปฏิวัติสัก 10 ปี แล้วก็ค่อยปล่อย

สิทธิเสรีภาพ ต่างคนอยากมีอิสระ พอเขาปล่อยให้มี ต่างคนต่างเกินเลยขอบเขต อิสระมันคือเท่าไร เสรีภาพมันคือขอบเขตใช่หรือไม่ อยากด่าใครด่าได้ นั่นคือเสรีภาพหรือไม่ เสรีภาพมันต้องมีกรอบ แต่มันไม่ใช่ว่าเสรีภาพคือไร้พรมแดน มันไม่ใช่ กฎเกณฑ์กติกาคือกรอบ มันคือขื่อแปของบ้านเมือง

เพราะฉะนั้นตรงนี้ถ้าจะยุติคือว่า 1.ทุกคนต้องเข้าถึงสถาบันทั้ง 3 ให้ชัด ชาติต้องชัด ศาสนาต้องชัด อหิงสาคืออะไร สมานฉันท์ สมามัคคี คืออะไร เอากันให้ชัด หรือแค่ศีล 5 ต้องให้ชัด แล้วเอาหลักการจริงๆ เข้าไปว่ากัน มันจะจบ แต่ถ้าเกิดว่าถ้าใครมีพวกมากกว่าคนนั้นชนะ เพราะว่าสัตว์เดรัจฉานกับมนุษย์มันต่างกันแค่ตัวธรรมะ เพราะฉะนั้นสังคมปัจจุบันไม่ต่างอะไรกับสังคมของสัตว์เดรัจฉานที่มุ่งแต่จะทำลายกัน กติกาไม่จำเป็นต้องมี กฎหมายไม่จำเป็นต้องมี ใครมีพวกมากกว่าใส่กันไป แต่ว่าเมื่อเป็นสังคมมนุษย์ต้องมีกติกา ทุกคนเป็นแนวเดียวกัน มีวินัย มีกรอบ คนไม่มีระเบียบวินัยมันก็เหมือนกับควายไม่มีคอก เพราะฉะนั้นคอกคือกฎหมาย คือกติกา ถ้าเราสร้างกติกามาแล้ว ไม่เคารพกติกา บ้านเมืองวุ่นวาย

ฉะนั้นกฎหมาย กฎเกณฑ์ กติกา บวกกับหลักธรรม แล้วก็เรื่องของลัทธิ นิกาย ถ้าเกิดไม่จุ้นจ้านมากเกินไป เรื่องที่ชี้คดีความว่าผิด หรือเรื่องของพระธรรมวินัยมันก็ชัดเจนอยู่แล้ว วิพากษ์วิจารณ์ไปมันก็จะกินใจกันเปล่าๆ แต่ว่าโดยหลักธรรม และหลักฐานที่ผ่านมานั้นมันไม่ได้ แต่ว่าพอมาถึงตอนนี้ก็ยกระดับจากลัทธิมาเทียบเท่ากับมหาเถรสมาคม ได้รับการยอมรับของสังคมที่ทัดเทียมกัน โดยคิดว่าเป็นผู้ที่เคร่งครัดมากกว่าคณะสงฆ์กลุ่มอื่น โดยอาศัยฐานทางการเมืองมาโปรโมตตัวเอง

////////////

ประชาทรรศน์รายสัปดาห์


ประชาทรรศน์รายสัปดาห์

นายกฯ ร่วมทำบุญขอให้ประเทศสงบสุข


นายกรัฐมนตรีร่วมในพิธีทำบุญตักบาตรในโครงการลานวัฒนธรรม นำไทยสู่สันติสุข เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

ก่อนประชุม ครม.นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เป็นประธานใน
พิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์จำนวน 227 รูป ในโครงการ " ลานวัฒนธรรมนำไทยสู่สันติสุข " เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
ที่ลานพระราชวังดุสิต โดยมีสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ โดยผู้เข้าร่วมพิธีประกอบด้วย คณะรัฐมนตรี ข้าราชการ และพุทธศาสนิกชน

โอกาสนี้สมเด็จพระมหาธีราจารย์ได้น้อมนำพระวรธรรมคติ ที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายกที่ประทานไว้มากล่าวตอนหนึ่ง ว่า เวลานี้สิ่งที่สำคัญที่สุดประเทศต้องการความสามัคคี และทุกคนต้องมีความกตัญญูต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งพระพุทธศาสนาหวังที่จะให้ชาติร่มเย็นเป็นสุข

ทั้งนี้การเกิดเป็นมนุษย์เป็นสิ่งที่ยากแต่ถือเป็นลาภอันประเสริฐและเป็นโอกาสที่งดงามที่จะได้พัฒนาตนเองและพัฒนาชาติให้เจริญมากยิ่งขึ้นไปกว่าภาวะที่เป็นอยู่ จากนั้นสมเด็จพระมหาธีราจารย์ได้นำเจริญ เมตตา ภาวนาเพื่อให้เป็นกุศลในพระพุทธศาสนาเพื่อความร่มเย็นเป็นสุขของคนไทยทุกคนและคนทั้งโลก ซึ่งความเมตตาไม่ใช่เมตตาแต่ปาก แต่ต้องมีใจเมตตาด้วย

ชัยวัฒน์ ยันไม่เคยเป็นสมาชิก ปชป.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (16 มิ.ย.) ที่อาคารศรีจุลทรัพย์ ที่เป็นที่ตั้งสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า นายชัยวัฒน์ ฉางข้าวคำ กำนัน ต.จันหว้า อ.แม่จัน จ.เชียงราย พยานปากสำคัญคดีใบแดงนายยงยุทธ ติยะไพรัช ส.ส.ระบบสัดส่วน อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชนและอดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร เดินทางมาสำนักงาน กกต. พร้อมกับทนายความ เพื่อติดตามทวงถามความคืบหน้าการตรวจสอบการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง โดยได้พบกับ ร.ต.มนูญ วิเชียรนิตย์ ผอ.ฝ่ายวินัย จากนั้นนายชัยวัฒน์กล่าวว่า ได้รับหนังสือแจ้งมาให้ข้อมูลกับ กกต. กับคณะกรรมการตรวจสอบในวันที่ 18 มิ.ย. เวลา 10.00 น. แต่ขอยืนยันว่าที่ผ่านมาไม่เคยสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ตามที่ได้ระบุว่าตนเป็นสมาชิกพรรคดังกล่าวตั้งแต่ปี 2547 ขณะนั้นตนพร้อมกับภรรยาและบุตร เป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยแล้ว เพราะคนทางเหนือไม่มีใครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และเป็นที่น่าสังเกตว่าครอบครัวมี 4 คน แต่กลับมีชื่อพรรคประชาธิปัตย์เพียงแค่ 3 คน แต่ลูกสะใภ้กลับมีชื่อเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อยู่ระหว่างยื่นหนังสือถึงพรรคประชาธิปัตย์ ขอให้แสดงหลักฐานการเป็นสมาชิกของตน

วันเดียวกัน ที่ศาลฎีกา นายสาคร ศิริชัย ทนายความของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ส.ส.ระบบสัดส่วน และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ยื่นเอกสารแถลงข้อเท็จจริงประกอบการพิจารณา 1 ฉบับ ในคดีที่ กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกามีคำสั่งเพิกถอนสิทธิทางการเมือง กรณีถูกกล่าวหาว่าใช้เงินติดสินบนนายชัยวัฒน์ ฉางข้าวคำ กำนัน ต.จันจว้า อ.แม่จัน จ.เชียงราย เพื่อให้ช่วยเหลือในการเลือกตั้ง โดยคำแถลงมีใจความว่า ตามที่ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีในวันที่ 8 ก.ค. 2551 นายยงยุทธขอแถลงข้อเท็จจริงเพิ่มเติมประกอบการพิจารณาว่า ได้ตรวจสอบไปยังนายธนิศร์ ศรีประเทศ ผอ.สำนักงานบริหารการสนับสนุนโดยรัฐและกิจการการเมือง และมีเอกสารตอบยืนยันว่านายชัยวัฒน์เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เลขที่สมาชิก 471040037 ลงวันที่ 20 ก.ย. 2547 จึงขอให้ทราบรับข้อเท็จจริงนี้ ไปประกอบการพิจารณาคำเบิกความของพยานผู้ร้องและผู้คัดค้านด้วย โดยศาลรับไว้ตรวจสอบและพิจารณาคำแถลงต่อไป


คตส.บี้แบงก์ห้ามถอนอายัดทรัพย์ชิน

ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการตรวจสอบการทุจริตในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี วานนี้ (16 มิ.ย.) ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มีการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) พิจารณาหารือกรณีที่ธนาคารพาณิชย์ 2 แห่ง ทำหนังสือสอบถามถึงการอายัดทรัพย์ครอบครัวชินวัตรวงเงิน 6.5 หมื่นล้านบาท ที่ คตส.มีคำสั่งอายัดทรัพย์เกิน 1 ปีแล้ว และทางผู้ที่ถูกอายัดทรัพย์ได้ทำหนังสือขอให้ธนาคารเปิดให้ผู้ถูกอายัดทรัพย์ทำธุรกรรมในเงินดังกล่าวได้ ไม่อย่างนั้นธนาคารต้องรับผิดชอบทั้งทางแพ่งและอาญา ที่ประชุมจึงได้มีหนังสือถึงนางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธปท. เพื่อให้รับทราบถึงมติ คตส.ที่ยืนยันว่าเงินที่อายัดทรัพย์ยังคงต้องอายัดอยู่ เนื่องจากคดีกำลังอยู่ในกระบวนการยุติธรรม เตรียมที่จะขออำนาจศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในการสั่งริบทรัพย์ดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน ดังนั้น จึงขอให้ ธปท.กำชับไปยังธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งว่าอย่าเพิ่งถอนการอายัดทรัพย์ เนื่องจากมติของคตส.เป็นไปตามประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 ที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาในการเพิกถอนทรัพย์จนกว่าคดีจะถึงที่สุด

เตรียมสรุปคดีทุจริตพิมพ์แจกชาวบ้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงที่ คตส.ใกล้หมดวาระวันที่ 30 มิ.ย.นี้ ที่ประชุม คตส.ได้มอบหมายให้ คตส.เขียนบทความเพื่อตีพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือสรุปผลงานที่จะส่งมอบให้ ป.ป.ช.วันที่ 30 มิ.ย.นี้ โดยมีบทความชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจ คือกรณีการสรุปคดีเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปอเรชั่นในส่วนของนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ วงเงิน 546 ล้านบาท ที่ คตส.ตั้งข้อกล่าวหาว่าจงใจหลีกเลี่ยงการเสียภาษีที่กรมสรรพากรไม่ได้มีการยื่นอุทธรณ์หลังจากที่คณะกรรมการอุทธรณ์มีมติว่าไม่สามารถเรียกเก็บภาษีได้ เนื่องจากพ้นระยะเวลาการประเมินภาษีที่กำหนดให้ต้องประเมินภาษีภายใน 10 ปีแล้ว แต่ความจริงคดีนี้เพิ่งจะมีอายุ 8 ปี 8 เดือน 22 วัน ถือว่าการปฏิบัติหน้าที่ของอธิบดีกรมสรรพากรเป็นการละเว้นปฏิบัติหน้าที่ นอกจากนี้ ในบทความชิ้นดังกล่าวยังได้

วิเคราะห์การทำหน้าที่ของอธิบดีกรมสรรพากรที่ไม่เร่งดำเนินคดีเรียกเก็บภาษีของนายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา ชินวัตร ที่ คตส.ได้มีมติให้กรมสรรพากรประเมินเรียกเก็บภาษี จนบัดนี้ยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด

อ่านรายละเอียดต่อ ไทยรัฐ



เลขาธิการศาล รธน.คาด สัปดาห์หน้ารู้เรื่องใดพิจารณาก่อนหลัง

ศาลรัฐธรรมนูญ 17 มิ.ย.–ที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นัดแรก ถกร่าง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดี คาดแล้วเสร็จสัปดาห์นี้ ส่วนสัปดาห์หน้าจะมีรายละเอียดชัดเจนว่า เรื่องใดพิจารณาก่อนหลัง ขณะที่ การรักษาความปลอดภัยเข้ม ไม่อนุญาตสื่อฯ สังเกตการณ์บริเวณห้องประชุม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 10.00 น.วันนี้ ( 17 มิ.ย.) มีการประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนัดแรก มี นายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เป็นประธาน จากนั้น นายไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ แถลงผลการประชุมว่า ที่ประชุมได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเป็นความจำเป็นเร่งด่วน เพราะรัฐธรรมนูญได้บัญญัติให้คณะตุลาการตรา พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจารณาฯ ให้แล้วเสร็จ ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ

“ระหว่างการพิจารณา พ.ร.บ.ดังกล่าว ได้ใช้ข้อกำหนดของศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาและคำวินิจฉัย พ.ศ. 2550 เป็นระเบียบในการประชุมพิจารณา และคาดว่า ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวจะแล้วเสร็จ ภายในสัปดาห์นี้” นายไพบูลย์ กล่าว

สำหรับการเรียงลำดับความสำคัญของเรื่องค้างการพิจารณา นายไพบูลย์ กล่าวว่า สำนักงานได้รายงานว่า มีคำร้องที่ค้างอยู่ในการพิจารณาทั้งสิ้น 57 คำร้อง โดยบางคำร้องอยู่ในขั้นตอนของการดำเนินการ และบางคำร้องเป็นคำร้องที่เพิ่งเสนอเข้ามาใหม่ ซึ่งจะต้องหารือในการแต่งตั้งตุลาการเจ้าของสำนวน ส่วนการเรียงลำดับความสำคัญของเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ศาลฎีกาส่งเรื่องวินิจฉัยอำนาจของ คตส.ในคดีหวยบนดิน หรือเรื่องคุณสมบัติของรัฐมนตรีที่ถือหุ้นเกิน คาดว่า ภายในสัปดาห์หน้าคณะตุลาการฯ จะมีรายละเอียดชัดเจนในการพิจารณาคำร้อง เพราะถือเป็นอำนาจของประธานและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

ต่อข้อถามถึง ความคืบหน้าในคดีการวินิจฉัยคุณสมบัติของ นายไชยา สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายไพบูลย์ กล่าวว่า อยู่ระหว่างให้ผู้ถูกร้องยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้สื่อข่าวได้พยายามติดต่อเพื่อขอบันทึกภาพการประชุมคณะตุลาการฯ นัดแรก แต่เลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญไม่อนุญาต พร้อมกับสั่งไม่ให้สื่อมวลชนยืนรอสัมภาษณ์ตุลาการ บริเวณทางขึ้น – ลงห้องประชุม และห้องรับประทานอาหารด้วย โดยให้สื่อมวลชนไปรอทำข่าวที่ห้องแถลงข่าวเพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ ในเรื่องระบบรักษาความปลอดภัย ยังมีความเข้มงวดมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยมีการตรวจบัตรอย่างเข้มงวด และตรวจตราไม่ให้สื่อมวลชนเดินไปทำข่าวในบริเวณต่าง ๆ อีกทั้งให้เจ้าหน้าที่ส่งสัญญาณภาพวงจรปิดบริเวณต่าง ๆ ของศาล ส่งไปยังห้องของเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญด้วย เพื่อตรวจดูว่าใครเข้ามาติดต่อสำนักงานบ้าง .-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-17 14:08:02