วานนี้ (17 มิ.ย.) ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน มีการประชุมคณะอนุกรรมการไต่สวนโครงการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของ กทม. ที่มีนายนาม ยิ้มแย้ม เป็นประธาน เพื่อสรุปสำนวนก่อนส่งรายงานต่อที่ประชุมใหญ่ คตส. โดยมีรายงานข่าวว่า คณะอนุกรรมการได้พิจารณาข้อมูลที่เกี่ยวข้องของบุคคลและบริษัทเอกชนที่ถูกกล่าวหาในชั้นการสอบสวนทั้งหมด เห็นว่าผู้ถูกตั้งข้อกล่าวหาเกือบทั้งหมดมีความเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดจริง โดยเฉพาะในส่วนของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในสมัยที่ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. พบว่ามีความเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทุกขั้นตอน แต่ในส่วนของนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯ กทม. ที่ประชุมได้พิจารณาแล้วเห็นว่าคำชี้แจงของนายอภิรักษ์ที่อ้างว่าได้พยายามยับยั้งไม่ให้มีการเปิดแอล/ซีแล้ว แต่เหตุผลที่ต้องเปิดแอล/ซีเป็นเพราะถูกกระทรวงมหาดไทยเร่งรัดมานั้น ถือว่าเป็นคำชี้แจงที่พอรับฟังได้ และถือว่านายอภิรักษ์ทำหน้าที่ได้ดีที่สุดแล้ว จึงเห็นสมควรให้นายอภิรักษ์หลุดข้อกล่าวหาในชั้นการไต่สวน 
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, June 18, 2008
อนุรถดับเพลิงชงปล่อย อภิรักษ์
สภาฯ ป่วน ก่อนเริ่มพิจารณา กม.ผู้ตรวจการแผ่นดิน
รัฐสภา 18 มิ.ย. - สภาฯ ป่วน ก่อนเข้าสู่วาระพิจารณาด่วน ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน ส.ส.รุมตำหนิ “ชัย ชิดชอบ” มั่วข้อบังคับ ปชป.ขู่วอล์คเอาท์ สุดท้ายได้ “บรรหาร ศิลปอาชา” เคลียร์ให้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนเปิดการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันนี้ (18 มิ.ย.) นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้สมาชิกแสดงตน ปรากฏว่ามีสมาชิกอยู่ในห้องประชุมเพียง 226 คน ซึ่งไม่ครบองค์ประชุม ทำให้นายชัย แสดงอาการหงุดหงิด เพราะนัดประชุมในเวลา 09.30 น. จนกระทั่งเวลา 10.10 น. ก็ยังมีสมาชิกไม่ครบองค์ประชุม ทำให้ต้องสั่งพักการประชุมเป็นเวลา 10 นาที และเมื่อเปิดประชุมอีกครั้ง เวลา 10.30 น. จึงครบองค์ประชุม
ทั้งนี้ ก่อนเข้าสู่วาระพิจารณาด่วน ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน นายชัย กล่าวว่า ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล 6 พรรคมาแสดงตนครบแล้ว ทำให้ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ไม่พอใจ เพราะกล่าวหาว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ให้ความร่วมมือ และพยายามขอประท้วงนานกว่า 5 นาที แต่นายชัย ไม่สนใจ โดยอ้างว่าต้องเร่งพิจารณากฎหมาย และให้ พล.อ.ธีรเดช มีเพียร ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ชี้แจงหลักการของร่างกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน เสนอให้นับองค์ประชุมแบบขานชื่อ นายชัย จึงตั้งกรรมการนับคะแนนจากทุกพรรค แต่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ประท้วง ขอให้มีการชี้แจงกรณีการพาดพิงว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้แสดงตน แต่นายชัย ให้นับองค์ประชุมก่อน แล้วค่อยประท้วง ทำให้ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ทยอยลุกขึ้นตอบโต้ว่า “ประธานทำผิดข้อบังคับหลายครั้งแล้ว หากไม่ทำตามข้อบังคับ ให้ผู้ประท้วงอภิปราย คงร่วมประชุมด้วยไม่ได้” และได้ไปยืนจับกลุ่มอยู่ข้างห้องประชุม
ขณะที่นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ส.ส.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทย กล่าวว่า เมื่อมีผู้ประท้วง หรือหารือ ก็ต้องให้อภิปราย แต่ที่ผ่านมา ประธานอ้างว่า ของดเว้นการใช้ข้อบังคับการประชุมสภาฯ และรวบรัดตัดความ ทั้งที่การงดใช้ข้อบังคับเป็นอำนาจสภาฯ ไม่ใช่อำนาจประธาน ฉะนั้น ขอให้ประธานยึดกฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัดด้วย
ด้านนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวว่า เดิมตั้งใจจะไม่พูด ไม่ว่าเรื่องใดก็ตาม แต่กรณีที่เกิดขึ้น ส.ส.แสดงตนกับเจ้าหน้าที่นอกห้องประชุมแล้ว เมื่อประธานให้แสดงตนอีกครั้งในห้องประชุม ก็วุ่นวาย ขอให้พิจารณายกเลิกการแสดงตัวในห้องประชุมด้วย รัฐบาลก็โดนติติงแล้ว ขอให้สภาฯ เป็นสภาฯ อันทรงเกียรติ
นายชัย กล่าวว่า ขอยกเลิกการแสดงตนในห้องประชุม แต่ให้แสดงตนก่อนลงมติ เพราะเกรงว่าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน จะมีปัญหา โหวตแล้วองค์ประชุมไม่ถึงกึ่งหนึ่ง เหมือนสมัยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวตกไป จากนั้นจึงเข้าสู่วาระการพิจารณาต่อไป. - สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-06-18 14:21:02

กกต.แจงมีคำร้องคัดค้านไม่ถึง 700 สำนวนพร้อมแจงได้ทุกเรื่อง
นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านบริหารการเลือกตั้ง กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เรียกร้องให้ กกต.ตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาตรวจสอบสำนวนของพรรคพลังประชาชน ที่ถูกยกคำร้องกว่า 700 สำนวนว่า สำนวนที่มีการร้องคัดค้านเข้ามายัง กกต. มีเพียงแค่ 648 สำนวนเท่านั้น และมีการลงมติไปแล้ว 300 กว่าสำนวน ส่วนที่มีการยกคำร้องไปนั้นส่วนใหญ่เป็นการกล่าวหากันลอยๆ พอเชิญผู้ร้องมาให้ปากคำก็ไม่มีข้อมูลหลักฐาน ดังนั้น สำนวนที่ยกคำร้องไป กกต.สามารถชี้แจงได้ทุกเรื่อง เพราะพิจารณาเท่าเทียมกันทุกพรรค ไม่เฉพาะพรรคใดพรรคหนึ่ง ยืนยันว่า เราทำงานตามกฎหมาย พยานหลักฐานและข้อเท็จจริงเป็นหลัก เมื่อถามว่า กลุ่มพันธมิตรฯ ประกาศแตกหักกับรัฐบาลจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของ กกต.หรือไม่ นายประพันธ์ กล่าวว่า การทำงานของ กกต. ยังเหมือนเดิม อยากให้ทุกฝ่ายคำนึงถึงชาติบ้านเมือง ไม่ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะตอนนี้บ้านเมืองมีปัญหามาก ถ้าหากชุมนุมอยู่ในกรอบกฎหมาย ไม่ใช้ความรุนแรง ไม่ทำร้ายร่างกายกัน ก็คงไม่มีปัญหา ด้านนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. กล่าวถึงการที่กลุ่มพันธมิตรฯ พยายามแยก กกต.ออกเป็น 2 ฝ่าย โดยยอมรับว่า ลำบากใจ แต่ยืนยันว่าขณะนี้ กกต.ทั้ง 5 คนยังทำงานร่วมกัน ไม่ได้แบ่งแยกการทำงาน ไม่มีการถูกชักจูง ในเรื่องความคิดเห็น เราทำงานโดยอิสระ และการพิจารณาก็ไม่ได้เข้าข้างพรรคใดพรรคหนึ่ง ซึ่งตนได้กำชับกับเจ้าหน้าที่ทุกคนให้ทำองค์กร กกต. เป็นกลางที่สุด ไม่ฝักใฝ่หรือเข้าข้างฝ่ายใด ถ้าใครมีพฤติกรรมช่วยเหลือ หรือเอนอียงก็ต้องดำเนินการจนถึงที่สุด ด้านนายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต. กล่าวว่า การที่ระบุว่ากกต.ได้ยกคำร้อง 700 สำนวน เป็นการกล่าวหาที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง เพราะสำนวนร้องคัดค้านที่อยู่ระหว่างการดำเนินของ กกต.มีทั้งหมดเพียง 648 สำนวนเท่านั้น ซึ่ง กกต.ได้พิจารณาเสร็จสิ้นไปแล้ว 328 สำนวน ประกอบด้วย สำนวนที่ยกคำร้องคัดค้าน 248 สำนวน ยกคำร้องคัดค้านและดำเนินคดีอาญา 23 สำนวน ไม่รับคำร้องคัดค้าน 31 สำนวน ถอนคำร้องคัดค้าน 4 สำนวน เลือกตั้งใหม่โดยการใบเหลือง 16 สำนวน มีจำนวน 30 คน และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหรือให้ใบแดง 6 สำนวน จำนวน 8 คน รวมสำนวนที่พิจารณาเสร็จสิ้น 328 สำนวน นายสุทธิพล กล่าวต่อว่า จากการสำรวจคดีทุจริตเลือกตั้งแต่ละสมัยของ กกต. ที่ผ่านมา พบว่าสำนวนส่วนใหญ่ที่ร้องคัดค้านเข้ามา ท้ายที่สุดจะถูกยกคำร้อง โดยในการเลือกตั้ง ส.ส .เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 มีการร้องคัดค้านเข้ามามีทั้งหมด 870 เรื่อง แต่ กกต.ได้ยกคำร้องถึง 535 สำนวน “ดังนั้น ขอยืนยันการทำงานของ กกต. ทำอย่างตรงไปตรงมา ส่วนเรื่องที่จะมีการวิพากวิจารณ์ ผมคิดว่าเป็นการแสดงให้เห็นว่า กกต.มีความเป็นกลาง เพราะทางซ้ายเราก็ถูกวิจารณ์ ทางขวาเราก็ถูกวิจารณ์ หาก กกต.ทำงานเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ เพราะฉะนั้น ขอให้มั่นใจว่าการทำงานของ กกต.ตรงไปตรงมา และยินดีให้มีการตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการรื้อสำนวนที่พิจารณาเสร็จสิ้นไปเรียบร้อยแล้วนั้น ผมคิดว่าจะทำได้ลำบาก เพราะสำนวนที่ กกต.ได้ลงมติยกคำร้องและมีการรับรองการเลือกตั้งไปแล้ว ถ้ามีการรื้อคงจะมีการหยิบยกประเด็นปัญหาขึ้นมา ดังนั้น ควรจะปล่อยให้เป็นไปตามกติกามากกว่า ส่วนสำนวนเหลือต้องพิจารณากันต่อไป” นายสุทธิพล กล่าว เลขาธิการ กกต. กล่าวด้วยว่า กรณีพนักงานของสำนักงาน กกต. ถูกพาดพิงว่ามีส่วนรู้เห็นและวางตัวไม่เป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่นั้น ทาง กกต.น้อมรับเอาไปตรวจสอบข้อเท็จจริง หากพบหลักฐานว่าพนักงานของ กกต.วางตัวไม่เป็นกลาง ทำให้องค์กรและประเทศชาติเสื่อมเสีย ก็ต้องดำเนินการลงโทษทางวินัยและดำเนินคดีอาญาจนถึงที่สุด.-สำนักข่าวไทย กรุงเทพฯ 18 มิ.ย.– กกต.เผยมีคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งเพียง 648 สำนวน ไม่ใช่กว่า 700 สำนวนอย่างที่พันธมิตรฯ กล่าวอ้าง ระบุพิจารณาไปแล้วกว่า 300 สำนวน ส่วนใหญ่ที่ยกคำร้องเพราะไร้หลักฐาน สามารถชี้แจงได้ทุกเรื่อง ด้านประธาน กกต. ยืนยันไม่ได้เข้าข้างใคร
ส่วนกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ เรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบสำนวนที่มีการยกคำร้องไปแล้วนั้น นายอภิชาต กล่าวว่า ยังไม่มีการหารือเรื่องนี้ในที่ประชุม กกต. อย่างไรก็ตาม ได้ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเรื่องสำนวนและชี้แจงให้ประชาชนทราบ
อัพเดตเมื่อ 2008-06-18 14:00:36
มท.1 ไม่หวั่นกรณีพันธมิตรฯ จะไปชุมนุมหน้าทำเนียบฯ ศุกร์นี้
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประกาศจะเคลื่อนขบวนไปที่หน้าทำเนียบรัฐบาล ในวันศุกร์ที่ 20 มิ.ย. นี้ ว่า “ก็ไปซิ ไปดูไว้ก่อนก็ได้ เผื่อรอบหน้าลงเลือกตั้ง ท่านสนธิ (ลิ้มทองกุล) เป็นนายกฯ จะได้ไปมาง่าย” ผู้สื่อข่าวถามถึงการดูแลรักษาความปลอดภัย หากกลุ่มพันธมิตรฯ เคลื่อนขบวนไปที่ทำเนียบรัฐบาล ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ไม่ใช่หน้าที่ตน นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบ และตนจะไม่ปิดกั้น เชิญมาให้มาก ๆ แต่ส่วนตัวเห็นว่าคงไม่มีใครเห็นด้วยกับพันธมิตรฯ และว่า “มีการขนอาวุธเข้ามาเมื่อ 2 วันที่แล้ว เป็นอาวุธที่ก่อเหตุได้ แต่ไม่ใช่รัฐบาล เอาแค่นี้พอ”. -สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-06-18 13:27:50

"อดิศร" ย้อน ปชป.ใครกันแน่ทำไทยเสียดินแดน
นายอดิศร เพียงเกษ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย และ ส.ส.ภาคอีสาน กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล
โดยเฉพาะประเด็นเรื่องเขาพระวิหาร ว่า ขอให้พรรคประชาธิปัตย์กลับไปทบทวนถึงการดำเนินการเกี่ยวกับเขาพระวิหารในอดีต ซึ่งอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้รับผิดชอบ และทำให้ไทยต้องสูญเสียเขาพระวิหารให้กับกัมพูชา พร้อมย้ำเตือนสติพรรคประชาธิปัตย์อย่าออกมาแสดงความเห็นโดยใช้อารมณ์ เพราะไม่มีใครต้องการให้ไทยต้องเสียดินแดน
รมว.กลาโหม กัมพูชา ยืนยันแผนที่เขาพระวิหารฉบับใหม่ ไม่ล่วงล้ำดินแดนไทย
พล.อ.เตีย บัญห์ กล่าวว่า ทราบว่า มีการคัดค้านในกรุงเทพมหานคร ต่อการขอขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก รวมถึงการโจมตีว่าแผนที่ฉบับใหม่ทำให้เกิดการเสียดินแดน ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด ซึ่งนักการเมืองฝ่ายค้านในกัมพูชาได้มีการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นโจมตีรัฐบาลอย่างรุนแรงเช่นกัน ว่า มีการกระทำที่ชวนสงสัยให้เกิดการเสียดินแดน เนื่องจากจะมีการเลือกตั้งใหญ่ในกัมพูชา วันที่ 27 กรกฎาคมนี้
นอกจากนี้ พล.อ.เตีย บัญห์ ยังกล่าวว่า เป็นเรื่องเข้าใจผิดที่เรื่องดังกล่าวถูกทำให้เป็นเรื่องการเมือง แต่ไม่ได้แสดงความกังวลและมั่นใจว่าพรรคซีพีพีของรัฐบาลจะสามารถครองเสียงมากได้ในการเลือกตั้งครั้งนี้
ก่อนหน้านี้ นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย ยอมรับว่า มีการขอร้องจากรัฐบาลกัมพูชา ให้ระมัดระวังในการชี้แจงปัญหาดังกล่าว รวมถึงให้รายละเอียดของตัวแผนที่ เนื่องจากเกรงว่าจะมีผลกระทบกับการเมืองในกัมพูชา และมีรายงานว่า ช่วงบ่ายวันนี้ นายนพดล เตรียมชี้แจงเพิ่มเติมในเรื่องดังกล่าว รวมถึงการแสดงแผนที่ฉบับใหม่ที่ ครม.เห็นชอบเมื่อวานนี้
'เหลิม' ชี้จ้องล้มล้างทางการเมือง โต้ข่าวดัน2ลูกชายเป็นตำรวจ
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ออกมาปฏิเสธถึงกระแสข่าวการเตรียมผลักดันลูกชาย 2 คน กลับเข้ารับราชการตำรวจ โดยยืนยันว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง ถือเป็นการทำลายทางการเมือง ซึ่งลูกชายทั้งสองคนนั้น คนหนึ่งอายุเกือบ 40 แล้ว อีกคนหนึ่งก็เป็นเลขารัฐมนตรี และเพื่อนๆ ก็ขึ้นเป็นพันโทกันไปหมดแล้ว จึงไม่มีความคิดที่จะกลับเข้าไปเป็นตำรวจแน่นอน
ก่อนหน้านี้ แหล่งข่าวระดับสูงในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เปิดเผยว่า ขณะนี้หลายฝ่ายใน ตร.เริ่มจับตามองว่า จะมีความพยายามผลักดันให้นายวัน (วันเฉลิม) อยู่บำรุง บุตรชายคนรองของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ที่ถูกปลดออกและปลดยศ “ร.ต.ต.” เนื่องจากไม่ผ่านการเกณฑ์ทหารและปลอมแปลงใบผ่านการคัดเลือกการเกณฑ์ทหาร (สด.9) ให้กลับเข้ามารับราชการตำรวจอีกครั้ง เนื่องจากมีวิธีทำให้กลับมาได้หลายทาง ได้แก่
1. ต้องพิสูจน์คุณสมบัติการผ่านการเกณฑ์ทหารเสียก่อน โดยหาหลักฐานมาแสดงเพื่อใช้ประกอบขั้นตอนการพิจารณาขอคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) แต่งตั้ง
2. ใช้วิธีการแต่งตั้งพิเศษโดยอ้างความสามารถพิเศษ ซึ่งไม่จำเป็นต้องสังกัดหน่วยงานเดิม แต่ต้องเข้าขั้นตอนตามที่กล่าวมาข้างต้น และ
3.หนทางที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดคือบรรจุแต่งตั้งนายวันเข้ารับราชการในกระทรวงมหาดไทย และไม่กำหนดคุณสมบัติในการรับราชการที่เข้มงวดเหมือนตำรวจ แล้วค่อยโอนย้ายมารับราชการตำรวจภายหลัง
สำหรับนายอาจหาญ และนายวัน บรรจุเข้ารับราชการเป็นตำรวจสัญญาบัตร ติดยศ “ร.ต.ต.” ภายใต้สังกัดกองสารนิเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และใน พ.ศ.2542 ร.ต.ต.อาจหาญ และร.ต.ต.วันเฉลิม ตกเป็นผู้ต้องหาในข้อหาใช้ใบเกณฑ์ทหาร (สด.43 ปลอม) สมัครเข้ารับราชการตำรวจ และหลังเรื่องดังกล่าวแดงขึ้น คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเอกสาร สด.43 ของร.ต.ต.อาจหาญกับร.ต.ต.วันเฉลิม อยู่บำรุง ได้นำใบ สด.43 ของบุคคลทั้ง 2 ซึ่งอ้างว่าได้รับจากการตรวจเลือกทหารไปเปรียบเทียบกับต้นขั้วของกองทัพบก ปรากฏว่าที่ต้นขั้วของกองทัพบก ทั้งร.ต.ต.อาจหาญ และร.ต.ต.วันเฉลิม ไม่ได้มารับการเกณฑ์ทหาร และใบสด.43 ของทั้งคู่ที่ใช้ในการสมัครเข้ารับราชการตำรวจจึงเป็นของปลอม ซึ่งทั้งคู่จะต้องมีความผิดทางอาญา
โดยพล.ต.ศักดิ์สิน ทิพยเกษตร เจ้ากรมการกำลังสำรองทหารบกขณะนั้นชี้แจงว่า เมื่อพนักงานสอบสวนสรุปผลว่าเอกสาร สด.43 ดังกล่าวเป็นของปลอม ทั้งคู่จะต้องถูกดำเนินคดีฐานปลอมแปลงเอกสาร และในปีถัดไปร.ต.ต.วันเฉลิม ยังคงต้องเข้ารับการตรวจเลือกทหารอีก เพราะอายุยังไม่เกิน 29 ปี (ในขณะนั้น) ส่วนร.ต.ต.อาจหาญ อายุเกินแล้วจึงถูกดำเนินคดีอาญาเพียงอย่างเดียว
ต่อมาทั้งร.ต.ต.อาจหาญ และร.ต.ต.วันเฉลิม ได้ประกาศขอลาออกจากราชการเมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2542 แต่หลังจากนั้นอีกเพียง 2 วัน คือวันที่ 4 มี.ค. 2542 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่อนุมัติให้ลาออก แต่มีคำสั่งให้ร.ต.ต.อาจหาญและร.ต.ต.วันเฉลิม ออกจากราชการแทน พร้อมทั้งดำเนินคดีอาญาฐานปลอมแปลงเอกสารราชการ และใช้เอกสารราชการปลอม
โดยก่อนหน้านี้ ลูกชายคนเล็กของร.ต.อ.เฉลิมคือ "ดวง อยู่บำรุง" เพิ่งทำเรื่องขอกลับเข้ารับราชการทหาร เป็น "ว่าที่ร.ต.ดวง อยู่บำรุง" ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเหมาะสมและถูกต้องหรือไม่
“พงษ์เทพ” เปิดมูลนิธิ 111 ไทยรักไทย ลั่นแก้วิกฤติหลังงาน-อาหารให้รัฐ
นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา ประธานมูลนิธิ 111 ไทยรักไทย เป็นประธานการเปิดที่ทำการมูลนิธิ 111 ไทยรักไทยอย่างเป็นทางการ โดยมีอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยเข้าร่วม อาทิ พลตำรวจเอกชิดชัย วรรณสถิตย์ นายอดิศร เพียงเกษ โดยนายพงษ์เทพ เปิดเผยว่า พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ได้เดินทางมาวันนี้
เนื่องจากเป็นเพียงการเปิดอย่างเป็นทางการเท่านั้น ซึ่งสิ่งที่สำคัญจะมีการดำเนินการในทันที คือ การกำหนดยุทธศาสตร์ เรื่องพลังงาน ที่ได้มอบหมายให้ นายสุขวิช รังสิตพล เป็นผู้ดูแล และเรื่องข้าว ที่ได้มอบหมายให้ นายภูมิธรรม เวชยชัย เป็นผู้ดูแล โดยจะมีการเชิญภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชน เข้าร่วมเสนอความคิดเห็น และเสนอแนะต่อรัฐบาล และประชาชน เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง ซึ่งไม่อยากให้มองเป็นประเด็นทางการเมือง และไม่ได้มีความต้องการจัดตั้งเป็นรัฐบาลคู่ขนานอย่างที่หลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์
สำหรับกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ระบุว่า สถานการณ์บ้านเมืองจะดีขึ้นในวันที่ 2 กรกฎาคมนี้นั้น นายพงษ์เทพ เชื่อว่า เป็นเพียงการหยอกล้อสื่อมวลชน เนื่องจากเห็นว่า สื่อขณะนี้ชอบนำเสนอเรื่องของโหราศาสตร์ โดยไม่ได้เกี่ยวกับการเคลื่อนขบวนปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในวันศุกร์นี้ ส่วนพิธีเปิดอย่างเป็นทางการอีกครั้งของมูลนิธิ 111 ไทยรักไทย จะมีขึ้นในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมนี้ จะมีการเชิญ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร มาเป็นประธานด้วย
‘นพดล’ท้า‘อลงกรณ์’เอาตำแหน่งเดิมพันกรณี‘เขาพระวิหาร’
นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีเขาพระวิหารว่า ความจริงไม่ได้มีปัญหาอะไร เพราะตอนต้นทางกัมพูชาขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารในลักษณะหนึ่งบวกสอง แต่สองนั้นรุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ของไทย ซึ่งตนในฐานะ รมว.ต่างประเทศ ก็ได้แจ้งกลับไปว่า ให้ขึ้นทะเบียนเฉพาะพื้นที่หมายเลขหนึ่งได้หรือไม่ ทางกระทรวงการต่างประเทศไปช่วยไม่ให้ไทยเสียดินแดน จึงไม่มีเรื่องอะไรที่จะมีคนออกมาคัดค้าน
“ถ้าไม่ใช่ฝีมือของผม เราอาจจะสุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียดินแดนในพื้นที่ทับซ้อน ถ้าผมไม่เป็น รมว.ต่างประเทศ เดือนกรกฎาคมเขาอาจจะขึ้นทะเบียนมรดกโลกทั้งส่วนที่ 1 และ 2 ไปแล้ว ถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงของผม แต่กระทรวงการต่างประเทศมาช่วยทำให้แผนที่ที่กัมพูชาทำมาตัดเหลือเฉพาะหนึ่ง คือบริเวณตัวปราสาทเท่านั้น จึงไม่ได้มีปัญหาอะไร ทางกรมแผนที่ทหารได้ช่วยดูแล้วไม่มีการรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของเรา ทุกฝ่ายสบายใจได้ ที่คุณอลงกรณ์ (นายอลงกรณ์ พลบุตร) บอกว่ามีการหมกเม็ด ก็ยืนยันว่าไม่มี เพราะทางกรมแผนที่ทหารได้พิจารณาอย่างรอบคอบ และในที่ประชุม ครม. วันนี้ก็จะมีการพูดคุยและชี้แจงกันอีกครั้ง หากคิดว่าแผนที่ที่กัมพูชาเสนอมายังสามารถคัดค้านได้ และเมื่อถึงเวลาสมควรก็คงจะสามารถเปิดเผยทั้งตัวแผนที่และแถลงการณ์ร่วม”
เมื่อถามว่า หากถึงเวลาเปิดเผยแถลงการณ์ร่วมแล้วไม่เป็นที่พอใจของคนไทย จะรับผิดชอบอย่างไร นายนพดล กล่าวว่า “จะให้ผมลาออกไหมครับ แต่ถ้าเกิดแผนที่มันถูกต้อง ไม่รุกล้ำ คุณอลงกรณ์จะลาออกจากการเป็น ส.ส. หรือไม่ แล้วผมจะลาออกจากการเป็นรัฐมนตรี ถ้าแผนที่มันรุกล้ำ ผมอุตส่าห์ทำให้ไม่เสียดินแดน ถ้าบ้านเมืองเราไม่เห็นความสำเร็จที่ชัดเจนที่สุด ซึ่งผมได้เจรจาในขณะนี้ เราก็ทำความดีไม่ได้แล้ว ผมขอท้าทายเลยว่า ถ้ามีการจดทะเบียนเฉพาะตัวปราสาท ไม่รวมพื้นที่ทับซ้อน ถ้าเป็นจริงตามนี้ ฝ่ายค้านหรือคนที่วิพากษ์วิจารณ์ผมจะให้เครดิตผมหรือไม่”
เมื่อถามว่า เป็นการเดิมพันด้วยตำแหน่งเลยใช่หรือไม่ นายนพดล กล่าวว่า “ถ้าผมชนะจะให้ผมเป็นอะไร เป็นนายกฯ หรือ ผมไม่อยากเดิมพันอะไร เพราะเป็นงานที่ใครๆ ก็ตรวจสอบได้ เรื่องนี้น่าจะชื่นชมกระทรวงการต่างประเทศ ที่เจรจาด้วยความยากลำบาก ผมพร้อมแสดงความรับผิดชอบต่อเรื่องนี้ด้วยการลาออก แต่ถ้าไม่รุกล้ำจะให้ตำแหน่งอะไรผมเพิ่มหรือไม่ ถ้าให้เพิ่มผมถึงจะรับคำท้า”
นายนพดล กล่าวอีกว่า สำหรับสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำเข้ามาในส่วนของไทยนั้น จะต้องไปเจรจาเพื่อขอให้มีการดำเนินการร่วมกันต่อไป เพราะขึ้นมาตั้งแต่ 8 ปีที่แล้ว ทางกระทรวงการต่างประเทศก็ได้ประท้วงอย่างต่อเนื่อง 3-4 ครั้ง ก่อนที่ตนจะเข้ามาเป็น รมว.ต่างประเทศ ซึ่งตนมั่นใจว่าสามารถเจรจาได้สำเร็จเป็นผลงานชิ้นที่สอง
ส่วนที่กลุ่มพันธมิตรฯ จะไปเยี่ยมที่กระทรวงในวันพรุ่งนี้ ก็เป็นสิทธิ์ที่ทำได้ แต่ต้องขอถามว่า จะไปกี่คน จะได้เตรียมถ้วยกาแฟให้ถูก
‘สดศรี’กางพาสปอร์ตโต้ ลั่นฟ้อง‘พันธมิตร’กุข่าว
หลังจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ออกมาเดินเกมกดดันการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้วยการขับไล่ 2 กกต. นางสดศรี สัตยธรรม กับ นายสมชัย จึงประเสริฐ โดยกล่าวหาว่าทำหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้กับพรรคพลังประชาชน พร้อมทั้งโยนข้อกล่าวหาให้นางสดศรีว่า รับสินบน และมีความสนิทสนมกับนักการเมืองฝั่งพรรคพลังประชาชน นั้น
เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ที่ผ่านมา นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง ด้านกิจการพรรคการเมือง แถลงข่าวปฏิเสธข้อกล่าวหาของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่กล่าวหาว่าตนเองเดินทางไปพบกับ นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ที่ประเทศจีนเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา
โดยนางสดศรียืนยันว่า ตนเองไม่เคยไปพบกับนายจาตุรนต์ หรือสมาชิกมูลนิธิ 111 ไทยรักไทย แต่ยอมรับเคยเดินทางไปจีนจริง ในสมัยที่เป็นผู้พิพากษาเมื่อปี 2548 และปี 2549 ซึ่งขณะนั้นยังไม่ได้เป็น กกต. รวมถึงไม่เคยรับสินบนเครื่องเพชรตามที่กลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวหา และเตรียมฟ้องกลับกลุ่มพันธมิตรฯ ในข้อหาหมิ่นประมาท
“ดิฉันเห็นว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อต้องการดิสเครดิตการทำงานของ กกต. และต้องการแบ่ง กกต. ออกเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายกลุ่มพันธมิตรฯ กับพรรคประชาธิปัตย์ และฝ่ายรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน”
ทั้งนี้ในระหว่างการให้สัมภาษณ์ นางสดศรีได้แสดงพาสปอร์ตจำนวน 2 เล่มที่เตรียมมาให้กับผู้สื่อข่าวได้ดูทีละหน้า รวมถึงสายสร้อยไข่มุกที่ใส่มาในราคา 199 บาท โดยระบุว่า ตนเองเป็นคนนิยมของปลอมมากกว่า
นางสดศรี กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา กกต. ทั้ง 5 คน ทำงานโดยไม่มีปัญหา และไม่เคยแบ่งพรรคแบ่งพวก ส่วนเรื่องข้อเรียกร้องของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ต้องการให้รื้อฟื้นสำนวนคำร้องคัดค้านทุจริตเลือกตั้งนั้น ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากเป็นมติ กกต. ไปแล้ว ซึ่งหากกลุ่มพันธมิตรฯ มีหลักฐานว่า กกต. ทุจริตก็ให้ฟ้องดำเนินคดีกับ กกต. ได้ทันที
*หนุนฟ้องพวกหน้าตัวเมีย
ด้าน นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) กล่าวว่า ตนเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการที่นางสดศรีจะฟ้องร้องนายสนธิ เพื่อเปิดโปงให้ประชาชนได้รับรู้กันทั่วประเทศว่า กกต. มีความสุจริต จึงอยากให้นางสดศรีท้าให้นายสนธิเอาหลักฐานมาเผยแพร่ให้สาธารณชนได้รับทราบ อีกทั้งอยากให้นายสนธิแสดงความเป็นสุภาพบุรุษ อย่ารังแกผู้หญิง ควรให้เกียรติสุภาพสตรี
“อยากเรียกร้องให้นายสนธิกล้าๆหน่อยอย่ารังแกผู้หญิง ต้องให้เกียรติผู้หญิง นายสนธิเป็นสุภาพบุรุษหรือเปล่า อยากให้เผชิญหน้ากันเลย เพื่อจะได้ฉีกหน้ากากของนายสนธิว่าเป็นคนอย่างไร การที่จะไปเหยียบย่ำสถานที่ราชการ และกล่าวหาโดยไม่เป็นความจริงนั้นมันน่าเกียจขนาดไหน” นพ.เหวงกล่าว
อย่างไรก็ตาม นพ.เหวง กล่าว่า การฟ้องร้องต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควรจึงอยากขอเรียกร้องให้นางสดศรีและนายสนธิออกอากาศว่าจะมีการฟ้องร้องกันจริงทุกช่อง ซึ่งสถานที่ออกอากาศจะเป็นที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือหากทางนายสนธิรังเกียจ กกต.ก็ไปถ่ายทอดที่สนามหลวงก็ได้
* แกนนำ คปพร. หนุนเต็มที่
นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท หนึ่งในแกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) กล่าวว่า เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นการท้าทายอำนาจศาล ของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล เนื่องจากมีการกล่าวหาพาดพิง โดยไม่มีหลักฐานกับบุคคลที่คัดสรรมาจากที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกา หากสังเกตแล้วกลุ่มพันธมิตรจะทำการต่อต้าน ตอบโต้ และก้าวร้าวกับองค์กร หรือบุคคลที่เห็นต่างไปจากตนเอง นี่คือสัญชาติชั่วของกลุ่มพันธมิตร
อย่างไรก็ตามโดยส่วนตัวแล้ว ตนเห็นด้วย และขอแสดงความชื่นชมกับการที่นางสดศรี จะทำการยื่นฟ้องร้องดำเนินคดีต่อ นายสนธิ ลิ้มทองกุล และเป็นเรื่องที่ต้องให้กำลังใจ กับผู้ที่ทำประโยชน์ให้กับบ้านเมือง หรือกลับบุคคลที่ถูกกล่าวหา
“การที่นายสนธิ ทำการกล่าวให้ร้ายผู้อื่นที่มีทัศนคติไม่ตรงกับตนเอง ถือเป็นเรื่องที่ต้องแสดงต่อสังคมให้กระจ่างแจ้ง ว่าทุกวันนี้เกิดอะไรขึ้นกับบ้านเมือง เหตุนี้จะกลายเป็นว่า กลุ่มม็อบใหญ่กว่ากฎหมาย มีอำนาจหรืออย่างไร ดังนั้นการที่คุณสดศรีจะทำการฟ้องสนธินั้นเป็นเรื่องที่ดี และควรให้กำลังใจ เพราะคนพวกนี้ท้าทายอำนาจศาล และกำลังพยายามยกตัวเองให้เป็นคนชี้นำประเทศ “ นายวิภูแถลง กล่าว
กลุ่มต้านฯ เผาหุ่น 3 กกต.
ด้าน นายวรัญชัย โชคชนะ แกนนำกลุ่มต่อต้านพันธมิตรฯ พร้อมด้วยประชาชนกว่า 60 คน รวมตัวกันบริเวณด้านหน้าอาคารศรีจุลทรัพย์ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เพื่อเดินทางมาให้กำลังใจ นางสดศรี สัตยธรรม และ นายสมชัย จึงประเสริฐ กรรมการการเลือกตั้ง พร้อมมอบพวงมาลัยเป็นกำลังใจให้ในการทำงาน ผ่านทาง นายสมชาติ เจศรีชัย รองเลขาธิการด้านกิจการบริหารกลาง เป็นผู้รับมอบแทน
นอกจากนี้ ทางกลุ่มต่อต้านพันธมิตรฯ ได้ทำการเผาหุ่นของแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รวมถึงเผาหุ่นของ นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. นายประพันธ์ นัยโกวิท และ นายสุเมธ อุปนิสากร กรรมการการเลือกตั้งด้วย เนื่องจากเห็นว่า กกต. ทั้ง 3 คน มีท่าทีสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ต้องการล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและเชื่อว่ามีพฤติกรรมทางการเมืองที่วางตัวไม่เป็นกลาง