WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, June 18, 2008

'ทักษิณ' แก้มุมหนีดาวได้

แม่นไม่แม่นไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ไม่กล้าวอแวกับโหรคนนี้ก็แล้วกัน กับคิวล่าสุด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หันไปเล่นบทหมอดูทำนายทายทักดวงเมือง

“วันที่ 21 มิถุนายน ดาวอังคารย้าย”

พร้อมกับอธิบายเป็นฉากๆ “อังคารย้ายจากราศีกรกฎเข้าสู่ราศีสิงห์ที่มีดาวเสาร์อยู่ อังคารเจอเสาร์ เวียนหัว แต่พอวันที่ 2 กรกฎาคม ก็หายแล้ว พ้นแล้ว ฉะนั้นอดทนเวียนหัวถึงวันที่ 2 กรกฎาคม ก็น่าจะคลี่คลาย”

ฟันธงหลังวันที่ 2 กรกฎาคม บ้านเมืองน่าจะคลี่คลาย

คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่า แม่นแค่ไหน

เพราะฟังจากหมอดูตัวจริงอย่างนายลักษณ์ เรขานิเทศ หรือ “หมอลักษณ์ฟันธง” สวนไปอีกทางเลย วันที่ 2 กรกฎาคม จะเป็นวันที่น่ากลัวที่สุดในรอบ 30 ปี

เป็นวันนรกชัดๆ

เปิดสารพัดคำทำนายร้ายๆ ความเป็นความตาย การระเบิด เพลิงไหม้ ไฟใต้ หรืออารมณ์คนปะทุกัน เตือนทุกฝ่ายต้องสามัคคีและต้องหยุด ไม่เช่นนั้น จะเกิดไฟไหม้ นองเลือดใจกลางเมืองโดยเฉพาะวันที่ 6 กรกฎาคม บวกลบไม่เกิน 1 วัน

ในเวลา 23 นาฬิกา 7 นาที จะเกิดการแตกหักขึ้น

ฟังแล้วขนหัวลุกเลยก็แล้วกัน

ตำราเดียวกับนายภิญโญ พงศ์เจริญ นายกสมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ ที่แจกแจงว่า ดาวอังคารในภาษาโหรเป็นเทพเจ้าแห่งสงคราม การใช้กำลัง การใช้ความรุนแรง

การเกิดการโคจรของดาวอังคารไม่ใช่เป็นเรื่องดี แต่เป็นเรื่องร้ายมากกว่า

โหรอาชีพฟันธงไปในทิศเดียวกัน

สวนทางกับหมอดูสมัครเล่นที่ชื่อ “ทักษิณ” แบบหักมุม 180 องศาเลย

และก็เป็นอะไรที่หักมาในมุมของวิทยาศาสตร์ วิเคราะห์กันจากสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นจริงๆ ในมุมของหมอดูการเมืองอย่าง “เทพเทือก” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกอาการไม่เชื่อคำทำนายของ “ทักษิณ”

คาดเองเลยว่า จุดเปลี่ยนทางการเมืองควรเป็นวันที่ 8 กรกฎาคมมากกว่า

เพราะจะมีการตัดสินคดีของนายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ดังนั้น การคาดการณ์ของอดีตนายกรัฐมนตรี จึงไม่น่าจะมีนัยทางการเมือง ส่วนเรื่องของดวงดาว ไม่น่าจะมีบทบาทกับชีวิตคน เท่ากับการกระทำตามกฎแห่งกรรม

สรุปว่า ไร้สัญญาณด้านดีด้วยประการทั้งปวง

หมอดูอาชีพทั้งหมอลักษณ์ โหรภิญโญ และหมอดูการเมืองอย่าง “เทพเทือก” ฟันธงไปในทิศทางเดียวกัน ดาวอังคารย้ายจากราศีกรกฎ เข้าสู่ราศีสิงห์ที่มีดาวเสาร์อยู่ ลัคนาบ่งบอกถึงการใช้กำลัง การใช้ ความรุนแรง สงครามกลางเมือง นองเลือด ประกอบกับในเดือนกรกฎาคมที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งจะตัดสินคดีใบแดงของนายยงยุทธ

เงื่อนไขการเมืองเข้าสู่จุดลุ้นแตกหัก

เห็นๆกันอยู่ว่า “ลางร้าย”

แต่มันก็น่าสงสัยอยู่ๆ “ทักษิณ” คงไม่ออกมาพูดลอยๆ

และเป็นการพูดหลังคิวนั่งเป็นประธานมูลนิธิไทยคม แถลงข่าวโครงการประกวดกลอนสุภาพและเรียงความเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

ออกงานใหญ่พร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูก

ตั้งใจสื่อให้เห็นทั้งประเด็นคำพูดคำจา และกระบวนท่าการเคลื่อนไหว

“สงบเสงี่ยมเต็มที่”

เหนืออื่นใด ต้องไม่ลืมว่า ต่อให้หมอดูจะแม่นแค่ไหน ก็ทำนายไปตามดวงดาว เดาบ้าง วิเคราะห์บ้าง แต่คนชื่อ “ทักษิณ” ที่ถูกมองว่าคุมเกมอยู่ข้างหลัง

คือคนที่มีศักยภาพในการกำหนดชะตาตัวเอง

จะถอยเพื่อจบหรือเดินหน้าลุยหักดิบ

“ทักษิณ” ปรับมุมแก้ดวงดาวได้.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน


ยันทักษิณไม่ใช่ต้นเหตุ ทำบ้านเมืองวุ่นวายขณะนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (18 มิ.ย.) อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย รวมตัวเปิดอาคารที่ทำการมูลนิธิบ้านเลขที่ 111 อาคารพรรคไทยรักไทยเดิม ย่านนางเลิ้ง โดยมีอดีตสมาชิกอาทิ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ นายภูมิธรรม เวชยชัย นายสรอรรถ กลิ่นประทุม นายอดิศร เพียงเกษ เป็นต้น มาร่วมเปิดที่ทำการมูลนิธิเป็นจำนวนมาก

นายพงศ์เทพ กล่าวว่า การเปิดอาคารดังกล่าวไม่ได้มีนัยยะอะไรที่เปิดใกล้ทำเนียบรัฐบาล ทางมูลนิธิฯ ต้องการทำงานเพื่อเสนอแนะกับทางรัฐบาล โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ด้านพลังงานและข้าว

ยืนยัน พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ใช่ตัวปัญหาที่ทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง การมองว่าพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นตัวปัญหา เป็นการมองด้านเดียว แต่ปัญหาเกิดจากความไม่เคารพกติกา ดังนั้นคนส่วนใหญ่ของประเทศควรออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย เพื่อให้กลุ่มคนเหล่านี้หยุดการกระทำดังกล่านายพงศ์เทพ กล่าว และว่า ส่วนการที่นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ขอให้พ.ต.ท.ทักษิณยุติบทบาทนั้น ก็เห็นว่าที่ผ่านมาพ.ต.ท.ทักษิณไม่เคยมีตำแหน่งใดๆ แต่การเคลื่อนไหว เป็นการช่วยเหลือประเทศทางอ้อม ในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและนักท่องเที่ยว

ด้านนายอดิศร กล่าวว่า สถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้มีความน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะในเรื่องของปราสาทเขาพระวิหาร จึงอยากให้พรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่มที่ออกมาทบทวนก่อนวิพากษ์วิจารณ์ เพราะก่อนหน้านี้ กรณีปราสาทเขาพระวิหารก็มีการต่อสู้ในศาลโลก และคงไม่มีใครที่อยากให้ไทยต้องเสียดินแดน




อนุรถดับเพลิงชงปล่อย อภิรักษ์

วานนี้ (17 มิ.ย.) ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน มีการประชุมคณะอนุกรรมการไต่สวนโครงการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของ กทม. ที่มีนายนาม ยิ้มแย้ม เป็นประธาน เพื่อสรุปสำนวนก่อนส่งรายงานต่อที่ประชุมใหญ่ คตส. โดยมีรายงานข่าวว่า คณะอนุกรรมการได้พิจารณาข้อมูลที่เกี่ยวข้องของบุคคลและบริษัทเอกชนที่ถูกกล่าวหาในชั้นการสอบสวนทั้งหมด เห็นว่าผู้ถูกตั้งข้อกล่าวหาเกือบทั้งหมดมีความเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดจริง โดยเฉพาะในส่วนของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในสมัยที่ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. พบว่ามีความเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทุกขั้นตอน แต่ในส่วนของนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯ กทม. ที่ประชุมได้พิจารณาแล้วเห็นว่าคำชี้แจงของนายอภิรักษ์ที่อ้างว่าได้พยายามยับยั้งไม่ให้มีการเปิดแอล/ซีแล้ว แต่เหตุผลที่ต้องเปิดแอล/ซีเป็นเพราะถูกกระทรวงมหาดไทยเร่งรัดมานั้น ถือว่าเป็นคำชี้แจงที่พอรับฟังได้ และถือว่านายอภิรักษ์ทำหน้าที่ได้ดีที่สุดแล้ว จึงเห็นสมควรให้นายอภิรักษ์หลุดข้อกล่าวหาในชั้นการไต่สวน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนายอภิรักษ์แล้ว คณะอนุกรรมการยังพิจารณาว่า นายสมศักดิ์ คุณเงิน อดีตผู้ช่วยเลขานุการ รมว.มหาดไทย ไม่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าว มีเพียงแค่การทำหน้าที่แจ้งเรื่องให้

กทม.รับทราบเท่านั้น จึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งนี้แม้คณะอนุฯไต่สวนจะมีมติแล้วว่าบุคคลใดที่จะถูกแจ้งข้อกล่าวหา แต่ก็ยังมีรายละเอียดบางส่วนที่จะต้องพิจารณาเพิ่มเติม จึงนัดประชุมกันอีกครั้งในวันที่ 19 มิ.ย. นี้ หากไม่ติดขัดปัญหาใดๆ ก็จะส่งสำนวนการไต่สวนคดีให้กรรมการ คตส. แต่ละคนนำไปศึกษาก่อนที่จะลงมติ อย่างเป็นทางการอีกครั้งในวันที่ 23 มิ.ย. นี้

นายนาม ยิ้มแย้ม ประธาน คตส. และประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนโครงการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของ กทม. ให้สัมภาษณ์ว่า ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับคดีนี้ได้ เพราะผู้ที่จะชี้ขาดในคดีได้ต้องเป็น คตส.ชุดใหญ่เท่านั้น ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการจะนัดประชุมกันอีกครั้งในวันที่ 19 มิ.ย. นี้ เมื่อถามว่า มีข่าวว่ากรรมการ คตส.หลายคนไม่เห็นด้วย หากคณะอนุกรรมการจะให้นายอภิรักษ์หลุดข้อกล่าวหา นายนามตอบว่า เป็นเรื่องของแต่ละบุคคล ผมไปตอบแทนอะไรไม่ได้ และจะไม่ขอพูดถึงเรื่องใดเกี่ยวกับรถดับเพลิงในขณะนี้


สภาฯ ป่วน ก่อนเริ่มพิจารณา กม.ผู้ตรวจการแผ่นดิน



รัฐสภา 18 มิ.ย. - สภาฯ ป่วน ก่อนเข้าสู่วาระพิจารณาด่วน ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน ส.ส.รุมตำหนิ “ชัย ชิดชอบ” มั่วข้อบังคับ ปชป.ขู่วอล์คเอาท์ สุดท้ายได้ “บรรหาร ศิลปอาชา” เคลียร์ให้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนเปิดการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันนี้ (18 มิ.ย.) นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้สมาชิกแสดงตน ปรากฏว่ามีสมาชิกอยู่ในห้องประชุมเพียง 226 คน ซึ่งไม่ครบองค์ประชุม ทำให้นายชัย แสดงอาการหงุดหงิด เพราะนัดประชุมในเวลา 09.30 น. จนกระทั่งเวลา 10.10 น. ก็ยังมีสมาชิกไม่ครบองค์ประชุม ทำให้ต้องสั่งพักการประชุมเป็นเวลา 10 นาที และเมื่อเปิดประชุมอีกครั้ง เวลา 10.30 น. จึงครบองค์ประชุม

ทั้งนี้ ก่อนเข้าสู่วาระพิจารณาด่วน ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน นายชัย กล่าวว่า ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล 6 พรรคมาแสดงตนครบแล้ว ทำให้ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ไม่พอใจ เพราะกล่าวหาว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ให้ความร่วมมือ และพยายามขอประท้วงนานกว่า 5 นาที แต่นายชัย ไม่สนใจ โดยอ้างว่าต้องเร่งพิจารณากฎหมาย และให้ พล.อ.ธีรเดช มีเพียร ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ชี้แจงหลักการของร่างกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน เสนอให้นับองค์ประชุมแบบขานชื่อ นายชัย จึงตั้งกรรมการนับคะแนนจากทุกพรรค แต่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ประท้วง ขอให้มีการชี้แจงกรณีการพาดพิงว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้แสดงตน แต่นายชัย ให้นับองค์ประชุมก่อน แล้วค่อยประท้วง ทำให้ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ทยอยลุกขึ้นตอบโต้ว่า “ประธานทำผิดข้อบังคับหลายครั้งแล้ว หากไม่ทำตามข้อบังคับ ให้ผู้ประท้วงอภิปราย คงร่วมประชุมด้วยไม่ได้” และได้ไปยืนจับกลุ่มอยู่ข้างห้องประชุม

ขณะที่นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ส.ส.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทย กล่าวว่า เมื่อมีผู้ประท้วง หรือหารือ ก็ต้องให้อภิปราย แต่ที่ผ่านมา ประธานอ้างว่า ของดเว้นการใช้ข้อบังคับการประชุมสภาฯ และรวบรัดตัดความ ทั้งที่การงดใช้ข้อบังคับเป็นอำนาจสภาฯ ไม่ใช่อำนาจประธาน ฉะนั้น ขอให้ประธานยึดกฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัดด้วย

ด้านนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวว่า เดิมตั้งใจจะไม่พูด ไม่ว่าเรื่องใดก็ตาม แต่กรณีที่เกิดขึ้น ส.ส.แสดงตนกับเจ้าหน้าที่นอกห้องประชุมแล้ว เมื่อประธานให้แสดงตนอีกครั้งในห้องประชุม ก็วุ่นวาย ขอให้พิจารณายกเลิกการแสดงตัวในห้องประชุมด้วย รัฐบาลก็โดนติติงแล้ว ขอให้สภาฯ เป็นสภาฯ อันทรงเกียรติ

นายชัย กล่าวว่า ขอยกเลิกการแสดงตนในห้องประชุม แต่ให้แสดงตนก่อนลงมติ เพราะเกรงว่าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน จะมีปัญหา โหวตแล้วองค์ประชุมไม่ถึงกึ่งหนึ่ง เหมือนสมัยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวตกไป จากนั้นจึงเข้าสู่วาระการพิจารณาต่อไป. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-18 14:21:02

กกต.แจงมีคำร้องคัดค้านไม่ถึง 700 สำนวนพร้อมแจงได้ทุกเรื่อง

กรุงเทพฯ 18 มิ.ย.– กกต.เผยมีคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งเพียง 648 สำนวน ไม่ใช่กว่า 700 สำนวนอย่างที่พันธมิตรฯ กล่าวอ้าง ระบุพิจารณาไปแล้วกว่า 300 สำนวน ส่วนใหญ่ที่ยกคำร้องเพราะไร้หลักฐาน สามารถชี้แจงได้ทุกเรื่อง ด้านประธาน กกต. ยืนยันไม่ได้เข้าข้างใคร

นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านบริหารการเลือกตั้ง กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เรียกร้องให้ กกต.ตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาตรวจสอบสำนวนของพรรคพลังประชาชน ที่ถูกยกคำร้องกว่า 700 สำนวนว่า สำนวนที่มีการร้องคัดค้านเข้ามายัง กกต. มีเพียงแค่ 648 สำนวนเท่านั้น และมีการลงมติไปแล้ว 300 กว่าสำนวน ส่วนที่มีการยกคำร้องไปนั้นส่วนใหญ่เป็นการกล่าวหากันลอยๆ พอเชิญผู้ร้องมาให้ปากคำก็ไม่มีข้อมูลหลักฐาน ดังนั้น สำนวนที่ยกคำร้องไป กกต.สามารถชี้แจงได้ทุกเรื่อง เพราะพิจารณาเท่าเทียมกันทุกพรรค ไม่เฉพาะพรรคใดพรรคหนึ่ง ยืนยันว่า เราทำงานตามกฎหมาย พยานหลักฐานและข้อเท็จจริงเป็นหลัก

เมื่อถามว่า กลุ่มพันธมิตรฯ ประกาศแตกหักกับรัฐบาลจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของ กกต.หรือไม่ นายประพันธ์ กล่าวว่า การทำงานของ กกต. ยังเหมือนเดิม อยากให้ทุกฝ่ายคำนึงถึงชาติบ้านเมือง ไม่ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะตอนนี้บ้านเมืองมีปัญหามาก ถ้าหากชุมนุมอยู่ในกรอบกฎหมาย ไม่ใช้ความรุนแรง ไม่ทำร้ายร่างกายกัน ก็คงไม่มีปัญหา

ด้านนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. กล่าวถึงการที่กลุ่มพันธมิตรฯ พยายามแยก กกต.ออกเป็น 2 ฝ่าย โดยยอมรับว่า ลำบากใจ แต่ยืนยันว่าขณะนี้ กกต.ทั้ง 5 คนยังทำงานร่วมกัน ไม่ได้แบ่งแยกการทำงาน ไม่มีการถูกชักจูง ในเรื่องความคิดเห็น เราทำงานโดยอิสระ และการพิจารณาก็ไม่ได้เข้าข้างพรรคใดพรรคหนึ่ง ซึ่งตนได้กำชับกับเจ้าหน้าที่ทุกคนให้ทำองค์กร กกต. เป็นกลางที่สุด ไม่ฝักใฝ่หรือเข้าข้างฝ่ายใด ถ้าใครมีพฤติกรรมช่วยเหลือ หรือเอนอียงก็ต้องดำเนินการจนถึงที่สุด

ส่วนกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ เรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบสำนวนที่มีการยกคำร้องไปแล้วนั้น นายอภิชาต กล่าวว่า ยังไม่มีการหารือเรื่องนี้ในที่ประชุม กกต. อย่างไรก็ตาม ได้ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเรื่องสำนวนและชี้แจงให้ประชาชนทราบ

ด้านนายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต. กล่าวว่า การที่ระบุว่ากกต.ได้ยกคำร้อง 700 สำนวน เป็นการกล่าวหาที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง เพราะสำนวนร้องคัดค้านที่อยู่ระหว่างการดำเนินของ กกต.มีทั้งหมดเพียง 648 สำนวนเท่านั้น ซึ่ง กกต.ได้พิจารณาเสร็จสิ้นไปแล้ว 328 สำนวน ประกอบด้วย สำนวนที่ยกคำร้องคัดค้าน 248 สำนวน ยกคำร้องคัดค้านและดำเนินคดีอาญา 23 สำนวน ไม่รับคำร้องคัดค้าน 31 สำนวน ถอนคำร้องคัดค้าน 4 สำนวน เลือกตั้งใหม่โดยการใบเหลือง 16 สำนวน มีจำนวน 30 คน และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหรือให้ใบแดง 6 สำนวน จำนวน 8 คน รวมสำนวนที่พิจารณาเสร็จสิ้น 328 สำนวน

นายสุทธิพล กล่าวต่อว่า จากการสำรวจคดีทุจริตเลือกตั้งแต่ละสมัยของ กกต. ที่ผ่านมา พบว่าสำนวนส่วนใหญ่ที่ร้องคัดค้านเข้ามา ท้ายที่สุดจะถูกยกคำร้อง โดยในการเลือกตั้ง ส.ส .เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 มีการร้องคัดค้านเข้ามามีทั้งหมด 870 เรื่อง แต่ กกต.ได้ยกคำร้องถึง 535 สำนวน

“ดังนั้น ขอยืนยันการทำงานของ กกต. ทำอย่างตรงไปตรงมา ส่วนเรื่องที่จะมีการวิพากวิจารณ์ ผมคิดว่าเป็นการแสดงให้เห็นว่า กกต.มีความเป็นกลาง เพราะทางซ้ายเราก็ถูกวิจารณ์ ทางขวาเราก็ถูกวิจารณ์ หาก กกต.ทำงานเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ เพราะฉะนั้น ขอให้มั่นใจว่าการทำงานของ กกต.ตรงไปตรงมา และยินดีให้มีการตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการรื้อสำนวนที่พิจารณาเสร็จสิ้นไปเรียบร้อยแล้วนั้น ผมคิดว่าจะทำได้ลำบาก เพราะสำนวนที่ กกต.ได้ลงมติยกคำร้องและมีการรับรองการเลือกตั้งไปแล้ว ถ้ามีการรื้อคงจะมีการหยิบยกประเด็นปัญหาขึ้นมา ดังนั้น ควรจะปล่อยให้เป็นไปตามกติกามากกว่า ส่วนสำนวนเหลือต้องพิจารณากันต่อไป” นายสุทธิพล กล่าว

เลขาธิการ กกต. กล่าวด้วยว่า กรณีพนักงานของสำนักงาน กกต. ถูกพาดพิงว่ามีส่วนรู้เห็นและวางตัวไม่เป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่นั้น ทาง กกต.น้อมรับเอาไปตรวจสอบข้อเท็จจริง หากพบหลักฐานว่าพนักงานของ กกต.วางตัวไม่เป็นกลาง ทำให้องค์กรและประเทศชาติเสื่อมเสีย ก็ต้องดำเนินการลงโทษทางวินัยและดำเนินคดีอาญาจนถึงที่สุด.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-18 14:00:36




มท.1 ไม่หวั่นกรณีพันธมิตรฯ จะไปชุมนุมหน้าทำเนียบฯ ศุกร์นี้


ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประกาศจะเคลื่อนขบวนไปที่หน้าทำเนียบรัฐบาล ในวันศุกร์ที่ 20 มิ.ย. นี้ ว่า “ก็ไปซิ ไปดูไว้ก่อนก็ได้ เผื่อรอบหน้าลงเลือกตั้ง ท่านสนธิ (ลิ้มทองกุล) เป็นนายกฯ จะได้ไปมาง่าย”

ผู้สื่อข่าวถามถึงการดูแลรักษาความปลอดภัย หากกลุ่มพันธมิตรฯ เคลื่อนขบวนไปที่ทำเนียบรัฐบาล ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ไม่ใช่หน้าที่ตน นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบ และตนจะไม่ปิดกั้น เชิญมาให้มาก ๆ แต่ส่วนตัวเห็นว่าคงไม่มีใครเห็นด้วยกับพันธมิตรฯ และว่า “มีการขนอาวุธเข้ามาเมื่อ 2 วันที่แล้ว เป็นอาวุธที่ก่อเหตุได้ แต่ไม่ใช่รัฐบาล เอาแค่นี้พอ”. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-18 13:27:50

"อดิศร" ย้อน ปชป.ใครกันแน่ทำไทยเสียดินแดน

อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ย้อนถามพรรคประชาธิปัตย์ ใครกันแน่ที่ทำให้ไทยต้องเสียดินแดน ชี้ในอดีตไม่ใช่อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นผู้รับผิดชอบหรือ และทำให้ไทยต้องสูญเสียเขาพระวิหารให้กับกัมพูชา

นายอดิศร เพียงเกษ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย และ ส.ส.ภาคอีสาน กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

โดยเฉพาะประเด็นเรื่องเขาพระวิหาร ว่า ขอให้พรรคประชาธิปัตย์กลับไปทบทวนถึงการดำเนินการเกี่ยวกับเขาพระวิหารในอดีต ซึ่งอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้รับผิดชอบ และทำให้ไทยต้องสูญเสียเขาพระวิหารให้กับกัมพูชา พร้อมย้ำเตือนสติพรรคประชาธิปัตย์อย่าออกมาแสดงความเห็นโดยใช้อารมณ์ เพราะไม่มีใครต้องการให้ไทยต้องเสียดินแดน


รมว.กลาโหม กัมพูชา ยืนยันแผนที่เขาพระวิหารฉบับใหม่ ไม่ล่วงล้ำดินแดนไทย

พล.อ.เตีย บัญห์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกลาโหมกัมพูชา กล่าวว่า ดีใจที่คณะรัฐมนตรีไทยให้ความเห็นชอบกับตัวแผนที่ปราสาทเขาพระวิหารฉบับใหม่ โดยยืนยันว่า แผนที่ที่เสนอให้ไทยพิจารณาไม่ได้มีการล่วงล้ำแนวเขตเดิมที่ทั้งสองฝ่ายยึดถืออยู่ และหากทางยูเนสโกรับขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เชื่อว่าทั้งกัมพูชาและไทยจะได้ร่วมมือกันมากขึ้นตามข้อตกลงความร่วมมือ ที่ทั้ง 2 ฝ่ายมีต่อกัน ส่วนปัญหาการสร้างสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ทับซ้อนที่ไทยอ้างสิทธิ์ทางตอนเหนือของตัวปราสาท ต้องใช้เวลาในการแก้ไขร่วมกัน

พล.อ.เตีย บัญห์ กล่าวว่า ทราบว่า มีการคัดค้านในกรุงเทพมหานคร ต่อการขอขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก รวมถึงการโจมตีว่าแผนที่ฉบับใหม่ทำให้เกิดการเสียดินแดน ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด ซึ่งนักการเมืองฝ่ายค้านในกัมพูชาได้มีการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นโจมตีรัฐบาลอย่างรุนแรงเช่นกัน ว่า มีการกระทำที่ชวนสงสัยให้เกิดการเสียดินแดน เนื่องจากจะมีการเลือกตั้งใหญ่ในกัมพูชา วันที่ 27 กรกฎาคมนี้

นอกจากนี้ พล.อ.เตีย บัญห์ ยังกล่าวว่า เป็นเรื่องเข้าใจผิดที่เรื่องดังกล่าวถูกทำให้เป็นเรื่องการเมือง แต่ไม่ได้แสดงความกังวลและมั่นใจว่าพรรคซีพีพีของรัฐบาลจะสามารถครองเสียงมากได้ในการเลือกตั้งครั้งนี้

ก่อนหน้านี้ นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย ยอมรับว่า มีการขอร้องจากรัฐบาลกัมพูชา ให้ระมัดระวังในการชี้แจงปัญหาดังกล่าว รวมถึงให้รายละเอียดของตัวแผนที่ เนื่องจากเกรงว่าจะมีผลกระทบกับการเมืองในกัมพูชา และมีรายงานว่า ช่วงบ่ายวันนี้ นายนพดล เตรียมชี้แจงเพิ่มเติมในเรื่องดังกล่าว รวมถึงการแสดงแผนที่ฉบับใหม่ที่ ครม.เห็นชอบเมื่อวานนี้

'เหลิม' ชี้จ้องล้มล้างทางการเมือง โต้ข่าวดัน2ลูกชายเป็นตำรวจ

มท.1 ปฏิเสธข่าวในการผลักดัน ลูกชายทั้ง 2 คน คือ อาจหาญ-วัน กลับเข้ารับราชการตำรวจ เดินตามรอย “ลูกวัน” เชื่อเป็นการทำลายทางการเมือง ไม่มีความคิดจะให้กลับไปรับราชการ แน่นอน

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ออกมาปฏิเสธถึงกระแสข่าวการเตรียมผลักดันลูกชาย 2 คน กลับเข้ารับราชการตำรวจ โดยยืนยันว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง ถือเป็นการทำลายทางการเมือง ซึ่งลูกชายทั้งสองคนนั้น คนหนึ่งอายุเกือบ 40 แล้ว อีกคนหนึ่งก็เป็นเลขารัฐมนตรี และเพื่อนๆ ก็ขึ้นเป็นพันโทกันไปหมดแล้ว จึงไม่มีความคิดที่จะกลับเข้าไปเป็นตำรวจแน่นอน

ก่อนหน้านี้ แหล่งข่าวระดับสูงในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เปิดเผยว่า ขณะนี้หลายฝ่ายใน ตร.เริ่มจับตามองว่า จะมีความพยายามผลักดันให้นายวัน (วันเฉลิม) อยู่บำรุง บุตรชายคนรองของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ที่ถูกปลดออกและปลดยศ “ร.ต.ต.” เนื่องจากไม่ผ่านการเกณฑ์ทหารและปลอมแปลงใบผ่านการคัดเลือกการเกณฑ์ทหาร (สด.9) ให้กลับเข้ามารับราชการตำรวจอีกครั้ง เนื่องจากมีวิธีทำให้กลับมาได้หลายทาง ได้แก่

1. ต้องพิสูจน์คุณสมบัติการผ่านการเกณฑ์ทหารเสียก่อน โดยหาหลักฐานมาแสดงเพื่อใช้ประกอบขั้นตอนการพิจารณาขอคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) แต่งตั้ง

2. ใช้วิธีการแต่งตั้งพิเศษโดยอ้างความสามารถพิเศษ ซึ่งไม่จำเป็นต้องสังกัดหน่วยงานเดิม แต่ต้องเข้าขั้นตอนตามที่กล่าวมาข้างต้น และ

3.หนทางที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดคือบรรจุแต่งตั้งนายวันเข้ารับราชการในกระทรวงมหาดไทย และไม่กำหนดคุณสมบัติในการรับราชการที่เข้มงวดเหมือนตำรวจ แล้วค่อยโอนย้ายมารับราชการตำรวจภายหลัง

สำหรับนายอาจหาญ และนายวัน บรรจุเข้ารับราชการเป็นตำรวจสัญญาบัตร ติดยศ “ร.ต.ต.” ภายใต้สังกัดกองสารนิเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และใน พ.ศ.2542 ร.ต.ต.อาจหาญ และร.ต.ต.วันเฉลิม ตกเป็นผู้ต้องหาในข้อหาใช้ใบเกณฑ์ทหาร (สด.43 ปลอม) สมัครเข้ารับราชการตำรวจ และหลังเรื่องดังกล่าวแดงขึ้น คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเอกสาร สด.43 ของร.ต.ต.อาจหาญกับร.ต.ต.วันเฉลิม อยู่บำรุง ได้นำใบ สด.43 ของบุคคลทั้ง 2 ซึ่งอ้างว่าได้รับจากการตรวจเลือกทหารไปเปรียบเทียบกับต้นขั้วของกองทัพบก ปรากฏว่าที่ต้นขั้วของกองทัพบก ทั้งร.ต.ต.อาจหาญ และร.ต.ต.วันเฉลิม ไม่ได้มารับการเกณฑ์ทหาร และใบสด.43 ของทั้งคู่ที่ใช้ในการสมัครเข้ารับราชการตำรวจจึงเป็นของปลอม ซึ่งทั้งคู่จะต้องมีความผิดทางอาญา

โดยพล.ต.ศักดิ์สิน ทิพยเกษตร เจ้ากรมการกำลังสำรองทหารบกขณะนั้นชี้แจงว่า เมื่อพนักงานสอบสวนสรุปผลว่าเอกสาร สด.43 ดังกล่าวเป็นของปลอม ทั้งคู่จะต้องถูกดำเนินคดีฐานปลอมแปลงเอกสาร และในปีถัดไปร.ต.ต.วันเฉลิม ยังคงต้องเข้ารับการตรวจเลือกทหารอีก เพราะอายุยังไม่เกิน 29 ปี (ในขณะนั้น) ส่วนร.ต.ต.อาจหาญ อายุเกินแล้วจึงถูกดำเนินคดีอาญาเพียงอย่างเดียว

ต่อมาทั้งร.ต.ต.อาจหาญ และร.ต.ต.วันเฉลิม ได้ประกาศขอลาออกจากราชการเมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2542 แต่หลังจากนั้นอีกเพียง 2 วัน คือวันที่ 4 มี.ค. 2542 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่อนุมัติให้ลาออก แต่มีคำสั่งให้ร.ต.ต.อาจหาญและร.ต.ต.วันเฉลิม ออกจากราชการแทน พร้อมทั้งดำเนินคดีอาญาฐานปลอมแปลงเอกสารราชการ และใช้เอกสารราชการปลอม

โดยก่อนหน้านี้ ลูกชายคนเล็กของร.ต.อ.เฉลิมคือ "ดวง อยู่บำรุง" เพิ่งทำเรื่องขอกลับเข้ารับราชการทหาร เป็น "ว่าที่ร.ต.ดวง อยู่บำรุง" ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเหมาะสมและถูกต้องหรือไม่



“พงษ์เทพ” เปิดมูลนิธิ 111 ไทยรักไทย ลั่นแก้วิกฤติหลังงาน-อาหารให้รัฐ

พงษ์เทพ ควงอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย เปิดที่ทำการมูลนิธิ 111 ไทยรักไทย ลั่นขอทำงานเพื่อสังคม สร้างประโยชน์ให้บ้านเมือง แจงไม่มีนัยยะทางการเมืองแอบแฝง

นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา ประธานมูลนิธิ 111 ไทยรักไทย เป็นประธานการเปิดที่ทำการมูลนิธิ 111 ไทยรักไทยอย่างเป็นทางการ โดยมีอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยเข้าร่วม อาทิ พลตำรวจเอกชิดชัย วรรณสถิตย์ นายอดิศร เพียงเกษ โดยนายพงษ์เทพ เปิดเผยว่า พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ได้เดินทางมาวันนี้

เนื่องจากเป็นเพียงการเปิดอย่างเป็นทางการเท่านั้น ซึ่งสิ่งที่สำคัญจะมีการดำเนินการในทันที คือ การกำหนดยุทธศาสตร์ เรื่องพลังงาน ที่ได้มอบหมายให้ นายสุขวิช รังสิตพล เป็นผู้ดูแล และเรื่องข้าว ที่ได้มอบหมายให้ นายภูมิธรรม เวชยชัย เป็นผู้ดูแล โดยจะมีการเชิญภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชน เข้าร่วมเสนอความคิดเห็น และเสนอแนะต่อรัฐบาล และประชาชน เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง ซึ่งไม่อยากให้มองเป็นประเด็นทางการเมือง และไม่ได้มีความต้องการจัดตั้งเป็นรัฐบาลคู่ขนานอย่างที่หลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์

สำหรับกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ระบุว่า สถานการณ์บ้านเมืองจะดีขึ้นในวันที่ 2 กรกฎาคมนี้นั้น นายพงษ์เทพ เชื่อว่า เป็นเพียงการหยอกล้อสื่อมวลชน เนื่องจากเห็นว่า สื่อขณะนี้ชอบนำเสนอเรื่องของโหราศาสตร์ โดยไม่ได้เกี่ยวกับการเคลื่อนขบวนปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในวันศุกร์นี้ ส่วนพิธีเปิดอย่างเป็นทางการอีกครั้งของมูลนิธิ 111 ไทยรักไทย จะมีขึ้นในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมนี้ จะมีการเชิญ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร มาเป็นประธานด้วย