WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, June 19, 2008

ปิดทำเนียบผิดกม.อ.จุฬาฯจี้รัฐจัดการ

* กลุ่มต้านพันธมิตรนัดรวมพล 4 โมงเย็นวันนี้

นักวิชาการ-อาจารย์จุฬาฯ เรียงหน้าถล่มม็อบพันธมิตรฯ งัดไม้ตายสุดท้าย ขู่บุกยึดทำเนียบรัฐบาล ระบุเข้าข่ายผิดกฎหมายชัดเจน สร้างความวุ่นวายในบ้านเมือง แถมยังทำลายภาพลักษณ์ประเทศในสายตาชาวโลกป่นปี้ ทำเศรษฐกิจเสียหายย่อยยับ แนะรัฐบาล-ตำรวจ ต้องจัดการขั้นเด็ดขาด ก่อนความเสียหายจะขยายตัวมากไปกว่านี้ เชื่อรัฐบาลจะจัดการปัญหาได้ ที่สำคัญไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทหารต้องไม่ออกมาวุ่นวาย เตือนระวัง “จำลอง” พาคนไปตายซ้ำสอง ด้าน “พชรวาท” ย้ำตำรวจยอมให้ม็อบบุกยึดทำเนียบไม่ได้แน่ พร้อมเตรียมกำลังรับมือกว่า 3 พันนาย

จากกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ออกมาชุมนุมปิดถนนขับไล่รัฐบาลเป็นเวลาต่อเนื่อง 3 สัปดาห์ โดยมีการปรับเปลี่ยนแผนเพื่อเรียกร้องความสนใจอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่เป็นผล จนมาถึงยุทธการดาวกระจาย ที่ขยายความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนไปทั่วทุกหัวระแหง และยุทธวิธีอารยะขัดขืน ยุยงให้ประชาชนทำผิดกฎหมาย ที่ล้มเหลวเช่นเดียวกัน จนต้องประกาศทุบหม้อข้าว และตั้งเป้าหมายบุกยึดทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 20 มิถุนายนนี้ โดยเชื่อว่าเป็นหนทางสุดท้ายในการกดดันให้นายกรัฐมนตรีลาออกนั้น

กรณีดังกล่าวได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่า เป็นการกระทำที่เริ่มจะเกินกว่าความเหมาะสม และยิ่งจะทำให้ประเทศชาติเสียหาย และยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่เห็นว่าถึงเวลาที่รัฐบาลจะต้องเข้าจัดการอย่างจริงจัง ก่อนจะเกิดความเสียหายไปมากกว่านี้

*ระบุรัฐบาลต้องจัดการเด็ดขาด
ผศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วยกับกลุ่มพันธมิตรฯ ที่จะเข้ามาบุกทำเนียบรัฐบาล เพราะทำเนียบเป็นสถานที่ราชการ ซึ่งถ้ามาปิดล้อมจะทำให้เกิดความเสียหาย เพราะข้าราชการจะทำงานกันไม่ได้ แต่ถ้าจุดหมายของพันธมิตรฯ คือการก่อกวนการทำงานของรัฐบาล ตนมองว่าไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ เนื่องจากสามารถย้ายสถานที่ไปทำงานที่อื่นได้

ผศ.ดร.สุธาชัย กล่าวว่า การที่พันธมิตรฯ ประกาศทุบหม้อข้าวนั้น ถือเป็นการประกาศที่ข่มขู่ผู้ต่อสู้ เป็นการเอาชนะกันทางการเมืองมากกว่าเพราะไม่มีประโยชน์อะไรเลยในการจะเข้าไปทำลายทรัพย์สินของทางราชการ เนื่องจากอาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

“ผมมองว่ามันเกินไปแล้ว พันธมิตรฯ จะสู้อย่างไรก็ไม่ชนะหรอก เพราะประชาชนยังไม่เอาด้วย เนื่องจากรัฐบาลบริหารงานมาได้เพียงไม่กี่เดือนเอง จะให้ประชาชนไปปิดล้อมทำเนียบแบบนั้น ผมเชื่อว่าไม่มีทางเป็นไปได้แน่นอน ส่วนผู้ที่ถูกปลุกระดมมาก็คิดว่าคงไม่เท่าไร แต่ถ้าถามว่าพันธมิตรฯ บุกเข้าไปในทำเนียบแล้วทำลายข้าวของ แบบนี้ทางตำรวจต้องจัดการขั้นเด็ดขาด เพราะถือว่าเป็นการกระทำที่อุกอาจและทำให้ประเทศชาติเสียหาย”

*ปิดล้อมทำเนียบเป็นเรื่องน่าห่วง
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การเคลื่อนคนจำนวนมากจะทำให้เกิดสถานการณ์ที่ควบคุมได้ยาก การเคลื่อนพลมาที่ทำการของรัฐบาลเป็นเรื่องที่น่ากังวล เพราะจะเกิดปัญหาด้านภาพลักษณ์ ขาดเสถียรภาพ เป็นการส่งสัญญาณให้กับทั้งในและต่างประเทศในทางที่ไม่ดี แต่ถ้ามีการจัดการที่ดี สถานการณ์อาจจะไม่ตึงเครียดมาก เพราะการเคลื่อนขบวนมาปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลเกิดขึ้นกับทุกรัฐบาล สมัย นายชวน หลีกภัย มีคนมาชุมนุมเกือบทั้งสมัยตลอด 3 ปี ครึ่ง และก็นำไปสู่ปัญหา เพราะเป็นการชุมนุมอย่างไม่สงบ

ผศ.ดร.ปณิธาน กล่าวอีกว่า คราวนี้อาจมีคนมาชุมนุมมากกว่าปกติ แต่ก็เชื่อว่าหากรัฐบาลควบคุมและจัดการอย่างดี สถานการณ์จะไม่บานปลาย ส่วนพันธมิตรฯ เองก็ต้องให้ความร่วมมือให้รัฐบาลทำงานได้บาง เปิดช่องทางจราจรบ้าง ชุมนุมกันอย่างสงบ ไม่บุกรุกสถานที่ราชการ แสดงเจตจำนงที่จะยื่นหนังสือต่อรัฐบาลจริงๆ ก็คงไม่เกิดปัญหามากนัก หากเกิดการปะทะหรือกระทำผิดกฎหมายเมื่อมีการจับกุมรัฐบาลต้องจับเป็นรายบุคคล ไม่จับคนที่ไม่เกี่ยวข้อง ใช้วิธีการที่ละมุนละม่อมในการจับ เพราะประเทศไทยไม่ยอมรับความรุนแรง

ผศ.ดร.ปณิธาน กล่าวด้วยว่า การชุมนุมทางการเมืองจะมีวิธีการและใช้คำพูดเพื่อให้ประชาชนมีความรู้สึกร่วมกัน หากการเคลื่นขบวนของกลุ่มพันธมิตรไม่มีการละเมิดกฎหมาย ชุมนุมอย่างสันติ ไม่มีการทำลายข้าวของ คิดว่าปัญหาจะมีไม่มาก แต่การเคลื่อนที่ของคนจำนวนมาอย่างไรก็มีปัญหาอยู่ดี กองกำลังตำรวรและฝ่ายความมั่นคงต้องดูแลความปลอดภัยให้กี ถ้ามีมือที่สามมาทำให้เกิดปัญหา ก็จะไม่เกิดความวุ่นวายมาก

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่จะต้องทำงานร่วมกันเพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับทุกคน และให้ทุกฝ่ายอยู่ในกฎเกณฑ์ของตนเอง เพราะเราไม่แน่ใจว่าพันธมิตรฯ จะควบคุมผู้มาชุมนุมได้แค่ไหน ถ้าให้กลุ่มผู้ชุมนุมปีนรั้วเข้าไปยึดสถานที่ราชการก็จะเกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อนานาประเทศ เป็นการละเมิดกฎหมายอย่างโจ่งแจ้ง

*พันธมิตรอย่าคิดตั้งศาลเตี้ยมัฆวาน
ดร.วิบูลย์พงศ์ พูนประสิทธิ์ อาจารย์ภาควิชารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การที่กลุ่มพันธมิตรฯ ประกาศยุทธการทุบหม้อข้าวและอ้างวว่าจะรวบรวมแนวร่วมกว่า 100,000 คน ปิดล้อมทำเนียบนั้น เรื่องดังกล่าวคงต้องมองแล้วตัดสินกันว่า เจตนาของพันธมิตรฯ เป็นอย่างไร จากที่มีการสร้างข้อเรียกร้องขึ้นมาหลายอย่างแล้ว

สรุปสุดท้ายความเป็นจริงคือ ต้องการขับไล่รัฐบาลนั้น ในความเห็นส่วนตัวนั้นตนคิดว่าการกระทำของพันธมิตรฯ ไม่เคยมีความถูกต้องเลยมาตั้งแต่ต้น จริงอยู่การออกมาชุมนุมเรียกร้องในทางกฎหมายระบุไว้ว่าสามารถทำได้ แต่ขณะเดียวกันก็เท่ากับเป็นการนำเอาการเมืองออกมาไว้ข้างถนนเช่นกัน

เท่ากับว่ารัฐบาลไหนที่ได้รับเลือกเข้ามาบริหารประเทศถ้าไม่ได้รับความเห็นชอบจาก ผู้คนที่ตั้งตนเป็นศาลฎีกา ตรงสะพานมัฆวานฯ ตัดสินว่าเหมาะสมหรือไม่ แล้วเล็งว่าใครไม่เหมาะสม จึงออกขับไล่ ซึ่งเรื่องเช่นนี้ไม่มีความถูกต้องตามหลักการใดๆ เลยทั้งสิ้น

ตนอยากถามว่า ถ้าเกิดพรรคประชาธิปัตย์ได้รับเลือกให้เป็นรัฐบาลแล้วพวกพันธมิตรฯ ที่อยู่ตรงมัฆวานฯ ออกมาขับไล่ บอกว่าไม่เห็นด้วย พรรคประชาธิปัตย์จะเชื่อฟังแล้วยุบสภาหรือเปล่า?

ดร.วิบูลย์พงศ์ กล่าวต่ออีกว่า ในแง่ของผลกระทบคงไม่ต้องกล่าวอะไรกันมากมายนัก เพราะมันเสียหายมามากพอแล้ว

*จะเกิดอะไรทหารต้องไม่ออกมา
ดร.สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ในวันที่ 20 มิถุนายน จะเป็นบททดสอบของคนในสังคมว่าพร้อมจะอยู่ร่วมกันหรือไม่ในสังคมที่มีความเห็นแตกต่างกัน ซึ่งนี่คือระบอบประชาธิปไตย ถ้าเป็นเผด็จการทุกคนจะต้องเห็นตรงกันเท่านั้น แล้วจะเลือกอย่างไรที่จะให้คนอยู่ในสังคมเดียวกันโดยสามารถมีความคิดเห็นแตกต่างกันได้ และถ้าหากทำอะไรและเกิดอะไรขึ้นมา สังคมจะต้องยอมรับผลพวงและรับผิดชอบร่วมกัน ไม่อยากไปโทษทหารอย่างเดียว เพราะสังคมเป็นส่วนหนึ่งที่เลือกอย่างนี้

”อยากจะบอกว่าในวันที่ 20 มิ.ย หากม็อบจะปีนเข้าทำเนียบก็ให้ตำรวจมาจับแต่ถ้าจะเผาทำเนียบก็ให้เตรียมรถดับเพลิงไว้ แต่ไม่ควรให้ทหารออกมา ตอนนี้เราอย่าตระหนกจนเกินเหตุ จนทหารต้องออกมา อย่าคิดว่าเราท่อตันและทหารจะต้องเป็นเทศบาลมาล้างท่อ บ้านมีปัญหาต้องซ่อม ไม่ใช่ไปเอาทหารมารื้อบ้าน

*แนะรัฐบาลอย่าให้ชุมนุมยืดเยื้อ
ทางด้าน อ.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ถือได้ว่าทุกคนมีสิทธิที่จะกระทำได้ แต่ทั้งหมดนั้นต้องเกิดอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายและความสงบ ซึ่งการที่กลุ่มพันธมิตรฯ ออกมากล่าวว่าจะมีการขนประชาชนมานับมากมาย ต้องดูว่าจะมีการดำเนินการให้เป็นไปในลักษณะใด

หากว่ามีการชุมนุมยืดเยื้อหรือส่อเค้าว่าจะรุนแรงนั้น ต้องมาดูว่าการทำงานของรัฐบาลจะมีการจัดการและควบคุมสถานการณ์ได้เช่นไร ซึ่งหากว่ามีการปล่อยให้มีการชุมนุมยืดเยื้อจะเป็นเรื่องไม่ดีต่อสภาวะบ้านเมืองในอนาคตเป็นแน่

“ในด้านความคิดผมเชื่อว่าเรื่องที่จะเกิดการประจันหน้า หรือมีเหตุการณ์รุนแรงคงไม่น่าเกิดขึ้นได้เป็นแน่ และรัฐบาลต้องมีทางออกที่ดีต่อสถานการณ์ ผมเชื่ออย่างนั้น” อ.สมชาย กล่าว

*วอร์รูมจี้รัฐบาลต้องจัดการ
ขณะที่ในวันที่ 18 มิถุนายน ที่ผ่านมา นายสุทิน คลังแสง พร้อมด้วย นายสุนัย จุลพงศธร และ นายจตุพร พรหมพันธุ์ คณะกรรมการติดตามและวิเคราะห์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ของพรรคพลังประชาชน แถลงถึงกรณีกลุ่มพันธมิตรฯ ประกาศบุกทำเนียบรัฐบาล โดยนายจตุพร กล่าวว่า คงไม่เรียกร้องไปที่กลุ่มพันธมิตรฯ แต่ขอเรียกร้องไปที่รัฐบาลและเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า หากปล่อยให้ปิดทำเนียบได้ นั่นคือจุดจบของรัฐบาลทันที จึงต้องใช้ทุกวิถีทางเพื่อหยุดยั้ง ที่ผ่านมาถอยสุดซอยแล้ว แต่การยึดทำเนียบรัฐบาลจะยอมไม่ได้ เพราะเท่ากับเป็นจุดจบของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งทันที

ด้าน นายสุทิน กล่าวว่า กลุ่มพันธมิตรฯ ใช้ชาวบ้านเป็นเหยื่อของสถานการณ์ โดยยอมให้มีเลือดตกยางออกสัก 2-3 คนแล้วก็ใช้เป็นเงื่อนไขในการขยายผลต่อ คำพูดที่เคยพูดกันว่า พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ พาคนไปตายนั้น วันนี้ก็อาจจะมีการนำวิธีการดังกล่าวกลับมาใช้อีก

นายภิรมย์ พลวิเศษ ส.ส.ร้อยเอ็ด พปช. กล่าวถึงกรณีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะเคลื่อนพลบุกทำเนียบรัฐบาลในวันศุกร์ที่ 20 มิถุนายนนี้ว่า ทำเกินงาม เป็นตัวบ่อนทำลายบ้านเมืองและพยายามที่จะยึดครองประเทศ และกำหนดทิศทางให้เป็นไปตามความต้องการของตนเอง อีกทั้งยังเป็นการสร้างเงื่อนไขเพื่อให้เกิดความรุนแรง

“พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ถ้าไม่มีใครตายเขาก็ไม่เลิก พวกพันธมิตรฯ คงต้องการแต่งตั้งนายกฯ และ มท.1 ด้วยตนเอง หรือว่าที่สุดแล้วเราจะต้องยกทุกสิ่งทุกอย่างให้พวกพันธมิตรฯ เป็นคนตัดสิน และใช้กฎม็อบเหนือกฎหมาย” นายภิรมย์ กล่าว

* ตร.ต้องอดกลั้นให้มากที่สุด
ด้าน พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ( ผบ.ตร.) กล่าวว่า ตำรวจจะไม่ยอมให้กลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ เคลื่อนขบวนไปยังบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาลในวันศุกร์ที่ 20 มิถุนายนนี้ อย่างแน่นอน และหากกลุ่มผู้ชุมนุมใช้แผนดาวกระจายในการเคลื่อนขบวน เจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะใช้แผนดาวกระจายในการรับมือเช่นกัน

พร้อมกันนี้ได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ไว้รับมือแล้วในการสกัดกั้นอย่างเต็มที่ โดยใช้กำลังที่มีทั้งหมดจาก บช.น. ตชด. ตำรวจภูธรภาค 1, 2, 7 รวม 3,000 นาย และกำลังเสริม ณ ที่ตั้งอีกจำนวนหนึ่ง แต่เน้นย้ำให้หลีกเลี่ยงการปะทะการใช้ความรุนแรง ขอยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีนโยบายการสลายการชุมนุม แต่มีหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้ดีที่สุด ส่วน นายสมัคร สุนทรเวช นายกฯ นั้นตอนนี้ไม่ได้สั่งกำชับอะไรเป็นพิเศษในการเคลื่อนขบวนของผู้ชุมนุม ได้แต่ย้ำให้ตำรวจใช้ความอดทนอดกลั้นให้มากที่สุดเท่านั้น

ขณะเดียวกันมีรายงานข่าวว่า กลุ่มต่อต้านพันธมิตรฯ จะมีการนัดรวมตัวกันที่ท้องสนามหลวงในเวลา 16.00 น. วันที่ 19 มิถุนายน ไม่น้อยกว่า 5 พันคน เพื่อสมทบกับกลุ่มเกษตรกรที่จะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช



ผบ.ตร.กร้าวไม่ปล่อยพันธมิตรผ่านมัฆวานบุกล้อมทำเนียบแน่!

พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ดูแลทำเนียบรัฐบาล โดยให้เพิ่มกำลังตามความจำเป็น โดยเชื่อมั่นว่าจะไม่เกิดเหตุรุนแรงขึ้น เพราะกลุ่มผู้ชุมนุมเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยคงไม่สามารถข้ามมาจากสะพานมัฆวานเข้ามายังบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาลได้

"ท่านก็ให้ดูแลทำเนียบฯ การดูแลทำเนียบฯ จำเป็นต้องเพิ่มกำลัง เมื่อกี๊ก็ได้หารือกับ ผบ.ทบ.แผนการณ์เปิดเผยไม่ได้ พูดได้แค่เราจะเพิ่มกำลัง จำนวนแล้วแต่ความจำเป็น" ผบ.ตร.กล่าวภายหลังเข้าหารือกับนายกรัฐมนตรี พร้อมกับผู้บัญชาการทหารบกในช่วงบ่ายวันนี้

"เขาผ่านมัฆวานไม่ได้หรอกครับ เขามาทางไหนเราก็ต้องกัน...เราดูแลทำเนียบฯ" พล.ต.อ.พัชรวาท ตอบคำถามผู้สื่อข่าวว่าจะยอมให้กลุ่มพันธมิตรฯเคลื่อนขบวนเข้ามาชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 20 มิ.ย.นี้หรือไม่

ส่วนการประเมินความรุนแรงของการชุมนุมในวันศุกร์นี้จะมีมากน้อยเพียงใดนั้น พล.ต.อ.พัชรวาท กล่าวว่า "ตำรวจมีหน้าที่ดูแลประชาชน ไม่มีหรอกครับความรุนแรง รับรองไม่มี"


วอร์รูม พปช.เตือน“จำลอง”จะพาคนไปตายรอบ 2

ที่รัฐสภา คณะทำงานติดตามและวิเคราะห์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ของพรรคพลังประชาชน นำโดย นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคามพร้อมด้วย และนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน แถลงถึงกรณีกลุ่มพันธมิตรฯประกาศบุกทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 20 มิ.ย.

โดยนายสุทินกล่าวว่า กลุ่มพันธมิตรฯใช้ชาวบ้านเป็นเหยื่อของสถานการณ์ โดยยอมให้มีการเลือดตกยางออกสัก 2-3 คนแล้วก็ใช้เป็นเงื่อนไขในการขยายผลต่อ คำพูดที่เคยพูดกันว่าพล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ พาคนไปตายนั้น วันนี้ก็อาจจะมีการนำวิธีการดังกล่าวกลับมาใช้อีก

ด้านนายจตุพร กล่าวว่า การประกาศจุดแตกหักของกลุ่มพันธมิตรฯในวันที่ 20 มิ.ย.นั้น ที่ผ่านมากลุ่มพันธมิตรฯใช้วิธีการซักซ้อมโดยเคลื่อนไหวไปจุดต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมในการบุกยึดทำเนียบรัฐบาล หากกลุ่มพันธมิตรฯใช้วิธีการให้ประชาชนของกลุ่มพันธมิตรฯมาชุมนุมกันโดยต่างคนต่างมา ระดมกันมา แล้วจากนั้นไปรวมกันที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนที่จะไหลไปรวมกันที่สะพานมัฆวาน เท่ากับเป็นการทะลายด่านของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สะพานมัฆวานทันทีอย่างง่ายดาย

นายจตุพร กล่าวต่อว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมา หากปล่อยให้กลุ่มพันธมิตรฯดำเนินการดังกล่าวได้โดยง่าย รัฐบาลจะป้องกันทำเนียบฯเอาไว้ไม่ได้ และจะทำให้ไม่สามารถบริหารงานต่อไปได้ เท่ากับเป็นจุดจบของรับบาลที่มาจากประชาธิปไตย ดังนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจและรัฐบาลต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อรองรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น เพราะทุกวันนี้คนที่มาร่วมชุมนุมน้อยลงทุกวัน การที่จะเพิ่มจำนวนผู้มาชุมนุมได้ก็คือการปะทะ ซึ่งตนมองว่ากระบวนการต่างๆของกลุ่มพันธมิตรฯน่าจะเริ่มตั้งแต่คืนวันที่ 19 มิ.ย.ด้วยซ้ำ

“เราคงไม่เรียกร้องไปที่กลุ่มพันธมิตรฯ แต่ขอเรียกร้องไปที่รัฐบาล เจ้าหน้าที่ตำรวจว่า หากปล่อยให้ปิดทำเนียบฯได้ นั่นคือจุดจบของรัฐบาลทันที จึงต้องใช้ทุกวิถีทางเพื่อหยุดยั้ง ที่ผ่านมาเราถอยสุดซอยแล้ว แต่การยึดทำเนียบรัฐบาลรัฐบาลจะยอมไม่ได้ เพราะเท่ากับเป็นจุดจบของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งทันที” นายจตุพร กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่ระบุว่าเป้าหมายของกลุ่มพันธมิตรคือต้องการให้เกิดความรุนแรง แต่การประกาศใช้ทุกวิถีทางหยุดกลุ่มพันธมิตรฯ จะเป็นการเข้าทางกลุ่มพันธมิตรฯหรือไม่ นายจตุพร กล่าวว่า เป้าหมายของกลุ่มพันธมิตรฯคือ ต้องการให้เกิดความรุนแรง ซึ่งที่สะพานมัฆวานนั้นไม่เคยมีเหตุการณ์ที่ดำเนินการอย่างรุนแรงเกิดขึ้น มีเพียงการไปแจ้งความดำเนินคดี แต่เป้าประสงค์ของกลุ่มพันธมิตรฯคือต้องการให้แตกหัก รัฐบาลจึงไม่มีทางอื่น แต่แน่นอนว่าจะต้องลดการปะทะในทุกวิถีทางด้วยเช่นกัน

ขณะที่นายสุนัย กล่าวว่า รัฐบาลอดทนมามากแล้ว ถ้าหากกลุ่มพันธมิตรฯอยู่ที่สะพานมัฆวานก็จะไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น แต่การที่ออกมาบอกว่าจะบุกทำเนียบฯถือเป็นการสร้างเงื่อนไขให้เกิดความรุนแรงขึ้น

Wednesday, June 18, 2008

คุณรู้จักโพธิรักษ์กับสันติอโศกกันหรือยัง

สันติอโศก ก่อตั้งโดยนายรัก รักพงษ์ ซึ่งเคยบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ครั้งแรก บวชในคณะธรรมยุติ โดยมีพระราชวรคุณเป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2513 แต่ไม่ยอมอยู่ในโอวาทของพระอุปัชฌาย์ และได้ลาสิกขาออกไป บวชใหม่เป็นพระสังกัดคณะมหานิกาย มีพระครูสถิตวุฒิคุณเป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2516 สังกัดวัดหนองกระทุ่ม จังหวัดนครปฐม

นายรักษ์ รักพงษ์ อดีตเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายข่าวและกำกับเวทีของสถานีโทรทัศน์ช่อง 4 บางขุนพรหม(ช่อง 9 ปัจจุบัน) เมื่อออกจากงานไปบวชในพระพุทธศาสนา เกิดเลื่อมใสและวิเคราะห์แนวพุทธแตกต่างไปจากคณะสงฆ์ ไม่ขึ้นต่อมหาเถรสมาคม ขอปกครองตนเองโดยอาศัยพระธรรมวินัยเป็นหลัก ทั้งด้วยวาจาและลายลักษณ์อักษร เมื่อกุมภาพันธ์ 2516 ณ วัดหนองกระทุ่ม ต.ทุ่งลูกนก อ.กำแพงแสน จ.นครปฐมที่ประชุมมหาเถรสมาคม มีมติเอกฉันท์ ขอให้สมเด็จพระสังฆราช ในฐานะประธานกรรมการมหาเถรสมาคม ทรงลงพระนามในพระบัญชาให้สึกพระโพธิรักษ์ จากสมณเพศภายใน 7 วัน นับแต่ 10 มิถุนายน 2532

แต่ครบกำหนด "โพธิรักษ์" ก็ยังไม่เปล่งวาจาสึก ตำรวจนำกำลังไปควบคุมตัวไปที่ สน.ดุสิต ก็ไม่เปล่งวาจาสึก จึงทำได้แค่ให้เปลี่ยนชุด เป็นสีขาว และโดนฟ้องอีก 78 คดี สมณะและสิกขามาตุถูกฟ้องแต่งกายเลียนแบบพระการต่อสู้คดีดำเนินไป โดยมีคณะทนายอาสามาช่วย 53 คน แต่ได้รับแต่งตั้งให้ว่าความเพียง 10 คน มี ทองใบ ทองเปาด์ รางวัลแมกไซไซ เป็นหัวหน้าคณะ และ ประดับ มนูรัษฎา, สงบ สุริยินทร์, สัมผัส พึ่งประดิษฐ์, ชำนาญ พิเชษฐพันธ์ และ ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ (ต่อมาเป็นคนสำคัญของพลังธรรม)ศาลแขวงพระนครเหนือ มีคำพิพากษาเมื่อ 29 ธ.ค.2538 หลังสืบพยานนานถึง 6 ปีเต็ม ให้จำเลยทั้งหมดมีความผิดตามโจทก์ฟ้อง จำคุกโพธิรักษ์ รวม 66 เดือนโทษจำรอลงอาญา 2 ปี คนอื่นๆ ก็เช่นกัน 3 เดือนรอลงอาญา ทั้งหมดยืนอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษา เมื่อ 19 มี.ค.2540 ยืนตามชั้นต้น โพธิรักษ์ ไม่ยื่นฎีกา ส่วนคนอื่นๆ ยื่นฎีกา ศาลฎีกาพิพากษา 15 มิ.ย.2541 และกว่าจะส่งไปศาลขั้นต้นล่วงมา 16 ก.ย.2541 ให้ยืนตามศาลอุทธรณ์ รวมเกือบ 9 ปีที่ต่อสู้ในชั้นศาลหลังพ้นโทษรอลงอาญาทางโลก

สันติอโศกปรับนโยบายเปิดกว้างให้กับนักการเมืองทุกพรรค และหันมาสร้างระบบเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็ง 9 เครือข่ายอโศก ได้แก่ ปฐมอโศก, ศีรษะอโศก ,ราชธานีอโศก, อโศกแห่งภูผ่าฟ้าน้ำ และ ทักษิณอโศก มีศูนย์รวมที่สันติอโศกพุทธสถาน กลางกรุงเทพฯ (ก่อตั้งเมื่อ 7 ส.ค.2519) โดยก่อนหน้านั้น สันติอโศกได้เข้าสู่วงจรการเมือง สนับสนุน พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ศิษย์สันติอโศกคนสำคัญ กระทั่งชนะเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ กทม. และเป็น ส.ส. สันติอโศก ยังเข้าร่วมในเหตุการณ์พฤษภา 2535 อย่างแข็งขัน รวมถึงร่วมขับไล่ "ทักษิณ" ปี 2549ด้วย

อย่าลืมสำนักสันติอโศก ของนายรักษ์ รักษ์พงษ์ ถูกคณะสงฆ์ไทยลงปกาสนีย กรรมและปัพพานียกรรม ประจานและขับไล่พ้นคณะสงฆ์ไทยไปตั้งแต่ พ.ศ.2532 ดังนั้นนายรักษ์ จึงไม่ใช่พระตามหลักของศาสนาพุทธ

จาก ประชาไท


ในเป้าหมายของม็อบพันธมิตร มียาพิษของ โพธิรักษ์ ซ่อนอยู่


การแสวงหาอำนาจรัฐ เพื่อปกครองแผ่นดิน และบริหารประเทศ ตามแนวทางของลัทธิอโศก คือ เป้าหมายสูงสุดของ โพธิรักษ์ สำนักอโศก และ จำลอง ศรีเมือง อย่างมิพักต้องสงสัยอีกต่อไป

การเอาชนะทางการเมือง เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐ คือปลายทางของ โพธิรักษ์ และ จำลอง ที่กำหนดไว้นานแล้ว เพียงแต่ยังไม่มีโอกาสเดินทางไปถึง ด้วยวิถีทางปกติ และวิธีการที่เป็นที่ยอมรับในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หรือ ผู้ว่าฯกทม. กทม.สองสมัย ของจำลอง ศรีเมือง ดูจะใกล้เคียงความจริงมากที่สุด และทำให้ โพธิรักษ์ กับ จำลอง ตลอดจน สาวกสำนักอโศก มีความหวังอย่างยิ่งที่จะได้ใช้แนวทางคำสอนของลัทธิอโศก เป็นแนวนโยบายบริหารประเทศ

เมื่อถึงนั้นลัทธิอโศก ก็จะมีสถานะไม่ด้อยกว่าพระพุทธศาสนา อีกทั้ง พ่อท่านโพธิรักษ์ ก็คงมีศักดิ์เสมอเท่าสมเด็จพระสังฆราช เป็นอย่างน้อย

ความหวังทั้งหมดมวลนี้ของชาวอโศก และโพธิรักษ์ พังทลายลงเหมือนกับปราสาททรายที่ถูกคลื่นซัดสาด เนื่องเพราะพรรคพลังธรรมที่มีจำลอง ศรีเมือง เป็นหัวหน้าพรรค พ่ายพิษน้ำลายในสงครามการเมืองเรื่องเลือกตั้งเมื่อปี 2535 ให้แก่พรรคประชาธิปัตย์

เมื่อศิษย์เอกอย่างจำลอง ศรีเมือง พลาดตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีข้อหา พาคนไปตาย ติดตัวมาจนถึงทุกวันนี้ พรรคพลังธรรม ถึงกาลล่มสลายลงในที่สุด เมื่อนักการเมืองที่มารับช่วงต่อจาก จำลอง ศรีเมือง และประชาชนที่เคยให้การสนับสนุน ได้รู้เห็นความจริงว่าพรรคพลังธรรม คือ ตัวแทนของสันติอโศก และ จำลอง ที่แท้ก็คือ ตัวตนของโพธิรักษ์ อีกภาคหนึ่ง

การถอนตัวออกจากพรรคพลังธรรมของ ทักษิณ ชินวัตร คือ จุดกำเนิดความบาดหมางแรกระหว่าง จำลอง กับ ทักษิณ เพราะหลังจากที่ทักษิณ หันหลังให้ อันเนื่องจากความขัดแย้งภายในพรรค จนยากจะประสานได้ พรรคการเมืองที่จำลอง และ โพธิรักษ์ หวังจะใช้เป็นบันไดไขว่คว้าหาอำนาจรัฐ ซึ่งเกือบจะสำเร็จอยู่แล้ว ก็ไปไม่รอดและจอดไม่ต้องแจวเหมือนเรือเกยตื้นยังไงยังงั้นเลย

แต่ใช่ว่าเมื่อพลาดหวังกับพรรคพลังธรรม จำลอง ศรีเมือง กับ โพธิรักษ์ จะหยุดตัวเอง จะละ ลด เลิก กิเลส ตัณหา ความอยากได้ อยากมีอำนาจรัฐ แต่อย่างใดไม่ ทั้งสองคนวางแผนที่จะกลับคืนสู่เกมอำนาจอีกคราครั้งหนึ่ง ด้วยการลงชิงตำแหน่งผู้ว่าฯกทม. ครั้งที่ 3 ของจำลอง ศรีเมือง ก่อนจะพ่ายแพ้อย่างหมดรูป เสียฟอร์มให้แก่ พิจิตต รัตตกุล

สาเหตุของความพ่ายแพ้ก็เนื่องมาจาก ประชาชนคนกรุงเทพฯ รู้ทันเสียแล้วว่าจำลอง ไม่ใช่ของจริง กลยุทธ์หาเสียงด้วยเข่งปลาทู ทำตัวให้ดูน่าสงสาร น่าเห็นใจ เป็นคนยากคนจน ไม่สามารถเรียกคะแนนสงสารจากคนกรุงเทพฯ ไม่ได้เป็นกอบเป็นกำเหมือนเคย

เลยไปจนถึงเรื่องการบริหารราชการงานที่กทม. ซึ่งมีข้อพิรุธสงสัยว่า จำลอง ศรีเมือง มีความสุจริต โปร่งใสจริงหรือไม่ เมื่อได้เห็นเรือหางยาวของบริษัทครอบครัวขนส่ง วิ่งรับ-ส่งประชาชน เก็บเงินค่าโดยสาร ราวกับเป็นเจ้าของคลองแสนแสบ ทั้งๆ ที่ไม่เคยได้รับสัมปทานเส้นทางการเดินเรือ และ ไม่ได้รับอนุญาตประกอบกิจการเดินเรือในคลองแสนแสบอย่างถูกต้องตามกฎหมาย นอกจาก ได้รับความเห็นชอบให้ทำโครงการทดลองให้บริการประชาชน เท่านั้น

แต่ทว่าเป็นการทดลองให้บริการที่ใช้ระยะเวลายาวนานนับสิบปี โดยที่ไม่มีการประเมินผล และไม่มีการเปิดโอกาสให้ผู้สนใจประกอบการรายอื่น เข้าเสนอประโยชน์ให้แก่กทม. ในลักษณะของการแข่งขัน แต่กลับปล่อยให้บริษัทครอบครัวขนส่งเก็บกินผลประโยชน์ไปหลายร้อยล้านบาท ใน ขณะที่กทม. ไม่ได้อะไรเลย อีกทั้งยังต้องตกเป็นหนี้บุญคุณบริษัท ที่อุตส่าห์จัดเรือมาให้บริการ ช่วยแก้ปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ ด้วยซ้ำ ในสายตาของจำลอง ศรีเมือง ทั้งในขณะที่อยู่ในตำแหน่งผู้ว่าฯ และ พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว

หลังการพ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. จำลอง ศรีเมือง ก็หลบลี้หนีหน้าหายไปจากสังคมการเมือง สืบสาวราวเรื่องในภายหลังได้ความว่าไปเปิดโรงเรียนผู้นำ และ โรงเลี้ยงหมาจรจัด สร้างภาพความสมถะ และเสียสละ ให้สังคมได้รู้เห็นอีกครั้งหนึ่ง

แต่การหนีออกจากสังคมเมืองไปหลบเลียแผลในป่าในดง ไปอยู่กับธรรมชาติ และหมาจรจัด ก็ไม่ได้ทำให้กิเลสตัณหา ความยากมีอำนาจในหัวใจของจำลอง ลดลงแต่อย่างใดไม่

เช่นเดียวกับ โพธิรักษ์ แม้จะไม่ประสบความสำเร็จกับการสร้างพรรคพลังธรรม และต้องถูกศาลฎีกาตัดสินลงโทษในทางอาณาจักร และถูกมหาเถรสมาคมลงโทษในทางศาสนจักร จนต้องกลับไปกล้ำกลืนความเจ็บปวดในสำนักอโศก ไม่เคยโผล่ ไม่เคยเยี่ยมหน้าออกมาปรากฏให้ผู้คนได้พบเห็นในสถานที่สาธารณะมากนัก

แม้จะหลบลี้หนีหน้าออกจากสังคมไป แต่ในใจของโพธิรักษ์ กลับไม่เคยหยุดคิดเรื่องการแสวงหาอำนาจรัฐ เพื่อสถาปนาลัทธิอโศก ขึ้นเป็นศาสนาเทียบเท่าพระพุทธศาสนา แนวทางคำสอนของอโศก ที่โพธิรักษ์บัญญัติขึ้นเพื่อสั่งสอนสาวกให้ลด ละ เลิก กิเลส กลับไม่สามารถเข้าถึงก้นบึ้งแห่งหัวใจของตนเองได้

ทั้ง โพธิรักษ์ และ จำลอง จับจ้องมองดู คอยฉกฉวยโอกาสหาจังหวะที่จะพาตัวเองและอโศกกลับคืนสู่เส้นทางการแสวงหาอำนาจรัฐ อยู่เสมอๆ ในทุกรูปแบบ ทั้งการก่อตั้งพรรคการ เมืองที่ชื่อ "พรรคเพื่อฟ้าดิน" ซึ่งเป็นพรรคการเมืองของสันติอโศก ที่ยึดถือคำสอนของโพธิรักษ์ เป็นนโยบายพรรค และมี จำลอง ศรีเมือง เป็นที่ปรึกษาพรรค พร้อมด้วย ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ หนึ่งในแกนนำพันธมิตร อาละวาด ด่ากราดทุกคนที่ไม่เข้าร่วมกับม็อบพันธมิตร อยู่ในเวลานี้ ก็เป็นที่ปรึกษาพรรคเพื่อฟ้าดิน ด้วย

โอกาสแรกของจำลอง กับ โพธิรักษ์ เกิดขึ้นเมื่อ รัฐบาลทักษิณ ออกนโยบายหวยบนดิน จำลอง กระโดดแผล็วขึ้นมาเป็นผู้นำต่อต้านทันที เป็นการปรากฏตัวของจำลอง ในฐานะฝ่ายตรงข้ามของรัฐบาลทักษิณ อย่างเปิดเผยและเป็นทางการเป็นครั้งแรกในการรับรู้ของประชาชน หลังจากที่ซุ่มเงียบรอจังหวะมานานหลายปี

กระทั่งเกิดกรณี บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) จะเข้าจดทะเบียนซื้อขายหลักทรัพย์ ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งนักลงทุน นักธุรกิจ เห็นเป็นโอกาสดีของประเทศไทย ที่จะมีบริษัทขนาดใหญ่เข้าจดทะเบียนทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ที่กำลังซบเซา จะได้ฟื้นตัวและมีสีสันขึ้นมาอีกครั้ง

ในขณะที่ จำลอง ก็เห็นเป็นโอกาสดีของตนเช่นกัน ที่จะทำใช้กรณีนี้เป็นเวทีเปิดตัวเอง กลับคืนสู่เส้นทางการช่วงชิงอำนาจรัฐอีกครั้งหนึ่ง ด้วยการนำสาวกสันติอโศก ในนามกองทัพธรรม ออกมา ชุมนุมปิดถนนประท้วง ไม่ให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ รับบริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เข้าจดทะเบียน ด้วยข้ออ้างว่าเป็นธุรกิจผลิตและขายสุรา เป็นธุรกิจที่ไม่มีธรรมาภิบาล

การปิดถนนประท้วงต่อต้านตลาดหลักทรัพย์ฯ ในครั้งนั้น เป็นการปรากฏตัวของจำลอง โพธิรักษ์ และ สันติอโศก ในฐานะผู้ผดุงคุณธรรม และต่อต้านธุรกิจที่เป็นอันตรายต่อสังคม ได้รับคำชื่นชมไปไม่น้อย

แต่อีกด้านหนึ่งของการต่อต้านครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจไทยอย่างใหญ่หลวง เมื่อ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ไม่ได้รับความเชื่อถือจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่เห็นว่าการใช้ดุลพินิจอย่างเป็นอิสระในพิจารณารับบริษัทจดทะเบียน เกิดปัญหาขึ้นแล้ว เมื่อภาพข่าวการก่อม็อบของจำลอง และการปิดถนนกดดันของสาวกสันติอโศก มีผลให้บริษัทมหาชน บริษัทหนึ่ง ไม่สามารถจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้

ในขณะที่ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ เปิดรับบริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เข้าจดทะเบียนซื้อขายหุ้นในตลาดหุ้นสิงคโปร์ ด้วยความยินดียิ่ง ส่งผลให้ตลาดหุ้นสิงคโปร์ มีบรรยากาศที่น่าน่าลงทุนกว่าตลาดหุ้นไทยหลายเท่าตัว และ ส่งผลให้เงินทุนในประเทศ ต้องออกไปอยู่ในต่าง ประเทศ อย่างที่ไม่ควรจะเป็น

การได้ชัยชนะของจำลอง ศรีเมือง และม็อบสันติอโศก เป็นต้นแบบของการก่อม็อบปิดถนน ประท้วงเพื่อกดดันรัฐบาล และหน่วยงานของรัฐในเวลาต่อมา กระทั่งกลายเป็นแฟชั่น เป็นค่านิยม สำหรับผู้ต่อต้านนโยบายรัฐ นโยบายสาธารณะ รวมไปถึงนโยบายองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ส่งผลให้สังคมตกอยู่ภายใต้การกดดันของม็อบรายวัน ในขณะที่กฎหมายบ้านเมืองไม่สามารถนำมาใช้บังคับใช้ เพราะเจ้าหน้าที่รัฐ อ่อนแอ เกรงจะเกิดปัญหามวลชน

หลังจากนำกองทัพธรรมที่ประกอบด้วยสาวกของสันติอโศก กดดันตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ทำตามความต้องการของตนและพวกพ้อง สำเร็จ จำลอง ก็เริ่มวิพากษ์วิจารณ์การเมือง นโยบายรัฐบาลทักษิณ บ่อยครั้งขึ้น ในที่สุดก็ประกาศตัวเข้าร่วมขบวนการม็อบพันธมิตรขับไล่ทักษิณ ชินวัตร อย่างเอาเป็นเอาตาย โดยมีโพธิรักษ์ นำสาวกสันติอโศก ที่อุตริสถาปนาตนเองเป็นกองทัพธรรม เข้าร่วมด้วย และเป็นกำลังสนับสนุนที่สำคัญ ที่ตรึงพื้นที่ชุมนุมไว้ และเป็นกำลังหนุนคอยเติมคนให้ดูว่ามีผู้ชุมนุมหนาแน่นอยู่ตลอดเวลา

การร่วมชุมนุมขับไล่รัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ของ โพธิรักษ์ กับ จำลอง ศรีเมือง ครั้งที่แล้ว ถูกมองว่าตกเป็นเครื่องมือของทหาร ที่นำการชุมนุมไปใช้เป็นเงื่อนไขก่อการรัฐประหาร เพื่อสนองความพึงพอใจของ เปรม ติณสูลานนท์ ที่เห็นว่า ทักษิณ ชินวัตร กำลังท้าทายอำนาจของตนเอง อย่างที่ไม่เคยมีใครกล้ากระทำมาก่อน

หลังการรัฐประหาร แม้ว่า จำลอง ศรีเมือง จะได้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แต่ ทั้งจำลอง โพธิรักษ์ และ สำนักอโศก ไม่ได้อะไรเลยจากการลงทุนลงแรงเข้าร่วมชุมนุม เนื่องเพราะรัฐบาลสุรยุทธ์ ไม่ตอบสนองข้อเรียกร้องของจำลอง และ โพธิรักษ์ รวมไปถึงแกนนำพันธมิตรทุกคนอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นบทเรียนของบรรดาแกนนำม็อบพันธมิตร ที่จะไม่ยอมให้เกิดขึ้นอีก

เป็นที่น่าสังเกตว่าการชุมนุมขับไล่รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ของม็อบพันธมิตร ในครั้งนี้ จำลอง ศรีเมือง กลายเป็นบุคคลที่มีบทบาทมากที่สุดในการนำ ซึ่งแตกต่างจากครั้งแล้วที่ สนธิ ลิ้มทองกุล แสดงบทบาทผู้นำเดี่ยวชัดเจนตั้งแต่ต้นจนจบ ในขณะที่ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ก็เป็นสาวกของโพธิรักษ์ และ ผู้คนในชุมชนอโศกที่มาจากสำนักต่างๆ ทั้งปฐมอโศก และ ราชธานีอโศก ซึ่งต้องมาร่วมด้วยเงื่อนไขหากไม่เข้าร่วม ก็จะถูกขับออกจากชุมชนอโศก

จำลอง กับ โพธิรักษ์ คิดอะไรอยู่ มองอะไรเป็นเป้าหมาย หลังการต่อสู้ เคลื่อนไหว ขับไล่รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ในครั้งนี้ อ่านกันไม่ยาก และยิ่งง่ายขึ้นมาก เมื่อได้เข้าไปดูเวปไซต์ของสันติอโศก ก็จะพบว่าสันติอโศก ที่เป้าหมายทางการเมืองอย่างชัดแจ้ง และมีความเกี่ยวข้องในลักษณะเป็นเจ้าของพรรคการเมืองที่ชื่อ พรรคเพื่อฟ้าดิน อย่างเปิดเผย

เพียงแต่ว่า การแสวงหาอำนาจรัฐ โดยกลไกทางการเมืองตามวิถีทางระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่มีพรรคเพื่อฟ้าดินเป็นสะพานไปสู่การมีอำนาจรัฐ ไม่มีแนวโน้มทีท่าว่าจะประสบผลสำเร็จ ไม่เคยประสบผลสำเร็จ จำลอง กับ โพธิรักษ์ จึงจับมือกันยึดสะพานมัฆวานรังสรรค์ เป็นสะพานไปสู่การแสวงหาอำนาจรัฐ โดยไม่คำนึงถึงวิธีการ และวิถีทาง กระทั่งแนวร่วมที่มาอยู่ในขบวนการปล้นอำนาจ เดียวกันว่าเป็นใคร มาจากไหน มีอุดมการณ์บุญนิยม เช่นเดียวกับตนหรือไม่

อาทิ จำลอง ศรีเมือง ประกาศไม่นอนกับเมีย เพื่อรักษาศีลให้แก่ตัวเอง แต่ สนธิ ลิ้มทองกุล นอกับผู้หญิงไม่เลือกหน้า นอนกับเมียคนอื่นหลายคน ยกเว้นเมียตัวเอง

อาทิ จำลอง ศรีเมือง นับถือ โพธิรักษ์ ที่ถูกมหาเถรสมาคมขับออกบวรพระพุทธศาสนา และไม่นับเป็นสงฆ์ เป็นศาสดา แต่สนธิ ลิ้มทองกุล ประกาศว่าต่อสู้เพื่อรักษาพระพุทธศาสนา และปกป้องพระเกียรติยศสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งเป็นประธานมหาเถรสมาคม

แล้วอะไรล่ะ ที่ทำให้จำลอง ศรีเมือง กับ สนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งเป็นมนุษย์คนละสายพันธุ์ หันมาจับมือทำงานร่วมกันได้

คำตอบก็คือ อำนาจ และ สถานะผู้มีอิทธิพลเหนือการเมือง เหนือกฎหมาย ไม่ต้องอยู่ใต้กฎหมาย มีสิทธิพิเศษบนผืนแผ่นดินไทยทุกพื้นที่ ทุกตารางนิ้ว ชนิดที่คนธรรมดาสามัญอื่นๆ มีไม่ได้ นั่นเอง

ในขณะที่ จำลอง ศรีเมือง บอกว่าตนลด ละ เลิก กิเลสตัณหา ไม่แสวงหาลาภ ยศ สรรเสริญ ตามคำสอนของโพธิรักษ์ เจ้าสำนักอโศก

ในขณะที่ สนธิ ลิ้มทองกุล ประกาศว่าเป็นผู้ฝักใฝ่ในธรรมะของพระพุทธองค์ ซึ่งสอนว่าเวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร

แต่ ทั้งสองคน กลับจับมือกันสร้างความปั่นป่วน วุ่นวาย ให้แก่บ้านเมือง และฉุดดึงประชาชน ประเทศชาติ ให้ตกต่ำลงอย่างเมามัน ไม่ครั่นคร้ามต่อกฎหมายใดๆ ทั้งสิ้น

กระทั่ง พระเจ้าแผ่นดิน ทรงมีพระราชดำรัสเตือนว่า ประเทศเคยพังมาแล้วและจะพังอีก แต่ทั้งสองคน ซึ่งคนหนึ่งเคยได้รับพระมหากรุณาธิคุณ เข้าเฝ้ารับฟังพระราชกระแสเรื่องความสามัคคีของคนในชาติ ความเสียหายของประเทศชาติ เมื่อประชาชนถูกปลุกระดมให้ออกมาเผชิญหน้ากัน และอีกคนหนึ่งเคยถูกศาลสั่งลงโทษจำคุก ที่แอบอ้างว่าแนบชิดและนำสถาบันพระมหากษัตริย์ ไปเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อประโยชน์ของตนเอง

พิจารณาจากลำดับความเคลื่อนไหวปลุกระดมประชาชน ให้ออกมาเผชิญหน้า แบ่งประเทศเป็นสองฝ่าย แยกประชาชนเป็นสองเสี่ยง นับแต่การก่อม็อบไล่ทักษิณ ชินวัตร เมื่อครั้งที่แล้ว จนมาถึงปิดถนนราชดำเนิน เมินพระราชกระแสรับสั่งพระเจ้าอยู่หัว มัวเมาอยู่ในคำสอนของโพธิรักษ์ ที่ยกพลพรรคสาวกแอบอ้างเรียกขานตัวเองเป็นกองทัพธรรม ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองมายาวนานนับเนื่องกันเกือบ 3 ปี จนถึงขณะนี้ หากจะตัดประเด็นโพธิรักษ์ กับ สำนักอโศก และเป้าหมายทางการเมือง ออกจากเรื่องนี้ไปแล้ว ก็อาจจะเป็นการประเมินสถานการณ์ที่ผิดพลาด และหากเป็นเช่นนั้น ก็มีโอกาสที่ประเทศไทย จะตกอยู่ใต้สงครามศาสนา เช่นเดียวกับ มุสลิม นิกาย ชีอะห์ กับ สุหนี่ ที่เข่นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กัน ก็เป็นไปได้

เหตุการณ์ของประเทศไทยจะดำเนินไปทางใด บ้านเมืองจะเคลื่อนไปทิศทางไหน ก็อยู่ที่คนไทยทั้งหลาย พุทธบริษัททั้งปวง ว่าจะยอมตนตกเป็นเครื่องมือ เดินตามจำลอง กับ โพธิรักษ์ และสนธิ รื้อบ้านรื้อเมือง และสถานปนาลัทธิอุบาทว์ชาติชั่ว ขึ้นมาทัดเทียมพระพุทธศาสนา หรือไม่

อย่าว่าแต่เดินตามไปสมทบกับม็อบพันธมิตรเลย แม้แต่นิ่งดูดาย คิดว่าธุระไม่ใช่ ก็มิอาจจะกระทำได้ หากว่า ท่านยังต้องการปกป้องรักษาพระพุทธศาสนา ให้คงอยู่คู่กับเมืองไทยตลอดไป

พึงระลึกให้ดีว่า...

ครั้งที่แล้ว หลายท่านตกเป็นเครื่องมือของม็อบพันธมิตร นำทหารออกมาก่อการรัฐประหาร กว่าจะทันรู้ตัวว่าถูกหลอก ประเทศชาติก็เสียหายย่อยยับไปแล้ว

ครั้งนี้ ท่านอาจจะตกเป็นเครื่องมือของจำลอง กับ โพธิรักษ์ ทำลายพระพุทธศาสนา โดยไม่ทันรู้ตัวอีกครั้งหนึ่ง

โปรดพิจารณาให้ดี ในเป้าหมายของม็อบพันธมิตร มียาพิษของโพธิรักษ์ ซ่อนอยู่

ฟ้าฟื้น
จาก thai-grassroots

ตื่นเถิดคนไทย

ชาติไทยของเราผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้วหลายครั้ง ในระหว่าง 700 ปีที่ผ่านมา ดังนั้น แค่แก๊งข้างถนนกับขยะบนทำเนียบในปัจจุบัน คงทำอะไรให้ชาติย่อยยับไม่ได้แต่ที่น่าสงสารคือ ประชาชนคนไทยในชั่วชีวิตพวกเรา จะงอเข่าเก็บมือเก็บเท้า..คารวะให้กับความระยำตำบอนของแก๊งข้างถนนกันอยู่อย่างนี้หรือ
ไม่สงสารตัวเอง ก็ต้องสงสารลูกหลานที่จะต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปเบื้องหน้า ต้องคิดย้อนหลังไปว่า ที่ตัวเองได้เกิดขึ้นโตขึ้นเล่าเรียน และมีอาชีพมีงานทำ สร้างบ้านสร้างครอบครัวขึ้นมาได้นั้น เพราะคนรุ่นก่อนเขาสู้ เขาเตรียมการไว้ให้

และจะมาแหลกยับฉิบหายในชั่วอายุของพวกเราหรือเคยมีครั้งไหน..ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ประมุขแห่งแผ่นดินขวัญชีวิตของพวกเรา.. จะทรงแสดงพระราชดำรัส..ทรงห่วงใยชาติ...พังอยู่แล้วและจะพังอีกเราทั้งหลายต้องเข้าใจเป็นเบื้องต้นว่า..ลำพังแต่การสวมใส่เสื้อสีแสดงความจงรักภักดี แต่ก้มหัวคุกเข่าให้กับความกาลีทั้งหลายที่ย่ำชาติ ทำลายความผาสุกแห่งชีวิตพวกเราและลูกหลานของเรา แบบไม่ยำเกรงต่อกฎหมาย ไม่ใส่ใจต่อความยากลำบากของพี่น้องร่วมชาติร่วมภพนั้น

มีแต่จะทำให้แผ่นดินนี้ดำดิ่งไปสู่นรกอเวจีเราทั้งหลายต้องรู้ว่า..ที่มันอ้างเหตุมาเข่นฆ่าทำลายกันนั้น...แท้ที่จริงมากกว่า 2 ใน 5 ของพวกมัน..ก็เคยร่วมเสพสุขสังวาสอยู่กับงบประมาณแผ่นดิน ในยามที่พรรคไทยรักไทยเกิดขึ้นและเติบใหญ่..1 ใน 5 ของพวกมัน..คือ คนที่เชิญ ทักษิณ ชินวัตร มาเป็น..หัวหน้าพรรค..แต่เพราะเมื่อเขาทนรีดไถ่ใช้หนี้ไม่รู้จักหมด..มันก็ร่ายเวทมนตร์อำมหิตออกมาเข่นฆ่า.. 1 ใน 5 ของพวกมัน..เคยรับคลื่นวิทยุสร้างลูก

สมุนเข้าไปยึดครองหน่วยงานใหญ่ แล้วอ้างงานสร้างเงินร่ำรวยไปเป็นพันล้านหมื่นล้าน..ก่อนจะแตกกันเพราะ...ไม่รู้จักอิ่มนั่นคือ เรื่องจริงที่ไม่ต้องอ้างอิงที่มา เพราะมันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาแล้ว ก่อนวันที่พวกมันจะหยิบยื่นกลียุคให้กับประเทศ และเผาผลาญปรกติสุขไปจากบ้านนี้เมืองนี้บ้านนี้เมืองนี้มันอยู่มาได้ใกล้พันปี..หลายปีก็ต้องพลีเลือดทุ่มชีวิตรักษา..แค่..ชวนกันลุกขึ้นมาแก้ไข..ความสงบสุขก็กลับมาได้..ทำไมถึงไม่กล้า

พญาไม้


'ทักษิณ' แก้มุมหนีดาวได้

แม่นไม่แม่นไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ไม่กล้าวอแวกับโหรคนนี้ก็แล้วกัน กับคิวล่าสุด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หันไปเล่นบทหมอดูทำนายทายทักดวงเมือง

“วันที่ 21 มิถุนายน ดาวอังคารย้าย”

พร้อมกับอธิบายเป็นฉากๆ “อังคารย้ายจากราศีกรกฎเข้าสู่ราศีสิงห์ที่มีดาวเสาร์อยู่ อังคารเจอเสาร์ เวียนหัว แต่พอวันที่ 2 กรกฎาคม ก็หายแล้ว พ้นแล้ว ฉะนั้นอดทนเวียนหัวถึงวันที่ 2 กรกฎาคม ก็น่าจะคลี่คลาย”

ฟันธงหลังวันที่ 2 กรกฎาคม บ้านเมืองน่าจะคลี่คลาย

คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่า แม่นแค่ไหน

เพราะฟังจากหมอดูตัวจริงอย่างนายลักษณ์ เรขานิเทศ หรือ “หมอลักษณ์ฟันธง” สวนไปอีกทางเลย วันที่ 2 กรกฎาคม จะเป็นวันที่น่ากลัวที่สุดในรอบ 30 ปี

เป็นวันนรกชัดๆ

เปิดสารพัดคำทำนายร้ายๆ ความเป็นความตาย การระเบิด เพลิงไหม้ ไฟใต้ หรืออารมณ์คนปะทุกัน เตือนทุกฝ่ายต้องสามัคคีและต้องหยุด ไม่เช่นนั้น จะเกิดไฟไหม้ นองเลือดใจกลางเมืองโดยเฉพาะวันที่ 6 กรกฎาคม บวกลบไม่เกิน 1 วัน

ในเวลา 23 นาฬิกา 7 นาที จะเกิดการแตกหักขึ้น

ฟังแล้วขนหัวลุกเลยก็แล้วกัน

ตำราเดียวกับนายภิญโญ พงศ์เจริญ นายกสมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ ที่แจกแจงว่า ดาวอังคารในภาษาโหรเป็นเทพเจ้าแห่งสงคราม การใช้กำลัง การใช้ความรุนแรง

การเกิดการโคจรของดาวอังคารไม่ใช่เป็นเรื่องดี แต่เป็นเรื่องร้ายมากกว่า

โหรอาชีพฟันธงไปในทิศเดียวกัน

สวนทางกับหมอดูสมัครเล่นที่ชื่อ “ทักษิณ” แบบหักมุม 180 องศาเลย

และก็เป็นอะไรที่หักมาในมุมของวิทยาศาสตร์ วิเคราะห์กันจากสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นจริงๆ ในมุมของหมอดูการเมืองอย่าง “เทพเทือก” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกอาการไม่เชื่อคำทำนายของ “ทักษิณ”

คาดเองเลยว่า จุดเปลี่ยนทางการเมืองควรเป็นวันที่ 8 กรกฎาคมมากกว่า

เพราะจะมีการตัดสินคดีของนายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ดังนั้น การคาดการณ์ของอดีตนายกรัฐมนตรี จึงไม่น่าจะมีนัยทางการเมือง ส่วนเรื่องของดวงดาว ไม่น่าจะมีบทบาทกับชีวิตคน เท่ากับการกระทำตามกฎแห่งกรรม

สรุปว่า ไร้สัญญาณด้านดีด้วยประการทั้งปวง

หมอดูอาชีพทั้งหมอลักษณ์ โหรภิญโญ และหมอดูการเมืองอย่าง “เทพเทือก” ฟันธงไปในทิศทางเดียวกัน ดาวอังคารย้ายจากราศีกรกฎ เข้าสู่ราศีสิงห์ที่มีดาวเสาร์อยู่ ลัคนาบ่งบอกถึงการใช้กำลัง การใช้ ความรุนแรง สงครามกลางเมือง นองเลือด ประกอบกับในเดือนกรกฎาคมที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งจะตัดสินคดีใบแดงของนายยงยุทธ

เงื่อนไขการเมืองเข้าสู่จุดลุ้นแตกหัก

เห็นๆกันอยู่ว่า “ลางร้าย”

แต่มันก็น่าสงสัยอยู่ๆ “ทักษิณ” คงไม่ออกมาพูดลอยๆ

และเป็นการพูดหลังคิวนั่งเป็นประธานมูลนิธิไทยคม แถลงข่าวโครงการประกวดกลอนสุภาพและเรียงความเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

ออกงานใหญ่พร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูก

ตั้งใจสื่อให้เห็นทั้งประเด็นคำพูดคำจา และกระบวนท่าการเคลื่อนไหว

“สงบเสงี่ยมเต็มที่”

เหนืออื่นใด ต้องไม่ลืมว่า ต่อให้หมอดูจะแม่นแค่ไหน ก็ทำนายไปตามดวงดาว เดาบ้าง วิเคราะห์บ้าง แต่คนชื่อ “ทักษิณ” ที่ถูกมองว่าคุมเกมอยู่ข้างหลัง

คือคนที่มีศักยภาพในการกำหนดชะตาตัวเอง

จะถอยเพื่อจบหรือเดินหน้าลุยหักดิบ

“ทักษิณ” ปรับมุมแก้ดวงดาวได้.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน


ยันทักษิณไม่ใช่ต้นเหตุ ทำบ้านเมืองวุ่นวายขณะนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (18 มิ.ย.) อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย รวมตัวเปิดอาคารที่ทำการมูลนิธิบ้านเลขที่ 111 อาคารพรรคไทยรักไทยเดิม ย่านนางเลิ้ง โดยมีอดีตสมาชิกอาทิ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ นายภูมิธรรม เวชยชัย นายสรอรรถ กลิ่นประทุม นายอดิศร เพียงเกษ เป็นต้น มาร่วมเปิดที่ทำการมูลนิธิเป็นจำนวนมาก

นายพงศ์เทพ กล่าวว่า การเปิดอาคารดังกล่าวไม่ได้มีนัยยะอะไรที่เปิดใกล้ทำเนียบรัฐบาล ทางมูลนิธิฯ ต้องการทำงานเพื่อเสนอแนะกับทางรัฐบาล โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ด้านพลังงานและข้าว

ยืนยัน พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ใช่ตัวปัญหาที่ทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง การมองว่าพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นตัวปัญหา เป็นการมองด้านเดียว แต่ปัญหาเกิดจากความไม่เคารพกติกา ดังนั้นคนส่วนใหญ่ของประเทศควรออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย เพื่อให้กลุ่มคนเหล่านี้หยุดการกระทำดังกล่านายพงศ์เทพ กล่าว และว่า ส่วนการที่นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ขอให้พ.ต.ท.ทักษิณยุติบทบาทนั้น ก็เห็นว่าที่ผ่านมาพ.ต.ท.ทักษิณไม่เคยมีตำแหน่งใดๆ แต่การเคลื่อนไหว เป็นการช่วยเหลือประเทศทางอ้อม ในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและนักท่องเที่ยว

ด้านนายอดิศร กล่าวว่า สถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้มีความน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะในเรื่องของปราสาทเขาพระวิหาร จึงอยากให้พรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่มที่ออกมาทบทวนก่อนวิพากษ์วิจารณ์ เพราะก่อนหน้านี้ กรณีปราสาทเขาพระวิหารก็มีการต่อสู้ในศาลโลก และคงไม่มีใครที่อยากให้ไทยต้องเสียดินแดน




อนุรถดับเพลิงชงปล่อย อภิรักษ์

วานนี้ (17 มิ.ย.) ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน มีการประชุมคณะอนุกรรมการไต่สวนโครงการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของ กทม. ที่มีนายนาม ยิ้มแย้ม เป็นประธาน เพื่อสรุปสำนวนก่อนส่งรายงานต่อที่ประชุมใหญ่ คตส. โดยมีรายงานข่าวว่า คณะอนุกรรมการได้พิจารณาข้อมูลที่เกี่ยวข้องของบุคคลและบริษัทเอกชนที่ถูกกล่าวหาในชั้นการสอบสวนทั้งหมด เห็นว่าผู้ถูกตั้งข้อกล่าวหาเกือบทั้งหมดมีความเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดจริง โดยเฉพาะในส่วนของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในสมัยที่ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. พบว่ามีความเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทุกขั้นตอน แต่ในส่วนของนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯ กทม. ที่ประชุมได้พิจารณาแล้วเห็นว่าคำชี้แจงของนายอภิรักษ์ที่อ้างว่าได้พยายามยับยั้งไม่ให้มีการเปิดแอล/ซีแล้ว แต่เหตุผลที่ต้องเปิดแอล/ซีเป็นเพราะถูกกระทรวงมหาดไทยเร่งรัดมานั้น ถือว่าเป็นคำชี้แจงที่พอรับฟังได้ และถือว่านายอภิรักษ์ทำหน้าที่ได้ดีที่สุดแล้ว จึงเห็นสมควรให้นายอภิรักษ์หลุดข้อกล่าวหาในชั้นการไต่สวน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนายอภิรักษ์แล้ว คณะอนุกรรมการยังพิจารณาว่า นายสมศักดิ์ คุณเงิน อดีตผู้ช่วยเลขานุการ รมว.มหาดไทย ไม่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าว มีเพียงแค่การทำหน้าที่แจ้งเรื่องให้

กทม.รับทราบเท่านั้น จึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งนี้แม้คณะอนุฯไต่สวนจะมีมติแล้วว่าบุคคลใดที่จะถูกแจ้งข้อกล่าวหา แต่ก็ยังมีรายละเอียดบางส่วนที่จะต้องพิจารณาเพิ่มเติม จึงนัดประชุมกันอีกครั้งในวันที่ 19 มิ.ย. นี้ หากไม่ติดขัดปัญหาใดๆ ก็จะส่งสำนวนการไต่สวนคดีให้กรรมการ คตส. แต่ละคนนำไปศึกษาก่อนที่จะลงมติ อย่างเป็นทางการอีกครั้งในวันที่ 23 มิ.ย. นี้

นายนาม ยิ้มแย้ม ประธาน คตส. และประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนโครงการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของ กทม. ให้สัมภาษณ์ว่า ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับคดีนี้ได้ เพราะผู้ที่จะชี้ขาดในคดีได้ต้องเป็น คตส.ชุดใหญ่เท่านั้น ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการจะนัดประชุมกันอีกครั้งในวันที่ 19 มิ.ย. นี้ เมื่อถามว่า มีข่าวว่ากรรมการ คตส.หลายคนไม่เห็นด้วย หากคณะอนุกรรมการจะให้นายอภิรักษ์หลุดข้อกล่าวหา นายนามตอบว่า เป็นเรื่องของแต่ละบุคคล ผมไปตอบแทนอะไรไม่ได้ และจะไม่ขอพูดถึงเรื่องใดเกี่ยวกับรถดับเพลิงในขณะนี้


สภาฯ ป่วน ก่อนเริ่มพิจารณา กม.ผู้ตรวจการแผ่นดิน



รัฐสภา 18 มิ.ย. - สภาฯ ป่วน ก่อนเข้าสู่วาระพิจารณาด่วน ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน ส.ส.รุมตำหนิ “ชัย ชิดชอบ” มั่วข้อบังคับ ปชป.ขู่วอล์คเอาท์ สุดท้ายได้ “บรรหาร ศิลปอาชา” เคลียร์ให้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนเปิดการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันนี้ (18 มิ.ย.) นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้สมาชิกแสดงตน ปรากฏว่ามีสมาชิกอยู่ในห้องประชุมเพียง 226 คน ซึ่งไม่ครบองค์ประชุม ทำให้นายชัย แสดงอาการหงุดหงิด เพราะนัดประชุมในเวลา 09.30 น. จนกระทั่งเวลา 10.10 น. ก็ยังมีสมาชิกไม่ครบองค์ประชุม ทำให้ต้องสั่งพักการประชุมเป็นเวลา 10 นาที และเมื่อเปิดประชุมอีกครั้ง เวลา 10.30 น. จึงครบองค์ประชุม

ทั้งนี้ ก่อนเข้าสู่วาระพิจารณาด่วน ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน นายชัย กล่าวว่า ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล 6 พรรคมาแสดงตนครบแล้ว ทำให้ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ไม่พอใจ เพราะกล่าวหาว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ให้ความร่วมมือ และพยายามขอประท้วงนานกว่า 5 นาที แต่นายชัย ไม่สนใจ โดยอ้างว่าต้องเร่งพิจารณากฎหมาย และให้ พล.อ.ธีรเดช มีเพียร ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ชี้แจงหลักการของร่างกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน เสนอให้นับองค์ประชุมแบบขานชื่อ นายชัย จึงตั้งกรรมการนับคะแนนจากทุกพรรค แต่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ประท้วง ขอให้มีการชี้แจงกรณีการพาดพิงว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้แสดงตน แต่นายชัย ให้นับองค์ประชุมก่อน แล้วค่อยประท้วง ทำให้ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ทยอยลุกขึ้นตอบโต้ว่า “ประธานทำผิดข้อบังคับหลายครั้งแล้ว หากไม่ทำตามข้อบังคับ ให้ผู้ประท้วงอภิปราย คงร่วมประชุมด้วยไม่ได้” และได้ไปยืนจับกลุ่มอยู่ข้างห้องประชุม

ขณะที่นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ส.ส.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทย กล่าวว่า เมื่อมีผู้ประท้วง หรือหารือ ก็ต้องให้อภิปราย แต่ที่ผ่านมา ประธานอ้างว่า ของดเว้นการใช้ข้อบังคับการประชุมสภาฯ และรวบรัดตัดความ ทั้งที่การงดใช้ข้อบังคับเป็นอำนาจสภาฯ ไม่ใช่อำนาจประธาน ฉะนั้น ขอให้ประธานยึดกฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัดด้วย

ด้านนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวว่า เดิมตั้งใจจะไม่พูด ไม่ว่าเรื่องใดก็ตาม แต่กรณีที่เกิดขึ้น ส.ส.แสดงตนกับเจ้าหน้าที่นอกห้องประชุมแล้ว เมื่อประธานให้แสดงตนอีกครั้งในห้องประชุม ก็วุ่นวาย ขอให้พิจารณายกเลิกการแสดงตัวในห้องประชุมด้วย รัฐบาลก็โดนติติงแล้ว ขอให้สภาฯ เป็นสภาฯ อันทรงเกียรติ

นายชัย กล่าวว่า ขอยกเลิกการแสดงตนในห้องประชุม แต่ให้แสดงตนก่อนลงมติ เพราะเกรงว่าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน จะมีปัญหา โหวตแล้วองค์ประชุมไม่ถึงกึ่งหนึ่ง เหมือนสมัยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวตกไป จากนั้นจึงเข้าสู่วาระการพิจารณาต่อไป. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-18 14:21:02