คอลัมน์ : ละครชีวิต ลวดหนาม
การวางตัวให้เป็นกลางของผู้หลักผู้ใหญ่ ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางความคิดอย่างรุนแรงแบบนี้ ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะบรรดานักคิด นักเขียน นักวิชาการ ที่มีหน้าที่ให้การศึกษา ให้ความรู้ ต้องมีสติยึดมั่นในหลักการวิชาชีพของตนเองอย่างมั่นคง
เพราะสภาพสังคมไทยในปัจจุบัน ไม่ใช่เกิดความขัดแย้งแบบธรรมดา แต่กำลังเกิดความขัดแย้งที่มีลักษณะประหลาด
คือไม่ใช่ความขัดแย้งในเรื่องของประเด็น แต่เป็นความขัดแย้งในลักษณะการแบ่งพรรคแบ่งพวก ซึ่งทำให้คนที่อยู่ตรงกลางต้องวางตัวลำบาก
แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะต้องวางตัวลำบากมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้เป็นเรื่องยากเย็นเข็ญใจ โดยเฉพาะผู้มีวุฒิภาวะสูง มีการศึกษา
เพราะถ้าหวังดีต่อประเทศชาติ เมื่อถูกบังคับให้เลือกพวก ดังนั้นคุณจะต้องมีความเป็นมืออาชีพ มีมารยาท ไม่ทำให้คนไทยเกลียดกันหรือฆ่ากัน
ช่วงนี้เกิดเรื่องราวอัปรีย์ในแวดวงการศึกษา เพราะครูบาอาจารย์ที่พร่ำสอนวิชาความรู้ด้านการเมืองการปกครองแบบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทะเลาะกันชนิดแตกแยกเป็น 2 ฝ่าย
อาจารย์กลุ่มหนึ่งมองว่า การจะแสดงความคิดเห็นทางการเมืองจะต้องระมัดระวัง และต้องแยกแยะให้ถูกถึงบทบาทของตัวเองและความเป็นส่วนตัว
อาจารย์อีกกลุ่มหนึ่งมองว่า ควรจะแสดงจุดยืนทางการเมืองของตัวเองให้ชัดเจน โดยมองว่า หน้าที่หนึ่งที่สำคัญคือ การชี้นำสังคมทางด้านการเมือง
ในฐานะที่ผมได้ติดตามความเคลื่อนไหวในแวดวงนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์มาตลอด เห็นได้ว่า บรรดานักรัฐศาสตร์มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไป
ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ เพราะในคนหมู่มาก คนเรามีสิทธิที่จะมีความคิดเห็นแตกต่างกันได้ ถือเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว
อย่างเช่น รศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ก็เห็นว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล และ นายคำนูณ สิทธิสมาน มีความเข้าใจประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่มีลักษณะพิเศษมาก ซึ่งไม่ทราบว่าถูกหรือผิด แต่มีปัญหาจำนวนหนึ่ง มีข้อสังเกตจำนวนหนึ่ง
ผมเข้าใจว่า รศ.ดร.เกษียร ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดประชาธิปไตยของพันธมิตรฯ ซึ่งก็เป็นสิทธิของ รศ.ดร.เกษียร ที่จะคิดต่างได้ และผมก็ไม่เห็นว่า รศ.ดร.เกษียร จะเป็นจะตายกับคุณสนธิที่คิดไม่เหมือนกัน
อาจารย์ท่านนี้ไม่ได้ชื่นชอบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี สักเท่าไร ใครอยากรู้ลองไปค้นหาข้อมูลเก่าๆ มาดู
แต่วันนี้ ในฐานะนักรัฐศาสตร์ ท่านวางตัวเป็นกลางบนสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งกันรุนแรง จนคนไทยจะฆ่ากันเองอยู่แล้ว
อยากถามบรรดาอาจารย์ท่านอื่นๆ เช่น ดร.สุรัตน์ โหราชัยกุล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ รศ.วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ รัฐศาสตร์ มสธ. ผศ.ยุทธพร อิสระชัย อาจารย์สาขารัฐศาสตร์ มสธ. รศ.ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน คณะรัฐประศาสนศาสตร์ นิด้า ดร.ณัฐฐา วินิจนัยภาค อาจารย์คณะรัฐประศาสนศาสตร์ นิด้า
อาจารย์เหล่านี้ ได้แถลงการณ์ให้กำลังใจ ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา คณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ที่ไปขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ว่าขอยกย่องว่านี่คือแบบอย่างแห่งศักดิ์ศรี และความภาคภูมิใจของเหล่านักวิชาการและนิสิต-นักศึกษา และขอประณามผู้ที่หวังให้เกิดความแตกแยกในหมู่นักวิชาการและพันธมิตรฯ ขอให้มันผู้ใดที่มีอคติอันชั่วร้ายนั้น จงพินาศโดยพลัน ทั้งหมู่และบริวารจงฉิบหาย...
นี่เหรอครับ...ภูมิปัญญาของบรรดาคณาจารย์ทั้งหลาย ที่จะชี้นำสังคมด้านการเมือง
ผมแนะนำให้พวกคุณถอดตำแหน่ง เอาเครดิตคืนมหาวิทยาลัย และกลับไปศึกษาประชาธิปไตยกันใหม่อีกรอบ
เรียนจบกลับมาเป็นอาจารย์อีกครั้งก็จงเป็นอาจารย์ที่ดี อบรมสั่งสอนให้ความรู้นักศึกษาในหลักวิชาการที่ถูกต้อง ไม่ใช่เอาความคิดเห็นส่วนตัวไปยัดเยียดนักศึกษา เพราะจะทำให้ลูกศิษย์โง่เง่าไปกับพวกคุณด้วย
พวกท่านควรสอนให้ลูกศิษย์รู้จักคิดไตร่ตรอง วิเคราะห์ด้วยตัวเอง ไม่ใช่เอาอคติตัวเองไปครอบงำพวกเขา
เพราะถ้าเป็นแบบนี้แล้วลูกศิษย์ที่ไหนจะกล้ามีความคิดแตกต่าง เพราะคนสอนมันมีความคิดเฮงซวย
เมื่อคนสอนคิดเฮงซวย ลูกศิษย์ก็เลยต้องคิดห่วยๆ บ้านเมืองก็เลยพลอยซวยไปด้วย! (เวรกรรม)

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, June 19, 2008
เมื่อผู้ใหญ่เฮงซวย...วางตัวไม่เป็นกลาง!
มารศาสนา
“เราเอาธรรมนำหน้า” คือข้ออ้างของแกนนำม็อบป่วนเมือง หรือพันธมารประชาธิปไตย ที่ได้พร่ำบอกผู้คนให้หลงเคลิบเคลิ้ม ในการเคลื่อนไหวคราวก่อน โดยนำประเด็นเรื่อง การแต่งตั้งพระสังฆราช 2 พระองค์ มาบิดเบือนให้กับสังคมไทย ซึ่งที่สุดก็หาความจริงไม่ได้แม้แต่น้อย
มาวันนี้ แกนนำคนสำคัญ กลับ ทำตัวเป็นปฏิปักษ์ กับ องค์กรสงฆ์ทั้งมวล โดยหันไปเชิดชูและกราบไหว้ “มารศาสนา” เจ้าของลัทธิเถื่อนนอกรีตของศาสนาพุทธ เพียงเพื่อหวังจะใช้เป็นเครื่องมือในการรวบรวมคนเพื่อให้ดูจำนวนมาก โดยละทิ้งสิ่งที่พร่ำบอกผู้คนเอาไว้ตลอดมาว่า ยึดมั่นในหลักพระธรรมวินัยที่ถูกต้อง ยึดมั่นในพระสังฆราช ยึดมั่นในธรรมอันบริสุทธิ์ของพระสัมมาสัมพุทธะ
เป็นการแสดงให้เห็นชัดเจน อดีตที่ผ่านมาพวกเขาเหล่านั้นมิได้เลื่อมใสในแนวทางของสัมมาสัมพุทธะแต่อย่างใด มีการนำสถาบันพระสงฆ์มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยการหยิบยกขึ้นมากล่าวอ้างเพื่อหวังสร้างภาพให้ดูใกล้ชิด ปกป้อง สถาบันสูงสุดของพระสงฆ์
ภาพที่แกนนำพันธมารประชาธิปไตย ไปก้มกราบ ก้มไหว้ เสมอระดับเท้า ขณะที่ “เจ้าของลัทธิอุบาวท์” นั่งบนเก้าอี้ อมยิ้มแก้มตุ่ย บ่งบอกอะไรได้พอสมควร
ภาพการเปิดให้เจ้าของลัทธิอุบาทว์ นำลูกสมุน บิณฑบาต ในช่วงเช้า บนถนนสายสำคัญของชาติ ที่ใช้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย ปิดถนนสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนคนไทย
ภาพการใส่จีวร นุ่งเหลือง ห่มเหลือง โกนผม แต่ไม่โกนคิ้ว เทศนาสั่งสอนผู้คนอย่างผิดพระธรรมวินัย ยังมีให้เห็นเป็นประจำวัน
เหล่านี้ล้วนแต่เป็นการกระทำที่ ส่อกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.สงฆ์ ฐานเลียนแบบพระสงฆ์ เพราะกลุ่มลัทธิอุบาทว์เหล่านี้ ถูกอัปเปหิจากวงการพระสงฆ์เมืองไทย อันเนื่องจากข้อกล่าวหาสำคัญคือ
1.เจ้าสำนักลัทธิอุบาทว์ ไม่อนุญาตให้กราบไหว้บิดามารดาบังเกิดเกล้า
2.เจ้าสำนักลัทธิอุบาทว์ ไม่อนุญาตให้กราบไหว้พระพุทธรูป อ้างว่าให้นับถือผู้นำลัทธิเพียงคนเดียว
3.เจ้าสำนักลัทธิอุบาทว์ อวดอ้างว่าตัวเองบรรลุธรรมขณะยืนฉี่ ซึ่งเป็นฉี่หยดสุดท้าย
4.เจ้าสำนักลัทธิอุบาทว์ อวดอ้างตัวว่าเป็นพระสารีบุตรกลับชาติมาเกิดใหม่
5.เจ้าสำนักลัทธิอุบาทว์ แปลถ้อยคำในพระพุทธศาสนาผิดเพี้ยน ทำให้หลักธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผิดเพี้ยนไปหมด
การยึดถนน โดยมี กองทัพมาร มา เป็นกำลังหลัก เพื่อให้คนดูเยอะๆ นั้น จึงเป็นเรื่องที่ อันตรายต่อความมั่นคงของชาติ เป็นอย่างมาก เพราะเป็นการฉกฉวยโอกาสในการเผยแผ่หลักธรรม คำสั่งสอน ที่บิดเบือน ในบวรพุทธศาสนา เช่น การถ่ายภาพลงหนังสือพิมพ์ การเผยแผ่ผ่านสื่อทีวี สร้างภาพเพื่อให้คนนิยมชมชอบ ลัทธิอุบาทว์ นี้ โดยลืมที่จะสืบค้นประวัติเลวทรามของพวกมัน
ดูก่อน พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ที่อุ้มลูกจูงหลานไปร่วมม็อบพันธมารธิปไตย ท่านจะส่งเสริมให้ลัทธิอุบาทว์เสี้ยมสอนผู้คน ลูกหลานของท่าน ด้วยการจงใจ บิดเบือน หลักธรรมคำสอนของ องค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ทำตัวเป็นฮีโร่ ในม็อบพันธมารฯ ท่านไม่ห่วงหรือว่าวันหนึ่งที่เขาสั่งสอนกันว่า ไม่ให้ยกมือกราบไหว้พ่อแม่ ต่อไปนี้ลูกเต้าจะไม่รู้จัก กตัญญูรู้คุณ ต่อ บุพการี ซึ่งถือเป็น ทิศเบื้องหน้า ตามหลักคำสอนเรื่อง ทิศหก ต่อไปนี้ ชาติไทยจะฉิบหายกันแค่ไหน? อย่างไร?
ตื่นเสียเถิด!
อย่าเห็นกงจักรเป็นดอกบัว! อีกต่อไปเลย...สาธุชน...สาธุ สาธุ

ปิดปากคนเชียร์แขก
คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์ เอกฉัตร
ในที่สุด กลุ่มพันธมารล้างผลาญประชาธิปไตย ซึ่งรวมตัวกันยึดพื้นที่ถนนราชดำเนิน เชิงสะพานมัฆวานฯ ตั้งเป็นอาณาจักรขึ้นมาใหม่ซ้อนกับราชอาณาจักรไทย ตั้งแต่คืนวันที่ 25 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยตั้งเงื่อนไขในการชุมนุมประท้วงในลักษณะได้คืบจะเอาศอก ได้ศอกจะเอาวา
เริ่มจากห้ามแก้รัฐธรรมนูญ ฉบับหน้าแหลมฟันดำ กากเดนของเผด็จการ พอรัฐบาลยอมถอย ก็ตั้งประเด็นใหม่ ต้องการขับไล่รัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวหาว่าเป็นนอมินีของระบอบทักษิณ
การตั้งประเด็นใหม่ ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นประเด็นเป้าหมายของการชุมนุมประท้วงครั้งนี้ การคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเพียงข้ออ้างให้ดูดีเท่านั้น เพราะขืนทะเล่อทะล่าชุมนุมประท้วงรัฐบาลที่เพิ่งทำงานแค่ 4 เดือน กลุ่มพันธมารเกรงว่าประชาชนจะมองว่าแพ้ไม่รู้จักแพ้ และยังเป็นการรักษาหน้าให้กับพรรคประชาธิปัตย์ ที่ถูกสังคมจับตามองว่าอยู่เบื้องหลัง ซึ่งแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ปฏิเสธมาตลอดว่าไม่ได้อยู่เบื้องหลัง
ผมก็ยังชมเชยว่า นานๆ จะได้ฟังนักการเมืองให้สัมภาษณ์เรื่องจริง เพราะการชุมนุมประท้วงของกลุ่มพันธมาร พรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้อยู่เบื้องหลังจริงๆ แต่อยู่บนหน้าเวทีกันเลยทีเดียว
การยึดพื้นที่บนถนนราชดำเนิน จนกลายเป็นถนนจำลองเดินอยู่เกือบเดือนนั้น ประชาชนเริ่มชินชากับความเดือดร้อนของสภาพจราจรติดขัด
ทำให้กลุ่มพันธมารเปิดยุทธการดาวกระจาย โดยมีเป้าหมายกระจายความเดือดร้อนให้กับคนกรุงเทพได้รับทั่วกัน ในเรื่องของการจราจรติดขัด
การเปิดยุทธการดาวกระจาย รวมตัวกันไปสร้างความเดือดร้อนที่โน่นที่นี่ มีกำลังตำรวจคอยรักษาความสงบเรียบร้อยและรักษาความปลอดภัยให้อย่างดี ทั้งๆ ที่พวกกลุ่มพันธมารประกาศตัวอารยะขัดขืน ไม่ขึ้นกับรัฐบาลไทย แต่กับคนไทยซึ่งยอมทำตามกฎหมายไทยทุกประการ กลับถูกผลักไสให้เป็นพลเมืองชั้นสอง ต้องขวนขวายกันตัวใครตัวมันในการหาเส้นทางใหม่เพื่อส่งลูกส่งหลานไปโรงเรียน
เมื่อขับรถไปถึงหน้าโรงเรียนลูกหลานแล้ว ใครขืนจอดรถไว้ริมถนน ก็มีสิทธิ์จะถูกตำรวจจราจรมาล็อกล้อในทันทีที่ท่านลงจากรถไปส่งลูกส่งหลานในโรงเรียน
ในขณะที่พลเมืองจากอาณาจักรใหม่ที่มายึดพื้นที่ประเทศไทย กลับได้รับการดูแลอย่างดี ไม่ให้ใครดอดเข้าไปในบริเวณพื้นที่ของอาณาจักร
ผมเองเข้าใจตำรวจดีกับภารกิจที่สุดอึดอัด แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อมันเป็นหน้าที่
แค่กลุ่มพันธมิตรฯ ถูกตีหัวแตก ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นพวกเดียวกันหรือไม่ เพื่อสร้างสถานการณ์ให้เกิดความวุ่นวาย ตำรวจถูกด่าหาว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
ตำรวจต้องยืนรักษาความปลอดภัยให้กับคนที่ขึ้นเวทีพ่นน้ำลายด่าตำรวจ และสบประมาทว่าการทำงานของตำรวจหย่อนยาน กลุ่มพันธมารจะฮือบุกเข้าไปยึดทำเนียบวันไหนก็ได้
ซึ่งการใช้พื้นที่ถนนราชดำเนินตั้งเป็นอาณาจักรใหม่ซ้อนอาณาจักรไทย แกนนำของกลุ่มพันธมารได้ประกาศหลายต่อหลายครั้ง ไม่ชนะไม่เลิก และจะชุมนุมกันอย่างอหิงสา เมื่อยึดพื้นที่ถนนราชดำเนิน เชิงสะพานมัฆวานฯ เป็นอาณาจักรใหม่ได้เบ็ดเสร็จ และกำหนดให้เวทีปราศรัยเป็นมหาวิทยาลัยราชดำเนิน สอนวิชาด่านายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และคนที่ไม่เห็นด้วยกับกลุ่มพันธมาร ด้วยถ้อยคำหยาบๆ คายๆ ถ่ายทอดสดทางเคเบิลทีวี ตลอด 24 ชั่วโมง
แต่ในที่สุดก็ไม่สามารถทำตามที่พูดไว้ ซึ่งมีอยู่หลายสาเหตุ เช่น เสบียงเริ่มร่อยหรอ ประชาชนที่หลงเชื่อคำยุยงปลุกระดม เริ่มรู้ว่าเป้าหมายที่แท้จริงคืออะไร ส่วนคนที่ยังนั่งๆ นอนๆ ตากแดดตากฝนอยู่ล้วนเป็นคนหน้าเดิมๆ อาจจะเป็นเพราะมีคนรับมาแต่ไม่มีใครส่งกลับ และเงินยังรับไม่ครบกระมัง
ยิ่งหน้าฝนปีนี้มา มีฝนตกลงมาทุกวัน เหมือนกับฟ้าไม่เต็มใจ จึงเลือกตกในตอนกลางคืน คนฟังหน้าเวทียิ่งน้อยลงทุกวันๆ เสียงนกหวีดที่คุยกันว่าสามารถระดมคนได้เป็นล้านคน ก็ดังขึ้น ประกาศทุบหม้อข้าว บุกเข้ายึดทำเนียบรัฐบาล ในวันศุกร์ที่ 20 มิถุนายนนี้ ไม่ชนะไม่เลิก
คนที่เหนื่อยที่สุดกับเสียงนกหวีดอันเหิมเกริมคงจะไม่พ้นตำรวจไทย ซึ่งจะเป็นด่านหน้าในการป้องกันไม่ให้กลุ่มคนที่ยึดพื้นที่ประเทศไทยตั้งเป็นอาณาจักรใหม่ และยังประกาศยึดทำเนียบรัฐบาลไทย
ส่วนแนวหลัง ตั้งแต่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี จะเหนื่อยน้อยลง หากไม่ให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทำหน้าที่เป็นคนเชียร์แขก เพราะให้สัมภาษณ์แต่ละครั้งแต่ละที เหมือนกับกวักมือให้คนมาร่วมชุมนุมเยอะๆ รัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช จะได้พ้นไปเสียที เพื่อฝันที่เป็นจริง อย่างไรอย่างนั้น

ตลาดหุ้นดิงเหว! นักลงทุนแห่เทขายหุ้นหนีม็อบพันธมิตรบุกทำเนียบ
วันที่ 19 มิ.ย. 2551 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการลงทุนตลาดหุ้นไทยเช้านี้ ดัชนียังคงปรับตัวในแดนลบต่อเนื่อง โดยเมื่อเวลาประมาณ 10.08 น.ดัชนีอยู่ที่ 756.94 จุด ลบ 8.80 จุด หรือลดลง 1.15% และในเวลา 11.00 น. ดัชนีอยู่ที่ระดับ 751.32 จุด ลดลง 14.42 จุด โดยมีแรงขายในหุ้นกลุ่มพลังงานและธนาคารพาณิชย์
นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า สถานการณ์ทางการเมืองและปัญหาเศรษฐกิจขณะนี้ ทั้งเรื่องของราคาน้ำมันและอัตราเงินเฟ้อ ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุน ทำให้การซื้อขายปรับตัวลดลง เนื่องจากนักลงทุนชะลอดูสถานการณ์
"ยอมรับว่าบรรยากาศการลงทุนกังวลการเมืองมากขึ้น หลังพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยประกาศเคลื่อนไปหน้าทำเนียบรัฐบาล...การเมืองส่งผลให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศกังวลมากขึ้น"นางภัทรียากล่าวและว่า ในส่วนของปัญหาเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น เป็นเรื่องที่เป็นปัญหาที่กระทบทั้งภูมิภาค และนักลงทุนก็รอดูเพื่อประเมินสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม แม้จะมีปัจจัยลบต่างๆ แต่จากพื้นฐานของตลาดฯแล้ว เชื่อว่าเมื่อราคาหุ้นปรับลงมาถึงระดับพื้นฐาน นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนระยะยาวจะกลับเข้ามา
ด้านนายโกสินทร์ ศรีไพบูลย์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า วันนี้คงปรับลงต่อเนื่อง ประเด็นหลักยังมาจากการเมือง จากการที่ผู้ชุมนุมจะเคลื่อนย้ายการชุมนุมไปทำเนียบฯ นักลงทุนต่างชาติก็คงขายอีก ทั้งนี้ตลาดหุ้นไทยวันนี้ ยังจะเคลื่อนไหวตามทิศทางตลาดหุ้นในต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่ปรับลงด้วย สำหรับราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้น มองว่าอาจช่วยชะลอแรงขายหุ้นบมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) เท่านั้น คงไม่ได้ช่วยหนุนตลาดมาก สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวดัชนีวันนี้คาดแนวรับอยู่ที่ 756, 754 และแนวต้านที่ 770, 772 จุด
ขณะที่นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวแสดงความเป็นห่วงกรณีกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประกาศจะเคลื่อนขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 20 มิ.ย. รวมถึงไม่เห็นด้วยกับการกระทำดังกล่าว โดยมองว่ารุนแรงและเร็วเกินไป เนื่องจากการทำงานของรัฐบาลยังไม่ถึงขั้นที่เป็นความล้มเหลวในทุกเรื่อง เพราะยังมีส่วนอื่นที่ยังทำงานอยู่ นอกจากนี้มีความเป็นไปได้ที่นายสมัคร สุนทรเวชนายกรัฐมนตรีอาจจะสั่งสลายการชุมนุม ซึ่งจะทำให้เกิดความตึงเครียดมากขึ้น โดยเหตุการณ์ดังกล่าวจะทำให้นักลงทุนรู้สึกไม่มั่นใจในเสถียรภาพของรัฐบาล และขาดความต่อเนื่องในนโยบาย
นายสมชัย กล่าวเห็นด้วยกับกรณีที่ฝ่ายค้านยื่นเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีทั้ง 7 คน เพราะเป็นการทำหน้าที่ในระบบรัฐสภาและไม่ได้หวังล้มรัฐบาล เพราะมีเสียงไม่พอ แต่จะเป็นแรงกระตุ้นให้รัฐบาลทำงานมากขึ้น
“สมัคร” ซัด "พันธมิตร" เคลื่อนไหวทำให้ชาติพัง
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน หรือ ผอ. รมน. ได้ประชุมชี้แจงการปฏิบัติงานและมอบนโยบายแก่หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค และภายในจังหวัดกว่า 400 นาย
โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่า ขอยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจยังสามารถที่จะดูแลการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาเพื่อประชาธิปไตยได้ และยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้กำลังทหารเข้าดูแลสถานการณ์ พร้อมตำหนิการประกาศเคลื่อนขบวนของกลุ่มพันธมิตร ฯ มายังทำเนียบรัฐบาล ได้สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติและไม่มีเหตุผล
"ผมต้องร้องถามว่า ที่ทำกันอย่างนี้ไม่คิดกันเลยหรือครับว่าทำให้บ้านเมืองเสียหายขนาดไหน ความเครียดแค้นชิงชังยังไม่หมด แล้วพาดพิงเอาผมไปผสมด้วย ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมเอาตัวผมรอดได้ แต่ว่าบ้านเมืองที่วายวอดเพราะความที่มันไม่จบ ใครจะรับผิดชอบ"
ด้านพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก เปิดเผยว่า ไม่ได้สั่งการให้กองทัพดำเนินการอะไรเป็นพิเศษกับกลุ่มผู้ชุมนุม เพราะทหารจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง โดยจะให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายการเมืองในการแก้ไขปัญหา ส่วนการหารือกับนายกรัฐมนตรีวานนี้ นายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้ตำรวจควบคุมดูแลสถานการณ์ เน้นที่สร้างความเข้าใจและหลีกเลี่ยงการใช้กำลังรุนแรง
ส่วนร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยังคงยืนยันข้อมูลของตัวเองที่ระบุว่า มีกลุ่มคนสะสมอาวุธเตรียมเดินทางเข้ากรุงเทพมหานคร เพื่อสร้างสถานการณ์การชุมนุมจากกลุ่มเพื่อนนายทหารจปร. 7 แม้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจะยืนยันว่า ได้ตรวจสอบแล้วไม่พบกระแสข่าวนี้
อย่างไรก็ตามจะไม่มีการสกัดกั้นการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯในต่างจังหวัด ที่จะเดินทางเข้าร่วมชุมนุมในกรุงเทพมหานคร
“มหาประชาชน” ลั่นพร้อมชุมนุมต้านพันธมิตรฯ-หนุนรัฐบาลทำงาน
อย่างไรก็ตามกลุ่มฯจะยังไม่เคลื่อนไหวทันที แต่จะเดินทางไปรวมตัวกันที่บริเวณสนามหลวง และโรงแรมรัตนโกสินทร์ เพื่อติดตามความเคลื่อนไหว ก่อนจะตัดสินใจดำเนินการใดๆอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ เนื่องจากเห็นว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ จะปิดล้อมทำเนียบ ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการบริหารประเทศ จะทำให้ประเทศเสียหายอย่างมาก อาจทำให้ประชาชนสูญเสียชีวิต กรณีที่อาจจะมีกลุ่มมือที่สามมาป่วน
ทั้งนี้กลุ่มจะเตรียมดำเนินการอีกทาง คือ การเตรียมเอกสาร หลักฐาน การทำผิดกฎหมายของ เอเอสทีวี และไทยเดย์ดอทคอม โดยเฉพาะการเรี่ยไรเงินจากประชาชน โดยในวันจันทร์ที่ 23 มิ.ย.ตนจะเดินทางไปยื่นต่อกรมสรรพากร
“เสนาะ” วอนทุกฝ่ายสามัคคีเพื่อชาติ จวกฝ่ายค้านยื่นซักฟอกซ้ำเติมวิกฤต
นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯและรัฐมนตรีว่า ถ้าตามขั้นตอนแล้วก็อยู่ที่ฝ่ายค้าน เมื่อยื่นแล้วก็สามารถเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจได้อยู่แล้ว เพราะว่าในรัฐธรรมนูญได้เปิดช่องว่า เป็นสิทธิของฝ่ายค้าน แต่มีปัญหาอยู่ที่ว่ามันเหมาะหรือไม่ เพราะว่าขณะนี้บ้านเมืองมีวิกฤต เหมือนกับเรือจอดอยู่กลางคลื่นใหญ่ และมีพายุหมุน ซึ่งขณะนี้เราควรที่จะหันหน้ามาปรึกษากัน ว่าจะพาเรือลำนี้ฝ่าคลื่นลมไปได้อย่างไร ไม่ควรเอาเรื่องการเมืองมาคอยเหน็บแนมกันอย่างเดียว จะต้องมีความรักความสามัคคี เพื่อจะนำพาประเทศให้ฝ่าวิกฤตไป โดยไม่ต้องให้มีม๊อบหรือมีฝ่ายค้าน
ผู้สื่อข่าวถามว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน น่าจะเลื่อนไปในการประชุมสามัญในสมัยหน้าหรือไม่ นายเสนาะกล่าวว่า น่าจะเลื่อนไปเป็นสมัยหน้า ควรให้วิกฤตตรงนี้คลี่คลายไปก่อน ขณะนี้คนที่เป็นกัปตันเรือยังหนักหนาสาหัสอยู่ในทุกด้าน เมื่อเลือกตั้งเข้ามาแล้วมีรัฐบาล ก็อยากให้ทำงานก่อน ไม่ใช่จะทำอะไรให้ทันตาเห็น
“อะไรที่มีปัญหากับคนไม่กี่คนให้บังคับไว้ก่อน และเรื่องของบุคคลที่ถูกกล่าวหาในขณะนี้เอาไว้ก่อน อย่าเอาเรื่องเล็กไปแก้ปัญหาให้เป็นเรื่องใหญ่ ควรเอาปัญหาใหญ่ของส่วนรวมมาแก้ประคับประคองไปให้ได้ รัฐบาลไม่ควรเอาประโยชน์ส่วนตัวเป็นหลัก ต้องหันมาแก้ปัญหาวิกฤตชาติผ่านไปให้ได้ หรือว่าเราอยากให้มีปฏิวัติรัฐประหารอีก ขณะนี้สังคมต้องมีทางเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ในการพาประเทศไปให้ได้”นายเสนาะกล่าว
เมื่อถามว่า ดูเหมือนว่ารัฐบาลจะไม่ยอมให้มีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งทางฝ่ายค้านและส.ว. ก็อาจจะใช้ช่องทางตามมาตรา 129 เพื่อเข้าชื่อขอให้เปิดประชุมสมัยวิสามัญ นายเสนาะกล่าวว่า บอกได้คำเดียวว่านี่คือการเมือง ถ้าอยากติติงอะไรกันก็ต้องติติงกันด้วยเหตุผล แต่รัฐบาลก็ไม่ใช่ว่าจะใช้อำนาจของตัวเอง เพื่อเล่นการเมืองเกินไป ทุกฝ่ายต้องหันจากการเมือง และมาทำการบ้านเพื่อแก้วิกฤตของประเทศ
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากรัฐบาลไม่ยอมให้เปิดอภิปรายฯ และรัฐบาลยังมีข้อบกพร่องในการบริหารราชการแผ่นดินจะทำอย่างไร นายเสนาะกล่าวว่า พูดตรงๆข้อบกพร่องตอนนี้จะไปกล่าวหารัฐบาลอย่างเดียวไม่ได้ แต่รัฐบาลเจอวิกฤตในเรื่องนี้ ซึ่งขณะนี้ตนคิดว่านายกฯไม่ควรไปต่อล้อต่อเถียงกับคนอื่น ทำหน้าที่ของตนเองเพียงอย่างเดียว และอย่าไปทำอะไรให้ประชาชนจ้องมอง เช่นเรื่องประโยชน์ส่วนตน อย่าให้มีระแคะระคาย

นพดล’แจงชัด‘เขาพระวิหาร’ ไม่เสียดินแดน
หลังจากที่กลุ่มพันธมิตรฯ ได้เคลื่อนขบวนตามแผนดาวกระจายมายังกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อสอบถามความเคลือบแคลงสงสัยกรณีเขาพระวิหาร โดยกล่าวหาว่าไทยยอมเสียดินแดน เพราะมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับบุคคลที่เกี่ยวพันกับรัฐบาลนั้น
จากกรณีดังกล่าว ในวันที่ 18 มิถุนายน ที่ผ่านมา นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ได้ลงนามร่วมกับ นายสก อาน รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กัมพูชา ในแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทย-กัมพูชาในการขอขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยมีนายวีรศักดิ์ ฟูตระกูล ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ นายกฤช ไกรจิตติ อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย พลโทสุรพล เผื่อนอัยกา เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ พลโทแดน มีชูอรรถ เจ้ากรมแผนที่ทหาร และนายอึง เซียน เอกอัครราชทูตกัมพูชา ประจำประเทศไทย ร่วมในการลงนาม
นายนพดลแถลงว่า สืบเนื่องจากความสับสนข้อมูลการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ตามที่กัมพูชาขอขึ้นทะเบียนปราสาทและพื้นที่ทับซ้อนล้ำเข้าพื้นที่ไทย 4.6 ตารางกิโลเมตร ในปี 2549-2550 กระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานรัฐได้คัดค้านเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งการพิจารณาของยูเนสโก ครั้งที่ 31 ณ เมืองไครสต์เชิร์ช นิวซีแลนด์ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2550 จึงเลื่อนเรื่องนี้มาพิจารณาในปีนี้ คือ การประชุมยูเนสโก ครั้งที่ 32 ณ เมืองควิเบก แคนาดา ในวันที่ 2-10 กรกฎาคม 2551
ทั้งนี้ หากเวลาล่วงพ้นและไทยปล่อยให้ช้าไป ไทยจะสุ่มเสี่ยงที่อาจถูกมองว่าเสียดินแดนในส่วนที่เป็นพื้นที่ทับซ้อน ตนได้เจรจากับ นายสก อาน ที่เกาะกงและไปเจรจากันที่กรุงปารีส ฝรั่งเศส วันที่ 22-23 พฤษภาคม ด้วยความยากลำบาก และสุดท้ายกัมพูชาตกลงจำกัดการขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาท ผลคือไทยไม่สุ่มเสี่ยงที่จะเสียดินแดนใดๆ ในพื้นที่ทับซ้อน
*ย้ำต้องได้ดอกไม้ไม่ใช่ก้อนอิฐ
นายนพดล ชี้แจงเรื่องนี้โดยได้ชี้แผนที่ประกอบด้วยว่า โดยแผนที่ L 7017 คือแผนที่ซึ่งหน่วยงานรัฐบาลใช้เป็นแผนที่ในการปฏิบัติงาน และปี 2505 ศาลโลกตัดสินว่ากรรมสิทธิ์ปราสาทเป็นของกัมพูชา ครม. ยุค จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้มีมติ ครม. ว่ายกกรรมสิทธิ์ตัวปราสาทให้กัมพูชาตามคำวินิจฉัยของศาลโลก โดยใช้แผนที่นี้มา 46 ปี และหลังจากที่ไทยเจรจากับกัมพูชาได้ห้ามรุกล้ำพื้นที่ไทย กัมพูชาได้ไปทำแผนที่ขึ้นมาใหม่ตามข้อตกลงที่กรุงปารีส สิ่งนี้คือความสำเร็จในการเจรจาของกระทรวง ตนควรได้รับดอกไม้ ไม่ใช่ก้อนอิฐ ซึ่งเป็นการเจรจาทางการทูตที่ลูกหลานต้องโจษจันไปอีกนานว่าทำสำเร็จได้อย่างไร
นายนพดล กล่าวว่า แผนที่ที่กัมพูชาทำขึ้นใหม่จะเป็นไปตามข้อตกลงหรือไม่นั้น ตนขอเสนอแผนที่ของกัมพูชาเสนอใหม่ เพราะนายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ส.ว. และพันธมิตรฯบอกว่ารุกล้ำดินแดนไทย โดยเส้นเขตแดนใหม่นั้น ไม่มีตอนใดเลยที่ปราสาทลุกล้ำดินแดนไทยแม้แต่ตารางมิลลิเมตรเดียว เพราะแผนที่เมื่อปี 2505 นั้นไทยยอมรับไม่ได้ และการเจรจาที่ฝรั่งเศสนั้น กัมพูชายอมทำขึ้นมาใหม่ ตรงนี้คือข้อเท็จจริงของไทย-กัมพูชาที่ประชาชนต้องรู้ ตนไม่ต้องการปกปิดแต่ที่เพิ่งแถลงข่าวเพราะกัมพูชาเพิ่งลงนามเมื่อวันที่ 17 มิถุนายนนี้เอง
* ชี้ไม่มีใครเสียไม่มีใครได้
นายนพดล กล่าวว่า การประชุม สมช. และการประชุม ครม. นั้นได้รับทราบและอนุมัติคำแถลงการณ์ร่วม รวมทั้งแผนผังแผนที่ปราสาทที่ยื่นมาใหม่ โดยตนได้ลงนามร่วมกับ นายสก อาน ขั้นตอนต่อไปจะส่งแผนที่และคำแถลงการณ์ร่วมไปให้องค์การยูเนสโกลงนาม และจะส่งเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ 32 วันที่ 5-9 กรกฎาคม ณ เมืองควิเบก แคนาดา ฉะนั้นสรุปว่าสิ่งที่กระทรวงการต่างประเทศ รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ปกป้องอธิปไตยไม่ให้ไทยสุ่มเสี่ยงกับการสูญเสียดินแดน ไม่มีแม้ตารางนิ้วเดียวที่สูญเสีย และไม่มีใครได้ดินแดน
ส่วนที่กล่าวหาว่าตนมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือเสียดินแดนนั้นเป็นความเท็จทั้งสิ้น ตนทำในสิ่งที่สำนึกว่าเป็นข้าแผ่นดินและปกป้องอธิปไตย โดยทำสำเร็จแบบมืออาชีพ โปร่งใส
นายนพดล กล่าวว่า ตนขอเรียนให้สื่อมวลชนรับทราบ ส่วนพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร จะทำอย่างไรต่อนั้น เรื่องนี้มีการล้ำแดนตั้งแต่ปี 2543 ฉะนั้นต้องรักษาอธิปไตยโดยใช้การเจรจาในการทำแผนบริหารจัดการร่วมกัน โดยต้องยื่นให้ยูเนสโกภายใน 2 ปี คือปี 2553 พื้นที่นี้ประชาชนจะอยู่แบบไร้ระเบียบหรือค้าขายไม่ได้
โดยไทยต้องหารือร่วมกับกัมพูชาต่อไปเพราะไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิว่าเป็นพื้นที่ทับซ้อนเช่นกัน ตรงนี้ต้องใช้การเจรจาทางการทูตหรือพัฒนาพื้นที่นี้ให้สวยงามและอนุรักษ์ โดยอย่าลืมว่าไทยมีความตกลงกับกัมพูชาหลายฉบับ เช่น กรอบความร่วมมือทวิภาคี กรอบความร่วมมือสามเหลี่ยมมรกต การพัฒนาตามกรอบแอคเนคในการพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวร่วมกัน ฉะนั้นสถานที่แห่งนี้ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก มันก็จะนำมาซึ่งนักท่องเที่ยวและเกิดประโยชน์กับประชาชนทั้ง 2 ประเทศ
* ทหารชี้เขมรไม่ได้เหลื่อมล้ำไทย
พลโทแดน กล่าวเสริมว่า ยืนยันว่าสิ่งที่กรมแผนที่ทหารได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่จริงไปสำรวจเป็นครั้งแรกในปราสาทเขาพระวิหารในรอบหลายสิบปี เพราะเป็นเขตแดนของกัมพูชา กระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ประสานให้กรมแผนที่ทหารเข้าไปสำรวจปราสาทฝ่ายเดียวใช้เวลาตั้งแต่วันที่ 9 -11มิถุนายน โดยใช้เครื่องมือรังวัดแบบจีพีเอส ดาวเทียม อัตราส่วน 1 : 4,000 ส่วนที่ใกล้เขตแดนไทยที่สุดคือ 3 เมตรทางด้านใต้และมุมซ้ายของปราสาท สูงขึ้นมาจะห่าง 25 เมตร จุดห่างสูงสุดคือ 30 เมตร ช่วงบันไดนาคสุดท้ายจนถึงเส้นเขตแดนทางเหนือของไทยห่าง 10 เมตร จากการสำรวจอย่างละเอียด ยืนยันว่าไม่มีส่วนใดที่กัมพูชาขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทับซ้อนหรือเหลื่อมล้ำเข้าเขตแดนไทย
* ท้า ปชป.ลาออกหากไม่เสียดินแดน
ด้าน นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส. ระบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกรณีความขัดแย้งเขาพระวิหารว่า ตนได้พูดคุยกับนายนพดลแล้วว่า กรณีเขาพระวิหารนั้นนายนพดลจะต้องอธิบายให้เคลียร์ คนที่ทำหน้าที่แบ่งเขตแดนคือกรมแผนที่ทหาร ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล ซึ่งหากเสียดินแดนไปจริงนายนพดลก็คงอยู่ไม่ได้เช่นกัน แต่ถ้าหากไม่มีการเสียดินแดนเกิดขึ้น ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ที่ออกมากล่าวหาจะต้องลาออกด้วยเช่นกัน กรณีนี้หากมีการเสียดินแดนแม้แต่ตารางนิ้วเดียว ไม่ต้องรอให้ถึงกลุ่มพันธมิตรฯ พวกตนจัดการกับนายนพดลอย่างแน่นอน
ป.ป.ช.สุดอืดทำคดี‘จารุวรรณ’ทนายชี้ช่องเปิดบัญชีทรัพย์สิน
จากกรณีคฤหาสน์หลังงามของ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่มีการประมาณราคาว่าน่าจะมีมูลค่าไม่น้อยกว่า 50 ล้านบาท จนเป็นประเด็นสงสัยถึงที่มาของเงินในการใช้สร้างบ้านหลังดังกล่าว โดยที่ยังคงไม่มีคำชี้แจงที่ชัดเจนจากปากคุณหญิง มีแต่คำให้สัมภาษณ์ลอย ๆโดยไม่มีหลักฐานประกอบ และเป็นคำชี้แจงที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าไม่น่าจะเป็นความจริงนั้น
ในส่วนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุริจแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่กลุ่มติดตามการปฏิรูปการเมืองและต่อต้านการคอร์รัปชั่น ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนเอาไว้ ท่ามกลางความกังวลของหลายฝ่าย เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่มีความใกล้ชิดกับ สตง. นายวิชา มหาคุณ หนึ่งในคณะกรรมการของ ป.ป.ช. ปฏิเสธที่จะออกความเห็น โดยบอกเพียงว่าคณะกรรมการยังไม่มีมติในเรื่องดังกล่าว ให้ไปสอบถามเรื่องกับ นายกล้านรงค์ จันทิก เพราะได้มีการมอบหมายให้นายกล้านรงค์ดูแลในเรื่องดังกล่าวไปแล้ว
ขณะที่ นายกล้านรงค์ กล่าวว่า ยังไม่ได้รับเรื่องดังกล่าว เพราะยังไม่ผ่านขั้นให้ เจ้าหน้าที่ป.ป.ช.ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วสรุปเรื่องส่งต่อมาให้ทางคณะกรรมการป.ป.ช.เพื่อพิจารณาและดำเนินการในขั้นตอนต่อไป
“ผมไม่เห็นมีการส่งหนังสือสรุปเรื่องให้กับทางคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อรับเรื่องมาพิจารณาและตั้งผู้รับผิดชอบในการตรวจสอบ ดังนั้นในฐานะที่ผมเป็นโฆษกของ ป.ป.ช. จึงยังไม่สามารถให้รายละเอียดในเรื่องดังกล่าวได้” นายกล้านรงค์ กล่าว
ในส่วนของกรณีที่มีผู้ไปขอยื่นตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของคุณหญิงจารุวรรณแต่กลับถูกปฏิเสธ โดยให้เหตุผลว่า ขอตรวจสอบได้เฉพาะบัญชีทรัพย์สินของ ส.ส. ส.ว. และนักการเมืองเท่านั้น เรื่องดังกล่าว นายกล้านรงค์ ให้ความเห็นว่า เรื่องดังกล่าวในแง่ของกฎหมายมีระบุไว้อย่างชัดเจนว่าสามารถขอตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของนักการเมือง รวมไปถึง ส.ส. ส.ว. ได้อย่างแน่นอน แต่ในด้านผู้ที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอิสระนั้น ไม่ได้มีกฎหมายรับรองเอาไว้จึงไม่สามารถตรวจสอบได้
อย่างไรก็ตาม อาจมีช่องทางกฎหมายที่จะสามารถขอตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของคุณหญิงจารุวรรณได้ ซึ่งไม่แน่ใจว่าต้องขออำนาจศาลเพื่อให้มีการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินหรือเปล่า ต้องขอให้ไปลองตรวจสอบหารายละเอียดกันให้ดีก่อน
ขณะที่ในส่วนของนักกฎหมายได้แนะแนวทางในการเข้าตรวจสอบเรื่องดังกล่าว โดย นายคณิณ บุญสุวรรณ อดีต สสร. และนักกฎหมาย กล่าวว่า ในกรณีที่ต้องการขอตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งอยู่ในองค์กรอิสระนั้น มีขั้นตอนที่สามารถกระทำได้อยู่ อ้างอิงตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร โดยให้ผู้กล่าวหาไปยื่นขอกับทาง ป.ป.ช. ซึ่งในขั้นตอนดังกล่าวนั้น ทาง ป.ป.ช. จะต้องมีหนังสือชี้แจงกลับมาเป็นลายลักษณ์อักษรว่า ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลบัญชีทรัพย์สินขององค์กรอิสระได้ เพราะไม่มีกฎหมายให้สามารถดำเนินการได้
ซึ่งหลังจากได้รับหนังสือชี้แจงกับ ป.ป.ช. มาแล้ว ต้องนำหนังสือดังกล่าวไปยื่นให้คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารเพื่อให้มีการพิจารณา ให้มีการเปิดเผยข้อมูลได้ ซึ่งเรื่องดังกล่าวต้องขึ้นอยู่กับทางคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ จึงจะสามารถนำไปสู่ขั้นตอนของการข้อตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของคุณหญิงจารุวรรณได้
นายพิชา วิจิตรศิลป์ ทนายความ กล่าวว่า ในกรณีที่ต้องการขอตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินขององค์กรอิสระนั้น ในแง่ข้อกฎหมายไม่ได้มีรองรับหรือระบุไว้ ดังนั้นในความเป็นไปได้ให้ขอเทียบเคียงกับประมวลกฎหมายแพ่ง มาตรา 4 ว่า หากในทางกฎหมายไม่มีข้อไหนระบุไว้อย่างชัดเจน ให้อ้างถึงกฎประเพณีมาใช้แทน โดยเรียกร้องทางคุณหญิงจารุวรรณแสดงถึงการมีจริยธรรม ออกมาเปิดเผยข้อเท็จจริงยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินต่อสาธารณชนให้รับทราบโดยทั่วกัน ซึ่งสามารถกระทำได้ แต่เรื่องนี้ก็ต้องขึ้นอยู่ความสมัครใจของคุณหญิงจารุวรรณเองด้วย
ด้าน อ.มานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ อดีตผู้พิพากษา กล่าวว่า เรื่องนี้ขอให้ประชาชนทุกคนที่คิดเห็นว่าควรที่จะให้คุณแสดงความบริสุทธิ์ใจ เพียงแต่ไปยื่นเรื่องให้กับสำนักงานที่มีการตรวจสอบและยื่นร้องได้ เช่น กรมสรรพากร หรือแม้ ส.ส. ส.ว. ก็ได้ทั้งสิ้น เพื่อให้ทางคุณหญิงออกมาชี้แจง
“คุณหญิงจารุวรรณเองในฐานะที่เป็นบุคคลที่ทำงานตรวจสอบบุคคลอื่น ควรจะยอมให้มีการตรวจสอบตัวเองบ้าง ถึงจะถูกต้อง” อ.มานิตย์ กล่าว
ขณะเดียวกันในวันที่ 18 มิถุนายน ที่ผ่านมา นายวันชัย จงจรูญหิรัญ หัวหน้ากลุ่มติดตามการปฏิรูปการเมืองและต่อต้านการคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นผู้ยื่นเรื่องตรวจสอบคุณหญิงจารุวรรณหลายกรณี ได้เดินทางไปยัง สตง. เพื่อทวงถามความคืบหน้าและขอคำชี้แจงเรื่องราวต่างๆ ที่สังคมมีความสงสัย โดยคุณหญิงจารุวรรณไม่ยอมลงมาพบ และได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงมารับเอกสารไว้แทน
โดยเนื้อหาในเอกสารดังกล่าวระบุว่า ได้พยายามให้คุณหญิงจารุวรรณชี้แจงข้อสงสัยของสังคม แต่ก็มีการตอบในเพียงบางประเด็น และเป็นการตอบที่ไม่ตรงคำถาม ทางกลุ่มจึงอยากจะชี้แจงต่อประชาชนและสาธารณชนดังนี้
1.ในเรื่องบ้านและที่ดินที่คุณหญิงอ้างว่า คุณหญิงใช้เงินค่าก่อสร้างไปประมาณ 4 ล้านบาท โดยกล่าวว่าบ้านหลังดังกล่าวมีราคาไม่ถึง 50 ล้านบาท ตามที่วิศวกรที่เรารู้จักประเมินให้นั้น
โดยกล่าวท้าทายว่าจะขายให้กับทางกลุ่มในราคา 40 ล้านบาท นั้น ทางกลุ่มขอเรียนให้ทราวว่า กลุ่มของเราเป็นประชาชนที่ทำมาหากิน ในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองเช่นนี้ คงไม่มีเงินจำนวนขนาดนั้นไปซื้อคฤหาสน์หลังดังกล่าวจากคุณหญิงได้ แต่หากคุณหญิงยืนยันว่าคุณหญิงใช้เงินสร้างบ้านหลังดังกล่าวในราคา 4 ล้านบาทจริง เราใคร่ขอซื้อในราคา 7 ล้านบาท ซึ่งเราพอจะเรี่ยไรจากสมาชิกของกลุ่มได้
โดยให้กำไรคุณหญิงถึงร้อยละ 75 ซึ่งจัดว่าเป็นกำไรเกินสมควรด้วยซ้ำ แต่ราคา 40 ล้านบาทที่คุณหญิงเสนอนั้น จะเป็นกำไรถึง 10 เท่า หรือ 100% ซึ่งเราเห็นว่ามากเกินสมควร ไปจนอยู่ในระดับที่ยอมรับไม่ได้ เข้าขั้น “หน้าเลือด” ซึ่งจะเป็นผลลบต่อชื่อเสียงและเกียรติยศของคุณหญิงได้ ทางกลุ่มเราจะไม่ยอมทำลายชื่อเสียงของคุณหญิงด้วยวิธีนี้อย่างเด็ดขาด
2.ในเรื่องที่ดินบริเวณใกล้เคียงกันซึ่งบุตรชายคุณหญิงซื้อมา ซึ่งไม่มีทางที่บุตรชายของคุณหญิงจะมีเงินมาซื้อที่ดินผืนดังกล่าวด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเองได้ คุณหญิงไม่ตอบคำถามนี้เลย เราสงสัยว่านี่คือการซุกที่ดิน เป็นตัวแทนถือทรัพย์สินแทนคุณหญิงและสามี เพื่อเหตุผลในการปกปิดทรัพย์สินที่จะต้องแสดงต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. กราบเรียนคุณหญิงได้กรุณาตอบคำถามนี้ต่อสังคมด้วย
3.เรื่องของการนำรถยนต์ประจำตำแหน่งที่ให้ไว้เพื่อใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ทางราชการเท่านั้น ไปใช้ในเรื่องส่วนตัว คุณหญิงก็เลี่ยงที่จะไม่ตอบคำถามนี้เลย เราขอกราบเรียนให้คุณหญิงได้โปรดกรุณาตอบคำถามในประเด็นนี้ให้กระจ่างด้วย
4.ในเรื่องที่คุณหญิงกล่าวอ้างก็คือ คุณหญิงเล่าว่ามีบุคคลที่คุณหญิงไม่เปิดเผยชื่อ ได้นำเงินจำนวน 100 ล้านบาท มาให้ เพื่อพยายามติดสินบนคุณหญิง ซึ่งคุณหญิงปกปิดไม่แจ้งความหรือดำเนินการใดๆกับบุคคลดังกล่าว ซึ่งเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 165 ซึ่งคุณหญิงก็มิได้ตอบคำถาม หรือเปิดเผย หรือดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิด หากคุณหญิงยังเพิกเฉยไม่ดำเนินการใดๆ เราต้องแจ้งความดำเนินคดีกับคุณหญิง เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างที่ไม่ดีของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้มีหน้าที่ปกป้องและปราบปรามการทุจริตต่อไป
5.ในเรื่องอื่นๆที่คุณหญิงให้สัมภาษณ์ต่อสาธารณชนว่าจะดำเนินการทางกฎหมายเพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษในทันที โดยปล่อยให้เวลาเนิ่นนานมาเกือบ 2 ปี ตั้งแต่คุณหญิงได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการของ คตส. โดยเฉพาะเรื่องคดีเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด CTX นั้น การณ์กลับปรากฏว่า ไม่มีการส่งฟ้องใดๆ มาจนกระทั่งบัดนี้ ตามสำนวนชาวบ้านคงจะต้องบอกว่า “ท่าดีทีเหลว” ทำให้เราเข้าใจว่าคุณหญิงได้หลอกลวงโป้ปดมดเท็จต่อสาธารณชนเพื่อสร้างภาพให้คุณหญิงดูดีตลอดที่ คมช. แต่งตั้งคุณหญิงให้ดำรงตำแหน่งใน คตส. เท่านั้น
ซึ่งบุคคลที่ดำรงตำแหน่งหน้าที่ราชการในระดับสูงซึ่งต้องดำรงตนให้สาธารณชนเชื่อถือ ในความซื่อสัตย์สุจริตและเที่ยงธรรมเช่นคุณหญิง ไม่ควรกระทำ เพราะเป็นการทำลายเกียรติยศของตำแหน่งหน้าที่ราชการที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า โปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เราจึงขอเรียกร้องให้คุณหญิงได้แสดงความรับผิดชอบในการกระทำครั้งนี้ของคุณหญิงด้วย
นายวันชัย กล่าวภายหลังจากมีการขอเข้าพบคุณหญิงจารุวรรณว่า ในการยื่นหนังสื่อครั้งนี้ หากว่าคุณหญิงยังมีท่าทีที่เพิกเฉยอยู่ และไม่ออกมาชี้แจงให้ทางกลุ่มและประชาชนเข้าใจ ทางกลุ่มจะเร่งดำเนินการรวบรวมรายชื่อให้ครบแล้วดำเนินการขอปลดคุณหญิงออกจากตำแหน่งผู้ว่าการ สตง. โดยเร็ว ซึ่งขณะนี้มีผู้ให้ความสนใจหลังจากทราบข่าวว่าทางกลุ่มกำลังรวบรวมรายชื่ออยู่ส่งมาให้บ้างแล้ว
ในส่วนของการไปขอยื่นเรื่องตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของคุณหญิงจารุวรรณที่สำนักงาน ป.ป.ช.นั้น
“ในตอนนี้ยังอยู่ในขั้นปรึกษากับสมาชิกในกลุ่มว่าจะมีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง และกำลังศึกษาดูว่าต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง คงต้องรอดูกันสักระยะ เผื่อคุณหญิงจารุวรรณจะออกมาชี้แจงเอง” ประธานกลุ่มติดตามฯ กล่าว
แจงโลก‘สันติอโศก’ไม่ใช่พระมหาเถรฯจ่อใช้กฎหมายเล่นงาน
จากกรณีการออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่มสันติอโศก นำโดย นายรักษ์ รักษ์พงษ์ หรือโพธิรักษ์ ในการชุมนุมร่วมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขับไล่รัฐบาล ซึ่งเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสม ทั้งเรื่องการแต่งกายและปฏิบัติกิจเลียนแบบพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา จนสร้างความเข้าใจผิดในสายตานานาชาติ กระทั่งสำนักข่าวต่างประเทศรายงานข่าวว่า มีพระออกมาร่วมการชุมนุมไปถึงความเข้าใจผิดที่จะเกิดกับเยาวชนในเรื่องศาสนา น้น
นายอำนาจ บัวศิริ ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า ในเบื้องต้นจะทำหนังสือชี้แจงไปยังสำนักข่าวทุกแห่ง โดยเฉพาะสื่อต่างประเทศ ว่ากลุ่มสันติอโศกไม่ใช่พระสงฆ์ และไม่ได้อยู่ในการปกครองของมหาเถรสมาคม เนื่องจากไม่รับเงื่อนไขของสมาคม จึงเป็นเพียงกลุ่มคนที่พยายามจะแต่งกายคล้ายพระสงฆ์ไทย และพยายามที่จะแสดงให้คนอื่นเห็นว่าตนเคร่งกว่าพระสงฆ์ เพราะหวังที่จะตั้งเป็นนิกายใหม่ขึ้นมาเสมอชั้นกับพุทธศาสนา
“การออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่มสันติอโศกในลักษณะเช่นนี้สร้างความเสื่อมเสียให้สถาบันพระพุทธศาสนา ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดอย่างมาก ซึ่งทางเถรสมาคมจะเร่งทำการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความเข้าใจกับประชาชนอย่างเร่งด่วน และจะได้หารือกันเพื่อดำเนินการตามกฎหมายอีกครั้งหนึ่ง” นายอำนาจ กล่าว
ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม กล่าวด้วยว่า เมื่อปี 2539 มหาเถรสมาคมเคยฟ้อง นายรักษ์ รักษ์พงษ์ หรือ โพธิรักษ์ ฐานล่วงละเมิดพระธรรมวินัย และแต่งกายหรือใช้เครื่องหมายที่แสดงว่าเป็นพระภิกษุ ซึ่งศาลให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี แต่นายรักษ์ก็ยังคงแต่งกายคล้ายสงฆ์ และปฏิบัติกิจเลียนแบบของสงฆ์ อย่างเช่น บิณฑบาต อาราธนาศีล เสมือนเป็นพระภิกษุอีก นับเป็นความไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง และทางเถรสมาคมจะเร่งดำเนินการตามกฎหมายต่อไป