WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, June 19, 2008

ชำแหละ...กองทัพมาร พวกนอกรีตทำลายศาสนา

คอลัมน์ : รายงานพิเศษ

ถึงวันนี้ “กลุ่มพันธมิตรฯ” ยังคงปักหลักอยู่ที่เชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์อย่างที่ไม่มีทีท่าว่าจะสลายการชุมนุม ทั้งยังงัดกลยุทธ์ “ดาวกระจาย” ออกมาให้ประชาชนเอือมระอากันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุดยุทธวิธีที่ “5 แกนนำพันธมิตร” ใช้ต่อสู้กับรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตยอยู่ในชั่วโมงนี้ โดยอาศับบทเรียนจากสมรภูมิ 14 ตุลา 6 ตุลา และพฤษภาทมิฬ 35 มาเป็นแนวทาง คงจะไม่เป็นผลอีกแล้ว และมีสถานะชอง “พันธมาร” ก็ไม่ต่างกับ “คมช.2” แม้แต่น้อย

แม้ก่อนหน้านั้น “แกนนำพันธมิตร” บางคนจะแอบฝากความหวังไว้กับ “กองทัพภิวัตน์” ซึ่งมันมิอาจเป็นจริงได้ในเวลานี้ เพราะผู้นำกองทุนประเมินว่า ยังฝากผีฝากไข้กับ “สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี” ได้ กลุ่มพันธมิตรจึงต้องหวังพึ่ง “ตุลาการภิวัตน์” สถานเดียว

ปัจจัยภายในอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์เมืองพันธมิตร บนถนนราชดำเนิน ตรงเชิงสะพานที่มีมาอย่างยืดเยื้อยาวนานคือ ขุมพลังมวลชน ที่มาจากสองสายหลัก สายแรกเป็น “กลุ่มแฟนพันธุ์แท้โกตั๊บ” ซึ่งเป็นมวลชนการเมืองสายพันธุ์ใหม่ และมีลักษณะคล้ายสมาชิกองค์กรใดองค์กรหนึ่งที่บูชาลัทธิตัวบุคคล

อีกสายหนึ่งมาจาก “สันติอโศก” นี่ถึงกับเป็น “กองกำลังทหารราบ” ของกองทัพพันธมิตร ซึ่งตั้งชื่อมูลนิธิว่า “กองทัพธรรม” แต่มีนักวิชาการบางท่านเรียกว่า “มูลนิธิกองทัพมาร” โดยมี พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เป็นประธาน ที่ใช้อาวุธหนักประเภทปืนใหญ่ยิงถล่มใส่รัฐบาลไม่หยุด อาวุธประเภทนี้คงหนีไม่พ้นผลงานของ ASTV ที่กระหน่ารัฐบาลไม่ละเว้น

ซึ่งการรวมกลุ่มของ “กองทัพมาร” ที่มีนามว่า “สันติอโศก” ที่กล่าวอ้างทำตัวเสมือนพระ แต่กลับกระโดดขึ้นเวทีร่วมกับพันธมารเพื่อโจมตีขับไล่รัฐบาล นับเป็นตัวอย่างที่ไม่เหมาะสมขนานแท้

อีกทั้งยังมี “โพธิรักษ์” นายรักษ์ รักษ์พงษ์ กระโดดเข้าร่วมเวที เพื่อทำการขับไล่รัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตย จนทำให้สื่อต่างประเทศต้องเข้าใจผิดไปตาม ๆ กัน หลงเข้าใจว่าพฤติกรรมของพระที่ “ศาสนิกชน” นับถือเข้าร่วมขบวนการด้วยหรือ จนเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าสถาบันพระพุทธศาสนาต้องหมองมัว ด้วยกิเลสตัญหาของกลุ่มบุคคลที่ทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง

และบนจอเอเอสทีวี ของ สนธิ ลิ้มทองกุล ที่ถ่ายทอดสดการชุมนุมของกลุ่มคนผู้ขับไล่รัฐบาล ได้แพร่ภาพ โพธิรักษ์ เจ้าสำนักสันติอโศก พูดเรื่องธรรมะของพระพุทธเจ้า แล้วก็ตัดเข้าภาพโฆษณาของ เบียร์ช้าง ที่ได้หันมาเป็นสปอนเซอร์ใหญ่ให้กับสนธิแล้ว

กระหน่ำสปอตโฆษณาชิ้นนี้อยู่หลายรอบ สลับกับการพูดธรรมะของโพธิรักษ์ จนทำให้บรรยากาศแห่งเพลงโลกนี้คือละครผุดพรายขึ้นมา การที่เบียร์ช้างเข้าตลาดหุ้นไม่ได้ในช่วงนั้นก็เพราะ โพธิรักษ์-สันติอโศก-จำลอง ศรีเมือง ขัดขวางเอาไว้ โดยมีคนที่แพ้เกมการซื้อหุ้นสนามกอล์ฟราชพฤกษ์ เป็นสปอนเซอร์

และหากจะย้อนไปดูก้าวย่างของ “สันติอโศก” ก็จะเห็นว่าไม่ได้เพิ่งออกมาแสดงบทบาททางการเมืองในฐานะ “สมุนจำลอง” และทำตัวเลียนแบบสงฆ์จนเป็นที่กังวลของสังคมเป็นหนแรก

แต่หากจะย้อนดูตั้งแต่ปี 2539 เป็นต้นมา สันติอโศก และโพธิรักษ์ ก็เคยต้องคดีอาญามาแล้วนับไม่ถ้วน โดยเมื่อปี 2539 พนักงานอัยการกองคดี แขวงพระนครเหนือ ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายรักษ์ รักษ์พงษ์ หรือพระโพธิรักษ์ กับพวก รวม 80 คน เป็นจำเลยในความผิดฐานเป็นพระภิกษุล่วงละเมิดพระธรรมวินัยเป็นอาจิณ และแต่งกายหรือใช้เครื่องหมายที่แสดงว่าเป็นพระภิกษุ รวม 2 คดี ที่ศาลแขวงพระนครเหนือได้พิพากษาโทษหลายกระทง แต่ก็ยังไม่เข็ดยังออกมาเคลื่อนไหวอีก โดยไม่ลด ลา วา ศอกง่าย ๆ

ซึ่งบุคคลผู้นี้ได้เข้าร่วมกับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ด้วยการแต่งกายในชุดม่อฮ่อม ออกมาความเคลื่อนไหวอีกครั้งในปี 2549

การกระทำของสันติอโศกคร้งนั้นได้ตกเป็นเป่าการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง รวมทั้งการนำเสนอข่าวคราวความไม่เหมาะสมของสื่อหลายฉบับ

อย่างเช่นหนังสือพิมพ์สยามธุรกิจ ฉบับที่ 669 วันที่ 8 – 10 มีนาคม 2549 บอกว่า จับตาศึกพระ...หลังศึกม็อบเช็กบิล สันติอโศก

มีเนื้อคงวามว่า “พลันที่มหาห้าขัน “พล.ต.จำลอง ศรีเมือง”ใช้อนุสรณ์สถาน 14 ตุลาคมประกาศจุดยืน “ไม่เอาทักษิณ” ส่งผลให้สถานการณ์ที่ตกเป็นรองของขบวนการพันธมิตรกู้ชาติภายใต้ร่มเงของ “สนธิ ลิ้มทองกุล” พลิกกลับมาเป็นต่อโดยทันที เพราะการเข้ามาร่วมเป็นพันธมิตรของ พล.ต.จำลอง มิใช่แบกภาพความสำเร็จขับไล่ใครคัดค้านประเด็นไหนเกิดมรรคผลทุกครา แต่เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่า การขับเคลื่อนแต่ละครั้งนั้นย่อมมีกองทัพ “สันติอโศก” สนับสนุน ด้านหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับที่ 20,599 วันอังคารที่ 7 มีนาคม 2549 มีการลงรูปในรายงานหน้า 2 ช่วงการบิณฑบาต พร้อมมีคนก้มกราบ”

ขณะที่หนังสือพิมพ์ฉบับเดียวกันในวันอาทิตย์ที่ 9 เมษายน 2549 เนื้อข่าวบอกว่า แจ้งจับโพธิรักษ์เลียนแบบสงฆ์ ซึ่งผศ.เสถียร วิพรมหา แกนนำเคลือข่ายชาวพุทธ เข้าแจ้งความเพื่อให้ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลแห่งสำนักสันติอโศก นำโดยสมณะโพธิรักษ์ โพธิรกฺขิโต ข้อหาแต่งกายหรือใช้เครื่องหมายที่แสดงว่าเป็นภิกษุ สามเณร โดยมิชอบ เพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนเป็นบุคคลเช่นว่านั้น

จากกรณีที่ทั้งหมดออกมาเคลื่อนไหวขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้ลาออกจากตำแหน่ง ที่ท้องสนามหลวง ซึ่งเป็นพฤติกรรมขัดต่อกิจวัตรและพระธรรมวินัยของพระภิกษุสงฆ์ไทย และนายเสถียรได้กล่าวว่าในอดีตคนพวกนี้เคยถูกประกาศนียกรรมจากคณะสงฆ์มาแล้ว และถูกศาลชั้นต้นตัดสินให้มีโทษจำคุก 6 เดือนเมื่อปี 2532 แต่ทางกลุ่มดังกล่าวก็มากระทำการลักษณะเช่นนี้อีก จึงอยากขอให้ทั้งหมดยุติการกระทำนี้ โดยขอให้ทางพนักงานสอบสวนดำเนินการทางกฎหมายตามประมวลกฏหมายอาญามาตรา 208

ซึ่งข่าวเดียวกัน หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ เห็นว่าไม่มีใครสนับสนุนให้พระออกมาร่วมชุมนุมแต่อย่างใด เนื่องจากพระคือกลุ่มที่ประชาชนนับถือและให้ความเคารพ แต่พระโพธิรักษ์บวชเป็นพระแต่ไม่ปฎิบัติตามกฎของสง์ และฝ่าฝืนไม่เปล่งวาจาสึกตามคำบัญชาของสมเด็จพระสังฆราช ทั้งที่ศาลสั่งจำคุกตั้ง 72 เดือนและพวกอีก 79 คน 3 เดือน

และสาเหตุที่ทำให้โพธิรักษ์ไฟเขียวให้ชาวสันติอโศกเข้าร่วมม็อบกับพันธมิตรฯ เพราะพล.ต.จำลอง จะเป็นผู้นำกองทัพธรรมฯและสมาชิกสันติอโศกร่วมชุมนุม ทั้งนี้ยังบอกว่าสำนักสันติอโศกมีความเป็นประชาธิปไตย ไม่ได้มีการบีบบังคับสมาชิกให้ไปร่วมชุมนุม อีกทั้งยังมีการไปปรึกษาหารือกับ พล.ต.จำลองหลายครั้ง และมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน แต่ในทางตรงกันข้ามพระพิศาลธรรมพาที หรือ พระพยอม กัลยาโณ กล่าวว่า ทุกครั้งที่มีการชุมนุมมีมหาจำลองที่ไหนก็ย่อมมีสันติอโศก และไม่ใช่เป็นครั้งแรกทีกลุ่มสันติอโศกออกมาเคลื่อนไหว และตอนนี้สันติอโศกไม่เกี่ยวกับมหาเถรสมาคม

นอกจากนี้ หนังสือพิมพ์มติชนฉบับที่ 10209 ประจำวันอังคารที่ 21 กุมภาพนธ์ 2549 ก็เสนอเนื้อข่าวว่า “โพธิรักษ์”ไฟเขียวชาวสันติอโศกร่วมม็อบ ซึ่งสมณะโพธิรักษ์ ผู้ก่อตั้งสันติอโศก ได้กล่าวไว้ว่า สำนักสันติอโศกเป็นประชาธิปไตย ไม่ได้มีการบีบบังคับสมาชิกให้ไปร่วมชุมนุมดังกล่าว และไม่สามารถบอกได้ว่าจะมีสมาชิกไปร่วมงานกี่คน ใครอยากไปก็ไปไม่อยากไปก็ไม่ต้องไป หรือใครไปฟังการปราศรัยในวันนั้นแล้วไม่ชอบใจ ไม่อยากไปอีกก็ไม่เป็นไร ให้สิทธิในความคิดของคนทุกๆคน หรือหากใครไปสนามหลวงไม่ถูกให้มารวมที่สันติอโศกเพื่อไปพร้อมกัน ซึ่งจะมีการเริ่มชุมนุมในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ นี้

และสมณะจันทร์แห่งสันติอโศก ยังบอกว่า เมื่อ พล.ต.จำลองมาเป็นผู้นำให้กับทางกลุ่ม ก็จะทำให้สันติอโศกเกิดกำลังใจขึ้นมาอีกครั้ง เพราะ พล.ต.จำลองมีแนวทางการปฏิบัติธรรมเสมอต้นเสมอปลาย และเป็นต้นแบบของชาวสันติอโศกอีกด้วย และนี่คือสาเหตุที่กลุ่มสันติอโศกเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมารเนื่องจากมีความคิดเช่นเดียวกัน

การที่เถรสมาคมไม่ยอมรับเพราะไปค้านกระแสหลักในการปฏิบัติกิจสงฆ์ ไม่ปฏิบัติธรรมตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า กลับไปเข้าร่วมชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาล ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมสำหรับพระภิกษุสงฆ์ จากนั้นเกิดความกำเริบออกมาตั้งสำนักใหม่เป็นสันติอโศก ด้วยสาเหตุที่ว่าทำงานไม่บรรลุอย่างที่ตั้งใจไว้จึงประกาศแยกออกจากเถรสมาคมตั้งแต่ ปี พ.ศ.2518 จากนั้นก็มีการขยายสาขาสันติอโศกไปตามจังหวัดต่าง ๆ เพื่อให้ลัทธิจำลองกึงก้อง อยู่ยงคงกะพันธ์

เรามักได้ยินเรื่องราวของพระสงฆ์ประพฤติผิดศีลร้ายแรงจนถึงขั้นถูกจับสึก พระที่ถูกจับสึก เรียกว่า “ปาราชิก” ปาราชิกเป็นต้นพระวินัยในพระพุทธศาสนา พระที่ต้องปาราชิกแล้ว ห้ามบวชอีก ตัวอย่าง สันติอโศก หรือโพธิรักษ์ บวชอีกไม่ได้ แต่ที่บวชอยู่ในปัจจุบันนี้ บวชเอาเอง ตั้งชื่อตัวเองว่า สมณะ แตกต่างจากพระ แยกตัวเป็นอิสระไม่ขึ้นกับคณะสงฆ์ไทย โดยอ้างสิทธิเสรีภาพในรัฐธรรมนูญ ทำให้คณะสงฆ์ทำอะไรไม่ได้ ถึงจะทำอะไรไม่ได้ ก็ปาราชิกอยู่ดี

พระที่ปาราชิกมีอยู่ 2 ประเภท ประเภทที่หนึ่ง มีคนรู้เห็น หนีความผิดไม่พ้นถูกจับสึก ถ้าไม่ยอมสึกโดยดี จะถูกตำรวจจัดการให้สึกออกจากพระ และอีกประเภทหนึ่ง ปาราชิกเงียบ ไม่มีใครรู้เห็น ห่มผ้าเหลือง เป็นพระให้ญาติโยมกราบไหว้ ต้มตุ๋นญาติโยมไปวันๆ เสมือนดัง “โพธิรักษ์” ในกลุ่มสันติอโศก แต่คนที่เรียกตัวเองว่า สมณะ กระทำเยี่ยงนี้ นี่หรือรูปแบบของพระพุทธเจ้า มันเป็นคำถามในพระพุทธศาสนา

รู้หรือไม่ว่ากล้องต่างประเทศเขาจับภาพพวกที่เรียกตัวเองว่าสมณะเดินเรียงแถวรับบิณฑบาต ขับไล่ทักษิณ ชินวัตร อย่างมีสง่า ทำประหนึ่งเป็นความชอบธรรมยังไงยังงั้น

เห็นแล้ว แสนจะเสียใจ พระพุทธศาสนาเป็นอย่างนี้ไปได้อย่างไร

แน่นอนที่ “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” ไม่เป็นที่พอใจของผู้คนในประเทศ แต่นั้นก็เป็นเรื่องของฝ่ายญาติโยมเพราะพวกญาติโยมเขาดื่มเหล้า เคล้านารี มีโกรธมีแค้น มีชิงชัง และไล่ทุบไล่ตีกันไม่เว้นแต่ละวัน

แล้ว สมณะ (พระ) มาร่วมไล่ทุบตีนี้มันเหมือนเปรตกลับชาติมาเกิดแท้ ๆ (คำว่าเปรตไม่ใช่คำรุนแรง เพราะคำว่าเปรตนั้นมีอยู่ในพระไตรปิฎก)

ต่อมามีกลุ่ม “กองทัพธรรม” นำโดย “พล.ต.จำลอง ศรีเมือง” และ หัวหน้าสำนักสันติอโศก เรื่องนี้ ถ้า พล.ต.จำลอง นำทัพก็จะไม่แปลกอะไร เพราะ พล.ต.จำลอง ไม่ใช่นักบวช

แต่คนชื่อ “โพธิรักษ์” ถึงแม้จะไม่ได้เป็นพระตามพระบัญญัติในพระพุทธศาสนา แต่ก็ได้อ้างว่าตนเป็น สมณะ ได้ปฏิบัติตนเยี่ยงพระ มีการแสดงออกตลอดปี หลายสิบปี โดยมีสถานีวิทยุและโทรทัศน์ เผยแพร่หลักการของกลุ่มนี้ ภายใต้นามว่า สันติอโศก การกระทำของกลุ่มนี้

แต่อย่างไรก็ดีในวันนี้ “สันติอโศก” ได้ออกมาแสดงบทบาทอีกครั้ง และเป็นกระแสไปทั่วทั้งในและต่างประเทศ ร่วมกับแก๊งพันธมิตรฯ ที่ออกมาปิดถนนสร้างความเดือดร้อนรำคาญขับไล่รัฐบาล และกำลังริอ่านจะบุกยึดทำเนียบรัฐบาล อันเป็นศูนย์กลางของการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย

ถึงวันนี้ประชาชนคงรู้เช่นเห็นชาติกันหมดแล้วว่าแต่ละคนที่ออกมาร่วมกระบวนการชุมนุมเคลื่อนไหว แต่ละคนออกมาด้วยเหตุผลใด ออกมาหาผลประโยชน์ให้ตัวเองอย่างไรกันบ้าง

แน่นอนว่าคนทำผิดกฎหมายสุดท้ายก็จะต้องมีบทลงโทษ คนที่ทำประชาชนเดือดร้อนรำคาญก็ย่อมได้รับเสียงก่นด่า สาปแช่ง และแน่นอนว่าพวกที่เอาของสูงมาหากิน เอามาบังหน้าย่อมหนีไม่พ้นความวิบัติฉิบหาย

นรกจะต้องกินกบาลแน่นอน...!!



แด่ “พันธมิตรฯ” และขบวนแห่พร้อมหางเครื่องที่กำลังขุดหลุมฝังศพตนเอง!(1)

คอลัมน์ : ฮอตสกู๊ป

กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมอีสาน (กสส.),เครือข่ายขบวนคนรุ่นใหม่ภาคอีสาน (คคส.),สหพันธ์เยาวชนอีสาน (สยส.) เขียนบทความ หรือจะเรียกว่า เรื่องพิเศษ เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวใน “ขบวนการเอ็นจีโอ”อีสาน หรือ กลุ่มที่พันธมิตรชอบอ้างว่า เป็น”ภาคประชาชน” ได้อย่างแสบสันต์ ดุเดือด สมกับเป็นคนรุ่นใหม่ในภาคอีสาน ที่ปฎิเสธ “แนวทาง “ “ความคิด” ของบรรดาเอ็นจีโอรุ่นเก่า เก๋ากึกส์ของอีสานที่ทำตัวเป็นหางเครื่องให้แก่พันธมารอย่างสุดจิต สุดใจ งานเขียนชิ้นนี้จึงพิเศษตรงที่ เปิดหน้ากาก ตัวตน ของเอ็นจีโออีสานอย่างล่อนจ้อน จริงเท็จประการใด เชิญทัศนา!

“บทนำ
หนึ่ง : ควรวาลัย “ปุ๋ย”ปัญญาชนชนชั้น...ของ “ขบวนเขื่อน”และ“สมัชชาคนจน”

นันทโชติ ชัยรัตน์ “ปุ๋ย” พร้อมลูกชาย “ลำน้ำ” ได้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์บนเส้นทางกลับบ้านเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ.2551 นับเป็นการสูญเสีย “ปัญญาชนชนชั้น” ครั้งใหญ่ของขบวนการ “เขื่อน” และ “สมัชชาคนจน” รวมทั้งขบวนคนรุ่นใหม่ภาคอีสาน ในนาม “กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมอีสาน” (กสส.) ด้วย

“ปุ๋ย” ได้เข้าร่วมขวนแถวกับกลุ่ม กสส. ตั้งแต่เริ่มแรก และในช่วงการเคลื่อนไหวต่อต้านเผด็จการทหาร คมช. เขาก็เข้าร่วมกับพวกเราโดยตลอด, ก่อนจะเสียชีวิตเข้ายังได้นัดหมายที่จะมาเข้าร่วมเวทีสัมมนาขบวนคนรุ่นใหม่ ครั้งที่ 2/2551 ที่จะจัดขึ้นเนื่องในวาระครบรอบ “16 ปีพฤษภาทมิฬ 2535” ในวันที่ 10 พฤษาภาคม พ.ศ.2551 ณ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

อนิจจา ! ไม่นึกเลยว่าพวกเรากลุ่ม กสส. ต้องย้ายเวทีสัมมนาในวันเวลาดังกล่าวไปร่วมพิธีไว้อาลัยและฌาปนกิจศพของ “ปุ๋ย” แทนที่วัดทุ่งศรีเมือง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี

ในวันนั้น, ก่อนที่ร่างของเขาและลูกชายจะถูกส่งเข้าเมรุ พิธีกรรมไว้อาลัย “ปุ๋ย” ยังได้สร้างผลสะเทือนต่อพวกนิยมเผด็จการ “พันธมิตรฯ” อย่างสำคัญ....

ภายในเอกสารประกอบการสัมมนาครั้งนี้ จึงขอนำบทความของ “ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์” / “บารมี ชัยรัตน์” / บทรายงานพิธีกรรมไว้อาลัยดังกล่าว.....มอบให้มิตรสหายทุกท่านที่ไม่มีโอกาสไปร่วมเคารพดวงวิญญาณของเขา.....
และขอเชิญมิตรสหายทุกท่านเข้าร่วมงานรำลึกครบรอบ 50 วัน การจากไปของ “ปุ๋ยและลูกชาย” ในวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ.2551 ณ “ป๋วยเสวนาคาร” ฝั่งธนบุรี กทม.

พวกเรากลุ่ม กสส. ขอควรวะและอาลัยยิ่ง.....

สอง : ขบวนคนรุ่นใหม่ภาคอีสาน กับ ภาระกิจที่ยังไม่เริ่มต้น.....

นับตั้งแต่ปี 2548 ถึง ปัจจุบัน การรวมตัวของ “คนรุ่นใหม่” ในภาคอีสาน” ในนาม กสส. นั้น ได้ผ่านการทำกิจกรรมร่วมกันมาพอสมควร โดยระหว่างปี 2548-2549 ได้มั่งเน้นไปที่การจัดกระบวนการศึกษาภายในกลุ่มกันเอง

ภายหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ.2549 ทาง กสส. ทำการเคลื่อนไหวต่อต้านเผด็จการทหาร คมช. และรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ในภาคอีสานอย่างคึกคัก

ในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2550 กสส.ได้ประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันในการที่ร่วมกับภาคีอื่น ๆ ในการเคลื่อนไหว, รณรงค์ให้มีการ “แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550” ภายหลังที่มีการเลือกตั้ง ส.ส. และจัดตั้งรัฐบาลใหม่

ที่ผ่านมา กสส. ได้จัดสัมมนาขบวนคนรุ่นใหม่ภาคอีสาน ครั้งที่ 1/2551 ขึ้น เมื่อวันที่ 18-20 มกราคม พ.ศ.2551 ที่ วังอสูร อ.กระนวน จ.ขอนแก่น ซึ่งในที่ประชุมสัมมนาดังกล่าวมีมติ
อย่างน้อย 2 ประการ คือ

1. กสส. จะต้องเคลื่อนไหวแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 โดยการจัดตั้ง “คณะทำงานเฉพาะกิจ” ขึ้นมา 1 ชุด ทำการกำหนดเนื้อหา และออกแบบการเคลื่อนไหว ซึ่งให้ประกอบไปด้วย “กลุ่ม” / “องค์กร” ที่เป็นมิตรสหายและมีความคิดคล้ายคลึงพวกเราเท่านั้น

2. กสส. จะต้องทำการศึกษา และมีชุดเสนอให้กับสาธารณะในการขับเคลื่อน “การปฎิรูปการเมืองครั้งใหม่” ที่จะมีไปพร้อมกับการรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างผลสะเทือนในระดับโครงสร้างส่วนบน ด้วยการเสนอหลักการสำคัญ คือ “กระจายอำนาจการปกครองตนเองของท้องถิ่น” อย่างเป็นรูปธรรม

3. ให้จัดตั้ง “เครือข่ายขบวนคนรุ่นใหม่ภาคอีสาน” (คคส.) ขึ้นมา โดยมีองค์คณะมารับผิดชอบ เพื่อรองรับการขยายงานกับคนทำงานเพื่อสังคมรุ่นต่อ ๆ ไป เพื่อหนุ่นเสริมภารกิจบางประการที่ กสส. ไม่สามารถทำได้

นอกจากนั้น กสส. ยังร่วมกันวิเคราะห์ว่า ในขณะที่กำลังของพวกเรามีน้อย การอาศัยเงื่อนไข “แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550” และสถานการณ์ของความขัดแย้งทางการเมืองในขณะนี้นั้น เป็น “เครื่องมือ” ในการทำงานขยายเพื่อนมิตร และจัดตั้งกลุ่มศึกษาในพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพ

กล่าวให้ถึงที่สุดก็คือ ทิศทางของ กสส. ใน 5 ปีข้างหน้า มุ่งเน้นไปที่การสร้างและขยายผู้ปฏิบัติงาน ให้ขยายเพื่อนมิตร จัดตั้ง “กลุ่มศึกษา” ในพื้นที่ปฏิบัติงานของสมาชิกให้เข้มข้นขึ้น ให้มีการขยายงานทั้งในด้าน “ปริมาณ” และ “คุณภาพ” ด้วย

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามทิศทางดังกล่าว จึงได้จัดปรับโครงสร้าง และกิจกรรมการสัมมนา หรือ จัดการศึกษา ให้จัดออกเป็น 2 ระดับ คือ

1. เวทีสัมมนากลาง ให้จัดกระบวนการศึกษาเข้มข้น เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ปีละ 3 ครั้ง

2. เวทีสัมมนาโซน ให้จัดกระบวนการศึกษา อย่างน้อยบปีละ 4 ครั้ง โดยกำหนดโซนจังหวัดและผู้รับผิดชอบ/ประสานงาน ดังนี้

โซนอีสานเหนือ : มี ดู่ (หนูเกิด ทองนะ) เป็นผู้ประสานงาน ประกอบด้วย ชัยภูมิ/ เลย/ หนองบัวลำภู/ อุดรธานี/ หนองคาย/ นครพนม

โซนอีสานกลาง : มี ทัก (สุพิทักษ์ วีระพล) เป็นผู้ประสานงาน ประกอบด้วย ขอนแก่น/ มหาสารคาม/ ร้อยเอ็ด/ กาฬสินธุ์/มุกดาหาร/สกลนคร

โซนอีสานใต้ : มี แป๊ป (นิรัติศัย ขันทอง) เป็นผู้ประสานงานประกอบด้วย นครราชสีมา/ บุรีรัมย์/ สุรินทร์/ ศรีสะเกษ/ อุบลราชธานี/ อำนาจเจริญ

ดังนั้น สิ่งที่พวกเราทำมาด้วยกันตลอดระยะเวลา 3 ปี.... จึงไม่ใช่ภาระกิจที่ยังไม่เสร็จสิ้น

แต่มันคือ ภาระกิจที่ยังไม่เริ่มต้น....ต่างหาก

สาม : จะหัวเราะก็ไม่ได้ จะร่ำไห้ก็ไม่ออก ! .....แด่ มรณกรรมของ“ซ้ายท่องจำ”

ตั้งแต่ปีใหม่ 2551 ถึงวันนี้ กว่า 6 เดือน....มีหลายสิ่งที่ทำให้พวกเราตื่นเต้น ตกใจ รวมถึงไม่เข้าใจว่า.....ดู ดู้ ดู ทำไมถึงทำกับฉันได้ !!!

เรื่องหนึ่ง : เป็นคนละเรื่องเดียวกัน ต่างกรรมต่างวาระ แต่เสือกสอดคล้อง เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างน่าพิสวง
กล่าวคือ ข้อวิเคราะห์ และข้อเสนอของ “3 ขันฑี” แห่งกรุงสยาม

ขันฑี 1 ป่าวประกาศทาง นสพ.ผู้จัดการ และเครือข่าย ASTV. ว่าจะมีคณะบุคคลเป็นขบวนการจะทำการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นสาธารณรัฐภายใน 20 ปี เขาเรียกว่า ขบวน Republic of Thailand ซึ่งเป็นการสร้างกระแสหลอกล่วงพี่น้องประชาชนอีกครั้งหนึ่งของเขาเหมือน “ปฎิญญาฟิลแลนด์” เด๊ะเลย (โปรดดู บทความของ ชัยอนันต์ สมุทวณิช)

ขันฑี 2 ป่าวประกาศทางสื่อทุกชนิด ให้พี่น้องประชาชนรู้รักสามัคคี ปรองดองสมานฉันท์ เขาเสนอให้มี “รัฐบาลแห่งชาติ” ซึ่งก็คือ ข้อเสนอที่ไม่ยึดหลักการประชาธิปไตย ก่อนที่พวกเขาจะลากไปสู่การจัดตั้ง “รัฐบาลเทวดา มาตรา 7” ในอนาคต (โปรดดู ข้อเสนอของ ประเวศ วะสี)

ขันฑี 3 ป่าวประกาศไปทั่วเขตขันฑสีมาว่า ข้าพเจ้าคือเทพจุติมาเกิด ขอเป็นกาวใจ ให้มีการเจรจาสมานฉันต์ มีแต่บุคคลที่เป็นเทพจุติมาเกิดเท่านั้นจึงจะสามารถนำพาบ้านเมืองไปสู่สุขติได้ เขาช่างเพ้อเจ้อ และดูถูกประชาชนได้แบบผู้ดีจริง ๆ (ดูการเสนอตัวของ อานันท์ ปัญยารชุน)

นี่ยังดีนะ.....หาก “ขันฑีเฒ่า” ออกมามีข้อเสนอแบบพิสดารพันลึกอีกในระยะอันใกล้นี้ ก็ตัวใครตัวมันแล้วกัน.....ได้กลิ่นสีเขียวอมฟ้าทะแม่ง ๆ



E85 แก้ปัญหาถูกจุด จริงหรือ?

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

เขียนเรื่องการบ้านการเมืองมาหลายเพลา ไม่เห็นมีอะไรดีขึ้นมา ไอ้พวกไม่เคารพกติกาบ้านเมือง ปิดถนนทำผู้คนเดือดร้อนกันไปทั่ว ก็ยังปิดถนนอยู่ได้ ตำรวจ ทหาร ไม่ยอมสลายการชุมนุม โดยมีการแอบแฝงปล่อยให้เผยแผ่ลัทธิอุบาทว์กลางสี่แยกจราจรในเมืองหลวง เอากันเข้าไป แบบนี้ไม่รู้ว่าจะอยู่กันได้อย่างไร ไร้กฎเกณฑ์ ระเบียบ วินัย ไม่เคารพกติกาอันดีงามของบ้านเมือง

วันนี้เลยว่ามาเขียนเรื่องความทุกข์ระทมของคนใช้ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถบรรทุก รถขนส่ง กันดีกว่า เพราะน้ำมันแพงขึ้นทุกวี่วัน แม้กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันจะประกาศ เพิ่มกำลังการผลิต 500,000 บาร์เรลต่อวัน ตามหลักอุปสงค์ และอุปทาน หรือดีมาน และซับพลาย แล้วมันควรจะลด ก็ไม่ลดลงมา เพราะข่าวลือที่ว่าอีก 40-50 ปีน้ำมันจะหมดโลก

วันนี้ชาติอื่นๆ เขาหันไปผลิตเครื่องยนต์ที่ใช้พลังงานทดแทนกันหมดแล้ว เช่น บราซิล อาร์เจนตินา ใช้น้ำมันที่มาจากพืชผลการเกษตร หรือ เอธานอล 100% ทำให้ประเทศเขา เศรษฐกิจเริ่มทะยานขึ้น ทะยานขึ้น

ขณะที่ประเทศไทยเราได้ยินเรื่องเอธานอล และไบโอดีเซล มาไม่ต่ำกว่า 10 ปีแล้ว แต่ทำไมจึงยัง มะงุมมะงาหรา ปล่อยให้ หน่วยงานรัฐอย่างกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน รวมถึง ปตท. ยึดครองสภาพการตลาดของน้ำมันภายในประเทศ ซึ่งได้กำไรจาก ค่าการกลั่น และค่าสัมปทาน แม้กระทั่งจะผลิตเอธานอล จึงทำให้ไม่รุดหน้าเท่ากับ บราซิล อาร์เจนตินา ที่ก่อนหน้านี้มี สภาพทางเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ กว่าเรา แต่มีการเพาะปลูกพืชน้ำมันได้เหมือนกับเรา วันนี้เขารุดหน้ากว่าเราในด้านวิสัยทัศน์การแก้ไขปัญหา แต่ของเรามัวมาทะเลาะกัน แย่งชิงผลประโยชน์กัน

ส่วนประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา มุ่งมั่นในการใช้ “ไฮโดรเจนเหลว” เป็น พลังงานทดแทนน้ำมัน วันนี้เขาได้ให้คนซื้อรถที่เป็นพลังงานดังว่านี้แล้ว ผลิต ล็อตแรกออกมา 100 คัน วางขายใน จีน เกาหลี และสหรัฐอเมริกา นั่นเอง ว่ากันว่าน้ำร่องก่อนปูพรมใหญ่ที่จะส่งเสริมการใช้พลังงาน ไฮโดรเจนเหลว นี้ เป็นตัวชูธง แก้แค้นประเทศผู้ผลิตน้ำมันได้อย่างเจ็บแสบที่สุด

นั่นหมายถึงว่า ประเทศไทย ได้เตรียมการรองรับพื้นฐานในเรื่องเหล่านี้ไว้หรือยัง ทั้งองคาพยพ ต้องทำ กันตั้งแต่สถาบันการศึกษา การฝึกอบรมแรงงาน การวิจัยเพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ที่จะเกิดขึ้น ทั้งสายพานการผลิต และการซ่อมบำรุง คงไม่ว่าไปถึงการวิจัยแข่งกับเขา เพราะการเมืองยังขัดแข้งขัดขากันอยู่แบบนี้ จะไปวิจัยและพัฒนาอะไรได้เทียบเท่าเขาในเรื่องไฮโดรเจนเหลว

ที่ประเทศญี่ปุ่นมีโครงการลับๆ ของเขา ในการผลิตรถยนต์ที่ใช้พลังงานจาก “น้ำฝน” ซึ่งทดลองในภูเขาที่มีฝนตกตลอดทั้งปีอยู่ อนาคตแหล่งกำเนิดพลังงานใช้น้ำฝน น้ำประปา น้ำทะเล เป็นพลังงานได้หมด

มันน่าอิจฉาไหมล่ะ ประเทศที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเหมือนกัน แต่ทำไมประเทศเหล่านี้เขามีแต่ความเจริญก้าวหน้า แต่ของบ้านเรามีแต่เรื่องการทะเลาะเบาะแว้ง และลงเอยด้วยการปฏิวัติรัฐประหาร วนเวียนซ้ำซากอยู่แบบนี้ มันถึงไปไม่ถึงไหน



ปัญหาเคเบิลทีวี

คอลัมน์ : สิทธิประชาชน

ทันทีที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวกับผู้ว่าราชการจังหวัดว่า ASTV มีรายการโดยเฉพาะถ่ายทอดสดการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มีผู้ปราศรัยเข้าข่ายผิดกฎหมายอาญา เมื่อเคเบิลทีวีในจังหวัดต่างๆ ถ่ายทอดรายการนี้ ก็ถือว่าร่วมกระทำผิดด้วย ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดไปจัดการ เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน แล้วผู้ว่าราชการจังหวัดหลายจังหวัดไปขอร้อง หรือสั่งผู้ประกอบการเคเบิลทีวีหยุดถ่ายทอด ASTV บรรดาแกนนำ ผู้ปราศรัยบนเวทีพันธมิตรฯ สมาคมผู้ประกอบการเคเบิลทีวี องค์กรสื่อสารมวลชน และนักวิชาการ เรียงหน้าออกมาคัดค้านและโจมตีว่ารัฐบาลกำลังแทรกแซงเสรีภาพของสื่อมวลชน ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 46 และผิดกฎหมายอาญามาตรา 157 ผมขอแสดงความคิดเห็นต่อปัญหาเคเบิลทีวี

ก่อนที่จะเขียนถึงเคเบิลทีวี ผมขอย้ำอีกว่า ASTV (Asia Satellite Television) เป็นโทรทัศน์ที่มีผู้ชมทั่วประเทศ ผู้ดำเนินและจัดรายการส่วนใหญ่เป็นแกนนำของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และเป็น “ยามเฝ้าแผ่นดิน” ที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้นั้น เป็นสถานีโทรทัศน์ของสาธารณรัฐประชาชนจีน สนธิรับจ้างจัดทำรายการเกี่ยวกับประเทศไทย ซึ่งผิดถูกพระราชบัญญัติวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ และองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ อย่างไร เป็นคดีความฟ้องร้องที่ศาลอาญาและศาลปกครอง ระหว่างกรมประชาสัมพันธ์กับบริษัทของสนธิ

โดยศาลปกครองให้ความคุ้มครองชั่วคราวมากว่า 2 ปีแล้ว ปัญหาที่ รมว.มหาดไทย พูดถึงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมานั้น ความผิดทางอาญาในข้อหาปลุกปั่นให้ประชาชนกระด้างกระเดื่องต่อรัฐ และทำผิดกฎหมาย เพราะผู้ปราศรัยเกือบทุกคนบอกให้ประชาชนลุกขึ้นขับไล่รัฐบาลทุกวิถีทาง เช่น ไม่เสียภาษี ค่าน้ำ ค่าไฟ ฯลฯ ซึ่งเคเบิลทีวีในหลายจังหวัดถ่ายทอดคำปราศรัยดังกล่าว ก็อาจเข้าข่ายกระทำความผิดทางอาญาข้อหานี้

แน่นอนว่า คำชี้แนะของ รมว.มหาดไทย ต่อผู้ว่าราชการจังหวัด ย่อมกระทบกระเทือนเสรีภาพของเคเบิลทีวี ซึ่งเป็นเสรีภาพของสื่อมวลชนที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 46 คือ เสรีภาพในการเสนอข่าวการชุมนุมของพันธมิตรฯ แต่เสรีภาพนี้ก็มีข้อจำกัด ดังกำหนดไว้ในวรรคสามว่า “การกระทำใดๆ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือเจ้าของกิจการ อันเป็นการขัดขวางหรือแทรกแซงการเสนอข่าวหรือแสดงความคิดเห็นในประเด็นสาธารณะของบุคคลตามวรรคหนึ่ง หรือวรรคสอง ให้ถือว่าเป็นการจงใจใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ และไม่มีผลบังคับ เว้นแต่เป็นการกระทำเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย หรือจริยธรรมแห่งการประกอบอาชีพ”

ปัญหาว่าผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามวรรคสามนี้ ใช้อำนาจใดสั่งหรือข้อร้องเคเบิลทีวีให้หยุดถ่ายทอดรายการของ ASTV ที่ถ่ายทอดสดการชุมนุมของพันธมิตรฯ ตามที่ผมรู้และเข้าใจ ผู้ว่าราชการจังหวัดใช้อำนาจในฐานะประธานคณะกรรมการประชาสัมพันธ์จังหวัด ผู้ที่รับผิดชอบดูแลการกระจายเสียงของวิทยุ โทรทัศน์ รวมทั้งเคเบิลทีวี เมื่อเห็นว่าเคเบิลทีวีบางแห่งในจังหวัดของตนถ่ายทอดสดรายการดังกล่าว 24 ชั่วโมง มีผลก่อให้เกิดความขัดแย้งแตกแยกในสังคม และมีแนวโน้มให้ประชาชนกลุ่มสนับสนุนพันธมิตรฯ ทำผิดกฎหมายตามคำเรียกร้องของแกนนำพันธมิตรฯ ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดก็ต้องไปดูแลเคเบิลทีวีนั้นๆ ก็เหมือนกับช่วงขบวนการสนธิและการชุมนุมเดินขบวนของพันธมิตรฯ เมื่อต้นปี พ.ศ.2549 ก่อนรัฐประหาร 19 กันยายน และช่วงเผด็จการของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ผู้ว่าราชการจังหวัดหลายคนต้องขอร้องหรือสั่งเคเบิลทีวีหยุดถ่ายทอดรายการโจมตีรัฐบาล โจมตี คมช.

แต่ภายใต้สถานการณ์ที่มีการต่อสู้ทางความคิดการเมืองอย่างดุเดือด ระหว่างฝ่ายพันธมิตรฯ กับฝ่ายรัฐบาล ไม่เพียงแต่ ASTV โทรทัศน์ หรือสื่อมวลชนอื่นๆ ส่วนใหญ่เข้าข้างพันธมิตรฯ จึงมิได้เป็นสื่อมวลชนแท้จริง หากองค์กรโฆษณาทางการเมืองของพันธมิตรฯ รวมทั้งเคเบิลทีวีจำนวนหนึ่ง การสั่งการหรือขอร้องของผู้ว่าราชการจังหวัดต่อเคเบิลทีวี ย่อมถูกฝ่ายพันธมิตรฯ โจมตีว่าแทรกแซงเสรีภาพของสื่อมวลชนและผิดกฎหมายอาญา กฎหมายปกครอง หรือประกาศจะแจ้งความอาญา หรือฟ้องร้องต่อศาลปกครองอย่างแน่นอน

คงต้องไปว่ากันในศาลอีกหลายสิบคดี เพราะฝ่ายพันธมิตรฯ นอกจากอ้างเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญแล้ว ยังพยายามใช้ตุลาการภิวัตน์เป็นเครื่องมือต่อสู้ทางการเมืองของตน

จรัล ดิษฐาอภิชัย



เมื่อผู้ใหญ่เฮงซวย...วางตัวไม่เป็นกลาง!

คอลัมน์ : ละครชีวิต

การวางตัวให้เป็นกลางของผู้หลักผู้ใหญ่ ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางความคิดอย่างรุนแรงแบบนี้ ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

โดยเฉพาะบรรดานักคิด นักเขียน นักวิชาการ ที่มีหน้าที่ให้การศึกษา ให้ความรู้ ต้องมีสติยึดมั่นในหลักการวิชาชีพของตนเองอย่างมั่นคง

เพราะสภาพสังคมไทยในปัจจุบัน ไม่ใช่เกิดความขัดแย้งแบบธรรมดา แต่กำลังเกิดความขัดแย้งที่มีลักษณะประหลาด

คือไม่ใช่ความขัดแย้งในเรื่องของประเด็น แต่เป็นความขัดแย้งในลักษณะการแบ่งพรรคแบ่งพวก ซึ่งทำให้คนที่อยู่ตรงกลางต้องวางตัวลำบาก

แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะต้องวางตัวลำบากมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้เป็นเรื่องยากเย็นเข็ญใจ โดยเฉพาะผู้มีวุฒิภาวะสูง มีการศึกษา

เพราะถ้าหวังดีต่อประเทศชาติ เมื่อถูกบังคับให้เลือกพวก ดังนั้นคุณจะต้องมีความเป็นมืออาชีพ มีมารยาท ไม่ทำให้คนไทยเกลียดกันหรือฆ่ากัน

ช่วงนี้เกิดเรื่องราวอัปรีย์ในแวดวงการศึกษา เพราะครูบาอาจารย์ที่พร่ำสอนวิชาความรู้ด้านการเมืองการปกครองแบบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทะเลาะกันชนิดแตกแยกเป็น 2 ฝ่าย

อาจารย์กลุ่มหนึ่งมองว่า การจะแสดงความคิดเห็นทางการเมืองจะต้องระมัดระวัง และต้องแยกแยะให้ถูกถึงบทบาทของตัวเองและความเป็นส่วนตัว

อาจารย์อีกกลุ่มหนึ่งมองว่า ควรจะแสดงจุดยืนทางการเมืองของตัวเองให้ชัดเจน โดยมองว่า หน้าที่หนึ่งที่สำคัญคือ การชี้นำสังคมทางด้านการเมือง

ในฐานะที่ผมได้ติดตามความเคลื่อนไหวในแวดวงนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์มาตลอด เห็นได้ว่า บรรดานักรัฐศาสตร์มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไป

ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ เพราะในคนหมู่มาก คนเรามีสิทธิที่จะมีความคิดเห็นแตกต่างกันได้ ถือเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว

อย่างเช่น รศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ก็เห็นว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล และ นายคำนูณ สิทธิสมาน มีความเข้าใจประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่มีลักษณะพิเศษมาก ซึ่งไม่ทราบว่าถูกหรือผิด แต่มีปัญหาจำนวนหนึ่ง มีข้อสังเกตจำนวนหนึ่ง

ผมเข้าใจว่า รศ.ดร.เกษียร ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดประชาธิปไตยของพันธมิตรฯ ซึ่งก็เป็นสิทธิของ รศ.ดร.เกษียร ที่จะคิดต่างได้ และผมก็ไม่เห็นว่า รศ.ดร.เกษียร จะเป็นจะตายกับคุณสนธิที่คิดไม่เหมือนกัน

อาจารย์ท่านนี้ไม่ได้ชื่นชอบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี สักเท่าไร ใครอยากรู้ลองไปค้นหาข้อมูลเก่าๆ มาดู

แต่วันนี้ ในฐานะนักรัฐศาสตร์ ท่านวางตัวเป็นกลางบนสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งกันรุนแรง จนคนไทยจะฆ่ากันเองอยู่แล้ว

อยากถามบรรดาอาจารย์ท่านอื่นๆ เช่น ดร.สุรัตน์ โหราชัยกุล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ รศ.วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ รัฐศาสตร์ มสธ. ผศ.ยุทธพร อิสระชัย อาจารย์สาขารัฐศาสตร์ มสธ. รศ.ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน คณะรัฐประศาสนศาสตร์ นิด้า ดร.ณัฐฐา วินิจนัยภาค อาจารย์คณะรัฐประศาสนศาสตร์ นิด้า

อาจารย์เหล่านี้ ได้แถลงการณ์ให้กำลังใจ ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา คณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ที่ไปขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ว่าขอยกย่องว่านี่คือแบบอย่างแห่งศักดิ์ศรี และความภาคภูมิใจของเหล่านักวิชาการและนิสิต-นักศึกษา และขอประณามผู้ที่หวังให้เกิดความแตกแยกในหมู่นักวิชาการและพันธมิตรฯ ขอให้มันผู้ใดที่มีอคติอันชั่วร้ายนั้น จงพินาศโดยพลัน ทั้งหมู่และบริวารจงฉิบหาย...

นี่เหรอครับ...ภูมิปัญญาของบรรดาคณาจารย์ทั้งหลาย ที่จะชี้นำสังคมด้านการเมือง

ผมแนะนำให้พวกคุณถอดตำแหน่ง เอาเครดิตคืนมหาวิทยาลัย และกลับไปศึกษาประชาธิปไตยกันใหม่อีกรอบ

เรียนจบกลับมาเป็นอาจารย์อีกครั้งก็จงเป็นอาจารย์ที่ดี อบรมสั่งสอนให้ความรู้นักศึกษาในหลักวิชาการที่ถูกต้อง ไม่ใช่เอาความคิดเห็นส่วนตัวไปยัดเยียดนักศึกษา เพราะจะทำให้ลูกศิษย์โง่เง่าไปกับพวกคุณด้วย

พวกท่านควรสอนให้ลูกศิษย์รู้จักคิดไตร่ตรอง วิเคราะห์ด้วยตัวเอง ไม่ใช่เอาอคติตัวเองไปครอบงำพวกเขา

เพราะถ้าเป็นแบบนี้แล้วลูกศิษย์ที่ไหนจะกล้ามีความคิดแตกต่าง เพราะคนสอนมันมีความคิดเฮงซวย

เมื่อคนสอนคิดเฮงซวย ลูกศิษย์ก็เลยต้องคิดห่วยๆ บ้านเมืองก็เลยพลอยซวยไปด้วย! (เวรกรรม)

ลวดหนาม




มารศาสนา

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

“เราเอาธรรมนำหน้า” คือข้ออ้างของแกนนำม็อบป่วนเมือง หรือพันธมารประชาธิปไตย ที่ได้พร่ำบอกผู้คนให้หลงเคลิบเคลิ้ม ในการเคลื่อนไหวคราวก่อน โดยนำประเด็นเรื่อง การแต่งตั้งพระสังฆราช 2 พระองค์ มาบิดเบือนให้กับสังคมไทย ซึ่งที่สุดก็หาความจริงไม่ได้แม้แต่น้อย

มาวันนี้ แกนนำคนสำคัญ กลับ ทำตัวเป็นปฏิปักษ์ กับ องค์กรสงฆ์ทั้งมวล โดยหันไปเชิดชูและกราบไหว้ “มารศาสนา” เจ้าของลัทธิเถื่อนนอกรีตของศาสนาพุทธ เพียงเพื่อหวังจะใช้เป็นเครื่องมือในการรวบรวมคนเพื่อให้ดูจำนวนมาก โดยละทิ้งสิ่งที่พร่ำบอกผู้คนเอาไว้ตลอดมาว่า ยึดมั่นในหลักพระธรรมวินัยที่ถูกต้อง ยึดมั่นในพระสังฆราช ยึดมั่นในธรรมอันบริสุทธิ์ของพระสัมมาสัมพุทธะ

เป็นการแสดงให้เห็นชัดเจน อดีตที่ผ่านมาพวกเขาเหล่านั้นมิได้เลื่อมใสในแนวทางของสัมมาสัมพุทธะแต่อย่างใด มีการนำสถาบันพระสงฆ์มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยการหยิบยกขึ้นมากล่าวอ้างเพื่อหวังสร้างภาพให้ดูใกล้ชิด ปกป้อง สถาบันสูงสุดของพระสงฆ์

ภาพที่แกนนำพันธมารประชาธิปไตย ไปก้มกราบ ก้มไหว้ เสมอระดับเท้า ขณะที่ “เจ้าของลัทธิอุบาวท์” นั่งบนเก้าอี้ อมยิ้มแก้มตุ่ย บ่งบอกอะไรได้พอสมควร

ภาพการเปิดให้เจ้าของลัทธิอุบาทว์ นำลูกสมุน บิณฑบาต ในช่วงเช้า บนถนนสายสำคัญของชาติ ที่ใช้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย ปิดถนนสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนคนไทย

ภาพการใส่จีวร นุ่งเหลือง ห่มเหลือง โกนผม แต่ไม่โกนคิ้ว เทศนาสั่งสอนผู้คนอย่างผิดพระธรรมวินัย ยังมีให้เห็นเป็นประจำวัน

เหล่านี้ล้วนแต่เป็นการกระทำที่ ส่อกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.สงฆ์ ฐานเลียนแบบพระสงฆ์ เพราะกลุ่มลัทธิอุบาทว์เหล่านี้ ถูกอัปเปหิจากวงการพระสงฆ์เมืองไทย อันเนื่องจากข้อกล่าวหาสำคัญคือ

1.เจ้าสำนักลัทธิอุบาทว์ ไม่อนุญาตให้กราบไหว้บิดามารดาบังเกิดเกล้า
2.เจ้าสำนักลัทธิอุบาทว์ ไม่อนุญาตให้กราบไหว้พระพุทธรูป อ้างว่าให้นับถือผู้นำลัทธิเพียงคนเดียว
3.เจ้าสำนักลัทธิอุบาทว์ อวดอ้างว่าตัวเองบรรลุธรรมขณะยืนฉี่ ซึ่งเป็นฉี่หยดสุดท้าย
4.เจ้าสำนักลัทธิอุบาทว์ อวดอ้างตัวว่าเป็นพระสารีบุตรกลับชาติมาเกิดใหม่
5.เจ้าสำนักลัทธิอุบาทว์ แปลถ้อยคำในพระพุทธศาสนาผิดเพี้ยน ทำให้หลักธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผิดเพี้ยนไปหมด

การยึดถนน โดยมี กองทัพมาร มา เป็นกำลังหลัก เพื่อให้คนดูเยอะๆ นั้น จึงเป็นเรื่องที่ อันตรายต่อความมั่นคงของชาติ เป็นอย่างมาก เพราะเป็นการฉกฉวยโอกาสในการเผยแผ่หลักธรรม คำสั่งสอน ที่บิดเบือน ในบวรพุทธศาสนา เช่น การถ่ายภาพลงหนังสือพิมพ์ การเผยแผ่ผ่านสื่อทีวี สร้างภาพเพื่อให้คนนิยมชมชอบ ลัทธิอุบาทว์ นี้ โดยลืมที่จะสืบค้นประวัติเลวทรามของพวกมัน

ดูก่อน พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ที่อุ้มลูกจูงหลานไปร่วมม็อบพันธมารธิปไตย ท่านจะส่งเสริมให้ลัทธิอุบาทว์เสี้ยมสอนผู้คน ลูกหลานของท่าน ด้วยการจงใจ บิดเบือน หลักธรรมคำสอนของ องค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ทำตัวเป็นฮีโร่ ในม็อบพันธมารฯ ท่านไม่ห่วงหรือว่าวันหนึ่งที่เขาสั่งสอนกันว่า ไม่ให้ยกมือกราบไหว้พ่อแม่ ต่อไปนี้ลูกเต้าจะไม่รู้จัก กตัญญูรู้คุณ ต่อ บุพการี ซึ่งถือเป็น ทิศเบื้องหน้า ตามหลักคำสอนเรื่อง ทิศหก ต่อไปนี้ ชาติไทยจะฉิบหายกันแค่ไหน? อย่างไร?
ตื่นเสียเถิด!

อย่าเห็นกงจักรเป็นดอกบัว! อีกต่อไปเลย...สาธุชน...สาธุ สาธุ


ปิดปากคนเชียร์แขก

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

ในที่สุด กลุ่มพันธมารล้างผลาญประชาธิปไตย ซึ่งรวมตัวกันยึดพื้นที่ถนนราชดำเนิน เชิงสะพานมัฆวานฯ ตั้งเป็นอาณาจักรขึ้นมาใหม่ซ้อนกับราชอาณาจักรไทย ตั้งแต่คืนวันที่ 25 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยตั้งเงื่อนไขในการชุมนุมประท้วงในลักษณะได้คืบจะเอาศอก ได้ศอกจะเอาวา

เริ่มจากห้ามแก้รัฐธรรมนูญ ฉบับหน้าแหลมฟันดำ กากเดนของเผด็จการ พอรัฐบาลยอมถอย ก็ตั้งประเด็นใหม่ ต้องการขับไล่รัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวหาว่าเป็นนอมินีของระบอบทักษิณ

การตั้งประเด็นใหม่ ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นประเด็นเป้าหมายของการชุมนุมประท้วงครั้งนี้ การคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเพียงข้ออ้างให้ดูดีเท่านั้น เพราะขืนทะเล่อทะล่าชุมนุมประท้วงรัฐบาลที่เพิ่งทำงานแค่ 4 เดือน กลุ่มพันธมารเกรงว่าประชาชนจะมองว่าแพ้ไม่รู้จักแพ้ และยังเป็นการรักษาหน้าให้กับพรรคประชาธิปัตย์ ที่ถูกสังคมจับตามองว่าอยู่เบื้องหลัง ซึ่งแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ปฏิเสธมาตลอดว่าไม่ได้อยู่เบื้องหลัง

ผมก็ยังชมเชยว่า นานๆ จะได้ฟังนักการเมืองให้สัมภาษณ์เรื่องจริง เพราะการชุมนุมประท้วงของกลุ่มพันธมาร พรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้อยู่เบื้องหลังจริงๆ แต่อยู่บนหน้าเวทีกันเลยทีเดียว

การยึดพื้นที่บนถนนราชดำเนิน จนกลายเป็นถนนจำลองเดินอยู่เกือบเดือนนั้น ประชาชนเริ่มชินชากับความเดือดร้อนของสภาพจราจรติดขัด

ทำให้กลุ่มพันธมารเปิดยุทธการดาวกระจาย โดยมีเป้าหมายกระจายความเดือดร้อนให้กับคนกรุงเทพได้รับทั่วกัน ในเรื่องของการจราจรติดขัด

การเปิดยุทธการดาวกระจาย รวมตัวกันไปสร้างความเดือดร้อนที่โน่นที่นี่ มีกำลังตำรวจคอยรักษาความสงบเรียบร้อยและรักษาความปลอดภัยให้อย่างดี ทั้งๆ ที่พวกกลุ่มพันธมารประกาศตัวอารยะขัดขืน ไม่ขึ้นกับรัฐบาลไทย แต่กับคนไทยซึ่งยอมทำตามกฎหมายไทยทุกประการ กลับถูกผลักไสให้เป็นพลเมืองชั้นสอง ต้องขวนขวายกันตัวใครตัวมันในการหาเส้นทางใหม่เพื่อส่งลูกส่งหลานไปโรงเรียน

เมื่อขับรถไปถึงหน้าโรงเรียนลูกหลานแล้ว ใครขืนจอดรถไว้ริมถนน ก็มีสิทธิ์จะถูกตำรวจจราจรมาล็อกล้อในทันทีที่ท่านลงจากรถไปส่งลูกส่งหลานในโรงเรียน

ในขณะที่พลเมืองจากอาณาจักรใหม่ที่มายึดพื้นที่ประเทศไทย กลับได้รับการดูแลอย่างดี ไม่ให้ใครดอดเข้าไปในบริเวณพื้นที่ของอาณาจักร

ผมเองเข้าใจตำรวจดีกับภารกิจที่สุดอึดอัด แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อมันเป็นหน้าที่

แค่กลุ่มพันธมิตรฯ ถูกตีหัวแตก ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นพวกเดียวกันหรือไม่ เพื่อสร้างสถานการณ์ให้เกิดความวุ่นวาย ตำรวจถูกด่าหาว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

ตำรวจต้องยืนรักษาความปลอดภัยให้กับคนที่ขึ้นเวทีพ่นน้ำลายด่าตำรวจ และสบประมาทว่าการทำงานของตำรวจหย่อนยาน กลุ่มพันธมารจะฮือบุกเข้าไปยึดทำเนียบวันไหนก็ได้

ซึ่งการใช้พื้นที่ถนนราชดำเนินตั้งเป็นอาณาจักรใหม่ซ้อนอาณาจักรไทย แกนนำของกลุ่มพันธมารได้ประกาศหลายต่อหลายครั้ง ไม่ชนะไม่เลิก และจะชุมนุมกันอย่างอหิงสา เมื่อยึดพื้นที่ถนนราชดำเนิน เชิงสะพานมัฆวานฯ เป็นอาณาจักรใหม่ได้เบ็ดเสร็จ และกำหนดให้เวทีปราศรัยเป็นมหาวิทยาลัยราชดำเนิน สอนวิชาด่านายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และคนที่ไม่เห็นด้วยกับกลุ่มพันธมาร ด้วยถ้อยคำหยาบๆ คายๆ ถ่ายทอดสดทางเคเบิลทีวี ตลอด 24 ชั่วโมง

แต่ในที่สุดก็ไม่สามารถทำตามที่พูดไว้ ซึ่งมีอยู่หลายสาเหตุ เช่น เสบียงเริ่มร่อยหรอ ประชาชนที่หลงเชื่อคำยุยงปลุกระดม เริ่มรู้ว่าเป้าหมายที่แท้จริงคืออะไร ส่วนคนที่ยังนั่งๆ นอนๆ ตากแดดตากฝนอยู่ล้วนเป็นคนหน้าเดิมๆ อาจจะเป็นเพราะมีคนรับมาแต่ไม่มีใครส่งกลับ และเงินยังรับไม่ครบกระมัง

ยิ่งหน้าฝนปีนี้มา มีฝนตกลงมาทุกวัน เหมือนกับฟ้าไม่เต็มใจ จึงเลือกตกในตอนกลางคืน คนฟังหน้าเวทียิ่งน้อยลงทุกวันๆ เสียงนกหวีดที่คุยกันว่าสามารถระดมคนได้เป็นล้านคน ก็ดังขึ้น ประกาศทุบหม้อข้าว บุกเข้ายึดทำเนียบรัฐบาล ในวันศุกร์ที่ 20 มิถุนายนนี้ ไม่ชนะไม่เลิก

คนที่เหนื่อยที่สุดกับเสียงนกหวีดอันเหิมเกริมคงจะไม่พ้นตำรวจไทย ซึ่งจะเป็นด่านหน้าในการป้องกันไม่ให้กลุ่มคนที่ยึดพื้นที่ประเทศไทยตั้งเป็นอาณาจักรใหม่ และยังประกาศยึดทำเนียบรัฐบาลไทย

ส่วนแนวหลัง ตั้งแต่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี จะเหนื่อยน้อยลง หากไม่ให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทำหน้าที่เป็นคนเชียร์แขก เพราะให้สัมภาษณ์แต่ละครั้งแต่ละที เหมือนกับกวักมือให้คนมาร่วมชุมนุมเยอะๆ รัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช จะได้พ้นไปเสียที เพื่อฝันที่เป็นจริง อย่างไรอย่างนั้น

เอกฉัตร




ตลาดหุ้นดิงเหว! นักลงทุนแห่เทขายหุ้นหนีม็อบพันธมิตรบุกทำเนียบ

พิษพันธมิตรจ้องบุกทำเนียบฯ ทำตลาดหุ้นดิ่งเหว!ต่อเนื่อง ดัชนีหลุด 760 จุดเรียบร้อย “ภัทรียา” ยอมรับนักลงทุนเป็นกังวลปัญหาการเมือง ด้านผอ.ทีดีอาร์ไอหวั่นม็อบบุกทำเนียบฯ ทำนักลงทุนแหยง

วันที่ 19 มิ.ย. 2551 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการลงทุนตลาดหุ้นไทยเช้านี้ ดัชนียังคงปรับตัวในแดนลบต่อเนื่อง โดยเมื่อเวลาประมาณ 10.08 น.ดัชนีอยู่ที่ 756.94 จุด ลบ 8.80 จุด หรือลดลง 1.15% และในเวลา 11.00 น. ดัชนีอยู่ที่ระดับ 751.32 จุด ลดลง 14.42 จุด โดยมีแรงขายในหุ้นกลุ่มพลังงานและธนาคารพาณิชย์

นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า สถานการณ์ทางการเมืองและปัญหาเศรษฐกิจขณะนี้ ทั้งเรื่องของราคาน้ำมันและอัตราเงินเฟ้อ ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุน ทำให้การซื้อขายปรับตัวลดลง เนื่องจากนักลงทุนชะลอดูสถานการณ์

"ยอมรับว่าบรรยากาศการลงทุนกังวลการเมืองมากขึ้น หลังพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยประกาศเคลื่อนไปหน้าทำเนียบรัฐบาล...การเมืองส่งผลให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศกังวลมากขึ้น"นางภัทรียากล่าวและว่า ในส่วนของปัญหาเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น เป็นเรื่องที่เป็นปัญหาที่กระทบทั้งภูมิภาค และนักลงทุนก็รอดูเพื่อประเมินสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม แม้จะมีปัจจัยลบต่างๆ แต่จากพื้นฐานของตลาดฯแล้ว เชื่อว่าเมื่อราคาหุ้นปรับลงมาถึงระดับพื้นฐาน นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนระยะยาวจะกลับเข้ามา

ด้านนายโกสินทร์ ศรีไพบูลย์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า วันนี้คงปรับลงต่อเนื่อง ประเด็นหลักยังมาจากการเมือง จากการที่ผู้ชุมนุมจะเคลื่อนย้ายการชุมนุมไปทำเนียบฯ นักลงทุนต่างชาติก็คงขายอีก ทั้งนี้ตลาดหุ้นไทยวันนี้ ยังจะเคลื่อนไหวตามทิศทางตลาดหุ้นในต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่ปรับลงด้วย สำหรับราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้น มองว่าอาจช่วยชะลอแรงขายหุ้นบมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) เท่านั้น คงไม่ได้ช่วยหนุนตลาดมาก สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวดัชนีวันนี้คาดแนวรับอยู่ที่ 756, 754 และแนวต้านที่ 770, 772 จุด

ขณะที่นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวแสดงความเป็นห่วงกรณีกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประกาศจะเคลื่อนขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 20 มิ.ย. รวมถึงไม่เห็นด้วยกับการกระทำดังกล่าว โดยมองว่ารุนแรงและเร็วเกินไป เนื่องจากการทำงานของรัฐบาลยังไม่ถึงขั้นที่เป็นความล้มเหลวในทุกเรื่อง เพราะยังมีส่วนอื่นที่ยังทำงานอยู่ นอกจากนี้มีความเป็นไปได้ที่นายสมัคร สุนทรเวชนายกรัฐมนตรีอาจจะสั่งสลายการชุมนุม ซึ่งจะทำให้เกิดความตึงเครียดมากขึ้น โดยเหตุการณ์ดังกล่าวจะทำให้นักลงทุนรู้สึกไม่มั่นใจในเสถียรภาพของรัฐบาล และขาดความต่อเนื่องในนโยบาย

นายสมชัย กล่าวเห็นด้วยกับกรณีที่ฝ่ายค้านยื่นเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีทั้ง 7 คน เพราะเป็นการทำหน้าที่ในระบบรัฐสภาและไม่ได้หวังล้มรัฐบาล เพราะมีเสียงไม่พอ แต่จะเป็นแรงกระตุ้นให้รัฐบาลทำงานมากขึ้น



“สมัคร” ซัด "พันธมิตร" เคลื่อนไหวทำให้ชาติพัง

นายกรัฐมนตรี ยืนยันเจ้าหน้าที่ตำรวจยังสามารถที่จะดูแลการชุมนุมได้ไม่ต้องใช้ทหาร มท.1แฉซ้ำมีกลุ่มคนสะสมอาวุธเตรียมใช้ก่อเหตุสร้างสถานการณ์ในม็อบ

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน หรือ ผอ. รมน. ได้ประชุมชี้แจงการปฏิบัติงานและมอบนโยบายแก่หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค และภายในจังหวัดกว่า 400 นาย

โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่า ขอยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจยังสามารถที่จะดูแลการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาเพื่อประชาธิปไตยได้ และยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้กำลังทหารเข้าดูแลสถานการณ์ พร้อมตำหนิการประกาศเคลื่อนขบวนของกลุ่มพันธมิตร ฯ มายังทำเนียบรัฐบาล ได้สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติและไม่มีเหตุผล

"ผมต้องร้องถามว่า ที่ทำกันอย่างนี้ไม่คิดกันเลยหรือครับว่าทำให้บ้านเมืองเสียหายขนาดไหน ความเครียดแค้นชิงชังยังไม่หมด แล้วพาดพิงเอาผมไปผสมด้วย ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมเอาตัวผมรอดได้ แต่ว่าบ้านเมืองที่วายวอดเพราะความที่มันไม่จบ ใครจะรับผิดชอบ"

ด้านพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก เปิดเผยว่า ไม่ได้สั่งการให้กองทัพดำเนินการอะไรเป็นพิเศษกับกลุ่มผู้ชุมนุม เพราะทหารจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง โดยจะให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายการเมืองในการแก้ไขปัญหา ส่วนการหารือกับนายกรัฐมนตรีวานนี้ นายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้ตำรวจควบคุมดูแลสถานการณ์ เน้นที่สร้างความเข้าใจและหลีกเลี่ยงการใช้กำลังรุนแรง

ส่วนร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยังคงยืนยันข้อมูลของตัวเองที่ระบุว่า มีกลุ่มคนสะสมอาวุธเตรียมเดินทางเข้ากรุงเทพมหานคร เพื่อสร้างสถานการณ์การชุมนุมจากกลุ่มเพื่อนนายทหารจปร. 7 แม้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจะยืนยันว่า ได้ตรวจสอบแล้วไม่พบกระแสข่าวนี้

อย่างไรก็ตามจะไม่มีการสกัดกั้นการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯในต่างจังหวัด ที่จะเดินทางเข้าร่วมชุมนุมในกรุงเทพมหานคร



“มหาประชาชน” ลั่นพร้อมชุมนุมต้านพันธมิตรฯ-หนุนรัฐบาลทำงาน

นายประชา ประสพดี แกนนำกลุ่มมหาประชาชนร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตย กล่าวถึงกรณีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะเคลื่อนขบวนชุมนุมไปยังทำเนียบรัฐบาล วันที่20 มิ.ย.นี้ว่า ขณะนี้สมาชิกกลุ่มประชาชนที่จะขอเข้าร่วมกับทางกลุ่มมหาประชาชนฯ ได้เตรียมพร้อมที่จะออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านกลุ่มพันธมิตรฯ หากรัฐบาลไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวในวันที่ 20 มิ.ย.นี้ได้

อย่างไรก็ตามกลุ่มฯจะยังไม่เคลื่อนไหวทันที แต่จะเดินทางไปรวมตัวกันที่บริเวณสนามหลวง และโรงแรมรัตนโกสินทร์ เพื่อติดตามความเคลื่อนไหว ก่อนจะตัดสินใจดำเนินการใดๆอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ เนื่องจากเห็นว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ จะปิดล้อมทำเนียบ ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการบริหารประเทศ จะทำให้ประเทศเสียหายอย่างมาก อาจทำให้ประชาชนสูญเสียชีวิต กรณีที่อาจจะมีกลุ่มมือที่สามมาป่วน

ทั้งนี้กลุ่มจะเตรียมดำเนินการอีกทาง คือ การเตรียมเอกสาร หลักฐาน การทำผิดกฎหมายของ เอเอสทีวี และไทยเดย์ดอทคอม โดยเฉพาะการเรี่ยไรเงินจากประชาชน โดยในวันจันทร์ที่ 23 มิ.ย.ตนจะเดินทางไปยื่นต่อกรมสรรพากร