WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, June 20, 2008

เดือดร้อนนักเรียน!พันธมิตรบุกทำเนียบฯต้องปิดร.ร.5แห่งหวั่นเด็กอันตราย

“เสธหนั่น รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เดินทางไป บช.น. ถกปัญหากับ “ ผบ.ตร.” ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ รับมือม็อบพันธมิตรฯยึดทำเนียบฯ สั่งปิดโรงเรียน 5 แห่งรอบบริเวณหวั่นลูกหลงเด็กเยาวชนไม่ปลอดภัย

พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ( ผบ.ตร.) เป็นประธานประชุมร่วมกับ พล.ต.อ.วิโรจน์ พหลเวชช์ รอง ผบ.ตร.ฝ่ายความมั่นคง พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร.ฝ่ายสอบสวน พล.ต.อ.ปานศิริ ประภาวัตร รอง ผบ.ตร. ฝ่ายความมั่นคง และนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลความสงบเรียบร้อยรักษาความปลอดภัยกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและกลุ่มผู้ชุมนุมอื่นๆที่ได้รับความเดือดร้อน

ประกอบด้วยผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1,2,3 ,7 ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล กองปราบปราม ตัวแทนจากสภาความมั่นคงแห่งชาติ และผู้บังคับบัญชาทุกหน่วยงานสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและการดูแลความสงบเรียบร้อยการรักษาความปลอดภัย วางมาตรการร่วมกันในการจัดกำลังรับมือการเคลื่อนไหวกลุ่มพันธมิตรปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลวันที่ 20 มิ.ย. ตามที่ประกาศไว้

นอกจากนี้ที่ประชุมยังวิเคราะห์สถานการความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นและหารือแนวทางแก้ไขปัญหาผลกระทบร่วมกัน พร้อมรับฟังแนวทางการแก้ปัญหาจราจร รายงานสรุปการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกหน่วยที่รับผิดชอบโดยใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง

เมื่อเวลา 14.00 น. ก่อนการประชุมดังกล่าว พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง พร้อมด้วยนายธีระพล นพรัมภา เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เดินทางมาที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล พร้อมเรียก พล.ต.อ.พัชรวาท พล.ต.ท.อัศวิน พร้อมผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาคทั้งหมดและนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ เข้าหารือนอกรอบภายในห้องประชุมปารุสกวัน 3 พร้อมชี้แจงแผนรับมือกลุ่มผู้ชุมนุมและขั้นตอนปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยนำแผนผังที่ตั้งกองกำลังสกัดกั้นกลุ่มผู้ชุมนุมประกอบการชี้แจง ท่ามกลางบรรยากาศที่เคร่งเครียดโดยใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง

ทั้งนี้ พล.ต.ต.สนั่น ได้เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการกับผู้ชุมนุมด้วยความละมุนละม่อม หากพบมีการกระทำผิดกฎหมายให้จับกุมดำเนินคดีในทันที จากนั้นได้เดินทางกลับไปโดยไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆ

ต่อมานายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ทั้งหมดได้เข้าร่วมประชุมต่อในห้องประชุมปารุสกวัน 1 โดย พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผบช.น. รายงานสรุปสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ปักหลักบริเวณเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ในคืนวันที่ 18 มิ.ย.เวลา 21.00 น. ต่อเนื่องเช้าวันที่ 19 มิ.ย.ว่า มีผู้เข้าร่วมชุมนุมประมาณ 1,500 คน ไม่มีกลุ่มต่อต้านเหตุการณ์ทั่วไปเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ส่วนการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯแบบดาวกระจายนั้น เป็นไปด้วยความเรียบร้อยกำลังตำรวจสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ เหตุการณ์ปกติไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้นสถานการณ์คลี่คลายได้ด้วยดี

ผบช.น. กล่าวว่า สำหรับแนวทางในการแก้ไขปัญหาการจราจรและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการเคลื่อนขบวนของกุ่มพันธมิตรในวันที่ 20 มิ.ย.นั้น กองบัญชาการตำรวจนครบาลได้ประสานไปยังผู้อำนวยการโรงเรียน 5 แห่งรอบบริเวณทำเนียบรัฐบาลให้หยุดการเรียนการสอน 1 วันเนื่องจากเกรงว่า เด็กนักเรียนจะไม่ปลอดภัย ประกอบด้วย โรงเรียนวัดเบญจมบพิตร โรงเรียนวัดโสมนัส โรงเรียนวัดมกุฏกษัตฯ โรงเรียนพาณิชยการพระนคร และโรงเรียนราชวินิตมัธยม พร้อมประชาสัมพันธ์พี่น้องประชาชนหลีกเลี่ยงเส้นทางโดยรอบและใกล้เคียงที่ผ่านทำเนียบรัฐบาล

จับโกหกพันธมิตร!ผบ.ทบ.ย้ำชัดขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารไทยไม่เสียดินแดน

“อนุพงษ์” ย้ำชัดไทยไม่ได้เสียดินแดน กรณีเขมรขึ้นทะเบียนเขาพระวิหาร ไม่ใกล้เส้นเขตแดน ไทย - กัมพูชา ส่วนพื้นที่ทับซ้อน เป็นหน้าที่ของรัฐบาลทั้งสองประเทศต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหา

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. กล่าวถึงกรณีที่มีประชาชนบางส่วนไม่พอใจกรณีเขาพระวิหารที่อาจเสียดินแดนหรืออาจมีการเอื้อประโยชน์ให้กัน ว่า ต้องยอมรับว่า หลังจากปี พ.ศ. 2505 ตัวเขาพระวิหารเป็นกรรมสิทธิ์ของกัมพูชา จากการตัดสินของศาลโลก ขณะนี้ทางกัมพูชาขอนำเขาพระวิหารไปขึ้นทะเบียนกับยูเนสโกเป็นมรดกโลก ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของยูเนสโก้ ไม่ทราบว่าจะนำไปสู่การเสียดินแดนได้อย่างไรหรือไม่

แต่การขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารในขณะนี้ ทางกระทรวงการต่างประเทศได้พูดคุยกับกัมพูชาและได้ข้อยุติว่าทางกัมพูชาจะนำเฉพาะตัวปราสาท ซึ่งติดกับขอบปราสาทเลย ที่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเท่านั้น

“ที่ว่านี้ไม่ได้เข้าไปใกล้เส้นเขตแดนที่เรายึดถืออยู่ ผมเน้นว่าที่เรายึดถืออยู่นั้น ไม่ได้เข้าไปใกล้เลย ฉะนั้น ผมจึงไม่ทราบว่า จะไม่พึงพอใจในเรื่องใด อันนี้ก็พูดกันอย่างเปิดเผยว่า ถ้าเราจะขึ้นทะเบียนมรดกโลกของเราซักอย่าง ต้องให้ประเทศเพื่อนบ้านพอใจหรือไม่ ผมไม่แน่ใจ เพราะเขาขอขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวเขาพระวิหารเท่านั้น ไม่เข้าไปใกล้เส้นเขตแดนที่เราถืออยู่ด้วย ส่วนที่ถามว่าจะมีผลประโยชน์เข้าไปเกี่ยวข้องแลกเปลี่ยนหรือไม่นั้น ผมไม่มีความรู้จริงๆ ว่าจะไปแลกเปลี่ยนเรื่องอะไร อย่างไร ผมไม่มีความเห็นในเรื่องนี้ เพราะไม่ทราบ” ผบ.ทบ. กล่าว

เมื่อถามว่า ทำไมทางการถึงได้ปล่อยให้มีการปลูกสร้างที่อยู่อาศัยอย่างถาวรในพื้นที่ทับซ้อน พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ยังไม่ถาวร แต่เป็นชั่วคราว โดยพื้นฐานที่เรายึดถือมา คือ ถ้าเราเป็นคนไทยและพูดถึงดินแดนตรงนี้ เราก็จะยกแผนที่เราขึ้นมา โดยมติ ครม.2505 ที่ตัวปราสาทเป็นตัวของกัมพูชา ตรงอื่นเราถือแนวหน้าผาเป็นหลัก มองภาพกลับไปว่าถ้ามองจากฝั่งกัมพูชาเขาก็จะยึดแผนที่ของเขา ซึ่งไม่ตรงกัน จุดที่ไม่ตรงกันจึงเป็นพื้นที่ทับซ้อนขึ้นมา ตรงนี้มีมานานแล้ว ไม่สามารถรื้อฟื้นขึ้นมาได้ ประเด็นที่มีราษฎรเขาเข้ามา เพราะว่านโยบายเดิมของรัฐบาลไทยไม่ต้องการการเผชิญหน้า การรายงานเรื่องนี้ได้กระทำมาตลอดว่ามีการเข้ามา แต่เราก็ใช้นโยบายละมุนละม่อมกับประเทศเพื่อนบ้านมาตลอด

อย่างไรก็ตามก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลสองฝ่ายแก้ไขปัญหา ซึ่งข้อตกลงต้องเป็นผลประโยชน์ร่วมของสองฝ่าย คงไม่สามารถบอกว่าเราเสียดินแดน หรือเขาเสียดินแดน เพราะเราถือตามเส้นเรา เขาถือตามเส้นเขา คงต้องมีวิธีการที่ต้องบริหารจัดการกันในอนาคต


Thursday, June 19, 2008

ร่วมต้าน สนธิ ลิ้มทองกุล บุกปล้นอำนาจประชาชน


วันศุกร์นี้ สนธิ ลิ้มทองกุล จะนำม็อบบุกยึดทำเนียบรัฐบาล

ทำเนียบรัฐบาล คือ สัญลักษณ์ของอำนาจรัฐ การประกาศบุกยึดทำเนียบรัฐบาล คือ การประกาศว่าจะแย่งชิงอำนาจรัฐ

อำนาจรัฐที่รัฐบาลชุดปัจจุบันนี้ ถืออยู่ในมือคืออำนาจที่ประชาชนมอบให้ เมื่อวันเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 ที่ผ่านมา ตามหลักการของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีนัยยะสำคัญว่า เป็นระบอบการปกครองที่ประชาชน กับ พระมหากษัตริย์ มีส่วนร่วมกันในการสร้างระบอบประชาธิปไตย และพิจารณาเลือกสรรคณะบุคคลมาเป็นรัฐบาล ทำหน้าที่บริหารประเทศ และเป็นผู้ใช้อำนาจรัฐ แทนประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย และ พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข

พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้พระราชอำนาจแต่งตั้งนายสมัคร สุนทรเวช และคณะบุคคล ที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ ให้เป็นรัฐบาล ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่กำหนดไว้ว่าประชาชนย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใดๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้

รัฐธรรมนูญนี้ ยังมีบทบัญญัติด้วยว่าบุคคลไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม องค์กรใดก็ตามจะใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มิได้

รัฐธรรมนูญ มิได้บัญญัติไว้ว่ากลุ่มบุคคลที่ไม่พึงพอใจต่อรัฐบาล ไม่ว่าจะโดยเหตุอันใด มีสิทธิที่จะดำเนินการใดๆ ก็ได้ โดยไม่ต้องคำนึงความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง และ ไม่ต้องนำพาต่อบทบัญญัติของกฎหมาย เพื่อที่จะไปให้ถึงเป้าหมายของตนเอง คือ การล้มล้างรัฐบาลในพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

รัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อันเป็นรัฐบาลที่ถูกต้องชอบธรรม กำลังถูกท้าทายจากกลุ่มบุคคลที่ก่อความวุ่นวาย ปลุกระดมประชาชน ด้วยการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จครั้งแล้วครั้งเล่า โดยจงใจให้ประชาชนหลงผิด เกลียดชัง และร่วมขับไล่ โดยที่ไม่สามารถจะดำเนินการเพื่อนำความสงบเรียบร้อยกลับคืนสู่บ้านเมือง และไม่สามารถรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายไว้ได้

ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายที่สูญเสียไป นับแต่ม็อบพันธมิตรมีสิทธิพิเศษเหนือกว่าคนไทยทุกคนในประเทศนี้ ที่สามารถปิดการจราจร ยึดถนนราชดำเนิน อันเป็นเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ ตลอดจนเส้นทางการเดินทางคมนาคมของประชาชน ข้าราชการ นักเรียน นักศึกษา ได้ตามอำเภอใจ ราวกับเป็นเจ้าของถนน โดยที่รัฐบาล และ เจ้าหน้าที่ ไม่กล้าดำเนินการตามกฎหมาย ปล่อยให้กฎหมายถูกกลุ่มคนเหล่านี้ย่ำยีจนไร้ความหมาย

เมื่อกฎหมายไร้ความหมาย สังคมไทยก็ตกอยู่ในอาการใกล้พังทลาย และรัฐบาลก็ตกอยู่ในสภาพสูญสลายทางด้านความเชื่อถือ ทั้งกับประชาชนในประเทศ และชาวต่างประเทศ ที่กำลังจ้องรอดูความวิบัติฉิบหายของประเทศไทยด้วยใจจดจ่อ

ความวิบัติฉิบหายของประเทศไทย ที่กำลังจะปรากฏต่อสายตาชาวไทยและชาวโลก อันเกิดน้ำมือของกลุ่มบุคคลเพียง 5 คน ที่ไม่เคารพกฎหมาย ไม่ยอมรับกติกาของบ้านเมือง ทั้งแข็งขืนและแข็งกร้าวที่จะกระทำความผิด อย่างจงใจและท้าทาย ในขณะที่รัฐบาลก็อ่อนแอ อ่อนล้า โลเล และสับสนในตัวเอง จนเกินกว่าที่จะใช้ความกล้าหาญ อำนาจที่ได้มาอย่างถูกต้องชอบธรรมจากประชาชน ขัดขวาง และจับกุมดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด ทุจริตต่อกฎหมายบ้านเมือง

ผู้กระทำความผิด ผู้ทุจริตต่อกฎหมายบ้านเมือง เพียงหยิบมือเดียว กำลังทำลายบ้านเมืองของคนไทยทุกคนให้ได้ฉิบหายอย่างใหญ่หลวง ความเป็นปึกแผ่นของประชาชนและแผ่นดิน ที่มีมานานเกือบพันปี น่าจะถึงกาลสิ้นสลายก็ในคราวนี้ เพราะรัฐบาลไม่ใช้อำนาจที่ประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศ มอบให้ดำเนินการอย่างเข้มแข็งเพื่อนำความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายกลับคืนมา นำประเทศไทยกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

ภาวะปกติที่ทุกคนในสังคมไทย บนแผ่นดินไทย ต้องเคารพกฎหมายอย่างถ้วนหน้า ต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเสมอภาค และเท่าเทียม ภายใต้บทบัญญัติของกฎหมาย ตามที่รัฐธรรมนูญ กำหนดไว้

รัฐธรรมนูญ ที่ไม่เคยกำหนดไว้ว่าสนธิ ลิ้มทองกุล กับคณะที่เรียกตัวเองว่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะมีสิทธิพิเศษเหนือกฎหมาย ในการก่อความวุ่นวายให้แก่บ้านเมือง ปลุกระดมประชาชนให้ทำผิดกฎหมาย จะได้รับการยกเว้นเมื่อกระทำความผิด และจะไม่ต้องรับโทษตามที่กฎหมายบัญญัติ

ดังนี้แล้ว หากรัฐบาลไม่ดำเนินการกับ สนธิ ลิ้มทองกุล และคณะ เพื่อนำความสงบคืนมาสู่ประเทศไทย และส่งมอบประเทศไทยที่บอบช้ำเต็มทีให้แก่ประชาชนชาวไทย ในสภาพที่ยังพอเยียวยารักษาได้ แล้วล่ะก็ รัฐบาลก็คงหมดความชอบธรรมที่จะบริหารประเทศ โดยอ้างสิทธิอันชอบธรรมว่าได้รับการเลือกตั้งและได้รับมอบอำนาจมาจากประชาชนเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ

เนื่องเพราะ ประชาชนเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ กำลังพิจารณาว่ารัฐบาล อ่อนแอเกินไปกว่าที่นำพาประเทศไทย และประชาชนหลุดพ้นจากวิกฤตครั้งนี้ได้ รัฐบาลมักจะโอนอ่อนผ่อนตาม กับเสียงข่มขู่คุกคามและกรรโชก ของม็อบพันธมิตร ซึ่งเป็นเสียงส่วนน้อยที่ประกาศตนเป็นศัตรูถาวรกับรัฐบาล แต่กลับละเลยความรู้สึก และข้อเรียกร้องของประชาชนเสียงส่วนใหญ่ที่เป็นผู้ให้การสนับสนุนรัฐบาลด้วยความซื่อสัตย์มาโดยตลอด

บัดนี้ ประชาชนเสียงส่วนใหญ่ที่เป็นผู้ให้การสนับสนุนรัฐบาลด้วยความซื่อสัตย์ กำลังตัด สินใจว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่ประชาชน จะต้องแก้ไขปัญหาของประเทศและประชาชน ด้วยมือของตนเอง เพราะรัฐบาลที่ได้รับมอบอำนาจจากเราไป ไม่กล้าที่จะใช้ธรรมเป็นอำนาจ ตรงกันข้ามกลับตกอยู่ในอิทธิพลของกลุ่มบุคคลที่ใช้อำนาจเป็นธรรม

วันศุกร์นี้ ประชาชนเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ ที่ให้การสนับสนุนรัฐบาล จึงจำเป็นต้องไปรวมตัวกันที่ทำเนียบรัฐบาล มิใช่ไปเพื่อปกป้องรัฐบาล หากแต่ไปเพื่อปกป้องอำนาจของประชาชนไว้ที่ได้มอบไว้กับรัฐบาล และต่อต้าน สนธิ ลิ้มทองกุล ที่จะนำพวกบุกเข้าปล้นชิงอำนาจของประชาชน ที่ได้มอบให้แก่รัฐบาล

รัฐบาล ที่เกิดขึ้นมาจากแรงกาย แรงใจของประชาชน ที่เอาเลือด เอาเนื้อ ต่อสู้กับเผด็จการทหารคมช. และได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้เป็นรัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงทุกข์พระทัยกับการถืออำนาจบาตรใหญ่จนไม่ยอมอยู่ใต้กฎหมายของคนบางกลุ่ม และทรงห่วงใยประเทศไทย จะต้องประสบกับสภาพังแล้วพังอีก

พังในมือเผด็จการคมช.กับม็อบพันธมิตร ที่ร่วมกันจมประเทศไทย มาครั้งหนึ่งแล้ว จะต้องมาพังอีกครั้ง ในมือของม็อบพันธมิตร ที่ประกาศจะจมประเทศไทยอีกครั้ง เพราะไม่มีโอกาสแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ได้ดังใจตนเอง

ประชาชนเสียงส่วนใหญ่ที่ช่วยกันสร้างรัฐบาลนี้ขึ้นมา จึงต้องถามใจตนเองว่า ท่านจะนิ่งดูดาย ปล่อยให้รัฐบาลของท่านต้องยืนอย่างโดดเดี่ยวเดียวดายในวงล้อมของม็อบพันธมิตร และสื่อนอกรีต กระนั้นหรือ

หรือว่า ท่านคิดดีแล้วว่า เสียงส่วนใหญ่ของประเทศนี้ ควรจะยอมแพ้ให้กับม็อบพันธมิตร ที่กำลังฉุดดึงประเทศไทย ไปสู่กาลล่มสลาย ล่มจม พังแล้ว พังอีก ดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสไว้ ก็สุดแท้แต่เวรกรรมของประเทศไทย

เวรกรรมของประเทศไทย จะเป็นเช่นไร

วันศุกร์นี้ ก็คงได้รู้กันว่าประเทศไทย ที่เคยพังแล้ว จะพังอีกหรือไม่


ฟ้าฟื้น
จาก thai-grassroots

จารุวรรณ ขู่ฟ้องกลับกลุ่มติดตามฯ

สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ว่า วานนี้ (18 มิ.ย.) นายวันชัย จงจรูญหิรันย์ แกนนำกลุ่มติดตามการปฏิรูปการเมืองและต่อต้านการคอรัปชัน พร้อมพวกกว่า 10 คน ได้เข้าติดตามทวงความคืบหน้าเพื่อขอทราบคำชี้แจง ในกรณีที่เคยยื่นเรื่องให้คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการฯ สตง. และกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ชี้แจงเรื่องการซื้อที่ดินย่านปากเกร็ดและสร้างบ้านมูลค่า 50 ล้านบาท รวมถึงการใช้รถประจำตำแหน่ง ผ่านนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส รองผู้ว่าการฯ สตง. แม้ว่า ป.ป.ช.จะรับเรื่องดังกล่าวเพื่อตรวจสอบแล้ว แต่ไม่เชื่อมั่นว่า ป.ป.ช.จะทำหน้าที่ตรงไปตรงมา เนื่องจาก ป.ป.ช. คตส. และ กกต. ถูกแต่งตั้งโดย คมช. จึงไม่มีความน่าเชื่อถือแต่อย่างใด ขณะนี้ทางกลุ่มรวบรวมรายชื่อเพื่อถอดถอนคุณหญิงจารุวรรณได้ 2,000 รายชื่อแล้ว

คุณหญิงจารุวรรณกล่าวว่า ได้ให้ทนายความพิจารณาประเด็นที่ทางกลุ่มของนายวันชัย มาโจมตีเรื่องการสร้างบ้าน โดยระบุมูลค่ามากกว่า 50 ล้านบาท เพื่อเตรียมฟ้องกลับ โดยเมื่อวันที่ 17 มิ.ย.ที่ผ่านมา ทนายความได้เข้ามาหารือและศึกษารายละเอียดของหนังสือที่กลุ่มของนายวันชัยนำมายื่นแล้ว

นายกิตติพร อรุณรัตน์ ทนายความของนายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา ชินวัตร บุตร พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กล่าวว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทีมทนายความได้ยื่นหนังสือให้ คตส.เพิกถอนคำสั่งอายัดทรัพย์ ที่ได้จากการขายหุ้นชินคอร์ป ที่ คตส.อายัดไว้ทั้งหมด 6.5 หมื่นล้านบาท เพราะขณะนี้ครบระยะเวลา 1 ปีที่กำหนดตามกฎหมาย ที่บัญญัติว่าหากไม่สามารถยื่นฟ้องต่อศาลได้ ก็จะต้องเพิกถอนการอายัดทรัพย์ ทีมทนายความกำลังรอหนังสือตอบอย่างเป็นทางการจาก คตส.ว่า จะเพิกถอนการอายัดทรัพย์หรือไม่ หาก คตส.ไม่เพิกถอนก็จะต้องมีการดำเนินคดีในชั้นศาล ทั้งคดีแพ่ง คดีอาญาและคดีปกครอง โดยจะมีการยื่นเรื่องให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการอายัดทรัพย์ของ คตส.



กกต.แจกใบเหลือง 2 ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน

กรุงเทพฯ 19 มิ.ย. – กกต.มีมติเสนอศาลฎีกาแจกใบเหลือง 2 ส.ส.พรรคพลังประชาชน รวมทั้ง “กรุง ศรีวิไล” หลังพบทำผิดซื้อเสียงเลือกตั้ง ขณะเดียวกัน สั่งนับคะแนนเขต 1 ราชบุรีใหม่

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงว่า ที่ประชุม กกต.เสียงข้างมากเห็นควรยื่นคำร้องต่อศาลฏีกา เพื่อขอให้ศาลสั่งให้เลือกตั้งใหม่ในเขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดสมุทรปราการ หลังพบว่า นายจิรพันธ์ ลิ้มสกุลศิริรัตน์ และนายนที สุทินเผือก หรือกรุง ศรีวิไล 2 ส.ส.พรรคพลังประชาชน กระทำผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 236 (5) และ (6) พ.ร.บ. กกต. มาตรา 10 (10 )และ (12 ) และมาตรา 111 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. ด้วยการให้ทรัพย์สิน หรือเงินแก่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง เพื่อการจูงใจให้ไปเลือกตั้ง โดยฝ่ายสืบสวนจะเร่งยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาภายใน 2 สัปดาห์

เลขาธิการ กกต. กล่าวต่อว่า ที่ประชุม กกต.เสียงข้างมากยังสั่งให้มีการเปิดหีบบัตรเลือกตั้งทุกหน่วยเลือกตั้งในเขต 1 ราชบุรี เพื่อตรวจเอกสารการนับคะแนนใหม่ โดยให้ตรวจสอบจากแบบการกรอกคะแนนเลือกตั้ง เปรียบเทียบกับรายงานผลการนับคะแนน และการประกาศผลการนับคะแนน หลังมีผู้ร้องว่าการนับคะแนนของกรรมการเลือกตั้งประจำเขตและ กกต.ราชบุรี มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-19 13:36:58


กกต. เหยื่อการเมืองรายล่าสุด

คอลัมน์ : รายงานพิเศษ

เพราะ เป็น “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” (กกต.) ที่ทำหน้าที่ดูแลการเลือกตั้ง รับรองผลการเลือกตั้ง มีอำนาจให้คุณให้โทษนักการเมืองผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง

จึงไม่อาจพ้นจากการจับตามอง รวมถึงความคาดหวังในทุกประการได้

ฝ่ายที่เชื่อเรื่องความเป็นกลาง ก็คาดหวังความเป็น “กลาง”

ฝ่ายที่ไม่เชื่อเรื่องความเป็นกลาง ก็คาดหวังว่า กกต. จะ “เอียงข้าง” ไปยังฝ่ายที่ตัวเองสนับสนุนให้มากที่สุด

ที่แย่กว่าคือ บางคนก็เข้าใจไปว่า การเป็น “คุณ” กับข้างที่ตัวเองสนับสนุน นั่นแหละคือ “เป็นกลาง” แล้ว

ทั้งที่ในความเป็นจริง เมื่อผลการปฏิบัติงานของ กกต. เป็นคุณกับฝ่ายหนึ่ง ก็จะกลายเป็นโทษกับอีกฝ่ายหนึ่ง เช่นเดียวกับถ้าให้โทษอีกฝ่ายหนึ่ง ประโยชน์ก็ตกกับอีกฝ่ายหนึ่งอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

การเป็นกลางในความหมายที่ว่า ให้คุณกับทุกฝ่าย จึงยากจะเกิดขึ้น

ด้วยเหตุนี้จึงเกิดกระแสที่ว่า กกต. ไม่เป็นกลาง

เกิดการจับขั้วเลือกข้างให้ กกต. อย่างเสร็จสรรพ

จึงทำให้ขณะนี้ กกต. กำลังกลายเป็น “เหยื่อการเมือง” เหมือนที่ชุดก่อนหน้านี้โดน และยังไม่พ้นวิบากกรรมจนทุกวันนี้

“ข้าง” ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งชุดใหญ่ 5 คน ถูกผลักให้ไปอยู่

ข้างหนึ่งคือ ทำให้เป็นพวกเดียวกับกลุ่มของ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และ พรรคประชาธิปัตย์

ข้างหนึ่งคือ ทำให้เป็นพวกเดียวกับ รัฐบาล พรรคพลังประชาชน รวมถึง อดีตพรรคไทยรักไทย

ข้างพันธมิตรฯ และพรรคประชาธิปัตย์ มีชื่อของ นายอภิชาต สุขัคคานนท์ นายประพันธ์ นัยโกวิท และ นายสุเมธ อุปนิสากร

ข้างรัฐบาลและพรรคพลังประชาชน มีชื่อของ นายสมชัย จึงประเสริฐ และ นางสดศรี สัตยธรรม

กกต. ฝ่ายแรก ถูกด่าทอจากฝ่ายต่อต้านพันธมิตรฯ ว่าเข้าข้างพันธมิตรฯ และพรรคประชาธิปัตย์ มีการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานให้ใบเหลืองใบแดงที่ไม่เสมอภาคอย่างออกนอกหน้า บางกลุ่มก็นำหุ่นจำลองมาเผาประณาม

ขณะที่ กกต. ฝ่ายหลัง โดยเฉพาะนางสดศรี ก็เพิ่งถูกกลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวหาว่าเดินทางไปเมืองจีน เพื่อพบและรับสินบนเป็นสร้อยเพชรจากอดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย นายจาตุรนต์ ฉายแสง จนนางสดศรีต้องปกป้องตัวเองด้วยการจะฟ้องร้องหมิ่นประมาท พร้อมแสดงหลักฐานเป็นพาสปอร์ตที่ไม่เป็นไปตามข้อกล่าวหาของกลุ่มพันธมิตรฯ

ความจริงในใจ กกต. ทั้ง 5 ท่านเอนเอียงไปข้างไหนหรือไม่ ไม่มีใครหยั่งรู้ และอาจไม่จำเป็นต้องรู้ ตราบใดที่การทำงานภายใต้บทบาทหน้าที่ความเป็น กกต. ยังตรงไปตรงมา ตรวจสอบได้

แต่การออกมาวิพากษ์วิจารณ์หนักหน่วงจากกลุ่มการเมืองที่แบ่งตัวเองออกเป็น 2 ฝ่ายอย่างชัดเจนในวันนี้ ก็ทั้งผลักทั้งดึงให้ภาพลักษณ์ของ กกต. ทั้งชุด ถูกตราภาพว่าเป็นคนของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไปด้วย

ซึ่งเป็นสิ่งที่อันตรายที่สุด เสียหายที่สุด

ไม่เพียงทำให้ กกต. กดดันจนต้องทำงานลำบาก

แต่จะทำให้องค์กรนี้เกิดวิกฤติศรัทธา ไม่ได้รับความเชื่อถือจากประชาชนอีกครั้ง เหมือนที่เคยเกิดขึ้น

ทั้งที่นี่คือ “องค์กรกลาง” ที่ประชาชนฝากความหวังในวันที่สังคมมีแต่การแบ่งแยกฝักฝ่าย

วิกฤตการณ์เช่นนี้ กับคนที่เลือกข้างยืน อาจสะใจที่ทำได้สำเร็จ

แต่กับคนที่ยังเชื่อเรื่องความเป็นกลาง ก็ยิ่งต้องกลุ้มใจ

เพราะไม่รู้ว่า ต่อไปจะยังมีองค์กรกลางกลุ่มใดที่ต้องโดนพิษการเมืองเล่นงานกันอีก




ชำแหละ...กองทัพมาร พวกนอกรีตทำลายศาสนา

คอลัมน์ : รายงานพิเศษ

ถึงวันนี้ “กลุ่มพันธมิตรฯ” ยังคงปักหลักอยู่ที่เชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์อย่างที่ไม่มีทีท่าว่าจะสลายการชุมนุม ทั้งยังงัดกลยุทธ์ “ดาวกระจาย” ออกมาให้ประชาชนเอือมระอากันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุดยุทธวิธีที่ “5 แกนนำพันธมิตร” ใช้ต่อสู้กับรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตยอยู่ในชั่วโมงนี้ โดยอาศับบทเรียนจากสมรภูมิ 14 ตุลา 6 ตุลา และพฤษภาทมิฬ 35 มาเป็นแนวทาง คงจะไม่เป็นผลอีกแล้ว และมีสถานะชอง “พันธมาร” ก็ไม่ต่างกับ “คมช.2” แม้แต่น้อย

แม้ก่อนหน้านั้น “แกนนำพันธมิตร” บางคนจะแอบฝากความหวังไว้กับ “กองทัพภิวัตน์” ซึ่งมันมิอาจเป็นจริงได้ในเวลานี้ เพราะผู้นำกองทุนประเมินว่า ยังฝากผีฝากไข้กับ “สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี” ได้ กลุ่มพันธมิตรจึงต้องหวังพึ่ง “ตุลาการภิวัตน์” สถานเดียว

ปัจจัยภายในอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์เมืองพันธมิตร บนถนนราชดำเนิน ตรงเชิงสะพานที่มีมาอย่างยืดเยื้อยาวนานคือ ขุมพลังมวลชน ที่มาจากสองสายหลัก สายแรกเป็น “กลุ่มแฟนพันธุ์แท้โกตั๊บ” ซึ่งเป็นมวลชนการเมืองสายพันธุ์ใหม่ และมีลักษณะคล้ายสมาชิกองค์กรใดองค์กรหนึ่งที่บูชาลัทธิตัวบุคคล

อีกสายหนึ่งมาจาก “สันติอโศก” นี่ถึงกับเป็น “กองกำลังทหารราบ” ของกองทัพพันธมิตร ซึ่งตั้งชื่อมูลนิธิว่า “กองทัพธรรม” แต่มีนักวิชาการบางท่านเรียกว่า “มูลนิธิกองทัพมาร” โดยมี พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เป็นประธาน ที่ใช้อาวุธหนักประเภทปืนใหญ่ยิงถล่มใส่รัฐบาลไม่หยุด อาวุธประเภทนี้คงหนีไม่พ้นผลงานของ ASTV ที่กระหน่ารัฐบาลไม่ละเว้น

ซึ่งการรวมกลุ่มของ “กองทัพมาร” ที่มีนามว่า “สันติอโศก” ที่กล่าวอ้างทำตัวเสมือนพระ แต่กลับกระโดดขึ้นเวทีร่วมกับพันธมารเพื่อโจมตีขับไล่รัฐบาล นับเป็นตัวอย่างที่ไม่เหมาะสมขนานแท้

อีกทั้งยังมี “โพธิรักษ์” นายรักษ์ รักษ์พงษ์ กระโดดเข้าร่วมเวที เพื่อทำการขับไล่รัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตย จนทำให้สื่อต่างประเทศต้องเข้าใจผิดไปตาม ๆ กัน หลงเข้าใจว่าพฤติกรรมของพระที่ “ศาสนิกชน” นับถือเข้าร่วมขบวนการด้วยหรือ จนเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าสถาบันพระพุทธศาสนาต้องหมองมัว ด้วยกิเลสตัญหาของกลุ่มบุคคลที่ทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง

และบนจอเอเอสทีวี ของ สนธิ ลิ้มทองกุล ที่ถ่ายทอดสดการชุมนุมของกลุ่มคนผู้ขับไล่รัฐบาล ได้แพร่ภาพ โพธิรักษ์ เจ้าสำนักสันติอโศก พูดเรื่องธรรมะของพระพุทธเจ้า แล้วก็ตัดเข้าภาพโฆษณาของ เบียร์ช้าง ที่ได้หันมาเป็นสปอนเซอร์ใหญ่ให้กับสนธิแล้ว

กระหน่ำสปอตโฆษณาชิ้นนี้อยู่หลายรอบ สลับกับการพูดธรรมะของโพธิรักษ์ จนทำให้บรรยากาศแห่งเพลงโลกนี้คือละครผุดพรายขึ้นมา การที่เบียร์ช้างเข้าตลาดหุ้นไม่ได้ในช่วงนั้นก็เพราะ โพธิรักษ์-สันติอโศก-จำลอง ศรีเมือง ขัดขวางเอาไว้ โดยมีคนที่แพ้เกมการซื้อหุ้นสนามกอล์ฟราชพฤกษ์ เป็นสปอนเซอร์

และหากจะย้อนไปดูก้าวย่างของ “สันติอโศก” ก็จะเห็นว่าไม่ได้เพิ่งออกมาแสดงบทบาททางการเมืองในฐานะ “สมุนจำลอง” และทำตัวเลียนแบบสงฆ์จนเป็นที่กังวลของสังคมเป็นหนแรก

แต่หากจะย้อนดูตั้งแต่ปี 2539 เป็นต้นมา สันติอโศก และโพธิรักษ์ ก็เคยต้องคดีอาญามาแล้วนับไม่ถ้วน โดยเมื่อปี 2539 พนักงานอัยการกองคดี แขวงพระนครเหนือ ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายรักษ์ รักษ์พงษ์ หรือพระโพธิรักษ์ กับพวก รวม 80 คน เป็นจำเลยในความผิดฐานเป็นพระภิกษุล่วงละเมิดพระธรรมวินัยเป็นอาจิณ และแต่งกายหรือใช้เครื่องหมายที่แสดงว่าเป็นพระภิกษุ รวม 2 คดี ที่ศาลแขวงพระนครเหนือได้พิพากษาโทษหลายกระทง แต่ก็ยังไม่เข็ดยังออกมาเคลื่อนไหวอีก โดยไม่ลด ลา วา ศอกง่าย ๆ

ซึ่งบุคคลผู้นี้ได้เข้าร่วมกับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ด้วยการแต่งกายในชุดม่อฮ่อม ออกมาความเคลื่อนไหวอีกครั้งในปี 2549

การกระทำของสันติอโศกคร้งนั้นได้ตกเป็นเป่าการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง รวมทั้งการนำเสนอข่าวคราวความไม่เหมาะสมของสื่อหลายฉบับ

อย่างเช่นหนังสือพิมพ์สยามธุรกิจ ฉบับที่ 669 วันที่ 8 – 10 มีนาคม 2549 บอกว่า จับตาศึกพระ...หลังศึกม็อบเช็กบิล สันติอโศก

มีเนื้อคงวามว่า “พลันที่มหาห้าขัน “พล.ต.จำลอง ศรีเมือง”ใช้อนุสรณ์สถาน 14 ตุลาคมประกาศจุดยืน “ไม่เอาทักษิณ” ส่งผลให้สถานการณ์ที่ตกเป็นรองของขบวนการพันธมิตรกู้ชาติภายใต้ร่มเงของ “สนธิ ลิ้มทองกุล” พลิกกลับมาเป็นต่อโดยทันที เพราะการเข้ามาร่วมเป็นพันธมิตรของ พล.ต.จำลอง มิใช่แบกภาพความสำเร็จขับไล่ใครคัดค้านประเด็นไหนเกิดมรรคผลทุกครา แต่เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่า การขับเคลื่อนแต่ละครั้งนั้นย่อมมีกองทัพ “สันติอโศก” สนับสนุน ด้านหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับที่ 20,599 วันอังคารที่ 7 มีนาคม 2549 มีการลงรูปในรายงานหน้า 2 ช่วงการบิณฑบาต พร้อมมีคนก้มกราบ”

ขณะที่หนังสือพิมพ์ฉบับเดียวกันในวันอาทิตย์ที่ 9 เมษายน 2549 เนื้อข่าวบอกว่า แจ้งจับโพธิรักษ์เลียนแบบสงฆ์ ซึ่งผศ.เสถียร วิพรมหา แกนนำเคลือข่ายชาวพุทธ เข้าแจ้งความเพื่อให้ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลแห่งสำนักสันติอโศก นำโดยสมณะโพธิรักษ์ โพธิรกฺขิโต ข้อหาแต่งกายหรือใช้เครื่องหมายที่แสดงว่าเป็นภิกษุ สามเณร โดยมิชอบ เพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนเป็นบุคคลเช่นว่านั้น

จากกรณีที่ทั้งหมดออกมาเคลื่อนไหวขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้ลาออกจากตำแหน่ง ที่ท้องสนามหลวง ซึ่งเป็นพฤติกรรมขัดต่อกิจวัตรและพระธรรมวินัยของพระภิกษุสงฆ์ไทย และนายเสถียรได้กล่าวว่าในอดีตคนพวกนี้เคยถูกประกาศนียกรรมจากคณะสงฆ์มาแล้ว และถูกศาลชั้นต้นตัดสินให้มีโทษจำคุก 6 เดือนเมื่อปี 2532 แต่ทางกลุ่มดังกล่าวก็มากระทำการลักษณะเช่นนี้อีก จึงอยากขอให้ทั้งหมดยุติการกระทำนี้ โดยขอให้ทางพนักงานสอบสวนดำเนินการทางกฎหมายตามประมวลกฏหมายอาญามาตรา 208

ซึ่งข่าวเดียวกัน หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ เห็นว่าไม่มีใครสนับสนุนให้พระออกมาร่วมชุมนุมแต่อย่างใด เนื่องจากพระคือกลุ่มที่ประชาชนนับถือและให้ความเคารพ แต่พระโพธิรักษ์บวชเป็นพระแต่ไม่ปฎิบัติตามกฎของสง์ และฝ่าฝืนไม่เปล่งวาจาสึกตามคำบัญชาของสมเด็จพระสังฆราช ทั้งที่ศาลสั่งจำคุกตั้ง 72 เดือนและพวกอีก 79 คน 3 เดือน

และสาเหตุที่ทำให้โพธิรักษ์ไฟเขียวให้ชาวสันติอโศกเข้าร่วมม็อบกับพันธมิตรฯ เพราะพล.ต.จำลอง จะเป็นผู้นำกองทัพธรรมฯและสมาชิกสันติอโศกร่วมชุมนุม ทั้งนี้ยังบอกว่าสำนักสันติอโศกมีความเป็นประชาธิปไตย ไม่ได้มีการบีบบังคับสมาชิกให้ไปร่วมชุมนุม อีกทั้งยังมีการไปปรึกษาหารือกับ พล.ต.จำลองหลายครั้ง และมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน แต่ในทางตรงกันข้ามพระพิศาลธรรมพาที หรือ พระพยอม กัลยาโณ กล่าวว่า ทุกครั้งที่มีการชุมนุมมีมหาจำลองที่ไหนก็ย่อมมีสันติอโศก และไม่ใช่เป็นครั้งแรกทีกลุ่มสันติอโศกออกมาเคลื่อนไหว และตอนนี้สันติอโศกไม่เกี่ยวกับมหาเถรสมาคม

นอกจากนี้ หนังสือพิมพ์มติชนฉบับที่ 10209 ประจำวันอังคารที่ 21 กุมภาพนธ์ 2549 ก็เสนอเนื้อข่าวว่า “โพธิรักษ์”ไฟเขียวชาวสันติอโศกร่วมม็อบ ซึ่งสมณะโพธิรักษ์ ผู้ก่อตั้งสันติอโศก ได้กล่าวไว้ว่า สำนักสันติอโศกเป็นประชาธิปไตย ไม่ได้มีการบีบบังคับสมาชิกให้ไปร่วมชุมนุมดังกล่าว และไม่สามารถบอกได้ว่าจะมีสมาชิกไปร่วมงานกี่คน ใครอยากไปก็ไปไม่อยากไปก็ไม่ต้องไป หรือใครไปฟังการปราศรัยในวันนั้นแล้วไม่ชอบใจ ไม่อยากไปอีกก็ไม่เป็นไร ให้สิทธิในความคิดของคนทุกๆคน หรือหากใครไปสนามหลวงไม่ถูกให้มารวมที่สันติอโศกเพื่อไปพร้อมกัน ซึ่งจะมีการเริ่มชุมนุมในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ นี้

และสมณะจันทร์แห่งสันติอโศก ยังบอกว่า เมื่อ พล.ต.จำลองมาเป็นผู้นำให้กับทางกลุ่ม ก็จะทำให้สันติอโศกเกิดกำลังใจขึ้นมาอีกครั้ง เพราะ พล.ต.จำลองมีแนวทางการปฏิบัติธรรมเสมอต้นเสมอปลาย และเป็นต้นแบบของชาวสันติอโศกอีกด้วย และนี่คือสาเหตุที่กลุ่มสันติอโศกเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมารเนื่องจากมีความคิดเช่นเดียวกัน

การที่เถรสมาคมไม่ยอมรับเพราะไปค้านกระแสหลักในการปฏิบัติกิจสงฆ์ ไม่ปฏิบัติธรรมตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า กลับไปเข้าร่วมชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาล ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมสำหรับพระภิกษุสงฆ์ จากนั้นเกิดความกำเริบออกมาตั้งสำนักใหม่เป็นสันติอโศก ด้วยสาเหตุที่ว่าทำงานไม่บรรลุอย่างที่ตั้งใจไว้จึงประกาศแยกออกจากเถรสมาคมตั้งแต่ ปี พ.ศ.2518 จากนั้นก็มีการขยายสาขาสันติอโศกไปตามจังหวัดต่าง ๆ เพื่อให้ลัทธิจำลองกึงก้อง อยู่ยงคงกะพันธ์

เรามักได้ยินเรื่องราวของพระสงฆ์ประพฤติผิดศีลร้ายแรงจนถึงขั้นถูกจับสึก พระที่ถูกจับสึก เรียกว่า “ปาราชิก” ปาราชิกเป็นต้นพระวินัยในพระพุทธศาสนา พระที่ต้องปาราชิกแล้ว ห้ามบวชอีก ตัวอย่าง สันติอโศก หรือโพธิรักษ์ บวชอีกไม่ได้ แต่ที่บวชอยู่ในปัจจุบันนี้ บวชเอาเอง ตั้งชื่อตัวเองว่า สมณะ แตกต่างจากพระ แยกตัวเป็นอิสระไม่ขึ้นกับคณะสงฆ์ไทย โดยอ้างสิทธิเสรีภาพในรัฐธรรมนูญ ทำให้คณะสงฆ์ทำอะไรไม่ได้ ถึงจะทำอะไรไม่ได้ ก็ปาราชิกอยู่ดี

พระที่ปาราชิกมีอยู่ 2 ประเภท ประเภทที่หนึ่ง มีคนรู้เห็น หนีความผิดไม่พ้นถูกจับสึก ถ้าไม่ยอมสึกโดยดี จะถูกตำรวจจัดการให้สึกออกจากพระ และอีกประเภทหนึ่ง ปาราชิกเงียบ ไม่มีใครรู้เห็น ห่มผ้าเหลือง เป็นพระให้ญาติโยมกราบไหว้ ต้มตุ๋นญาติโยมไปวันๆ เสมือนดัง “โพธิรักษ์” ในกลุ่มสันติอโศก แต่คนที่เรียกตัวเองว่า สมณะ กระทำเยี่ยงนี้ นี่หรือรูปแบบของพระพุทธเจ้า มันเป็นคำถามในพระพุทธศาสนา

รู้หรือไม่ว่ากล้องต่างประเทศเขาจับภาพพวกที่เรียกตัวเองว่าสมณะเดินเรียงแถวรับบิณฑบาต ขับไล่ทักษิณ ชินวัตร อย่างมีสง่า ทำประหนึ่งเป็นความชอบธรรมยังไงยังงั้น

เห็นแล้ว แสนจะเสียใจ พระพุทธศาสนาเป็นอย่างนี้ไปได้อย่างไร

แน่นอนที่ “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” ไม่เป็นที่พอใจของผู้คนในประเทศ แต่นั้นก็เป็นเรื่องของฝ่ายญาติโยมเพราะพวกญาติโยมเขาดื่มเหล้า เคล้านารี มีโกรธมีแค้น มีชิงชัง และไล่ทุบไล่ตีกันไม่เว้นแต่ละวัน

แล้ว สมณะ (พระ) มาร่วมไล่ทุบตีนี้มันเหมือนเปรตกลับชาติมาเกิดแท้ ๆ (คำว่าเปรตไม่ใช่คำรุนแรง เพราะคำว่าเปรตนั้นมีอยู่ในพระไตรปิฎก)

ต่อมามีกลุ่ม “กองทัพธรรม” นำโดย “พล.ต.จำลอง ศรีเมือง” และ หัวหน้าสำนักสันติอโศก เรื่องนี้ ถ้า พล.ต.จำลอง นำทัพก็จะไม่แปลกอะไร เพราะ พล.ต.จำลอง ไม่ใช่นักบวช

แต่คนชื่อ “โพธิรักษ์” ถึงแม้จะไม่ได้เป็นพระตามพระบัญญัติในพระพุทธศาสนา แต่ก็ได้อ้างว่าตนเป็น สมณะ ได้ปฏิบัติตนเยี่ยงพระ มีการแสดงออกตลอดปี หลายสิบปี โดยมีสถานีวิทยุและโทรทัศน์ เผยแพร่หลักการของกลุ่มนี้ ภายใต้นามว่า สันติอโศก การกระทำของกลุ่มนี้

แต่อย่างไรก็ดีในวันนี้ “สันติอโศก” ได้ออกมาแสดงบทบาทอีกครั้ง และเป็นกระแสไปทั่วทั้งในและต่างประเทศ ร่วมกับแก๊งพันธมิตรฯ ที่ออกมาปิดถนนสร้างความเดือดร้อนรำคาญขับไล่รัฐบาล และกำลังริอ่านจะบุกยึดทำเนียบรัฐบาล อันเป็นศูนย์กลางของการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย

ถึงวันนี้ประชาชนคงรู้เช่นเห็นชาติกันหมดแล้วว่าแต่ละคนที่ออกมาร่วมกระบวนการชุมนุมเคลื่อนไหว แต่ละคนออกมาด้วยเหตุผลใด ออกมาหาผลประโยชน์ให้ตัวเองอย่างไรกันบ้าง

แน่นอนว่าคนทำผิดกฎหมายสุดท้ายก็จะต้องมีบทลงโทษ คนที่ทำประชาชนเดือดร้อนรำคาญก็ย่อมได้รับเสียงก่นด่า สาปแช่ง และแน่นอนว่าพวกที่เอาของสูงมาหากิน เอามาบังหน้าย่อมหนีไม่พ้นความวิบัติฉิบหาย

นรกจะต้องกินกบาลแน่นอน...!!



แด่ “พันธมิตรฯ” และขบวนแห่พร้อมหางเครื่องที่กำลังขุดหลุมฝังศพตนเอง!(1)

คอลัมน์ : ฮอตสกู๊ป

กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมอีสาน (กสส.),เครือข่ายขบวนคนรุ่นใหม่ภาคอีสาน (คคส.),สหพันธ์เยาวชนอีสาน (สยส.) เขียนบทความ หรือจะเรียกว่า เรื่องพิเศษ เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวใน “ขบวนการเอ็นจีโอ”อีสาน หรือ กลุ่มที่พันธมิตรชอบอ้างว่า เป็น”ภาคประชาชน” ได้อย่างแสบสันต์ ดุเดือด สมกับเป็นคนรุ่นใหม่ในภาคอีสาน ที่ปฎิเสธ “แนวทาง “ “ความคิด” ของบรรดาเอ็นจีโอรุ่นเก่า เก๋ากึกส์ของอีสานที่ทำตัวเป็นหางเครื่องให้แก่พันธมารอย่างสุดจิต สุดใจ งานเขียนชิ้นนี้จึงพิเศษตรงที่ เปิดหน้ากาก ตัวตน ของเอ็นจีโออีสานอย่างล่อนจ้อน จริงเท็จประการใด เชิญทัศนา!

“บทนำ
หนึ่ง : ควรวาลัย “ปุ๋ย”ปัญญาชนชนชั้น...ของ “ขบวนเขื่อน”และ“สมัชชาคนจน”

นันทโชติ ชัยรัตน์ “ปุ๋ย” พร้อมลูกชาย “ลำน้ำ” ได้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์บนเส้นทางกลับบ้านเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ.2551 นับเป็นการสูญเสีย “ปัญญาชนชนชั้น” ครั้งใหญ่ของขบวนการ “เขื่อน” และ “สมัชชาคนจน” รวมทั้งขบวนคนรุ่นใหม่ภาคอีสาน ในนาม “กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมอีสาน” (กสส.) ด้วย

“ปุ๋ย” ได้เข้าร่วมขวนแถวกับกลุ่ม กสส. ตั้งแต่เริ่มแรก และในช่วงการเคลื่อนไหวต่อต้านเผด็จการทหาร คมช. เขาก็เข้าร่วมกับพวกเราโดยตลอด, ก่อนจะเสียชีวิตเข้ายังได้นัดหมายที่จะมาเข้าร่วมเวทีสัมมนาขบวนคนรุ่นใหม่ ครั้งที่ 2/2551 ที่จะจัดขึ้นเนื่องในวาระครบรอบ “16 ปีพฤษภาทมิฬ 2535” ในวันที่ 10 พฤษาภาคม พ.ศ.2551 ณ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

อนิจจา ! ไม่นึกเลยว่าพวกเรากลุ่ม กสส. ต้องย้ายเวทีสัมมนาในวันเวลาดังกล่าวไปร่วมพิธีไว้อาลัยและฌาปนกิจศพของ “ปุ๋ย” แทนที่วัดทุ่งศรีเมือง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี

ในวันนั้น, ก่อนที่ร่างของเขาและลูกชายจะถูกส่งเข้าเมรุ พิธีกรรมไว้อาลัย “ปุ๋ย” ยังได้สร้างผลสะเทือนต่อพวกนิยมเผด็จการ “พันธมิตรฯ” อย่างสำคัญ....

ภายในเอกสารประกอบการสัมมนาครั้งนี้ จึงขอนำบทความของ “ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์” / “บารมี ชัยรัตน์” / บทรายงานพิธีกรรมไว้อาลัยดังกล่าว.....มอบให้มิตรสหายทุกท่านที่ไม่มีโอกาสไปร่วมเคารพดวงวิญญาณของเขา.....
และขอเชิญมิตรสหายทุกท่านเข้าร่วมงานรำลึกครบรอบ 50 วัน การจากไปของ “ปุ๋ยและลูกชาย” ในวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ.2551 ณ “ป๋วยเสวนาคาร” ฝั่งธนบุรี กทม.

พวกเรากลุ่ม กสส. ขอควรวะและอาลัยยิ่ง.....

สอง : ขบวนคนรุ่นใหม่ภาคอีสาน กับ ภาระกิจที่ยังไม่เริ่มต้น.....

นับตั้งแต่ปี 2548 ถึง ปัจจุบัน การรวมตัวของ “คนรุ่นใหม่” ในภาคอีสาน” ในนาม กสส. นั้น ได้ผ่านการทำกิจกรรมร่วมกันมาพอสมควร โดยระหว่างปี 2548-2549 ได้มั่งเน้นไปที่การจัดกระบวนการศึกษาภายในกลุ่มกันเอง

ภายหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ.2549 ทาง กสส. ทำการเคลื่อนไหวต่อต้านเผด็จการทหาร คมช. และรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ในภาคอีสานอย่างคึกคัก

ในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2550 กสส.ได้ประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันในการที่ร่วมกับภาคีอื่น ๆ ในการเคลื่อนไหว, รณรงค์ให้มีการ “แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550” ภายหลังที่มีการเลือกตั้ง ส.ส. และจัดตั้งรัฐบาลใหม่

ที่ผ่านมา กสส. ได้จัดสัมมนาขบวนคนรุ่นใหม่ภาคอีสาน ครั้งที่ 1/2551 ขึ้น เมื่อวันที่ 18-20 มกราคม พ.ศ.2551 ที่ วังอสูร อ.กระนวน จ.ขอนแก่น ซึ่งในที่ประชุมสัมมนาดังกล่าวมีมติ
อย่างน้อย 2 ประการ คือ

1. กสส. จะต้องเคลื่อนไหวแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 โดยการจัดตั้ง “คณะทำงานเฉพาะกิจ” ขึ้นมา 1 ชุด ทำการกำหนดเนื้อหา และออกแบบการเคลื่อนไหว ซึ่งให้ประกอบไปด้วย “กลุ่ม” / “องค์กร” ที่เป็นมิตรสหายและมีความคิดคล้ายคลึงพวกเราเท่านั้น

2. กสส. จะต้องทำการศึกษา และมีชุดเสนอให้กับสาธารณะในการขับเคลื่อน “การปฎิรูปการเมืองครั้งใหม่” ที่จะมีไปพร้อมกับการรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างผลสะเทือนในระดับโครงสร้างส่วนบน ด้วยการเสนอหลักการสำคัญ คือ “กระจายอำนาจการปกครองตนเองของท้องถิ่น” อย่างเป็นรูปธรรม

3. ให้จัดตั้ง “เครือข่ายขบวนคนรุ่นใหม่ภาคอีสาน” (คคส.) ขึ้นมา โดยมีองค์คณะมารับผิดชอบ เพื่อรองรับการขยายงานกับคนทำงานเพื่อสังคมรุ่นต่อ ๆ ไป เพื่อหนุ่นเสริมภารกิจบางประการที่ กสส. ไม่สามารถทำได้

นอกจากนั้น กสส. ยังร่วมกันวิเคราะห์ว่า ในขณะที่กำลังของพวกเรามีน้อย การอาศัยเงื่อนไข “แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550” และสถานการณ์ของความขัดแย้งทางการเมืองในขณะนี้นั้น เป็น “เครื่องมือ” ในการทำงานขยายเพื่อนมิตร และจัดตั้งกลุ่มศึกษาในพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพ

กล่าวให้ถึงที่สุดก็คือ ทิศทางของ กสส. ใน 5 ปีข้างหน้า มุ่งเน้นไปที่การสร้างและขยายผู้ปฏิบัติงาน ให้ขยายเพื่อนมิตร จัดตั้ง “กลุ่มศึกษา” ในพื้นที่ปฏิบัติงานของสมาชิกให้เข้มข้นขึ้น ให้มีการขยายงานทั้งในด้าน “ปริมาณ” และ “คุณภาพ” ด้วย

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามทิศทางดังกล่าว จึงได้จัดปรับโครงสร้าง และกิจกรรมการสัมมนา หรือ จัดการศึกษา ให้จัดออกเป็น 2 ระดับ คือ

1. เวทีสัมมนากลาง ให้จัดกระบวนการศึกษาเข้มข้น เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ปีละ 3 ครั้ง

2. เวทีสัมมนาโซน ให้จัดกระบวนการศึกษา อย่างน้อยบปีละ 4 ครั้ง โดยกำหนดโซนจังหวัดและผู้รับผิดชอบ/ประสานงาน ดังนี้

โซนอีสานเหนือ : มี ดู่ (หนูเกิด ทองนะ) เป็นผู้ประสานงาน ประกอบด้วย ชัยภูมิ/ เลย/ หนองบัวลำภู/ อุดรธานี/ หนองคาย/ นครพนม

โซนอีสานกลาง : มี ทัก (สุพิทักษ์ วีระพล) เป็นผู้ประสานงาน ประกอบด้วย ขอนแก่น/ มหาสารคาม/ ร้อยเอ็ด/ กาฬสินธุ์/มุกดาหาร/สกลนคร

โซนอีสานใต้ : มี แป๊ป (นิรัติศัย ขันทอง) เป็นผู้ประสานงานประกอบด้วย นครราชสีมา/ บุรีรัมย์/ สุรินทร์/ ศรีสะเกษ/ อุบลราชธานี/ อำนาจเจริญ

ดังนั้น สิ่งที่พวกเราทำมาด้วยกันตลอดระยะเวลา 3 ปี.... จึงไม่ใช่ภาระกิจที่ยังไม่เสร็จสิ้น

แต่มันคือ ภาระกิจที่ยังไม่เริ่มต้น....ต่างหาก

สาม : จะหัวเราะก็ไม่ได้ จะร่ำไห้ก็ไม่ออก ! .....แด่ มรณกรรมของ“ซ้ายท่องจำ”

ตั้งแต่ปีใหม่ 2551 ถึงวันนี้ กว่า 6 เดือน....มีหลายสิ่งที่ทำให้พวกเราตื่นเต้น ตกใจ รวมถึงไม่เข้าใจว่า.....ดู ดู้ ดู ทำไมถึงทำกับฉันได้ !!!

เรื่องหนึ่ง : เป็นคนละเรื่องเดียวกัน ต่างกรรมต่างวาระ แต่เสือกสอดคล้อง เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างน่าพิสวง
กล่าวคือ ข้อวิเคราะห์ และข้อเสนอของ “3 ขันฑี” แห่งกรุงสยาม

ขันฑี 1 ป่าวประกาศทาง นสพ.ผู้จัดการ และเครือข่าย ASTV. ว่าจะมีคณะบุคคลเป็นขบวนการจะทำการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นสาธารณรัฐภายใน 20 ปี เขาเรียกว่า ขบวน Republic of Thailand ซึ่งเป็นการสร้างกระแสหลอกล่วงพี่น้องประชาชนอีกครั้งหนึ่งของเขาเหมือน “ปฎิญญาฟิลแลนด์” เด๊ะเลย (โปรดดู บทความของ ชัยอนันต์ สมุทวณิช)

ขันฑี 2 ป่าวประกาศทางสื่อทุกชนิด ให้พี่น้องประชาชนรู้รักสามัคคี ปรองดองสมานฉันท์ เขาเสนอให้มี “รัฐบาลแห่งชาติ” ซึ่งก็คือ ข้อเสนอที่ไม่ยึดหลักการประชาธิปไตย ก่อนที่พวกเขาจะลากไปสู่การจัดตั้ง “รัฐบาลเทวดา มาตรา 7” ในอนาคต (โปรดดู ข้อเสนอของ ประเวศ วะสี)

ขันฑี 3 ป่าวประกาศไปทั่วเขตขันฑสีมาว่า ข้าพเจ้าคือเทพจุติมาเกิด ขอเป็นกาวใจ ให้มีการเจรจาสมานฉันต์ มีแต่บุคคลที่เป็นเทพจุติมาเกิดเท่านั้นจึงจะสามารถนำพาบ้านเมืองไปสู่สุขติได้ เขาช่างเพ้อเจ้อ และดูถูกประชาชนได้แบบผู้ดีจริง ๆ (ดูการเสนอตัวของ อานันท์ ปัญยารชุน)

นี่ยังดีนะ.....หาก “ขันฑีเฒ่า” ออกมามีข้อเสนอแบบพิสดารพันลึกอีกในระยะอันใกล้นี้ ก็ตัวใครตัวมันแล้วกัน.....ได้กลิ่นสีเขียวอมฟ้าทะแม่ง ๆ



E85 แก้ปัญหาถูกจุด จริงหรือ?

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

เขียนเรื่องการบ้านการเมืองมาหลายเพลา ไม่เห็นมีอะไรดีขึ้นมา ไอ้พวกไม่เคารพกติกาบ้านเมือง ปิดถนนทำผู้คนเดือดร้อนกันไปทั่ว ก็ยังปิดถนนอยู่ได้ ตำรวจ ทหาร ไม่ยอมสลายการชุมนุม โดยมีการแอบแฝงปล่อยให้เผยแผ่ลัทธิอุบาทว์กลางสี่แยกจราจรในเมืองหลวง เอากันเข้าไป แบบนี้ไม่รู้ว่าจะอยู่กันได้อย่างไร ไร้กฎเกณฑ์ ระเบียบ วินัย ไม่เคารพกติกาอันดีงามของบ้านเมือง

วันนี้เลยว่ามาเขียนเรื่องความทุกข์ระทมของคนใช้ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถบรรทุก รถขนส่ง กันดีกว่า เพราะน้ำมันแพงขึ้นทุกวี่วัน แม้กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันจะประกาศ เพิ่มกำลังการผลิต 500,000 บาร์เรลต่อวัน ตามหลักอุปสงค์ และอุปทาน หรือดีมาน และซับพลาย แล้วมันควรจะลด ก็ไม่ลดลงมา เพราะข่าวลือที่ว่าอีก 40-50 ปีน้ำมันจะหมดโลก

วันนี้ชาติอื่นๆ เขาหันไปผลิตเครื่องยนต์ที่ใช้พลังงานทดแทนกันหมดแล้ว เช่น บราซิล อาร์เจนตินา ใช้น้ำมันที่มาจากพืชผลการเกษตร หรือ เอธานอล 100% ทำให้ประเทศเขา เศรษฐกิจเริ่มทะยานขึ้น ทะยานขึ้น

ขณะที่ประเทศไทยเราได้ยินเรื่องเอธานอล และไบโอดีเซล มาไม่ต่ำกว่า 10 ปีแล้ว แต่ทำไมจึงยัง มะงุมมะงาหรา ปล่อยให้ หน่วยงานรัฐอย่างกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน รวมถึง ปตท. ยึดครองสภาพการตลาดของน้ำมันภายในประเทศ ซึ่งได้กำไรจาก ค่าการกลั่น และค่าสัมปทาน แม้กระทั่งจะผลิตเอธานอล จึงทำให้ไม่รุดหน้าเท่ากับ บราซิล อาร์เจนตินา ที่ก่อนหน้านี้มี สภาพทางเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ กว่าเรา แต่มีการเพาะปลูกพืชน้ำมันได้เหมือนกับเรา วันนี้เขารุดหน้ากว่าเราในด้านวิสัยทัศน์การแก้ไขปัญหา แต่ของเรามัวมาทะเลาะกัน แย่งชิงผลประโยชน์กัน

ส่วนประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา มุ่งมั่นในการใช้ “ไฮโดรเจนเหลว” เป็น พลังงานทดแทนน้ำมัน วันนี้เขาได้ให้คนซื้อรถที่เป็นพลังงานดังว่านี้แล้ว ผลิต ล็อตแรกออกมา 100 คัน วางขายใน จีน เกาหลี และสหรัฐอเมริกา นั่นเอง ว่ากันว่าน้ำร่องก่อนปูพรมใหญ่ที่จะส่งเสริมการใช้พลังงาน ไฮโดรเจนเหลว นี้ เป็นตัวชูธง แก้แค้นประเทศผู้ผลิตน้ำมันได้อย่างเจ็บแสบที่สุด

นั่นหมายถึงว่า ประเทศไทย ได้เตรียมการรองรับพื้นฐานในเรื่องเหล่านี้ไว้หรือยัง ทั้งองคาพยพ ต้องทำ กันตั้งแต่สถาบันการศึกษา การฝึกอบรมแรงงาน การวิจัยเพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ที่จะเกิดขึ้น ทั้งสายพานการผลิต และการซ่อมบำรุง คงไม่ว่าไปถึงการวิจัยแข่งกับเขา เพราะการเมืองยังขัดแข้งขัดขากันอยู่แบบนี้ จะไปวิจัยและพัฒนาอะไรได้เทียบเท่าเขาในเรื่องไฮโดรเจนเหลว

ที่ประเทศญี่ปุ่นมีโครงการลับๆ ของเขา ในการผลิตรถยนต์ที่ใช้พลังงานจาก “น้ำฝน” ซึ่งทดลองในภูเขาที่มีฝนตกตลอดทั้งปีอยู่ อนาคตแหล่งกำเนิดพลังงานใช้น้ำฝน น้ำประปา น้ำทะเล เป็นพลังงานได้หมด

มันน่าอิจฉาไหมล่ะ ประเทศที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเหมือนกัน แต่ทำไมประเทศเหล่านี้เขามีแต่ความเจริญก้าวหน้า แต่ของบ้านเรามีแต่เรื่องการทะเลาะเบาะแว้ง และลงเอยด้วยการปฏิวัติรัฐประหาร วนเวียนซ้ำซากอยู่แบบนี้ มันถึงไปไม่ถึงไหน



ปัญหาเคเบิลทีวี

คอลัมน์ : สิทธิประชาชน

ทันทีที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวกับผู้ว่าราชการจังหวัดว่า ASTV มีรายการโดยเฉพาะถ่ายทอดสดการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มีผู้ปราศรัยเข้าข่ายผิดกฎหมายอาญา เมื่อเคเบิลทีวีในจังหวัดต่างๆ ถ่ายทอดรายการนี้ ก็ถือว่าร่วมกระทำผิดด้วย ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดไปจัดการ เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน แล้วผู้ว่าราชการจังหวัดหลายจังหวัดไปขอร้อง หรือสั่งผู้ประกอบการเคเบิลทีวีหยุดถ่ายทอด ASTV บรรดาแกนนำ ผู้ปราศรัยบนเวทีพันธมิตรฯ สมาคมผู้ประกอบการเคเบิลทีวี องค์กรสื่อสารมวลชน และนักวิชาการ เรียงหน้าออกมาคัดค้านและโจมตีว่ารัฐบาลกำลังแทรกแซงเสรีภาพของสื่อมวลชน ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 46 และผิดกฎหมายอาญามาตรา 157 ผมขอแสดงความคิดเห็นต่อปัญหาเคเบิลทีวี

ก่อนที่จะเขียนถึงเคเบิลทีวี ผมขอย้ำอีกว่า ASTV (Asia Satellite Television) เป็นโทรทัศน์ที่มีผู้ชมทั่วประเทศ ผู้ดำเนินและจัดรายการส่วนใหญ่เป็นแกนนำของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และเป็น “ยามเฝ้าแผ่นดิน” ที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้นั้น เป็นสถานีโทรทัศน์ของสาธารณรัฐประชาชนจีน สนธิรับจ้างจัดทำรายการเกี่ยวกับประเทศไทย ซึ่งผิดถูกพระราชบัญญัติวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ และองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ อย่างไร เป็นคดีความฟ้องร้องที่ศาลอาญาและศาลปกครอง ระหว่างกรมประชาสัมพันธ์กับบริษัทของสนธิ

โดยศาลปกครองให้ความคุ้มครองชั่วคราวมากว่า 2 ปีแล้ว ปัญหาที่ รมว.มหาดไทย พูดถึงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมานั้น ความผิดทางอาญาในข้อหาปลุกปั่นให้ประชาชนกระด้างกระเดื่องต่อรัฐ และทำผิดกฎหมาย เพราะผู้ปราศรัยเกือบทุกคนบอกให้ประชาชนลุกขึ้นขับไล่รัฐบาลทุกวิถีทาง เช่น ไม่เสียภาษี ค่าน้ำ ค่าไฟ ฯลฯ ซึ่งเคเบิลทีวีในหลายจังหวัดถ่ายทอดคำปราศรัยดังกล่าว ก็อาจเข้าข่ายกระทำความผิดทางอาญาข้อหานี้

แน่นอนว่า คำชี้แนะของ รมว.มหาดไทย ต่อผู้ว่าราชการจังหวัด ย่อมกระทบกระเทือนเสรีภาพของเคเบิลทีวี ซึ่งเป็นเสรีภาพของสื่อมวลชนที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 46 คือ เสรีภาพในการเสนอข่าวการชุมนุมของพันธมิตรฯ แต่เสรีภาพนี้ก็มีข้อจำกัด ดังกำหนดไว้ในวรรคสามว่า “การกระทำใดๆ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือเจ้าของกิจการ อันเป็นการขัดขวางหรือแทรกแซงการเสนอข่าวหรือแสดงความคิดเห็นในประเด็นสาธารณะของบุคคลตามวรรคหนึ่ง หรือวรรคสอง ให้ถือว่าเป็นการจงใจใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ และไม่มีผลบังคับ เว้นแต่เป็นการกระทำเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย หรือจริยธรรมแห่งการประกอบอาชีพ”

ปัญหาว่าผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามวรรคสามนี้ ใช้อำนาจใดสั่งหรือข้อร้องเคเบิลทีวีให้หยุดถ่ายทอดรายการของ ASTV ที่ถ่ายทอดสดการชุมนุมของพันธมิตรฯ ตามที่ผมรู้และเข้าใจ ผู้ว่าราชการจังหวัดใช้อำนาจในฐานะประธานคณะกรรมการประชาสัมพันธ์จังหวัด ผู้ที่รับผิดชอบดูแลการกระจายเสียงของวิทยุ โทรทัศน์ รวมทั้งเคเบิลทีวี เมื่อเห็นว่าเคเบิลทีวีบางแห่งในจังหวัดของตนถ่ายทอดสดรายการดังกล่าว 24 ชั่วโมง มีผลก่อให้เกิดความขัดแย้งแตกแยกในสังคม และมีแนวโน้มให้ประชาชนกลุ่มสนับสนุนพันธมิตรฯ ทำผิดกฎหมายตามคำเรียกร้องของแกนนำพันธมิตรฯ ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดก็ต้องไปดูแลเคเบิลทีวีนั้นๆ ก็เหมือนกับช่วงขบวนการสนธิและการชุมนุมเดินขบวนของพันธมิตรฯ เมื่อต้นปี พ.ศ.2549 ก่อนรัฐประหาร 19 กันยายน และช่วงเผด็จการของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ผู้ว่าราชการจังหวัดหลายคนต้องขอร้องหรือสั่งเคเบิลทีวีหยุดถ่ายทอดรายการโจมตีรัฐบาล โจมตี คมช.

แต่ภายใต้สถานการณ์ที่มีการต่อสู้ทางความคิดการเมืองอย่างดุเดือด ระหว่างฝ่ายพันธมิตรฯ กับฝ่ายรัฐบาล ไม่เพียงแต่ ASTV โทรทัศน์ หรือสื่อมวลชนอื่นๆ ส่วนใหญ่เข้าข้างพันธมิตรฯ จึงมิได้เป็นสื่อมวลชนแท้จริง หากองค์กรโฆษณาทางการเมืองของพันธมิตรฯ รวมทั้งเคเบิลทีวีจำนวนหนึ่ง การสั่งการหรือขอร้องของผู้ว่าราชการจังหวัดต่อเคเบิลทีวี ย่อมถูกฝ่ายพันธมิตรฯ โจมตีว่าแทรกแซงเสรีภาพของสื่อมวลชนและผิดกฎหมายอาญา กฎหมายปกครอง หรือประกาศจะแจ้งความอาญา หรือฟ้องร้องต่อศาลปกครองอย่างแน่นอน

คงต้องไปว่ากันในศาลอีกหลายสิบคดี เพราะฝ่ายพันธมิตรฯ นอกจากอ้างเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญแล้ว ยังพยายามใช้ตุลาการภิวัตน์เป็นเครื่องมือต่อสู้ทางการเมืองของตน

จรัล ดิษฐาอภิชัย