WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, June 20, 2008

จ่อประจาน-ดำเนินคดีป.ป.ช.ละเว้นสางคดีบ้าน‘หญิงเป็ด’

สุดทนพฤติกรรม “จารุวรรณ-ป.ป.ช.” ทำเงียบไม่ยอมสร้างความกระจ่างกรณีคฤหาสน์หรู 50 ล้านบาท หากยังไม่มีความคืบหน้า ภาคประชาชนเตรียมลุยเดินสายทั่วประเทศฟ้องสังคมถึงพฤติกรรมไม่ชอบมาพากลของทั้งคู่ หวั่นทำไม่รู้ไม่ชี้เพราะใกล้ชิดกันอย่างกับพี่น้องท้องเดียวกัน พร้อมกันนั้นยังต้องแจ้งความดำเนินคดีกับ ป.ป.ช. ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

กรณีคฤหาสน์หรูของ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่มีการร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เอาไว้เมื่อหลายวันที่ผ่านมา ปรากฎว่าจนถึงขณะนี้เรื่องก็ยังเงียบหาย โดยตัวคุณหญิงจารุวรรณ เองก็ยังบ่ายเบี่ยงไม่ชี้แจงต่อสังคม และ ป.ป.ช. ก็ยังคงอ้างว่ายังไม่เห็นเรื่องดังกล่าว นำมาซึ่งความกังขา เพราะทั้ง 2 หน่วยงานนี้มีความใกล้ชิดแนบแน่นกันจนน่ากังวล

นายชินวัฒน์ หาบุญพาด นายกสมาคมพิทักษ์ผลประโยชน์ผู้ขับรถแท็กซี่ กล่าวว่ากรณีบ้านของคุณหญิงจารุวรรณ ที่จะฟ้องกลับกลุ่มติดตามการปฏิรูปการเมืองและต่อต้านการคอร์รัปชั่น (พีอาร์เอซี) ที่นำสื่อมวลชนไปดูบ้านบนถนนแจ้งวัฒนะ พร้อมประเมินว่าบ้านมีราคา 50 ล้านบาทนั้น คุณหญิงจารุวรรณเป็นผู้ที่ตรวจสอบคนอื่น คอยจับผิดว่าคนอื่นจะทุจริตอย่างไรบ้าง ดังนั้นคุณหญิงควรจะเปิดโอกาสให้หน่วยงานหรือองค์กรอื่นๆ เข้าไปตรวจสอบอย่างถึงที่สุดโดยไม่ต้องไปฟ้องร้อง

ขณะเดียวกันหลังจากกลุ่มพีอาร์เอซี ได้ไปยื่นเรื่องให้ตรวจสอบคุณหญิงจารุวรรณที่ ป.ป.ช.แล้วจนถึงวันนี้ก็ไม่มีความคืบหน้าใดๆ ซึ่งเข้าใจว่าคุณหญิงจารุวรรณ กับคณะกรรมการ ป.ป.ช.เปรียบเสมือนกับพี่น้องท้องเดียวกัน จึงได้แต่รอเวลาสักระยะหนึ่งเพื่อดำเนินการขั้นต่อไป

“เวลานี้คุณหญิงจารุวรรณยังนิ่งเฉยต่อการเรียกร้องของสังคมให้มีการตรวจสอบบ้านที่สังคมไม่เชื่อว่าคุณหญิงจะสร้างด้วยราคาเพียง 4 ล้านบาท ดังนั้นคุณหญิงจะต้องแถลงชี้แจงถึงที่มาที่ไปว่าบ้านหลังนี้มีรายละเอียดในการก่อสร้างอย่างไร ถ้าคุณหญิงชี้แจงต่อสังคมไม่ได้ รวมทั้งไม่มีความคืบหน้ากรณี ป.ป.ช.เพิกเฉย กลุ่มเราก็จะต้องร้องต่อสังคมต่อไป”

แกนนำ นปก.กล่าวอีกว่า ถ้ายังไม่มีความชัดเจนใดๆ ตนตั้งใจว่าจะไปตั้งเวทีตามหัวเมืองใหญ่ๆ เพื่อประกาศให้พี่น้องประชาชนรู้ไว้ว่า ป.ป.ช.ละเว้นการปฏิบัติต่อหน้าที่ และแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป



ซัด'โพธิรักษ์’พระเถื่อนนอกรีต ตัวอันตรายต่อความมั่นคงชาติ

รองประธานศูนย์ส่งเสริมพระพุทธฯ ออกโรงซัดลัทธิสันติอโศก ตั้งตัวเป็น “พระเถื่อน” ออกมาเคลื่อนไหวร่วมกับม็อบข้างถนน สร้างความเสื่อมเสียให้กับพุทธศาสนา ต้องรีบจัดการอย่างจริงจัง หวั่นในอนาคตมีบทบาทการเมือง จะเป็นตัวการทำลายความมั่นคงชาติสร้างความแตกแยกต่อประชาชนและทุกศาสนาในเมืองไทย

หลังจากหลายฝ่ายร่วมวงไพบูลย์ออกมาเปิดโปง “สันติอโศก” กันเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดกระแสสังคมต่อต้านลัทธินอกรีตว่าเป็นบ่อนทำลายพระ ตามที่ “ประชาทรรศน์” ได้นำเสนอมาอย่างต่อเนื่องแล้วนั้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน พล.อ.ธงชัย เกื้อสกุล รองประธานศูนย์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา กล่าวถึงกรณีกลุ่มสันติอโศกออกมาเคลื่อนไหวในทางการเมืองว่าเป็นการสร้างภาพความเสื่อมเสียให้พุทธศาสนา ซึ่งยังไม่รวมถึงการกระทำที่แต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์หรือปฏิบัติกิจตามหลักของพระสงฆ์ ทุกประการ ซึ่งจะส่งผลทำให้พระพุทธศาสนาขาดความน่าเลื่อมใสศรัทธาและเกิดการเข้าใจผิดได้

พล.อ.ธงชัย กล่าวอีกว่า การกระทำดังกล่าวอาจทำให้ประชาชนหลงเข้าใจผิด คิดว่าเป็นหนทางการปฏิบัติตามหลักของพระพุทธศาสนา และแท้ที่จริงแล้ว เป็นไปตามหลักของนายโพธิรักษ์ที่ตั้งตนเป็นศาสดาต่างหากโดยต้องเรียกว่าเป็นพระเถื่อนด้วยซ้ำไป

ดังนั้น ตนจึงอยากขอเรียกร้องให้หน่วยงานทางราชการโดย เฉพาะอย่างยิ่ง สำนักงานพระพุทธศาสนาต้องรีบเข้ามาดูแลเอาผิดกับทางลัทธิสันติอโศกอย่างเคร่งครัดและจริงจัง เพราะมีหลักฐานปรากฏให้เห็นชัดเจน

“ผมไม่เข้าใจทำไมถึงยังมีคนวางเฉยในเรื่องนี้ ทั้งที่มีการปฏิบัติให้เห็นอย่างชัดแจ้งแล้วว่าผิดกฎหมายและทำลายพุทธศาสนา” พล.อ.ธงชัย กล่าว

พล.อ.ธงชัย กล่าวอีกว่า เรื่องนี้ถือได้ว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อพระพุทธศาสนาและเป็นปัญหาที่ต้องรีบแก้ไขอย่างจริงจัง เข้าข่ายเป็นการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา ซึ่งสาเหตุคือมีการกระทำตัวคล้ายพระ แต่ไม่ยึดถือตามหลักธรรมคำสอนและไม่ยึดกฎเกณฑ์ที่มีการปฏิบัติสืบทอดตามหลักพระพุทธศาสนา

นอกจากนี้ประการสำคัญคือ การออกมาเคลื่อนไหวสนับสนุนทางการเมืองโดยที่ไม่ใช่กิจของสงฆ์ที่ควรจะกระทำ และที่น่าเป็นห่วงคือในอนาคตหากทางสันติอโศกมีบทบาทในทางการเมืองอาจจะมีการบัญญัติตนเองขึ้นเป็นศาสนา ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนั้นจริงจะเป็นบ่อนทำลายหลักคำสอนที่แท้จริงเพราะแนวทางของสันติอโศกมีแต่วิธีการที่แปลกแยกออกไปมาก และศาสนาอื่นๆ ที่มีการยอมรับอยู่ในประเทศไทยก็จะได้รับผลกระทบตามไปด้วยเช่นกัน ซึ่งถือได้ว่าเป็นอันตรายและน่ากลัวอย่างยิ่ง และไม่เพียงแค่นั้นจะเป็นการทำลายไปถึงความมั่นคงของประเทศชาติได้ด้วยเช่นกัน เพราะสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นต่อประชาชนหมู่มาก ทั้งพระสงฆ์ และบุคคลทั่วไป

“พวกสันติอโศก ผมอยากจะเปรียบเทียบโดยถือได้ว่าเป็นพวกที่ชอบเล่นนอกกติกา การสอนของโพธิรักษ์ถือได้ว่าเป็นกระทำที่ถือได้ว่านอกแนวทางประชาธิปไตย และกำลังดึงประเทศชาติบ้านเมืองสู่หายนะ” พล.อ.ธงชัย กล่าว


เลวทรามต่ำช้าดึงสถาบันเป็นโล่ พันธมิตรผลิตอุปกรณ์บุกทำเนียบ

สุดเลว! ม็อบพันธมิตรฯ เหิมเกริมไม่เลิก บังอาจเอาพระบรมฉายาลักษณ์ “ในหลวง”ทำเกราะกำบัง เตรียมฝ่าด่านตำรวจบุกเข้ายึดทำเนียบวันนี้ “นักวิชาการ-ภาคประชาชน”เรียงหน้าด่ายับดี แต่ว่าคนอื่น แท้ที่จริงตัวเองเป็นพวกไม่จงรักภักดี แอบอ้างเบื้องสูงอย่างชัดเจน จี้หน่วยงานความมั่นคงรีบจัดการก่อนจะบานปลายไปมากกว่านี้ เพราะมีพฤติกรรมชั่วเช่นนี้มาแล้วหลายครั้ง ขณะที่ตำรวจย้ำไม่ปล่อยให้ไปถึงทำเนียบแน่ วางกำลังนับพันสกัดรอบด้านพร้อมงัดมาตรการดาวกระจายตอบโต้

นักเศรษฐศาสตร์ชี้ยึดทำเนียบเมื่อไรเศรษฐกิจยิ่งเสียหายหนักไปกว่าเก่า แค่ทุกวันนี้นักธุรกิจก็ผวาไม่กล้าลงทุนอยู่แล้ว

การเตรียมตัวเคลื่อนกำลังบุกทำเนียบรัฐบาลของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในวันนี้ (20 มิ.ย.) เป็นประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางจากทั้งนักวิชาการ นักธุรกิจ และประชาชนผู้หาเช้ากินค่ำ ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมมาอย่างต่อเนื่อง

*เลวที่สุด!ใช้เบื้องสูงเป็นโล่กำบัง
รวมไปถึงล่าสุดยังปรากฏว่ามีเรื่องเลวทรามต่ำช้าที่กลุ่มคนเหล่านี้ก่อขึ้นอีก โดยในคืนวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมา ในจุดที่พักของหน่วยรักษาความปลอดภัย กองทัพธรรมมูลนิธิ ภายใต้การกำกับของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ได้นำแผ่นไม้จำนวนมากมาผลิตเป็นโล่ โดยนำแผ่นไม้มารองด้วยแผ่นเหล็กและทำมือจับ สำหรับกลุ่มคนที่อยู่แถวหน้า เพื่อใช้ในการฝ่าด่านเจ้าหน้าที่ตำรวจไปสู่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นสัญญาณบอกเหตุว่าคนเหล่านี้จงใจให้มีการปะทะกันเกิดขึ้น

ขณะเดียวกันบนโล่ดังกล่าวยังติดพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่บังควรเป็นอย่างยิ่ง โดยกลุ่มผู้ชุมนุมหวังว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ไม่กล้าที่จะสกัดกั้นการเคลื่อนกำลัง

ซึ่งการกระทำดังกล่าวของกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง ถึงการจงใจแอบอิงสถาบันเบื้องสูงอย่างไม่บังควรเป็นอย่างยิ่ง

*ติงเอาสถาบันมาโยงการเมือง
พล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และอดีตโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่าการนำพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาทำเป็นโล่เพื่อเป็นเกราะกำบังในการที่จะเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล นั้นไม่เหมาะอย่างยิ่ง เนื่องจากเห็นว่าตำรวจไม่กล้าที่จะต่อต้านเนื่องจากกลัวตีโดนรูปในหลวง แล้วก็จะเอามาเป็นข้ออ้างว่าไม่จงรักภักดี ซึ่งการกระทำแบบนี้เป็นการเอาชนะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างไร้เหตุผล

“การกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ ตอนนี้เห็นได้ว่ามีเสียงสนับสนุนของพรรคประชาธิปัตย์ กับฝ่ายที่เคยทำการปฏิวัติทั้งโดยตรงและโดยอ้อม เพื่อให้มีการขับไล่รัฐบาลนี้ออกไป แต่ก็เชื่อว่าหากมีการยุบสภา แล้วเลือกตั้งใหม่ ประชาชนก็เลือกพรรคพลังประชาชนกลับมาเป็นรัฐบาลอีก”

อย่างไรก็ตามการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯเป็นที่แน่นอนแล้วว่าทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองทั้งสิ้น การที่เอาพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงมาเป็นโล่เพื่อเป็นเกราะกำบังนั้นได้ประจักษ์ให้ประชาชนเห็นแล้วว่าเป็นการดึงเอาเบื้องสูงมาเป็นประเด็นทางการเมือง

*“เหวง”ชี้ชัดม็อบไม่จงรักภักดี
ด้านนพ.เหวง โตจิราการ แกนนำสมาพันธ์ประชาธิปไตย กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ นำโล่ไม้จำนวนหลายร้อยอันมาติดพระบรมฉายาลักษณ์ว่า เป็นสิ่งที่ไม่บังควรอย่างยิ่ง เพราะการกระทำเช่นนี้แสดงว่าไม่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างแท้จริง หากใครได้ติดตามการถ่ายทอดของดาวสยามยุคใหม่หรือวิทยุยานเกราะยุคใหม่ จะพบว่าคนพวกนี้โหนฟ้าต่ำ และใช้สถาบันเป็นเครื่องมือมาโดยตลอด จึงอยากจะเรียกร้องให้ยุติการกระทำและนำรูปออกทันที ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะทำให้เกิดความระคายเคืองต่อพระองค์

“ผมเชื่อมั่นว่าพี่น้องประชาชนที่เข้าใจประชาธิปไตยอย่างชัดเจนจะไม่ไปร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ไปปิดทำเนียบรัฐบาล และขอให้ช่วยกันโน้มน้าวจิตใจผู้ที่กำลังจะไปร่วมกับพันธมิตรฯ ว่าอย่าไป เพราะถ้าไปก็เหมือนเป็นการเผาบ้านเผาเมืองให้ปั่นป่วนกว่าเดิม” นพ.เหวง กล่าว

*ซัดดึงฟ้าต่ำมาแล้วหลายครั้ง
นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท หนึ่งในแกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) กล่าวถึงกรณีเดียวกันว่าไม่เหมาะสมอย่างมาก ซึ่งกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ทำมาหลายครั้ง มีการอ้างว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาคุ้มครอง อีกทั้งมีน้ำศักดิ์สิทธิ์เอาไว้ดื่ม แต่แท้จริงแล้วน้ำที่เอามานั้นมาจากวัดจันทร์ที่เป็นโครงการที่ดำเนินตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการอนุรักษ์ ฟื้นฟูควบคู่ไปกับการพัฒนาพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธารอย่างสมดุล

ซึ่งเห็นได้ว่าเป็นข้ออ้างที่กลุ่มพันธมิตรฯเอามาเป็นอาวุธปกป้องตัวเอง จนถึงวันนี้ยังมีการดึงสถาบันเบื้องสูงลงมาเกลือกกลั้วแล้วนำมาเป็นประเด็นทางการเมืองอีก

นายวิภูแถลง กล่าวว่า การกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ ตนได้เคยฝากบอกไว้หลายครั้งว่าไม่ควรเอาเบื้องสูงมาแปดเปื้อน แต่ในวันนี้ก็ยังเอากลับมาทำอีก อีกทั้งรุนแรงกว่าแต่ก่อน ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวดูเหมือนว่าเคารพและอยากปกป้องบ้านเมือง แต่หากดูในมุมกลับเป็นการทำลายสถาบันอย่างเห็นได้ชัด

*ชั่วมากหวังให้ตำรวจเป็นเหยื่อ
“ทำเป็นคนดีที่อยู่ในสถาบันที่รักบ้านเมือง อยากเห็นบ้านเมืองสงบ แต่แท้จริงแล้วเป็นสถาบันที่โหดร้ายที่สุด ถึงจะเป็นยุทธวิธีที่กลุ่มพันธมิตรฯ เอามาเป็นข้ออ้างหลายครั้ง แต่ก็ไม่เหมาะโดยสิ้นเชิง” นายวิภูแถลง กล่าว

นายวิภูแถลง กล่าวอีกว่า ถ้าหากมีการเคลื่อนไหว แล้วเอาโล่ที่มีพระบรมฉายาลักษณ์ติดอยู่มาเป็นเกราะกำบัง หากตำรวจเอากระบองมาทุบตีลงตรงโล่ที่มีรูปติดอยู่ หากมีการปะทะแล้วตำรวจตีโดนรูปของในหลวง ซึ่งหากโล่ห์หล่นลงไปกองที่พื้นและมีการเหยียบย่ำ กลุ่มพันธมิตรฯก็จะเกิดความรู้สึกว่าตำรวจไม่จงรักภักดี แล้วก็จะเอามาเป็นข้ออ้าง ซึ่งเป็นความชั่วร้ายของกลุ่มพันธมิตรฯ ดังนั้นหน่วยรักษาความมั่นคงต้องรีบดำเนินการโดยเร็วก่อนที่จะสายเกินแก้

อย่างไรก็ตาม การกระทำอันชั่วร้ายของกลุ่มพันธมิตรฯ นี้ สื่อทุกแขนงโดยเฉพาะทีวี ควรเผยแพร่ภาพที่ทางกลุ่มพันธมิตรฯ เอาพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงมาติดโล่เพื่อเป็นเกราะกำบัง ควรเผยแพร่ให้ประชาชนได้รับรู้ว่าการกระทำแบบนี้เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมและชั่วร้ายที่สุด

*หวังให้เข้าใจว่าเบื้องบนหนุน
ด้าน นายสุรชัย แซ่ด่าน แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.)กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า การกระทำแบบนี้ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง และสิ่งที่ตนเป็นห่วงในตอนนี้คือการกระทำที่ไม่เหมาะสมของกลุ่มพันธมิตรฯ จนกลายเป็นว่ารัฐบาลทำอะไรไม่ได้

นายสุรชัย กล่าวอีกว่า การอ้างเบื้องสูงแล้วนำมาเป็นประเด็นทางการเมือง ทำให้ให้ประชาชนเข้าใจว่าเป็นเรื่องจริง ว่าเบื้องบนสนับสนุนให้ทหารออกมาเคลื่อนไหว การที่เอาพระบรมฉายาลักษณ์มาติดบนไม้อัดเพื่อทำเป็นโล่นั้น กลุ่มพันธมิตรฯ ก็จะคิดว่าหากตำรวจมาตีแล้วโดนพระบรมฉายาลักษณ์ก็จะกลายเป็นว่าไม่จงรักภักดี อีกทั้งเป็นการพยายามเอาพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงมาเป็นข้ออ้าง ซึ่งการกระทำแบบนั้นน่าจะทำความกระจ่างว่าไม่เหมาะสม

นายกฯ จะอดทนจนถึงที่สุด
ขณะที่ในด้านการดูแลความเรียบร้อย นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เชื่อว่า ตำรวจจะสามารถควบคุมสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ปักหลักชุมนุมบริเวณเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ได้ โดยยังไม่จำเป็นถึงขั้นต้องใช้กำลังทหารเข้ามาช่วยดูแลเรื่องนี้

"ความเกลียดชังยังมีอยู่ ความเกลียดชังยังไม่หมด ผมจะไม่ใช้ กอ.รมน. ดูแลเรื่องนี้ มันยังไม่ยากเย็นขนาดนั้น สถานการณ์ยังไม่ดุเดือดเลือดพล่าน ตำรวจอาจจะงานหนักหน่อย" นายสมัคร ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน(กอ.รมน.) กล่าวระหว่างเป็นประธานประชุมชี้แจงการปฏิบัติงานและมอบนโยบายตามกรอบแนวทางการดำเนินงานของ กอ.รมน. พร้อมระบุด้วยว่าจะอดทนกับม็อบจนถึงที่สุด

*พร้อมขนม็อบชนพันธมิตร
นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน ในฐานะแกนนำกลุ่มมหาประชาชนร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตย กล่าวว่า ขณะนี้ทางกลุ่มมหาประชาชนฯ พร้อมจะเคลื่อนขบวน หากทางกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะเคลื่อนการชุมนุมไปปิดล้อมหน้าทำเนียบรัฐบาล ในวันศุกร์ที่ 20 มิถุนายนนี้ แต่ขณะนี้คงต้องรอดูสถานการณ์ก่อน เช่น ปัญหาเรื่องฝนตก และเชื่อว่ารัฐบาลคงไม่ปล่อยให้มีการสร้างปัญหาเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะอาจจะมีมือที่ 3 ฉวยโอกาสสร้างความวุ่นวายได้

สำหรับกลุ่มประชาชนที่จะมาร่วมกับกลุ่มมหาประชาชนฯ มาจากหลากหลายสาขา เพราะประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ ทั้งนี้เบื้องต้นทางกลุ่มมหาประชาชนฯ ได้ใช้มาตรการทางกฎหมายร้องทุกข์กล่าวโทษ และสอบถามความคืบหน้าการสอบสวนกรณีมีผู้มาร้องทุกข์กล่าวโทษ แจ้งความดำเนินคดีด้วย อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันว่า การออกมาเคลื่อนขบวนของกลุ่มมหาประชาชนฯ เพื่อให้กำลังใจประชาชนที่เดือดร้อน รวมทั้งรัฐบาล ทหาร ตำรวจที่ออกมาปฏิบัติหน้าที่ พร้อมเรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรฯ เปลี่ยนใจกลับบ้าน

นักลงทุนผวา-หุ้นตกกราวรูด
นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะเคลื่อนขบวนไปที่หน้าทำเนียบรัฐบาลว่า มั่นใจเจ้าหน้าที่สามารถคุ้มครองทำเนียบรัฐบาลได้ แต่ห่วงการสัญจรของประชาชนและภาพลักษณ์ของประเทศไทยที่ดูเหมือนว่าการใช้กฎหมู่จะมีมากขึ้นซึ่งจะทำให้นักลงทุนต่างชาติไม่มั่นใจ ซึ่งตนเองในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพยายามกอบกู้ภาพลักษณ์ แต่การชุมนุมที่เกิดขึ้นส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติทำให้เสียเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ รวมถึงการแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน ปัญหาน้ำมันแพง จะทำได้ยากขึ้น

ด้าน นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผอ.ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงการนัดชุมนุมดังกล่าวว่า ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสูงสุดต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศขณะนี้ เพราะไม่มีจุดที่จะสามารถคลี่คลายได้ ทำให้ นักลงทุนชะลอและถอนการลงทุนในประเทศไทย เพื่อรอดูสถานการณ์ โดยจะเห็นได้จากดัชนีในตลาดหลักทรัพย์ ปรับตัวลดลงวานนี้กว่า 10 จุด

*สนามหลวงชุมนุมต้านม็อบถ่อย
ขณะเดียวกันทางด้านกลุ่มสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช ก็ได้มีการชุมนุมกันที่ท้องสนามหลวงอย่างคึกคัก โดยมีการทยอยเดินทางมาจากที่ต่างๆ ตั้งแต่ช่วงบ่ายวันที่ 19 มิถุนายน และมีการตั้งเวทีปราศรัยท่ามกลางผู้ฟังอย่างคึกคัก

ทั้งนี้แนวทางของการชุมนุมดังกล่าวมีรายงานว่า มีเป้าหมายเพื่อร่วมกันต่อต้านกลุ่มพันธมิตรฯ ที่มีเจตนาจะออกมาทำลายระบบรัฐสภา โดยในการออกมาร่วมกันขัดขวางพันธมิตรฯ ในครั้งนี้ ตั้งใจจะรวมพลังประชาชนให้ได้ 5,000 คน แล้วจึงเคลื่อนขบวนไปยังหน้ากระทรวงเกษตรฯ เพื่อร่วมมือกันปกป้องระบบการเมืองแบบรัฐสภา โดยใช้ชื่อยุทธศาสตร์และกลุ่มว่า “แนวร่วมประชาธิปไตยพิทักษ์ระบบรัฐสภา”

นายวิภูแถลง กล่าวว่า เหตุที่มีการตั้งยุทธศาสตร์เช่นนี้ เพราะเล็งเห็นถึงความต้องการของพันธมิตรฯทั้งหมด ตั้งแต่เริ่มออกมาเรียกร้องโดยมีเงื่อนไขหลายประการ จนท้ายที่สุดจึงมีข้อสรุปเข้าประเด็นว่าต้องการที่จะขับไล่รัฐบาล และทำลายระบบรัฐสภาไม่ให้ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้อย่างเสรี

ซึ่งในการไปร่วมกันปกป้องระบบรัฐสภาในครั้งนี้ จะมีการปักหลักเพื่อแสดงให้พวกพันธมิตรฯเห็นว่ามียังมีกลุ่มประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของพันธมิตรฯ

*ตร.กระจายกำลังรักษาทำเนียบ
ส่วนทางด้านการรักษาความสงบเรียบร้อยของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในวันเดียวกันนี้มีการประชุมประเมินสถานการณ์การชุมนุม โดยมี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธาน โดยมีการวางกำลังเข้มทั้งในและนอกทำเนียบรัฐบาล

โดยในส่วนความรับผิดชอบของตำรวจนครบาลจะดูแลรอบทำเนียบรัฐบาลด้านนอก ใช้กำลังประมาณ 100 นาย และยังดูแลไปถึงพื้นที่เฝ้าระวังชั้นนอก ประกอบด้วยแยกนางเลิ้ง แยกเสาวนีย์ แยกวัดเบญจมบพิตร แยกอู่ทองใน แยกพล 1 และแยกวังแดง

รวมไปถึงพื้นที่เฝ้าระวังชั้นใน ประกอบด้วย แยกพณิชยการ บริเวณสะพานชมัยมรุเชฐ หัวถนนนครปฐมฝั่งทำเนียบ แยกสวนมิสกวัน สะพานมัฆวานรังสรรค์ แยกเทวกรรม และสะพานอรทัย โดยจะเน้นการปิดถนนพิษณุโลก ถนนราชดำเนิน ช่วงแยกมิสกวัน เพื่อปิดกั้นกลุ่มผู้ชุมนุม ไม่ให้เคลื่อนเข้ามาใกล้รั้วทำเนียบ

ส่วนบริเวณด้านในทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นพื้นที่หวงห้าม มีการเตรียมรับมือตามระเบียบว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ โดยจะมีตำรวจสันติบาล 180 ประจำการอยู่แล้ว

*พร้อมใช้ดาวกระจายตอบโต้ม็อบ
นอกจากนี้ หน่วยรักษาความปลอดภัย ให้ความสำคัญไปที่ประตูเข้าออกทำเนียบ 4 แห่ง คือ ประตู 1เชิงสะพานชมัยมรุเชฐ ถนนพิษณุโลก ประตู 4 ตรงข้ามสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ถนนพิษณุโลก ประตู 5 ตรงข้ามกระทรวงศึกษาธิการ ถนนราชดำเนิน และ ประตูทางออกเชิงสะพานอรทัย ซึ่งเชื่อมต่อไปยังตลาดนางเลิ้ง ทุกประตูจะต้องถูกปิดสนิทและมีตำรวจอารักขาเข้ม เพื่อไม่ให้กลุ่มพันธมิตรฯ เล็ดลอดเข้ามายังทำเนียบได้

ทั้งนี้ในเบื้องต้นได้เตรียมกำลังตำรวจไว้ประมาณ 3,000 นาย ยังไม่รวมที่เตรียมพร้อมในที่ตั้ง โดย พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนยันว่า ตำรวจจะไม่ใช้ความรุนแรง และพร้อมใช้ยุทธวิธีดาวกระจายตอบโต้ เพื่อสกัดการเคลื่อนขบวนของกลุ่มผู้ชุมนุม และขอความร่วมมือกลุ่มผู้ชุมนุมด้วยว่าอย่าใช้ความรุนแรง
ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังประเมินด้วยว่าผู้ชุมนุมน่าจะมีราว 1.4 หมื่นคน

*ตั้งด่านสกัดส่งอาวุธให้ม็อบ
นอกจากนี้มีรายงานด้วยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนยัน ตำรวจจะไม่อนุญาตให้กลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เดินทางไปชุมนุมบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาลโดยเด็ดขาด นอกจากนี้ยังสั่งให้มีการบันทึกภาพนิ่งและภาพวิดีโอ ขณะกลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนขบวน

อย่างไรก็ตามจะมีการตั้งจุดสกัด 5 แนวรอบทำเนียบรัฐบาล และขอให้ผู้ที่ใช้รถใช้ถนนหลีกเลี่ยงการใช้เส้นทาง ถ.พิษณุโลก ถ.ราชสีมา ถ.พระราม 5 ถ.ศรีอยุธยา และ ถ.ราชดำเนิน ตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 19 มิถุนายน เป็นต้นไป เนื่องจากมีรายงานข่าวว่า กลุ่มพันธมิตรฯ จะเคลื่อนขบวน

ขณะที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล มีหนังสือสั่งการด่วน ให้ตั้งจุดตรวจค้นพิเศษในพื้นที่ หวั่นมีการขนอาวุธเข้าจุดชุมนุม โดยระบุว่าให้ทุก สน. จัดสนธิกำลังฝ่ายจราจร สืบสวน และ ฝอ. ตั้งจุดตรวจค้นพิเศษ ในพื้นที่รับผิดชอบ โดยให้สถานีในพื้นที่ของกองบังคับการตำรวจนครบาล 2 , 3 , 4 , 7 และ 8 ตั้งจุดตรวจค้นปฏิบัติบริเวณถนนที่เป็นเส้นทางหลักเข้าสู่ที่ชุมนุม เน้นเป้าหมายการตรวจค้นอาวุธ หรือ อุปกรณ์อื่นใดที่ใช้แทนอาวุธ รวมถึงรถยนต์ขนาดใหญ่ รวมทั้ง รถจักรยานยนต์ที่ขับขี่มาเป็นกลุ่มด้วย

*ผบ.ทบ.เชื่อ ตร.คุมม็อบได้
พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวถึงการดูแลการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งพรุ่งนี้ (20 มิ.ย.51) จะเคลื่อนขบวนมาปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล ว่า นายกรัฐมนตรี ได้ยืนยันชัดเจนว่า กรณีดังกล่าวเป็นวาระปกติที่ตำรวจจะเป็นฝ่ายดูแลความสงบเรียบร้อย

โดยจะยังไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง เพราะมั่นใจตำรวจมีมาตรการที่เหมาะสมในการดูแลสถานการณ์ได้ และส่วนตัวเชื่อว่า จะไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น ส่วนการประชุมร่วมกับนายกรัฐมนตรี และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ทำเนียบรัฐบาลวานนี้ นายกรัฐมนตรี ได้ทำการประเมินสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น แต่ไม่ได้มีการหารือถึงการนำ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ออกมาบังคับใช้หากเกิดสถานการณ์รุนแรง แต่เน้นให้ตำรวจสร้างความเข้าใจกับกลุ่มผู้ชุมนุม หลีกเลี่ยงการใช้มาตรการควบคุมสถานการณ์ที่นำไปสู่ความรุนแรง

ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวอีกว่า ในส่วนของกองทัพบกนั้น ตนเองไม่ได้สั่งการอะไรเป็นพิเศษ แต่ได้ให้นโยบายการปฏิบัติไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยให้คำนึงถึง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนเป็นหลัก โดยทหารจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางการเมืองในทุกกรณี โดยปล่อยให้เป็นเรื่องของการเมืองที่จะแก้ไขปัญหากันเอง

ขณะเดียวกันมีรายงานว่าส่วนราชการที่อยู่โดยรอบหลายแห่งได้มีการเตือนข้าราชการ และบางแห่งก็ให้หยุดงานเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย โดยเฉพาะโรงเรียนต่างๆ บนถนนราชดำเนิน



กรุง ศรีวิไล หมดศรัทธา กกต.หลังโดนใบเหลือง ชี้ไม่เคยมีการแจกเงิน

"กรุง-จิระพันธ์" ยืนยันไม่เคยใช้เงินซื้อเสียง พ้อหลังโดนร้อง กกต.กลางไม่ให้โอกาสชี้แจงเลย ฝากความหวังไว้ที่ศาลเพื่อชี้แจงความบริสุทธิ์ใจ เผย ถ้าเกิดมีการแจกเงินขอให้มีอันเป็นไป

นายจิรพันธ์ ลิ้มสกุลศิริรัตน์ และนายนที สุทินเผือก หรือ กรุง ศรีวิไล 2 ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน ร่วมแถลงข่าว ภายหลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสียงข้างมากมีมติเห็นควรให้ยืนคำร้องต่อศาลฏีกาเพื่อขอให้สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ในเขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดสมุทรปราการ หลังพบว่าทั้ง2คน กระทำผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 236 (5) และ(6) พ.ร.บ. กกต. มาตรา 10 (10 ) และ (12 ) และมาตรา 111 ของพ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว.ด้วยการให้ทรัพย์สินหรือเงินแก่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเพื่อการจูงใจให้ไปเลือกตั้ง โดยฝ่ายสืบสวนจะเร่งยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาภายใน 2 สัปดาห์

นายจิรพันธ์ กล่าวว่า หลังมีเรื่องร้องเรียนตนและนายนทีได้ไปชี้แจงข้องกล่าวกับคณะอนุกรรมการสอบสวนของจังหวัดสมุทรปราการ โดยได้ยืนยันว่าไม่ได้ทำผิดกฏหมาย และขอให้เจ้าหน้าที่สอบสวนลงพื้นที่เพื่อสืบสวนข้อเท็จจริง ทั้งนี้หลังจากคณะอนุกรรมการสอบสวนประจำจังหวัด ส่งเรื่องให้กกต.กลาง ตนและนายนทีไม่มีโอกาสไปชี้แจงข้อกล่าวหากับกับกกต.กลางเลย และมาวันนี้กกต.มีมติว่าตนกระทำผิดกฏหมายเลือกตั้งและให้ใบเหลืองตนและนายนที

"ก่อนกกต.ละลงมติน่าจะเรียกผมไปชี้แจงบ้าง ว่าผมจะมีเหตุผลอะไรหักล้างผู้ที่กล่าวหาผม แต่ไม่ได้เรียกผมไปชี้แจง แล้วมีคำสั่งว่าผมถูกใบเหลือง กกต.ก็เหมือนพนักงานสอบสวนที่จะนำเรื่องไปถึงศาลให้พิจารณาอีกครั้ง ถ้าศาลเห็นด้วยกับกกต.คงมีการเลือกตั้งใหม่ ถ้าศาลเห็นว่าผมไม่ได้ทำความผิดก็จะยกคำร้องไป ขอฝากความหวังไว้กับตุลาการได้โปรดให้ผมได้แสดงพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผม การเลือกตั้งใครจะทำผิดหรือไม่ได้ทำอย่างข้อหาผมที่หาว่าผมแจกเงินซื้อเสียง ต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ถ้าผมทำความผิดไปซื้อเสียงหรือไปแจกเงินขอให้ผมมีอันเป็นไป แต่ถ้าผมไม่ได้ทำความผิดขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองผม และดลบันดาลให้พี่น้องประชาชนเข้าใจผม คนทำผิดหรือไม่ได้ทำผิดย่อมรู้อยู่แก่ใจ " นายจิระพันธ์ กล่าว

ด้านนายนที กล่าวว่า ตนไม่เคยได้รับโอกาสจากกต.กลางเรียกไปให้ข้อมูล อยู่ดีๆ วันนี้มีข้อความมาว่าตนถูกใบแหลือ ตนขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นพยานถ้าตนทำผิดจริงขอให้มีอันเป็นไป เมื่อมีเรื่องเกิดขึ้นแล้วก็ต้องยอมรับ และพร้อมจะเลือกตั้งใหม่โดยตนพร้อมที่จะลงแข่งขันกับใครก็ได้ในจังหวัดที่เป็นกลางทุกจังหวัด ตนเชื่อในศาลยุติธรรมที่จะให้ความเป็นธรรมกับตนและนายจิระพันธ์ เมื่อถามว่าการได้ใบเหลืองครั้งนี้คิดว่าถูกกกต.กลั่นแกล้งหรือไม่ นายนที กล่าวว่า กลั่นแกล้งหรือไม่ตนไม่รู้แต่ตนไม่มีโอกาสได้ชี้แจง ตนไม่ได้บอกว่ากลั่นแกล้ง แต่ปกติถ้ามีผู้ถูกยื่นคำร้องจะมีโอกาสได้ชี้แจง

"ผมรู้ซึ้งแล้วว่าวงการเมืองนี้เป็นอย่างไร และขอยินดีกับคนที่ไม่ได้เข้ามาในวงการนี้ ผมหาเสียงมาได้มาก75,000 เสียง ถ้าคนอย่างผมยังไม่บริสุทธิ์คนอื่นก็ไม่ต้องเล่นการเมืองแล้ว " นายนที กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ระหว่างการแถลงข่าวนายนทีได้เรียกร้องให้มีการยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดยกล่าวว่า เป็นความเห็นของผมคนเดียวไม่เกี่ยวกับใคร ไม่เกี่ยวกับพรรค เมื่อเห็นว่ามันมีเรื่องยุ่งๆ กันมากก็ยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ไปเลย



เดือดร้อนนักเรียน!พันธมิตรบุกทำเนียบฯต้องปิดร.ร.5แห่งหวั่นเด็กอันตราย

“เสธหนั่น รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เดินทางไป บช.น. ถกปัญหากับ “ ผบ.ตร.” ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ รับมือม็อบพันธมิตรฯยึดทำเนียบฯ สั่งปิดโรงเรียน 5 แห่งรอบบริเวณหวั่นลูกหลงเด็กเยาวชนไม่ปลอดภัย

พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ( ผบ.ตร.) เป็นประธานประชุมร่วมกับ พล.ต.อ.วิโรจน์ พหลเวชช์ รอง ผบ.ตร.ฝ่ายความมั่นคง พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร.ฝ่ายสอบสวน พล.ต.อ.ปานศิริ ประภาวัตร รอง ผบ.ตร. ฝ่ายความมั่นคง และนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลความสงบเรียบร้อยรักษาความปลอดภัยกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและกลุ่มผู้ชุมนุมอื่นๆที่ได้รับความเดือดร้อน

ประกอบด้วยผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1,2,3 ,7 ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล กองปราบปราม ตัวแทนจากสภาความมั่นคงแห่งชาติ และผู้บังคับบัญชาทุกหน่วยงานสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและการดูแลความสงบเรียบร้อยการรักษาความปลอดภัย วางมาตรการร่วมกันในการจัดกำลังรับมือการเคลื่อนไหวกลุ่มพันธมิตรปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลวันที่ 20 มิ.ย. ตามที่ประกาศไว้

นอกจากนี้ที่ประชุมยังวิเคราะห์สถานการความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นและหารือแนวทางแก้ไขปัญหาผลกระทบร่วมกัน พร้อมรับฟังแนวทางการแก้ปัญหาจราจร รายงานสรุปการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกหน่วยที่รับผิดชอบโดยใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง

เมื่อเวลา 14.00 น. ก่อนการประชุมดังกล่าว พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง พร้อมด้วยนายธีระพล นพรัมภา เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เดินทางมาที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล พร้อมเรียก พล.ต.อ.พัชรวาท พล.ต.ท.อัศวิน พร้อมผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาคทั้งหมดและนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ เข้าหารือนอกรอบภายในห้องประชุมปารุสกวัน 3 พร้อมชี้แจงแผนรับมือกลุ่มผู้ชุมนุมและขั้นตอนปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยนำแผนผังที่ตั้งกองกำลังสกัดกั้นกลุ่มผู้ชุมนุมประกอบการชี้แจง ท่ามกลางบรรยากาศที่เคร่งเครียดโดยใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง

ทั้งนี้ พล.ต.ต.สนั่น ได้เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการกับผู้ชุมนุมด้วยความละมุนละม่อม หากพบมีการกระทำผิดกฎหมายให้จับกุมดำเนินคดีในทันที จากนั้นได้เดินทางกลับไปโดยไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆ

ต่อมานายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ทั้งหมดได้เข้าร่วมประชุมต่อในห้องประชุมปารุสกวัน 1 โดย พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผบช.น. รายงานสรุปสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ปักหลักบริเวณเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ในคืนวันที่ 18 มิ.ย.เวลา 21.00 น. ต่อเนื่องเช้าวันที่ 19 มิ.ย.ว่า มีผู้เข้าร่วมชุมนุมประมาณ 1,500 คน ไม่มีกลุ่มต่อต้านเหตุการณ์ทั่วไปเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ส่วนการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯแบบดาวกระจายนั้น เป็นไปด้วยความเรียบร้อยกำลังตำรวจสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ เหตุการณ์ปกติไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้นสถานการณ์คลี่คลายได้ด้วยดี

ผบช.น. กล่าวว่า สำหรับแนวทางในการแก้ไขปัญหาการจราจรและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการเคลื่อนขบวนของกุ่มพันธมิตรในวันที่ 20 มิ.ย.นั้น กองบัญชาการตำรวจนครบาลได้ประสานไปยังผู้อำนวยการโรงเรียน 5 แห่งรอบบริเวณทำเนียบรัฐบาลให้หยุดการเรียนการสอน 1 วันเนื่องจากเกรงว่า เด็กนักเรียนจะไม่ปลอดภัย ประกอบด้วย โรงเรียนวัดเบญจมบพิตร โรงเรียนวัดโสมนัส โรงเรียนวัดมกุฏกษัตฯ โรงเรียนพาณิชยการพระนคร และโรงเรียนราชวินิตมัธยม พร้อมประชาสัมพันธ์พี่น้องประชาชนหลีกเลี่ยงเส้นทางโดยรอบและใกล้เคียงที่ผ่านทำเนียบรัฐบาล

จับโกหกพันธมิตร!ผบ.ทบ.ย้ำชัดขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารไทยไม่เสียดินแดน

“อนุพงษ์” ย้ำชัดไทยไม่ได้เสียดินแดน กรณีเขมรขึ้นทะเบียนเขาพระวิหาร ไม่ใกล้เส้นเขตแดน ไทย - กัมพูชา ส่วนพื้นที่ทับซ้อน เป็นหน้าที่ของรัฐบาลทั้งสองประเทศต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหา

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. กล่าวถึงกรณีที่มีประชาชนบางส่วนไม่พอใจกรณีเขาพระวิหารที่อาจเสียดินแดนหรืออาจมีการเอื้อประโยชน์ให้กัน ว่า ต้องยอมรับว่า หลังจากปี พ.ศ. 2505 ตัวเขาพระวิหารเป็นกรรมสิทธิ์ของกัมพูชา จากการตัดสินของศาลโลก ขณะนี้ทางกัมพูชาขอนำเขาพระวิหารไปขึ้นทะเบียนกับยูเนสโกเป็นมรดกโลก ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของยูเนสโก้ ไม่ทราบว่าจะนำไปสู่การเสียดินแดนได้อย่างไรหรือไม่

แต่การขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารในขณะนี้ ทางกระทรวงการต่างประเทศได้พูดคุยกับกัมพูชาและได้ข้อยุติว่าทางกัมพูชาจะนำเฉพาะตัวปราสาท ซึ่งติดกับขอบปราสาทเลย ที่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเท่านั้น

“ที่ว่านี้ไม่ได้เข้าไปใกล้เส้นเขตแดนที่เรายึดถืออยู่ ผมเน้นว่าที่เรายึดถืออยู่นั้น ไม่ได้เข้าไปใกล้เลย ฉะนั้น ผมจึงไม่ทราบว่า จะไม่พึงพอใจในเรื่องใด อันนี้ก็พูดกันอย่างเปิดเผยว่า ถ้าเราจะขึ้นทะเบียนมรดกโลกของเราซักอย่าง ต้องให้ประเทศเพื่อนบ้านพอใจหรือไม่ ผมไม่แน่ใจ เพราะเขาขอขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวเขาพระวิหารเท่านั้น ไม่เข้าไปใกล้เส้นเขตแดนที่เราถืออยู่ด้วย ส่วนที่ถามว่าจะมีผลประโยชน์เข้าไปเกี่ยวข้องแลกเปลี่ยนหรือไม่นั้น ผมไม่มีความรู้จริงๆ ว่าจะไปแลกเปลี่ยนเรื่องอะไร อย่างไร ผมไม่มีความเห็นในเรื่องนี้ เพราะไม่ทราบ” ผบ.ทบ. กล่าว

เมื่อถามว่า ทำไมทางการถึงได้ปล่อยให้มีการปลูกสร้างที่อยู่อาศัยอย่างถาวรในพื้นที่ทับซ้อน พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ยังไม่ถาวร แต่เป็นชั่วคราว โดยพื้นฐานที่เรายึดถือมา คือ ถ้าเราเป็นคนไทยและพูดถึงดินแดนตรงนี้ เราก็จะยกแผนที่เราขึ้นมา โดยมติ ครม.2505 ที่ตัวปราสาทเป็นตัวของกัมพูชา ตรงอื่นเราถือแนวหน้าผาเป็นหลัก มองภาพกลับไปว่าถ้ามองจากฝั่งกัมพูชาเขาก็จะยึดแผนที่ของเขา ซึ่งไม่ตรงกัน จุดที่ไม่ตรงกันจึงเป็นพื้นที่ทับซ้อนขึ้นมา ตรงนี้มีมานานแล้ว ไม่สามารถรื้อฟื้นขึ้นมาได้ ประเด็นที่มีราษฎรเขาเข้ามา เพราะว่านโยบายเดิมของรัฐบาลไทยไม่ต้องการการเผชิญหน้า การรายงานเรื่องนี้ได้กระทำมาตลอดว่ามีการเข้ามา แต่เราก็ใช้นโยบายละมุนละม่อมกับประเทศเพื่อนบ้านมาตลอด

อย่างไรก็ตามก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลสองฝ่ายแก้ไขปัญหา ซึ่งข้อตกลงต้องเป็นผลประโยชน์ร่วมของสองฝ่าย คงไม่สามารถบอกว่าเราเสียดินแดน หรือเขาเสียดินแดน เพราะเราถือตามเส้นเรา เขาถือตามเส้นเขา คงต้องมีวิธีการที่ต้องบริหารจัดการกันในอนาคต


Thursday, June 19, 2008

ร่วมต้าน สนธิ ลิ้มทองกุล บุกปล้นอำนาจประชาชน


วันศุกร์นี้ สนธิ ลิ้มทองกุล จะนำม็อบบุกยึดทำเนียบรัฐบาล

ทำเนียบรัฐบาล คือ สัญลักษณ์ของอำนาจรัฐ การประกาศบุกยึดทำเนียบรัฐบาล คือ การประกาศว่าจะแย่งชิงอำนาจรัฐ

อำนาจรัฐที่รัฐบาลชุดปัจจุบันนี้ ถืออยู่ในมือคืออำนาจที่ประชาชนมอบให้ เมื่อวันเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 ที่ผ่านมา ตามหลักการของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีนัยยะสำคัญว่า เป็นระบอบการปกครองที่ประชาชน กับ พระมหากษัตริย์ มีส่วนร่วมกันในการสร้างระบอบประชาธิปไตย และพิจารณาเลือกสรรคณะบุคคลมาเป็นรัฐบาล ทำหน้าที่บริหารประเทศ และเป็นผู้ใช้อำนาจรัฐ แทนประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย และ พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข

พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้พระราชอำนาจแต่งตั้งนายสมัคร สุนทรเวช และคณะบุคคล ที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ ให้เป็นรัฐบาล ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่กำหนดไว้ว่าประชาชนย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใดๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้

รัฐธรรมนูญนี้ ยังมีบทบัญญัติด้วยว่าบุคคลไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม องค์กรใดก็ตามจะใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มิได้

รัฐธรรมนูญ มิได้บัญญัติไว้ว่ากลุ่มบุคคลที่ไม่พึงพอใจต่อรัฐบาล ไม่ว่าจะโดยเหตุอันใด มีสิทธิที่จะดำเนินการใดๆ ก็ได้ โดยไม่ต้องคำนึงความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง และ ไม่ต้องนำพาต่อบทบัญญัติของกฎหมาย เพื่อที่จะไปให้ถึงเป้าหมายของตนเอง คือ การล้มล้างรัฐบาลในพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

รัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อันเป็นรัฐบาลที่ถูกต้องชอบธรรม กำลังถูกท้าทายจากกลุ่มบุคคลที่ก่อความวุ่นวาย ปลุกระดมประชาชน ด้วยการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จครั้งแล้วครั้งเล่า โดยจงใจให้ประชาชนหลงผิด เกลียดชัง และร่วมขับไล่ โดยที่ไม่สามารถจะดำเนินการเพื่อนำความสงบเรียบร้อยกลับคืนสู่บ้านเมือง และไม่สามารถรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายไว้ได้

ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายที่สูญเสียไป นับแต่ม็อบพันธมิตรมีสิทธิพิเศษเหนือกว่าคนไทยทุกคนในประเทศนี้ ที่สามารถปิดการจราจร ยึดถนนราชดำเนิน อันเป็นเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ ตลอดจนเส้นทางการเดินทางคมนาคมของประชาชน ข้าราชการ นักเรียน นักศึกษา ได้ตามอำเภอใจ ราวกับเป็นเจ้าของถนน โดยที่รัฐบาล และ เจ้าหน้าที่ ไม่กล้าดำเนินการตามกฎหมาย ปล่อยให้กฎหมายถูกกลุ่มคนเหล่านี้ย่ำยีจนไร้ความหมาย

เมื่อกฎหมายไร้ความหมาย สังคมไทยก็ตกอยู่ในอาการใกล้พังทลาย และรัฐบาลก็ตกอยู่ในสภาพสูญสลายทางด้านความเชื่อถือ ทั้งกับประชาชนในประเทศ และชาวต่างประเทศ ที่กำลังจ้องรอดูความวิบัติฉิบหายของประเทศไทยด้วยใจจดจ่อ

ความวิบัติฉิบหายของประเทศไทย ที่กำลังจะปรากฏต่อสายตาชาวไทยและชาวโลก อันเกิดน้ำมือของกลุ่มบุคคลเพียง 5 คน ที่ไม่เคารพกฎหมาย ไม่ยอมรับกติกาของบ้านเมือง ทั้งแข็งขืนและแข็งกร้าวที่จะกระทำความผิด อย่างจงใจและท้าทาย ในขณะที่รัฐบาลก็อ่อนแอ อ่อนล้า โลเล และสับสนในตัวเอง จนเกินกว่าที่จะใช้ความกล้าหาญ อำนาจที่ได้มาอย่างถูกต้องชอบธรรมจากประชาชน ขัดขวาง และจับกุมดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด ทุจริตต่อกฎหมายบ้านเมือง

ผู้กระทำความผิด ผู้ทุจริตต่อกฎหมายบ้านเมือง เพียงหยิบมือเดียว กำลังทำลายบ้านเมืองของคนไทยทุกคนให้ได้ฉิบหายอย่างใหญ่หลวง ความเป็นปึกแผ่นของประชาชนและแผ่นดิน ที่มีมานานเกือบพันปี น่าจะถึงกาลสิ้นสลายก็ในคราวนี้ เพราะรัฐบาลไม่ใช้อำนาจที่ประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศ มอบให้ดำเนินการอย่างเข้มแข็งเพื่อนำความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายกลับคืนมา นำประเทศไทยกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

ภาวะปกติที่ทุกคนในสังคมไทย บนแผ่นดินไทย ต้องเคารพกฎหมายอย่างถ้วนหน้า ต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเสมอภาค และเท่าเทียม ภายใต้บทบัญญัติของกฎหมาย ตามที่รัฐธรรมนูญ กำหนดไว้

รัฐธรรมนูญ ที่ไม่เคยกำหนดไว้ว่าสนธิ ลิ้มทองกุล กับคณะที่เรียกตัวเองว่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะมีสิทธิพิเศษเหนือกฎหมาย ในการก่อความวุ่นวายให้แก่บ้านเมือง ปลุกระดมประชาชนให้ทำผิดกฎหมาย จะได้รับการยกเว้นเมื่อกระทำความผิด และจะไม่ต้องรับโทษตามที่กฎหมายบัญญัติ

ดังนี้แล้ว หากรัฐบาลไม่ดำเนินการกับ สนธิ ลิ้มทองกุล และคณะ เพื่อนำความสงบคืนมาสู่ประเทศไทย และส่งมอบประเทศไทยที่บอบช้ำเต็มทีให้แก่ประชาชนชาวไทย ในสภาพที่ยังพอเยียวยารักษาได้ แล้วล่ะก็ รัฐบาลก็คงหมดความชอบธรรมที่จะบริหารประเทศ โดยอ้างสิทธิอันชอบธรรมว่าได้รับการเลือกตั้งและได้รับมอบอำนาจมาจากประชาชนเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ

เนื่องเพราะ ประชาชนเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ กำลังพิจารณาว่ารัฐบาล อ่อนแอเกินไปกว่าที่นำพาประเทศไทย และประชาชนหลุดพ้นจากวิกฤตครั้งนี้ได้ รัฐบาลมักจะโอนอ่อนผ่อนตาม กับเสียงข่มขู่คุกคามและกรรโชก ของม็อบพันธมิตร ซึ่งเป็นเสียงส่วนน้อยที่ประกาศตนเป็นศัตรูถาวรกับรัฐบาล แต่กลับละเลยความรู้สึก และข้อเรียกร้องของประชาชนเสียงส่วนใหญ่ที่เป็นผู้ให้การสนับสนุนรัฐบาลด้วยความซื่อสัตย์มาโดยตลอด

บัดนี้ ประชาชนเสียงส่วนใหญ่ที่เป็นผู้ให้การสนับสนุนรัฐบาลด้วยความซื่อสัตย์ กำลังตัด สินใจว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่ประชาชน จะต้องแก้ไขปัญหาของประเทศและประชาชน ด้วยมือของตนเอง เพราะรัฐบาลที่ได้รับมอบอำนาจจากเราไป ไม่กล้าที่จะใช้ธรรมเป็นอำนาจ ตรงกันข้ามกลับตกอยู่ในอิทธิพลของกลุ่มบุคคลที่ใช้อำนาจเป็นธรรม

วันศุกร์นี้ ประชาชนเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ ที่ให้การสนับสนุนรัฐบาล จึงจำเป็นต้องไปรวมตัวกันที่ทำเนียบรัฐบาล มิใช่ไปเพื่อปกป้องรัฐบาล หากแต่ไปเพื่อปกป้องอำนาจของประชาชนไว้ที่ได้มอบไว้กับรัฐบาล และต่อต้าน สนธิ ลิ้มทองกุล ที่จะนำพวกบุกเข้าปล้นชิงอำนาจของประชาชน ที่ได้มอบให้แก่รัฐบาล

รัฐบาล ที่เกิดขึ้นมาจากแรงกาย แรงใจของประชาชน ที่เอาเลือด เอาเนื้อ ต่อสู้กับเผด็จการทหารคมช. และได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้เป็นรัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงทุกข์พระทัยกับการถืออำนาจบาตรใหญ่จนไม่ยอมอยู่ใต้กฎหมายของคนบางกลุ่ม และทรงห่วงใยประเทศไทย จะต้องประสบกับสภาพังแล้วพังอีก

พังในมือเผด็จการคมช.กับม็อบพันธมิตร ที่ร่วมกันจมประเทศไทย มาครั้งหนึ่งแล้ว จะต้องมาพังอีกครั้ง ในมือของม็อบพันธมิตร ที่ประกาศจะจมประเทศไทยอีกครั้ง เพราะไม่มีโอกาสแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ได้ดังใจตนเอง

ประชาชนเสียงส่วนใหญ่ที่ช่วยกันสร้างรัฐบาลนี้ขึ้นมา จึงต้องถามใจตนเองว่า ท่านจะนิ่งดูดาย ปล่อยให้รัฐบาลของท่านต้องยืนอย่างโดดเดี่ยวเดียวดายในวงล้อมของม็อบพันธมิตร และสื่อนอกรีต กระนั้นหรือ

หรือว่า ท่านคิดดีแล้วว่า เสียงส่วนใหญ่ของประเทศนี้ ควรจะยอมแพ้ให้กับม็อบพันธมิตร ที่กำลังฉุดดึงประเทศไทย ไปสู่กาลล่มสลาย ล่มจม พังแล้ว พังอีก ดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสไว้ ก็สุดแท้แต่เวรกรรมของประเทศไทย

เวรกรรมของประเทศไทย จะเป็นเช่นไร

วันศุกร์นี้ ก็คงได้รู้กันว่าประเทศไทย ที่เคยพังแล้ว จะพังอีกหรือไม่


ฟ้าฟื้น
จาก thai-grassroots

จารุวรรณ ขู่ฟ้องกลับกลุ่มติดตามฯ

สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ว่า วานนี้ (18 มิ.ย.) นายวันชัย จงจรูญหิรันย์ แกนนำกลุ่มติดตามการปฏิรูปการเมืองและต่อต้านการคอรัปชัน พร้อมพวกกว่า 10 คน ได้เข้าติดตามทวงความคืบหน้าเพื่อขอทราบคำชี้แจง ในกรณีที่เคยยื่นเรื่องให้คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการฯ สตง. และกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ชี้แจงเรื่องการซื้อที่ดินย่านปากเกร็ดและสร้างบ้านมูลค่า 50 ล้านบาท รวมถึงการใช้รถประจำตำแหน่ง ผ่านนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส รองผู้ว่าการฯ สตง. แม้ว่า ป.ป.ช.จะรับเรื่องดังกล่าวเพื่อตรวจสอบแล้ว แต่ไม่เชื่อมั่นว่า ป.ป.ช.จะทำหน้าที่ตรงไปตรงมา เนื่องจาก ป.ป.ช. คตส. และ กกต. ถูกแต่งตั้งโดย คมช. จึงไม่มีความน่าเชื่อถือแต่อย่างใด ขณะนี้ทางกลุ่มรวบรวมรายชื่อเพื่อถอดถอนคุณหญิงจารุวรรณได้ 2,000 รายชื่อแล้ว

คุณหญิงจารุวรรณกล่าวว่า ได้ให้ทนายความพิจารณาประเด็นที่ทางกลุ่มของนายวันชัย มาโจมตีเรื่องการสร้างบ้าน โดยระบุมูลค่ามากกว่า 50 ล้านบาท เพื่อเตรียมฟ้องกลับ โดยเมื่อวันที่ 17 มิ.ย.ที่ผ่านมา ทนายความได้เข้ามาหารือและศึกษารายละเอียดของหนังสือที่กลุ่มของนายวันชัยนำมายื่นแล้ว

นายกิตติพร อรุณรัตน์ ทนายความของนายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา ชินวัตร บุตร พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กล่าวว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทีมทนายความได้ยื่นหนังสือให้ คตส.เพิกถอนคำสั่งอายัดทรัพย์ ที่ได้จากการขายหุ้นชินคอร์ป ที่ คตส.อายัดไว้ทั้งหมด 6.5 หมื่นล้านบาท เพราะขณะนี้ครบระยะเวลา 1 ปีที่กำหนดตามกฎหมาย ที่บัญญัติว่าหากไม่สามารถยื่นฟ้องต่อศาลได้ ก็จะต้องเพิกถอนการอายัดทรัพย์ ทีมทนายความกำลังรอหนังสือตอบอย่างเป็นทางการจาก คตส.ว่า จะเพิกถอนการอายัดทรัพย์หรือไม่ หาก คตส.ไม่เพิกถอนก็จะต้องมีการดำเนินคดีในชั้นศาล ทั้งคดีแพ่ง คดีอาญาและคดีปกครอง โดยจะมีการยื่นเรื่องให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการอายัดทรัพย์ของ คตส.



กกต.แจกใบเหลือง 2 ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน

กรุงเทพฯ 19 มิ.ย. – กกต.มีมติเสนอศาลฎีกาแจกใบเหลือง 2 ส.ส.พรรคพลังประชาชน รวมทั้ง “กรุง ศรีวิไล” หลังพบทำผิดซื้อเสียงเลือกตั้ง ขณะเดียวกัน สั่งนับคะแนนเขต 1 ราชบุรีใหม่

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงว่า ที่ประชุม กกต.เสียงข้างมากเห็นควรยื่นคำร้องต่อศาลฏีกา เพื่อขอให้ศาลสั่งให้เลือกตั้งใหม่ในเขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดสมุทรปราการ หลังพบว่า นายจิรพันธ์ ลิ้มสกุลศิริรัตน์ และนายนที สุทินเผือก หรือกรุง ศรีวิไล 2 ส.ส.พรรคพลังประชาชน กระทำผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 236 (5) และ (6) พ.ร.บ. กกต. มาตรา 10 (10 )และ (12 ) และมาตรา 111 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. ด้วยการให้ทรัพย์สิน หรือเงินแก่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง เพื่อการจูงใจให้ไปเลือกตั้ง โดยฝ่ายสืบสวนจะเร่งยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาภายใน 2 สัปดาห์

เลขาธิการ กกต. กล่าวต่อว่า ที่ประชุม กกต.เสียงข้างมากยังสั่งให้มีการเปิดหีบบัตรเลือกตั้งทุกหน่วยเลือกตั้งในเขต 1 ราชบุรี เพื่อตรวจเอกสารการนับคะแนนใหม่ โดยให้ตรวจสอบจากแบบการกรอกคะแนนเลือกตั้ง เปรียบเทียบกับรายงานผลการนับคะแนน และการประกาศผลการนับคะแนน หลังมีผู้ร้องว่าการนับคะแนนของกรรมการเลือกตั้งประจำเขตและ กกต.ราชบุรี มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-19 13:36:58


กกต. เหยื่อการเมืองรายล่าสุด

คอลัมน์ : รายงานพิเศษ

เพราะ เป็น “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” (กกต.) ที่ทำหน้าที่ดูแลการเลือกตั้ง รับรองผลการเลือกตั้ง มีอำนาจให้คุณให้โทษนักการเมืองผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง

จึงไม่อาจพ้นจากการจับตามอง รวมถึงความคาดหวังในทุกประการได้

ฝ่ายที่เชื่อเรื่องความเป็นกลาง ก็คาดหวังความเป็น “กลาง”

ฝ่ายที่ไม่เชื่อเรื่องความเป็นกลาง ก็คาดหวังว่า กกต. จะ “เอียงข้าง” ไปยังฝ่ายที่ตัวเองสนับสนุนให้มากที่สุด

ที่แย่กว่าคือ บางคนก็เข้าใจไปว่า การเป็น “คุณ” กับข้างที่ตัวเองสนับสนุน นั่นแหละคือ “เป็นกลาง” แล้ว

ทั้งที่ในความเป็นจริง เมื่อผลการปฏิบัติงานของ กกต. เป็นคุณกับฝ่ายหนึ่ง ก็จะกลายเป็นโทษกับอีกฝ่ายหนึ่ง เช่นเดียวกับถ้าให้โทษอีกฝ่ายหนึ่ง ประโยชน์ก็ตกกับอีกฝ่ายหนึ่งอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

การเป็นกลางในความหมายที่ว่า ให้คุณกับทุกฝ่าย จึงยากจะเกิดขึ้น

ด้วยเหตุนี้จึงเกิดกระแสที่ว่า กกต. ไม่เป็นกลาง

เกิดการจับขั้วเลือกข้างให้ กกต. อย่างเสร็จสรรพ

จึงทำให้ขณะนี้ กกต. กำลังกลายเป็น “เหยื่อการเมือง” เหมือนที่ชุดก่อนหน้านี้โดน และยังไม่พ้นวิบากกรรมจนทุกวันนี้

“ข้าง” ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งชุดใหญ่ 5 คน ถูกผลักให้ไปอยู่

ข้างหนึ่งคือ ทำให้เป็นพวกเดียวกับกลุ่มของ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และ พรรคประชาธิปัตย์

ข้างหนึ่งคือ ทำให้เป็นพวกเดียวกับ รัฐบาล พรรคพลังประชาชน รวมถึง อดีตพรรคไทยรักไทย

ข้างพันธมิตรฯ และพรรคประชาธิปัตย์ มีชื่อของ นายอภิชาต สุขัคคานนท์ นายประพันธ์ นัยโกวิท และ นายสุเมธ อุปนิสากร

ข้างรัฐบาลและพรรคพลังประชาชน มีชื่อของ นายสมชัย จึงประเสริฐ และ นางสดศรี สัตยธรรม

กกต. ฝ่ายแรก ถูกด่าทอจากฝ่ายต่อต้านพันธมิตรฯ ว่าเข้าข้างพันธมิตรฯ และพรรคประชาธิปัตย์ มีการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานให้ใบเหลืองใบแดงที่ไม่เสมอภาคอย่างออกนอกหน้า บางกลุ่มก็นำหุ่นจำลองมาเผาประณาม

ขณะที่ กกต. ฝ่ายหลัง โดยเฉพาะนางสดศรี ก็เพิ่งถูกกลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวหาว่าเดินทางไปเมืองจีน เพื่อพบและรับสินบนเป็นสร้อยเพชรจากอดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย นายจาตุรนต์ ฉายแสง จนนางสดศรีต้องปกป้องตัวเองด้วยการจะฟ้องร้องหมิ่นประมาท พร้อมแสดงหลักฐานเป็นพาสปอร์ตที่ไม่เป็นไปตามข้อกล่าวหาของกลุ่มพันธมิตรฯ

ความจริงในใจ กกต. ทั้ง 5 ท่านเอนเอียงไปข้างไหนหรือไม่ ไม่มีใครหยั่งรู้ และอาจไม่จำเป็นต้องรู้ ตราบใดที่การทำงานภายใต้บทบาทหน้าที่ความเป็น กกต. ยังตรงไปตรงมา ตรวจสอบได้

แต่การออกมาวิพากษ์วิจารณ์หนักหน่วงจากกลุ่มการเมืองที่แบ่งตัวเองออกเป็น 2 ฝ่ายอย่างชัดเจนในวันนี้ ก็ทั้งผลักทั้งดึงให้ภาพลักษณ์ของ กกต. ทั้งชุด ถูกตราภาพว่าเป็นคนของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไปด้วย

ซึ่งเป็นสิ่งที่อันตรายที่สุด เสียหายที่สุด

ไม่เพียงทำให้ กกต. กดดันจนต้องทำงานลำบาก

แต่จะทำให้องค์กรนี้เกิดวิกฤติศรัทธา ไม่ได้รับความเชื่อถือจากประชาชนอีกครั้ง เหมือนที่เคยเกิดขึ้น

ทั้งที่นี่คือ “องค์กรกลาง” ที่ประชาชนฝากความหวังในวันที่สังคมมีแต่การแบ่งแยกฝักฝ่าย

วิกฤตการณ์เช่นนี้ กับคนที่เลือกข้างยืน อาจสะใจที่ทำได้สำเร็จ

แต่กับคนที่ยังเชื่อเรื่องความเป็นกลาง ก็ยิ่งต้องกลุ้มใจ

เพราะไม่รู้ว่า ต่อไปจะยังมีองค์กรกลางกลุ่มใดที่ต้องโดนพิษการเมืองเล่นงานกันอีก