WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, June 22, 2008

สมัครฉะพวกปลุกระดม แจงเสียดินแดน 45 ปีมาแล้ว

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าววันนี้ (22 มิ.ย.) ในรายการ สนทนาประสาสมัครออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ ถึงกรณีปราสาทเขาพระวิหาร ที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำมาปลุกระดม ว่า เรื่องนี้นำมาปลุกระดมเกินเหตุ ถึงขนาดจะมีการนำไปศาลปกครอง เชื่อศาลปกครองรู้ว่าอะไรเป็นอะไร เรื่องเขาพระวิหาร เริ่มมาตั้งแต่ พ.ศ.2505 กัมพูชาฟ้องศาลโลกว่าเขาพระวิหารเป็นของเขา เราสู้คดี บังเอิญคนที่ไปสู้คดีเชื่อมั่นในเรื่องแผ่นที่ มีการถามว่ารับแผนที่หรือไม่ ที่ประเทศฝรั่งเศสทำไว้ ท่านก็ไปยืนยันรับ เท่านั้น เวลาไปต่อสู้ ยอมรับแผนที่ ไทยก็แพ้คดี ศาลโลกตัดสินไทยแพ้คดีต้องยกปราสาทเขาพระวิหารให้กัมพูชา เวลาผ่านไป 45 ปี ไม่เห็นมีใครเริ่มไปเปิดคดีใหม่ ที่อยู่กันมาได้เพราะประโยชน์ร่วมกัน นักท่องเที่ยวขึ้นทางประเทศไทย กัมพูชาชักธงอยู่บนปราสาทเขาพระวิหาร 45 ปี ไม่เห็นมีใครทักท้วง

"เมื่อกัมพูชาจะนำเขาพระวิหารขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เราก็ทักท้วงไม่ให้ขึ้นทะเบียนบริเวณพื้นที่ทับซ้อน จนต้องไปเจรจาที่ยูเนสโก ในที่สุดกัมพูชาขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาท ในเขตของเขา ทหารก็ไปดู ส่วนพื้นที่ทับซ้อนให้เจรจากันภายใน 2 ปี ที่มีคนเขมรมาตั้งบ้านเรือนตั้งแต่ พ.ศ.2543 รัฐบาลสมัยนั้นก็ไม่ได้ดำเนินการอะไร คราวนี้ภายใน 2 ปี ต้องนำคนเหล่านั้นออกไปนายกรัฐมนตรี กล่าว และว่า การนำเรื่องเขาพระวิหารมาปลุกระดม ว่า มีการแลกกับการขุดน้ำมัน น้ำมันก็ไม่ได้ขุด แลกก็ไม่ได้แลก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ผู้บัญชาการทหารบก เจ้ากรมสนธิสัญญาออกมายืนยันว่า เป็นขอบเขตของเขา เราไม่ได้เสียดินแดนก็ยังไม่ฟัง

นายสมัคร กล่าวด้วยว่า ทำไมคนเราเกิดการรักชาติจะเป็นจะตาย ก่อนหน้านี้หากกัมพูชาไม่ขึ้นทะเบียนเขาพระวิหาร ก็อยู่กันต่อไป อีก 50 ปีก็ยังอยู่อย่างนี้ ตนรับผิดชอบในฐานะหัวหน้ารัฐบาล อย่าไปเกลียดชังนายนพดล ซึ่งอดีตเป็นทนายความให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทุกอย่างจบสิ้นไปแล้ว มาโยงใยว่ามีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ส่วนกรณีโรงไฟฟ้าที่เกาะกงจะสร้างนั้น รัฐบาลนี้เป็นคนไปเจรจาไม่ใช่พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยน ทำไมทำกันได้ขนาดนี้ ตนไม่เข้าใจ โดยเฉพาะพรรคการเมืองที่มีส.ส.พรรคมาร่วมด้วย ให้ไปถามคนเก่าแก่ในพรรคเกิดอะไรขึ้น 45 ปีมาแล้ว



กรัฐมนตรียืนยันเข้าทำงานในทำเนียบฯ พรุ่งนี้

กรุงเทพฯ 22 มิ.ย. - นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีกล่าวในรายการสนทนาประสาสมัคร ยืนยันจะเข้าทำงานที่ทำเนียบรัฐบาลในวันพรุ่งนี้แน่นอน โดยไม่สนใจการชุมุนมของกลุ่มพันธมิตร พร้อมส่งสัญญาณจะดำเนินการทันที หากประชาชนร้องขอ

พร้อมกันนั้นนายกรัฐมนตรี ยังติงสื่อมวลชนที่ให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้ชุมุนม ทั้งที่เป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามกฏหมาย

ส่วนในเรื่องการยอมให้ ส.ว.และฝ่ายค้าน เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา เพราะต้องการให้เรื่องทุกอย่างจบ.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-22 10:13:00





Thai-grassroots ถูกโจมตี!!

นับแต่ Thai-grassroots ได้ถือกำเนิดขึ้นและเปิดเผยข้อมูลของศัตรูระบอบประชาธิปไตย ได้ปรากฏการโจมตีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในในปัญหาที่ สร้างความรำคาญใจให้แก่ผู้ชมคือการรบกวนฐานข้อมูลของเวบไซท์ ทำให้เนื้อหาภายในเวบขาดหายไปเป็นบางช่วงเวลา แต่นับจากการเผยแพร่ "ภาพกองทัพมารย่ำยีสถาบัน" การโจมตีได้ทวีความรุนแรงและต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 48 ชั่วโมงแล้ว ทางทีมงานต้องขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ ที่นี้ และพยายามอย่างเต็มที่ในการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนที่สุด

thai-grassroots
จาก thai-grassroots

เรื่องเขาพระวิหาร :จาก เสธ.แดง

บทความ โดย ลูกชาวนาไทย

ผมเห็นมีคนเอาความเห็นของ เสธ.แดง พลตรีขัติยะ สวัสดิผล เจ้าของเว็บ "เสธ.แดง" เว็บดังเว็บหนึ่งในโลกไซเบอร์ เรื่องเขาพระวิหาร ซึ่งถือว่า สารที่เสธ.แดงต้องการสื่อนั้น ค่อนข้างชัดเจนและตรง เสธ.แดงไม่ใช่พวกทักษิณ ก็คงเป็นกลางดีสำหรับหลายๆ ฝ่ายนะครับ แม้ว่า ข้อเขียนของเสธ.แดงจะมีคำไม่สุภาพค่อนข้างมาก แต่ก็ต้องยอมรับว่า เป็นภาษาที่ใช้ในสังคมหนึ่ง นะครับ ท่านสุภาพสตริที่อ่านบทความผม ก็ขออภัยก็แล้กันนะครับ ถือว่า เพื่อความเข้าใจเรื่องเขาพระวิหาร ที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุลเอาไปบิดเบือนเสียจน กลายเป็นประเด็นการเมืองอยู่ขณะนี้

แม้ในที่ทำงานผม ที่มีเด็กจบปริญญาตรีและบางคนเรียนปริญญาโท ยังโดน สนธิ ลิ้มทองกุล จูงใจได้เลยเรื่องเขาพระวิหาร จนผมปลงไปเลยว่า ระบบการศึกษาไทยในปัจจุบัน ผลิตนักศึกษาได้แย่จริงๆ ข้อมูล ไม่เคยค้น ไม่ Review Literature ความเป็นมาต่าง ๆ พอมีคนพูดก็เชื่อเลย เฮ้อ สังคมมันถึงได้วุ่นวาย เพราะระบบการคิดของคนไทยปัจจุบันมันมีปัญหานั้นเอง

นี่คือความเห็นของเสธแดงครับ thaifreenews

จาก thaifreenews

Saturday, June 21, 2008

วัดใจด่านสุดท้ายแล้ว

เปิดฉากด้วยการประกาศทุบหม้อข้าวหม้อแกง ไม่ชนะไม่กลับ รบแบบพระเจ้าตากฯตีเมืองจันท์ ตามด้วยยุทธศาสตร์สงคราม 9 ทัพเผด็จศึกพม่าที่ด่านเจดีย์ 3 องค์ เร้าด้วยการระดมขนเรือยางจากสันติอโศกมาลอยลำในคลองผดุงกรุงเกษมเพื่อบุกทั้งทางน้ำและทางบก

ฮึกเหิมกันยกใหญ่แต่ก็ว่าไม่ได้ ในเมื่อเขาปั่นกระแสกันไว้แล้วว่าเป็น “สงครามกู้ชาติ” ก็ต้องเล่นกันให้สมบทสมบาท เร้าสถานการณ์ให้สมจริง

ปลุกแนวร่วมให้ “อิน” ไปกับบททวงคืนแผ่นดิน

เดิมพันสุดสายป่าน ทิ้งทวนครั้งสุดท้ายก่อนหมดปัจจัย มีอะไรก็ต้องใส่หมดหน้าตัก

และก็ไม่น่าแปลกใจกับฉากการจัดทัพสู้รบของม็อบพันธมิตรฯที่ออกมา เพราะล่าสุด พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี แกนนำทหาร จปร.7 ยอมรับเองว่า มีนายทหาร จปร.7 บางส่วนเข้าร่วมการชุมนุมของม็อบพันธมิตรฯ แต่ทั้งหมดเป็นพวกที่ยึดหลักสันติอหิงสา

สรุปว่า มีทีมช่วย “มหาจำลอง” พล.ต.จำลอง ศรีเมือง วางเกม

เป็นทีม จปร.7 ชุดเดียวกับที่เคยปักหลักรบกับ “บิ๊กสุ” พล.อ.สุจินดา คราประยูร อดีตนายกรัฐมนตรี ลากเกมจนเกิดเหตุพฤษภาทมิฬ

ฝากผลงานประจักษ์มาแล้ว

และก็เป็นตัวละครหน้าเดิมๆที่เคยอยู่ในเหตุการณ์ม็อบพลิกบ้านพลิกเมือง ได้จังหวะโผล่มาตอนเข้าด้ายเข้าเข็ม “บิ๊กจิ๋ว” พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาเล่นบทถือหางม็อบพันธมิตรฯ วิเคราะห์การชุมนุมมีแนวโน้มที่จะถึงขั้นแตกหัก

หากรัฐบาลยังคงไม่ออกมาแสดงความชัดเจนและพูดคุยกัน

ฟันธงแบบไม่กั๊ก “บิ๊กจิ๋ว” บอกว่า เหลือเพียงการปฏิวัติเท่านั้น จึงจะสามารถยุติปัญหาความรุนแรง และความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทั้งหมดได้

แต่ก็มีติดติ่งห้อยท้าย “บิ๊กจิ๋ว” เสนอทางออกให้รัฐบาลในการยุติปัญหาทั้งหมด 3 ข้อ คือ การยุบสภา นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ลาออก เพื่อให้พรรคฝ่ายค้านจัดตั้งรัฐบาลใหม่ หรือพรรคฝ่ายค้านรวมกับพรรคร่วมรัฐบาลเดิมจัดตั้งรัฐบาล

ชงแผนพลิกขั้วกันเลย

โดยกระบวนท่าที่ต้องจับทางกันให้ดี “พ่อใหญ่” รับมุกใครมา

แต่โดยท่าทางยังนิ่งอยู่ “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ยังคงปฏิบัติภารกิจปกติ โดยในช่วงเช้าของวันที่ 20 มิถุนายน ได้เดินทางไปประชุมเตรียมการประชุมสุดยอด

อาเซียนที่กระทรวงการต่างประเทศ ทักทายรัฐมนตรีด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

สะกดร่องรอยของความกังวล

แต่ที่ไม่สามารถกลบได้ ผลเสียหายที่เกิดขึ้นเต็มๆกับภาพลักษณ์ ของทำเนียบรัฐบาล ตกอยู่ในสภาพร้างชั่วคราว

บรรยากาศในช่วงเช้าเป็นไปด้วยความเงียบเหงา ข้าราชการมาทำงานกันอย่างบางตาโดยมีข้าราชการขอลาหยุดงานเป็นจำนวนมาก ขณะที่บางส่วนก็เดินทางมาเซ็นชื่อเข้าทำงาน แล้วเดินทางกลับบ้านทันที โดยเฉพาะยิ่งใกล้เวลา 12.00 น. แทบจะไม่มีข้าราชการเหลืออยู่ในทำเนียบรัฐบาล เนื่องจากไม่มั่นใจในสถานการณ์ความปลอดภัยในทำเนียบฯ

และไม่ต้องพูดถึงนายกฯและรัฐมนตรี ไม่มีใครเดินทางเข้าทำงานที่ทำเนียบรัฐบาลแม้แต่คนเดียว

ม็อบเคลื่อนขบวนรุกถึงที่หมาย

ยึดสัญลักษณ์ศูนย์กลางบริหาร แสดงพลังอำนาจเหนือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

ก็เหลือแค่ “วัดใจ” ใครจะอึดกว่ากัน

เพราะโดยอาการนิ่งสยบความเคลื่อนไหวของ “ลุงหมัก” ก็ต่อสายกับทหาร ซุ่มเกาะติดสถานการณ์อยู่ที่กองบัญชาการกองทัพไทยในฐานะ รมว.กลาโหม

พร้อมออกคำสั่งได้ตลอดเวลา

แต่ที่ไม่ชัวร์ว่า ตั้งใจจะปล่อยออกมากู้สถานการณ์หรือแค่เกม กับเงื่อนไขล่าสุดที่นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ อ้างข้อเสนอของวอร์รูมพรรคพลังประชาชน

เสนอทางออกโดยให้พรรคประชาธิปัตย์ไปประสานกับม็อบพันธมิตรฯให้หยุดเคลื่อนไหว และพรรคพลังประชาชนจะเข้าชื่อให้เปิดสภาสมัยวิสามัญเพื่ออภิปรายทั่วไป

โดยจะไปคุยกับนายกรัฐมนตรีให้ เนื่องจากรัฐบาลสามารถชี้แจงได้ อยู่แล้ว และต้องการให้เกิดความสงบเกิดขึ้นโดยใช้เวทีสภา

แต่ข้อแม้ก็คือ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยต้องหยุดเคลื่อนไหว

ผลักประชาธิปัตย์ไปอยู่กับม็อบเนียนเลย.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน


สมัคร หลบสื่อฯ ออกจากบ้านตั้งแต่เช้ามืด


ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศบริเวณบ้านพักของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ใน ซ.นวมินทร์ 81 วันนี้ (21 มิ.ย.) หลังมีกระแสข่าวว่า นายสมัครจะลาออกจากตำแหน่ง ขณะที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ตั้งเวทีปราศรัยใหญ่ ที่สะพานชมัยมรุเชฐ ประชันหน้าทำเนียบรัฐบาล ว่า บรรยากาศบริเวณบ้านพักเงียบเหงา ไม่มีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจมาดูแลความปลอดภัยแต่อย่างใด ส่วนผู้สื่อข่าวที่ไปเฝ้าสังเกตการณ์ตั้งแต่เวลา 06.00 น. ก็ได้รับแจ้งว่า นายกรัฐมนตรีไม่ได้อยู่ในบ้าน

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า นายกรัฐมนตรีได้หลบออกจากบ้านพัก ไปอยู่ที่เซฟเฮาส์แห่งหนึ่ง ตั้งแต่เวลา 04.00 น. แต่จะไปร่วมงานคอนเสิร์ตของสุนทราภรณ์ ที่ กรมประชาสัมพันธ์ ซ.อารีย์ ในช่วงบ่าย.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-21 10:27:21


กลุ่มพันธมิตรฯ ตั้งเวทีปราศรัยประชิดทำเนียบฯ

ทำเนียบรัฐบาล 21 มิ.ย. - เวทีหลักของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ตั้งขึ้นบนสะพานชมัยมรุเชฐ ถ.พิษณุโลก ตั้งแต่หลังเที่ยงคืนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการตัดสินใจเปลี่ยนจากเดิมที่ตั้งอยู่หน้าบริเวณสนามม้านางเลิ้ง มาเป็นจุดนี้ เพื่อให้ประชิดทำเนียบรัฐบาลมากขึ้น ซึ่งถือเป็นเวทีหลักเวทีเดียว และเป็นจุดศูนย์รวมของการชุมนุม บรรยากาศตั้งแต่ช่วงเช้า มีแกนนำบางส่วนขึ้นปราศรัยบนรถขยายเสียงที่ตั้งอยู่หน้าเวที

อีกมุมหนึ่งในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็ยังคงสลับสับเปลี่ยนกำลังมารักษาความปลอดภัยอยู่ตามรั้วของทำเนียบรัฐบาล.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-21 10:22:32




ยึดทำเนียบได้แล้ว แล้วไงต่อ? So what?


บทความ โดย ลูกชาวนาไทย

ในวันนี้ ผมคิดว่ามวลชนของกลุ่มพันธมิตรที่สามารถฝ่าด่านตำรวจ เข้ายึดถนนพิษณุโลกได้ คงดีใจและตื่นเต้นสุดขีด อะดรีนารีนหลั่ง ความสุขแผ่นซ่านไปทั่วร่างกาย และในใจขณะนั้นคงคิดว่า พวกเราชนะแล้ว รัฐบาลล้มแน่นอนแล้ว พันธมิตรชนะแล้ว เราจะตั้งรัฐบาลของพันธมิตรได้แน่นอนแล้ว

และในเวลาไม่นานนักตำรวจก็ปล่อยให้ม็อบพันธมิตรทั้งหมด เข้ายึดถนนหน้าทำเนียบรัฐบาลได้อย่างเต็มที่

ความสุขของ มวลชนกองหน้าของพันธมิตร คงไม่แตกต่างจาก ทหารกองแรกของจักรพรรดินโปเลียน นักรบผู้ยิ่งใหญ่ของโลก ที่เข้ายึดกรุงมอสโคว์ได้ พวกเขาคงดีใจอย่างเต็มที่ หลังจากต้องเดินทัพมาด้วยระยะทางที่ไกลแสนไกล ต้องฝ่าทุ่งหญ้าสะเต็บอันกว้างใหญ่ไพศาล เมื่อพวกเขาเข้าถึงกรุงมอสโคว์ได้ ก็คิดว่าตัวเองบรรลุภารกิจและชนะสงครามแล้ว

แต่ทหารพวกนั้นหารู้ไม่ว่านั้นคือ จุดเริ่มต้นแห่งความหายนะ

การยึดกรุงมอสโคว์ที่ว่างเปล่า มีแต่ตึกร้าง ไม่มีผู้คน ไม่มีอาหาร ไม่มีฟืนแม้แต่จะทำความอบอุ่นในฤดูหนาว การยึดกรุงมอสโคว์ได้ ไม่ได้ส่งผลอะไรต่อสงครามเลย เพราะกองทัพของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 2 ได้ยกออกจากกรุงมอสโคว์ไปแล้ว ไม่ยอมปะทะไม่ยอมทำสงครามแตกหัก และก็ไม่ยอมแพ้ สงครามเพิ่งเริ่มต้น หาใช่สงครามสิ้นสุดแล้วไม่ การยึดตึกร้างในกรุงมอสโคว์ได้ ไม่ได้ส่งผลอะไรต่อสงครามเลย สุดท้ายกองทัพอันยิ่งใหญ่ของนโปเลียนที่มีกำลังพลเกือบ 500,000 คน ก็ต้องถอนทัพกลับ เพราะไม่มีอาหาร และกองทัพนี้ต้องรบกับ นายพลหิมะ หรือ General Snow เหลือรอดกลับถึงฝรั่งเศสแค่ไม่ถึง 200,000 คน และนั่นคือ จุดเสื่อมของจักรพรรดิ์นโปเลียน ผู้ยิ่งใหญ่

ม็อบพันธมิตรที่ดีใจยึดทำเนียบรัฐบาลได้ ก็ไม่ต่างจากนโปเลียนยึดมอสโคว์ได้ มันไม่ได้นำไปสู่อะไรในสงคราม แค่ได้พื้นที่ กับตึกเปล่า ข้าศึกยังอยู่ รัฐบาลยังอยู่ นายสมัคร สุนทรเวช ยังคงเป็นนายกรัฐมนตรี พรรคพลังประชาชน ยังคงเป็นรัฐบาล

ผมนั้นพอจะรู้แกวตั้งแต่เมื่อวานแล้วว่า สุดท้ายรัฐบาลจะปล่อยให้พวกพันธมิตร ยึดทำเนียบไปอย่างง่ายๆ โดยไม่สะกัดกั้น หรือปะทะ รัฐบาลคงสั่งให้ตำรวจสะกัดเท่าที่สะกัดได้ หากไม่ได้ก็คงปล่อยไป พวกพันธมิตรยึดทำเนียบได้ก็คงได้แต่ตึกไป แต่รัฐบาลยังมีอีกหลายตึก และก็สามารถใช้ตึกเหล่านั้นในการทำงานได้ การยึดทำเนียบได้ไม่ได้ส่งผลกระเทือนอะไรต่อรัฐบาลมากนัก

ก็คงแค่ รบกวนจิตใจของฝ่ายเชียร์รัฐบาลที่อยากให้ปราบพันธมิตรให้เด็ดขาด

แต่ในการต่อสู้ชิงไหวชิงพริบทางการเมือง เราคงเอาแค่ความสะใจไม่ได้ ต้องพินิจพิเคราะห์ผลได้ผลเสียให้ถ่องแท้ และเดินตามยุทธศาสตร์ใหญ่ มากกว่าจะสนใจแค่ยุทธวิธีเล็กๆ น้อยๆ แค่แย่งพื้นที่เช่นนี้

ผมคิดว่า สิ่งที่พวกพันธมิตร หรือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ต้องการจริงๆ ไม่ใช่ถนนหน้าทำเนียบรัฐบาล แต่พวกนี้ต้องการยั่วยุให้รัฐบาลใช้กำลังปราบอย่างรุนแรง เพื่อจะได้ใช้เป็นเงื่อนไข ปลุกระดมประชาชนเข้าต่อต้านรัฐบาลต่อไป สิ่งที่พวกนี้ต้องการคือ "ซากศพและเลือดทาถนนพิษณุโลก"

การยึดพื้นที่ทำเนียบได้ มันก็ไม่ได้ต่างจากการยึดพื้นที่บริเวณสะพานมัฆวานได้ มันก็แค่ย้ายวิกแสดงคอนเสิร์ตด่ารัฐบาลก็แค่นั้นเอง

ที่จริงผมอยากให้พวกนี้ เผาทำเนียบด้วยซ้ำ เพราะหากทำอย่างนั้น คนเหล่านี้จะขาดความชอบธรรมทางการเมืองทันที และเป็นข้ออ้างให้รัฐบาลใช้กำลังปราบปรามการก่อจลาจลทันที

ผมว่าหลังคืนนี้ไปแล้ว ม็อบพันธมิตร และแกนนำคงจะงงว่า "ยึดทำเนียบได้แล้วจะทำยังไงต่อ" ยึดทำเนียบได้แล้ว So what?

คือ "ที่ตั้งทำเนียบรัฐบาล" มันไม่ได้มีความสำคัญขนาดนั้น ไม่ได้มีความสำคัญขนาดที่หากไม่มีตึกไทยคู่ฟ้า รัฐบาลไทยจะล่มสลายทำงานไม่ได้ มันก็แค่ตึกกับที่ดินแคบๆ สิบกว่าไร่ มันมีตึกอีกมากมาย หรือจะไปตั้งเมืองหลวงกันใหม่ที่ เชียงใหม่ ก็ได้

ผมคิดว่าปล่อยให้คน 50,000 คน ให้ยึดทำเนียบไปสัก 30 วัน นายทุน ที่ออกเงินให้พันธมิตรมันก็เจ๊งเอง เพราะต้องเลี้ยงคน ต้องเสียค่าใช้จ่าย และคนเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็มาจากต่างจังหวัด หากต้องอยู่นานเป็นสัปดาห์ เป็นเดือน พวกนี้ก็จะทนไม่ได้ แต่รัฐบาลไม่ได้รับผลกระทบอะไร มากมายนัก

ทั้งนี้หากทหารไม่ทำรัฐประหารก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแต่อย่างใด

แผนที่ดีที่สุดคือ ต้องใช้แผน "สุมาอี้" ตอนรบกับขงเบ้ง ต้องทนยั่วยุให้ถึงที่สุด สุมาอี้ทนยั่วยุได้ดีกว่านี้มาก สุดท้ายขงเบ้งก็ทำอะไรไม่ได้ ต้องช้ำใจตายไป เพราะทั้งขงเบ้งและ ม็อบพันธมิตร ต่างมีจุดอ่อนเหมือนกันคือ ทนการต่อสู้ที่ยืดเยื้อไม่ได้ พวกนี้ต้องยกกำลังคนมาจากแดนไกล การยกกำลังคนจำนวนมาก มาอยู่แดนไกล ต้องมีเสบียง ต้องเลี้ยงอาหาร ต้องมีที่พัก ต้องมีการส่งกำลังบำรุง ยิ่งคนมาก ยิ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง แต่หากไม่มีปะทะก็ไม่มีประโยชน์อะไร

ต้องไล่ยึดพื้นที่ต่อไปอีกอย่างนั้นหรือ ต่อไปก็ยึดเขาดิน และยึดรัฐสภา แต่ยึดได้แล้ว แล้วจะทำยังไงต่อ จะเป็นคำถามที่ แกนนำพันธมิตรจะต้องตอบตนเองและตอบม็อบ หรือมวลชนของตน หากรัฐบาลไม่ปะทะ ก็ยังไม่มีผลแพ้ชนะ

ตอนนี้ผมว่าคนกลุ่มนี้กำลังงง และหากไม่มีใครสนใจจนกว่าจะถึงวันจันทร์ก็ไม่มีประโยชน์อะไร ต้องทนตากฝน อีกต่อไป สิ่งที่ได้คือ เปลี่ยนที่นอนจากสะพานมัฆวานมาหน้าทำเนียบรัฐบาลเท่านั้น

แต่ไม่เป็นไร เพราะ ม็อบสมัชชาคนจน เคยทำสถิตินอนอยู่หน้าทำเนียบรัฐบาลยุคปลายรัฐบาลชวน หลีกภัย ถึงสองเดือนขึ้น จนประกาศตั้ง หมู่บ้านคนจน ขึ้นหน้าทำเนียบ แต่ก็ไม่มีมักมีผลอะไร ในการเจรจา

หากไม่มีการทำรัฐประหาร รัฐบาลก็ไม่ล้ม การที่รัฐบาลทักษิณล้มไปครั้งที่แล้ว ไม่ใช่เพราะม็อบพันธมิตร ยึดทำเนียบได้ แต่เพราะ โดนใช้เป็นข้ออ้างในการทำรัฐประหารสิ่งที่พวกพันธมิตรต้องการคือ "เงื่อนไขยั่วยุให้ทหารทำรัฐประหาร" การชุมนุมคนจำนวนมาก (ซึ่งเมื่อเทียบกับประชากรก็ไม่มาก") ไม่ทำให้รัฐบาลล้มไปได้

ตอนนี้ "รัฐบาลโยนลูกไปให้พวกพันธมิตรแล้วละครับว่าจะทำอะไรต่อ" เพราะยึดทำเนียบได้แล้ว รัฐบาลก็ยังอยู่ สถานการณ์ก็ไม่ได้ต่างจากการยึดสะพานมัฆวานเท่าใดเลย

เราต้องยอมอดทน เพื่อให้ความชอบธรรมของพันธมิตรค่อยๆ หมดไป

เราตอบโต้ตอนนั้นก็ไม่สายหรอกครับ ต้องใจเย็น และอดทน คิดว่ามันคือละคอนการเมืองฉากหนึ่งเท่านั้นครับ และสำคัญต้องอ่าน เกม ของฝ่ายตรงข้ามให้ได้ และต้องรู้ เงื่อนตายของเกม เมื่อรู้แล้วมันก็สนุกครับ

ยึดทำเนียบรัฐบาล ไม่ใช่เงื่อนตายของเกม รัฐประหารจึงเป็นเงื่อนตายของเกมครับ

จาก thaifreenews

“จรัล” อัดพันธมิตรฯ ชุมนุมโดยมีอาวุธ ระบุจะขับไล่

“จรัล” อัดพันธมิตรฯ ชุมนุมโดยมีอาวุธ ระบุจะขับไล่รัฐบาล ต้องถอดถอนหรือเลือกพรรคการเมืองใหม่ ไม่มีสิทธิ์ชุมนุมไล่ อย่างมากได้แค่วิจารณ์ เย้ยยุทธศาสตร์ “สงคราม 9 ทัพ” แสดงว่าพันธมิตรฯเป็นพวกพม่ากลับชาติมาเกิด ไม่ได้รักชาติจริง

ซัด “สนธิ” ขายชาติ ขายข้อมูลข่าวสารให้จีน

นายจรัล ดิษฐาอภิชัย อดีตคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ขึ้นปราศรัยบนรถหกล้อที่ดัดแปลงเป็นเวทีของ "กลุ่มต่อต้านอำนาจนอกระบบ ปกป้องรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง" ซึ่งเป็นผู้ชุมนุมที่เคลื่อนไหวมาปักหลักที่หน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อต่อต้านกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยชุมนุมกันในช่วงเช้าประมาณ 400 คน

ทั้งนี้นายจรัล กล่าวว่า วันนี้เป็นวันสำคัญ เพราะกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะบุกทำเนียบรัฐบาลหลังจากที่กลุ่มพันธมิตรฯวางแผนอยู่ทุกวันว่าจะบุกทำเนียบฯ โดยใช้ยุทธวิธี "สงครามเก้าทัพ" ซึ่งเป็นสงครามที่พม่าเคยยกมาตีไทย ดังนั้นการที่พล.ต.จำลอง ศรีเมืองและแกนนำพันธมิตรฯคนอื่นๆ ใช้วิธีนี้เท่ากับเป็นพม่ากลับชาติมาเกิดไม่ได้รักชาติจริง ส่วนนายสนธิ ลิ้มทองกุล ก็ไม่ได้รักชาติจริง เพราะสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี จดทะเบียนในประเทศจีนและมีสำนักงานอยู่ที่ฮ่องกง ขายข้อมูลข่าวสารให้ประเทศจีนทุกวันมา 4-5 ปีแล้ว อย่างนี้นายสนธิเป็นคนรักชาติหรือขายชาติกันแน่ คนที่พูดว่ารักชาติแล้วโจมตีคนอื่น คนนั้นแหละที่ขายชาติและใช้แผนสงคราม 9 ทัพ มาบุกทำเนียบฯ

นายจรัล กล่าวต่อว่า ประชาชนมีสิทธิจะไล่รัฐบาลได้เพียง 2 วิธีคือ 1)ไม่เลือกตั้งพรรคการเมืองที่ไม่ต้องการ 2) ยื่นถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ส่วนการชุมนุมโดยอ้างเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญนั้นมีเสรีภาพในการชุมนุมที่ทำ ได้เพียงการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลแต่ไม่ใช่มาชุมนุมขับไล่รัฐบาลที่มาจากการ เลือกตั้ง และการชุมนุมขับไล่รัฐบาลเป็นการกระทำที่เกินขอบเขตตามรัฐธรรมนูญมาตรา 63 ดัง นั้น เมื่อมีกลุ่มพันธมิตรฯมาไล่รัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้ง ประชาชนย่อมเสียหายเราต้องปกป้องรัฐบาลและนี่เป็นเหตุผลที่ง่ายที่สุด การที่เราเลือกปกป้องรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช เท่ากับเป็นการปกป้องระบบรัฐสภาและปกป้องระบอบประชาธิปไตย

"พันธมิตรฯชุมนุมนอกกฎหมาย นอกระบบ เป็นการชุมนุมเถื่อน พี่น้องต้องเข้าใจ มองปัญหาให้ออกอย่าไปเชื่อว่าเขา (กลุ่มพันธมิตรฯ) มีเสรีภาพในการชุมนุม เพราะการชุมนุมต้องทำโดยปราศจากอาวุธ แต่เขากลับมีอาวุธ ดังนั้นเขาหมดเสรีภาพในการชุมนุมานานแล้ว"นายจรัลกล่าว

นายจรัล กล่าวโจมตีรัฐธรรมนูญ 2550 ด้วยว่า เป็นพันธนาการที่มัดแข้งมัดขาทำให้รัฐบาลไม่สามารถทำงานได้ ฉะนั้นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีความเป็นประชาธิปไตย ซึ่งตนได้ตั้งคณะกรรมการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และพบปะประชาชนทั่วประเทศเพื่อสนับสนุนให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ เวลานี้ร่างรัฐธรรมนูญที่ประชาชนร่วมกันเข้าชื่อได้เสนอต่อสภาแล้ว หลังการตรวจสอบจะส่งกลับมาที่สภา และต้องบรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ประชาชนลง 5 หมื่นรายชื่อ เข้าสู่การประชุมพิจารณาอย่างแน่นอน ขอให้พ่อแม่พี่น้องร่วมสนับสนุนแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป

"ที่รัฐธรรมนูญแก้ไขได้ยาก เพราะกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พรรคประชาธิปัตย์ และส.ว.ที่มาจากการสรรหา พยายามคัดค้านการแก้ไข คนพวกนี้คงนิยมรัฐธรรมนูญเผด็จการ จึงปกป้องคุ้มครองหวงแหน กอดรัดรัฐธรรมนูญเผด็จการ แสดงว่าฝักใฝ่เผด็จการไม่เป็นประชาธิปไตย การชุมนุมของพวกเราในวันนี้เป็นเหตุเป็นผลของการปกป้องรัฐบาลประชาธิปไตย กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เป็นเรื่องเดียวกัน"นายจรัลกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศในบริเวณที่กลุ่มต่อต้านพันธมิตรฯ ปักหลักชุมนุมอยู่นั้น มีประชาชนนั่งฟังปราศรัยใต้เต้นท์ผ้าใบสีขาวที่กางไว้บนถนนราชดำเนินหน้า กระทรวงเกษตรฯ โดยข้างเวทีปราศรัย มีการนำน้ำดื่มบรรจุขวดมาวางกองไว้ รวมทั้งข้าวกล่องจำนวนมากที่บรรจุใส่หลังรถกระบะเพื่อสำหรับแจกจ่ายผู้ชุมนุมและทีมงาน

สำหรับสถานที่ราชการในบริเวณเดียวกัน อาทิ กระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ค่อนข้างเงียบเหงามีเจ้าหน้าที่เดินออกมานอกอาคารอย่างบางตา บางคนระบุว่าตนเองไม่กล้าเดินเข้าไปใกล้ที่ชุมนุมของกลุ่มต้านพันธมิตรฯ เพราะตนใส่เสื้อเหลือง ขณะที่กลุ่มต้านพันธมิตรฯ สวมเสื้อแดง จึงเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย และในช่วงเวลา 12.00 น. เจ้าหน้าที่ของ กระทรวงการท่องเที่ยว แจ้งให้ผู้สื่อข่าวทราบว่า พวกเขาได้รับอนุญาตให้กลับบ้านได้ตั้งแต่เที่ยงวัน โดยเพิ่งรับทราบคำสั่งดังกล่าว



แม่ทัพภาคที่ 1 เผย นายกฯ เรียกหารือ ไม่ได้สั่งการเป็นพิเศษ

แม่ทัพภาคที่ 1 เผย นายกรัฐมนตรีเรียกหารือเพื่อให้ร่วมประเมินสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยไม่มีคำสั่งการเป็นพิเศษ พร้อมปฏิเสธทหารจะออกมาควบคุมสถานการณ์ในขณะนี้

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ใช้เวลาหารือร่วมกับ พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก พลตำรวจเอกพัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พลโทประยุทธ์ จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 1 ที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต ซึ่งเป็นการเรียกประชุมเป็นกรณีเร่งด่วนหลังกลุ่มพันธมิตรฯ สามารถฝ่าแนวสะกัดของเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลได้เป็นผลสำเร็จ โดยหลังเสร็จสิ้นการประชุม นายกรัฐมนตรีได้หลบไม่ออกมาให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนซึ่งเฝ้าติดตามการหารือในครั้งนี้อยู่บริเวณด้านนอกอาคารสโมสรทหารบก

ขณะเดียวกัน ผู้บัญชาการทหารบกปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ในทุกประเด็น ทั้งกรณีนายกรัฐมนตรีเรียกประชุม และจะมีแนวโน้มการนำพระราชบัญญัติบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินมาเป็นมาตรการควบคุมการชุมนุมหรือไม่ โดยมีเพียง พลโทประยุทธ์ จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 1 ที่กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า นายกรัฐมนตรีได้เชิญมาร่วมรับฟังและประเมินสถานการณ์การชุมนุมร่วมกันโดยไม่มีการสั่งการอะไรเป็นพิเศษ พร้อมกับปฏิเสธการใช้กำลังทหารออกมาควบคุมสถานการณ์ในขณะนี้