WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, June 23, 2008

กองทัพทราม...ลวงโลก

มีคำปรามาสว่า คนไทยเป็นคนจับจด ไร้ราก รักสนุก ขาดความใฝ่รู้ ปราศจากความพินิจ หลงงมงาย ถึงแม้จะคัดค้านอยู่ในใจว่า คนประเทศไหนๆ ก็น่าจะมีคนลักษณะเช่นที่ว่ากันทั้งนั้น แต่เมื่อขบคิดพิจารณา ก็เห็นว่ามีส่วนจริงอยู่ไม่น้อยทีเดียว โดยเฉพาะการขาดความใฝ่รู้ หลงงมงาย ปราศจากความพินิจ ดูจะตรงอย่างปฏิเสธมิได้

พิสูจน์ง่ายๆ ยกข่าวคราวต่างๆ ที่กำลังฮอตฮิตสักเรื่องหนึ่ง แล้วถามไล่เลียงคนที่กำลังพูดถึงอย่างสนุกปาก เพียงไม่กี่คำก็จะรู้ว่าเขามีความชัดเจนต่อข่าวคราวนั้นอย่างไร บางคนไม่อ่านด้วยซ้ำ ชอบเสพข่าวเรื่องราวผ่านหูมากกว่าใช้ปัญญาพินิจ

สังคมไทยจึงเป็นสังคมที่เชื่อง่าย พร้อมจะศรัทธาลุ่มหลง ไก่สี่ขา หมาสองหัว ที่ไหนก็พร้อมจะไหว้กราบกรานหวังพึ่งพา

ไม่น่าแปลกที่ผลวิจัยจะบอกเราว่า คนไทยเสียเงินกว่าปีละพันล้านบาทเพื่อเป็นค่าทำนายทายทักของหมอดู และใช้เงินเป็นหมื่นล้านกับการทรงเจ้าเข้าผี สถิตินี้ตรงสมกันว่า โดยเฉลี่ยไทยเป็นอันดับหนึ่งในเรื่องการดูโทรทัศน์ 22-24 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ในขณะที่อินเดีย คือผู้นำอันดับหนึ่งในการอ่านหนังสือ 10-42 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

การขาดปัญญาพินิจ ไม่แม่นในหลักการ พบเห็นสิ่งใดที่ชอบใจ ถูกใจ พากันศรัทธาเลื่อมใสโดยไม่ใคร่ครวญไตร่ตรองว่าถูกต้องตรงตามหลักการหรือไม่

พุทธศาสนามีหลักอยู่ว่า ชีวิตยังคงเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ ตราบเท่าที่ยังไม่บรรลุพระอรหันต์ ตัดขาดเหตุปัจจัยแห่งการเกิด แต่เพราะถูกใจในคนที่อ้างความมักน้อย สันโดษภายนอก จึงศรัทธาเลื่อมใสโดยไม่เอาหลักการไปจับว่า สิ่งที่คนผู้นั้นอ้างตนว่าเป็นพระอรหันต์กลับชาติมาเกิด ซึ่งเป็นความรู้พื้นฐานที่สุดที่ชาวพุทธทุกคนควรทราบ เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของหลักการในพระพุทธศาสนา แค่นี้ก็เห็นถึงความอ่อนด้อย ไร้หลักการ พึ่งตนเองไม่ได้ ไม่ใช่ชาวพุทธที่มีคุณภาพ

กับการอ้างกองทัพธรรม ตั้งพรรคการเมือง แสวงหาอำนาจทางการเมือง เข้าร่วมกลุ่มแก๊งอันธพาลข้างถนน แสดงอำนาจบาตรใหญ่ ไม่ยอมรับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะอะไรคนกลุ่มนี้ถึงไม่รู้ว่ามันผิดหลัก นอกทางผู้ปฏิบัติธรรม ผู้แสวงหาความหลุดพ้นจะพึงกระทำ

ผศ.เสถียร วิพรมหา เลขาธิการองค์กรเครือข่ายภาคประชาชนพิทักษ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ (อพช.) ให้สัมภาษณ์ผ่านประชาทรรศน์ รายสัปดาห์ ฉบับที่ 73 ประจำวันเสาร์ที่ 21-วันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน พุทธศักราช 2551 เรียกร้องประชาชนผู้รักชาติ และประชาธิปไตย ช่วยกันต่อต้านกลุ่มสันติอโศกร่วมพันธมิตรฯ ปลุกม็อบปิดถนน ชี้เป็นพวกหัวแข็ง ยึดมั่นในตัวเอง บิดเบือนหลักธรรมคำสอนพระพุทธศาสนา เช่น ห้ามกราบไหว้บิดา มารดา แปลคำศัพท์พิสดาร “ตัณหา” แปลว่า หาไม่เจอ จี้หยุดใช้ชื่อกองทัพธรรม

ทำให้คนเข้าใจพระพุทธศาสนาผิด ย้ำการบิณฑบาต การสวดมนต์ การเทศนา ห่มผ้าสีหมากสุกคล้ายจีวร เป็นการกระทำผิดซ้ำ พุทธบริษัทที่ต้องการคุ้มครองพระพุทธศาสนาไม่ให้แปดเปื้อน แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษได้ทันที! เพราะหากไม่ทำอะไรเท่ากับยอมรับ และจะเกิดลัทธิเอาอย่างขึ้นในอนาคตอีกมากมาย อันเป็นการบ่อนทำลาย บั่นทอนความมั่นคงชาติ และพระพุทธศาสนา

“กลุ่มสันติอโศก หรือชาวอโศก เมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว มาจากต้นเรื่อง คือ โพธิรักษ์ หรือ นายรักษ์ รักษ์พงษ์ เขามีศรัทธาศาสนาเหมือนกับเราชาวพุทธทั่วไป เขาไปบวช จำได้ว่าเมื่อประมาณปี 2518 เคยไปทำท่าจะบวชหรือไม่อย่างไร บวชที่วัดอโศการาม ก่อนวัดหนองกระทุ่ม อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ขนาดมีชยันโตในอุโบสถแล้ว แต่ว่าหายเงียบไป แล้วไปบวชจริงๆ ปี 2518 ที่วัดอโศการาม จ.สมุทรปราการ ได้ปีเดียว วุ่นวาย เพราะว่าคนหัวดื้อ เกิดความเชื่อมั่น เรียกว่า “อัตตทิฐิ” ไปมีปัญหากับเจ้าอาวาส กับคณะสงฆ์ภายในวัด แล้วแยกตัวออกมาอยู่กับคณะแม่ชี แล้วมาเคลื่อนไหวในหลักการของเขาที่ ม.ธรรมศาสตร์ ที่มีผลและเกิดปัญหาในปัจจุบันคือเรื่องถือศีลกินมังสวิรัติของเขา

ทีนี้ต่อมากลุ่มสันติอโศก เขาเรียกว่า ชาวอโศก เมื่อขณะที่เขาดำรงฐานะเป็นพระภิกษุ เราถือว่าเป็นพระภิกษุในพุทธบัญญัติ ในพระธรรมวินัย ต้องอยู่ในการปกครองของคณะสงฆ์ ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ 2505 แก้ไขปี 2535 แต่ว่าในช่วงที่เป็นพระ มีพฤติกรรมดังกล่าว เขามีความคิดที่แปลกแยก เขาถือตนเป็นใหญ่และยึดพระธรรมเป็นหลัก แต่ว่าความเป็นจริงและหลักการของพระธรรมวินัยแล้วมันตรงกันข้าม ดูเหมือนว่าเขากำลังจะแยกตัวเองออกจากพระธรรมวินัย แยกตัวเองออกจากคณะสงฆ์ ปัญหาตรงนี้ก็จะไปกระทบต่อวัด คณะสงฆ์ว่าด้วยการปกครอง ที่เป็นรูปแบบอันเป็นฐานปฏิบัติเดิมของคณะสงฆ์ไทย

ต่อมาเมื่อเขามีกลุ่มคณะรวมตัวกัน จึงประกาศตนเองว่า เขายึดพระธรรมอย่างเดียว แต่ไม่ขึ้นอยู่กับคณะสงฆ์ แล้วพฤติกรรมของเขามีการกล่าวโจมตีคณะสงฆ์ โจมตีพระเถระผู้ใหญ่ และโจมตีคณะสงฆ์เรื่อยมา นั่นเป็นความผิดพลาด เพราะว่าคุณโพธิรักษ์เป็นนักจัดรายการ ตั้งแต่ช่อง 4 บางขุนพรหม ลองลำดับดู การที่จะเข้ามาสู่วงการพระ แต่ตอนนั้นเขาบวชจริงๆ แต่พฤติกรรมเขามาจากฐานตรงนั้น

ทีนี้ปัญหาดังกล่าว ทางคณะสงฆ์เริ่มวิตกกังวล จนในที่สุดกำหนดสันติอโศกเป็นกรณีศึกษา และเป็นประเด็นปัญหาเรื่องปกครองคณะสงฆ์ รวมทั้งหลักพระธรรมวินัยของพระภิกษุ กล่าวคือ ระบบการลงโทษพระสงฆ์ที่ประพฤตินอกรีต ไม่อยู่ในอาณัติของผู้บังคับบัญชาของพระผู้ปกครอง จะต้องตักเตือน เมื่อตักเตือนแล้ว แนะนำแล้ว กระบวนการในทางปฏิบัติของการลงโทษก็จะใช้พระวินัย ซึ่งเป็นบทบัญญัติสำคัญของการดูแลควบคุมพระสงฆ์ เช่น พระประพฤติผิดพระธรรมวินัย เมื่อตรวจสอบชัดเจนแล้วก็ต้องให้ลาสิกขา หรือปรับอาบัติตามพระวินัยบัญญัตินั้นๆ”

ผศ.เสถียร วิพรมหา ยังชี้ให้เห็นถึงอันตรายจากสำนักสันติอโศกที่แปลกแยกจากคณะสงฆ์

“ตัวเขา (โพธิรักษ์) ถือเป็นศาสดา เป็นอุปัชฌาย์เอง คือนอกระบบทั้งหมด คิดใหม่ทำใหม่ทั้งหมดเลย เรามองในแง่ที่ว่า คิดใหม่ทำใหม่นะ แต่เป็นแบบทำเอง เพราะฉะนั้นพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องมี 2 อย่างควบคู่กันไป คือ พระธรรม กับพระวินัย ศีล 227 และนอกจากนั้นต้องมีเกณฑ์มาตรฐานของคณะสงฆ์ คือ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ หรือกฎหมายของสงฆ์ การจะบวชต้องได้รับอนุญาต และมีการเช็กประวัติตามเกณฑ์ ฉะนั้น พระธรรมวินัย โดยการปกครองสงฆ์ ซึ่งทั้ง 2 อย่างนี้ ตัวเขามีความแตกต่าง จนกลายเป็นความแตกแยกทางความคิด และสร้างปัญหาพฤติกรรมแปลกแยกมาเรื่อยๆ แต่ยังมีคนเห็นแบบเดียวกับเขา ปัญหาเรื่องนี้เลยขยายตัว

เหตุนี้เองทางคณะสงฆ์จึงมีความวิตกกังวลว่า ไม่สามารถบริหารจัดการผู้ใต้บังคับบัญชาได้ ซึ่งในทางบริหารจัดการของพระสงฆ์คือ สังกัดวัดไหน ให้เจ้าอาวาสหรือเจ้าคณะทำการตรวจสอบแก้ไข แต่ว่าพฤติกรรมคือ นอกจากจะไม่ฟังเจ้าสำนักแล้ว ยังมีลักษณะโจมตี ที่เขาอ้างว่ากระแสหลักมันเป็นสิ่งที่ต้องแก้ไข รากฐานเดิมที่เขาไม่ยึดถือจารีตประเพณีวัฒนธรรมของพระสงฆ์ที่ประพฤติปฏิบัติอยู่ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ดี ทางคณะสงฆ์เราได้มีการหยิบยกขึ้นมาพิจารณาตั้งหลายรอบ เริ่มต้นที่ปี พ.ศ.2518 หลังจากที่รวมกลุ่มกันได้ประกาศแยกตัวเองออกจากคณะสงฆ์ เรียกว่า นานาสังวาส ซึ่งอันที่จริงคำนี้หมายถึง มีพระธรรมวินัยว่าด้วยการปฏิบัติบางข้อบางประการที่แตกต่างกัน ไม่สามารถจะร่วมคณะเดียวกันได้ แต่ต้องเป็นพระ อย่างอุบาสก-อุบาสิกาไม่สามารถอ้างนานาสังวาสได้ เพราะไม่ใช่พระ แต่ทีนี้เขาเข้าใจว่าเขาเป็นพระ จากนั้น 1 ปีต่อมาจึงได้ตั้งสันติอโศกขึ้น โดยเป็นกลุ่มซึ่งตอนนั้นยังไม่เติบโตเท่าทุกวันนี้ ที่ขยายไปเกือบทั่วภูมิภาค และมีมูลนิธิกองทัพธรรม สมาคม และเครือข่ายของมูลนิธิกองทัพธรรม ภายใต้ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง กลุ่มนี้ถือว่าเติบโตมาก

จากนั้นปี พ.ศ.2522 พล.ต.จำลอง ประกาศตัวเป็นสาวกทันที พล.ต.จำลอง จึงดังมาภายใต้เสื้อม่อฮ่อม นี่ไง สโลแกนคือ คนเคร่งศีล เคร่งธรรม มังสวิรัติ ไม่บริโภคเนื้อ กินเจ ที่เขาเรียกว่า มังสวิรัติ แท้จริงแล้วคำว่ามังสวิรัติ แปลว่า เนื้อกับปลา คือ เว้นการบริโภคเนื้อสัตว์ ซึ่งในพระพุทธประวัติ พระเทวทัตนำมาใช้แล้ว เคยอวดอ้างสมัยที่ขอกับพระพุทธเจ้า ที่ว่าอยู่ในป่าเป็นวัตร อยู่โคนไม้เป็นวัตร นุ่งห่มผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ไม่ฉันปลา ไม่ฉันเนื้อ เรียกว่าเป็นแนวคิดแนวปฏิบัติทำให้เกิดกระแสใหม่ ซึ่งในพระธรรมวินัยกระแสใหม่จะขัดหรือไม่อย่างไร ต้องดูที่ฐานเดิม สิ่งที่เป็นข้อปฏิบัติของพระ ของคณะสงฆ์สายเถรวาท

กรณีสันติอโศก เห็นได้ชัดว่าเมื่อเขาทำการรวมตัวกันได้ ต่อมาไปตั้งพรรคพลังธรรม เพราะมีสานุศิษย์ของเขาที่มีความเชื่อเหมือนกัน พล.ต.จำลอง เข้ามาเต็มตัว แล้วเริ่มมีการขยายผล ขยายสำนัก มีสาขา บึงกุ่ม บางกะปิ ที่ จ.ศรีสะเกษ นครปฐม ฯลฯ และมีการตลาดทางด้านระบบสหกรณ์ เอามังสวิรัติเป็นตัวตั้ง และเสื้อม่อฮ่อมเอาไว้ขาย โดยสัญลักษณ์คือ กลุ่มปฏิบัติธรรมมักน้อย สันโดษ ในหลักพุทธศาสนามักน้อย สันโดษ ถือเป็นแนวปฏิบัติอหิงสา ไม่เบียดเบียน ใครทำได้ผู้นั้นจะได้คุณด้านจิตใจและร่างกาย และได้ศรัทธาจากการประพฤติปฏิบัติ แต่เป็นอำนาจของคุณของศีลในทางพุทธศาสนาที่ประพฤติปฏิบัติ”

ทั้งยังเตือนว่า ถ้าบ้านเมืองไม่จัดการ จะเกิดลัทธิเอาอย่างนับร้อยนับพันในอนาตคตอันใกล้ และกลายเป็นปัญหาด้านความมั่นคงในที่สุด

“ขณะนี้อาจจะมีอยู่บ้างแล้ว แต่เขายังไม่แสดง แต่กรณีนี้จะเป็นกรณีตัวอย่างให้กับกลุ่มอื่นๆ หรือคนที่คิดจะดำเนินการแบบนี้ ก่อให้เกิดความยุ่งยากต่อการบริหารประเทศได้ ต่อพระพุทธศาสนาได้

ทีนี้ในแง่ของข้อกฎหมายมันต้องมานั่งคุยกันว่า การบริหารประเทศ อาณาจักรคือรัฐบาล กับศาสนจักรคือคณะสงฆ์ และบุคคลในวงการศาสนา ที่ระบุอยู่ตอนนี้ คือกลุ่มนี้ มันมีการดำเนินการมีช่องทางที่จะทำ แต่มันเป็นความเสียหายที่รัฐบาลจะต้องอุปถัมภ์คุ้มครองพระพุทธศาสนา แต่ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลไปเป็นปฏิปักษ์กับฝ่ายตรงข้าม จึงมองว่าเขาเป็นส่วนที่เราจะต้องไปล้มล้าง ไม่ใช่นะ แต่ดำเนินการตามกฎหมาย ตามครรลอง ตามมาตรฐาน และทุกรัฐบาลที่ถูกต้อง ต้องดำเนินการ ที่ผ่านมาไม่มีการดำเนินการเลย

และที่สำคัญ ที่ผมพูดค้างไว้คือว่า ทุกอย่างที่เป็นสภาวธรรม ความถูกต้องถูกผิด เรารู้ว่าควรจะศรัทธาและเข้าไปสนับสนุนอย่างไรนั้น เมื่อรู้ว่าอย่างนี้เกิดปัญญาแท้จริง รูปแบบต่างๆ ศีลธรรม วัฒนธรรม เสร็จแล้วอยากให้เราพูดต่อไปว่า บ้านเมืองต้องร่วมกันแก้ ศาสนาก็ต้องร่วมกันแก้ 95% รัฐบาลต้องช่วยเหลือ ถ้าปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคณะสงฆ์มือเดียว ขาเดียว ชาวพุทธไม่ช่วย รัฐบาลไม่ช่วย ทั้งที่มีอำนาจบริหารได้ มันจะล่มทั้งชาติและศาสนา”

เพื่อให้รู้เท่าทันว่า นั่น...เป็นกองทัพธรรม หรือกองทัพทราม ควรรีบหามาอ่าน เพราะข้อมูลที่ชัดเจน ตรงประเด็นครบครันแบบนี้ มีที่ประชาทรรศน์เท่านั้น อย่าช้า...ครับท่าน

สภาประชาชนปราศรัยเชียงใหม่ ยันปกป้องประชาธิปไตย

คอลัมน์: ฮอตสกู๊ป

เมื่อเวลา 16.00 น. วันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน ที่ผ่านมา ข่วงประตูท่าแพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ มีกลุ่มประชาชนในนามสมาพันธ์ชาวเหนือเพื่อประชาธิปไตย องค์กรเครือข่ายสภาประชาชน ซึ่งเป็นเครือข่ายสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 จัดกิจกรรม “ร่วมฟัง ร่วมคิด กับสภาประชาชนภาคเหนือ”

โดยมีกิจกรรมทั้งหมดคือ ออกแถลงการณ์จากสมาพันธ์ชาวเหนือเพื่อประชาธิปไตย และสภาประชาชนภาคเหนือ มีการนำหม้อดินมาทำพิธีสาปส่ง 5 แกนนำพันธมิตรฯ และผู้ประสานงาน มีการปราศรัยคัดค้านการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตร สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 และคัดค้านการรัฐประหาร นอกจากนี้ยังมีการแสดงดนตรีสลับกับการปราศรัย นอกจากเพลงเพื่อชีวิตบนเวทีแล้ว มีการร้องเพลงปณิธานแห่งเสรีชนก่อนปิดเวทีด้วย

นายเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล นักธุรกิจ เจ้าของวิทยุชุมชน FM 92.5 MHz แกนนำ เปิดเผยว่า หลังจากทำพิธีนำผงกระดูกผีจากป่าช้ามาใส่หม้อ และนำภาพของแกนนำพันธมิตรฯ ปิดฝาหม้อดินแล้ว พวกตนก็ได้ให้หมอผีมาทำพิธีสาปแช่งกลุ่มแกนนำพันธมิตรฯ และจะได้นำหม้อดินดังกล่าวไปถ่วงน้ำแม่ปิง เพื่อไม่ให้พวกนี้ได้ผุดได้เกิดหากต้องตายไป เพราะทำให้ประเทศชาติเสียหาย สำหรับการปราศรัยของพวกตนจะทำทุกวันเสาร์ที่ข่วงประตูท่าแพ โดยจะเริ่มตั้งแต่ 18.00 น. ไปสิ้นสุดในเวลา 22.00 น. จนกว่าฝ่ายพันธมิตรที่กรุงเทพฯ จะเลิกชุมนุม

นาย สมชัย ชนะวรรณ์ ผู้ปฏิบัติงานสมาพันธ์ชาวเหนือเพื่อประชาธิปไตย ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่าที่กลุ่มต้องจัดกิจกรรมที่ข่วงประตูท่าแพ เนื่องจากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเคลื่อนขบวนไปล้อมทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเขาเห็นว่าการชุมนุมแม้เป็นสิทธิตามหลักการประชาธิปไตย แต่ควรมีขอบเขต ควรเคารพกติกา เคารพกฎหมายบ้านเมือง ถ้าพันธมิตรจัดการชุมนุมโดยไม่ปิดถนน ไปจัดที่สวนลุมพินี คงไม่มีใครว่าอะไร

เขากล่าวว่า แนวทางของพันธมิตรฯ ไม่นำไปสู่หนทางประชาธิปไตย แกนนำพันธมิตรฯ ชอบแอบอ้างประชาธิปไตย แต่สิ่งที่ทำ ทำโดยใช้กฎหมู่ ระบอบประชาธิปไตยเขาสู้กันในระบบรัฐสภา ประชาชนทุกคนมีสิทธิแสดงออก แต่ต้องไม่รบกวนสิทธิของผู้อื่น ไม่ควรกีดขวางทางจราจร ไม่ทำให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อน และการชุมนุมไม่ควรทำให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจ และกระทบต่อความเชื่อมั่นของต่างประเทศ

สิ่งที่แกนนำพันธมิตรฯ กระทำเป็นไปเพื่อความสะใจ อ้างเรื่องประชาธิปไตย แต่ไม่ยอมให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 ทั้งที่พรรคพลังประชาชนรณรงค์หาเสียงอยู่แล้วว่าจะเข้าไปแก้รัฐธรรมนูญ 2550 เพื่อเอาประชาธิปไตยกลับคืนมา มาตราไหนไม่เป็นประชาธิปไตยก็แก้ ส่งคืนรัฐธรรมนูญ 2550 ให้เผด็จการ เพราะคุณยึดอำนาจมา ไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชน

นายสมชัยยืนยันว่าถ้าได้รัฐบาลจากการเลือกตั้งไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองใด พลังประชาชน หรือประชาธิปัตย์ เขายอมรับได้ทั้งนั้น พรรคชาติไทยก็รับได้ ขอให้มาตามครรลอง ไม่ได้ตั้งป้อมว่าต้องเป็นพลังประชาชน ใครก็ได้ ขอให้เข้ามาอย่างถูกต้อง เขาจะสนับสนุน

*โต้สนธิ แก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ทำให้เป็นสาธารณรัฐ ย้อนถามสนธิคิดอะไรอยู่
ต่อกรณีที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวว่า หากมีแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 จะทำให้ประเทศเปลี่ยนแปลงการปกครองไปสู่ระบอบสาธารณรัฐนั้น นายสมชัยกล่าวว่า ความเห็นของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นข้อกล่าวอ้างในการให้ร้ายป้ายสี เขาเห็นว่าคนที่ต้องการประเทศเป็นสาธารณรัฐคือสนธิ ลิ้มทองกุลต่างหาก ทุกครั้งที่นายสนธิอยากทำอะไร เขาจะป้ายสีสิ่งที่เขาอยากทำไปให้คนอื่นเสมอ เช่น ให้ร้ายอดีตนายกฯ ทักษิณ ว่าคอร์รัปชั่น ขายหุ้น ไม่ยอมเสียภาษี

ทั้งที่เราก็รู้ว่าการซื้อขายในตลาดหุ้นไม่เสียภาษี มติชนขายหุ้นไม่เสียภาษี อากู๋ซื้อไม่เสียภาษี กรณ์ จาติกวนิชแห่งพรรคประชาธิปัตย์ขายหุ้นของพ่อเขาเป็นพันล้านไม่เสีย แต่สนธิไม่พูดเรื่องนี้ นายสนธิให้ร้ายทักษิณว่าทุจริต ตัวเองกู้เงินธนาคารมาแล้วไม่ยอมจ่าย ทำเป็นล้มบนฟูก “ประเทศจะกลายเป็นสาธารณรัฐเป็นไปได้อย่างไร ประเทศของเรายังมีสถาบันพระมหากษัตริย์ ยังมีรัฐธรรมนูญ ยังมีการเลือกตั้ง มันเป็นไปไม่ได้ มีแต่นายสนธิคิดอย่างนี้ต้องการเป็นอย่างนี้ คนที่ไม่รู้ทัน รับฟังเขาโดยที่สมองไม่กรองก็จะคล้อยตาม กลายเป็นพวกเป็นพ้อง”

เขาหาว่าทักษิณไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ แล้วตัวนายสนธิเป็นอย่างไรครับ แอบอ้างพระเจ้าอยู่หัว แอบอ้างพระราชินี เอาผ้าพันคอสีฟ้า สีเหลืองมาผูกคอไว้ เพื่ออะไร เพื่อให้คนที่ไม่รู้ หรือรู้ไม่ทัน เข้าใจว่าสถาบันอยู่เบื้องหลังเขา ผมยังจำได้ที่เขาพูดก่อนการรัฐประหาร 19 กันยา ว่าเขาสังกัดพรรคจักรี ถือเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แล้วก่อนการเคลื่อนขบวนไปทำเนียบ ยังเอารูปพระเจ้าอยู่หัวไปติดบนโล่อีก

นายสมชัย ยืนยันว่าการชุมนุมของกลุ่มจะยึดหลักอหิงสา จะไม่มีการปิดถนน เขากล่าวว่า จะรอเวลาที่แกนนำพันธมิตรฯ คิดได้และยอมรับว่าได้กระทำผิดไปแล้ว กลุ่มของเขาทุกคนยอมรับได้ ไม่มีปัญหา เพราะชาวพุทธให้อภัยกันอยู่แล้ว

*“วิภูแถลง” ยันต่อสู้เพื่อรักษาประชาธิปไตย อภิสิทธิ์มาจากการเลือกตั้งก็ต้องปกป้อง
ที่เวทีในเวลา 18.00 น. เริ่มมีการปราศรัย โดยมีผู้ชุมนุมราว 200 คน โดยนายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท และ นายชูพงศ์ ถี่ถ้วน แกนนำสภาประชาชนซึ่งเดินทางมาจาก กทม. มาร่วมปราศรัยด้วย นายวิภูแถลง กล่าวว่า ตอนพฤษภาคม 2535 คน ที่ตายในเหตุการณ์ก็เป็นลูกหลานคนยากคนจน คนขายดอกไม้ คนขายพวงมาลัย แม่ค้าที่จิตใจบริสุทธิ์ ไม่ใช่ พล.ต.จำลอง กินผักไม่กินเนื้อ แต่กินเลือดประชาชน ดังนั้นเขาเป็นห่วงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เกรงว่าจะเหมือนปี 2535 เพราะตอนนั้น พล.ต.จำลอง ได้ยินเสียงปืนแล้วยิ้ม เพราะอยากให้คนตาย รัฐบาลจะได้หมดความชอบธรรม ให้ทหารเข้ามายึดอำนาจ

นาย วิภูแถลง กล่าวว่า ไม่ได้รัก สมัคร สุนทรเวช เพราะหล่อ แต่เพราะนายสมัครมาจากกติกา เขายังเรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเลิกกล่าวหาฝ่ายต่อต้านว่าเป็นไข่ทักษิณ เพราะจะเป็นไข่ใครไม่สำคัญ สำคัญที่ต่อสู้เพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตย ถ้านายอภิสิทธิ์มาจากการเลือกตั้ง นายวิภูแถลงยืนยันว่าจะไปปกป้องนายอภิสิทธิ์ให้ แต่ทุกวันนี้ที่นายอภิสิทธิ์ถูกเกลียดเพราะคิดจะเล่นนอกกติกา คิดใช้สถาบันเป็นเครื่องมือ

*ชวนสังคมไทยยึดหลักไม่เอารัฐประหารเป็นวิธีแก้ปัญหา
เขากล่าวต่อไปว่า สังคมไทยต้องยึดหลัก “ไม่ยอมรับรัฐประหารให้เป็นวิธีแก้ปัญหาทางการเมือง” เพราะโลกไม่ยอมรับ ถ้ามีการทำรัฐประหารอีกจะเกิดผลเสียหนักกว่าการรัฐประหารปี 2549 เขายังกล่าวว่าบ้านเมืองต้องการคนดีมาปกครองบ้านเมือง แต่บ้านเมืองนี้ก็แปลกเพราะไม่ยอมให้ตรวจสอบคนดี คนที่ถูกกล่าวหาว่าชั่ว ก็ปล่อยให้ถูกตรวจสอบจนแทบจะแก้ผ้า แต่คนดีๆ กลับไม่ยอมให้ตรวจสอบ “ส.ส. ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สิน แต่ทำไมผู้บัญชาการเหล่าทัพไม่แสดงทรัพย์สินบ้าง อย่าเลือกปฏิบัติ ผู้พิพากษา ป.ป.ช. คตส. ศาลรัฐธรรมนูญก็ต้องแสดงทรัพย์สินเช่นกัน อย่าทำข้างเดียว แต่นี่ด่านักการเมืองเหมือนหมูหมา ตรวจสอบเขาถี่ยิบ แต่ฝั่งตนไม่ยอมให้ตรวจสอบ บางคนบ้านอย่างกับวังขนาด 1 ไร่ บอกว่าราคาแค่ 4.4 ล้าน” นายวิภูแถลงกล่าว

*คนเหนือน้อยใจถูกด่า ยืนยันเป็นคนกินข้าวเป็นอาหารเหมือนกัน
ต่อมามีชาวเชียงใหม่วัยกลางคนผู้หนึ่งขอขึ้นเวทีปราศรัย กล่าวว่า ผู้นำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยไม่ควรใช้คำผรุสวาท ทั้งที่บอกว่าตัวเองมีศีลธรรม จริยธรรม คุณธรรม อย่างนี้หรือคุณธรรม นี่มันคุณธรรมบนความเดือดร้อนของคนไทยทั้งประเทศแล้ว เชียงใหม่มีรายได้จากการท่องเที่ยว แต่ประสบปัญหาเพราะภาวะน้ำมันขึ้นราคา และสภาพเศรษฐกิจแบบนี้อีก ดังนั้นประเทศชาติจึงต้องการความรัก ความสมานฉันท์ ความสามัคคี เหตุไฉนประเทศไทย 63 ล้านคนจึงตกอยู่ภายใต้การกดดันของคนไม่กี่คน

แล้ว ที่แกนนำพันธมิตรฯ บอกว่าต้องการประชาธิปไตย แล้วตอนรัฐประหารแกนนำเหล่านี้ไปอยู่ที่ไหน แล้วที่บอกว่าไทยจะเสียดินแดน เสียเขาพระวิหาร ขอถามว่าแล้วสามจังหวัดภาคใต้มีขบวนการแบ่งแยกดินแดน แกนนำเหล่านี้ไปมุดรูอยู่ที่ไหน เขายังกล่าวว่าทำไมแกนนำพันธมิตรฯ จึงว่าคนภาคเหนือ ทั้งที่คนเหนือก็เป็นคน กินข้าวเป็นอาหารเหมือนกัน

เขายังกล่าวว่า ขอให้ประชาชนผู้รักประชาธิปไตย ยึดแนวทางครูบาศรีวิชัย นักบุญล้านนา ครั้งหนึ่งครูบาศรีวิชัยถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏ ถูกขังที่วัดศรีดอนไชย จ.เชียงใหม่ และวัดเบญจมบพิตร ใน กทม. เป็นเวลา 3 ปี จนความจริงปรากฏว่าครูบาศรีวิชัยเป็นผู้บริสุทธิ์ ดังนั้น พวกเราอย่าปล่อยให้คนชั่วลอยนวล อย่าให้คนดีต้องต่อสู้ตามลำพัง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ พวกเรารักศรัทธา แต่ทำไมพันธมิตรฯ เอาพระบรมฉายาลักษณ์ไปติดที่โล่ ชายผู้นี้กล่าว
โดยการปราศรัยดำเนินไปจนถึงเวลา 22.00 น. จึงเลิกเวที โดยแกนนำประกาศว่าจะจัดกิจกรรมเช่นนี้ทุกสัปดาห์


แถลงการณ์จากสมาพันธ์ชาวเหนือเพื่อประชาธิปไตย และสภาประชาชนภาคเหนือ

วันที่ 21 มิถุนายน 2551

การ เกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ได้ทำลายความเชื่อมั่นในด้านการลงทุนอย่างรุนแรงต่อประเทศไทย เนื่องจากการรัฐประหารถือเป็นสิ่งแสดงความไม่สมบูรณ์และบกพร่องของระบอบการ ปกครองแบบประชาธิปไตย ประกอบกับสถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบันที่มีพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย “ชุมนุมก่อกวน” ทาง การเมืองโดยอ้างสิทธิในการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญของประเทศจนทำให้เกิดความ เสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อภาพลักษณ์และเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ นอกจากนี้การชุมนุมดังกล่าวยังทำให้การบริหารงานและแก้ไขปัญหาของรัฐบาลทำ ได้ยากขึ้น การกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นตัวอย่างของการใช้สิทธิและเสรีภาพแบบไม่ถูกต้อง ดังนั้นสมาพันธ์ฯ ขอต่อต้านวิธีการชุมนุมประทวงดังกล่าว และจะพยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้ประชาชนทั่วไปของประเทศ โดยเฉพาะในเขตภาคเหนือเกิดความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับประชาธิปไตย เพื่อไม่ให้ประเทศเสียหายเพิ่มขึ้นไปมากกว่านี้

สมาพันธ์ชาวเหนือเพื่อประชาธิปไตยมีมติร่วมกันในการเคลื่อนไหวดังนี้


1.ร่วมกันต่อต้านกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทุกรูปแบบ

2.ร่วมให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเกิดรัฐประหารครั้งล่าสุด เพื่อให้ประชาชนเข้าใจที่มาที่ไปของสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบัน

3.ร่วม รณรงค์ให้ประชาชนในเขตภาคเหนือเข้าใจเกี่ยวกับระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย โดยจะพยายามส่งเสริมให้ประชาชนตระหนักถึงหน้าที่ สิทธิ และเสรีภาพที่ถูกต้องของประชาชน เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประเทศในอนาคต



ผมจะอดทน เพื่อบ้านเมือง

คอลัมน์: สนทนาประสาสมัคร

รายการ “สนทนาประสาสมัคร” โดย นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ วันอาทิตย์ที่ 22 มิถุนายน 2551 เวลา 08.30-09.30 น.

ความตอนหนึ่งว่า...เรื่องดังกล่าวเป็นการปลุกระดมทางความคิดจนเกินเหตุ ผมต้องขออธิบายให้ชัดเจนว่า เรื่องเขาพระวิหารนั้น ศาลโลกตัดสินให้ไทยแพ้คดี และให้ดินแดนเขาพระวิหารตกเป็นของประเทศกัมพูชา ตั้งแต่ พ.ศ.2505 ดังนั้น พื้นที่ตามเส้นแผนที่ที่ขีดไปเมื่อ 45 ปีนั้น ยังไงก็ต้องเป็นของกัมพูชา แต่ระยะเวลาที่ผ่านมา ไทยและกัมพูชาก็หากินร่วมกัน มีผลประโยชน์ร่วมกัน ไม่มีปัญหาอะไร แต่ปัจจุบันกลับนำเรื่องนี้มาปลุกระดมจนเกินเหตุ ถึงขั้นจะไปฟ้องศาลปกครอง ซึ่งเชื่อว่าประธานศาลปกครองอายุมากพอที่จะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร

แต่เมื่อเร็วๆ นี้ รัฐบาลกัมพูชาต้องการที่จะเอาเขาพระวิหารไปขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดยยื่นเรื่องไปกับทางยูเนสโก ทีนี้ เมื่อประเทศไทยมีพื้นที่ทับซ้อนอยู่ทางบริเวณทางขึ้นปราสาท ก็ต้องทำการทักท้วง ก็ได้ไปเจรจากันที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เพื่อไกล่เกลี่ยทำความเข้าใจกัน จึงได้ข้อตกลงว่า ไทยทักท้วงสำเร็จ กัมพูชาสามารถขอขึ้นทะเบียนได้เฉพาะตัวปราสาทเท่านั้น เพราะเป็นของเขา พื้นที่ของเขา ขอบเขตเท่านั้น ใช้เวลาพูด 12 ชั่วโมง

ทั้งหมดมีเท่านี้เอง เขาก็ไปตกลงกันว่า โอเค ทั้งหมดขึ้นทะเบียน วันที่ 5 กรกฎาคม เขาจะขึ้นทะเบียนที่ควิเบก แคนาดา ก็เขาขึ้นทะเบียนปราสาทที่อยู่ในเขตของเขา มันไม่มีสนธิสัญญาอะไรเกี่ยวข้องกันเลย เราทักท้วงเพราะถ้าเอาพื้นที่รอบปราสาท เราก็ทักท้วงสำเร็จ แต่ว่าพื้นที่ทับซ้อนไม่เอาไปขึ้น ขึ้นเฉพาะทะเบียนปราสาท คำว่าพื้นที่ทับซ้อนยังมีอีกว่า ชายแดนที่ยังเจรจาไม่เสร็จ ยังเถียงกัน ตรงไหน ก็เป็นพื้นที่ทับซ้อน ก็ต้องถือ รอบเขาพระวิหาร มีกว่า 4 กม. ก็ยังต้องเจรจาต่อ ตรงชายแดนก็ต้องเจรจาต่อ รวมทั้งไอ้ในทะเล ที่ด่ากัน ตั้งกี่พันตารางกิโลเมตร ก็ไม่เจรจา ทิ้งไว้อย่างนั้น พื้นที่ทับซ้อนทั้งหมดไม่มีการเจรจา ไม่ใช่สนธิสัญญา

ที่ของเขานะครับ เอามาปลุกระดม โยงเข้ากับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไปตีกอล์ฟกับสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เพื่อเจรจาขอแลกเปลี่ยนเขาพระวิหารกับการขุดเจาะน้ำมัน แลกเปลี่ยนอะไร รัฐบาลไทยฟ้องคดีอยู่ในศาล น้ำมันก็ไม่ได้ขุด แลกก็ไม่ได้แลก เพราะเป็นของกัมพูชา เราทำหน้าที่รัฐบาลนี้ ทักท้วง ดึงเอา นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าไปเกี่ยว อภิปรายไม่ไว้วางใจโจมตีอย่างหนักนั้น และแม้หลายๆ ฝ่าย ทั้งทหาร กรมแผนที่ทหาร รวมทั้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก็ออกมาอธิบาย

และยืนยันชัดเจนว่าไม่มีการเสียดินแดนใดๆ ทั้งสิ้น ก็ยังไม่ฟังกัน ขนาดผู้หญิงที่เป็นช่างตัดเสื้อชุดละหมื่น แสดงอาการเลย บอกไม่ได้เลย ฉันจะต้องไปร่วมชุมนุม จะเสียเขาพระวิหารไป ฉันยอมตาย ยอมเสียชีวิต มันอะไรกันขนาดนี้ การปลุกระดมได้ผลเชียวเหรอครับ ทำไมคนเราเกิดอาการรักชาติขึ้นมาจะเป็นจะตาย และทำไมล่ะครับ ก่อนหน้านี้ ถ้าเขมรไม่ขึ้นทะเบียน ก็อยู่กันต่อไป ก็อยู่กันมา 50 ปี ต่อไปข้างหน้า มันอะไรกันนักหนาขนาดนี้ ผมต้องอธิบายให้ชัดเจน และผมต้องรับผิดชอบในฐานะหัวหน้ารัฐบาล
ความหมายชื่อสะพานชมัยมรุเชฐ

คำว่า สะพานชมัยมรุเชฐ แปลว่าอะไร คำว่า “เชฐ” แปลว่า พี่ คำว่า “ชมัย” แปลว่า ทั้งสอง “มรุ” แปลว่า ที่ล่วงลับไปแล้ว เจ้านายท่านสร้างสะพานนี้อุทิศให้พระเชษฐาที่ล่วงลับไปแล้วสองพระองค์ ชมัยมรุเชฐ สะพานนี้มีสร้างคู่กัน มีอีกสะพานหนึ่งอยู่ถนนราชวิถี ตรงผ่านสวนจิตรลดาที่จะขึ้นทางรถไฟ ชื่อสะพานอุภัยเจษฎทิศ แปลเหมือนกัน ชื่อคล้องกันด้วย ชมัยมรุเชฐขึ้นก่อน และอุภัยเจษฎทิศ แปลเหมือนกันเลยครับ อุภัย แปลว่า ทั้งสอง เจษฎ แปลว่า พี่ อุทิศ ก็อุทิศ อุทิศให้พี่ทั้งสองที่ล่วงลับไปแล้ว แต่ก่อนมีสะพานชื่อสะพานเฉลิมเผ่า 57 แปลว่าปีที่สร้าง เดี๋ยวนี้ก็ลบเลือนไปเยอะ ถามเรื่องสะพานก็ตอบให้กว้างขวางไปนิดหนึ่ง
กลุ่มพันธมิตร เปลี่ยนมาขับไล่รัฐบาล

การเลือกตั้งครั้งที่แล้วเมื่อ 23 ธันวาคม 2550 ที่ผ่านมา เป็นการตกลงกันทั้งโลกรู้กัน ผลการเลือกตั้งก็ออกมาอย่างนี้ เรื่องรัฐธรรมนูญก็บอกกันมา ใช้ไปก่อนแล้วค่อยแก้ไขทีหลัง นายกรัฐมนตรีคนเก่าก็มาขึ้นศาล ก็มานั่งจ้องหาเหตุไล่รัฐบาลกัน ผมเองก็ทำหน้าที่ของผม มาประท้วงกันหน้ายูเอ็น ผมก็ขายหน้าเวลาเขาถาม พอผมเตรียมการที่จะดำเนินการกับม็อบ ก็กล่าวหาว่าผมจะสลายม็อบ กลายเป็นว่ารัฐบาลโง่ที่จะสลายม็อบ ผมก็อดทน อย่างนี้มันยุติธรรมหรือ ผมมาถูกต้องตามกฎหมาย อดีตนายกรัฐมนตรีก็ถูกดำเนินการไปตามขั้นตอนของศาล แต่ความเกลียดชังก็ยังไม่จบ พยายามจะเอาออกให้ได้ มีคน 5 คน มาตั้งขบวนการ

เรื่องรถเมล์ แค่คิดแนวทางแก้ไข ก็โดนนำเอาไปอภิปรายทั้งที่มันยังอยู่ในกระดาษ ยังไม่ได้ทำ แค่คิดเท่านั้นก็หาว่าทุจริต ได้คันละล้าน ยังไม่ได้ประมูลเลย ก็กล่าวหาว่าเลือกบริษัทเอาไว้แล้ว พอผมให้ชะลอก็หาว่าผมกลัวการไม่ไว้วางใจ ก็เชิญเลย ใครจะยกย่อง 5 พระหน่อก็เชิญ แต่ผมก็มีสิทธิเรียกร้อง การมีแผลใจกลางพระนครอย่างนี้ทำได้หรือ คนที่ชอบผม ไม่ชอบพรรคโน้นก็มี จุดหมายปลายทางอยู่ที่ไหน เคียดแค้นชิงชัง ไม่ชอบกัน วันจันทร์นี้ก็จะเปิดโอกาสให้วุฒิสมาชิกพูด ส่วนอังคาร พุธ จะให้สภาเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ส่วนพฤหัสบดีและศุกร์ ก็จะเป็นการอภิปรายเรื่องงบประมาณ อะไรกันนักหนา อยู่มา 4 เดือน สัญญาก็ยังไม่ได้เซ็นสักฉบับ จะเอาอะไรมาด่ากันนักหนา จะขุดอะไรเอามาด่าก็เอามา

หากนายอภิสิทธิ์ ได้ตั้งรัฐบาลผมก็จะเอาคน 5 คนตั้งแก๊งข้างถนนเหมือนกัน ดูสิว่าจะอยู่ได้ไหม แล้วบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร ถ้าเปลี่ยนขั้วเมื่อไรจะตั้งแก๊งถล่ม จะดูซิว่าจะเป็นอย่างไร ยกย่องกันเหลือเกิน ไม่รู้ว่าประชาธิปไตยแบบไหน ผมไม่เคยเรียนมา

การเช่ารถเมล์แอร์ 6,000 คัน วิ่งให้บริการ
รถเมล์อยู่ในกรุงเทพฯ แต่ก่อนเรามีรถ 6,000 คัน ดำเนินการใช้กันมาเป็นรถใช้เครื่องยนต์ดีเซล และก็ใช้ดำเนินการกันมา และทำกันบกพร่องเสียหาย จนกระทั่งรถเหลือ 3,500 คัน หายไป 2,500 คัน เสียหายต่างๆ รถจะต้องซ่อม ระบบเท่ากับมาทำต่อเพิ่มเติม รถที่เอามา ซื้อมาต้องซ่อม อะไหล่ก็หากิน ยางก็หากิน น้ำมันก็ดูดกันออกไปได้ แล้วยังไงตั๋วก็ขี่ช้าง ไม่เข้าใจว่าขี่ช้างเป็นยังไง ตั๋ว 10 ใบขี่กันได้ 12 ใบ อย่างนี้เสียหาย ตอนผมอยู่ติดลบอยู่ 2,000 ล้าน ก็มโหฬารเต็มทีแล้ว เป็นหนี้

บัดนี้ผมกลับเข้ามาใหม่ ขสมก. เป็นหนี้ตัวเลขพูดคร่าวๆ 69,000 ล้าน ตัวเลขที่แสดงเอกสารเห็น 74,000 ล้าน ผมนั่งไม่รู้ไม่ชี้เสียอีกหน่อย ผมก็ไป ก็ถึง 100,000 ล้าน แล้วมีใครรับผิดชอบไหม ปล่อยไว้อย่างนี้ เขาก็มีความคิดว่า คนมีความคิด รัฐบาลที่ดูท่าไม่ได้ แต่มีความคิดว่าต้องแก้ไขปัญหา เขาก็เสนอแนวทางแก้ไขปัญหา ก็คร่าวๆ ง่ายๆ อย่างนี้ครับ ก็จะมีเหลือที่จะใช้หนี้ 74,000 ล้าน

ปุ๋ยหมักจุลินทรีย์ของ กอ.รมน. ช่วยเกษตรกรลดต้นทุน

ผมไปประชุม กอ.รมน. แล้วนายทหารเขาทำปุ๋ยหมักจากจุลินทรีย์ ที่มีประสิทธิภาพ ปี 2550 ส่วนผสมที่เขาทำนี้เขาใช้แกลบที่ยังไม่ได้เผา ใช้มูลสัตว์ที่เอามารวมกัน มีจุลินทรีย์ที่ผสม ใช้งบประมาณโครงการนี้ 2,000,000 บาท ใน 138 ชุมชน ได้ปุ๋ยหมัก EM นี้ 4,000 ตัน 2,000,000 บาทได้ 4,000 ตันครับ มูลค่า 8,000,000 บาท เพราะว่ากิโลกรัมละ 2 บาท เอาไปปลูกข้าวได้ 40,000 ไร่ ได้ข้าวมา 24 ล้านกิโลกรัม ได้ 600 กิโลกรัมต่อไร่ครับ ข้าวได้มูลค่า 360 ล้าน กิโลกรัมละ 15 บาทข้าวเปลือก ถ้าใช้ปุ๋ยเคมี 40,000 ไร่ๆ ละ 600 บาท คือ 24 ล้าน ต้องใช้เงิน 24 ล้าน เขาประหยัดเงินช่วยชาวนาได้ 22 ล้าน นี่ละครับ ปุ๋ยหมักจุลินทรีย์มีประสิทธิภาพ

ทีนี้ดูมันสำปะหลัง น่าตื่นเต้นครับ ที่ขุดธรรมดาๆ ที่ใช้ปุ๋ยธรรมดา ปุ๋ยเคมีนะครับ มันสำปะหลังเคมีเฉลี่ยได้ 3-5 ตันต่อไร่ ปุ๋ยเคมี 3 ตันต่อไร่ แต่ว่าจุลินทรีย์นี้ มัน 9 เดือน 17 ตันต่อไร่ เวลาเท่ากันนี้ 3-5 ตันต่อไร่ ทบทวนให้ฟังอย่างนี้นะครับ นี่เก่า นี่ใหม่ เพราะฉะนั้นถ้าดูในน้ำ สิ่งแวดล้อมไม่เสียครับ ใส่ปุ๋ยเคมีในนา ปลา กบ ไม่อยู่ แต่ว่าใช้ปุ๋ยจุลินทรีย์ปลากลับมา กบกลับมา เห็นไหมครับ นี่ผลไม้ สวนทุเรียน มะละกอ ขนุน เอาปุ๋ยเคมีครึ่งกระสอบ ปุ๋ยจุลินทรีย์ 100 บาท ถูกกว่ากัน

สนับสนุนการปลูกพืชพลังงานทำเอธานอล
ผมต้องสนับสนุนให้แพร่ออกไปทั่วประเทศ ไม่กลืนทั้งหมดหรอกครับ เราจะหลีกเลี่ยงเคมี ไม่หมดครับ เคมีจะต้องมา ปุ๋ย NPK ยังต้องมาเป็นส่วนผสม นี่คืองานที่รัฐบาลสนใจว่าไม่ต้องการเสียเงินให้แพงมากเกินเหตุ ก็เหมือนที่เราทำเอธานอลได้สำเร็จ แต่ก่อนเอา 5 ใส่ไปเบนซิน 95 ต่อไปใส่ไป 10 เดี๋ยวนี้ใส่ 20 เบนซิน 80 แต่ในทางปฏิภาคกลับ เดี๋ยวนี้เราผลิตเอธานอลได้ E85 คือเอธานอล 85 เบนซิน 15 กำลังปรับปรุงเรื่องรถอยู่ นี่ละครับงานของรัฐบาลนี้ มันเกิดขึ้นตรงนี้พอดี ก็เอาละเราดำเนินการ แปลว่ามีพืชทดแทน ปลูกข้าวก็ปลูก มันสำปะหลังเขาก็อยู่ส่วนมันสำปะหลัง อ้อยก็อยู่ส่วนอ้อย เหมือนกับที่ประเทศบราซิล เขาใช้ 100 เปอร์เซ็นต์ครับ เขาใหญ่โตมโหฬาร เขาทำสำเร็จ รัฐมนตรีของเราไปบราซิลเพิ่งกลับมา เพื่อจะดูว่าอะไรอย่างไร เรื่องแก๊ส คำนวณแล้วจะใช้ได้ 26 ปี วันจันทร์นี้รัฐมนตรีจะไปเซ็นสัญญาที่พม่า เพราะเขาก็ไม่ตกลง พูดจากัน หลังจากนั้นเราจัดการช่วยเหลือ เขาจัดการขอเชิญเซ็นสัญญา ซื้อแก๊สจากแหล่งใหม่

ตอบคำถามประชาชน

อยากให้รายการนี้มี call center 24 ชั่วโมง อยากให้สื่อความประชาชนทั่วประเทศคิดอย่างไร ให้ท่านพูดไปข้างหน้า - เรียกภาษาฝรั่งนะนี่ ศูนย์โทรศัพท์ก็เรียกไม่ได้นะ อาทิตย์ละหนนั่นละครับ มีคนฟังเยอะดี วันนี้ อ.สุขุม (รศ.สุขุม นวลสกุล) บอกเมื่อเช้า บอกว่าคนฟังเยอะ ก็เยอะละครับ ผมก็มีสารคดีเรื่องโน้นเรื่องนี้เหมือนเดิม วันนี้สารคดีก็ออกได้แต่แค่เรื่องรถเมล์ เรื่องมันสำปะหลัง เรื่องอ้อย เรื่องปุ๋ย…ทำไมไม่มีใครพูดถึงนักเรียนจะเรียนอย่างไร เพราะเสียงดังมากจากพันธมิตรฯ – ก็ลองดูวันจันทร์ก็แล้วกันครับว่าเขาจะทนกันได้อย่างไร แค่ไหน ก็ต้องช่วยกันดูสิครับ ก็ปล่อยกันเหลือเกินนี่ครับ ยกย่องกันเหลือเกิน ไม่รู้ประชาธิปไตยแขนงไหนอย่างไร ผมเรียกว่า ผมไม่เคยเจอ ยกย่องกันเหลือเกิน

ประชาชนอยู่ข้างรัฐบาลเยอะ อยากให้แสดงพลังอย่างไร - ไม่ต้องหรอกครับ กรุณาอยู่ในที่ตั้ง กรุณาเถอะ ไม่ต้องแสดงหรอกครับ...หัวจ่ายแก๊สติดมิเตอร์ขนส่งแก๊สแล้ววิ่งบริการจอดตามจุด - เขาจะทำทุกวิถีทางให้เติมมากเติมเร็ว กำลังนี้ ต้องยืนยันอยู่ว่าแก๊สจะใช้ได้ 26 ปี นี่เซ็นสัญญา M9 กับพม่าอาจจะได้มากกว่า 26 ปี และกำลังจะเจรจากับรัสเซีย ซึ่งรัสเซียก็จะเอาแก๊ส ใครจะดูถูกดูแคลนรัสเซีย คุณปูติน (นายวลาดิเมียร์ ปูติน นายกรัฐมนตรีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย) เขาชวนผมว่าให้ไปพบ ผมก็ เดือนตุลาคมนัดกันจะไปคุย ก็กำลังจะดูเรื่องใช้แก๊ส เขายินดีสนับสนุนครับ รวมทั้งน้ำมันดีเซลราคาถูก กำลังเจรจาความกันอยู่ ผมก็ทำหน้าที่ครับ เขาก็เห็นว่าเขาคงพอคบได้ พอนั่นได้ เขาติดต่อมา

อยากจะทราบเรื่องถังแก๊สเอ็นจีวี ลดราคา 50% จริงไหม ลดเมื่อไร ตอบด้วย - เขาต้องการจะให้ใช้ เขาต้องพยายามทุกวิถีทาง แต่บัดนี้กำลังพูดกับทางจีน ถ้าพิสูจน์ได้ว่าของจีนก็ดี ราคาถูกกว่ากันครึ่งหนึ่ง ก็จะเอาของจีน ของฮาร์ดี ของอิตาลีเขาเจ๋งครับ แต่ว่าทางจีนเขาก็ว่าของเขาดีครับ เขาต้องหาทางปรับปรุง

ให้กำลังใจนายกฯ อย่าไปหลงกลหลงทางฝ่ายยั่วยุให้ตบะแตก ไม่ต้องไปโกรธพวกเขา - ไม่โกรธหรอกครับ และขอประกาศไว้ด้วย โครงการต่อไปจะส่งสื่อสารมวลชนมารุมล้อม และจะถามยั่วยุให้ผมตบะแตก บอกไว้ล่วงหน้าเลยครับ ไม่แตกครับ เพราะปกตินั้นก็ไม่เปิดโอกาสให้ยั่วยุอยู่แล้ว ผมจะทำเรื่องนี้เพื่อบ้านเมืองของเรา ผมจะพยายามอดกลั้นทั้งหลาย ก็ผมเป็นคนธรรมดาครับ เป็นคนเหมือนกัน ปลุกระดมปลุกได้ คุณก็คน คุณก็กินข้าว ผมก็คน ผมก็กินข้าว ดูสิครับว่าใครจะอึดกว่ากันยังไง ผมแน่ใจว่าผมทำสิ่งที่ถูกต้อง และบรรดาสื่อสารมวลชนทั้งหลายท่านใช้วิจารณญาณของท่านให้ดีเถอะครับ ว่ามันควรจะสนับสนุนคนที่ทำผิดกฎหมายหรือไม่ และควรจะพูดถึงคนที่ทำถูกกฎหมายในแง่ทางที่ดีบ้างหรือไม่ ผมไม่ได้ดีวิเศษไปกว่าคนอื่น แต่ผมมีความตั้งใจดีที่จะทำงานให้บ้านเมืองนี้ ผมทำงานทุกอย่าง ผมบอกผมจะทำให้ ผมไม่ทำเอา ผมเดินทางมาสุดท้ายปลายนี้ของผมแล้ว แต่เขาห้ามพูดว่าจะไปเมื่อไร ถ้าผมอยู่ได้ถึง 4 ปี ผมทำให้ 4 ปี โครงการทั้งหลายทั้งปวง ผมจะทำขึ้นให้ได้เลยครับ

เป็นนักเรียนอยู่โรงเรียนราชวินิต มัธยม วันจันทร์โรงเรียนจะเปิด อยากให้นายกฯ ช่วยจัดการม็อบพันธมิตรฯ อยากให้ช่วยเรื่องความปลอดภัยด้วย - กรุณาเถอะครับ ผมจะหลีกเลี่ยงที่จะไปปะทะกับพันธมิตรฯ บรรดาสื่อสารมวลชนทั้งหลายจะเป็นผู้ดำเนินการเรื่องนี้ให้หนู เขาจะใช้วิจารณญาณของเขา ว่าเขาควรจะมีบทความ จะพาดหัวเตือนม็อบอย่างไร ต่ออะไรบ้าง เดือดร้อนไปหมดครับ เดือดร้อนไปทั่ว แต่รัฐบาลไม่เดือดร้อนครับ

ผมยืนยันตรงนี้ครับว่าวันจันทร์ผมจะเข้าไปนั่งทำงานที่ทำเนียบรัฐบาล เพราะยังมีทางเข้า-ออกอยู่ ไม่มีปัญหา วันอังคารก็ประชุมคณะรัฐมนตรีในทำเนียบ บ้านเมืองยังดำเนินการตามปกติเหมือนเดิมทุกประการ ใครจะแสดงอำนาจบาตรใหญ่อย่างไร ผมจะปล่อยให้แสดงตามสมควรแก่เหตุ ถึงเวลาถ้าประชาชนทนไม่ได้อย่างไร ก็พยักหน้าให้สัญญาณผมแล้วกัน ผมจะทำหน้าที่

เวลานี้ต้องใช้ตรงนี้แล้วครับ เพราะเวลานี้มีคนสนับสนุนคนที่ทำผิดกฎหมายและเหยียบย่ำคนที่ทำถูกกฎหมาย น่าเสียใจไหมครับ แต่ว่าผมทนได้ ผมจะอดทนเพื่อบ้านเมืองของเรา พูดให้โก้ไปหน่อย ที่พูดได้เพราะอะไร บังเอิญผมเป็นนายกรัฐมนตรี บังเอิญเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และบังเอิญได้เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด บริหารมา 4 เดือนนี่ละครับ ไหวครับ ผมคิดว่าผมเอาได้ ผมเอาอยู่ เพียงแต่ว่าขอให้ตัวบทกฎหมายยังคงศักดิ์สิทธิ์อยู่ในบ้านเมืองนี้ ขอให้บรรดาสื่อสารมวลชนทั้งหลายใช้วิจารณญาณว่า คนที่ทำผิดกฎหมายยังจะยกย่องสรรเสริญกันต่อไป ขณะที่คนมีหน้าที่ทำตามกฎหมายถูกเหยียบย่ำ ใครเป็นเจ้าของประเทศ ช่วยดูด้วยครับ เวลาเกินมานิดครับ วันอาทิตย์หน้าพบกันใหม่ วันนี้ลาก่อนครับ สวัสดีครับ

บ้านเมืองก็ของผม

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

เขียนถึงพันธมิตรฯ มาหลายครั้งหลายหน ด้วยความเป็นห่วงในเศรษฐกิจของบ้านเมือง ห่วงภาพลักษณ์ประเทศไทยในสายตาชาวโลก ห่วงพี่น้องคน กทม. ที่ต้องประสบปัญหาการจราจรหนักขึ้นยิ่งกว่าเก่า เพราะมีการชุมนุมยืดเยื้อขวางถนน และห่วงไปถึงเด็กๆ และเยาวชน ที่ได้รับผลกระทบต่อการเรียนหนังสือ ทั้งการเดินทางและเสียงที่ดังรบกวนทั้งวี่ทั้งวัน

และเคยฝากคำถามไปยังกลุ่มพันธมิตรฯ มาแล้วว่า ที่ออกมาเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลนั้น เป็นการทำเพื่อใครกันแน่ เป็นการทำเพื่อตัวเองและพวกพ้องเพียงไม่กี่คนหรือเปล่า

รวมไปถึงกลุ่มคนที่ออกมาร่วมชุมนุมนั้น ได้รู้สึกเป็นเดือดเป็นร้อนแบบเดียวกับกลุ่มพันธมิตรฯ หรือไม่ ถ้าเป็นจริงอย่างนั้น ทำไมมีคนเรือนหมื่นเฉพาะวันที่ประกาศระดมคนครั้งใหญ่ แต่ในยามปกติทำไมถึงได้มีคนมาร่วมชุมนุมเพียง 400-500 คน และล้วนแต่เป็นคนจากสันติอโศก

การที่พันธมิตรฯ อ้างว่า ประชาชนไม่พอใจการทำงานของรัฐบาล ประชาชนต้องการให้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ลาออกจากตำแหน่งนั้น

คำว่า ประชาชน ของพันธมิตรฯ หมายความว่าอย่างไร เพราะผมเองก็เป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่ง พ่อ แม่ ลูก เมีย ก็เป็นประชาชนอย่างที่พันธมิตรฯ กล่าวอ้าง แต่ก็ไม่เห็นมีใครเห็นด้วยกับวิธีการเกะกะระราน สร้างความเดือดร้อนไปทั่วดังที่เป็นอยู่ในขณะนี้

การกล่าวอ้างของพันธมิตรฯ จะถือว่าเข้าข่ายหลอกลวง กล่าวเท็จ ได้หรือไม่

แบบเดียวกับที่พยายามแอบอ้างบนเวทีว่า ประชาชนจากจังหวัดนั้น จังหวัดนี้ มาให้การสนับสนุน ทั้งที่มีคนจากแต่ละจังหวัดเดินทางมาจริงเพียงไม่กี่คน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพันธมิตรฯ จะมีคนที่เห็นเหมือนกันนับหมื่นคนก็จริง ผมว่าก็ยังไม่มากพอที่จะกล่าวอ้างและกดดันรัฐบาล เพราะฝ่ายบริหารได้รับการเลือกตั้งมาจากประชาชนนับล้าน ตามวิถีทางประชาธิปไตย

ดังนั้น ความพยายามในการกล่าวอ้างประชาชน กล่าวอ้างผู้คนจากจังหวัดต่างๆ จึงเป็นเพียงความพยายามสร้างราคา เป็นการให้ข้อมูลด้านเดียว โดยหลีกเลี่ยงถึงกระบวนการเลือกตั้ง ที่บ้านเมืองเรายอมรับการปกครองระบอบประชาธิปไตย มานานกว่า 70 ปี

แต่ขณะเดียวกัน เวลาที่พูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มีผู้คนลงประชามติรับร่างฯ มากกว่า กลับออกมาเสนอตัวเลขทั้ง 2 ด้าน อ้างว่ามีประชาชนสนับสนุนรับร่างฯ ถึง 14 ล้านคน แต่คนที่ไม่รับร่างฯ มีเพียง 10 ล้านคน

ทั้งที่ทุกฝ่ายต่างก็รู้กันดีว่า การรับร่างรัฐธรรมนูญครั้งนั้น เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์บีบบังคับ เพราะหากไม่รีบรับร่างรัฐธรรมนูญ ก็ไม่รู้ว่าเมืองไทยจะต้องตกอยู่ภายใต้บรรยากาศเผด็จการไปอีกนานเท่าไร

ขณะเดียวกัน ผู้หลักผู้ใหญ่หลายคน หรือแม้แต่พรรคประชาธิปัตย์เอง ก็ออกมาบอกปาวๆ ว่า รับร่างไปก่อนแล้วค่อยแก้ไขกันภายหลัง โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์นั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะในช่วงการหาเสียงว่า ถ้ามีโอกาสเข้ามาบริหารบ้านเมือง จะต้องให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

จริงอยู่ว่า ในระบอบประชาธิปไตย เราเคารพในเสียงข้างมาก แต่ถามว่าคะแนนเสียงที่มากกว่ากันเพียงเท่านั้น ท่ามกลางสถานการณ์บีบบังคับ ท่ามกลางสถานการณ์ที่มีการให้ข้อมูลลวง มันเป็นความน่าภาคภูมิใจตรงไหน

และรัฐบาลนี้ก็ไม่ได้เดินหน้าแก้ไข รธน. แบบไม่มีเหตุไม่มีผล แต่ต้องถือว่าเป็นการรักษาสัจจะเสียด้วยซ้ำไป เพราะได้สัญญากับพี่น้องประชาชนเอาไว้ว่า จะเข้ามาแก้ไข รธน. ทันทีที่ได้เป็นรัฐบาล เท่านี้ก็เท่ากับเป็นการยืนยันชัดเจนแล้วว่า ประชาชนที่เลือกพรรคพลังประชาชนเข้ามาด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น เห็นดีเห็นงามที่จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ยังเปิดทางให้มีการทำประชามติ เพื่อฟังเสียงประชาชนให้เกิดความมั่นใจกันอีกครั้ง เป็นการฟังเสียงในบรรยากาศของการแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นอิสระ

แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้น กลุ่มพันธมิตรฯ ก็ยังแถกหาเรื่องหาราวกล่าวโทษรัฐบาลอยู่ร่ำไป

ทั้งๆ ที่หลายเรื่องราวที่ออกมากล่าวโทษรัฐบาล ไม่มีมูลความจริงแม้แต่น้อย

ไม่ว่าจะเป็นการเช่ารถ 6 พันคันของ ขสมก. ที่เป็นเพียงแค่เริ่มต้นคิด กลับมีข้อกล่าวหาทุจริต

การเข้าไปดูแลเรื่องเขาพระวิหารไม่ให้ไทยเสียเปรียบเพื่อนบ้าน กลับถูกกล่าวหาเป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน กล่าวหาว่าเป็นเรื่องที่รัฐบาลไม่รักษาผลประโยชน์ของชาติ ไม่ยอมอุทธรณ์ต่อศาลโลก ทั้งที่ตลอดเวลา 45 ปี มีรัฐบาลมานับสิบ ก็ไม่ได้มีการหยิบยกเรื่องนี้มาพิจารณา

แม้แต่สุดท้ายรัฐบาลจะยอมให้วุฒิสมาชิก และฝ่ายค้าน เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจทั้งที่เวลามีจำกัด ทั้งที่รัฐบาลเพิ่งทำงานมาได้ 4 เดือน พันธมิตรฯ ก็ยังออกอาการเหมือนเด็กเอาแต่ใจตัวเองว่า รัฐบาลตอบตกลงช้าเกินไป จนดูเหมือนว่าความพยายามยื่นญัตติดังกล่าวทั้งที่ความเป็นไปได้และความเหมาะสมมีน้อยมากนั้น แท้ที่จริงแล้วก็เพื่อเปิดช่องให้พันธมิตรฯ มีประเด็นออกมาโจมตีรัฐบาล

ผมคงไม่คิดจะขอร้องพันธมิตรฯ ให้ยุติการชุมนุม เพราะไม่เชื่อว่าคนพวกนี้จะเป็นคนที่พูดรู้เรื่อง หรือคิดถึงประโยชน์ของบ้านเมืองเป็นที่ตั้ง

เพียงแต่อยากจะขอว่า อย่าอ้างความต้องการของประชาชน เพราะอย่างน้อยก็มีผมคนหนึ่งอยู่ในนั้น และผมไม่ได้เห็นด้วยกับการกระทำเช่นนี้เลยแม้แต่น้อย

ทางที่ดี พันธมิตรฯ ยืดอกพูดแบบลูกผู้ชายไปเลย ยังจะน่าภูมิใจกว่าว่าการชุมนุมไล่รัฐบาลในวันนี้เป็นการเคลื่อนไหวเพื่อ สนธิ-จำลอง พร้อมด้วยพวกพ้องและลิ่วล้อเท่านั้น...!!

บิ๊กโบ๊ต




ปธ.สภาฯ เผยคุมเกมอยู่ไม่หนักใจอภิปราย ส.ว.

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ไม่หนักใจการอภิปรายทั่วไปของสมาชิกวุฒิสภา และมั่นใจว่าจะสามารถควบคุมการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านได้

โดยการอภิปรายทั่วไปของสมาชิกวุฒิสภาวันนี้ ไม่น่าเป็นห่วง เวลาเพียงวันเดียวน่าจะเพียงพอ เพราะเป็นการอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ จึงไม่น่ายืดเยื้อหรือต้องเพิ่มเวลา ที่สำคัญการอภิปรายของสมาชิกวุฒิสภา ไม่ใช่การซักฟอกรัฐบาลแต่เป็นการชี้แนะรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา

ส่วนการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน ในวันพรุ่งนี้ (24 มิ.ย.51) จะเริ่มขึ้นเวลาประมาณ 13.00 น.หลังการประชุมคณะรัฐมนตรีแล้วเสร็จ จะใช้เวลา 2 วัน และจะให้ลงมติในเช้าวันพฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน จากนั้นจะเป็นการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552 เชื่อว่าเวลาอภิปราย 2 วันน่าจะเพียงพอ

หากอภิปรายเน้นเนื้อหา ซึ่งมั่นใจว่า จะสามารถควบคุมการอภิปรายได้ โดยประธานและรองประธานสภาฯ ทั้ง 3 คนจะสลับสับเปลี่ยนกันทำหน้าที่คนละ 3 ชั่วโมง ซึ่งหากฝ่ายค้านจะอภิปรายถึงเช้าก็ไม่เป็นปัญหา และเชื่อว่าจะไม่มีการตีรวน เพราะทุกคนถือเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส.ผู้ทรงเกียรติ ที่จะเคารพกฎระเบียบของสภาผู้แทนราษฎร พร้อมยืนยัน การบรรจุญัตติการอภิปราย ไม่ใช่เพราะกระแสสังคมกดดัน



ฉะ!ม็อบประกาศชัยชนะบนความย่อยยับชาติ

ฉะ! ม็อบพันธมิตรฯ ออกมาประกาศชัยชนะบนความเสียหายย่อยยับของประเทศชาติ นักวิชาการชี้เอาแต่พูดเรื่องแคบๆ ของตัวเอง แต่ไม่เคยสนใจว่าประชาชนทั้งประเทศเป็นคนเลือกรัฐบาลเข้ามา ระบุเป็นการยึดระบอบประชาธิปไตยไทยด้วยคนกลุ่มน้อย ด้าน ก.คลัง ชี้มูลค่าการลงทุนในตลาดหุ้นหายไปแล้ว 8 แสนล้าน

การเคลื่อนการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จากสะพานมัฆวานรังสรรค์ ไปยังสะพานชมัยมรุเชฐ ที่ทำเอาตำรวจบาดเจ็บไปถึง 4 นาย และสร้างความแตกตื่นโกลาหลให้กับประชาชนโดยทั่วไป ซ้ำยังส่อว่าจะสร้างความเดือดร้อนเป็นวงกว้างมากขึ้นนั้น

พฤติกรรมดังกล่าวได้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ พร้อมทั้งเสียงก่นด่าสาปแช่งอย่างกว้างขวาง รวมไปถึงการที่พันธมิตรฯ พยายามจะประกาศชัยชนะ โดยเกิดเป็นข้อสงสัยว่ากำลังมีการเอาชนะคะคานกันในเรื่องใด และแท้ที่จริงแล้วพันธมิตรฯ สร้างความวุ่นวายเพื่อความสะใจของตัวเองและพวกพ้อง หรือทำเพื่อบ้านเมืองอย่างที่กล่าวอ้างกันแน่

ฉะม็อบชัยชนะบนความย่อยยับ
รศ.ดร.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ ผอ.สถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ กล่าวในตอนหนึ่งบนเวทีเสวนาที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถึงการประกาศชัยชนะของพันธมิตรฯ ว่าถ้าเรียกว่าประสบผลสำเร็จก็เป็นความเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ประชาธิปไตย ซึ่งการได้ชัยชนะแบบนี้เป็นตัวอย่างที่ยอมรับไม่ได้ มันเป็นตัวอย่างที่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างลึก กว้าง และยาวนานในระบบสังคมการเมือง

“เราไม่ได้บอกว่า รัฐบาลชุดนี้มีประสิทธิภาพสูง แต่รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งจากประชาชนส่วนใหญ่ แม้ว่าตนจะไม่ได้เลือกพรรคพลังประชาชน แต่ตนก็เคารพคนอื่นที่เลือกพรรคนี้ขึ้นมา กลุ่มพันธมิตรฯ เองไม่เคยพูดถึงคนส่วนใหญ่ที่เลือกตั้งพรรคนี้มาเลย มีแต่พูดถึงวาระแคบๆ ของตัวเอง มันเป็นการยึดระบอบประชาธิปไตยไทยด้วยคนกลุ่มน้อยที่มีฐานอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งเราจะยอมไม่ได้

“ ผมคิดว่าตอนนี้มีหลายคนที่ไม่เห็นด้วย คือไม่ได้ชอบรัฐบาลสมัคร แต่ก็ไม่ชอบที่กลุ่มพันธมิตรฯ มาขับไล่ แต่กลุ่มพลังเงียบนี้บางคนก็ไม่อยากจะเปลืองตัว เจ็บตัว หากออกมาคัดค้านแล้วก็ถูกโจมตี ผมเชื่อว่าหากมีคนออกมาเพียง 2 คน มันเจ็บตัว แต่ถ้าเป็นพันเป็นหมื่นคนที่แสดงความคิดเห็นว่าไม่เห็นด้วยกับวิธีการแบบนี้ เขาก็จะทำอะไรเราไม่ได้ มันถึงเวลาแล้ว”

‘เลี้ยบ’โวยม็อบหุ้นพัง 8 แสนล.
ด้าน นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวในรายการ “คุยนอกทำเนียบ” ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ว่า ขณะนี้ไม่สามารถที่จะทำนายอนาคตของประเทศชาติได้เลยว่าจะก้าวเดินต่อไปอย่างไร การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ จะเป็นผลกระทบอย่างรุนแรงทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ที่เห็นได้ชัดคือความเชื่อมั่น ของประชาชนและนักธุรกิจภาคเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่ได้สะท้อนผ่านมาหลายรูปแบบ

“ตั้งแต่เริ่มมีการชุมนุมดัชนีหุ้นตกต่ำลงไปร่วม 100 จุด มูลค่าของตลาดลดลงกว่า 8 แสนล้านบาท หากมีการชุมนุมยืดเยื้อต่อไปก็น่าเป็นห่วงว่าเศรษฐกิจของประเทศจะได้รับผลกระทบ เมื่อควบคู่กับปัญหาราคาน้ำมัน ปัญหาเศรษฐกิจโลกที่รุมเร้าก็ยิ่งหนักหน่วง” รมว.คลัง กล่าว

ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่า ในสัปดาห์นี้ค่าเงินบาทในประเทศอาจมีกรอบการเคลื่อนไหวที่ 33.30-33.60 บาท ต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยปัจจัยที่ควรจับตา ได้แก่ ประเด็นทางการเมืองในประเทศ แรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติและผู้นำเข้า ตลอดจนทิศทางของสกุลเงินในภูมิภาค

รัฐบาลพร้อมเจรจายุติปัญหา
ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงทางออกของการแก้ไขปัญหาการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยโดยเสนอให้รัฐบาลใช้วิธีการเปิดเจรจากับกลุ่มพันธมิตรฯ ในลักษณะจับเข่าคุยกัน เพื่อให้ปัญหาความไม่พอใจยุติลง หากฝ่ายพันธมิตรฯ มีความจริงใจ เพราะรัฐบาลเองมีความพร้อมในเรื่องนี้ เนื่องจากขณะนี้ปัญหานี้ได้สร้างความเสียหายหลายทางต่อประเทศ ทั้งเศรษฐกิจโดยเฉพาะนักลงทุน หากรักประเทศชาติ บ้านเมืองจริง ต้องยุติความขัดแย้ง โดยให้สื่อมวลชนเป็นคนกลางในการทำหน้าที่เผยแพร่ถ่ายทอดสดให้ทุกคนทั่วประเทศ และชาวโลกได้มองเห็น

โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวด้วยว่า มีความพยายามปล่อยกระแสข่าวเพื่อกระตุ้นการชุมนุม ถึงแรงกดดันที่มาจากทางพรรคพลังประชาชน เพื่อให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่งนั้น โดยยืนยันว่า ไม่มีสมาชิกคนใดในพรรคเรียกร้อง หรือกดดัน และมั่นใจว่านายกรัฐมนตรีไม่รู้สึกท้อใจและยอมรับกับพฤติกรรมเช่นนี้ที่มากดดันเพื่อให้ลาออกได้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้รัฐบาลได้ยอมถอยทุกเรื่องเพื่อให้เกิดความสงบสุขขึ้นในบ้านเมือง ทั้งให้เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือชี้แจงกับวุฒิสภา พร้อมขอให้ทุกฝ่ายเล่นตามกฎกติกาของบ้านเมืองด้วย

เย้ยพันธมิตรชัยชนะกำมะลอ
พร้อมทั้งกล่าวด้วยว่าการที่พันธมิตรฯ ประกาศชัยชนะ เป็นชัยชนะกำมะลอ เป็นเรื่องของเด็กเลี้ยงแกะ ภาพของพล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ ที่เดินตรวจทัพของตัวเองนั้น ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า พล.ต.จำลอง อยากเป็นนายกรัฐมนตรีจริง ซึ่งเมื่อพาพลพรรคบุกทำเนียบรัฐบาลแล้วก็อยู่อย่างนั้น โดยไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อ จึงอยากฝากไปบอก พล.ต.จำลองว่า ถ้าอยากไปนั่งเก้าอี้นายกฯ จริงๆ ก็สามารถทำได้ เพราะวันเด็กแห่งชาติก็เปิดให้เข้าไปทุกปี

ทั้งนี้ เชื่อว่าหาก พล.ต.จำลอง เป็นนายกฯ สิ่งแรกที่จะทำคือการปฏิรูปศาสนา โดยการเอาสันติอโศกเป็นมหาเถรฯ แต่ก็คงจะทำตามฝันไม่ได้ เพราะคนอื่นไม่เห็นด้วย จึงหันมาใช้แผนพันธมิตรเพื่อประชาธิปัตย์ เพราะหวังจะให้เกิดเหตุการณ์กลุ่มงูเห่าจากพรรคประชากรไทย จนทำให้ นายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เป็นนายกรัฐมนตรี

โรงเรียนส่อปิดหนีม็อบ
ขณะที่การตั้งเวทีปราศรัยของกลุ่มพันธมิตรฯ บริเวณทำเนียบรัฐบาล ส่งผลให้การจราจรบริเวณถนนพิษณุโลกทั้งเส้นเป็นอัมพาต ซึ่งเป็นเส้นทางจราจรหลักของสถาบันการศึกษาทั้ง 4 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตพณิชยการพระนคร โรงเรียนมัธยมวัดเบญจมบพิตร โรงเรียนประถมวัดเบญจมบพิตร และโรงเรียนราชวินิตมัธยม รวมทั้งเป็นสถานที่ตั้งของหน่วยงานราชการ ประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ข้าราชการทำเนียบ ซึ่งมีสำนักคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สภาความมั่นคงแห่งชาติ ฯลฯ

แน่นอนว่าในวันจันทร์ที่ 23 มิถุนายนนี้ จะต้องได้รับความเดือดร้อนในการเดินทางไปเรียนและทำงาน แม้จะเดินทางมาได้ แต่ก็ต้องแหวกผู้ชุมนุมเข้าไปในช่วงเช้าที่ไม่แออัดมาก แต่ที่แน่นอนการจราจรจะติดขัดอย่างหนัก อาจจะต้องงดใช้รถยนต์ส่วนบุคคลเพราะเข้าทำเนียบรัฐบาลลำบาก

ซึ่งมีแนวโน้มว่าสถาบันการศึกษาบางแห่งในย่านดังกล่าวอาจจะมีการปิดชั่วคราวอันเนื่องมาจากห่วงปัญหาการจราจรและความปลอดภัยของนักเรียน-นักศึกษา



ชงคดีคฤหาสน์หญิงเป็ดเข้าสภา บีบชี้แจงข้อกังขาร่ำรวยผิดปกติ

กลุ่มต่อต้านคอร์รัปชั่นพึ่งกลไกรัฐสภา ง้างปาก “เป็ดดื้อ” แจงข้อกังขาร่ำรวยผิดปกติ สร้างบ้านหรู 50 ล้าน พร้อมอีกสารพัดข้อสงสัยของสังคม คาดส่งหนังสือร้องเรียนถึงมือ “ชัย ชิดชอบ” เร็วๆ นี้ พร้อมระบุที่คุณหญิงออกมาท้าขายบ้านให้ 40 ล้าน ค้ากำไรเกินควร หากสร้าง 4 ล้านจริงอย่างที่อ้าง พร้อมจ่ายให้เลย 7 ล้านบาท

จากกรณีที่กลุ่มติดตามการปฏิรูปการเมืองและต่อต้านการคอร์รัปชั่น ได้เข้าร้องเรียนต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้มีการตรวจสอบการก่อสร้างคฤหาสน์หรูของ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าร่ำรวยผิดปกติ แต่ทั้ง ป.ป.ช. และตัวคุณหญิงเองก็กลับเงียบเฉยนั้น

ในเวลาต่อมาทางกลุ่มได้ยื่นหนังสืออีกครั้งที่ สตง. เพื่อเรียกร้องให้ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ออกมาชี้แจงเรื่องของคฤหาสน์ที่ จ.นนทบุรี และอีกหลายเรื่องที่อยู่ในความสงสัยของสังคม แต่ก็ยังไม่ได้รับความสนใจ มีเพียงคำให้สัมภาษณ์ที่พยายามเบี่ยงเบนประเด็นเท่านั้น

ล่าสุดนายวันชัย จงจรูญหิรัญ หัวหน้ากลุ่มติดตามการปฏิรูปการเมืองและต่อต้านการคอร์รัปชั่น เปิดเผยว่า ได้มีการหารือกับสมาชิกกลุ่มถึงท่าทีเฉยเมยเป็นทองไม่รู้ร้อนดังกล่าว สมาชิกในกลุ่มตกลงที่จะดำเนินการยื่นหนังสือพร้อมข้อมูลเรื่องดังกล่าวผ่าน นายประชา ประสพดี ส.ส.พรรคพลังประชาชน ให้นำเรื่องเข้าสู่ระบบรัฐสภา เพื่อหาวิธีดำเนินการตรวจสอบต่อไป

ด้าน นายประชา ประสพดี ส.ส.พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ในเรื่องดังกล่าวนั้นได้มีการประสานกับทางกลุ่มของนายวันชัย ว่าจะรับหนังสือร้องเรียนเรื่องคุณหญิงจารุวรรณ ให้มีการดำเนินการตรวจสอบกรณีมีความร่ำรวยผิดปกติ โดยตนจะนำหนังสือดังกล่าวไปยื่นให้กับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎรต่อไปเพื่อให้ทางรัฐสภารับทราบในเรื่องดังกล่าว

ส่วนประธานสภาจะมีความเห็นให้ฝ่ายไหนรับผิดชอบเรื่องนี้นั้นคงต้องรอการตัดสินใจของประธานสภาฯ อีกทีหนึ่ง ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถทำความกระจ่างและให้ความยุติธรรมกับทุกฝ่ายได้เป็นอย่างดี โดยคาดว่าทางกลุ่มของนายวันชัย น่าจะเดินทางเข้ามายื่นหนังสือให้กับตนในวันอังคารที่จะถึงนี้

ทั้งนี้กลุ่มของนายวันชัย ได้เคยออกหนังสือชี้แจงต่อประชาชนและสาธารชนต่อความดื้อด้านของคุณหญิงจารุวรรณ ไปแล้วครั้งหนึ่งเมื่อ 18 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยระบุว่า

1.ในเรื่องบ้านและที่ดินที่คุณหญิงอ้างว่า คุณหญิงใช้เงินค่าก่อสร้างไปประมาณ 4 ล้านบาท โดยกล่าวว่าบ้านหลังดังกล่าว มีราคาไม่ถึง 50 ล้านบาท ตามที่วิศวกรที่เรารู้จักประเมินให้ และท้าทายว่าจะขายบ้านให้ในราคา 40 ล้านบาท นั้น ทางกลุ่มขอเรียนให้ทราบว่า กลุ่มของเราเป็นประชาชนที่ทำมาหากิน ในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง เช่นนี้ คงไม่มีเงินจำนวนขนาดนั้นไปซื้อคฤหาสน์หลังดังกล่าวจากคุณหญิงได้ แต่หากคุณหญิงยืนยันว่าคุณหญิงใช้เงินสร้างบ้านหลังดังกล่าวในราคา 4 ล้านบาทจริง เราใคร่ขอซื้อในราคา 7 ล้านบาท ซึ่งเราพอจะเรี่ยไรจากสมาชิกของกลุ่มได้ โดยให้กำไรคุณหญิงถึงร้อยละ 75 ซึ่งจัดว่าเป็นกำไรเกินสมควรด้วยซ้ำ แต่ราคา 40 ล้านบาทที่คุณหญิงเสนอนั้น จะเป็นกำไรถึง 10 เท่า หรือ 100 % ซึ่งเราเห็นว่ามากเกินสมควร ไปจนอยู่ในระดับที่ยอมรับไม่ได้ เข้าขั้น “หน้าเลือด” ซึ่งจะเป็นผลลบต่อชื่อเสียงและเกียรติยศของคุณหญิงได้ ทางกลุ่มเราจะไม่ยอมทำลายชื่อเสียงของคุณหญิงด้วยวิธีนี้อย่างเด็ดขาด

2.ในเรื่องที่ดินบริเวณใกล้เคียงกันซึ่งบุตรชายคุณหญิงซื้อมา ซึ่งไม่มีทางที่บุตรชายของคุณหญิงจะมีเงินมาซื้อที่ดินผืนดังกล่าวด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเองได้ คุณหญิงไม่ตอบคำถามนี้เลย เราสงสัยว่านี่คือการซุกที่ดิน เป็นตัวแทนถือทรัพย์สินแทนคุณหญิงและสามี เพื่อเหตุผลในการปกปิดทรัพย์สินที่จะต้องแสดงต่อคณะกรรมการ ปปช. กราบเรียนคุณหญิงได้กรุณาตอบคำถามนี้ต่อสังคมด้วย

3.เรื่องของการนำรถยนต์ประจำตำแหน่งที่ให้ไว้เพื่อใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ทางราชการเท่านั้น ไปใช้ในเรื่องส่วนตัวคุณหญิงก็เลี่ยงที่จะไม่ตอบคำถามนี้เลย เราขอกราบเรียนให้คุณหญิงได้โปรดกรุณาตอบคำถามในประเด็นนี้ให้กระจ่างด้วย

4.ในเรื่องที่คุณหญิงกล่าวอ้างก็คือคุณหญิงเล่าว่ามีบุคคลที่คุณหญิงไม่เปิดเผยชื่อ ได้นำเงินจำนวน 100 ล้านบาท มาให้เพื่อพยายามติดสินบนคุณหญิง ซึ่งคุณหญิงปกปิดไม่แจ้งความหรือดำเนินการใดๆกับบุคคลดังกล่าว ซึ่งเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และเป้นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 165 ซึ่งคุณหญิงก็มิได้ตอบคำถาม หรือเปิดเผย หรือดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิด หากคุณหญิงยังเพิกเฉยไม่ดำเนินการใดๆ เราต้องแจ้งความดำเนินคดีกับคุณหญิง เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างที่ไม่ดีของเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้มีหน้าที่ปกป้องและปราบปรามการทุจริตต่อไป

5.ในเรื่องอื่นๆที่คุณหญิงให้สัมภาษณ์ต่อสาธารณชนว่าจะดำเนินการทางกฎหมายเพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษในทันทีโดยปล่อยให้เวลาเนิ่นมาเกือบ 2 ปี ตั้งแต่คุณหญิงได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการของ คตส.

โดยเฉพาะเรื่องคดีเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด CTX นั้น การณ์กลับปรากฎว่า ไม่มีการส่งฟ้องใดๆมาจนกระทั้งบัดนี้ ตามสำนวนชาวบ้านคงจะต้องบอกว่า “ท่าดีทีเหลว” ทำให้เราเข้าใจว่าคุณหญิงได้หลอกลวงโป้ปดมดเท็จต่อสาธารณชนเพื่อสร้างภาพให้คุณหญิงดูดีตลอดที่ คมช. แต่งตั้งคุณหญิงให้ดำรงตำแหน่งใน คตส. เท่านั้นซึ่งบุคคลที่ดำรงตำแหน่งหน้าที่ราชการในระดับสูงต้องดำรงตนให้สาธารณชนเชื่อถือ ในความซื่อสัตย์สุจริตและเที่ยงธรรมเช่นคุณหญิง ไม่ควรกระทำ เพราะเป็นการทำลายเกียรติยศของตำแหน่งหน้าที่ราชการที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า โปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เราจึงขอเรียกร้องให้คุณหญิง ได้แสดงความรับผิดชอบในการกระทำครั้งนี้ของคุณหญิงด้วย



นักวิชาการดาหน้าการันตีรัฐบาล ทำงานบนวิกฤติแต่สอบผ่านฉลุย

เวทีวิชาการวิพากษ์ “4 เดือนรัฐบาล” ดาหน้าการันตีสอบผ่านฉลุย ระบุแม้จะเจอทั้งศึกใน-ศึกนอก แต่ก็ยังทำได้ดี โดยเฉพาะผลงานกระทรวงการคลังได้คะแนนเต็มสิบ ระบุม็อบทำลายชาติยอมไม่ได้ จี้พลังเงียบออกมาได้แล้ว อย่าปล่อยให้คนส่วนน้อยยึดอำนาจอธิปไตย ด้าน “อ.จรัล” เปิดมูลนิธิสถาบันประชาธิปไตย ให้ความรู้และวิจัยองค์ความรู้ ปชต.

ท่ามกลางกระแสสังคมที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงท่าทีและบทบาทที่ไม่เหมาะสมของนักวิชาการบางกลุ่ม ที่ออกมารุมด่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งว่าไม่ชอบธรรม ขณะเดียวกันนักวิชาการบางคนก็ไปขึ้นเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ด่าทอรัฐบาลอย่างเสียหาย นั้น

เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ที่ผ่านมา สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้จัดเสวนา “ 4 เดือน รัฐบาลสมัคร สอบผ่านหรือสอบตก” โดยมีนายวรพล โสคติยานุรักษ์ รองประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายกิตติ ลิ่มสกุล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.ดร.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ ผอ.สถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้าร่วมเสวนา

นายวรพล กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลทำข้อสอบท่ามกลางเสียงอึกทึกครึกโครม ไม่มีสมาธิ และระยะเวลายังสั้นในการทำข้อสอบ ที่สำคัญรัฐบาลยังต้องเจอกับการชุมนุมประท้วง นอกเหนือจากศึกในแล้ว รัฐบาลยังต้องเผชิญปัญหาหนักของโลกอีก 3 เรื่องคือ ปัญหาวิกฤติการเงิน วิกฤตการณ์พลังงานและวิกฤตการณ์อาหาร จึงอยากเสนอให้รัฐบาลหันมาทบทวนและเร่งดำเนินการแก้ไขโดยด่วน

โดยเฉพาะเรื่องพลังงาน ที่ไทยใช้น้ำมันถึงวันละ 8 แสนบาร์เรล คิดเป็น 8 % ของจีดีพี เมื่อเทียบกับประเทศในแถบเอเชีย ไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาน้ำมันมากที่สุด รัฐบาลควรจะเร่งส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน เพื่อลดการใช้น้ำมัน นอกจากนี้จะต้องเร่งสร้างระบบขนส่งมวลชนเพื่อลดการใช้รถส่วนตัว สร้างระบบขนส่งสินค้าเชื่อมต่อกัน

* ภาพรวมรัฐบาลสอบผ่าน
นายวรพล ยังเสนอแนะให้รัฐบาลส่งเสริมให้ภาคเกษตรกรปลูกพืชที่เป็นอาหารหลัก ไม่เช่นนั้นภายในปี 2553 ไทยจะประสบปัญหาวิกฤติพลังงานอย่างหนัก และอาจเป็นวิกฤติรอบใหม่ที่ร้ายแรงกว่า ปี 2540 ประกอบกับปัจจัยต่างๆ ที่ทั่วโลกประสบอยู่ไทยก็หลีกเลี่ยงไม่พ้น ทั้งนี้กระทรวงหลัก 5 กระทรวง คือ กระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพลังงานที่มีรัฐมนตรีจากต่างพรรคต้องหันมาร่วมมือแก้ปัญหา

ด้าน นายกิตติ กล่าวว่า 4 เดือนรัฐบาลเมื่อเทียบกับเด็กที่กำลังเรียน อยู่ในระหว่างการสอบเก็บคะแนน ยังไม่ถึงกับสอบปลายภาคที่จะวัดผลว่า สอบตกหรือสอบได้ แต่ในภาพรวม 4 เดือน ถือว่า ครม.ชุดนี้สอบผ่าน แต่ถ้ามองเป็นรายกระทรวงพบว่า กระทรวงการคลังสอบผ่านมาตรการยกเลิกกันสำรอง 30 % ส่วนมาตรการลดภาษีถือว่าเป็นนโยบายที่ไม่รอบคอบทำให้รัฐต้องเสียเงิน 3 -4 หมื่นล้านบาท ส่วนการออกคูปองคนจนเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น ส่วนกระทรวงอุตสาหกรรมสอบคะแนนได้ไม่ถึงครึ่ง ก็คือว่า สอบตก เพราะมีแค่ปรับเปลี่ยนนโยบายบางอย่างเท่านั้น ส่วนกระทรวงพาณิชย์ถือว่าพอใช้ได้ รัฐมนตรีก็พอดูแลได้ ซึ่งรัฐบาลสมัครก็เหมือนเป็น ” เรือไม้ ” ที่ต้องประสบกับคลื่นที่มาจากในและนอกรัฐบาลต้องพยายามประคองเรือให้แล่นไปได้ด้วยดี

* ซัดประชาธิปไตยของคนกลุ่มน้อย
ขณะที่ รศ.ดร.ฐิตินันท์ กล่าวว่า ขณะนี้คงดูยากว่ารัฐบาลสอบตกหรือสอบผ่าน เพราะเวลา 4 เดือน ซึ่งรัฐบาลชุดนี้เข้ามาพร้อมกับความคาดหวังสูงมาก แต่รัฐบาลก็มีข้อจำกัดหลายอย่างทั้งปัญหาเศรษฐกิจ การเมืองภายในและภายนอก ในส่วนของผู้ขับเคลื่อนหรือทีมบริหารประเทศก็ไม่รู้จริงไม่มีความเชี่ยวชาญ เป็นทีมสำรอง

ส่วนทีมจริงก็ติดอยู่ที่บ้านเลขที่ 111 แม้แต่ตัวนายสมัครเองก็เป็นนักการเมืองเก่า ไม่รู้เรื่องนโยบายเท่าไร ไม่มีความเชี่ยวชาญ มีประสบการณ์น้อย ที่สำคัญเป็นนักการเมืองที่มีภาวะอารมณ์ที่ไม่นิ่ง เป็นคนก้าวร้าว ไม่ทำให้การเมืองสร้างสรรค์ การพูดสวนกลับก็ไม่ช่วยให้สถานการณ์การเมืองดีขึ้น ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนของนายกฯ ซึ่งนายสมัครเป็นถึงนายกฯต้องเสียสละ สงบสติอารมณ์ เพื่อบริหารบ้านเมืองให้ดี

รศ.ดร.ฐิตินันท์ กล่าวว่า รัฐบาลถูกท้าทายจากปัญหาเศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอก บวกกับปัญหาการเมืองนอกสภา ทำให้รัฐบาลไม่มีสมาธิในการแก้ปัญหา ถามว่า รัฐบาลหมดเวลาสอบหรือยังก็คงตอบไม่ได้ เพราะรัฐบาลทำงานเพียง 4 เดือน มีคนที่ไม่พอใจรัฐบาลก็ออกมาประท้วง ปิดถนน เอาคนไปชุมนุมปิดล้อมทำเนียบ ไม่กลับบ้าน แล้วบอกว่าหมดเวลาสอบแล้วเอาข้อสอบคืนมา

* พลังเงียบออกมาได้แล้ว
ทั้งนี้ ถ้าประสบผลสำเร็จจะเป็นความเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ประชาธิปไตย ซึ่งการได้ชัยชนะแบบนี้เป็นตัวอย่างที่ยอมรับไม่ได้ มันเป็นตัวอย่างที่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างลึก กว้าง และยาวนานในระบอบสังคมการเมือง ไม่ได้บอกว่า รัฐบาลชุดนี้มีประสิทธิภาพสูงแต่รัฐบาลจากการเลือกตั้งจากประชาชนส่วนใหญ่ แม้ว่าตนจะไม่ได้เลือกพรรคพลังประชาชน แต่ตนก็เคารพคนอื่นที่เลือกพรรคนี้เข้ามา กลุ่มพันธมิตรเองไม่เคยพูดถึงคนส่วนใหญ่ที่เลือกตั้งพรรคนี้มาเลย มีแต่พูดถึงวาระแคบๆ ของตัวเอง มันเป็นการยึดระบอบประชาธิปไตยไทยด้วยคนกลุ่มน้อยที่มีฐานอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งเราจะยอมไม่ได้

รศ.ดร.ฐิตินันท์ กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้กลุ่มพลังเงียบ ถ้ายังเงียบอยู่ก็จะโดนคนกลุ่มน้อยยึดระบอบประชาธิปไตยนี้ไป ทำไมกลุ่มพันธมิตรฯต้องมากำหนดชะตากรรมของประเทศไทย ตนไม่เข้าใจเหมือนกัน อนาคตของไทยมันเป็นของคนทั้งประเทศ ต้องดูด้วย ถ้าเป็นสมัยนายกฯ ทักษิณ ตนเห็นด้วยเอาด้วยที่จะขับไล่ เพราะการเมืองครรลองต่างๆ มันโดนครอบงำผูกขาดจริง เป็นง่อยถูกบิดเบือน ทำให้เกิดการปู้ยี่ปู้ยำ ทับซ้อนผลประโยชน์แอบแฝง ตอนนี้รัฐบาลสมัครยังไม่เป็นถึงสมัยรัฐบาลทักษิณ ยังมีการคานอำนาจกันอยู่ เพราะ รธน. ปี 40 กับ รธน. ปี 50 มันต่างกัน

“ ผมคิดว่าตอนนี้มีหลายคนที่ไม่เห็นด้วย คือไม่ได้ชอบรัฐบาลสมัคร แต่ก็ไม่ชอบที่กลุ่มพันธมิตรฯ มาขับไล่ แต่กลุ่มพลังเงียบนี้บางคนก็ไม่อยากจะเปลืองตัว เจ็บตัว หากออกมาคัดค้านแล้วก็ถูกโจมตี ผมเชื่อว่าหากมีคนออกมาเพียง 2 คน มันเจ็บตัว แต่ถ้าเป็นพันเป็นหมื่นคนที่แสดงความคิดเห็นว่าไม่เห็นด้วยกับวิธีการแบบนี้ เขาก็จะทำอะไรเราไม่ได้ มันถึงเวลาที่พลังเงียบต้องออกมาได้แล้ว โดยอาจใช้ริบบิ้นสีขาว หรือสวมเสื้อเหลืองผูกริบบิ้นสีขาว หรือให้มีการทำวิจัยเรื่องนี้ให้ชัดเจน ” รศ.ดร.ฐิตินันท์ กล่าว

* ฉะวาระประชาชนแค่พูดให้ดูดี
รศ.ดร.ฐิตินันท์ กล่าวว่า รู้สึกเสียดายที่พรรคประชาธิปัตย์ ไม่ทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เสนอทางออก การชูวาระประชาชนก็เป็นเพียงคำโฆษณาผิวเผินและฉาบฉวยเพื่อชนะการเลือกตั้งเท่านั้น นอกจากนี้ ปชป. ยังทำตัวเหมือนเป็นพันธมิตรฯ ในสภา คือ มีการเอื้อกัน ส.ส.ในพรรคประชาธิปัตย์ก็เป็นพันธมิตรฯ ขอถามว่าเขายังได้รับเงินเดือน ส.ส. อยู่หรือไม่ ถ้าได้รับเงินตรงนี้แล้วทำไมต้องไปทำหน้าที่นอกสภา ถ้าอ้างสิทธิก็อ้างได้ แต่ถ้ามีสิทธิแล้วก็ต้องมีความรับผิดชอบด้วย ไม่เช่นนั้นสังคมเราจะมึนเมากับเรื่องสิทธิเสรีภาพอย่างเดียวโดยที่ไม่คำนึงถึงความเหมาะสม

“พรรคนี้คว่ำบาตรการเลือกตั้งมาครั้งหนึ่ง และการเลือกตั้งที่ผ่านมาก็แพ้ เขาบอกว่าเขาได้ส.ส.มากสุดในประวัติการณ์ คุณจะมองยังไงล่ะ กรรมการก็อยู่ข้างคุณ กติกาก็อยู่ข้างคุณ คู่ต่อสู้ก็ถูกมัดมืออยู่ข้างหลัง แต่คุณก็ยังแพ้ขนาดนี้ แล้วหากยังคิดว่าเป็นชัยชนะก็อาจจะเข้าข้างตัวเองมากไปนิดหนึ่ง ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วต้องพิจารณาเปลี่ยนหัวหน้าพรรค ไม่งั้นเราก็จะเป็นได้แค่นี้ ไม่มีทางออก เราต้องการให้ ปชป. ช่วยเราหาทางออก เขาเป็นพรรคฝ่ายค้านในสภา เราต้องการหาคำตอบจากในสภา ” รศ.ดร.ฐิตินันท์ กล่าว

รศ.ดร.ฐิตินันท์ ยังกล่าวถึงการสลับขั้วเปลี่ยนรัฐบาลโดยชู นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกฯ ว่า มีความเป็นไปได้ แต่ก็เป็นสิ่งที่น่าสมเพชเวทนา น่าอับอาย และน่าละอายใจมากที่สุด

“ อยากเป็นแกนนำรัฐบาลแต่มาจากการเลือกตั้งไม่ได้ ต้องมาอาศัยกระบวนการนอกสภาเอื้อกันระหว่างประชาธิปัตย์กับกลุ่มพันธมิตรฯ ท้ายสุดได้มาเป็นนายกฯโดยเข้าทางประตูหลัง มันเป็นนิมิตหมายที่ไม่ดีในระบอบประชาธิปไตย เป็นผมคงละอายมาก ที่เล่นตุกติกทางการเมืองแล้วมาสวมรอยยึดอำนาจแทนกัน ” รศ.ดร.ฐิตินันท์ กล่าว

เปิดตัวมูลนิธิสถาบันประชาธิปไตย
วันเดียวกัน ที่ห้องธาราทิพย์ โรงแรมอิมพิเรียล ธารา สุขุมวิท 26 ได้มีการเปิดตัวมูลนิธิสถาบันประชาธิปไตย โดย นายจรัล ดิษฐาอภิชัย ในฐานะประธานมูลนิธิ เป็นคนกล่าวเปิดงาน ท่ามกลางประชาชนที่เข้าร่วมกว่า 100 คน สำหรับบรรยากาศในงานเปิดตัวมูลนิธิสถาบันประชาธิปไตย มีอดีตแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) เข้าร่วมด้วย เช่น นพ.เหวง โตจิราการ นายวีระ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ นายชินวัฒน์ หาบุญพาด นายสมบัติ บุญงามอนงค์ นอกจากนี้ยังมี นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย เข้าร่วมด้วย

โดยนายจรัล กล่าวว่า มูลนิธิสถาบันประชาธิปไตยเปิดตัวภายใต้สถานการณ์ที่จะครบ 76 ปี ของการเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน ท่ามกลางการเคลื่อนไหว การต่อสู้ของประชาชนกลุ่มหนึ่ง นำโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่แนวโน้มจะกระทบกระเทือนต่อระบบประชาธิปไตย ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่า ประชาธิปไตยไทยยังไม่มั่นคง

ให้ความรู้-ทำวิจัยเรื่อง ปชต.
สำหรับรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 แม้ไม่พอใจ แต่ก็ยังดีกว่าระบบเผด็จการทหาร ดังนั้นมีความจำเป็นที่จะตั้งมูลนิธิขึ้น เพื่อทำหน้าที่ส่งเสริม เผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจประชาธิปไตยให้กว้างขวางลึกซึ้งขึ้น เพื่อทำให้คนเชื่อเรื่องประชาธิปไตยที่แท้จริง เพราะเวลานี้คนจำนวนมากไม่เชื่อว่าอำนาจอยู่ที่ประชาชน ขณะที่ประเทศไทยก็มีองค์การทางประชาธิปไตยน้อยที่สุดไม่ถึง 10 องค์การ น้อยกว่ากัมพูชา

“การตั้งองค์การประเภทนี้มีความจำเป็นมาก แต่จะทำได้มากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับประชาชนผู้สนับสนุน ทั้งกำลังใจ การเมือง การเงิน อย่างไรก็ตาม สำหรับโครงการของมูลนิธิสถาบันประชาธิปไตย ตอนนี้วางไว้ 3 โครงการใหญ่ๆ 1.โรงเรียนประชาธิปไตย หรือโรงเรียนการเมือง เชิญประชาชนทุกกลุ่มศึกษาประชาธิปไตย 2.การเคลื่อนไหว เช่น มีกฎหมายละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชน ต้องเคลื่อนไหว และ 3.ศึกษาวิจัย เพราะองค์ความรู้ประชาธิปไตยในสังคมไทยยังมีไม่มากพอ” นายจรัล กล่าว

แย่มากที่คนเห็นต่างอยู่ร่วมไม่ได้
ต่อมา ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล ได้บรรยายพิเศษในหัวข้อ “การสร้างประชาธิปไตย ในทรรศนะของคนรุ่นใหม่” โดยระบุตอนหนึ่งว่า อยากให้ทุกคนเข้าใจว่าการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับบ้านเมืองนั้นควรทำกันได้ ไม่เฉพาะกลุ่มคนที่เห็นด้วย แต่ตอนนี้ปรากฏว่าคนที่เห็นแตกต่างไม่สามารถนั่งอยู่ร่วมกันได้ ถือว่าเป็นเรื่องที่แย่มาก มาถึงจุดที่สังคมแบ่งออกเป็นซีกๆ มันไม่ใช่แค่เรื่องจุดยืนเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของความคิดของคน

“ผมมองว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กระทบสิทธิคนทั่วไป เช่น นักเรียนที่เรียนหนังสือ การจราจร ข้าราชการที่ทำงาน นี่เป็นปัญหา หากมีการตั้งเวทีสวนลุม หรือสนามหลวง แล้วมีการปราศรัยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ตรงนี้น่าจะทำได้ เพราะทุกอย่างอยู่ในกรอบเขตความสงบ” ม.ล.ณัฏฐกรณ์ กล่าวและว่า ประเทศไทย มีปรากฏการณ์ที่เราเข้าใจผิดเกี่ยวกับบทบาทการเคลื่อนไหวของประชาชนในการโค่นล้มรัฐบาล ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนเรียกว่า อารมณ์ค้างจากอดีต ในยุคสมัยที่ไทยมีรัฐบาลที่เป็นเผด็จการ สมมติว่า อยู่ในยุคที่มี จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นทหารปกครองเรื่อยๆ ทั้งนี้การระดมมวลชน เคลื่อนไหวทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะไปทำเนียบ ไปรัฐสภา พยายามเข้าไปให้ได้ เพื่อชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลเป็นเผด็จการ จึงจะเป็นสิ่งที่ควรจะมี

“ปลื้ม” ชี้ต้องเลิกเล่นนอกระบบ
ม.ล.ณัฏฐกรณ์ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ถ้าจะเอาเขาออกไป เห็นว่าต้องเล่นตามระบบและกรอบของรัฐธรรมนูญ ขณะนี้เชื่อว่าผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองและทหาร เริ่มเข้าใจบริบทสังคมตอนนี้แล้ว คงจะไม่มีการทำรัฐประหารเกิดขึ้นในช่วงนี้อย่างแน่นอน ซึ่งการที่จะมาเล่นนอกระบบมันไม่ได้ เพราะนายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งของประชาชน

“ระบบการเมืองของประเทศของไทย ไม่ได้คานอำนาจกันอยู่แค่ 3 อำนาจ คืออำนาจตุลาการ อำนาจบริหาร และอำนาจนิติบัญญัติ อย่างที่เคยเรียนมา แต่มีอีก 3 อำนาจที่เข้าร่วมด้วย เช่น 1.สื่อมวลชน ที่ตรวจสอบนักการเมือง ส่งผลดีคือ รัฐบาลจะถูกตรวจสอบ แต่ผลเสียคือโครงการต่างๆ เดินไปได้ช้า 2.กลุ่มมวลชนและเอ็นจีโอ ที่รับรู้ข้อมูลจากสื่อมวลชน ทำการเคลื่อนไหว และ 3. กองทัพที่มีหน้าที่บริหารความสงบของประเทศ หากรัฐบาลไม่มีปฏิสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับ 3 อำนาจที่เพิ่มมานี้ จะบริหารประเทศด้วยความยากลำบาก ดังนั้นการเป็นนายกรัฐมนตรีในประเทศไทย ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย” ม.ล.ณัฏฐกรณ์ กล่าว



อ้าแขนรับซักฟอก จี้นอกสภาหยุดป่วน

* ซัด ปชป.หยุดตีสองหน้าหนุนม็อบพันธมิตร

ดาหน้าจี้ม็อบพันธมิตรฯ หยุดเดินเกมข้างถนนขับไล่นายกฯ ระบุรัฐบาลใจกว้างเปิดให้อภิปรายเต็มที่แล้วทั้ง ส.ว.-ฝ่ายค้าน แม้จะมีเวลาจำกัดและเพิ่งทำงานได้แค่ 4 เดือน ควรจะเล่นตามกติกาประชาธิปไตยให้เต็มที่ ฉะปชป.หยุดตี 2 หน้า เลิกหนุนม็อบได้แล้ว เชื่อแค่ “อภิสิทธิ์” ส่งสัญญาณการชุมนุมก็ยุติ เย้ยฝ่ายค้านช็อก นึกไม่ถึงรัฐบาลจะกล้ารับซักฟอก จนต้องนัดถกด่วนหาข้อมูลอภิปรายรัฐบาลกันจ้าละหวั่น เชื่อยื่นญัตติแค่ตั้งใจตีรวน หาเหตุไปด่านอกสภา โพลล์ชี้ 4 เดือนเร็วเกินไปทั้งการยื่นอภิปราย และการชุมนุมขับไล่ของพันธมิตรฯ

ท่ามกลางความพยายามกดดันรัฐบาลด้วยการชุมนุมเดินเกมข้างถนนของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย สอดรับกับการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจของ 61 วุฒิสมาชิก และพรรคฝ่ายค้าน ในที่สุด นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็ได้เปิดทางตามวิถีทางประชาธิปไตย ให้ทั้งฝ่ายค้านและวุฒิสมาชิก ใช้กลไกรัฐสภา ตรวจสอบรัฐบาล โดยการอภิปรายทั่วไปของสมาชิกวุฒิสภา จะมีขึ้นในวันที่ 23 มิถุนายน เวลา 09.30 น. และการอภิปรายของฝ่ายค้านจะมีขึ้นในเวลา 13.30 น. วันอังคารที่ 24 มิถุนายน ไปจนถึงวันที่ 25 มิถุนายน

กรณีดังกล่าว นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้กล่าวในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที โดยแสดงท่าทีพร้อมเปิดรับการอภิปรายของพรรคฝ่านค้านอย่างเต็มที่ และกล่าวถึงกรณีที่พรรคฝ่ายค้านทำการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเฉพาะรัฐมนตรีพรรคพลังประชาชน ว่าเป็นการส่อเจตนาให้ 5 พรรคร่วมรัฐบาลเปลี่ยนขั้วทางการเมืองแต่ทั้งนี้ไม่กลัว เพราะพรรคร่วมรัฐบาลเข้าใจกันดี

ด้านนายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวว่าส่วนตัวมองว่าในเมื่อบ้านเมืองมีกติกา มีรัฐธรรมนูญปกครองประเทศ อีกทั้งรัฐบาลก็เปิดโอกาสให้มีการอภิปรายในสภา การเมืองนอกสภาก็ควรจะยุติ ในเมื่อประชาชนไว้ใจพรรคพลังประชาชนให้มาจัดตั้งรัฐบาล และมีองค์กรตรวจสอบรัฐบาลอย่างเป็นระบบ ประชาชนควรใช้ช่องทางที่มีตรวจสอบรัฐบาล ไม่ใช่กลุ่มพันธมิตรฯ จะเป็นผู้มาตรวจสอบ

ดังนั้นจึงอยากให้ผู้เล่นการเมืองนอกสภาคิดว่าบทบาทที่เล่นอยู่ขณะนี้ถูกต้องหรือไม่ จริงอยู่ที่อาจไม่พอใจรัฐบาลและอยากกดดัน แต่การกดดันควรอยู่ในกรอบกฎหมาย

“หากรัฐบาลทำงานครบ 4 ปีแล้วผลงานไม่มี กลุ่มพันธมิตรฯก็ควรเดินไปบอกประชาชนว่ารัฐบาลชุดนี้ทำงานไม่ดี เลือกตั้งคราวหน้าไม่ควรเลือก ควรเคารพการตัดสินใจของประชาชน ไม่ใช่เอะอะก็จะขับไล่รัฐบาลอย่างเดียว หากให้พันธมิตรฯ มาเล่นการเมือง บ้านเมืองคงแย่ไปกว่านี้”

นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกพรรคพลังประชาน กล่าวถึงกรณีที่ จะมีการเปิดอภิปรายซักฟอกนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีพรรคพลังประชาชนทั้ง 7 คนว่า พรรคประชาธิปัตย์ กำลังตี สองหน้า และกำลังช็อกกับการที่รัฐบาลเปิดกว้างให้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ในการประชุมสภาสมัยวิสามัญครั้งนี้ ซึ่งเจตนาลึกๆ ของพรรคฝ่ายค้านไม่ได้คิดว่าจะจริงจังกับญัตติดังกล่าว และเป็นการกระทำเพียงเพื่อสอดรับเกมการเมืองนอกสภา เพื่อที่ในอนาคตจะได้อ้างว่ารัฐบาลไม่เปิดโอกาสในสภา ส.ส.จึงต้องใช้เวทีพันธมิตรฯ ในการตอบโต้ จะเห็นได้ว่าพอรัฐบาลเอาจริงพรรคฝ่ายค้านอ้างว่าให้เวลากระชั้นชิด แท้จริงแล้วกำลังหัวปั่นในการเตรียมข้อมูลมาหักล้าง ดังนั้นการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้จะเป็นครั้งที่จืดชืดที่สุด เพราะไม่มีข้อมูลที่จะมาโจมตีรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม นายศุภชัยกล่าวว่า รัฐบาลพร้อมเปิดให้พรรคฝ่ายค้านทำการอภิปรายไม่ไว้วางใจอย่างเต็มที่ และพร้อมที่จะตอบคำถามและชี้แจงทุกข้อหา โดยไม่มีเงื่อนไข แม้ในหลักการแล้ว การประชุมสภาสมัยวิสามัญจะเป็นการพิจารณาเรื่องงบประมาณประจำปี 2552 เพื่อให้รัฐบาลจัดสรรการทำโครงการเพื่อบริหารประเทศ ซึ่งถือได้ว่าพรรคฝ่ายค้านทำในช่วงจังหวะเวลาที่ไม่เหมาะสมก็ตาม

“รัฐบาลทำงานมา 4 เดือนเท่านั้น ผลงานอะไรยังไม่ได้เริ่มทำเป็นชิ้นเป็นอัน ตัวอย่างเช่นเรื่องรถ ขสมก. 6พันคัน ซึ่งเป็นเพียงแนวคิดเพื่อแก้ไขปัญหาของคนเมือง ยังไม่ได้มีการเริ่มอะไรแม้แต่น้อย ไม่ทันไรพรรคฝ่ายค้านกลับยกมาซักฟอกไม่ไว้วางใจแล้ว”

ส่วนกรณีความชอบธรรมในการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯนั้น นายศุภชัยกล่าวว่า กลุ่มพันธมิตรฯ หมดความชอบธรรมในการชุมนุมไปนานแล้ว เพราะเป็นการชุมนุมแบบไร้ความสงบ สร้างความเดือดร้อน แต่คงไม่สามารถชี้สั่งได้ว่าให้ยุติการชุมนุมหรือไม่ นอกจากจะได้สิ่งที่ต้องการคือล้มล้างรัฐบาลแล้วก็คงจะยุติไปเอง

ด้าน พ.ต.ท.กานต์ เทียนแก้ว รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า พรรคประชาธิปัตย์ควรเลือกที่จะเล่นด้านใดด้านหนึ่ง ไม่ใช่เลือกเล่นทั้งสองด้าน หากจะเลือกในการอภิปรายรัฐบาลควรไปหยุดม็อบไม่ให้มีการดำเนินการเคลื่อนไหว ในเมื่อรัฐบาลเปิดให้มีการอภิปราย การเมืองนอกสภาก็ต้องหยุดด้วย ซึ่งหากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นคนไปบอกเองกลุ่มพันธมิตรฯก็จะหยุดการชุมนุม

ทางด้าน ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานติดตามและวิเคราะห์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ พร้อมคณะทำงาน ร่วมแถลงข่าวตอบโต้ กรณีที่นายกรัฐมนตรีเปิดให้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจในวันอังคารที่จะถึงนี้ แต่นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กลับออกมาบอกว่าเรื่องนี้เป็นเกมการเมืองของพรรคพลังประชาชนที่จะกดดันนายสมัคร ให้ลาออก เรื่องนี้เป็นลักษณะของการได้คืบจะเอาศอก และเป็นลักษณะเด็กเลี้ยงแกะ ไม่อยู่กับร่องกับรอย รวมไปถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ระบุว่า การอภิปรายระยะเวลา 3 วันครึ่งไม่เพียงพอนั้น เป็นเหมือนการชี้นิ้วบงการเช่นเดียวกับกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่มีผิด ซึ่งตนเห็นว่าหากพรรคประชาธิปัตย์มีข้อมูลจริง เวลาชั่วโมงเดียวก็พอ

ขณะที่เอแบคโพล ได้เผย ผลสำรวจการใช้ชีวิตของคนกรุงเทพฯ และปริมณฑลในสถานการณ์ปัจจุบันพบครึ่งหนึ่งยังรู้สึกใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่เกือบ 80% เบื่อหน่ายการเมือง 25% เศร้าใจ อึดอัด ชี้เหตุการณ์บ้านเมืองบีบพลังเงียบให้เลือกข้าง

นอกจากนี้เมื่อถามถึงช่วงจังหวะเวลาที่จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พบว่าประมาณครึ่งหนึ่งหรือร้อยละ 49.7 เห็นว่า เร็วเกินไป รวมทั้ง กลุ่มตัวอย่างเกินครึ่งหรือร้อยละ 54.9 เห็นว่า เร็วเกินไปที่จะขับไล่รัฐบาลโดยกลุ่มพันธมิตรฯ



“หม่อมปลื้ม” ฟันธงไร้ปฏิวัติ เชื่อมั่นรัฐบาลคุมม็อบไหว

“จรัล” เปิดตัวมูลนิธิประชาธิปไตย เผยแนวคิดตั้งโรงเรียนประชาธิปไตย หรือโรงเรียนการเมือง เชิญประชาชนทุกกลุ่มศึกษาประชาธิปไตยร่วมกัน พร้อมทั้งเคลื่อนไหว ศึกษาวิจัย ด้าน ”หม่อมปลื้ม” เผย 3 อำนาจนายกรัฐมนตรีควรสมานฉันท์

เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. ที่ห้องธาราทิพย์ โรงแรมอิมพิเรียลธารา สุขุมวิท 26 ได้มีการเปิดตัวมูลนิธิสถาบันประชาธิปไตย โดยนายจรัล ดิษฐาอภิชัย ในฐานะประธานมูลนิธิ เป็นคนกล่าวเปิดงาน ท่ามกลางประชาชนที่เข้าร่วมกว่า 100 คน สำหรับบรรยากาศในงานเปิดตัวมูลนิธิสถาบันประชาธิปไตย มีอดีตแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) เข้าร่วมด้วย เช่น น.พ.เหวง โตจิราการ นายวีระ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ นายชินวัฒน์ หาบุญพาด นายสมบัติ บุญงามอนงค์ นอกจากนี้ยังมีนายพงษ์เทพ เทพกาญจนา อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย เข้าร่วมด้วย

นายจรัล กล่าวว่า มูลนิธิสถาบันประชาธิปไตยเปิดตัวภายใต้สถานการณ์ที่จะครบ 76 ปี ของการเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน ท่ามกลางการเคลื่อนไหว การต่อสู้ของประชาชนกลุ่มหนึ่ง นำโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่แนวโน้มจะกระทบกระเทือนต่อระบบประชาธิปไตย

ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่า ประชาธิปไตยไทยยังไม่มั่นคง สำหรับรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 แม้เราไม่พอใจ แต่ก็ยังดีกว่าระบบเผด็จการทหาร ดังนั้นมีความจำเป็นที่จะตั้งมูลนิธิขึ้น เพื่อทำหน้าที่ส่งเสริม เผยแพร่ความรู้ เข้าใจ ประชาธิปไตยให้กว้างขวางลึกซึ้งขึ้น เพื่อทำให้คนเชื่อเรื่องประชาธิปไตยที่แท้ด้วย เพราะเวลานี้คนจำนวนมากไม่เชื่อว่าอำนาจอยู่ที่ประชาชน ขณะที่ประเทศไทยก็มีองค์การทางประชาธิปไตยน้อยที่สุดไม่ถึง 10 องค์การน้อยกว่ากัมพูชา

“การตั้งองค์การประเภทนี้มีความจำเป็นมาก แต่จะทำได้มากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับประชาชนผู้สนับสนุน ทั้งกำลังใจ การเมือง การเงิน อย่างไรก็ตาม สำหรับโครงการของมูลนิธิสถาบันประชาธิปไตย ตอนนี้วางไว้ 3 โครงการใหญ่ๆ 1.โรงเรียนประชาธิปไตย หรือโรงเรียนการเมือง เชิญประชาชนทุกกลุ่มศึกษาประชาธิปไตย 2.การเคลื่อนไหว เช่น มีกฎหมายละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชน ต้องเคลื่อนไหว และ 3.ศึกษาวิจัย เพราะองค์ความรู้ประชาธิปไตยในสังคมไทยยังมีไม่มากพอ” นายจรัล กล่าว

ต่อมา ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล ได้บรรยายพิเศษในหัวข้อ “การสร้างประชาธิปไตย ในทรรศนะของคนรุ่นใหม่” โดยระบุตอนหนึ่งว่า อยากให้ทุกคนเข้าใจการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับบ้านเมืองควรทำกันได้ ไม่เฉพาะกลุ่มคนที่เห็นด้วย แต่ตอนนี้ปรากฏว่าคนที่เห็นแตกต่างไม่สามารถนั่งอยู่ร่วมกันได้ ถือว่าเป็นเรื่องที่แย่มาก มาถึงจุดที่สังคมแบ่งออกเป็นซีกๆ มันไม่ใช่แค่เรื่องจุดยืนเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของความคิดของคน

“ผมมองว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กระทบสิทธิคนทั่วไป เช่น นักเรียนที่เรียนหนังสือ การจราจร ข้าราชการที่ทำงาน นี่เป็นปัญหา หากมีการตั้งเวทีสวนลุม หรือสนามหลวง แล้วมีการปราศรัยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ตรงนี้น่าจะทำได้ เพราะทุกอย่างอยู่ในกรอบเขตความสงบ”

ม.ล.ณัฏฐกรณ์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีปรากฏการณ์ที่เราเข้าใจผิดเกี่ยวกับบทบาทการเคลื่อนไหวของประชาชนในการโค่นล้มรัฐบาล ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนเรียกว่า อารมณ์ค้างจากอดีต ในยุคสมัยที่ไทยมีรัฐบาลที่เป็นเผด็จการ สมมติว่า เราอยู่ในยุคที่มีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นทหารปกครองเรื่อยๆ ทั้งนี้การระดมมวลชน เคลื่อนไหวทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะไปทำเนียบฯ ไปรัฐสภา พยายามเข้าไปให้ได้ เพื่อชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลเป็นเผด็จการ จึงจะเป็นสิ่งที่ควรจะมี

ม.ล.ณัฏกรณ์ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ถ้าจะเอาเขาออกไป เห็นว่าต้องเล่นตามระบบและกรอบของรัฐธรรมนูญ ขณะนี้เชื่อว่าผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเราและทหาร เริ่มเข้าใจบริบทสังคมตอนนี้แล้ว คงจะไม่มีการทำรัฐประหารเกิดขึ้นในช่วงนี้อย่างแน่นอน ซึ่งการที่เราจะมาเล่นนอกระบบมันไม่ได้ เพราะนายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งของประชาชน

“ระบบการเมืองของประเทศของไทย ไม่ได้คานอำนาจกันอยู่แค่ 3 อำนาจ คืออำนาจตุลาการ อำนาจบริหาร และอำนาจนิติบัญญัติ อย่างที่เคยเรียนมา แต่มีอีกสามอำนาจที่เข้าร่วมด้วย เช่น 1.สื่อมวลชน ที่ตรวจสอบนักการเมือง ส่งผลดีคือ รัฐบาลจะถูกตรวจสอบ แต่ผลเสียคือโครงการต่างๆเดินไปได้ช้า 2.กลุ่มมวลชนและเอ็นจีโอ ที่รับรู้ข้อมูลจากสื่อมวลชน ทำการเคลื่อนไหว และ 3. กองทัพที่มีหน้าที่บริหารความสงบของประเทศ หากรัฐบาลไม่มีปฏิสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับ 3 อำนาจที่เพิ่มมานี้ จะบริหารประเทศด้วยความยากลำบาก ดังนั้นการเป็นนายกรัฐมนตรีในประเทศไทย ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย” ม.ล. ณัฏกรณ์ กล่าว