WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, June 23, 2008

'สมัคร' สู้-ไม่ออก จวกม็อบ ซัดปชป.จ้องโค่น

หลังจากที่รัฐบาลหาทางลดกระแสกดดันทางการเมือง ด้วยการยอมให้มีการบรรจุญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านเข้าสู่วาระการประชุมสภาฯ ในวันที่ 24 มิ.ย. ล่าสุดพรรคประชาธิปัตย์ได้จัดทีม 50 ขุนพลฝีปากเอกไว้ขึ้นเวทีอภิปรายแล้ว ขณะที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี แสดงความมั่นใจในเสียงสนับสนุนของพรรคร่วมรัฐบาล พร้อมยืนยันว่าจะไม่ลาออกจากตำแหน่ง

สมัครออกทีวีแจงสถานการณ์

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 22 มิ.ย. นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ สนทนาประสาสมัครออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ซึ่งเป็นที่จับตาของคนทั่วประเทศว่า นายสมัครจะพูดถึงสถานการณ์บ้านเมืองที่อยู่ในช่วงเปราะบางอย่างไร หลังถูกกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเคลื่อนขบวนไปปิดล้อมข้างทำเนียบรัฐบาล ในขณะที่รัฐบาลก็ไฟเขียวให้มีการบรรจุญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน ท่ามกลางกระแสข่าวคนในพรรคพลังประชาชนกดดันให้นายสมัครลาออก รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับการปฏิวัติ ทั้งนี้ นายสมัครเริ่มต้นรายการด้วยการชี้แจงเรื่องที่ยกเลิกกำหนดการร้องเพลงการกุศล คอนเสิร์ตดุจบิดรมารดาร่วมกับวงดนตรีกองทัพบก ที่หอประชุมกรมประชาสัมพันธ์ เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 21 มิ.ย. ที่ผ่านมาว่า ในสถานการณ์อย่างนี้ เมื่อมีคนบอกว่าถึงว่างก็ไม่ควรไป เพราะจะเป็นการยั่วกิเลสชาวบ้านเกินไป ตนก็เชื่อตามคำแนะนำ จึงต้องขออภัยผู้ที่ไปรอฟังด้วย

อ้างศาลโลกชี้ไทยแพ้คดีเขาพระวิหาร

จากนั้น นายสมัครกล่าวชี้แจงถึงกรณีปราสาทเขาพระวิหารว่า เป็นเรื่องที่ตั้งใจจะพูด หากไม่อธิบายจะทำให้มีการจุดชนวนลุกลามกันต่อไป มีการซักไซ้ไล่เลียง ไล่ต้อน แต่พวกนี้ไม่ถามลูกพี่ตัวเองในพรรคเดียวกันที่อายุมากๆ จึงต้องอธิบายให้ชัดเจน เพราะถูกนำมาปลุกระดมกันอย่างน่ากลัวว่าไทยจะเสียดินแดน ถึงขั้นที่จะเอาไปร้องศาลปกครอง ตนเชื่อว่าศาลปกครองก็อายุมากพอที่จะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ตั้งแต่ พ.ศ.2505 ที่ฝ่ายกัมพูชาฟ้องศาลโลกว่าเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา และฝ่ายไทยก็สู้คดีในศาลโลก บริจาคกันคนละ 1 บาทและสู้คดี บังเอิญผู้ที่ไปสู้คดีเชื่อมั่นเรื่องแผนที่ เมื่อถามเราว่ารับเรื่องแผนที่ที่ฝรั่งเศสขีดไว้หรือไม่ ฝ่ายไทยก็ยืนยันว่ารับ ทั้งที่ถ้าจะเอาสันปันน้ำ ไม่รับแผนที่ที่ขีดไว้ก็ยังสู้กันได้อีกนาน แต่เมื่อบอกรับแผนที่ที่ขีด ขณะที่ฝรั่งขีดก็ไม่ได้ไปดูของจริง และขีดให้ตัวแนวสันปันน้ำยื่นไปฝั่งโน้น ไม่ได้ตั้งใจขีดเส้นตรงตีนบันได เวลาไปต่อสู้กัน ทนายของเราไปยอมรับ ก็แพ้คดี เพราะเมื่อนำแผนที่มากางพบว่าบริเวณที่ยื่นไปอยู่นอกแผนที่ เท่ากับว่าเขาพระวิหารที่ยื่นออกไปอยู่ในเขตของกัมพูชา ศาลโลกตัดสินไทยแพ้คดี ต้องยกเขาพระวิหารให้กัมพูชาไป

ข้องใจ 45 ปีไม่มีใครคิดทักท้วง

นายสมัครกล่าวต่อว่า เวลาผ่านมา 45 ปี มีใครได้ไปเริ่มทำสิทธิไปเปิดคดีใหม่หรือยัง มันแพ้คดีเขา ที่อยู่กันมาได้เพราะประโยชน์ร่วมกัน นักท่องเที่ยวขึ้นได้สะดวกที่ฝั่งไทย นักท่องเที่ยวก็มา แต่เขาชักธงอยู่บนนั้น 45 ปี ถ้าปีละผืนก็เปลี่ยนมา 45 ผืนแล้ว ไม่เห็นมีใครไปทักท้วง อยู่กันมาเรียบร้อยดี จะคาบลูกคาบดอกอย่างไร จะสงวนสิทธิอย่างไร 45 ปีไม่มีใครทักท้วง แต่เกิดมาวันหนึ่งไม่นานมานี้ กัมพูชาจะเอาเขาพระวิหารไปขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เราก็ต้องทักท้วง โดยบอกว่าถ้าขึ้นทะเบียนมรดกโลก รอบๆเป็นภูเขาอยู่ข้างล่าง มีพื้นที่ทับซ้อนอยู่กว่า 4 ตารางกิโลเมตร ยังตกลงกันไม่ได้ ไทยจึงบอกว่าจะเอาบริเวณนั้นไปขึ้นทะเบียนอย่างนั้นได้อย่างไร ทางสมเด็จฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ก็บอกว่าจะแก้ปัญหาโดยจะเอาเฉพาะตัวปราสาท ซึ่งเป็นพื้นที่ของเขาขึ้นทะเบียน เราจึงตกลงเพราะไม่ใช่เรื่องอะไรของเรา เป็นพื้นที่ของเขาที่จะเอาไปขึ้นทะเบียน และเป็นผลจากการทักท้วงของไทยหลังจากที่มีการเจรจากันร่วม 12 ชั่วโมงที่ประเทศฝรั่งเศส จนได้ข้อสรุปว่ากัมพูชาจะขึ้นทะเบียนมรดกโลกเฉพาะตัวปราสาท ในวันที่ 5 ก.ค. นี้ และภายใน 2 ปีค่อยมาเจรจากันต่อเรื่องพื้นที่ทับซ้อน ที่มีชาวกัมพูชาเข้ามาตั้งบ้านเรือนและวัดตั้งแต่ปี 2543 ซึ่งอยู่ในรัฐบาลไหนไม่ทราบ ลองนับกันดู โดยจะต้องเอาตรงนั้นออกไปจากพื้นที่ทับซ้อนทั้งหมด รวมถึงพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลด้วย กรณีดังกล่าวเป็นการแถลงการณ์ร่วม ไม่ใช่สนธิสัญญาอะไร

แก้ข่าว ทักษิณแอบเจรจาธุรกิจ

อยู่ดีๆเอามาปลุกระดม นายกฯทักษิณไปตีกอล์ฟกับฮุนเซ็น ก็มาบอกว่าจะไปแลกเปลี่ยน แลกเปลี่ยนอะไรกัน ทำนองว่ารัฐบาลนี้จะเอาเขาพระวิหารไปยกให้ เขมร เพื่อแลกเปลี่ยนไปขุดน้ำมัน น้ำมันก็ไม่ได้ขุดแลกก็ไม่ได้แลก เพราะเป็นของของเขา เราทำหน้าที่รัฐบาล ออกมาทักท้วง ก็จะไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีนพดล (นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ) พูดเท่าไรไม่ฟัง แม่ทัพนายกอง ผู้บัญชาการทหาร อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย เจ้ากรมแผนที่ทหาร ก็ออกมายืนยันชัดเจนว่ามันขอบเขตของเขา เราไม่เคยเสียอะไร แต่ก็ยังไม่ฟัง ไปปลุกระดมกันได้ ทำไมก่อนหน้านี้ถ้าเขมรไม่ขึ้นทะเบียนจะอยู่กันอีก 50 ปี ก็อาจจะอยู่อย่างนี้ จะไปเกลียดแค้นรัฐมนตรีนพดลบอกว่า เคยเป็นทนายให้นายกฯทักษิณ แต่ทุกอย่างจบไปหมดแล้ว จะไปโยงใยได้อย่างไรนายสมัครกล่าวและว่า เช่นเดียวกับเรื่องโรงไฟฟ้าที่เกาะกง รัฐบาลนี้เป็นผู้เจรจา ไม่ใช่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ โดยตนเดินทางไปเอง ทางกัมพูชาบอกว่ายินดีสร้างโรงไฟฟ้า แล้วไฟฟ้าก็มาขายให้ไทย ไม่เกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยน แต่ทำไมพูดถึงขนาดนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคการเมืองที่มีเจ้าหน้าที่ของพรรคโผล่มาแสดงอะไรต่างๆ ตนดูแล้วอายุจะเกิดทันหรือไม่ ไม่รู้ แต่ ควรจะถามคนแก่ๆในพรรคดูบ้างว่าเกิดอะไรขึ้นตั้งแต่ 45 ปีที่แล้ว

โอดถูกจ้องขับไล่ทั้งที่มาจากเลือกตั้ง

นายสมัครกล่าวว่า สิ่งที่อยากทบทวนให้ฟังว่าประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองตั้งแต่ 24 มิ.ย. 2475 เคยมีทหารยึดอำนาจ แต่เมื่อเสร็จแล้วก็ถอยไป เราก็จะกลับคืนสู่สภาพปกติ มีรัฐธรรมนูญมาใช้รับรอง มีการเลือกตั้ง มี กกต.เข้ามาดูแลการเลือกตั้งตามระบบมาตรฐาน การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธ.ค.2550 เป็นการตกลงกันแบบที่ชาวโลกรู้กันทั่วโลก พรรคพลังประชาชนได้ 233 เสียง มี 5 พรรคการเมืองมาร่วมจัดตั้งรัฐบาล รวมกันได้ 316 เสียง ส่วนอีกพรรคหนึ่งเหลือ 164 เสียง ก็เป็นฝ่ายค้าน ถือเป็นมาตรฐานสากล และข้อสำคัญใน เรื่องรัฐธรรมนูญบอกถึงวิธีการแก้ไข หากมีข้อบกพร่องก็ต้องแก้ แต่กลับมีคนบอกว่าไม่ได้ ไม่ให้แก้ ความเคียดแค้นชิงชัง การไล่นายกฯคนเก่ายังไม่จบ พอนายกฯคนเก่ากลับมาขึ้นศาล ก็มานั่งจ้องหาเหตุกัน เอาเหตุตรงไหน พอจะยื่นแก้รัฐธรรมนูญก็โดดลงมาทันที ถัดมาอีกหน่อยก็เริ่มเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งตอนนี้ลาออกไปแล้ว เลยเปลี่ยนมาขับไล่รัฐบาล แรกๆก็ด่าอดีตนายกฯ สุดท้ายก็เอาตนเข้าไปพ่วงด้วย กล่าวหาเป็นนอมินี ทั้งที่ กกต.บอกไม่เป็นนอมินี จะทำอย่างไรก็บอกว่าไม่ใช่ แต่ยังจ้องทุกวิถีทางจะเอาออกให้ได้ จุดหมายปลายทางอยู่ตรงไหน

อ่านรายละเอียดต่อ ไทยรัฐ


เบื้องหลังลูกฮึด 'สมัคร'

แก้เกมกันช็อตต่อช็อต เร้าใจไม่แพ้ฟุตบอลยูโรรอบน็อกเอาต์เลย

กับหมากล่าสุดของ ลุงหมักนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ส่งซิกให้ ปู่ชัยนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร บรรจุญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเวทีให้เชือดกันบ่ายโมงครึ่งวันที่ 24 มิถุนายน

พลิกเกมเล่นเร็ว

หักมุมหลบรัฐธรรมนูญมาตรา 158 ที่ล็อกไว้เมื่อญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจคาอยู่ นายกรัฐมนตรีไม่สามารถยุบสภาได้ แก้เหลี่ยมพรรคประชาธิปัตย์ที่ต้อนเข้ามุม

บล็อกให้ลาออกสถานเดียว

ลุงหมักดึงดาบยุบสภากลับมาล็อกไว้ในมือได้เร็วเท่าไหร่ ก็เท่ากับประกันความอุ่นใจในการรับมือกับเกมตอกลิ่มของพรรคประชาธิปัตย์ เขย่าพรรคร่วมรัฐบาลให้โดดหนี สลับขั้วจัดรัฐบาลใหม่

ดันก้น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเสียบแทน

อีกทางหนึ่งก็เอาไว้เป็นตัวประกัน ต่อรองกับศึกภายในที่แว่วๆว่า นายใหญ่เบื่อกับการตกเป็นฝ่ายตั้งรับ ไฟเขียวให้ปรับหัวขบวนกันใหม่

ปล่อยลอยแพนายกฯ นอมินี

เอาเป็นว่า หลังคิวอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถ้าไม่มีทีเด็ดประเภทเชือดกันเลือดสาดกลางสภา ลุงหมักก็จะได้ดาบยุบสภากลับมาอยู่ในมือ

พลิกเป็นฝ่ายคุมเกม

และก็เป็นอะไรที่สวนกระแสข่าวปล่อยว่า ถอดใจล่าสุดในรายการ สนทนาประสาสมัครนายกฯส่งเสียงเข้มๆออกอากาศไปถึงเวทีม็อบพันธมิตรฯ

ผมจะพยายามอดกลั้น และอดทนเพื่อบ้านเมืองของเรา ดูสิว่าใครจะอึดกว่ากัน สื่อมวลชนควรใช้วิจารณญาณให้ดีว่า จะเข้าข้างใคร ระหว่างคนที่ทำถูกต้องตามกฎหมาย กับคนที่ทำผิดกฎหมาย

พร้อมๆกับย้ำเสียงแข็งด้วยความมั่นใจ

จะเดินทางไปทำงานที่ทำเนียบรัฐบาลในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ และประชุม ครม.ในวันอังคารที่ ทำเนียบรัฐบาลตามปกติ ใครอยากแสดงบทบาทใดๆ ก็เชิญแสดงกันให้เต็มที่

ไม่ได้มีอาการแหยงม็อบแต่อย่างใด

นี่ยังไม่พูดถึงคิวร้อนๆที่ ลุงหมักแกล้งประชดประชัน สมมติว่าตัวเองแพ้เวทีโหวตไม่ไว้วางใจในสภา และต้องถอนตัวออกจากนายกรัฐมนตรี เปิดทางให้นายอภิสิทธิ์เข้ามาเป็นหัวหน้ารัฐบาล

พวกผมออกไปตั้งแก๊งข้างถนนบ้าง มันจะจบมั้ย

ขู่ย้อนศรแก้เผ็ดกันตรงๆเลย

แต่ที่ได้น้ำได้เนื้อ ชัดเจนจากปากคนเป็นนายกฯ ลุงหมักออกหน้าเคลียร์ปมร้อนว่าด้วยการเสียดินแดนเขาพระวิหารให้เขมร

ประกาศรับผิดชอบในฐานะหัวหน้ารัฐบาล

ยืนยันเมื่อทางการกัมพูชาจะนำเขาพระวิหารไปขึ้นทะเบียนมรดกโลก รัฐบาลไทยก็ทักท้วงไม่ให้ขึ้นทะเบียนบริเวณพื้นที่ทับซ้อน จนต้องไปเจรจากันที่ยูเนสโก ในที่สุดกัมพูชาขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาทในเขตของเขา โดยทหารเราก็ไปดู

ที่มีการปลุกระดมว่า มีการแลกกับการขุดน้ำมัน น้ำมันก็ไม่ได้ขุด แลกก็ไม่ได้แลก รมว.ต่างประเทศ ผู้บัญชาการทหารบก เจ้ากรมสนธิสัญญาก็ออกมายืนยันว่า เป็นขอบเขตของเขา ก็ยังไม่ฟัง

กัมพูชาคือเพื่อนบ้าน ที่ปลุกระดมต้องการอะไร กับเพื่อนบ้านทำไมไม่รักษาไมตรี เราเสียดินแดนไปแล้ว 45 ปี เอาไปผูกโยงให้คนเกิดไม่ทัน 45 ปีเข้าใจว่าเราเสียดินแดน

รัฐบาลนี้เป็นคนไปเจรจา ไม่ใช่อดีตนายกฯทักษิณ ไม่ได้ เกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยน ทำไมทำกันได้ขนาดนี้ ผมไม่เข้าใจ โดยเฉพาะพรรคการเมืองที่ส่งคนมาร่วมด้วย ทำไมไม่ไปถามคนเก่าแก่ในพรรค เกิดอะไรขึ้น 45 ปีที่แล้ว

สมัครออกลูกโต้เป็นชุดๆ หลังตั้งรับมาหลายวันโดยความมั่นอกมั่นใจ มันน่าจะโยงไปถึงข่าววงในเบื้องหลังวันที่ม็อบพันธมิตรฯบุกล้อมทำเนียบฯเรียกร้องให้นายกฯลาออก แต่วันนั้นก็เป็น บิ๊กป๊อกพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ที่บอกกับ ลุงหมักขอให้บริหารประเทศชาติต่อไป

ทหารจะเป็นกำลังใจให้ และไม่ต้องห่วงทหารจะออกมาทำอะไร

นี่แหละ ลุงหมักถึงได้มีแรงฮึด.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน


การอภิปรายทั่วไปรัฐบาลของวุฒิสภา เริ่มต้นขึ้นแล้ว

รัฐสภา 23 มิ.ย.- การอภิปรายทั่วไปรัฐบาลของวุฒิสภาเริ่มต้นขึ้นแล้ว เมื่อเวลา 09.45 น. โดย ส.ว. ตั้งข้อสังเกตว่าการที่รัฐบาลยอมเปิดอภิปรายแบบฉุกละหุกทั้งที่ตอนแรกอ้างว่าไม่มีเวลานั้นอาจเป็นความตั้งใจของรัฐบาลที่ไม่ต้องการให้วุฒิสภามีเวลาตั้งตัวตรวจสอบรัฐบาล

ทางด้าน นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาถึงรัฐสภาตั้งแต่ช่วงเช้า เพื่อรอฟังการอภิปรายและชี้แจงวุฒิสภา และวันนี้มีอารมณ์ค่อนข้างดี ล่าสุด นายกรัฐมนตรีกำลังชี้แจงสมาชิกวุฒิสภาในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-23 11:10:09

นายกรัฐมนตรีโด๊ปไข่ต้ม 2 ใบก่อนเข้าฟัง ส.ว.เปิดอภิปรายทั่วไป


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมายังรัฐสภาเพื่อชี้แจงการอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติของสมาชิกวุฒิสภา และก่อนการประชุมจะเริ่มขึ้น นายสมัคร ได้เดินไปรับประทานอาหารที่สโมสรเล็กของรัฐสภา โดยได้สั่งผัดเผ็ดหมูป่า ต้มจืดหัวไชเท้าหมูสับ และไข่ต้ม 2 ใบ และน้ำส้มไบเล่เป็นอาหารเช้า ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างแน่นหนา และไม่ยอมให้สื่อมวลชนเข้าไปบันทึกภาพและติดตามความเคลื่อนไหวบริเวณสโมสรเล็ก

ภายหลังรับประทานอาหาร นายกรัฐมนตรี ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมในการชี้แจงครั้งนี้ รวมถึงสถานการณ์การหยุดเดินรถไฟในพื้นที่ภาคใต้ แต่ได้แสดงความเป็นห่วงช่างภาพที่เดินตามถ่ายภาพจนเกือบล้ม โดยสอบถามว่าหากกล้องเสีย ใครจะเป็นผู้จ่ายเงินซ่อม ซึ่งช่างภาพตอบกลับว่าบริษัทเป็นผู้จ่าย จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้เดินเข้าห้องประชุมรัฐสภา เพื่อร่วมประชุมกับวุฒิสภาต่อไป.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-23 10:55:48


โฆษกรัฐบาล ให้กำลังใจ ตร.ดูแลความปลอดภัยทำเนียบฯ

ทำเนียบฯ 23 มิ.ย. – “พล.ต.ท.วิเชียรโชติ” ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจ ตร.ที่ดูแลความปลอดภัยทำเนียบฯ ย้ำใช้ความอดทนอดกลั้นในการแก้ปัญหา มั่นใจพันธมิตรฯ ไม่ใช้ความรุนแรง ยืนยันนายกรัฐมนตรี พร้อมเข้าทำงานในทำเนียบฯ

พล.ต.ท.วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ดูแลความปลอดภัยรอบทำเนียบรัฐบาล และกล่าวว่า ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ความอดทนอดกลั้น ปัญหาการชุมนุมที่เกิดขึ้นเป็นเพราะประชาชนมีความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน แต่รัฐบาลไม่ได้ละเลยต่อการแก้ไขปัญหา

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ดูแลความปลอดภัย ขณะนี้มาจากหลายหน่วยงานกว่า 1,000 นาย ยอมรับว่าต้องมีการสับเปลี่ยนกำลัง ทั้งจากนครบาลและภูธร จนเกิดความเสียหายในการดูแลประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ เพราะต้องถอนกำลังเข้ามาช่วยดูแลความเรียบร้อยในส่วนกลาง ต้องรักษาทำเนียบรัฐบาล เพราะเป็นหัวใจของระบอบประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม การประชุมคณะรัฐมนตรี วันพรุ่งนี้ (24 มิ.ย.) จะเป็นไปตามปกติ ไม่มีการย้ายสถานที่ประชุมแต่อย่างใด

พล.ต.ท.วิเชียรโชติ กล่าวว่า สำหรับภารกิจของนายกรัฐมนตรี วันนี้ (23 มิ.ย.) ต้องไปประชุมชี้แจงต่อที่ประชุมวุฒิสภา เรื่องญัตติอภิปรายทั่วไปรัฐบาล จากนั้นจะไปประชุมร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวง ที่กระทรวงแรงงาน และกลับมาประชุมที่รัฐสภาต่อ ยังไม่มีกำหนดการที่แน่ชัดว่านายกรัฐมนตรีจะเข้าทำเนียบฯ เมื่อใด แต่ยืนยันว่านายกรัฐมนตรีไม่ได้กลัวกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และมีความพร้อม
ที่จะมาทำงานในทำเนียบฯ อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าพันธมิตรฯ จะไม่ใช้ความรุนแรงในการชุมนุม ซึ่งขณะนี้สามารถเปิดถนนราชดำเนินให้รถยนต์ผ่านไปมาได้แล้ว

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ส่วนการประชุมวุฒิสภาเพื่ออภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ เชื่อว่าทุกฝ่ายได้ชี้แจงและซักถาม และจะทำให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลจากด้านต่าง ๆ เพราะมีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ และคิดว่าภายใน 3 วันนี้เหตุการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดี เพราะประชาชนจะเข้าใจการชี้แจงของรัฐบาล.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-23 10:28:00




กองทัพทราม...ลวงโลก

มีคำปรามาสว่า คนไทยเป็นคนจับจด ไร้ราก รักสนุก ขาดความใฝ่รู้ ปราศจากความพินิจ หลงงมงาย ถึงแม้จะคัดค้านอยู่ในใจว่า คนประเทศไหนๆ ก็น่าจะมีคนลักษณะเช่นที่ว่ากันทั้งนั้น แต่เมื่อขบคิดพิจารณา ก็เห็นว่ามีส่วนจริงอยู่ไม่น้อยทีเดียว โดยเฉพาะการขาดความใฝ่รู้ หลงงมงาย ปราศจากความพินิจ ดูจะตรงอย่างปฏิเสธมิได้

พิสูจน์ง่ายๆ ยกข่าวคราวต่างๆ ที่กำลังฮอตฮิตสักเรื่องหนึ่ง แล้วถามไล่เลียงคนที่กำลังพูดถึงอย่างสนุกปาก เพียงไม่กี่คำก็จะรู้ว่าเขามีความชัดเจนต่อข่าวคราวนั้นอย่างไร บางคนไม่อ่านด้วยซ้ำ ชอบเสพข่าวเรื่องราวผ่านหูมากกว่าใช้ปัญญาพินิจ

สังคมไทยจึงเป็นสังคมที่เชื่อง่าย พร้อมจะศรัทธาลุ่มหลง ไก่สี่ขา หมาสองหัว ที่ไหนก็พร้อมจะไหว้กราบกรานหวังพึ่งพา

ไม่น่าแปลกที่ผลวิจัยจะบอกเราว่า คนไทยเสียเงินกว่าปีละพันล้านบาทเพื่อเป็นค่าทำนายทายทักของหมอดู และใช้เงินเป็นหมื่นล้านกับการทรงเจ้าเข้าผี สถิตินี้ตรงสมกันว่า โดยเฉลี่ยไทยเป็นอันดับหนึ่งในเรื่องการดูโทรทัศน์ 22-24 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ในขณะที่อินเดีย คือผู้นำอันดับหนึ่งในการอ่านหนังสือ 10-42 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

การขาดปัญญาพินิจ ไม่แม่นในหลักการ พบเห็นสิ่งใดที่ชอบใจ ถูกใจ พากันศรัทธาเลื่อมใสโดยไม่ใคร่ครวญไตร่ตรองว่าถูกต้องตรงตามหลักการหรือไม่

พุทธศาสนามีหลักอยู่ว่า ชีวิตยังคงเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ ตราบเท่าที่ยังไม่บรรลุพระอรหันต์ ตัดขาดเหตุปัจจัยแห่งการเกิด แต่เพราะถูกใจในคนที่อ้างความมักน้อย สันโดษภายนอก จึงศรัทธาเลื่อมใสโดยไม่เอาหลักการไปจับว่า สิ่งที่คนผู้นั้นอ้างตนว่าเป็นพระอรหันต์กลับชาติมาเกิด ซึ่งเป็นความรู้พื้นฐานที่สุดที่ชาวพุทธทุกคนควรทราบ เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของหลักการในพระพุทธศาสนา แค่นี้ก็เห็นถึงความอ่อนด้อย ไร้หลักการ พึ่งตนเองไม่ได้ ไม่ใช่ชาวพุทธที่มีคุณภาพ

กับการอ้างกองทัพธรรม ตั้งพรรคการเมือง แสวงหาอำนาจทางการเมือง เข้าร่วมกลุ่มแก๊งอันธพาลข้างถนน แสดงอำนาจบาตรใหญ่ ไม่ยอมรับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะอะไรคนกลุ่มนี้ถึงไม่รู้ว่ามันผิดหลัก นอกทางผู้ปฏิบัติธรรม ผู้แสวงหาความหลุดพ้นจะพึงกระทำ

ผศ.เสถียร วิพรมหา เลขาธิการองค์กรเครือข่ายภาคประชาชนพิทักษ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ (อพช.) ให้สัมภาษณ์ผ่านประชาทรรศน์ รายสัปดาห์ ฉบับที่ 73 ประจำวันเสาร์ที่ 21-วันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน พุทธศักราช 2551 เรียกร้องประชาชนผู้รักชาติ และประชาธิปไตย ช่วยกันต่อต้านกลุ่มสันติอโศกร่วมพันธมิตรฯ ปลุกม็อบปิดถนน ชี้เป็นพวกหัวแข็ง ยึดมั่นในตัวเอง บิดเบือนหลักธรรมคำสอนพระพุทธศาสนา เช่น ห้ามกราบไหว้บิดา มารดา แปลคำศัพท์พิสดาร “ตัณหา” แปลว่า หาไม่เจอ จี้หยุดใช้ชื่อกองทัพธรรม

ทำให้คนเข้าใจพระพุทธศาสนาผิด ย้ำการบิณฑบาต การสวดมนต์ การเทศนา ห่มผ้าสีหมากสุกคล้ายจีวร เป็นการกระทำผิดซ้ำ พุทธบริษัทที่ต้องการคุ้มครองพระพุทธศาสนาไม่ให้แปดเปื้อน แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษได้ทันที! เพราะหากไม่ทำอะไรเท่ากับยอมรับ และจะเกิดลัทธิเอาอย่างขึ้นในอนาคตอีกมากมาย อันเป็นการบ่อนทำลาย บั่นทอนความมั่นคงชาติ และพระพุทธศาสนา

“กลุ่มสันติอโศก หรือชาวอโศก เมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว มาจากต้นเรื่อง คือ โพธิรักษ์ หรือ นายรักษ์ รักษ์พงษ์ เขามีศรัทธาศาสนาเหมือนกับเราชาวพุทธทั่วไป เขาไปบวช จำได้ว่าเมื่อประมาณปี 2518 เคยไปทำท่าจะบวชหรือไม่อย่างไร บวชที่วัดอโศการาม ก่อนวัดหนองกระทุ่ม อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ขนาดมีชยันโตในอุโบสถแล้ว แต่ว่าหายเงียบไป แล้วไปบวชจริงๆ ปี 2518 ที่วัดอโศการาม จ.สมุทรปราการ ได้ปีเดียว วุ่นวาย เพราะว่าคนหัวดื้อ เกิดความเชื่อมั่น เรียกว่า “อัตตทิฐิ” ไปมีปัญหากับเจ้าอาวาส กับคณะสงฆ์ภายในวัด แล้วแยกตัวออกมาอยู่กับคณะแม่ชี แล้วมาเคลื่อนไหวในหลักการของเขาที่ ม.ธรรมศาสตร์ ที่มีผลและเกิดปัญหาในปัจจุบันคือเรื่องถือศีลกินมังสวิรัติของเขา

ทีนี้ต่อมากลุ่มสันติอโศก เขาเรียกว่า ชาวอโศก เมื่อขณะที่เขาดำรงฐานะเป็นพระภิกษุ เราถือว่าเป็นพระภิกษุในพุทธบัญญัติ ในพระธรรมวินัย ต้องอยู่ในการปกครองของคณะสงฆ์ ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ 2505 แก้ไขปี 2535 แต่ว่าในช่วงที่เป็นพระ มีพฤติกรรมดังกล่าว เขามีความคิดที่แปลกแยก เขาถือตนเป็นใหญ่และยึดพระธรรมเป็นหลัก แต่ว่าความเป็นจริงและหลักการของพระธรรมวินัยแล้วมันตรงกันข้าม ดูเหมือนว่าเขากำลังจะแยกตัวเองออกจากพระธรรมวินัย แยกตัวเองออกจากคณะสงฆ์ ปัญหาตรงนี้ก็จะไปกระทบต่อวัด คณะสงฆ์ว่าด้วยการปกครอง ที่เป็นรูปแบบอันเป็นฐานปฏิบัติเดิมของคณะสงฆ์ไทย

ต่อมาเมื่อเขามีกลุ่มคณะรวมตัวกัน จึงประกาศตนเองว่า เขายึดพระธรรมอย่างเดียว แต่ไม่ขึ้นอยู่กับคณะสงฆ์ แล้วพฤติกรรมของเขามีการกล่าวโจมตีคณะสงฆ์ โจมตีพระเถระผู้ใหญ่ และโจมตีคณะสงฆ์เรื่อยมา นั่นเป็นความผิดพลาด เพราะว่าคุณโพธิรักษ์เป็นนักจัดรายการ ตั้งแต่ช่อง 4 บางขุนพรหม ลองลำดับดู การที่จะเข้ามาสู่วงการพระ แต่ตอนนั้นเขาบวชจริงๆ แต่พฤติกรรมเขามาจากฐานตรงนั้น

ทีนี้ปัญหาดังกล่าว ทางคณะสงฆ์เริ่มวิตกกังวล จนในที่สุดกำหนดสันติอโศกเป็นกรณีศึกษา และเป็นประเด็นปัญหาเรื่องปกครองคณะสงฆ์ รวมทั้งหลักพระธรรมวินัยของพระภิกษุ กล่าวคือ ระบบการลงโทษพระสงฆ์ที่ประพฤตินอกรีต ไม่อยู่ในอาณัติของผู้บังคับบัญชาของพระผู้ปกครอง จะต้องตักเตือน เมื่อตักเตือนแล้ว แนะนำแล้ว กระบวนการในทางปฏิบัติของการลงโทษก็จะใช้พระวินัย ซึ่งเป็นบทบัญญัติสำคัญของการดูแลควบคุมพระสงฆ์ เช่น พระประพฤติผิดพระธรรมวินัย เมื่อตรวจสอบชัดเจนแล้วก็ต้องให้ลาสิกขา หรือปรับอาบัติตามพระวินัยบัญญัตินั้นๆ”

ผศ.เสถียร วิพรมหา ยังชี้ให้เห็นถึงอันตรายจากสำนักสันติอโศกที่แปลกแยกจากคณะสงฆ์

“ตัวเขา (โพธิรักษ์) ถือเป็นศาสดา เป็นอุปัชฌาย์เอง คือนอกระบบทั้งหมด คิดใหม่ทำใหม่ทั้งหมดเลย เรามองในแง่ที่ว่า คิดใหม่ทำใหม่นะ แต่เป็นแบบทำเอง เพราะฉะนั้นพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องมี 2 อย่างควบคู่กันไป คือ พระธรรม กับพระวินัย ศีล 227 และนอกจากนั้นต้องมีเกณฑ์มาตรฐานของคณะสงฆ์ คือ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ หรือกฎหมายของสงฆ์ การจะบวชต้องได้รับอนุญาต และมีการเช็กประวัติตามเกณฑ์ ฉะนั้น พระธรรมวินัย โดยการปกครองสงฆ์ ซึ่งทั้ง 2 อย่างนี้ ตัวเขามีความแตกต่าง จนกลายเป็นความแตกแยกทางความคิด และสร้างปัญหาพฤติกรรมแปลกแยกมาเรื่อยๆ แต่ยังมีคนเห็นแบบเดียวกับเขา ปัญหาเรื่องนี้เลยขยายตัว

เหตุนี้เองทางคณะสงฆ์จึงมีความวิตกกังวลว่า ไม่สามารถบริหารจัดการผู้ใต้บังคับบัญชาได้ ซึ่งในทางบริหารจัดการของพระสงฆ์คือ สังกัดวัดไหน ให้เจ้าอาวาสหรือเจ้าคณะทำการตรวจสอบแก้ไข แต่ว่าพฤติกรรมคือ นอกจากจะไม่ฟังเจ้าสำนักแล้ว ยังมีลักษณะโจมตี ที่เขาอ้างว่ากระแสหลักมันเป็นสิ่งที่ต้องแก้ไข รากฐานเดิมที่เขาไม่ยึดถือจารีตประเพณีวัฒนธรรมของพระสงฆ์ที่ประพฤติปฏิบัติอยู่ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ดี ทางคณะสงฆ์เราได้มีการหยิบยกขึ้นมาพิจารณาตั้งหลายรอบ เริ่มต้นที่ปี พ.ศ.2518 หลังจากที่รวมกลุ่มกันได้ประกาศแยกตัวเองออกจากคณะสงฆ์ เรียกว่า นานาสังวาส ซึ่งอันที่จริงคำนี้หมายถึง มีพระธรรมวินัยว่าด้วยการปฏิบัติบางข้อบางประการที่แตกต่างกัน ไม่สามารถจะร่วมคณะเดียวกันได้ แต่ต้องเป็นพระ อย่างอุบาสก-อุบาสิกาไม่สามารถอ้างนานาสังวาสได้ เพราะไม่ใช่พระ แต่ทีนี้เขาเข้าใจว่าเขาเป็นพระ จากนั้น 1 ปีต่อมาจึงได้ตั้งสันติอโศกขึ้น โดยเป็นกลุ่มซึ่งตอนนั้นยังไม่เติบโตเท่าทุกวันนี้ ที่ขยายไปเกือบทั่วภูมิภาค และมีมูลนิธิกองทัพธรรม สมาคม และเครือข่ายของมูลนิธิกองทัพธรรม ภายใต้ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง กลุ่มนี้ถือว่าเติบโตมาก

จากนั้นปี พ.ศ.2522 พล.ต.จำลอง ประกาศตัวเป็นสาวกทันที พล.ต.จำลอง จึงดังมาภายใต้เสื้อม่อฮ่อม นี่ไง สโลแกนคือ คนเคร่งศีล เคร่งธรรม มังสวิรัติ ไม่บริโภคเนื้อ กินเจ ที่เขาเรียกว่า มังสวิรัติ แท้จริงแล้วคำว่ามังสวิรัติ แปลว่า เนื้อกับปลา คือ เว้นการบริโภคเนื้อสัตว์ ซึ่งในพระพุทธประวัติ พระเทวทัตนำมาใช้แล้ว เคยอวดอ้างสมัยที่ขอกับพระพุทธเจ้า ที่ว่าอยู่ในป่าเป็นวัตร อยู่โคนไม้เป็นวัตร นุ่งห่มผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ไม่ฉันปลา ไม่ฉันเนื้อ เรียกว่าเป็นแนวคิดแนวปฏิบัติทำให้เกิดกระแสใหม่ ซึ่งในพระธรรมวินัยกระแสใหม่จะขัดหรือไม่อย่างไร ต้องดูที่ฐานเดิม สิ่งที่เป็นข้อปฏิบัติของพระ ของคณะสงฆ์สายเถรวาท

กรณีสันติอโศก เห็นได้ชัดว่าเมื่อเขาทำการรวมตัวกันได้ ต่อมาไปตั้งพรรคพลังธรรม เพราะมีสานุศิษย์ของเขาที่มีความเชื่อเหมือนกัน พล.ต.จำลอง เข้ามาเต็มตัว แล้วเริ่มมีการขยายผล ขยายสำนัก มีสาขา บึงกุ่ม บางกะปิ ที่ จ.ศรีสะเกษ นครปฐม ฯลฯ และมีการตลาดทางด้านระบบสหกรณ์ เอามังสวิรัติเป็นตัวตั้ง และเสื้อม่อฮ่อมเอาไว้ขาย โดยสัญลักษณ์คือ กลุ่มปฏิบัติธรรมมักน้อย สันโดษ ในหลักพุทธศาสนามักน้อย สันโดษ ถือเป็นแนวปฏิบัติอหิงสา ไม่เบียดเบียน ใครทำได้ผู้นั้นจะได้คุณด้านจิตใจและร่างกาย และได้ศรัทธาจากการประพฤติปฏิบัติ แต่เป็นอำนาจของคุณของศีลในทางพุทธศาสนาที่ประพฤติปฏิบัติ”

ทั้งยังเตือนว่า ถ้าบ้านเมืองไม่จัดการ จะเกิดลัทธิเอาอย่างนับร้อยนับพันในอนาตคตอันใกล้ และกลายเป็นปัญหาด้านความมั่นคงในที่สุด

“ขณะนี้อาจจะมีอยู่บ้างแล้ว แต่เขายังไม่แสดง แต่กรณีนี้จะเป็นกรณีตัวอย่างให้กับกลุ่มอื่นๆ หรือคนที่คิดจะดำเนินการแบบนี้ ก่อให้เกิดความยุ่งยากต่อการบริหารประเทศได้ ต่อพระพุทธศาสนาได้

ทีนี้ในแง่ของข้อกฎหมายมันต้องมานั่งคุยกันว่า การบริหารประเทศ อาณาจักรคือรัฐบาล กับศาสนจักรคือคณะสงฆ์ และบุคคลในวงการศาสนา ที่ระบุอยู่ตอนนี้ คือกลุ่มนี้ มันมีการดำเนินการมีช่องทางที่จะทำ แต่มันเป็นความเสียหายที่รัฐบาลจะต้องอุปถัมภ์คุ้มครองพระพุทธศาสนา แต่ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลไปเป็นปฏิปักษ์กับฝ่ายตรงข้าม จึงมองว่าเขาเป็นส่วนที่เราจะต้องไปล้มล้าง ไม่ใช่นะ แต่ดำเนินการตามกฎหมาย ตามครรลอง ตามมาตรฐาน และทุกรัฐบาลที่ถูกต้อง ต้องดำเนินการ ที่ผ่านมาไม่มีการดำเนินการเลย

และที่สำคัญ ที่ผมพูดค้างไว้คือว่า ทุกอย่างที่เป็นสภาวธรรม ความถูกต้องถูกผิด เรารู้ว่าควรจะศรัทธาและเข้าไปสนับสนุนอย่างไรนั้น เมื่อรู้ว่าอย่างนี้เกิดปัญญาแท้จริง รูปแบบต่างๆ ศีลธรรม วัฒนธรรม เสร็จแล้วอยากให้เราพูดต่อไปว่า บ้านเมืองต้องร่วมกันแก้ ศาสนาก็ต้องร่วมกันแก้ 95% รัฐบาลต้องช่วยเหลือ ถ้าปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคณะสงฆ์มือเดียว ขาเดียว ชาวพุทธไม่ช่วย รัฐบาลไม่ช่วย ทั้งที่มีอำนาจบริหารได้ มันจะล่มทั้งชาติและศาสนา”

เพื่อให้รู้เท่าทันว่า นั่น...เป็นกองทัพธรรม หรือกองทัพทราม ควรรีบหามาอ่าน เพราะข้อมูลที่ชัดเจน ตรงประเด็นครบครันแบบนี้ มีที่ประชาทรรศน์เท่านั้น อย่าช้า...ครับท่าน

สภาประชาชนปราศรัยเชียงใหม่ ยันปกป้องประชาธิปไตย

คอลัมน์: ฮอตสกู๊ป

เมื่อเวลา 16.00 น. วันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน ที่ผ่านมา ข่วงประตูท่าแพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ มีกลุ่มประชาชนในนามสมาพันธ์ชาวเหนือเพื่อประชาธิปไตย องค์กรเครือข่ายสภาประชาชน ซึ่งเป็นเครือข่ายสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 จัดกิจกรรม “ร่วมฟัง ร่วมคิด กับสภาประชาชนภาคเหนือ”

โดยมีกิจกรรมทั้งหมดคือ ออกแถลงการณ์จากสมาพันธ์ชาวเหนือเพื่อประชาธิปไตย และสภาประชาชนภาคเหนือ มีการนำหม้อดินมาทำพิธีสาปส่ง 5 แกนนำพันธมิตรฯ และผู้ประสานงาน มีการปราศรัยคัดค้านการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตร สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 และคัดค้านการรัฐประหาร นอกจากนี้ยังมีการแสดงดนตรีสลับกับการปราศรัย นอกจากเพลงเพื่อชีวิตบนเวทีแล้ว มีการร้องเพลงปณิธานแห่งเสรีชนก่อนปิดเวทีด้วย

นายเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล นักธุรกิจ เจ้าของวิทยุชุมชน FM 92.5 MHz แกนนำ เปิดเผยว่า หลังจากทำพิธีนำผงกระดูกผีจากป่าช้ามาใส่หม้อ และนำภาพของแกนนำพันธมิตรฯ ปิดฝาหม้อดินแล้ว พวกตนก็ได้ให้หมอผีมาทำพิธีสาปแช่งกลุ่มแกนนำพันธมิตรฯ และจะได้นำหม้อดินดังกล่าวไปถ่วงน้ำแม่ปิง เพื่อไม่ให้พวกนี้ได้ผุดได้เกิดหากต้องตายไป เพราะทำให้ประเทศชาติเสียหาย สำหรับการปราศรัยของพวกตนจะทำทุกวันเสาร์ที่ข่วงประตูท่าแพ โดยจะเริ่มตั้งแต่ 18.00 น. ไปสิ้นสุดในเวลา 22.00 น. จนกว่าฝ่ายพันธมิตรที่กรุงเทพฯ จะเลิกชุมนุม

นาย สมชัย ชนะวรรณ์ ผู้ปฏิบัติงานสมาพันธ์ชาวเหนือเพื่อประชาธิปไตย ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่าที่กลุ่มต้องจัดกิจกรรมที่ข่วงประตูท่าแพ เนื่องจากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเคลื่อนขบวนไปล้อมทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเขาเห็นว่าการชุมนุมแม้เป็นสิทธิตามหลักการประชาธิปไตย แต่ควรมีขอบเขต ควรเคารพกติกา เคารพกฎหมายบ้านเมือง ถ้าพันธมิตรจัดการชุมนุมโดยไม่ปิดถนน ไปจัดที่สวนลุมพินี คงไม่มีใครว่าอะไร

เขากล่าวว่า แนวทางของพันธมิตรฯ ไม่นำไปสู่หนทางประชาธิปไตย แกนนำพันธมิตรฯ ชอบแอบอ้างประชาธิปไตย แต่สิ่งที่ทำ ทำโดยใช้กฎหมู่ ระบอบประชาธิปไตยเขาสู้กันในระบบรัฐสภา ประชาชนทุกคนมีสิทธิแสดงออก แต่ต้องไม่รบกวนสิทธิของผู้อื่น ไม่ควรกีดขวางทางจราจร ไม่ทำให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อน และการชุมนุมไม่ควรทำให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจ และกระทบต่อความเชื่อมั่นของต่างประเทศ

สิ่งที่แกนนำพันธมิตรฯ กระทำเป็นไปเพื่อความสะใจ อ้างเรื่องประชาธิปไตย แต่ไม่ยอมให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 ทั้งที่พรรคพลังประชาชนรณรงค์หาเสียงอยู่แล้วว่าจะเข้าไปแก้รัฐธรรมนูญ 2550 เพื่อเอาประชาธิปไตยกลับคืนมา มาตราไหนไม่เป็นประชาธิปไตยก็แก้ ส่งคืนรัฐธรรมนูญ 2550 ให้เผด็จการ เพราะคุณยึดอำนาจมา ไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชน

นายสมชัยยืนยันว่าถ้าได้รัฐบาลจากการเลือกตั้งไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองใด พลังประชาชน หรือประชาธิปัตย์ เขายอมรับได้ทั้งนั้น พรรคชาติไทยก็รับได้ ขอให้มาตามครรลอง ไม่ได้ตั้งป้อมว่าต้องเป็นพลังประชาชน ใครก็ได้ ขอให้เข้ามาอย่างถูกต้อง เขาจะสนับสนุน

*โต้สนธิ แก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ทำให้เป็นสาธารณรัฐ ย้อนถามสนธิคิดอะไรอยู่
ต่อกรณีที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวว่า หากมีแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 จะทำให้ประเทศเปลี่ยนแปลงการปกครองไปสู่ระบอบสาธารณรัฐนั้น นายสมชัยกล่าวว่า ความเห็นของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นข้อกล่าวอ้างในการให้ร้ายป้ายสี เขาเห็นว่าคนที่ต้องการประเทศเป็นสาธารณรัฐคือสนธิ ลิ้มทองกุลต่างหาก ทุกครั้งที่นายสนธิอยากทำอะไร เขาจะป้ายสีสิ่งที่เขาอยากทำไปให้คนอื่นเสมอ เช่น ให้ร้ายอดีตนายกฯ ทักษิณ ว่าคอร์รัปชั่น ขายหุ้น ไม่ยอมเสียภาษี

ทั้งที่เราก็รู้ว่าการซื้อขายในตลาดหุ้นไม่เสียภาษี มติชนขายหุ้นไม่เสียภาษี อากู๋ซื้อไม่เสียภาษี กรณ์ จาติกวนิชแห่งพรรคประชาธิปัตย์ขายหุ้นของพ่อเขาเป็นพันล้านไม่เสีย แต่สนธิไม่พูดเรื่องนี้ นายสนธิให้ร้ายทักษิณว่าทุจริต ตัวเองกู้เงินธนาคารมาแล้วไม่ยอมจ่าย ทำเป็นล้มบนฟูก “ประเทศจะกลายเป็นสาธารณรัฐเป็นไปได้อย่างไร ประเทศของเรายังมีสถาบันพระมหากษัตริย์ ยังมีรัฐธรรมนูญ ยังมีการเลือกตั้ง มันเป็นไปไม่ได้ มีแต่นายสนธิคิดอย่างนี้ต้องการเป็นอย่างนี้ คนที่ไม่รู้ทัน รับฟังเขาโดยที่สมองไม่กรองก็จะคล้อยตาม กลายเป็นพวกเป็นพ้อง”

เขาหาว่าทักษิณไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ แล้วตัวนายสนธิเป็นอย่างไรครับ แอบอ้างพระเจ้าอยู่หัว แอบอ้างพระราชินี เอาผ้าพันคอสีฟ้า สีเหลืองมาผูกคอไว้ เพื่ออะไร เพื่อให้คนที่ไม่รู้ หรือรู้ไม่ทัน เข้าใจว่าสถาบันอยู่เบื้องหลังเขา ผมยังจำได้ที่เขาพูดก่อนการรัฐประหาร 19 กันยา ว่าเขาสังกัดพรรคจักรี ถือเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แล้วก่อนการเคลื่อนขบวนไปทำเนียบ ยังเอารูปพระเจ้าอยู่หัวไปติดบนโล่อีก

นายสมชัย ยืนยันว่าการชุมนุมของกลุ่มจะยึดหลักอหิงสา จะไม่มีการปิดถนน เขากล่าวว่า จะรอเวลาที่แกนนำพันธมิตรฯ คิดได้และยอมรับว่าได้กระทำผิดไปแล้ว กลุ่มของเขาทุกคนยอมรับได้ ไม่มีปัญหา เพราะชาวพุทธให้อภัยกันอยู่แล้ว

*“วิภูแถลง” ยันต่อสู้เพื่อรักษาประชาธิปไตย อภิสิทธิ์มาจากการเลือกตั้งก็ต้องปกป้อง
ที่เวทีในเวลา 18.00 น. เริ่มมีการปราศรัย โดยมีผู้ชุมนุมราว 200 คน โดยนายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท และ นายชูพงศ์ ถี่ถ้วน แกนนำสภาประชาชนซึ่งเดินทางมาจาก กทม. มาร่วมปราศรัยด้วย นายวิภูแถลง กล่าวว่า ตอนพฤษภาคม 2535 คน ที่ตายในเหตุการณ์ก็เป็นลูกหลานคนยากคนจน คนขายดอกไม้ คนขายพวงมาลัย แม่ค้าที่จิตใจบริสุทธิ์ ไม่ใช่ พล.ต.จำลอง กินผักไม่กินเนื้อ แต่กินเลือดประชาชน ดังนั้นเขาเป็นห่วงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เกรงว่าจะเหมือนปี 2535 เพราะตอนนั้น พล.ต.จำลอง ได้ยินเสียงปืนแล้วยิ้ม เพราะอยากให้คนตาย รัฐบาลจะได้หมดความชอบธรรม ให้ทหารเข้ามายึดอำนาจ

นาย วิภูแถลง กล่าวว่า ไม่ได้รัก สมัคร สุนทรเวช เพราะหล่อ แต่เพราะนายสมัครมาจากกติกา เขายังเรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเลิกกล่าวหาฝ่ายต่อต้านว่าเป็นไข่ทักษิณ เพราะจะเป็นไข่ใครไม่สำคัญ สำคัญที่ต่อสู้เพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตย ถ้านายอภิสิทธิ์มาจากการเลือกตั้ง นายวิภูแถลงยืนยันว่าจะไปปกป้องนายอภิสิทธิ์ให้ แต่ทุกวันนี้ที่นายอภิสิทธิ์ถูกเกลียดเพราะคิดจะเล่นนอกกติกา คิดใช้สถาบันเป็นเครื่องมือ

*ชวนสังคมไทยยึดหลักไม่เอารัฐประหารเป็นวิธีแก้ปัญหา
เขากล่าวต่อไปว่า สังคมไทยต้องยึดหลัก “ไม่ยอมรับรัฐประหารให้เป็นวิธีแก้ปัญหาทางการเมือง” เพราะโลกไม่ยอมรับ ถ้ามีการทำรัฐประหารอีกจะเกิดผลเสียหนักกว่าการรัฐประหารปี 2549 เขายังกล่าวว่าบ้านเมืองต้องการคนดีมาปกครองบ้านเมือง แต่บ้านเมืองนี้ก็แปลกเพราะไม่ยอมให้ตรวจสอบคนดี คนที่ถูกกล่าวหาว่าชั่ว ก็ปล่อยให้ถูกตรวจสอบจนแทบจะแก้ผ้า แต่คนดีๆ กลับไม่ยอมให้ตรวจสอบ “ส.ส. ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สิน แต่ทำไมผู้บัญชาการเหล่าทัพไม่แสดงทรัพย์สินบ้าง อย่าเลือกปฏิบัติ ผู้พิพากษา ป.ป.ช. คตส. ศาลรัฐธรรมนูญก็ต้องแสดงทรัพย์สินเช่นกัน อย่าทำข้างเดียว แต่นี่ด่านักการเมืองเหมือนหมูหมา ตรวจสอบเขาถี่ยิบ แต่ฝั่งตนไม่ยอมให้ตรวจสอบ บางคนบ้านอย่างกับวังขนาด 1 ไร่ บอกว่าราคาแค่ 4.4 ล้าน” นายวิภูแถลงกล่าว

*คนเหนือน้อยใจถูกด่า ยืนยันเป็นคนกินข้าวเป็นอาหารเหมือนกัน
ต่อมามีชาวเชียงใหม่วัยกลางคนผู้หนึ่งขอขึ้นเวทีปราศรัย กล่าวว่า ผู้นำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยไม่ควรใช้คำผรุสวาท ทั้งที่บอกว่าตัวเองมีศีลธรรม จริยธรรม คุณธรรม อย่างนี้หรือคุณธรรม นี่มันคุณธรรมบนความเดือดร้อนของคนไทยทั้งประเทศแล้ว เชียงใหม่มีรายได้จากการท่องเที่ยว แต่ประสบปัญหาเพราะภาวะน้ำมันขึ้นราคา และสภาพเศรษฐกิจแบบนี้อีก ดังนั้นประเทศชาติจึงต้องการความรัก ความสมานฉันท์ ความสามัคคี เหตุไฉนประเทศไทย 63 ล้านคนจึงตกอยู่ภายใต้การกดดันของคนไม่กี่คน

แล้ว ที่แกนนำพันธมิตรฯ บอกว่าต้องการประชาธิปไตย แล้วตอนรัฐประหารแกนนำเหล่านี้ไปอยู่ที่ไหน แล้วที่บอกว่าไทยจะเสียดินแดน เสียเขาพระวิหาร ขอถามว่าแล้วสามจังหวัดภาคใต้มีขบวนการแบ่งแยกดินแดน แกนนำเหล่านี้ไปมุดรูอยู่ที่ไหน เขายังกล่าวว่าทำไมแกนนำพันธมิตรฯ จึงว่าคนภาคเหนือ ทั้งที่คนเหนือก็เป็นคน กินข้าวเป็นอาหารเหมือนกัน

เขายังกล่าวว่า ขอให้ประชาชนผู้รักประชาธิปไตย ยึดแนวทางครูบาศรีวิชัย นักบุญล้านนา ครั้งหนึ่งครูบาศรีวิชัยถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏ ถูกขังที่วัดศรีดอนไชย จ.เชียงใหม่ และวัดเบญจมบพิตร ใน กทม. เป็นเวลา 3 ปี จนความจริงปรากฏว่าครูบาศรีวิชัยเป็นผู้บริสุทธิ์ ดังนั้น พวกเราอย่าปล่อยให้คนชั่วลอยนวล อย่าให้คนดีต้องต่อสู้ตามลำพัง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ พวกเรารักศรัทธา แต่ทำไมพันธมิตรฯ เอาพระบรมฉายาลักษณ์ไปติดที่โล่ ชายผู้นี้กล่าว
โดยการปราศรัยดำเนินไปจนถึงเวลา 22.00 น. จึงเลิกเวที โดยแกนนำประกาศว่าจะจัดกิจกรรมเช่นนี้ทุกสัปดาห์


แถลงการณ์จากสมาพันธ์ชาวเหนือเพื่อประชาธิปไตย และสภาประชาชนภาคเหนือ

วันที่ 21 มิถุนายน 2551

การ เกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ได้ทำลายความเชื่อมั่นในด้านการลงทุนอย่างรุนแรงต่อประเทศไทย เนื่องจากการรัฐประหารถือเป็นสิ่งแสดงความไม่สมบูรณ์และบกพร่องของระบอบการ ปกครองแบบประชาธิปไตย ประกอบกับสถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบันที่มีพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย “ชุมนุมก่อกวน” ทาง การเมืองโดยอ้างสิทธิในการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญของประเทศจนทำให้เกิดความ เสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อภาพลักษณ์และเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ นอกจากนี้การชุมนุมดังกล่าวยังทำให้การบริหารงานและแก้ไขปัญหาของรัฐบาลทำ ได้ยากขึ้น การกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นตัวอย่างของการใช้สิทธิและเสรีภาพแบบไม่ถูกต้อง ดังนั้นสมาพันธ์ฯ ขอต่อต้านวิธีการชุมนุมประทวงดังกล่าว และจะพยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้ประชาชนทั่วไปของประเทศ โดยเฉพาะในเขตภาคเหนือเกิดความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับประชาธิปไตย เพื่อไม่ให้ประเทศเสียหายเพิ่มขึ้นไปมากกว่านี้

สมาพันธ์ชาวเหนือเพื่อประชาธิปไตยมีมติร่วมกันในการเคลื่อนไหวดังนี้


1.ร่วมกันต่อต้านกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทุกรูปแบบ

2.ร่วมให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเกิดรัฐประหารครั้งล่าสุด เพื่อให้ประชาชนเข้าใจที่มาที่ไปของสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบัน

3.ร่วม รณรงค์ให้ประชาชนในเขตภาคเหนือเข้าใจเกี่ยวกับระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย โดยจะพยายามส่งเสริมให้ประชาชนตระหนักถึงหน้าที่ สิทธิ และเสรีภาพที่ถูกต้องของประชาชน เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประเทศในอนาคต



ผมจะอดทน เพื่อบ้านเมือง

คอลัมน์: สนทนาประสาสมัคร

รายการ “สนทนาประสาสมัคร” โดย นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ วันอาทิตย์ที่ 22 มิถุนายน 2551 เวลา 08.30-09.30 น.

ความตอนหนึ่งว่า...เรื่องดังกล่าวเป็นการปลุกระดมทางความคิดจนเกินเหตุ ผมต้องขออธิบายให้ชัดเจนว่า เรื่องเขาพระวิหารนั้น ศาลโลกตัดสินให้ไทยแพ้คดี และให้ดินแดนเขาพระวิหารตกเป็นของประเทศกัมพูชา ตั้งแต่ พ.ศ.2505 ดังนั้น พื้นที่ตามเส้นแผนที่ที่ขีดไปเมื่อ 45 ปีนั้น ยังไงก็ต้องเป็นของกัมพูชา แต่ระยะเวลาที่ผ่านมา ไทยและกัมพูชาก็หากินร่วมกัน มีผลประโยชน์ร่วมกัน ไม่มีปัญหาอะไร แต่ปัจจุบันกลับนำเรื่องนี้มาปลุกระดมจนเกินเหตุ ถึงขั้นจะไปฟ้องศาลปกครอง ซึ่งเชื่อว่าประธานศาลปกครองอายุมากพอที่จะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร

แต่เมื่อเร็วๆ นี้ รัฐบาลกัมพูชาต้องการที่จะเอาเขาพระวิหารไปขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดยยื่นเรื่องไปกับทางยูเนสโก ทีนี้ เมื่อประเทศไทยมีพื้นที่ทับซ้อนอยู่ทางบริเวณทางขึ้นปราสาท ก็ต้องทำการทักท้วง ก็ได้ไปเจรจากันที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เพื่อไกล่เกลี่ยทำความเข้าใจกัน จึงได้ข้อตกลงว่า ไทยทักท้วงสำเร็จ กัมพูชาสามารถขอขึ้นทะเบียนได้เฉพาะตัวปราสาทเท่านั้น เพราะเป็นของเขา พื้นที่ของเขา ขอบเขตเท่านั้น ใช้เวลาพูด 12 ชั่วโมง

ทั้งหมดมีเท่านี้เอง เขาก็ไปตกลงกันว่า โอเค ทั้งหมดขึ้นทะเบียน วันที่ 5 กรกฎาคม เขาจะขึ้นทะเบียนที่ควิเบก แคนาดา ก็เขาขึ้นทะเบียนปราสาทที่อยู่ในเขตของเขา มันไม่มีสนธิสัญญาอะไรเกี่ยวข้องกันเลย เราทักท้วงเพราะถ้าเอาพื้นที่รอบปราสาท เราก็ทักท้วงสำเร็จ แต่ว่าพื้นที่ทับซ้อนไม่เอาไปขึ้น ขึ้นเฉพาะทะเบียนปราสาท คำว่าพื้นที่ทับซ้อนยังมีอีกว่า ชายแดนที่ยังเจรจาไม่เสร็จ ยังเถียงกัน ตรงไหน ก็เป็นพื้นที่ทับซ้อน ก็ต้องถือ รอบเขาพระวิหาร มีกว่า 4 กม. ก็ยังต้องเจรจาต่อ ตรงชายแดนก็ต้องเจรจาต่อ รวมทั้งไอ้ในทะเล ที่ด่ากัน ตั้งกี่พันตารางกิโลเมตร ก็ไม่เจรจา ทิ้งไว้อย่างนั้น พื้นที่ทับซ้อนทั้งหมดไม่มีการเจรจา ไม่ใช่สนธิสัญญา

ที่ของเขานะครับ เอามาปลุกระดม โยงเข้ากับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไปตีกอล์ฟกับสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เพื่อเจรจาขอแลกเปลี่ยนเขาพระวิหารกับการขุดเจาะน้ำมัน แลกเปลี่ยนอะไร รัฐบาลไทยฟ้องคดีอยู่ในศาล น้ำมันก็ไม่ได้ขุด แลกก็ไม่ได้แลก เพราะเป็นของกัมพูชา เราทำหน้าที่รัฐบาลนี้ ทักท้วง ดึงเอา นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าไปเกี่ยว อภิปรายไม่ไว้วางใจโจมตีอย่างหนักนั้น และแม้หลายๆ ฝ่าย ทั้งทหาร กรมแผนที่ทหาร รวมทั้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก็ออกมาอธิบาย

และยืนยันชัดเจนว่าไม่มีการเสียดินแดนใดๆ ทั้งสิ้น ก็ยังไม่ฟังกัน ขนาดผู้หญิงที่เป็นช่างตัดเสื้อชุดละหมื่น แสดงอาการเลย บอกไม่ได้เลย ฉันจะต้องไปร่วมชุมนุม จะเสียเขาพระวิหารไป ฉันยอมตาย ยอมเสียชีวิต มันอะไรกันขนาดนี้ การปลุกระดมได้ผลเชียวเหรอครับ ทำไมคนเราเกิดอาการรักชาติขึ้นมาจะเป็นจะตาย และทำไมล่ะครับ ก่อนหน้านี้ ถ้าเขมรไม่ขึ้นทะเบียน ก็อยู่กันต่อไป ก็อยู่กันมา 50 ปี ต่อไปข้างหน้า มันอะไรกันนักหนาขนาดนี้ ผมต้องอธิบายให้ชัดเจน และผมต้องรับผิดชอบในฐานะหัวหน้ารัฐบาล
ความหมายชื่อสะพานชมัยมรุเชฐ

คำว่า สะพานชมัยมรุเชฐ แปลว่าอะไร คำว่า “เชฐ” แปลว่า พี่ คำว่า “ชมัย” แปลว่า ทั้งสอง “มรุ” แปลว่า ที่ล่วงลับไปแล้ว เจ้านายท่านสร้างสะพานนี้อุทิศให้พระเชษฐาที่ล่วงลับไปแล้วสองพระองค์ ชมัยมรุเชฐ สะพานนี้มีสร้างคู่กัน มีอีกสะพานหนึ่งอยู่ถนนราชวิถี ตรงผ่านสวนจิตรลดาที่จะขึ้นทางรถไฟ ชื่อสะพานอุภัยเจษฎทิศ แปลเหมือนกัน ชื่อคล้องกันด้วย ชมัยมรุเชฐขึ้นก่อน และอุภัยเจษฎทิศ แปลเหมือนกันเลยครับ อุภัย แปลว่า ทั้งสอง เจษฎ แปลว่า พี่ อุทิศ ก็อุทิศ อุทิศให้พี่ทั้งสองที่ล่วงลับไปแล้ว แต่ก่อนมีสะพานชื่อสะพานเฉลิมเผ่า 57 แปลว่าปีที่สร้าง เดี๋ยวนี้ก็ลบเลือนไปเยอะ ถามเรื่องสะพานก็ตอบให้กว้างขวางไปนิดหนึ่ง
กลุ่มพันธมิตร เปลี่ยนมาขับไล่รัฐบาล

การเลือกตั้งครั้งที่แล้วเมื่อ 23 ธันวาคม 2550 ที่ผ่านมา เป็นการตกลงกันทั้งโลกรู้กัน ผลการเลือกตั้งก็ออกมาอย่างนี้ เรื่องรัฐธรรมนูญก็บอกกันมา ใช้ไปก่อนแล้วค่อยแก้ไขทีหลัง นายกรัฐมนตรีคนเก่าก็มาขึ้นศาล ก็มานั่งจ้องหาเหตุไล่รัฐบาลกัน ผมเองก็ทำหน้าที่ของผม มาประท้วงกันหน้ายูเอ็น ผมก็ขายหน้าเวลาเขาถาม พอผมเตรียมการที่จะดำเนินการกับม็อบ ก็กล่าวหาว่าผมจะสลายม็อบ กลายเป็นว่ารัฐบาลโง่ที่จะสลายม็อบ ผมก็อดทน อย่างนี้มันยุติธรรมหรือ ผมมาถูกต้องตามกฎหมาย อดีตนายกรัฐมนตรีก็ถูกดำเนินการไปตามขั้นตอนของศาล แต่ความเกลียดชังก็ยังไม่จบ พยายามจะเอาออกให้ได้ มีคน 5 คน มาตั้งขบวนการ

เรื่องรถเมล์ แค่คิดแนวทางแก้ไข ก็โดนนำเอาไปอภิปรายทั้งที่มันยังอยู่ในกระดาษ ยังไม่ได้ทำ แค่คิดเท่านั้นก็หาว่าทุจริต ได้คันละล้าน ยังไม่ได้ประมูลเลย ก็กล่าวหาว่าเลือกบริษัทเอาไว้แล้ว พอผมให้ชะลอก็หาว่าผมกลัวการไม่ไว้วางใจ ก็เชิญเลย ใครจะยกย่อง 5 พระหน่อก็เชิญ แต่ผมก็มีสิทธิเรียกร้อง การมีแผลใจกลางพระนครอย่างนี้ทำได้หรือ คนที่ชอบผม ไม่ชอบพรรคโน้นก็มี จุดหมายปลายทางอยู่ที่ไหน เคียดแค้นชิงชัง ไม่ชอบกัน วันจันทร์นี้ก็จะเปิดโอกาสให้วุฒิสมาชิกพูด ส่วนอังคาร พุธ จะให้สภาเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ส่วนพฤหัสบดีและศุกร์ ก็จะเป็นการอภิปรายเรื่องงบประมาณ อะไรกันนักหนา อยู่มา 4 เดือน สัญญาก็ยังไม่ได้เซ็นสักฉบับ จะเอาอะไรมาด่ากันนักหนา จะขุดอะไรเอามาด่าก็เอามา

หากนายอภิสิทธิ์ ได้ตั้งรัฐบาลผมก็จะเอาคน 5 คนตั้งแก๊งข้างถนนเหมือนกัน ดูสิว่าจะอยู่ได้ไหม แล้วบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร ถ้าเปลี่ยนขั้วเมื่อไรจะตั้งแก๊งถล่ม จะดูซิว่าจะเป็นอย่างไร ยกย่องกันเหลือเกิน ไม่รู้ว่าประชาธิปไตยแบบไหน ผมไม่เคยเรียนมา

การเช่ารถเมล์แอร์ 6,000 คัน วิ่งให้บริการ
รถเมล์อยู่ในกรุงเทพฯ แต่ก่อนเรามีรถ 6,000 คัน ดำเนินการใช้กันมาเป็นรถใช้เครื่องยนต์ดีเซล และก็ใช้ดำเนินการกันมา และทำกันบกพร่องเสียหาย จนกระทั่งรถเหลือ 3,500 คัน หายไป 2,500 คัน เสียหายต่างๆ รถจะต้องซ่อม ระบบเท่ากับมาทำต่อเพิ่มเติม รถที่เอามา ซื้อมาต้องซ่อม อะไหล่ก็หากิน ยางก็หากิน น้ำมันก็ดูดกันออกไปได้ แล้วยังไงตั๋วก็ขี่ช้าง ไม่เข้าใจว่าขี่ช้างเป็นยังไง ตั๋ว 10 ใบขี่กันได้ 12 ใบ อย่างนี้เสียหาย ตอนผมอยู่ติดลบอยู่ 2,000 ล้าน ก็มโหฬารเต็มทีแล้ว เป็นหนี้

บัดนี้ผมกลับเข้ามาใหม่ ขสมก. เป็นหนี้ตัวเลขพูดคร่าวๆ 69,000 ล้าน ตัวเลขที่แสดงเอกสารเห็น 74,000 ล้าน ผมนั่งไม่รู้ไม่ชี้เสียอีกหน่อย ผมก็ไป ก็ถึง 100,000 ล้าน แล้วมีใครรับผิดชอบไหม ปล่อยไว้อย่างนี้ เขาก็มีความคิดว่า คนมีความคิด รัฐบาลที่ดูท่าไม่ได้ แต่มีความคิดว่าต้องแก้ไขปัญหา เขาก็เสนอแนวทางแก้ไขปัญหา ก็คร่าวๆ ง่ายๆ อย่างนี้ครับ ก็จะมีเหลือที่จะใช้หนี้ 74,000 ล้าน

ปุ๋ยหมักจุลินทรีย์ของ กอ.รมน. ช่วยเกษตรกรลดต้นทุน

ผมไปประชุม กอ.รมน. แล้วนายทหารเขาทำปุ๋ยหมักจากจุลินทรีย์ ที่มีประสิทธิภาพ ปี 2550 ส่วนผสมที่เขาทำนี้เขาใช้แกลบที่ยังไม่ได้เผา ใช้มูลสัตว์ที่เอามารวมกัน มีจุลินทรีย์ที่ผสม ใช้งบประมาณโครงการนี้ 2,000,000 บาท ใน 138 ชุมชน ได้ปุ๋ยหมัก EM นี้ 4,000 ตัน 2,000,000 บาทได้ 4,000 ตันครับ มูลค่า 8,000,000 บาท เพราะว่ากิโลกรัมละ 2 บาท เอาไปปลูกข้าวได้ 40,000 ไร่ ได้ข้าวมา 24 ล้านกิโลกรัม ได้ 600 กิโลกรัมต่อไร่ครับ ข้าวได้มูลค่า 360 ล้าน กิโลกรัมละ 15 บาทข้าวเปลือก ถ้าใช้ปุ๋ยเคมี 40,000 ไร่ๆ ละ 600 บาท คือ 24 ล้าน ต้องใช้เงิน 24 ล้าน เขาประหยัดเงินช่วยชาวนาได้ 22 ล้าน นี่ละครับ ปุ๋ยหมักจุลินทรีย์มีประสิทธิภาพ

ทีนี้ดูมันสำปะหลัง น่าตื่นเต้นครับ ที่ขุดธรรมดาๆ ที่ใช้ปุ๋ยธรรมดา ปุ๋ยเคมีนะครับ มันสำปะหลังเคมีเฉลี่ยได้ 3-5 ตันต่อไร่ ปุ๋ยเคมี 3 ตันต่อไร่ แต่ว่าจุลินทรีย์นี้ มัน 9 เดือน 17 ตันต่อไร่ เวลาเท่ากันนี้ 3-5 ตันต่อไร่ ทบทวนให้ฟังอย่างนี้นะครับ นี่เก่า นี่ใหม่ เพราะฉะนั้นถ้าดูในน้ำ สิ่งแวดล้อมไม่เสียครับ ใส่ปุ๋ยเคมีในนา ปลา กบ ไม่อยู่ แต่ว่าใช้ปุ๋ยจุลินทรีย์ปลากลับมา กบกลับมา เห็นไหมครับ นี่ผลไม้ สวนทุเรียน มะละกอ ขนุน เอาปุ๋ยเคมีครึ่งกระสอบ ปุ๋ยจุลินทรีย์ 100 บาท ถูกกว่ากัน

สนับสนุนการปลูกพืชพลังงานทำเอธานอล
ผมต้องสนับสนุนให้แพร่ออกไปทั่วประเทศ ไม่กลืนทั้งหมดหรอกครับ เราจะหลีกเลี่ยงเคมี ไม่หมดครับ เคมีจะต้องมา ปุ๋ย NPK ยังต้องมาเป็นส่วนผสม นี่คืองานที่รัฐบาลสนใจว่าไม่ต้องการเสียเงินให้แพงมากเกินเหตุ ก็เหมือนที่เราทำเอธานอลได้สำเร็จ แต่ก่อนเอา 5 ใส่ไปเบนซิน 95 ต่อไปใส่ไป 10 เดี๋ยวนี้ใส่ 20 เบนซิน 80 แต่ในทางปฏิภาคกลับ เดี๋ยวนี้เราผลิตเอธานอลได้ E85 คือเอธานอล 85 เบนซิน 15 กำลังปรับปรุงเรื่องรถอยู่ นี่ละครับงานของรัฐบาลนี้ มันเกิดขึ้นตรงนี้พอดี ก็เอาละเราดำเนินการ แปลว่ามีพืชทดแทน ปลูกข้าวก็ปลูก มันสำปะหลังเขาก็อยู่ส่วนมันสำปะหลัง อ้อยก็อยู่ส่วนอ้อย เหมือนกับที่ประเทศบราซิล เขาใช้ 100 เปอร์เซ็นต์ครับ เขาใหญ่โตมโหฬาร เขาทำสำเร็จ รัฐมนตรีของเราไปบราซิลเพิ่งกลับมา เพื่อจะดูว่าอะไรอย่างไร เรื่องแก๊ส คำนวณแล้วจะใช้ได้ 26 ปี วันจันทร์นี้รัฐมนตรีจะไปเซ็นสัญญาที่พม่า เพราะเขาก็ไม่ตกลง พูดจากัน หลังจากนั้นเราจัดการช่วยเหลือ เขาจัดการขอเชิญเซ็นสัญญา ซื้อแก๊สจากแหล่งใหม่

ตอบคำถามประชาชน

อยากให้รายการนี้มี call center 24 ชั่วโมง อยากให้สื่อความประชาชนทั่วประเทศคิดอย่างไร ให้ท่านพูดไปข้างหน้า - เรียกภาษาฝรั่งนะนี่ ศูนย์โทรศัพท์ก็เรียกไม่ได้นะ อาทิตย์ละหนนั่นละครับ มีคนฟังเยอะดี วันนี้ อ.สุขุม (รศ.สุขุม นวลสกุล) บอกเมื่อเช้า บอกว่าคนฟังเยอะ ก็เยอะละครับ ผมก็มีสารคดีเรื่องโน้นเรื่องนี้เหมือนเดิม วันนี้สารคดีก็ออกได้แต่แค่เรื่องรถเมล์ เรื่องมันสำปะหลัง เรื่องอ้อย เรื่องปุ๋ย…ทำไมไม่มีใครพูดถึงนักเรียนจะเรียนอย่างไร เพราะเสียงดังมากจากพันธมิตรฯ – ก็ลองดูวันจันทร์ก็แล้วกันครับว่าเขาจะทนกันได้อย่างไร แค่ไหน ก็ต้องช่วยกันดูสิครับ ก็ปล่อยกันเหลือเกินนี่ครับ ยกย่องกันเหลือเกิน ไม่รู้ประชาธิปไตยแขนงไหนอย่างไร ผมเรียกว่า ผมไม่เคยเจอ ยกย่องกันเหลือเกิน

ประชาชนอยู่ข้างรัฐบาลเยอะ อยากให้แสดงพลังอย่างไร - ไม่ต้องหรอกครับ กรุณาอยู่ในที่ตั้ง กรุณาเถอะ ไม่ต้องแสดงหรอกครับ...หัวจ่ายแก๊สติดมิเตอร์ขนส่งแก๊สแล้ววิ่งบริการจอดตามจุด - เขาจะทำทุกวิถีทางให้เติมมากเติมเร็ว กำลังนี้ ต้องยืนยันอยู่ว่าแก๊สจะใช้ได้ 26 ปี นี่เซ็นสัญญา M9 กับพม่าอาจจะได้มากกว่า 26 ปี และกำลังจะเจรจากับรัสเซีย ซึ่งรัสเซียก็จะเอาแก๊ส ใครจะดูถูกดูแคลนรัสเซีย คุณปูติน (นายวลาดิเมียร์ ปูติน นายกรัฐมนตรีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย) เขาชวนผมว่าให้ไปพบ ผมก็ เดือนตุลาคมนัดกันจะไปคุย ก็กำลังจะดูเรื่องใช้แก๊ส เขายินดีสนับสนุนครับ รวมทั้งน้ำมันดีเซลราคาถูก กำลังเจรจาความกันอยู่ ผมก็ทำหน้าที่ครับ เขาก็เห็นว่าเขาคงพอคบได้ พอนั่นได้ เขาติดต่อมา

อยากจะทราบเรื่องถังแก๊สเอ็นจีวี ลดราคา 50% จริงไหม ลดเมื่อไร ตอบด้วย - เขาต้องการจะให้ใช้ เขาต้องพยายามทุกวิถีทาง แต่บัดนี้กำลังพูดกับทางจีน ถ้าพิสูจน์ได้ว่าของจีนก็ดี ราคาถูกกว่ากันครึ่งหนึ่ง ก็จะเอาของจีน ของฮาร์ดี ของอิตาลีเขาเจ๋งครับ แต่ว่าทางจีนเขาก็ว่าของเขาดีครับ เขาต้องหาทางปรับปรุง

ให้กำลังใจนายกฯ อย่าไปหลงกลหลงทางฝ่ายยั่วยุให้ตบะแตก ไม่ต้องไปโกรธพวกเขา - ไม่โกรธหรอกครับ และขอประกาศไว้ด้วย โครงการต่อไปจะส่งสื่อสารมวลชนมารุมล้อม และจะถามยั่วยุให้ผมตบะแตก บอกไว้ล่วงหน้าเลยครับ ไม่แตกครับ เพราะปกตินั้นก็ไม่เปิดโอกาสให้ยั่วยุอยู่แล้ว ผมจะทำเรื่องนี้เพื่อบ้านเมืองของเรา ผมจะพยายามอดกลั้นทั้งหลาย ก็ผมเป็นคนธรรมดาครับ เป็นคนเหมือนกัน ปลุกระดมปลุกได้ คุณก็คน คุณก็กินข้าว ผมก็คน ผมก็กินข้าว ดูสิครับว่าใครจะอึดกว่ากันยังไง ผมแน่ใจว่าผมทำสิ่งที่ถูกต้อง และบรรดาสื่อสารมวลชนทั้งหลายท่านใช้วิจารณญาณของท่านให้ดีเถอะครับ ว่ามันควรจะสนับสนุนคนที่ทำผิดกฎหมายหรือไม่ และควรจะพูดถึงคนที่ทำถูกกฎหมายในแง่ทางที่ดีบ้างหรือไม่ ผมไม่ได้ดีวิเศษไปกว่าคนอื่น แต่ผมมีความตั้งใจดีที่จะทำงานให้บ้านเมืองนี้ ผมทำงานทุกอย่าง ผมบอกผมจะทำให้ ผมไม่ทำเอา ผมเดินทางมาสุดท้ายปลายนี้ของผมแล้ว แต่เขาห้ามพูดว่าจะไปเมื่อไร ถ้าผมอยู่ได้ถึง 4 ปี ผมทำให้ 4 ปี โครงการทั้งหลายทั้งปวง ผมจะทำขึ้นให้ได้เลยครับ

เป็นนักเรียนอยู่โรงเรียนราชวินิต มัธยม วันจันทร์โรงเรียนจะเปิด อยากให้นายกฯ ช่วยจัดการม็อบพันธมิตรฯ อยากให้ช่วยเรื่องความปลอดภัยด้วย - กรุณาเถอะครับ ผมจะหลีกเลี่ยงที่จะไปปะทะกับพันธมิตรฯ บรรดาสื่อสารมวลชนทั้งหลายจะเป็นผู้ดำเนินการเรื่องนี้ให้หนู เขาจะใช้วิจารณญาณของเขา ว่าเขาควรจะมีบทความ จะพาดหัวเตือนม็อบอย่างไร ต่ออะไรบ้าง เดือดร้อนไปหมดครับ เดือดร้อนไปทั่ว แต่รัฐบาลไม่เดือดร้อนครับ

ผมยืนยันตรงนี้ครับว่าวันจันทร์ผมจะเข้าไปนั่งทำงานที่ทำเนียบรัฐบาล เพราะยังมีทางเข้า-ออกอยู่ ไม่มีปัญหา วันอังคารก็ประชุมคณะรัฐมนตรีในทำเนียบ บ้านเมืองยังดำเนินการตามปกติเหมือนเดิมทุกประการ ใครจะแสดงอำนาจบาตรใหญ่อย่างไร ผมจะปล่อยให้แสดงตามสมควรแก่เหตุ ถึงเวลาถ้าประชาชนทนไม่ได้อย่างไร ก็พยักหน้าให้สัญญาณผมแล้วกัน ผมจะทำหน้าที่

เวลานี้ต้องใช้ตรงนี้แล้วครับ เพราะเวลานี้มีคนสนับสนุนคนที่ทำผิดกฎหมายและเหยียบย่ำคนที่ทำถูกกฎหมาย น่าเสียใจไหมครับ แต่ว่าผมทนได้ ผมจะอดทนเพื่อบ้านเมืองของเรา พูดให้โก้ไปหน่อย ที่พูดได้เพราะอะไร บังเอิญผมเป็นนายกรัฐมนตรี บังเอิญเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และบังเอิญได้เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด บริหารมา 4 เดือนนี่ละครับ ไหวครับ ผมคิดว่าผมเอาได้ ผมเอาอยู่ เพียงแต่ว่าขอให้ตัวบทกฎหมายยังคงศักดิ์สิทธิ์อยู่ในบ้านเมืองนี้ ขอให้บรรดาสื่อสารมวลชนทั้งหลายใช้วิจารณญาณว่า คนที่ทำผิดกฎหมายยังจะยกย่องสรรเสริญกันต่อไป ขณะที่คนมีหน้าที่ทำตามกฎหมายถูกเหยียบย่ำ ใครเป็นเจ้าของประเทศ ช่วยดูด้วยครับ เวลาเกินมานิดครับ วันอาทิตย์หน้าพบกันใหม่ วันนี้ลาก่อนครับ สวัสดีครับ

บ้านเมืองก็ของผม

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

เขียนถึงพันธมิตรฯ มาหลายครั้งหลายหน ด้วยความเป็นห่วงในเศรษฐกิจของบ้านเมือง ห่วงภาพลักษณ์ประเทศไทยในสายตาชาวโลก ห่วงพี่น้องคน กทม. ที่ต้องประสบปัญหาการจราจรหนักขึ้นยิ่งกว่าเก่า เพราะมีการชุมนุมยืดเยื้อขวางถนน และห่วงไปถึงเด็กๆ และเยาวชน ที่ได้รับผลกระทบต่อการเรียนหนังสือ ทั้งการเดินทางและเสียงที่ดังรบกวนทั้งวี่ทั้งวัน

และเคยฝากคำถามไปยังกลุ่มพันธมิตรฯ มาแล้วว่า ที่ออกมาเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลนั้น เป็นการทำเพื่อใครกันแน่ เป็นการทำเพื่อตัวเองและพวกพ้องเพียงไม่กี่คนหรือเปล่า

รวมไปถึงกลุ่มคนที่ออกมาร่วมชุมนุมนั้น ได้รู้สึกเป็นเดือดเป็นร้อนแบบเดียวกับกลุ่มพันธมิตรฯ หรือไม่ ถ้าเป็นจริงอย่างนั้น ทำไมมีคนเรือนหมื่นเฉพาะวันที่ประกาศระดมคนครั้งใหญ่ แต่ในยามปกติทำไมถึงได้มีคนมาร่วมชุมนุมเพียง 400-500 คน และล้วนแต่เป็นคนจากสันติอโศก

การที่พันธมิตรฯ อ้างว่า ประชาชนไม่พอใจการทำงานของรัฐบาล ประชาชนต้องการให้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ลาออกจากตำแหน่งนั้น

คำว่า ประชาชน ของพันธมิตรฯ หมายความว่าอย่างไร เพราะผมเองก็เป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่ง พ่อ แม่ ลูก เมีย ก็เป็นประชาชนอย่างที่พันธมิตรฯ กล่าวอ้าง แต่ก็ไม่เห็นมีใครเห็นด้วยกับวิธีการเกะกะระราน สร้างความเดือดร้อนไปทั่วดังที่เป็นอยู่ในขณะนี้

การกล่าวอ้างของพันธมิตรฯ จะถือว่าเข้าข่ายหลอกลวง กล่าวเท็จ ได้หรือไม่

แบบเดียวกับที่พยายามแอบอ้างบนเวทีว่า ประชาชนจากจังหวัดนั้น จังหวัดนี้ มาให้การสนับสนุน ทั้งที่มีคนจากแต่ละจังหวัดเดินทางมาจริงเพียงไม่กี่คน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพันธมิตรฯ จะมีคนที่เห็นเหมือนกันนับหมื่นคนก็จริง ผมว่าก็ยังไม่มากพอที่จะกล่าวอ้างและกดดันรัฐบาล เพราะฝ่ายบริหารได้รับการเลือกตั้งมาจากประชาชนนับล้าน ตามวิถีทางประชาธิปไตย

ดังนั้น ความพยายามในการกล่าวอ้างประชาชน กล่าวอ้างผู้คนจากจังหวัดต่างๆ จึงเป็นเพียงความพยายามสร้างราคา เป็นการให้ข้อมูลด้านเดียว โดยหลีกเลี่ยงถึงกระบวนการเลือกตั้ง ที่บ้านเมืองเรายอมรับการปกครองระบอบประชาธิปไตย มานานกว่า 70 ปี

แต่ขณะเดียวกัน เวลาที่พูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มีผู้คนลงประชามติรับร่างฯ มากกว่า กลับออกมาเสนอตัวเลขทั้ง 2 ด้าน อ้างว่ามีประชาชนสนับสนุนรับร่างฯ ถึง 14 ล้านคน แต่คนที่ไม่รับร่างฯ มีเพียง 10 ล้านคน

ทั้งที่ทุกฝ่ายต่างก็รู้กันดีว่า การรับร่างรัฐธรรมนูญครั้งนั้น เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์บีบบังคับ เพราะหากไม่รีบรับร่างรัฐธรรมนูญ ก็ไม่รู้ว่าเมืองไทยจะต้องตกอยู่ภายใต้บรรยากาศเผด็จการไปอีกนานเท่าไร

ขณะเดียวกัน ผู้หลักผู้ใหญ่หลายคน หรือแม้แต่พรรคประชาธิปัตย์เอง ก็ออกมาบอกปาวๆ ว่า รับร่างไปก่อนแล้วค่อยแก้ไขกันภายหลัง โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์นั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะในช่วงการหาเสียงว่า ถ้ามีโอกาสเข้ามาบริหารบ้านเมือง จะต้องให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

จริงอยู่ว่า ในระบอบประชาธิปไตย เราเคารพในเสียงข้างมาก แต่ถามว่าคะแนนเสียงที่มากกว่ากันเพียงเท่านั้น ท่ามกลางสถานการณ์บีบบังคับ ท่ามกลางสถานการณ์ที่มีการให้ข้อมูลลวง มันเป็นความน่าภาคภูมิใจตรงไหน

และรัฐบาลนี้ก็ไม่ได้เดินหน้าแก้ไข รธน. แบบไม่มีเหตุไม่มีผล แต่ต้องถือว่าเป็นการรักษาสัจจะเสียด้วยซ้ำไป เพราะได้สัญญากับพี่น้องประชาชนเอาไว้ว่า จะเข้ามาแก้ไข รธน. ทันทีที่ได้เป็นรัฐบาล เท่านี้ก็เท่ากับเป็นการยืนยันชัดเจนแล้วว่า ประชาชนที่เลือกพรรคพลังประชาชนเข้ามาด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น เห็นดีเห็นงามที่จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ยังเปิดทางให้มีการทำประชามติ เพื่อฟังเสียงประชาชนให้เกิดความมั่นใจกันอีกครั้ง เป็นการฟังเสียงในบรรยากาศของการแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นอิสระ

แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้น กลุ่มพันธมิตรฯ ก็ยังแถกหาเรื่องหาราวกล่าวโทษรัฐบาลอยู่ร่ำไป

ทั้งๆ ที่หลายเรื่องราวที่ออกมากล่าวโทษรัฐบาล ไม่มีมูลความจริงแม้แต่น้อย

ไม่ว่าจะเป็นการเช่ารถ 6 พันคันของ ขสมก. ที่เป็นเพียงแค่เริ่มต้นคิด กลับมีข้อกล่าวหาทุจริต

การเข้าไปดูแลเรื่องเขาพระวิหารไม่ให้ไทยเสียเปรียบเพื่อนบ้าน กลับถูกกล่าวหาเป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน กล่าวหาว่าเป็นเรื่องที่รัฐบาลไม่รักษาผลประโยชน์ของชาติ ไม่ยอมอุทธรณ์ต่อศาลโลก ทั้งที่ตลอดเวลา 45 ปี มีรัฐบาลมานับสิบ ก็ไม่ได้มีการหยิบยกเรื่องนี้มาพิจารณา

แม้แต่สุดท้ายรัฐบาลจะยอมให้วุฒิสมาชิก และฝ่ายค้าน เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจทั้งที่เวลามีจำกัด ทั้งที่รัฐบาลเพิ่งทำงานมาได้ 4 เดือน พันธมิตรฯ ก็ยังออกอาการเหมือนเด็กเอาแต่ใจตัวเองว่า รัฐบาลตอบตกลงช้าเกินไป จนดูเหมือนว่าความพยายามยื่นญัตติดังกล่าวทั้งที่ความเป็นไปได้และความเหมาะสมมีน้อยมากนั้น แท้ที่จริงแล้วก็เพื่อเปิดช่องให้พันธมิตรฯ มีประเด็นออกมาโจมตีรัฐบาล

ผมคงไม่คิดจะขอร้องพันธมิตรฯ ให้ยุติการชุมนุม เพราะไม่เชื่อว่าคนพวกนี้จะเป็นคนที่พูดรู้เรื่อง หรือคิดถึงประโยชน์ของบ้านเมืองเป็นที่ตั้ง

เพียงแต่อยากจะขอว่า อย่าอ้างความต้องการของประชาชน เพราะอย่างน้อยก็มีผมคนหนึ่งอยู่ในนั้น และผมไม่ได้เห็นด้วยกับการกระทำเช่นนี้เลยแม้แต่น้อย

ทางที่ดี พันธมิตรฯ ยืดอกพูดแบบลูกผู้ชายไปเลย ยังจะน่าภูมิใจกว่าว่าการชุมนุมไล่รัฐบาลในวันนี้เป็นการเคลื่อนไหวเพื่อ สนธิ-จำลอง พร้อมด้วยพวกพ้องและลิ่วล้อเท่านั้น...!!

บิ๊กโบ๊ต




ปธ.สภาฯ เผยคุมเกมอยู่ไม่หนักใจอภิปราย ส.ว.

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ไม่หนักใจการอภิปรายทั่วไปของสมาชิกวุฒิสภา และมั่นใจว่าจะสามารถควบคุมการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านได้

โดยการอภิปรายทั่วไปของสมาชิกวุฒิสภาวันนี้ ไม่น่าเป็นห่วง เวลาเพียงวันเดียวน่าจะเพียงพอ เพราะเป็นการอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ จึงไม่น่ายืดเยื้อหรือต้องเพิ่มเวลา ที่สำคัญการอภิปรายของสมาชิกวุฒิสภา ไม่ใช่การซักฟอกรัฐบาลแต่เป็นการชี้แนะรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา

ส่วนการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน ในวันพรุ่งนี้ (24 มิ.ย.51) จะเริ่มขึ้นเวลาประมาณ 13.00 น.หลังการประชุมคณะรัฐมนตรีแล้วเสร็จ จะใช้เวลา 2 วัน และจะให้ลงมติในเช้าวันพฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน จากนั้นจะเป็นการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552 เชื่อว่าเวลาอภิปราย 2 วันน่าจะเพียงพอ

หากอภิปรายเน้นเนื้อหา ซึ่งมั่นใจว่า จะสามารถควบคุมการอภิปรายได้ โดยประธานและรองประธานสภาฯ ทั้ง 3 คนจะสลับสับเปลี่ยนกันทำหน้าที่คนละ 3 ชั่วโมง ซึ่งหากฝ่ายค้านจะอภิปรายถึงเช้าก็ไม่เป็นปัญหา และเชื่อว่าจะไม่มีการตีรวน เพราะทุกคนถือเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส.ผู้ทรงเกียรติ ที่จะเคารพกฎระเบียบของสภาผู้แทนราษฎร พร้อมยืนยัน การบรรจุญัตติการอภิปราย ไม่ใช่เพราะกระแสสังคมกดดัน