WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, June 23, 2008

พันธมิตรประชาธิปัตย์

คอลัมน์ : ละครชีวิต

ด้านบนเวที มี สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส. สัดส่วน ร่วมเป็นหนึ่งในห้าแกนนำ ทำหน้าที่ปราศรัยอย่างดุเดือด จนผู้ฟังที่ถูกล้างสมองเลือดลมพลุ่งพล่าน

ด้านล่างเวที มี กัลยา โสภณพนิช ส.ส.กรุงเทพฯ ตัวแทนแบงก์กรุงเทพ นายทุนใหญ่ของพันธมิตรฯ เป็นแม่งานใหญ่ คอยคุมเกม และแจกเบี้ยด้วยตัวเอง

ด้านหลังเวที มี ประพันธ์ คูณมี สำราญ รอดเพชร ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ สามผู้สมัคร ส.ส. ของพรรค นั่งวางแผนปลุกระดมประชาชน และนำประชาชนเคลื่อนไหวก่อกวนความสงบเรียบร้อยไปทั่วทุกมุมเมือง ด้วยแผนการต่างๆ ตลอดทั้งวัน

ด้านข้างเวที มี บุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.กรุงเทพฯ ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ส.ส. สัดส่วน รับหน้าที่กองเชียร์ เป่าปากส่งเสียงให้กำลังใจอยู่เป็นประจำทุกค่ำคืน

ด้านนอกเวที มี อลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรค สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรค เป็นกำลังหนุน คอยจุนเจือเอื้อเฟื้อการชุมนุม ด้วยการแนะนำ เชิญชวนประชาชนให้มาร่วมฟังคำปราศรัยอยู่เนืองๆ ส่วนจะแถมบริการรถบัสรับส่ง และข้าวกล่องสอดไส้แบงก์ร้อยกล่องละ 3 ใบ ตามเสียงร่ำลือในที่ชุมนุมด้วยหรือไม่ ไม่กล้ายืนยัน เพราะไม่ได้เห็นกับตา เพียงแต่ได้ยินมากับหู

ยังไม่นับ เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีต ส.ว. ที่มีความสนิทชิดเชื้อกันเป็นพิเศษ และได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมาธิการศึกษาแก้รัฐธรรมนูญ ในโควตาของพรรค ที่เป็นตัวละครหลัก และขาดไม่ได้ บนเวทีพันธมิตรฯ ทุกวี่วัน เป็นตัวทำเกมที่สุดแสนขยันตัวหนึ่งเลยทีเดียว

เพราะความสัมพันธ์เชิงซ้อนของตัวละครทั้งข้างบน ข้างล่าง ข้างๆ และรอบๆ เวทีพันธมิตรฯ กับพรรคประชาธิปัตย์ เป็นแบบนี้นี่เอง จึงอดไม่ได้ที่จะทำให้ใครต่อใครหลายต่อหลายคนคิด และเชื่ออย่างจริงจังว่าเป็นพวกเดียวกัน จนถึงกับเรียกว่า พันธมิตรประชาธิปัตย์

บางคนหนักข้อขึ้นไปถึงกับเรียกเป็น พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปตย์ มิใช่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ตามที่ได้ปั้นแต่งชื่อตัวเองขึ้นมา แต่สุดท้ายก็กระชากหน้ากากและแก้ผ้าตัวเองให้ได้เห็นกันทั่วบ้านทั่วเมือง ด้วยคำพูดของ พิภพ ธงไชย หนึ่งในห้าแกนนำพันธมิตรฯ ที่บอกว่า เป้าหมายของการชุมนุมของพันธมิตรฯ ก็คือ นายสมัคร สุนทรเวช ต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และพรรคพลังประชาชนจะต้องไม่เป็นรัฐบาล รัฐบาลใหม่จะต้องมาจากพรรคการเมืองอื่น

คำพูดของ พิภพ ธงไชย ไม่ต้องแปลความหมายให้สับสนวุ่นวาย เพราะชัดเจนเหลือเกินว่า เป้าหมายของพันธมิตรฯ ก็คือ ทำทุกอย่างเพื่อให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล และ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี

น่าจะเพี้ยนเพราะถูกแดดเผาหัวนานเกินไป ไม่เช่นนั้นก็คงเพราะถูกน้ำค้างและน้ำฝนหล่นใส่หัวจนเชื้อราขึ้นสมอง พิภพจึงหลงคิดเตลิดไปไกลว่า ตัวเองเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของนายกรัฐมนตรี คิดอยากแต่งตั้งให้ใครนั่ง คิดอยากชี้สั่งให้ใครออก บอกได้จากปากตนเพียงคนเดียว กระทั่ง อยากให้พรรคการเมืองไหนเป็นรัฐบาล ก็ดลบันดาลได้ดังใจ โดยไม่ต้องฟังเสียงประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ว่าได้ลงคะแนนเลือกตั้งให้พรรคการเมืองใดเป็นรัฐบาล

ไม่ใช่เรื่องประหลาดที่ พิภพ ธงไชย ไม่เรียกร้องให้รัฐบาลคืนอำนาจให้ประชาชนได้ตัดสินใจกันใหม่ ทั้งๆ ที่เป็นหนึ่งในทางออกของระบอบประชาธิปไตย เมื่อการเมืองเดินมาถึงทางตัน เนื่องจากพิภพรู้ดีว่า หากมีการยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินใจกันใหม่ ประชาธิปัตย์จะพ่ายแพ้ย่อยยับยิ่งกว่าการเลือกตั้งครั้งที่เพิ่งผ่านพ้นมา ที่มีเผด็จการทหารช่วยเหลือแบบออกนอกหน้า ทั้งกระแส และกระสุน แต่ก็ยังสู้พลังของประชาชนไม่ได้

ทั้ง พันธมิตรฯ และประชาธิปัตย์ รู้ดีแก่ใจไม่ว่า จะมีการเลือกตั้งใหม่ภายใต้กติการะบอบประชาธิปไตยอีกกี่ครั้ง พลังประชาชนก็ยังเป็นต่อประชาธิปัตย์ ชนิดที่ไม่มีใครกล้ารอง พิภพ ธงไชย จึงคิดที่จะรวบรัดตัดตอน ใช้ เกมข้างถนน และการเมืองนอกระบบรัฐสภา มาก่อกวนกดดันเพื่อให้ความฝันของตัวเองเป็นความจริง นั่นคือ ประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ทั้งๆ ที่ก็รู้ดีแก่ใจเช่นกันว่า เป็นสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับความต้องการของประชาชนเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ และ ไม่ต่างจากการข่มขืนใจประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ

สิ่งที่พันธมิตรประชาธิปัตย์คิดวางแผน และถูกเผยออกมาจากคำพูดของ พิภพ ธงไชย ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล เรียกได้ว่าเป็น การคอร์รัปชั่นต่อมติของประชาชน และทุจริตต่อระบอบประชาธิปไตย อย่างโจ่งแจ้ง

การบุกยึดพื้นถนนหน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าสามารถยึดทำเนียบรัฐบาล และสร้างตรรกะว่ายึดศูนย์กลางอำนาจรัฐไว้ในมือได้แล้วนั้น ก็ไม่แตกต่างอะไรจากบุกเข้าปล้นอำนาจของประชาชน ที่ส่งมอบให้พรรคพลังประชาชนมาจัดตั้งรัฐบาล หมายจะนำไปส่งมอบให้แก่พรรคประชาธิปัตย์ และ ใช้อำนาจเถื่อนของเกมการเมืองข้างถนน มาปั้นเสก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ภายใต้กำกับดูแลของห้าแกนนำพันธมิตรฯ นั่นเอง

จึงไม่แปลกที่จะมีการแพร่กระจายภาพ สนธิ ลิ้มทองกุล หัวหน้าใหญ่ของพันธมิตรประชาธิปัตย์ ยืนตบไหล่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พร้อมคำบรรยายใต้ภาพ “ดีมาก...ไอ้น้อง” และภาพ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นำแจกันดอกไม้ไปแสดงความยินดี และอวยพรวันเกิดแก่ สนธิ ลิ้มทองกุล หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ไปทั่วทุกเว็บไซต์ และพิมพ์แจกเป็นใบปลิวเกลื่อนเมือง ซึ่งเป็นสองภาพที่อธิบายความสัมพันธ์ของคนทั้งสองได้เป็นอย่างดี จนกระทั่งมีการ สนธิความสัมพันธ์ของทั้งสองคนออกมาเป็นคำว่า พันธมิตรประชาธิปัตย์ อย่างลงตัวและไม่เกินเลย

พิจารณามาถึงตรงนี้ ก็ได้แต่สังเวชใจกับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่มุ่งหมายตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อย่างไม่ลืมหูลืมตา และกระทำได้ทุกวิถีทาง แม้จะ มิได้เป็นไปตามกติกาของระบอบประชาธิปไตย และมิได้ใช้กลไกของระบบรัฐสภา ก็ตาม

นายชวน หลีกภัย ยังมีชีวิตอยู่ไหม และซุกหัวอยู่ที่ไหน ที่เคยบอกว่า ประชาธิปไตยไม่มีทางลัด และประชาธิปัตย์ยึดมั่นในระบบรัฐสภา ยังเป็นคำพูดที่เชื่อถือได้หรือไม่ แล้วเหตุใดจึงไม่สั่งสอนหัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน ให้รู้จักหลักการประชาธิปไตยและระบบรัฐสภาเสียบ้าง

ฤๅว่าพรรคประชาธิปัตย์ยุคของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตัดสินใจดีแล้วที่จะเปลี่ยนชื่อเป็น

“พรรคพันธมิตรประชาธิปัตย์”

นายกอ



ทำไมยุทธวิธีก่อม็อบล่อให้ยิงที่ พล.ต. จำลอง ใช้ กับรัฐบาลสมัคร จึงไม่ได้ผล

บทความ โดย ลูกชาวนาไทย


ยุทธวิธีการใช้ม็อบต่อต้านกับรัฐบาลพลเรือนนั้น มันไม่มีทางได้ผลหรอกครับท่าน "แม่ทัพจำลอง ศรีเมือง" มันเป็นการใช้ยุทธวิธีที่ผิดประเภท

ผมเพิ่งตกผลึกทางความคิดเมื่อคืนนี้เองว่าทำไม คนที่ชำนาญทางยุทธวิธีอย่าง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง" จึงล้มเหลวในการต่อสู้กับรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช

จุดสำคัญมันอยู่ที่ "ยุทธวิธี
ที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ใช้ ยุทธวิธีแบบนี้ (คือล่อให้ตี) มันจะใช้ได้ผลกับรัฐบาลทหารเท่านั้น แต่กับรัฐบาลพลเรือนแล้ว มันจะใช้ไม่ได้ผลอย่างสิ้นเชิงเลย แต่ พล.ต.จำลอง ก็ก็อบปี้ เอายุทธวิธีที่เคยใช้ได้ผลในช่วงพฤษภาทมิฬ ในการต่อต้านรัฐบาลทหารของ พล.อ.สุจินดา คราประยูร มาใช้อีก ไม่ได้มีอะรพัฒนาขึ้นมาใหม่เลย เรียกว่าขั้นตอนต่างๆ เหมือนเดิมเด๊ะ

เราจะเห็นได้ว่า การล้อมปราบม็อบ การสลายม็อบ นั้นมักเกิดกับรัฐบาลทหาร หรือรัฐบาลที่มีรากฐานมาจากทหาร เช่น สมัยจอมพลถนอม 14 ตุลาคม 2516 สมัยสุจินดา พฤษภาทมิฬ 2535 และรัฐบาลทหารพม่า ในหลายๆ ครั้ง รวมทั้งรัฐบาลจีน ที่มักจะปราบม็อบ สลายม็อบด้วยการวิธีรุนแรง และทำให้เลือดนองแผ่นดินเสมอ

เพราะรัฐบาลทหารเหล่านี้ มักมีความอดทนต่อม็อบต่ำมาก และผู้มีอำนาจมักคิดในใจ รวมทั้งการตั้งกองบัญชาการ ขึ้นมาเพื่อสลายม็อบให้ได้ รากฐานความคิดของทหารคือ ม็อบคือภัยคุกคาม จะต้องปราบหรือสลาย ให้สิ้นซาก ต้องขับให้สลายให้ได้ และการสลายม็อบ รัฐบาลทหารมักจะใช้ กำลังทหารเป็นเครื่องมือสำคัญ คือ ผิดทั้งแนวคิดที่คิดสลายม็อบ ผิดทั้งการใช้กำลังทหาร

ทหารนั้นถูกฝึกมาให้ ฆ่าและทำลาย เป็นความเชี่ยวชาญของทหาร เมื่อรัฐบาลใช้ทหารให้ไปสลายม็อบ ทหารก็จะวางยุทธวิธี เหมือนรบกับข้าศึกว่า จะใช้กำลังเข้าบดขยี้ในขั้นตอนใด การสั่งทหารออกมารับมือกับม็อบ เราย่อมคาดการณ์ได้เลยว่า นองเลือดแน่ เพราะเครื่องมือที่ กองทหารเหล่านี้เอามาสลายม็อบ คือ ปืนกลยิงเร็ว รั้วลวดหนาม ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ควรใช้กับอริราชศัตรูของประเทศ ไม่ใช่เอามาทำลายล้างประชาชนของตนเอง


นอกจากนี้ ทหารมักหยิ่งในศักดิ์ศรีว่า "จะถอยไม่ได้แม้แต่ก้าวเดียว" เพื่อม็อบดันเข้ามา ทหารจะไม่ยอมถอย ไม่ยอมเปิดทางให้ เพราะคิดว่า การถอย การเปิดทาง คือความพ่ายแพ้ ชายชาติทหารจะไม่ยอมแพ้คนที่ไม่มีอาวุธเด็ดขาด มันเสียศักดิ์ศรี และทหารก็จะใช้กำลังอาวุธที่เหนือกว่าเข้าบดขยี้ม็อบในทันทีทันใด

และนั้นก็คือ ความพ่ายแพ้ทางการเมืองของรัฐบาลทหาร เพราะทันทีที่นองเลือดผลต่อเนื่องจะตามมาทันที

แต่รัฐบาลพลเรือนนั้นตรงกันข้าม รัฐบาลพลเรือนไม่ได้มีความคิดในใจตั้งแต่ต้นว่า จะสลายม็อบ หรือม็อบไม่ได้เป็นภัยคุกคามแต่ประการใด เมื่อมีม็อบก็ต้องมีการเจรจา ม็อบจะบุกยึดสถานที่ใด เป็นระยะเวลานานๆ รัฐบาล พลเรือน ไม่ได้รู้สึกว่ามันจะเสียหน้าแต่ประการใด อยากยึด อยากอยู่นานๆ ก็อยู่ไป และรัฐบาลพลเรือน จะตั้งผู้แทนเข้าเจรจากับม็อบ และผู้เจรจาส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มีอำนาจสั่งการใช้กำลังอยู่ในมือ ดังนั้น เมื่อเจรจาไม่สำเร็จ ก็เจรจากันต่อไปเท่านั้น ไม่ได้รู้สึกเสียหน้าแต่อย่างใด

กำลังที่รัฐบาลพลเรือนใช้ มักเป็นตำรวจ ตำรวจได้รับการฝึกให้ทำงานกับประชาชน ตั้งแต่เริ่มเข้ารับราชการ เพราะงานของตำรวจคือ การบริการประชาชน ตำรวจต้องเจรจากับประชาชนตลอดเวลา ต้องติดต่อ กับประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง

ตำรวจต้องเผชิญหน้ากับผู้ต้องหาที่ยียวนกวนประสาทมากมาย ต้องเผชิญกับผู้ร้าย เผชิญกับการหลอกล่อ กับเกมตลอดเวลา ดังนั้น การเจรจากับม็อบ ซึ่งโดยพื้นฐานแล้ว ไม่ใช่ผู้ร้ายแต่ประการใด ตำรวจจึงรับมือได้ง่ายกว่ามาก

เมื่อม็อบบุกเข้ามา ตำรวจถอย ก็ไม่ได้ถือว่าเสียศักดิ์ศรีแต่อย่างใด ตำรวจไม่ได้ถูกสอนให้ "รักษาพื้นที่ไว้ แม้ตัวจะตายก็ตาม" ตำรวจถูกสอนให้เจรจากับคน ไม่ใช่ป้องกันพื้นที่ การถอยจึงทำได้ง่ายๆ เพื่อไปเปิดที่ใหม่

ดังนั้น การรับมือกับม็อบ โดยตำรวจจะไม่มีการเสียเลือดเนื้อแต่อย่างใด อย่างมากก็ตีกันบาดเจ็บหัวร้างข้างแตกกันไปบ้าง แต่ไม่มีการยิงกันแบบเลือดนองแผ่นดินอย่างแน่นอน


ยุทธวิธีที่ พล.ต.จำลอง เคยใช้ได้ผล กับรัฐบาลสุจินดา ในการยั่วยุเพื่อให้เกิดการนองเลือด เพื่อให้มี "นายหน้า" มาพาจำลองกับนายกฯ สมัครไปให้พ่ออบรมสั่งสอน จึงไม่มีทางเกิดขึ้นได้


พล.ต.จำลอง ใช้ยุทธวิธีที่เหมือนกัน กับศัตรูที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ใช้ยุทธวิธีเดียวกับที่เคยใช้กับศัตรูอีกกลุ่มหนึ่งได้ผล มาใช้กับศัตรูอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีพื้นฐานพฤติกรรมที่แตกต่างกัน

รัฐบาลพลเรือน ไม่มีความจำเป็นอันใดที่จสลายม็อบ ไม่ได้ใจร้อนเหมือนรัฐบาลทหาร ที่ต้องการกำจัดม็อบให้สิ้นซากเสียโดยไว รัฐบาลพลเรือนไม่แคร์ หากตึกโดนม็อบเผา เพราะโดนเผา ก็ประมูลสร้างใหม่ได้ เป็นการสร้างงาน สร้างรายได้เสียอีก

ดังนั้น พล.ต.จำลอง จึงเป็นผู้ที่ หลงกับดักความสำเร็จของตนในอดีต แล้วเอายุทธวิธีเดิมๆ ที่ตนเคยใช้สำเร็จในสงครามในอดีต มาใช้กับสงครามครั้งใหม่ กับศัตรูใหม่

แม่ทัพที่ยึดติดกับความสำเร็จของตนในอดีต เช่นนี้ จะเป็นอันตรายต่อกองทัพอย่างยิ่ง เพราะเขาจะไม่ยอมเปิดใจ รับอะไรใหม่ๆ เลย และยุทธวิธีของเขานั้น ศัตรูทุกคนก็คาดการณ์ออก ต่อให้เป็นนายทหารจบใหม่ ก็เดาออกว่า พล.ต.จำลอง ศรีเมือง จะใช้ยุทธวิธีใดอีก ในขั้นตอนต่อไป

ม็อบเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เราจะเห็นว่า พล.ต. จำลองจะทำเหมือนเดิมทุกอย่าง เช่น การนั่งอยู่ท่ามกลาง กลุ่มผู้หญิงและเด็ก เพื่อไม่ให้ หน่วยคอมมานโด ชาร์จ เข้าถึงตัวได้โดยง่ายๆ (แต่ครั้งนีไม่มีคอมมานโดคนไปสนใจ)


การล้มรัฐบาลสมัคร โดยยุทธวิธีใช้ม็อบกดดัน มันไม่มีทางสำเร็จแล้วล๊ะครับ ต่อให้ม็อบอยู่ยาวนานเป็นเดือนเป็นปีก็ตาม เพราะเมื่อรัฐบาลพลเรือน ไม่ปราบม็อบ การนองเลือด ก็ไม่มี และผลต่อเนื่องของการนองเลือดก็จะไม่มี การใช้เป็นข้ออ้างในการทำรัฐประหารก็ไม่เกิดขึ้นได้ หรือการสร้างกระแสประณาม ก็ไม่มีทางเกิดขึ้นได้

และ "คนกลางบ้านสี่เสา" ก็จะแต่งตัวเก้อ ไม่มีโอกาสเป็นนายหน้า พา พล.ต.จำลอง ไปพบใครอีก

ผู้กำกับคนเดิม ฉากเหมือนเดิม แต่นี่มันเป็นปี 2008 แล้ว ไม่มีใครโง่ เดินตามเกมของ พล.ต. จำลองไม่ทันหรอกนะครับ

ผมไม่เชื่อว่า พล.ต. จำลองจะฉลาดกว่าทุกคนในประเทศนี้ จำลองก็แค่คนหัวดื้อ ซึ่งในบางสถานการณ์การใช้คนหัวดื้อ ดันทุรังก็ได้ผล บางสถานการณ์ หัวดื้อและดันทุรังไปมันก็ไม่มีประโยชน์ ทำให้เสียหายหนักขึ้นไปอีก

สุดท้ายเกมการเมือง "หากไม่มีรัฐประหาร" มันก็จะไปตัดสินกันที่สภา

ประธานาธิบดีมาปากัล คอโรโยแห่งฟิลิปปินส์ เผชิญหน้ากับม็อบมาหลายปีแล้ว ก็ไม่เห็นม็อบจะล้มล้างลงไปได้เลย เพราะไม่มีทหารทำรัฐประหาร ดังนั้น เมื่อมีม็อบก็ต้องเจรจา ไม่เจรจา ม็อบก็ต้องรอ และหากคนเจรจาไม่ตกลง ม็อบก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะม็อบไม่มีอำนาจบังคับให้รัฐบาลต้องทำตาม เมื่อรัฐบาลไม่ทำตามม็อบ การขู่ว่าจะเผาสถานที่ราชการ ก็ไม่มีประโยชน์แต่อย่างใด เมื่อสมัครไม่ลาออก ม็อบก็ได้แต่แสดงความ "บ้าคลั่ง" ฟาดงวงฟาดงาไปเท่านั้น แต่ก็ไม่มีปืนไปจี้ให้สมัครลาออกได้

ยกเว้นว่า "ม็อบนั้นจะเป็น ฐานเสียงของรัฐบาล" รัฐบาลกลัวเสียคะแนนเสียง เช่นม็อบชาวนาเรียกร้องเรื่องข้าว รัฐบาลก็จะยอมเจรจา

แต่ม็อบพันธมิตร ไม่ใช่ฐานเสียงของพรรคพลังประชาชน ตรงกันข้ามเป็นศัตรูทางการเมืองกันด้วยซ้ำ

ผมจึงไม่เห็นประโยชน์ที่จะไปเจรจา และหากไม่เจรจา ม็อบก็ทำอะไรเราไม่ได้ นอกจากคลั่งเผาสถานที่ราชการ หากเป็นอย่างนั้น ก็ใช้คอมมานโด บุกจับแกนนำ และตั้งข้อหา ก่อจลาจล

ผมคิดว่าม็อบที่หน้าทำเนียบรัฐบาลขณะนี้ เป็นม็อบน่าสงสารที่สุด มองอนาคตไม่เห็น และหาทางลงไม่ได้เลย


จาก thaifreenews

"คัมภีร์มรณะ" กองทัพธรรม



ผศ.เสถียร วิพรมหา เลขาธิการองค์กรเครือข่ายภาคประชาชนพิทักษ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ (อพช.) ออกโรงจี้ ประชาชนผู้รักชาติและประชาธิปไตย ช่วยกันต่อต้านกลุ่มสันติอโศก ร่วมพันธมิตรฯ ปลุกม็อบปิดถนน ชี้เป็นพวกหัวแข็ง ยึดมั่นในตัวเอง บิดเบือนหลักธรรมคำสอนพระพุทธศาสนา เช่น ห้ามกราบไหว้บิดา มารดา แปลคำศัพท์พิสดาร "ตัณหา" แปลว่า หาไม่เจอ จี้หยุดใช้ชื่อ กองทัพธรรม ทำให้คนเข้าใจพระพุทธศาสนาผิด ย้ำ การบิณฑบาต การสวดมนต์ การเทศนา ห่มผ้าสีหมากสุกคล้ายจีวร เป็นการกระทำผิดซ้ำ พุทธบริษัทที่ต้องการคุ้มครองพระพุทธศาสนาไม่ให้แปดเปื้อน แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษได้ทันที! เพราะหากไม่ทำอะไรเท่ากับยอมรับ และจะเกิดลัทธิเอาอย่างขึ้นในอนาคตอีกมากมาย อันเป็นการบ่อนทำลาย บั่นทอนความมั่นคง ชาติ พระพุทธศาสนา

* ในฐานะที่อาจารย์ติดตามเรื่องนี้มานาน ให้อาจารย์พูดถึงการเกิดขึ้นและดำรงอยู่ของสำนักสันติอโศก ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร มาจนถึงวันนี้ได้อย่างไร

กลุ่มสันติอโศก หรือชาวอโศก โดยเมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว มาจากต้นเรื่องคือ โพธิรักษ์ หรือ นายรักษ์ รักษ์พงษ์ เขามีศรัทธาศาสนาเหมือนกับเราชาวพุทธทั่วไป เขาไปบวช จำได้ว่าเมื่อประมาณปี 2518 เคยไปทำท่าจะบวชหรือไม่อย่างไร ที่บวชที่วัดอโศการาม ก่อนวัดหนองกระทุ่ม อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ขนาดมีชยันโตในอุโบสถแล้ว แต่ว่าหายเงียบไป แล้วไปบวชจริงๆ ปี 2518 ที่วัดอโศการาม จ.สมุทรปราการ ได้ปีเดียว วุ่นวาย เพราะว่าคนหัวดื้อ เกิดความเชื่อมั่นเรียกว่า "อัตตทิฐิ" ไปมีปัญหากับเจ้าอาวาส กับคณะสงฆ์ภายในวัด แล้วแยกตัวออกมาอยู่กับคณะแม่ชี แล้วมาเคลื่อนไหวในหลักการของเขาที่ ม.ธรรมศาสตร์ ที่มีผลและเกิดปัญหาในปัจจุบันคือเรื่อง ถือศีลกินมังสวิรัติของเขา

ทีนี้ต่อมากลุ่มสันติอโศก เขาเรียกว่า ชาวอโศก เมื่อขณะที่เขาดำรงฐานะเป็นพระภิกษุ เราถือว่าเป็นพระภิกษุในพุทธบัญญัติ ในพระธรรมวินัย ต้องอยู่ในการปกครองคณะสงฆ์ ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ 2505 แก้ไขปี 2535 แต่ว่าในช่วงที่เป็นพระ มีพฤติกรรมดังกล่าว เขามีความคิดที่แปลกแยก เขาถือตนเป็นใหญ่และยึดพระธรรมเป็นหลัก แต่ว่าความเป็นจริงและหลักการของพระธรรมวินัยแล้วมันตรงกันข้าม ดูเหมือนว่าเขากำลังจะแยกตัวเองออกจากพระธรรมวินัย แยกตัวเองออกจากคณะสงฆ์ ปัญหาตรงนี้ก็จะไปกระทบต่อวัด คณะสงฆ์ว่าด้วยการปกครอง ที่เป็นรูปแบบอันเป็นฐานปฏิบัติเดิมของคณะสงฆ์ไทย

ต่อมาเมื่อเขามีกลุ่มคณะรวมตัวกัน จึงประกาศตนเองว่า เขายึดพระธรรมอย่างเดียว แต่ไม่ขึ้นอยู่กับคณะสงฆ์ แล้วพฤติกรรมของเขามีการกล่าวโจมตีคณะสงฆ์ โจมตีพระเถระผู้ใหญ่ และโจมตีคณะสงฆ์เรื่อยมา นั่นเป็นความผิดพลาด เพราะว่าคุณโพธิรักษ์เป็นนักจัดรายการ ตั้งแต่ช่อง 4 บางขุนพรหม ลองลำดับดู การที่จะเข้ามาสู่วงการพระ แต่ตอนนั้นเขาบวชจริงๆ แต่พฤติกรรมเขามาจากฐานตรงนั้น

ทีนี้ปัญหาดังกล่าว ทางคณะสงฆ์เริ่มวิตกกังวล จนในที่สุดกำหนดสันติอโศกเป็นกรณีศึกษา และเป็นประเด็นปัญหาเรื่องปกครองคณะสงฆ์ รวมทั้งหลักพระธรรมวินัยของพระภิกษุ กล่าวคือ ระบบการลงโทษพระสงฆ์ที่ประพฤตินอกรีต ไม่อยู่ในอาณัติของผู้บังคับบัญชาของพระผู้ปกครอง จะต้องตักเตือน เมื่อตักเตือนแล้ว แนะนำแล้ว กระบวนการในทางปฏิบัติของการลงโทษก็จะใช้พระวินัย ซึ่งเป็นบทบัญญัติสำคัญของการดูแลควบคุมพระสงฆ์ เช่น พระประพฤติผิดพระธรรมวินัย เมื่อตรวจสอบชัดเจนแล้ว ก็ต้องให้ลาสิกขา หรือปรับอาบัติตามพระวินัยบัญญัตินั้นๆ

* ที่บอกว่าเป็นกังวลเรื่องสันติอโศกเป็นตรงไหน

พฤติกรรมเขาตั้งแต่เริ่มบวช มีความคิดที่ขัดแย้งกับฐานรากเดิม เขาอ้างว่าเขาอยู่ไม่ได้เพราะแนวทางไปทวนกับกระแสหลัก คือแนวทางของคณะสงฆ์เดิม เช่น ตัวเขาเองจะถือเป็นศาสดา เป็นอุปัชฌาย์เอง คือ นอกระบบทั้งหมด คิดใหม่ทำใหม่ทั้งหมดเลย เรามองในแง่ที่ว่า คิดใหม่ทำใหม่นะ แต่เป็นแบบทำเอง เพราะฉะนั้น พระพุทธศาสนาเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องมี 2 อย่างควบคู่กันไป คือ พระธรรม กับพระวินัย ศีล 227 และนอกจากนั้นต้องมีเกณฑ์มาตรฐานของคณะสงฆ์ คือ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ หรือกฎหมายของสงฆ์ การจะบวชต้องได้รับอนุญาต และมีการเช็กประวัติตามเกณฑ์ ฉะนั้น พระธรรมวินัย โดยการปกครองสงฆ์ ซึ่งทั้ง 2 อย่างนี้ ตัวเขามีความแตกต่าง จนกลายเป็นความแตกแยกทางความคิด และสร้างปัญหาพฤติกรรมแปลกแยกมาเรื่อยๆ แต่ยังมีคนเห็นแบบเดียวกับเขา ปัญหาเรื่องนี้เลยขยายตัว

เหตุนี้เองทางคณะสงฆ์จึงมีความวิตกกังวลว่า ไม่สามารถบริหารจัดการผู้ใต้บังคับบัญชาได้ ซึ่งในทางบริหารจัดการของพระสงฆ์คือ สังกัดวัดไหน ให้เจ้าอาวาสหรือเจ้าคณะทำการตรวจสอบแก้ไข แต่ว่าพฤติกรรมคือ นอกจากจะไม่ฟังเจ้าสำนักแล้ว ยังมีลักษณะโจมตี ที่เขาอ้างว่ากระแสหลักมันเป็นสิ่งที่ต้องแก้ไข รากฐานเดิมที่เขาไม่ยึดถือจารีตประเพณีวัฒนธรรมของพระสงฆ์ที่ประพฤติปฏิบัติอยู่ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ดี ทางคณะสงฆ์เราได้มีการหยิบยกขึ้นมาพิจารณาตั้งหลายรอบ เริ่มต้นที่ปี พ.ศ.2518 หลังจากที่รวมกลุ่มกันได้ประกาศแยกตัวเองออกจากคณะสงฆ์ เรียกว่า นานาสังวาส ซึ่งอันที่จริงคำนี้หมายถึง มีพระธรรมวินัยว่าด้วยการปฏิบัติบางข้อบางประการที่แตกต่างกัน ไม่สามารถจะร่วมคณะเดียวกันได้ แต่ต้องเป็นพระ อย่างอุบาสก-อุบาสิกาไม่สามารถอ้างนานาสังวาสได้ เพราะไม่ใช่พระ แต่ทีนี้เขาเข้าใจว่าเขาเป็นพระ จากนั้น 1 ปีต่อมาจึงได้ตั้งสันติอโศกขึ้น

โดยเป็นกลุ่มซึ่งตอนนั้นยังไม่เติบโตเท่าทุกวันนี้ ที่ขยายไปเกือบทั่วภูมิภาค และมีมูลนิธิกองทัพธรรม สมาคม และเครือข่ายของมูลนิธิกองทัพธรรม ภายใต้ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง กลุ่มนี้ถือว่าเติบโตมาก

จากนั้นปี พ.ศ.2522 พล.ต.จำลอง ประกาศตัวเป็นสาวกทันที พล.ต.จำลอง จึงดังมาภายใต้เสื้อม่อฮ่อม นี่ไง สโลแกนคือ คนเคร่งศีล เคร่งธรรม มังสวิรัติ ไม่บริโภคเนื้อ กินเจ ที่เขาเรียกว่า มังสวิรัติ แท้จริงแล้วคำว่ามังสวิรัติ แปลว่า เนื้อกับปลา คือ เว้นการบริโภคเนื้อสัตว์ ซึ่งในพระพุทธประวัติ พระเทวทัตนำมาใช้แล้ว เคยอวดอ้างสมัยที่ขอกับพระพุทธเจ้า ที่ว่าอยู่ในป่าเป็นวัตร อยู่โคนไม้เป็นวัตร นุ่งห่มผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ไม่ฉันปลา ไม่ฉันเนื้อ เรียกว่าเป็นแนวคิดแนวปฏิบัติทำให้เกิดกระแสใหม่ ซึ่งในพระธรรมวินัยกระแสใหม่จะขัดหรือไม่อย่างไร ต้องดูที่ฐานเดิม สิ่งที่เป็นข้อปฏิบัติของพระ ของคณะสงฆ์สายเถรวาท

กรณีสันติอโศกเห็นได้ชัดว่า เมื่อเขาทำการรวมตัวกันได้ ต่อมาไปตั้งพรรคพลังธรรม เพราะมีสานุศิษย์ของเขาที่มีความเชื่อเหมือนกัน พล.ต.จำลอง เข้ามาเต็มตัว แล้วเริ่มมีการขยายผล ขยายสำนัก มีสาขา บึงกุ่ม บางกะปิ ที่ จ.ศรีสะเกษ นครปฐม ฯลฯ และมีการตลาดทางด้านระบบสหกรณ์ เอามังสวิรัติเป็นตัวตั้ง และเสื้อม่อฮ่อมเอาไว้ขาย โดยสัญลักษณ์คือ กลุ่มปฏิบัติธรรมมักน้อย สันโดษ ในหลักพุทธศาสนามักน้อยสันโดษ ถือเป็นแนวปฏิบัติอหิงสาไม่เบียดเบียน ใครทำได้ผู้นั้นจะได้คุณด้านจิตใจและร่างกาย และได้ศรัทธาจากการประพฤติปฏิบัติ แต่เป็นอำนาจของคุณของศีลในทางพุทธศาสนาที่ประพฤติปฏิบัติ

ผมมีความเชื่อศรัทธาในสันติอโศกแรกๆ เหมือนกัน ตอนนั้นบวชเป็นเณร แต่มีความเชื่อเพราะยังไม่รู้เรื่องของสิ่งที่ผมกำลังเล่าว่ามันเกิดอะไรขึ้น ที่ผู้คนชาวพุทธควรจะรู้ และควรแยกให้ออกระหว่างของจริงของแท้ กลายเป็นแปดเปื้อน ทำให้เกิดความแตกแยกและเป็นบ่อนทำลายอย่างไร แต่เดิมตัวผมเองยังศรัทธาในแนวคิดนี้ เพราะเห็นเขาปฏิบัติแล้ว เหมือนคนที่จะหลุดพ้น ไกลพ้นจากกิเลสตัณหา มักน้อยสันโดษ ดูท่าทางจะสงบร่มเย็น หากเราเข้าไปปฏิบัติแล้วจะเกิดความสุขที่เป็นสุดยอดของพระพุทธศาสนา คือคนที่มีศีลธรรม นี่คือภาพที่ผมมอง และเชื่อว่าคนอื่นจะมอง แต่ความจริงเขาจะศรัทธาจริงๆ หรือมีผลประโยชน์ร่วมกัน จะมีลัทธิไอเดียอะไรเราไม่ทราบ

* จากที่เห็นได้ คือมีการนำชุมชนนี้เข้าไปสนับสนุนพรรคการเมือง

พอมาถึงจุดที่เขารวมตัวกันได้ มีทุน และมีผู้ใหญ่สนับสนุน เหมือนมีแบ็ก พล.ต.จำลอง เป็นแบ็กหนึ่ง ภายใต้ พล.ต.จำลอง อาจจะมีแบ็กบางคนอีก เราไม่รู้ มีข้าราชการบำนาญ ข้าราชการประจำบางคน เข้าไปศรัทธาให้การสนับสนุน แม้แต่พระสงฆ์บางรูปที่อยู่ในสายเถรวาทของคณะสงฆ์ไทย เหมือนกับที่ผมคิดและมองเขาในตอนแรกว่ามีอุดมการณ์เพื่อพระพุทธศาสนา ยังไปสนับสนุน เพราะเป็นความเชื่อที่เขามอง ในมิติที่ไม่ได้มองอย่างรอบด้าน แล้วก็มีการตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา

ในกรณีที่ตั้งพรรคการเมือง เป็นข้อวินิจฉัยของผมที่ผมมีความรู้สึกศรัทธาต่อเขา ว่ากลุ่มนี้น่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งในสายพระพุทธศาสนา นอกจากสถาบันแม่ชี หรือวัดที่เป็นฐานเดิม แต่พอตั้งพรรคการเมือง และประกาศนโยบายเสร็จ พล.ต.จำลอง ลงสมัครผู้ว่าฯ และได้เป็น ต่อมามีความคิดไกล จากผู้ว่าฯ เป็นรัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรี แต่เขาดำรงตำแหน่งทางการเมืองหลายตำแหน่ง ผมจึงเริ่มคิดแล้วว่า แนวคิดที่เขาอ้างว่าเป็นกระแสทางเลือก

โดยนำธรรมวินัยของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติในกลุ่มสันติอโศก และตั้งพรรคการเมือง และส่ง พล.ต.จำลอง เข้ามาลงเล่นการเมือง ผมเห็นแล้วว่าน่าจะไม่ใช่แล้ว เพราะการที่ พล.ต.จำลอง ประกาศตนเอง และมีคนไปเคารพนับถือในกลุ่มของชาวสันติอโศก และต่อมาได้สร้างฐานทางการเมือง และได้รับชัยชนะการเลือกตั้งผู้ว่าฯ เขาเรียก ฟีเวอร์ เป็นกระแสของคนกรุงเทพและคนส่วนหนึ่ง

แต่พฤติกรรมและการแสดงออกในเรื่องของหลักการประพฤติและปฏิบัติของศาสนาพุทธเหมือนกับที่ผมมองในมิติแรก ผมเริ่มเห็นแล้วว่าน่าจะมีอะไรอยู่เบื้องหลัง และที่ว่ามักน้อยสันโดษนั้น จริงๆ แล้วการเมืองเป็นกิเลสตัวใหญ่เลยนะ แล้วในภาพของนักบวชนั้นตรงกันข้าม ผมจึงเริ่มคลางแคลงใจในตัว พล.ต.จำลอง มาตั้งแต่ลงเลือกตั้งผู้ว่าฯ และตั้งพรรคพลังธรรม

* ตรงนี้จะชี้ได้หรือไม่ว่าข้อปฏิบัติ โพธิรักษ์ ที่มีรูปแบบผิดเพี้ยนไป อาจารย์คิดว่าผิดอย่างไร

ตรงนี้ผมขออนุญาตอ้างอิงคำพูดของพระเดชพระคุณ พระเทพปริยัติวิมล อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.) ท่านพูดย้ำเสมอว่า การใดๆ จะเป็นเรื่องการปกครอง การบริหารจัดการ "จะทำเพื่อถูกใจใครไม่ได้ แต่ต้องถูกต้อง คือถูกหลักการ"

ส่วนรูปแบบการประพฤติปฏิบัติของกลุ่มนี้ เขาผิดแปลกไปตั้งแต่ตอนแรกแล้ว ทำให้มีการ ปกาสนียกรรม ตั้งแต่ปี 2532 เขาเรียกว่า มติของคณะสงฆ์ กรณีสันติอโศกในการ ปกาสนียกรรม ในการ นิคหกรรม คือ การขับออกจากหมู่คณะ การ ปกาสนียกรรม คือ การประกาศความผิด เขาเป็นตัวของเขา องค์กรของเขาแล้ว เมื่อปี 2532 เดือนมิถุนายน เบื้องต้นคือว่า มีการประพฤติปฏิบัติที่ต่างจากกระแสหลัก ของเขานั้นกระแสใหม่ กระแสหลัก คือ อันไหนที่เป็นหลักการของชาวพุทธ คณะสงฆ์นั้น เขาจะตรงข้ามหมดเลย เช่น

1.เขาอ้างว่าเขาเป็นพระ แต่ที่แตกต่างคือ เขาไม่มีวัด แต่เป็นชุมชนอโศก ชุมชนสันติอโศกมีเครือข่ายเป็นชุมชนเท่านั้น

2.การประพฤติปฏิบัติของเขานั้นไม่มีผู้บังคับบัญชาที่ปกครองโดยคณะสงฆ์ ไม่มีเจ้าอาวาส แต่ทุกคนมีฐานะเท่าเทียมกัน และยกย่องโพธิรักษ์ เป็นเจ้าสำนัก ในสายงานเขา ที่สำคัญคือว่า นอกจากจะผิดแบบจากรูปแบบคณะสงฆ์กระแสหลักแล้ว พระพุทธศาสนานั้นจะต้องให้สอนความเชื่อ ความศรัทธา ในพระธรรมคำสอนนั้นจะต้องมีรูปแบบเดิม คือว่าในวัด ในคำสอนจะต้องมีพระพุทธเจ้า เขาไม่มีพระพุทธเจ้า แต่อ้างคำสอน อ้างพระธรรมวินัย นี่เป็นรูปแบบปฏิบัติของเขา ไม่ไหว้พระพุทธเจ้า ถือธรรมเป็นใหญ่ ถือตัวเองเป็นใหญ่ นอกจากนี้เขาไม่มีการบวช การเข้ามาเป็นพระที่ถูกต้อง เพราะว่าเขาประกาศตนแล้ว และถูกขับมาแล้ว แต่ผมจะนำไปสู่ข้อสุดท้ายคือ เมื่อเขาไม่ได้เป็นพระ แล้วทำไมยังแต่งกายเหมือนพระ ตกลงจะเป็นอะไรกันแน่

3.เขา ไม่มีศาสนพิธี ไม่มีพิธีปฏิบัติ แต่ถือตัวเองเป็นใหญ่ ถือความเชื่อของเขาเป็นใหญ่ อ้างคำสอนของเขาเป็นใหญ่ และอันที่ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่คนไทยจะต้องระมัดระวังในความคิดนี้ และลัทธินี้ คือ พระพุทธศาสนาเป็นพื้นฐานของสังคมไทย ความอ่อนน้อมถ่อมตน ความเคารพยำเกรงต่อพระผู้ใหญ่ ความกตัญญูต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ต่อครูบาอาจารย์ ระหว่างศิษย์กับครู เคารพต่อประชาธิปไตย

ภายใต้วินัยแห่งประชาธิปไตย หรือวินัยชาวพุทธ ชาวพุทธมีศีล 5 มีหน้าที่ชาวพุทธ 5 ประการ ประชาธิปไตยมีกฎกติกา เล่นตามกติกา แต่แนวทางของเขามันสอดคล้องกับแนวทางที่มีระบบแบบเล่นนอกกติกา หรือจะนำไปสู่แนวคิดแบบเผด็จการก็ว่าได้ เช่น ในข้อที่ว่า รูปแบบคิดเอง บวชเอง ทำเองแล้ว เขายังได้สอนให้ชาวสันติอโศก ไม่ให้ไหว้พ่อแม่ ไม่เคารพกราบไหว้พระพุทธรูป มีคนที่เขารู้จักผมเขาเคยเข้าไปแล้ว ผมเกรียนๆ ใส่ม่อฮ่อม ตัวซีดๆ ทำงานตัวเป็นเกรียว ขยันมาก แล้วไปทำระบบสหกรณ์ แต่เขาไม่มีการไหว้สิ่งที่เราเคารพ นั่นคือ พ่อแม่ มันเหมือน เป็นการบิดเบือนสิ่งที่เป็นความสำคัญของสังคมไทยที่มาจากพระพุทธศาสนา ซึ่งมันเป็นสิ่งที่อันตรายมาก

อันสุดท้ายคือ ผมคิดว่า พระพุทธศาสนากับสถาบันพระมหากษัตริย์ จะแยกจากกันไม่ได้เด็ดขาด ยืนยันตรงนี้ชัดเจน ที่เราต้องการที่จะบัญญัติให้บรรจุศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ในรัฐธรรมนูญฉบับที่จะแก้ไขนั้น และมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งออกมาโจมตี เพราะฉะนั้นถามว่า โลกและสังคมพุทธมองเขาอย่างไร มองเขาในรูปแบบใด สุดท้ายนี้คือว่า สิ่งที่เขาประพฤติปฏิบัติ ที่เป็นวัฒนธรรมเดิมเขาไม่ปฏิบัติ แปลว่าเขาเป็นกระแสใหม่ ไม่ใช่กระแสหลัก และ จริงๆ แล้วเขามั่นคงต่อชาติ และพระมหากษัตริย์หรือไม่ เพราะพุทธศาสนานั้นมีพิธีกรรม ศาสนพิธี พระเจ้าแผ่นดินเสด็จประกอบพระราชพิธีต่างๆ ที่เรียกว่า พระราชพิธี รัฐพิธีของสังคมไทยที่ปฏิบัติมายาวนาน

ถามว่าการแสดงออกของสันติอโศกเขาได้ทำหรือเปล่า ซึ่งคณะสงฆ์ใหญ่ของไทยเขาทำ และเป็นสิ่งที่พวกเราชาวพุทธได้รับการอุปถัมภ์ค้ำจุนมาโดยตลอด คือ สถาบันพระมหากษัตริย์ แต่เราก็ยังสงสัยในสิ่งที่สันติอโศกประพฤติปฏิบัติว่า อะไรกันแน่ที่เป็นหลักการของเขา ที่จะนำไปสู่การค้ำจุนสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ความรัก ความหวังดีต่อชาติ เพราะเขาปฏิวัติ ปฏิรูปในสิ่งที่เป็นกระแสหลักไปหมดเลย แล้วอ้างคำสอนของพระพุทธเจ้า อย่างนี้เรียกว่า อัตตาลัทธิสันติอโศก

* แล้วสิ่งไหนที่เขาทำ และเป็นเรื่องที่อันตรายต่อพุทธศาสนาบ้าง

พุทธศาสนาประกอบด้วยโครงสร้างสำคัญคือ 1.พระศาสดา ศาสนาพุทธมีพระพุทธเจ้า คริสต์มีพระเยซู อิสลามมีพระอัลเลาะห์ เพื่อเป็นฐานยึดมั่นจิตใจในการเคารพนับถือของศาสนิกนั้นๆ 2.ศาสนสถาน หรือศาสนวัตถุ ซึ่งหมายถึง วัดวาอารามต่างๆ ต้องให้ถูกต้องตาม พ.ร.บ.สงฆ์ และพระธรรมวินัยชัดเจน วัดก็ต้องขึ้นทะเบียนให้ถูกต้อง ชาวพุทธจะไปลบล้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ 3.ศาสนบุคคล คือ พระสงฆ์ สามเณร ซึ่งเป็นผู้สืบทอดพระพุทธศาสนา

รวมทั้งอุบาสก อุบาสิกา จะต้องอยู่ในรูปแบบและมีวินัยชาวพุทธที่ถูกต้อง 4.ศาสนพิธี พุทธศาสนามีฐานรากสร้างวัฒนธรรมความเชื่อในรูปลักษณ์ด้านต่างๆ และก่อให้เกิดเป็นชาติไทย เช่น ความกตัญญู ความรักชาติ ความมีชีวิตที่ดีงามตามหลักพุทธ เป็นต้น และสุดท้ายที่สำคัญคือ ศาสนธรรม ซึ่งเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า (พระไตรปิฎก) เราชาวพุทธ มีการยึดมั่น ยึดถือเพื่อการปฏิบัติในหลักการที่ถูกต้องของชาวพุทธ

ส่วนเขานั้นแตกแยกทั้ง 2 อย่าง คือ ทั้งพระธรรม และวินัย แต่ที่เขาอ้างและประกาศตนแยกออกมา เขาอ้างว่าเขาทนทุกข์ต่อกระแสหลักที่เป็นฐานรากของพระพุทธศาสนา ที่เป็นจารีตไม่ได้ มันก็เป็นสิทธิ์ของเขาไป จะแต่งกายอะไร สร้างอุดมลัทธิอะไรก็แต่งไป สร้างไป แต่สิ่งที่เป็นพระธรรมวินัย พระเดชพระคุณ ท่านเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์ ที่เราเรียกท่านว่า ท่านเจ้าคุณประยุทธ์ ปยุตโต ได้มีหนังสืออธิบายชัดเจน กรณีเรื่องของการใช้คำสอนในพระพุทธศาสนา รวมทั้งข้อปัญหาของสันติอโศกในอดีต

การนิยามคำ หรือการให้ความหมายในราชบัณฑิตยสถาน ทุกคำมีความหมาย แต่ราชบัณฑิตยสถานในภาษาไทยไม่ได้นิยามพระธรรมวินัยไว้ในบางคำ อย่างของท่านเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์ ที่นิยามไว้ครบถ้วน เขาเรียกว่า ประมวลคำศัพท์ ฉะนั้นเวลาเขาพูด เขาเทศน์ เขาสอน เขาอ้างหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า คุณไม่ไหว้พระพุทธเจ้าไม่เป็นไร ไม่มีพระพุทธเจ้าที่เป็นรูปลักษณ์ไม่เป็นไร คุณบอกว่ามันเป็นกระแสหลักที่คนกลุ่มหนึ่งเขานับถือ

แต่การที่คุณอ้างคำว่า "ตัณหา" ว่า "มันตัน จึงหาไม่เจอ" แล้วอธิบายธรรมโดยความเข้าใจของตนเอง แต่ขาดหลักในพระไตรปิฎก หรือพระธรรมวินัย ที่เป็นครูบาอาจารย์ได้ดำเนินการแต่งเอาไว้ ถือว่า เป็นความบิดเบือน และเป็นความบิดเบือนที่จะนำไปสู่การล้มล้างหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาได้ แรงที่สุดก็จะประกาศเป็นศาสดาเอง ลัทธินี้มีศาสดาเอง อันนี้ผมถือว่าอันตราย อันนี้ยกตัวอย่างนะ

แล้วต่อมาเขาใช้ธรรม ที่เขาบอกว่า ศาสนธรรม นอกจากจะแปลตัณหาเสร็จแล้ว เขาออกมาตอบโต้นักวิชาการชาวพุทธ นักวิชาการศาสนา แม้แต่คำในเรื่องของพระธรรมวินัย เช่น นานาสังวาส แปลเอง ปกาสนียกรรม แปลเอง ฉะนั้นประมวลแล้ว สรุปแล้ว ผมเชื่อว่าเขาไม่ได้บวชตามรูปแบบ เมื่อไม่ได้บวชตามรูปแบบ เขาเลยหลุดจากวงโคจรของพระธรรมวินัย อย่างถ้าเราจะบวชต้องอ่าน นวโกวาท อ่านเล่มหนึ่ง เล่มสอง แล้วไปเข้าสู่พิธีกรรม เมื่อจำลองพิธีกรรมเสร็จแล้วจากนั้นเข้าไปบวช จากนั้นเรียนนักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอก ตามขั้นตอน เวลาจะพูดจะเทศน์ ถึงจะเป็นคติวิสัย ซึ่งเป็นทรรศนะส่วนตัว แต่ไม่เหนือจากพระธรรมคำสอนในพระไตรปิฎก หรือพระวินัยที่พระพุทธเจ้าได้วางระบบเอาไว้เพื่อความมั่นใจในการแสดงธรรม

แต่คุณโพธิรักษ์ เขาอ้างพระธรรมวินัย อ้างพระพุทธเจ้า แต่เขาอ้างแล้ว อ้างตามความคิดของตนเอง บัญญัติเอง นิยามเอง แล้วต่อมาที่ชัดคือว่า เมื่อเขาไม่ได้อยู่ในรูปแบบ เขาไปตั้งฉายาเอง ตั้งชื่อเอง เช่น สมณะ ก. สมณะ ข. และมีฉายา อรุโณ อรุณี ไปเรื่อย ไม่มีกฎเกณฑ์อะไร ถือตนเองเป็นใหญ่ ซึ่งการตั้งฉายาพระ รูปแบบนั้นต้องยึดโยงและเกี่ยวข้องกับพระธรรมวินัย แต่พระธรรมวินัยนั้นจะต้องชัดเจนคือ ถูกต้องโดยคำสอน ถูกต้องโดยพระธรรมวินัยเป็นผู้กำหนด พระธรรมวินัยออกมาเป็นข้อปกครอง เพราะฉะนั้น การจะตั้งฉายาเอง การจะบวชเรียนเอง มันผิดพระธรรมวินัยอยู่แล้ว ซึ่งพระธรรมวินัยในรูปแบบเขาปฏิวัติ เขาอยู่ตรงข้าม อย่างเช่น การบวชของเขาใช้วิธีของเจ้าสำนัก ไม่ใช่คุณสมบัติ

* คิดว่าคุณโพธิรักษ์ เขามีจุดประสงค์อะไรในการกระทำต่างๆ อย่างที่ว่ามา

ผมเชื่อมั่นว่าโดยพื้นฐานของเขาตั้งแต่เด็กๆ กรณี พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นั้น ผมเชื่อมั่นว่าคนพวกนี้ต้องไม่มักน้อย นี่ความคิดเห็นผมนะ ต้องมักใหญ่ใฝ่สูง แล้วต้องการเอาชนะอะไรบางอย่างแน่ แต่มันตรงข้ามกับหลักศาสนาพุทธ คือ การเอาชนะตนเอง และเราจะถอยออกกับที่เดินหน้า แต่ตอนนี้เขาบอกว่ามักน้อย สันโดษ แต่พฤติกรรมเขาไปในทางขยับขึ้น ในที่สุดมันเกิดปัญหาจนคณะสงฆ์รับไม่ได้ แล้วมีการขับไล่ มีการประกาศความผิดไปแล้ว และมีการฟ้องคดีขึ้นเมื่อปี 2532 ตัดสินคดีไปแล้ว ศาลตัดสินความผิดให้จำคุกมาแล้ว มันมีกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้องในการปกครอง ในการจัดรูปแบบคณะสงฆ์

จิตพิสัยเบื้องลึก น่าจะเป็น น่าจะมีอะไรที่มีความมักใหญ่ใฝ่สูง แต่มาซ่อนอยู่ในเงื่อนไข ซ่อนอยู่ในศาสนา ที่ดึงคนเข้ามาเชื่อได้ เคารพได้ แล้วนำไปสู่ ความมหึมาของกิเลส อย่างที่ผมเคยบอกว่า ผมศรัทธาลึกๆ ตอนที่ผมเป็นสามเณร คิดอยากจะไป แต่พอเรื่องเขาขยับตัวออกมาประกาศ ออกมาตอบโต้คณะสงฆ์ ไม่ฟังพระผู้ใหญ่ แล้วประกาศตัวเป็นอิสระ เหมือนกับที่มัฆวานฯ แล้วมาตั้งพรรคพลังธรรม ล่าสุดมาขัดแย้งทางการเมือง แล้ว พล.ต.จำลอง เริ่มด่าคนแล้ว

นอกจากที่มีการแอบแฝงตนว่าเป็นนักปฏิบัติ อยู่น้อย กินน้อย อาบน้ำ 5 ขัน ไม่นอนกับเมีย เราเริ่มเห็นพฤติกรรมแล้วว่ามันตรงข้ามกัน เพราะฉะนั้นเบื้องหลังของเขานั้น ผมคิดว่ามันตรงข้ามกับการที่เขาออกมานำคน อหิงสา มักน้อย สันโดษ ซึ่งเป็นรูปแบบที่ดีในหลักพระพุทธศาสนา แต่ตรงข้ามกับการกระทำของเขา ที่มักใหญ่ใฝ่สูงตั้งพรรคการเมือง แล้วมีกระบวนการจัดมวลชน มีทุน อันนี้แปลว่ามีปัญหามหึมา แล้วในที่สุดตัวต่อมปัญหาเขากระจายไปทั่ว แล้วในที่สุดใครขัดแย้งไม่เห็นด้วย ในที่สุดมันก็จะเป็นตัวขับเคลื่อนทำให้เกิดปัญหาในระบบ ในสังคม ต่อรัฐบาล

* เมื่อมีปัญหาขึ้นมา ในจุดนี้ทางคณะสงฆ์ได้ดำเนินการกับเรื่องนี้อย่างไร

อันเดิมที่ผมร่ายเรียงมา คือ 1.เมื่อเขาไม่ได้อยู่ใต้อาณัติ อยู่ภายใต้การคณะสงฆ์ แล้วปกครอง อ้างตัวเป็น นานาสังวาส ซึ่งจริงๆ มันเป็นไปไม่ได้ เพราะว่ามันไม่ใช่พระ และเขาประกาศให้สึกไปแล้ว เขาไม่ใช่พระ แล้วศาลฎีกาเขาตัดสินไปแล้วว่าไม่ใช่พระ โดยปริยายความเป็นพระก็หมดไป แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดเมื่อปี 2549 ก่อนการทำรัฐประหาร พล.ต.จำลอง กับคณะนี้แหละออกมาเคลื่อนไหวที่ท้องสนามหลวง โดยกล่าวอ้างว่ารัฐบาลเป็นรัฐบาลที่ไม่ชอบธรรม ไม่มีจริยธรรม ไม่มีคุณธรรม คือ อ้างศีลธรรม เข้ามาร่วมการชุมนุม จริงๆ แล้วพฤติกรรมของ พล.ต.จำลอง ตั้งแต่กรณี "เบียร์ช้าง" แล้ว

พุทธศาสนาในกรณีถ้าจะเข้าไปเรียกร้องเรื่องศาสนา อย่างคณะของพระสงฆ์ 30,000-50,000 รูป ไปที่หน้ารัฐสภา แต่ไปเรียกร้องด้วยเหตุผลเพื่อให้บรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ หรือการเรียกร้องในสมัยอดีตนายกฯ ทักษิณ เรื่อง พ.ร.บ.จัดรูปที่ดิน เพราะคณะสงฆ์ท่านไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลในสมัยนั้นจะออกกฎหมายจัดรูปที่ดิน แล้วเอาที่ดินที่เป็นธรณีสงฆ์ทำเอ็นเตอร์เทนเมนต์ ไปให้เช่า ไปแปลงสินทรัพย์เป็นทุน เพราะเกรงว่าจะเกิดปัญหากับพระ กับคณะสงฆ์ เราออกไปชุมนุม นี่ยกตัวอย่างนะ กว่า 10 วัน อดีตนายกฯ ทักษิณ เห็นว่าไม่ไหวเลยถอย จากนั้น ครม. มีมติให้ทั้งสองสภาฉีกร่างพระราชบัญญัติ อันนั้นคือการชุมนุมทางการเมือง แต่เป็นการชุมนุมที่มีผลกระทบต่อพระ ต่อศาสนาโดยรวม มิใช่ชุมนุมไร้จุดหมายอย่างในปัจจุบัน

ต่อมาออกมาเคลื่อนไหว ในสมัยอดีตนายกฯ ทักษิณ เหมือนกัน 15 วัน เรื่องให้ตั้งกระทรวงพระพุทธศาสนาขึ้นมา และต่อมารัฐบาลชุดนั้นจัดตั้งให้มีสำนักงานพระพุทธศาสนา ไปชุมนุมที่หน้ารัฐสภาเหมือนกัน แล้วต่อมาคือล่าสุด หลังการปฏิวัติรัฐประหารเสร็จ ตั้ง สนช. สสร. ขึ้นมาร่างกฎหมาย เราไปยื่น 2-3 ล้านรายชื่อ ให้บรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ มีการชุมนุม เขาเรียกชุมนุมทางการเมือง แต่ผมกำลังจะเปรียบเทียบให้เห็นว่า ระหว่างสันติอโศกชุมนุม กับพระสงฆ์ชุมนุมนั้น มันต่างกันอย่างไร ต่างกันตรงที่ว่า เป้าหมาย และความเสียหายและประโยชน์อันใดที่จะเกิดขึ้น

ฉะนั้น กรณีสันติอโศก ตั้งแต่ก่อนหน้านี้มาจนถึงปี 2549 ประกาศเต็มตัวว่า "กองทัพธรรม" ขับไล่คุณทักษิณออกไป รัฐบาลออกไป จะยืนหยัดแข็งกร้าว แบบอหิงสา แล้วต่อมาเข้าร่วมการชุมนุมกับพันธมิตรฯ ซึ่งหนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯ คือ พล.ต.จำลอง คือสันติอโศก สันติอโศกก็คือโพธิรักษ์ ตรงนี้ผมกำลังจะสื่อให้เห็นว่า โพธิรักษ์ไม่ใช่พระ แต่พยายามที่จะเป็นสมณะที่อ้างตัวเอง มีสมาชิก เลียนแบบคล้ายๆ พระ แล้วมาชุมนุมทางการเมือง ขับไล่รัฐบาล ถามว่ามันเป็นกิจของสงฆ์ไหม ไม่ใช่อยู่แล้ว เพราะเขาไม่ใช่สงฆ์ เพราะว่าสงฆ์เราไม่ได้เข้าไปร่วมด้วย ยกเว้นสงฆ์บางรูป ที่ยังหลงใหลอยู่อาจจะไปนั่งฟัง จะไปพรมน้ำมนต์ แต่ตัวเขาประกาศเลยว่าชุมนุมทางการเมืองขับไล่รัฐบาล

ทีนี้เขาบอกว่า ทางเลือกใหม่ของเขา สันติอโศก ถ้าจะให้ผมเข้าไปศรัทธา หรือชาวพุทธที่ถอนตัวออกมาแล้ว หรือคนที่กำลังจะเข้าไป หรือเขาจะเป็นตัวบ่อนทำลายให้ความเชื่อถือของพันธมิตรฯ ลดลงหรือไม่ เราชาวพุทธมาพร้อมใจกันคิดว่ากรณีของ "กองทัพธรรม" ของ พล.ต.จำลอง หรือโพธิรักษ์ คือกลุ่มเดียวกัน มีเป้าหมายโดยใช้ศาสนาไปสร้างศรัทธา สร้างภาพ ไปสร้างมวลชน แล้วในที่สุดศรัทธาและมวลชนที่เขามีอยู่นั้นก็ไปกระทบต่อการปกครองของไทย ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมทั้งกระทบต่อบริบทอื่นของสังคมไทยด้วย

ผลกระทบด้านต่างๆ ซึ่งมันมีแล้ว กระทบต่อการปกครองของคณะสงฆ์ กระทบตรงไหน การชุมนุมของเขานั้นไม่ใช่พระ แต่เขามา ใช้จีวร เหมือนห่มจีวร มีบิณฑบาต มีแสดงธรรม มีคำว่า "อาตมา" ซึ่งคำพวกนี้ในหลักพระพุทธศาสนา คนที่จะใช้คำว่า "อาตมา" การพูดจาแสดงธรรม หรือ การโกนศีรษะ การ เอาผ้าสีต่างๆ เป็นจีวรมาห่ม ได้นั้นต้องบวชในพระพุทธศาสนาเท่านั้น ฉะนั้นการกล่าวอ้างของเขานั้นเป็นเพียงแค่ สมณะ ทีนี้ข้อจำกัดคือ สมณะนั้นควรทำแบบนี้หรือไม่ ถูกต้องหรือไม่

สมณะนั้นควรอยู่ในอาศรม เหมือนฤๅษี ต้องอยู่ในอาศรม ถ้าพระต้องอยู่ในวัด อยู่ในสำนัก แต่การแสดงออก อ้างว่าเป็นสมณะแล้วคนเข้าใจผิดว่าเป็นพระ แล้วออกมาบิณฑบาต ทำให้คณะสงฆ์โดยรวมได้รับความเสื่อมเสีย ทั้งภายในและภายนอกประเทศ แล้วฐานเดิมของการขยายผลของเขานั้นมันทำให้คนเข้าใจในพระพุทธศาสนาผิด ทั้งพระธรรมวินัยในการปฏิบัติ ทั้งมวลชนที่เข้าดำเนินการอยู่

โดยเฉพาะการชุมนุมในทางการเมือง เป็นอันตรายอย่างยิ่ง นอกจากกระทบต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กระทบต่อคณะสงฆ์แล้ว อันนี้จะเป็นคล้ายๆ กับว่า เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในทางลบต่อชาวพุทธ เป็นความน่าเศร้า สิ่งที่กระทำได้สองเรื่อง เมื่อเรารู้ว่านาย ก. เป็นใคร ปฏิบัติธรรมจริงไหม บริสุทธิ์ใจต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จริงหรือไม่อย่างไร

อย่างเช่น ผมเคยศรัทธาเขา แล้วผมถอนตัวออกมาแล้ว ฉะนั้นชาวพุทธต้องตระหนักว่า สิ่งที่เขาทำนั้นเป้าหมายเขาทำเพื่อใคร สิ่งดีที่สุด คือ ชาวพุทธต้องระวัง ใช้สติปัญญา ใช้ความถูกต้องมิใช่ถูกใจ แล้วเฝ้าระวังกับขบวนการนี้ ถ้าเป็นการเมืองต้องถอนตัว เพราะเป็นการส่งเสริมที่ทำให้เกิดภาพที่ทำความเสียหายต่อประเทศชาติ คือ ความมั่นคง อันสุดท้ายคือว่า สิ่งที่จะแก้ไขได้และชัดเจน คือช่องทางกฎหมาย ซึ่งมีอยู่ 2 ระดับ กฎหมายอันแรก ใน พ.ร.บ.สงฆ์ คนที่ไม่ใช่พระที่เรียกว่าเป็น "คฤหัสถ์" แต่แต่งกายเลียนแบบ เพราะ คุณไม่ได้บวชในสายพระ การปกครองของพระ มันมีข้อกฎหมาย ไปแต่งการเลียนแบบ ไปดำเนินการตามกฎหมายอาญาได้ ถ้าจำไม่ผิด ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 206, 207, 208 และผู้ที่จะอุปถัมภ์ค้ำจุนพระพุทธศาสนาแก้ไขปัญหาได้ชัดเจน คือ รัฐ หรือรัฐบาล

แต่รัฐบาลคุณทักษิณ ที่อยู่มายาวนานเนื่องจากว่า เพราะคุณทักษิณนั้นถูกมองว่าคือพลังธรรมเก่า แล้ว พล.ต.จำลอง ไปเป็นที่ปรึกษานายกฯ แล้วบุญคุณหมดไป ทดแทนกันแล้ว มันหมดไป แต่ผมเชื่อมั่นว่าคนที่มีสติปัญญาคงไม่ได้ไปหลงทาง แล้วไม่ได้ถูกฝังชิปในลัทธินี้อย่างแน่นอน จึงกลายเป็นปฏิปักษ์ส่วนตัว ระหว่าง พล.ต.จำลอง กับอดีตนายกฯ ทักษิณ พล.ต.จำลอง เลยเอามวลชนจากสันติอโศกออกมาเพื่อต่อสู้กับอดีตนายกฯ ทักษิณ และในที่สุด ไปโยงเรื่องระบอบประชาธิปไตย ที่เสียหายคือไปโยงต่อการปกครองต่อการบริหารประเทศในรัฐบาล ไปโยงต่อพระพุทธศาสนา ที่เป็นส่วนรวม เป็นสิ่งบริสุทธิ์ ให้เสียหายต่อกรณีการชุมนุมของ พล.ต.จำลอง และกลุ่มสันติอโศก

ดังนั้น กรณีคุณทักษิณ จึงเหมือนว่าเข้าไปศึกษาแล้วเข้าใจทีหลัง เพราะฉะนั้นในการประกาศนโยบายของรัฐบาลนายกฯ สมัคร จึงประกาศอุปถัมภ์ค้ำจุนพระพุทธศาสนา และศาสนาอื่น ต้องทบทวนบทบาทรัฐบาล ต่อกรณีชุมนุมแล้วมีความเข้าใจว่า เป็นพระของคนที่เรียกตัวเองว่าเป็นสมณะกลุ่มนี้ ให้ชัดเจน ซึ่งถือว่าเป็นหน้าที่ของฝ่ายบ้านเมืองจะดำเนินการแก้ไข

* ทีนี้ประชาชนในสังคมอาจจะยังไม่เข้าใจ กรณีของสันติอโศก หลักจากที่ศาลฎีกาตัดสินออกมาแล้วว่าผิด ตอนนี้สถานภาพของสันติอโศกคืออะไร

เขาคือเป็นเพียงแค่รูปแบบที่เขาใช้อ้างตัวเองว่าเป็นสมณะ แปลว่า สงบ ปฏิบัติตน มักน้อย สันโดษ ถือศีล 8 หรือศีล 5 ก็แล้วแต่ แต่เขาไม่ใช่พระแน่นอน แต่การก้าวล่วงพระธรรมวินัย การก้าวล่วงหลักปฏิบัติที่เป็นพระพุทธศาสนา เช่น การทำกิจของสงฆ์ การบิณฑบาต การห่มจีวร การออกมาเคลื่อนไหว เป็นสิ่งไม่ถูกต้อง

ทีนี้ที่ถามว่าเมื่อศาลฎีกาตัดสินออกมาแล้ว ต่อไปต้องเป็นหน้าที่ของฝ่ายอาณาจักร เพราะสงฆ์ได้ทำหน้าที่ของท่านแล้ว "นิคหกรรม" ประกาศแล้ว กรมการศาสนาและกระทรวงศึกษาธิการ ที่เข้ามาดูแลคณะสงฆ์ มหาเถรสมาคมดำเนินการ และในที่สุด เป็นหน้าที่ของศาลซึ่งตัดสินเมื่อปี 2542 ให้มีการจำคุก และให้รอลงอาญาไปแล้ว ที่มีหน้าที่ต่อก็คือ รัฐบาล และฝ่ายกฎหมายที่จะต้องเข้ามาดูแลแทน ซึ่งเป็นคดีทางโลก

* ในเรื่องนี้อาจารย์มองว่ารัฐบาลจะต้องจัดการกับเรื่องสันติอโศกอย่างไร

ถ้าเป็นเรื่องของทางการเมือง เช่น ปิดถนน ขวางการจราจร บอกว่าผิดกฎหมาย เบียดเบียนผู้อื่นไหม แต่ก็อยู่ได้เกือบเดือน ยังไม่มีการดำเนินการตามกฎหมาย ใช้วิธีการเจรจากับกลุ่มผู้ชุมนุม มันก็คงเป็นแนวปัญหาทางการเมืองนั่นแหละ ตรงนี้ถ้าไม่จัดการ ก็จะเกิดผลกระทบ จะแตกแยก สังคมเราต้องการความสมานฉันท์ ความสงบ ต้องการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองด้วยความออมชอม คือ ใช้สติปัญญา ไม่ใช้ความรุนแรง

ผมบอกว่าระหว่างใช้ความรุนแรงกับใช้กฎหมายมันต่างกัน ความรุนแรงคือ การละเมิด การเบียดเบียน การทำลายล้าง เป็นสังคมที่ป่าเถื่อน ใช้กฎหมายคือ การบริหารประเทศ แก้ไขปัญหาประเทศ เหมือนกรณีคุณจักรภพ ใช้กฎหมาย แต่กรณีคนทำความผิดจะเป็นใครก็แล้วแต่ ต้องถูกดำเนินการทางกฎหมาย ผิด...ว่าไป ไม่ผิด...ว่าไป แต่ข้ออ้างนั้นมันจะทำให้เกิดข้ออ้างทางการเมือง ผมจึงบอกว่า มีการบ่มเพาะและนำไปสู่ปัญหาระยะยาว ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าห่วงใยเป็นอย่างมากในสังคมไทย

* ถ้าหากปล่อยไปแบบนี้ ปล่อยให้มีการเคลื่อนไหวทางการเมือง จะเกิดผลเสียโดยรวมต่อสังคมไทยอย่างไร

ผมคิดว่าเขาต้องประกาศตัวให้ชัดเจนว่า เขาไม่ใช่พระ แล้วเมื่อไม่ใช่พระเขาต้องไม่ดำเนินการใดๆ ที่แสดงออกและไปขัดต่อกฎหมายสงฆ์ และกฎหมายทางโลก แล้วคุณจะตั้งพรรคการเมืองเป็นสิทธิของคุณ ตั้งไปเลย แต่คุณไม่ควรจะคลุมเครือแอบแฝงหรือว่าลอกเลียนแบบ แล้วทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดต่อพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นสิ่งละเอียดอ่อน และเป็นสิ่งที่บริสุทธิ์ เป็นสิ่งที่เราเคารพนับถือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จะทำอะไรเป็นของเล่นไม่ได้

เพราะฉะนั้น โดยสรุปแล้วสังคมต้องเฝ้าระวัง ต้องชี้ความถูกผิดด้วยใจของชาวพุทธ แต่เราไม่ได้หมายความว่าเราไปกระทำป่าเถื่อน หรือไปละเมิดความคิดเขา แต่ไปแสดงหลักการในแง่ของสังคมไทย ประเทศไทยในการบริหารจัดการประเทศมันต้องมีมาตรฐาน ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ภายใต้รัฐธรรมนูญเดียวกัน แต่จะสองมาตรฐานไม่ได้

* ตรงนี้หากรัฐบาลเพิกเฉย อาจจะมีกลุ่มอื่นๆ ที่จะออกมาในลักษณะนี้อีกในอนาคต โดยอ้างความชอบธรรมที่กฎหมายไม่จัดการ กลายเป็นร้อยลัทธิ พันนิกายขึ้นได้ไหม

จะเป็นตัวอย่าง ขณะนี้อาจจะมีอยู่บ้างแล้ว แต่เขายังไม่แสดง แต่กรณีนี้จะเป็นกรณีตัวอย่างให้กับกลุ่มอื่นๆ หรือคนที่คิดจะดำเนินการแบบนี้ ก่อให้เกิดความยุ่งยากต่อการบริหารประเทศได้ ต่อพระพุทธศาสนาได้

ทีนี้ในแง่ของข้อกฎหมายมันต้องมานั่งคุยกันว่า การบริหารประเทศ อาณาจักรคือรัฐบาล กับศาสนจักรคือคณะสงฆ์ และบุคคลในวงการศาสนา ที่ระบุอยู่ตอนนี้ คือกลุ่มนี้ มันมีการดำเนินการมีช่องทางที่จะทำ แต่มันเป็นความเสียหายที่รัฐบาลจะต้องอุปถัมภ์คุ้มครองพระพุทธศาสนา แต่ไม่ได้หมายความว่า รัฐบาลไปเป็นปฏิปักษ์กับฝ่ายตรงข้าม จึงมองว่าเขาเป็นส่วนที่เราจะต้องไปล้มล้าง ไม่ใช่นะ แต่ดำเนินการตามกฎหมาย ตามครรลอง ตามมาตรฐาน และทุกรัฐบาลที่ถูกต้อง ต้องดำเนินการ ที่ผ่านมาไม่มีการดำเนินการเลย

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเหมือนกัน เราต้องแก้ไขเพื่อให้เกิดความถูกต้องทุกภาคส่วน เป็นธรรมตามระบอบประชาธิปไตย คือ เพื่อส่วนรวม ประโยชน์ของชาติ มิใช่เพื่อตนเอง มิใช่เพื่อพรรค และการแก้ไขนั้นต้องเป็นมติมหาชน เป็นความเห็นของคนส่วนใหญ่ ส่วนวิธีการว่าจะทำอย่างไรให้เกิดความเห็นของคนส่วนใหญ่ และทำให้เกิดความถูกต้อง ลดความขัดแย้งให้มากที่สุด การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นหน้าที่ของใคร ระบบรัฐสภา ผู้แทนปวงชน ส.ส. ส.ว. ต้องทำหน้าที่ใช่ไหม ก็ต้องว่ากันในสภาใช่ไหม นี่คือระบบการเมืองมันจะเดินได้ ไม่ใช่สร้างภาพ สร้างปัญหา สร้างเรื่อง แล้วก็หาไม่เจอ ท้ายสุดก็เป็นจุดจบของประเทศ มันไม่ถูกต้อง อันนี้เป็นความห่วงใยต่อกรณีนี้

โดยเฉพาะชาวพุทธและคณะสงฆ์ ท่านเป็นห่วง เมื่อเป็นห่วงแล้วกฎหมายรับรอง ท่านได้แค่นั้น อำนาจเต็มที่ ก็ทำได้แค่นั้น เมื่อภาระหน้าที่ท่านหมดแล้ว ต่อไปก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะเข้ามากำกับดูแลเพื่อให้เกิดความชัดเจน เพื่อไม่ให้เป็นแบบอย่าง เพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวาย ความเสียหายต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ต่อกฎเกณฑ์ทางศาสนาต่อไปอีกในระยะยาว นี่เป็นการชุมนุมทางการเมือง ในรูปแบบของการศาสนา แต่ศาสนาลัทธิอะไรต้องชัดเจน

และที่สำคัญ ที่ผมพูดค้างไว้คือว่า ทุกอย่างที่เป็นสภาวธรรม ความถูกต้องถูกผิด เรารู้ว่าควรจะศรัทธาและเข้าไปสนับสนุนอย่างไรนั้น เมื่อรู้ว่าอย่างนี้เกิดปัญญาแท้จริง รูปแบบต่างๆ ศีลธรรม วัฒนธรรม เสร็จแล้วอยากให้เราพูดต่อไปว่า บ้านเมืองต้องร่วมกันแก้ ศาสนาก็ต้องร่วมกันแก้ 95% รัฐบาลต้องช่วยเหลือ ถ้าปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคณะสงฆ์มือเดียว ขาเดียว ชาวพุทธไม่ช่วย รัฐบาลไม่ช่วย ทั้งที่มีอำนาจบริหารได้ มันจะล่มทั้งชาติและศาสนา

* ข้อสรุปก็คือ ถ้ารัฐบาลไม่จัดการ และชาวพุทธไม่ร่วมกันดูแล เท่ากับว่าเรายอมรับลัทธิเหล่านี้ และจะเกิดขึ้นมาอีกเป็นสิบ เป็นร้อย และอาจนำไปสู้ความวุ่นวายในที่สุด

เหมือนลัทธิโอมชินริเกียวในญี่ปุ่น แต่ว่าตำรวจเขาเอาจริง สอนไม่ให้กราบไหว้พ่อแม่ บอกว่าพ่อแม่ไม่มีต้นกำเนิด ในที่สุดมันฆ่าคนที่อยู่ข้างๆ เป็นคัมภีร์มรณะไป เป็นภัยต่อความมั่นคง เป็นภัยต่อสังคม เป็นภัยต่อวัฒนธรรม อันนี้เราไม่อยากมองว่าเขาเป็นภัยต่อความมั่นคง แต่มันปฏิบัติแล้วมันทำให้เกิดความแตกแยก การแตกแยกหรือความแตกแยก นำไปสู่เกมการเมือง แบบนี้น่ากลัว เพราะว่าสมณะต้องมีลักษณะสงบ เหมือนผู้นำชุมชน ผู้นำสังคม ไม่ได้สร้างความแตกแยก ไม่ได้มีประโยชน์ในทางการเมืองในลักษณะประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน แบ่งขั้วแบบนี้ ไม่ใช่

* เป็นไปได้ไหมที่รัฐบาลที่ผ่านๆ มาไม่จัดการกับกรณีนี้ เพราะคิดว่าถ้าหมดโพธิรักษ์ไป สันติอโศกก็จะหายไปด้วย

ผมคิดว่าการที่ไม่เข้าไปกำกับดูแล เป็นการคิดผิดนะ ถ้ามองในเชิงรัฐศาสตร์ เรื่องศาสนา เรื่องการปกครองบางเรื่องต้องมองในแง่ของนิติศาสตร์ นิติศาสตร์เชิงรัฐ นิติศาสตร์ในเชิงพระพุทธศาสนา ที่ต้องเข้ามาปกครองสงฆ์ ที่บอกว่าต้องเข้ามากำกับดูแลพระพุทธศาสนาทั้งระบบ เพราะฉะนั้นการที่รัฐบาลคิดแบบนี้เป็นการคิดผิด ชาวพุทธคิดผิด สิ่งที่เป็นภัยต่อพระพุทธศาสนา นอกจากภัยต่อตัวเอง คือ ในใจ การดำเนินการกำจัดกิเลสแล้ว ภัยที่อยู่รอบข้างพระพุทธศาสนา ในเชิงการเมือง ในเชิงการศึกษา ในเชิงลัทธินิยมที่เกิดปัญหาและมีผลกระทบ ถือว่าเป็นภัยต่อพระพุทธศาสนา

ทีนี้ที่ถามว่า ถ้าโพธิรักษ์ไม่อยู่แล้ว สันติอโศกจะอยู่ได้ไหมนั้น มันต้องมีคนสืบทอด เพราะอย่าลืมว่าลัทธิความเชื่อจะต้องมีตัวตายตัวแทน เหมือนเราไม่มีพระพุทธองค์แล้ว แต่ผมยังเชื่อว่าพระพุทธองค์มีจริง หลักธรรมคำสอนของพระองค์มีจริง ปฏิบัติได้ ฉะนั้นเขาต้องมีตัวตายตัวแทน ไม่มีโพธิรักษ์ ไม่มี พล.ต.จำลอง เขาต้องมีคนสืบทอด เพราะฉะนั้นการจะซื้อเวลาเพื่อเป็นการแก้ปัญหานั้น เป็นการคิดผิด สุดท้ายผมคิดว่าเรื่องศาสนาเป็นเรื่องสำคัญ อยู่ร่วมกัน 5 ศาสนาที่ทางการรับรอง

รวมทั้งกลุ่มของเขาด้วยนะ ถ้าจะดำเนินการใดๆ นึกถึงชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จะแยกออกมิได้ ความขัดแย้งย่อมมีบ้าง แต่ความขัดแย้งทางการเมืองเป็นเรื่องสำคัญ แล้วนำมาสู่ความกระทบต่อความมั่นคงต่อการปกครอง ต่อความเสียหายของชาติโดยรวม เพราะฉะนั้นเรื่องศาสนาเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การที่จะเอามาผูกโยงในทางการเมืองต้องระวังนะครับ

* ทีนี้สำหรับพุทธศาสนิกชน เราควรจะมีท่าทีอย่างไรต่อสันติอโศก

เรากำลังพูดถึงท่าที ที่ดูจากสื่อ คนที่เขาเห็นด้วยเขาไปตรงนั้นว่ากันไป ในกลุ่มที่เป็นสมาชิกของเขา แต่กลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วย เขาไม่มีโอกาสที่จะได้ขึ้นไปพูด ไม่มีโอกาสได้ให้สัมภาษณ์ ได้ชี้แจง แต่ผมเชื่อมั่นท่าทีของชาวพุทธนั้นไม่สบายใจ วิตกกังวล ห่วงใย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จากกรณีของกลุ่มนี้ว่าที่สุดปลายทางแล้ว มันกลายเป็นว่าพุทธเราจะรบกันเอง ตามหลักแล้วคือ อหิงสา ไม่เบียดเบียน ต้องการความสามัคคี เสริมสร้างเอกลักษณ์ ค้ำจุนพระพุทธศาสนาให้ดำรงมั่น ซึ่งเป็นมรดกของชาติไทยมายาวนาน

เพราะฉะนั้น ท่าทีของชาวพุทธที่ผ่านสื่อออกไปนั้น จะต้องแสดงให้เห็นถึงความมั่นคงต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ก็คือ รัฐบาลจะต้องทำอย่างไรให้คนเกิดสติปัญญา ให้เข้าใจว่า ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นสิ่งยิ่งใหญ่ เป็นสิ่งบริสุทธิ์ เป็นที่หลอมรวมจิตใจของผู้คน ให้คนไทยเห็นว่าของจริงอยู่ที่ไหน ของแท้อยู่ที่ไหน เมื่อรู้แล้วควรจะต้องปฏิบัติอย่างไร ยังจะไปสนับสนุนอยู่อีกหรือไม่ แล้วก็ควรจะต้องเฝ้าระวังให้มากยิ่งขึ้น เพื่อปกป้องพุทธศาสนาให้ดำรงอยู่คู่กับชาติไทยสืบไป

สุดท้ายผมคิดว่า หลักสากลที่เป็นธรรมะแล้ว การปกครอง หลักประชาธิปไตย การพระศาสนาใด "เราจะให้แบบถูกใจมิได้ มันต้องถูกต้อง" จึงจะชอบธรรม ยุติธรรม และเป็นธรรม

ประชาทรรศน์รายสัปดาห์


'สมัคร' สู้-ไม่ออก จวกม็อบ ซัดปชป.จ้องโค่น

หลังจากที่รัฐบาลหาทางลดกระแสกดดันทางการเมือง ด้วยการยอมให้มีการบรรจุญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านเข้าสู่วาระการประชุมสภาฯ ในวันที่ 24 มิ.ย. ล่าสุดพรรคประชาธิปัตย์ได้จัดทีม 50 ขุนพลฝีปากเอกไว้ขึ้นเวทีอภิปรายแล้ว ขณะที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี แสดงความมั่นใจในเสียงสนับสนุนของพรรคร่วมรัฐบาล พร้อมยืนยันว่าจะไม่ลาออกจากตำแหน่ง

สมัครออกทีวีแจงสถานการณ์

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 22 มิ.ย. นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ สนทนาประสาสมัครออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ซึ่งเป็นที่จับตาของคนทั่วประเทศว่า นายสมัครจะพูดถึงสถานการณ์บ้านเมืองที่อยู่ในช่วงเปราะบางอย่างไร หลังถูกกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเคลื่อนขบวนไปปิดล้อมข้างทำเนียบรัฐบาล ในขณะที่รัฐบาลก็ไฟเขียวให้มีการบรรจุญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน ท่ามกลางกระแสข่าวคนในพรรคพลังประชาชนกดดันให้นายสมัครลาออก รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับการปฏิวัติ ทั้งนี้ นายสมัครเริ่มต้นรายการด้วยการชี้แจงเรื่องที่ยกเลิกกำหนดการร้องเพลงการกุศล คอนเสิร์ตดุจบิดรมารดาร่วมกับวงดนตรีกองทัพบก ที่หอประชุมกรมประชาสัมพันธ์ เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 21 มิ.ย. ที่ผ่านมาว่า ในสถานการณ์อย่างนี้ เมื่อมีคนบอกว่าถึงว่างก็ไม่ควรไป เพราะจะเป็นการยั่วกิเลสชาวบ้านเกินไป ตนก็เชื่อตามคำแนะนำ จึงต้องขออภัยผู้ที่ไปรอฟังด้วย

อ้างศาลโลกชี้ไทยแพ้คดีเขาพระวิหาร

จากนั้น นายสมัครกล่าวชี้แจงถึงกรณีปราสาทเขาพระวิหารว่า เป็นเรื่องที่ตั้งใจจะพูด หากไม่อธิบายจะทำให้มีการจุดชนวนลุกลามกันต่อไป มีการซักไซ้ไล่เลียง ไล่ต้อน แต่พวกนี้ไม่ถามลูกพี่ตัวเองในพรรคเดียวกันที่อายุมากๆ จึงต้องอธิบายให้ชัดเจน เพราะถูกนำมาปลุกระดมกันอย่างน่ากลัวว่าไทยจะเสียดินแดน ถึงขั้นที่จะเอาไปร้องศาลปกครอง ตนเชื่อว่าศาลปกครองก็อายุมากพอที่จะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ตั้งแต่ พ.ศ.2505 ที่ฝ่ายกัมพูชาฟ้องศาลโลกว่าเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา และฝ่ายไทยก็สู้คดีในศาลโลก บริจาคกันคนละ 1 บาทและสู้คดี บังเอิญผู้ที่ไปสู้คดีเชื่อมั่นเรื่องแผนที่ เมื่อถามเราว่ารับเรื่องแผนที่ที่ฝรั่งเศสขีดไว้หรือไม่ ฝ่ายไทยก็ยืนยันว่ารับ ทั้งที่ถ้าจะเอาสันปันน้ำ ไม่รับแผนที่ที่ขีดไว้ก็ยังสู้กันได้อีกนาน แต่เมื่อบอกรับแผนที่ที่ขีด ขณะที่ฝรั่งขีดก็ไม่ได้ไปดูของจริง และขีดให้ตัวแนวสันปันน้ำยื่นไปฝั่งโน้น ไม่ได้ตั้งใจขีดเส้นตรงตีนบันได เวลาไปต่อสู้กัน ทนายของเราไปยอมรับ ก็แพ้คดี เพราะเมื่อนำแผนที่มากางพบว่าบริเวณที่ยื่นไปอยู่นอกแผนที่ เท่ากับว่าเขาพระวิหารที่ยื่นออกไปอยู่ในเขตของกัมพูชา ศาลโลกตัดสินไทยแพ้คดี ต้องยกเขาพระวิหารให้กัมพูชาไป

ข้องใจ 45 ปีไม่มีใครคิดทักท้วง

นายสมัครกล่าวต่อว่า เวลาผ่านมา 45 ปี มีใครได้ไปเริ่มทำสิทธิไปเปิดคดีใหม่หรือยัง มันแพ้คดีเขา ที่อยู่กันมาได้เพราะประโยชน์ร่วมกัน นักท่องเที่ยวขึ้นได้สะดวกที่ฝั่งไทย นักท่องเที่ยวก็มา แต่เขาชักธงอยู่บนนั้น 45 ปี ถ้าปีละผืนก็เปลี่ยนมา 45 ผืนแล้ว ไม่เห็นมีใครไปทักท้วง อยู่กันมาเรียบร้อยดี จะคาบลูกคาบดอกอย่างไร จะสงวนสิทธิอย่างไร 45 ปีไม่มีใครทักท้วง แต่เกิดมาวันหนึ่งไม่นานมานี้ กัมพูชาจะเอาเขาพระวิหารไปขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เราก็ต้องทักท้วง โดยบอกว่าถ้าขึ้นทะเบียนมรดกโลก รอบๆเป็นภูเขาอยู่ข้างล่าง มีพื้นที่ทับซ้อนอยู่กว่า 4 ตารางกิโลเมตร ยังตกลงกันไม่ได้ ไทยจึงบอกว่าจะเอาบริเวณนั้นไปขึ้นทะเบียนอย่างนั้นได้อย่างไร ทางสมเด็จฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ก็บอกว่าจะแก้ปัญหาโดยจะเอาเฉพาะตัวปราสาท ซึ่งเป็นพื้นที่ของเขาขึ้นทะเบียน เราจึงตกลงเพราะไม่ใช่เรื่องอะไรของเรา เป็นพื้นที่ของเขาที่จะเอาไปขึ้นทะเบียน และเป็นผลจากการทักท้วงของไทยหลังจากที่มีการเจรจากันร่วม 12 ชั่วโมงที่ประเทศฝรั่งเศส จนได้ข้อสรุปว่ากัมพูชาจะขึ้นทะเบียนมรดกโลกเฉพาะตัวปราสาท ในวันที่ 5 ก.ค. นี้ และภายใน 2 ปีค่อยมาเจรจากันต่อเรื่องพื้นที่ทับซ้อน ที่มีชาวกัมพูชาเข้ามาตั้งบ้านเรือนและวัดตั้งแต่ปี 2543 ซึ่งอยู่ในรัฐบาลไหนไม่ทราบ ลองนับกันดู โดยจะต้องเอาตรงนั้นออกไปจากพื้นที่ทับซ้อนทั้งหมด รวมถึงพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลด้วย กรณีดังกล่าวเป็นการแถลงการณ์ร่วม ไม่ใช่สนธิสัญญาอะไร

แก้ข่าว ทักษิณแอบเจรจาธุรกิจ

อยู่ดีๆเอามาปลุกระดม นายกฯทักษิณไปตีกอล์ฟกับฮุนเซ็น ก็มาบอกว่าจะไปแลกเปลี่ยน แลกเปลี่ยนอะไรกัน ทำนองว่ารัฐบาลนี้จะเอาเขาพระวิหารไปยกให้ เขมร เพื่อแลกเปลี่ยนไปขุดน้ำมัน น้ำมันก็ไม่ได้ขุดแลกก็ไม่ได้แลก เพราะเป็นของของเขา เราทำหน้าที่รัฐบาล ออกมาทักท้วง ก็จะไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีนพดล (นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ) พูดเท่าไรไม่ฟัง แม่ทัพนายกอง ผู้บัญชาการทหาร อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย เจ้ากรมแผนที่ทหาร ก็ออกมายืนยันชัดเจนว่ามันขอบเขตของเขา เราไม่เคยเสียอะไร แต่ก็ยังไม่ฟัง ไปปลุกระดมกันได้ ทำไมก่อนหน้านี้ถ้าเขมรไม่ขึ้นทะเบียนจะอยู่กันอีก 50 ปี ก็อาจจะอยู่อย่างนี้ จะไปเกลียดแค้นรัฐมนตรีนพดลบอกว่า เคยเป็นทนายให้นายกฯทักษิณ แต่ทุกอย่างจบไปหมดแล้ว จะไปโยงใยได้อย่างไรนายสมัครกล่าวและว่า เช่นเดียวกับเรื่องโรงไฟฟ้าที่เกาะกง รัฐบาลนี้เป็นผู้เจรจา ไม่ใช่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ โดยตนเดินทางไปเอง ทางกัมพูชาบอกว่ายินดีสร้างโรงไฟฟ้า แล้วไฟฟ้าก็มาขายให้ไทย ไม่เกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยน แต่ทำไมพูดถึงขนาดนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคการเมืองที่มีเจ้าหน้าที่ของพรรคโผล่มาแสดงอะไรต่างๆ ตนดูแล้วอายุจะเกิดทันหรือไม่ ไม่รู้ แต่ ควรจะถามคนแก่ๆในพรรคดูบ้างว่าเกิดอะไรขึ้นตั้งแต่ 45 ปีที่แล้ว

โอดถูกจ้องขับไล่ทั้งที่มาจากเลือกตั้ง

นายสมัครกล่าวว่า สิ่งที่อยากทบทวนให้ฟังว่าประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองตั้งแต่ 24 มิ.ย. 2475 เคยมีทหารยึดอำนาจ แต่เมื่อเสร็จแล้วก็ถอยไป เราก็จะกลับคืนสู่สภาพปกติ มีรัฐธรรมนูญมาใช้รับรอง มีการเลือกตั้ง มี กกต.เข้ามาดูแลการเลือกตั้งตามระบบมาตรฐาน การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธ.ค.2550 เป็นการตกลงกันแบบที่ชาวโลกรู้กันทั่วโลก พรรคพลังประชาชนได้ 233 เสียง มี 5 พรรคการเมืองมาร่วมจัดตั้งรัฐบาล รวมกันได้ 316 เสียง ส่วนอีกพรรคหนึ่งเหลือ 164 เสียง ก็เป็นฝ่ายค้าน ถือเป็นมาตรฐานสากล และข้อสำคัญใน เรื่องรัฐธรรมนูญบอกถึงวิธีการแก้ไข หากมีข้อบกพร่องก็ต้องแก้ แต่กลับมีคนบอกว่าไม่ได้ ไม่ให้แก้ ความเคียดแค้นชิงชัง การไล่นายกฯคนเก่ายังไม่จบ พอนายกฯคนเก่ากลับมาขึ้นศาล ก็มานั่งจ้องหาเหตุกัน เอาเหตุตรงไหน พอจะยื่นแก้รัฐธรรมนูญก็โดดลงมาทันที ถัดมาอีกหน่อยก็เริ่มเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งตอนนี้ลาออกไปแล้ว เลยเปลี่ยนมาขับไล่รัฐบาล แรกๆก็ด่าอดีตนายกฯ สุดท้ายก็เอาตนเข้าไปพ่วงด้วย กล่าวหาเป็นนอมินี ทั้งที่ กกต.บอกไม่เป็นนอมินี จะทำอย่างไรก็บอกว่าไม่ใช่ แต่ยังจ้องทุกวิถีทางจะเอาออกให้ได้ จุดหมายปลายทางอยู่ตรงไหน

อ่านรายละเอียดต่อ ไทยรัฐ


เบื้องหลังลูกฮึด 'สมัคร'

แก้เกมกันช็อตต่อช็อต เร้าใจไม่แพ้ฟุตบอลยูโรรอบน็อกเอาต์เลย

กับหมากล่าสุดของ ลุงหมักนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ส่งซิกให้ ปู่ชัยนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร บรรจุญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเวทีให้เชือดกันบ่ายโมงครึ่งวันที่ 24 มิถุนายน

พลิกเกมเล่นเร็ว

หักมุมหลบรัฐธรรมนูญมาตรา 158 ที่ล็อกไว้เมื่อญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจคาอยู่ นายกรัฐมนตรีไม่สามารถยุบสภาได้ แก้เหลี่ยมพรรคประชาธิปัตย์ที่ต้อนเข้ามุม

บล็อกให้ลาออกสถานเดียว

ลุงหมักดึงดาบยุบสภากลับมาล็อกไว้ในมือได้เร็วเท่าไหร่ ก็เท่ากับประกันความอุ่นใจในการรับมือกับเกมตอกลิ่มของพรรคประชาธิปัตย์ เขย่าพรรคร่วมรัฐบาลให้โดดหนี สลับขั้วจัดรัฐบาลใหม่

ดันก้น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเสียบแทน

อีกทางหนึ่งก็เอาไว้เป็นตัวประกัน ต่อรองกับศึกภายในที่แว่วๆว่า นายใหญ่เบื่อกับการตกเป็นฝ่ายตั้งรับ ไฟเขียวให้ปรับหัวขบวนกันใหม่

ปล่อยลอยแพนายกฯ นอมินี

เอาเป็นว่า หลังคิวอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถ้าไม่มีทีเด็ดประเภทเชือดกันเลือดสาดกลางสภา ลุงหมักก็จะได้ดาบยุบสภากลับมาอยู่ในมือ

พลิกเป็นฝ่ายคุมเกม

และก็เป็นอะไรที่สวนกระแสข่าวปล่อยว่า ถอดใจล่าสุดในรายการ สนทนาประสาสมัครนายกฯส่งเสียงเข้มๆออกอากาศไปถึงเวทีม็อบพันธมิตรฯ

ผมจะพยายามอดกลั้น และอดทนเพื่อบ้านเมืองของเรา ดูสิว่าใครจะอึดกว่ากัน สื่อมวลชนควรใช้วิจารณญาณให้ดีว่า จะเข้าข้างใคร ระหว่างคนที่ทำถูกต้องตามกฎหมาย กับคนที่ทำผิดกฎหมาย

พร้อมๆกับย้ำเสียงแข็งด้วยความมั่นใจ

จะเดินทางไปทำงานที่ทำเนียบรัฐบาลในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ และประชุม ครม.ในวันอังคารที่ ทำเนียบรัฐบาลตามปกติ ใครอยากแสดงบทบาทใดๆ ก็เชิญแสดงกันให้เต็มที่

ไม่ได้มีอาการแหยงม็อบแต่อย่างใด

นี่ยังไม่พูดถึงคิวร้อนๆที่ ลุงหมักแกล้งประชดประชัน สมมติว่าตัวเองแพ้เวทีโหวตไม่ไว้วางใจในสภา และต้องถอนตัวออกจากนายกรัฐมนตรี เปิดทางให้นายอภิสิทธิ์เข้ามาเป็นหัวหน้ารัฐบาล

พวกผมออกไปตั้งแก๊งข้างถนนบ้าง มันจะจบมั้ย

ขู่ย้อนศรแก้เผ็ดกันตรงๆเลย

แต่ที่ได้น้ำได้เนื้อ ชัดเจนจากปากคนเป็นนายกฯ ลุงหมักออกหน้าเคลียร์ปมร้อนว่าด้วยการเสียดินแดนเขาพระวิหารให้เขมร

ประกาศรับผิดชอบในฐานะหัวหน้ารัฐบาล

ยืนยันเมื่อทางการกัมพูชาจะนำเขาพระวิหารไปขึ้นทะเบียนมรดกโลก รัฐบาลไทยก็ทักท้วงไม่ให้ขึ้นทะเบียนบริเวณพื้นที่ทับซ้อน จนต้องไปเจรจากันที่ยูเนสโก ในที่สุดกัมพูชาขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาทในเขตของเขา โดยทหารเราก็ไปดู

ที่มีการปลุกระดมว่า มีการแลกกับการขุดน้ำมัน น้ำมันก็ไม่ได้ขุด แลกก็ไม่ได้แลก รมว.ต่างประเทศ ผู้บัญชาการทหารบก เจ้ากรมสนธิสัญญาก็ออกมายืนยันว่า เป็นขอบเขตของเขา ก็ยังไม่ฟัง

กัมพูชาคือเพื่อนบ้าน ที่ปลุกระดมต้องการอะไร กับเพื่อนบ้านทำไมไม่รักษาไมตรี เราเสียดินแดนไปแล้ว 45 ปี เอาไปผูกโยงให้คนเกิดไม่ทัน 45 ปีเข้าใจว่าเราเสียดินแดน

รัฐบาลนี้เป็นคนไปเจรจา ไม่ใช่อดีตนายกฯทักษิณ ไม่ได้ เกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยน ทำไมทำกันได้ขนาดนี้ ผมไม่เข้าใจ โดยเฉพาะพรรคการเมืองที่ส่งคนมาร่วมด้วย ทำไมไม่ไปถามคนเก่าแก่ในพรรค เกิดอะไรขึ้น 45 ปีที่แล้ว

สมัครออกลูกโต้เป็นชุดๆ หลังตั้งรับมาหลายวันโดยความมั่นอกมั่นใจ มันน่าจะโยงไปถึงข่าววงในเบื้องหลังวันที่ม็อบพันธมิตรฯบุกล้อมทำเนียบฯเรียกร้องให้นายกฯลาออก แต่วันนั้นก็เป็น บิ๊กป๊อกพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ที่บอกกับ ลุงหมักขอให้บริหารประเทศชาติต่อไป

ทหารจะเป็นกำลังใจให้ และไม่ต้องห่วงทหารจะออกมาทำอะไร

นี่แหละ ลุงหมักถึงได้มีแรงฮึด.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน


การอภิปรายทั่วไปรัฐบาลของวุฒิสภา เริ่มต้นขึ้นแล้ว

รัฐสภา 23 มิ.ย.- การอภิปรายทั่วไปรัฐบาลของวุฒิสภาเริ่มต้นขึ้นแล้ว เมื่อเวลา 09.45 น. โดย ส.ว. ตั้งข้อสังเกตว่าการที่รัฐบาลยอมเปิดอภิปรายแบบฉุกละหุกทั้งที่ตอนแรกอ้างว่าไม่มีเวลานั้นอาจเป็นความตั้งใจของรัฐบาลที่ไม่ต้องการให้วุฒิสภามีเวลาตั้งตัวตรวจสอบรัฐบาล

ทางด้าน นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาถึงรัฐสภาตั้งแต่ช่วงเช้า เพื่อรอฟังการอภิปรายและชี้แจงวุฒิสภา และวันนี้มีอารมณ์ค่อนข้างดี ล่าสุด นายกรัฐมนตรีกำลังชี้แจงสมาชิกวุฒิสภาในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-23 11:10:09

นายกรัฐมนตรีโด๊ปไข่ต้ม 2 ใบก่อนเข้าฟัง ส.ว.เปิดอภิปรายทั่วไป


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมายังรัฐสภาเพื่อชี้แจงการอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติของสมาชิกวุฒิสภา และก่อนการประชุมจะเริ่มขึ้น นายสมัคร ได้เดินไปรับประทานอาหารที่สโมสรเล็กของรัฐสภา โดยได้สั่งผัดเผ็ดหมูป่า ต้มจืดหัวไชเท้าหมูสับ และไข่ต้ม 2 ใบ และน้ำส้มไบเล่เป็นอาหารเช้า ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างแน่นหนา และไม่ยอมให้สื่อมวลชนเข้าไปบันทึกภาพและติดตามความเคลื่อนไหวบริเวณสโมสรเล็ก

ภายหลังรับประทานอาหาร นายกรัฐมนตรี ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมในการชี้แจงครั้งนี้ รวมถึงสถานการณ์การหยุดเดินรถไฟในพื้นที่ภาคใต้ แต่ได้แสดงความเป็นห่วงช่างภาพที่เดินตามถ่ายภาพจนเกือบล้ม โดยสอบถามว่าหากกล้องเสีย ใครจะเป็นผู้จ่ายเงินซ่อม ซึ่งช่างภาพตอบกลับว่าบริษัทเป็นผู้จ่าย จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้เดินเข้าห้องประชุมรัฐสภา เพื่อร่วมประชุมกับวุฒิสภาต่อไป.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-23 10:55:48


โฆษกรัฐบาล ให้กำลังใจ ตร.ดูแลความปลอดภัยทำเนียบฯ

ทำเนียบฯ 23 มิ.ย. – “พล.ต.ท.วิเชียรโชติ” ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจ ตร.ที่ดูแลความปลอดภัยทำเนียบฯ ย้ำใช้ความอดทนอดกลั้นในการแก้ปัญหา มั่นใจพันธมิตรฯ ไม่ใช้ความรุนแรง ยืนยันนายกรัฐมนตรี พร้อมเข้าทำงานในทำเนียบฯ

พล.ต.ท.วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ดูแลความปลอดภัยรอบทำเนียบรัฐบาล และกล่าวว่า ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ความอดทนอดกลั้น ปัญหาการชุมนุมที่เกิดขึ้นเป็นเพราะประชาชนมีความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน แต่รัฐบาลไม่ได้ละเลยต่อการแก้ไขปัญหา

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ดูแลความปลอดภัย ขณะนี้มาจากหลายหน่วยงานกว่า 1,000 นาย ยอมรับว่าต้องมีการสับเปลี่ยนกำลัง ทั้งจากนครบาลและภูธร จนเกิดความเสียหายในการดูแลประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ เพราะต้องถอนกำลังเข้ามาช่วยดูแลความเรียบร้อยในส่วนกลาง ต้องรักษาทำเนียบรัฐบาล เพราะเป็นหัวใจของระบอบประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม การประชุมคณะรัฐมนตรี วันพรุ่งนี้ (24 มิ.ย.) จะเป็นไปตามปกติ ไม่มีการย้ายสถานที่ประชุมแต่อย่างใด

พล.ต.ท.วิเชียรโชติ กล่าวว่า สำหรับภารกิจของนายกรัฐมนตรี วันนี้ (23 มิ.ย.) ต้องไปประชุมชี้แจงต่อที่ประชุมวุฒิสภา เรื่องญัตติอภิปรายทั่วไปรัฐบาล จากนั้นจะไปประชุมร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวง ที่กระทรวงแรงงาน และกลับมาประชุมที่รัฐสภาต่อ ยังไม่มีกำหนดการที่แน่ชัดว่านายกรัฐมนตรีจะเข้าทำเนียบฯ เมื่อใด แต่ยืนยันว่านายกรัฐมนตรีไม่ได้กลัวกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และมีความพร้อม
ที่จะมาทำงานในทำเนียบฯ อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าพันธมิตรฯ จะไม่ใช้ความรุนแรงในการชุมนุม ซึ่งขณะนี้สามารถเปิดถนนราชดำเนินให้รถยนต์ผ่านไปมาได้แล้ว

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ส่วนการประชุมวุฒิสภาเพื่ออภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ เชื่อว่าทุกฝ่ายได้ชี้แจงและซักถาม และจะทำให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลจากด้านต่าง ๆ เพราะมีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ และคิดว่าภายใน 3 วันนี้เหตุการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดี เพราะประชาชนจะเข้าใจการชี้แจงของรัฐบาล.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-23 10:28:00




กองทัพทราม...ลวงโลก

มีคำปรามาสว่า คนไทยเป็นคนจับจด ไร้ราก รักสนุก ขาดความใฝ่รู้ ปราศจากความพินิจ หลงงมงาย ถึงแม้จะคัดค้านอยู่ในใจว่า คนประเทศไหนๆ ก็น่าจะมีคนลักษณะเช่นที่ว่ากันทั้งนั้น แต่เมื่อขบคิดพิจารณา ก็เห็นว่ามีส่วนจริงอยู่ไม่น้อยทีเดียว โดยเฉพาะการขาดความใฝ่รู้ หลงงมงาย ปราศจากความพินิจ ดูจะตรงอย่างปฏิเสธมิได้

พิสูจน์ง่ายๆ ยกข่าวคราวต่างๆ ที่กำลังฮอตฮิตสักเรื่องหนึ่ง แล้วถามไล่เลียงคนที่กำลังพูดถึงอย่างสนุกปาก เพียงไม่กี่คำก็จะรู้ว่าเขามีความชัดเจนต่อข่าวคราวนั้นอย่างไร บางคนไม่อ่านด้วยซ้ำ ชอบเสพข่าวเรื่องราวผ่านหูมากกว่าใช้ปัญญาพินิจ

สังคมไทยจึงเป็นสังคมที่เชื่อง่าย พร้อมจะศรัทธาลุ่มหลง ไก่สี่ขา หมาสองหัว ที่ไหนก็พร้อมจะไหว้กราบกรานหวังพึ่งพา

ไม่น่าแปลกที่ผลวิจัยจะบอกเราว่า คนไทยเสียเงินกว่าปีละพันล้านบาทเพื่อเป็นค่าทำนายทายทักของหมอดู และใช้เงินเป็นหมื่นล้านกับการทรงเจ้าเข้าผี สถิตินี้ตรงสมกันว่า โดยเฉลี่ยไทยเป็นอันดับหนึ่งในเรื่องการดูโทรทัศน์ 22-24 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ในขณะที่อินเดีย คือผู้นำอันดับหนึ่งในการอ่านหนังสือ 10-42 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

การขาดปัญญาพินิจ ไม่แม่นในหลักการ พบเห็นสิ่งใดที่ชอบใจ ถูกใจ พากันศรัทธาเลื่อมใสโดยไม่ใคร่ครวญไตร่ตรองว่าถูกต้องตรงตามหลักการหรือไม่

พุทธศาสนามีหลักอยู่ว่า ชีวิตยังคงเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ ตราบเท่าที่ยังไม่บรรลุพระอรหันต์ ตัดขาดเหตุปัจจัยแห่งการเกิด แต่เพราะถูกใจในคนที่อ้างความมักน้อย สันโดษภายนอก จึงศรัทธาเลื่อมใสโดยไม่เอาหลักการไปจับว่า สิ่งที่คนผู้นั้นอ้างตนว่าเป็นพระอรหันต์กลับชาติมาเกิด ซึ่งเป็นความรู้พื้นฐานที่สุดที่ชาวพุทธทุกคนควรทราบ เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของหลักการในพระพุทธศาสนา แค่นี้ก็เห็นถึงความอ่อนด้อย ไร้หลักการ พึ่งตนเองไม่ได้ ไม่ใช่ชาวพุทธที่มีคุณภาพ

กับการอ้างกองทัพธรรม ตั้งพรรคการเมือง แสวงหาอำนาจทางการเมือง เข้าร่วมกลุ่มแก๊งอันธพาลข้างถนน แสดงอำนาจบาตรใหญ่ ไม่ยอมรับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะอะไรคนกลุ่มนี้ถึงไม่รู้ว่ามันผิดหลัก นอกทางผู้ปฏิบัติธรรม ผู้แสวงหาความหลุดพ้นจะพึงกระทำ

ผศ.เสถียร วิพรมหา เลขาธิการองค์กรเครือข่ายภาคประชาชนพิทักษ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ (อพช.) ให้สัมภาษณ์ผ่านประชาทรรศน์ รายสัปดาห์ ฉบับที่ 73 ประจำวันเสาร์ที่ 21-วันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน พุทธศักราช 2551 เรียกร้องประชาชนผู้รักชาติ และประชาธิปไตย ช่วยกันต่อต้านกลุ่มสันติอโศกร่วมพันธมิตรฯ ปลุกม็อบปิดถนน ชี้เป็นพวกหัวแข็ง ยึดมั่นในตัวเอง บิดเบือนหลักธรรมคำสอนพระพุทธศาสนา เช่น ห้ามกราบไหว้บิดา มารดา แปลคำศัพท์พิสดาร “ตัณหา” แปลว่า หาไม่เจอ จี้หยุดใช้ชื่อกองทัพธรรม

ทำให้คนเข้าใจพระพุทธศาสนาผิด ย้ำการบิณฑบาต การสวดมนต์ การเทศนา ห่มผ้าสีหมากสุกคล้ายจีวร เป็นการกระทำผิดซ้ำ พุทธบริษัทที่ต้องการคุ้มครองพระพุทธศาสนาไม่ให้แปดเปื้อน แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษได้ทันที! เพราะหากไม่ทำอะไรเท่ากับยอมรับ และจะเกิดลัทธิเอาอย่างขึ้นในอนาคตอีกมากมาย อันเป็นการบ่อนทำลาย บั่นทอนความมั่นคงชาติ และพระพุทธศาสนา

“กลุ่มสันติอโศก หรือชาวอโศก เมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว มาจากต้นเรื่อง คือ โพธิรักษ์ หรือ นายรักษ์ รักษ์พงษ์ เขามีศรัทธาศาสนาเหมือนกับเราชาวพุทธทั่วไป เขาไปบวช จำได้ว่าเมื่อประมาณปี 2518 เคยไปทำท่าจะบวชหรือไม่อย่างไร บวชที่วัดอโศการาม ก่อนวัดหนองกระทุ่ม อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ขนาดมีชยันโตในอุโบสถแล้ว แต่ว่าหายเงียบไป แล้วไปบวชจริงๆ ปี 2518 ที่วัดอโศการาม จ.สมุทรปราการ ได้ปีเดียว วุ่นวาย เพราะว่าคนหัวดื้อ เกิดความเชื่อมั่น เรียกว่า “อัตตทิฐิ” ไปมีปัญหากับเจ้าอาวาส กับคณะสงฆ์ภายในวัด แล้วแยกตัวออกมาอยู่กับคณะแม่ชี แล้วมาเคลื่อนไหวในหลักการของเขาที่ ม.ธรรมศาสตร์ ที่มีผลและเกิดปัญหาในปัจจุบันคือเรื่องถือศีลกินมังสวิรัติของเขา

ทีนี้ต่อมากลุ่มสันติอโศก เขาเรียกว่า ชาวอโศก เมื่อขณะที่เขาดำรงฐานะเป็นพระภิกษุ เราถือว่าเป็นพระภิกษุในพุทธบัญญัติ ในพระธรรมวินัย ต้องอยู่ในการปกครองของคณะสงฆ์ ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ 2505 แก้ไขปี 2535 แต่ว่าในช่วงที่เป็นพระ มีพฤติกรรมดังกล่าว เขามีความคิดที่แปลกแยก เขาถือตนเป็นใหญ่และยึดพระธรรมเป็นหลัก แต่ว่าความเป็นจริงและหลักการของพระธรรมวินัยแล้วมันตรงกันข้าม ดูเหมือนว่าเขากำลังจะแยกตัวเองออกจากพระธรรมวินัย แยกตัวเองออกจากคณะสงฆ์ ปัญหาตรงนี้ก็จะไปกระทบต่อวัด คณะสงฆ์ว่าด้วยการปกครอง ที่เป็นรูปแบบอันเป็นฐานปฏิบัติเดิมของคณะสงฆ์ไทย

ต่อมาเมื่อเขามีกลุ่มคณะรวมตัวกัน จึงประกาศตนเองว่า เขายึดพระธรรมอย่างเดียว แต่ไม่ขึ้นอยู่กับคณะสงฆ์ แล้วพฤติกรรมของเขามีการกล่าวโจมตีคณะสงฆ์ โจมตีพระเถระผู้ใหญ่ และโจมตีคณะสงฆ์เรื่อยมา นั่นเป็นความผิดพลาด เพราะว่าคุณโพธิรักษ์เป็นนักจัดรายการ ตั้งแต่ช่อง 4 บางขุนพรหม ลองลำดับดู การที่จะเข้ามาสู่วงการพระ แต่ตอนนั้นเขาบวชจริงๆ แต่พฤติกรรมเขามาจากฐานตรงนั้น

ทีนี้ปัญหาดังกล่าว ทางคณะสงฆ์เริ่มวิตกกังวล จนในที่สุดกำหนดสันติอโศกเป็นกรณีศึกษา และเป็นประเด็นปัญหาเรื่องปกครองคณะสงฆ์ รวมทั้งหลักพระธรรมวินัยของพระภิกษุ กล่าวคือ ระบบการลงโทษพระสงฆ์ที่ประพฤตินอกรีต ไม่อยู่ในอาณัติของผู้บังคับบัญชาของพระผู้ปกครอง จะต้องตักเตือน เมื่อตักเตือนแล้ว แนะนำแล้ว กระบวนการในทางปฏิบัติของการลงโทษก็จะใช้พระวินัย ซึ่งเป็นบทบัญญัติสำคัญของการดูแลควบคุมพระสงฆ์ เช่น พระประพฤติผิดพระธรรมวินัย เมื่อตรวจสอบชัดเจนแล้วก็ต้องให้ลาสิกขา หรือปรับอาบัติตามพระวินัยบัญญัตินั้นๆ”

ผศ.เสถียร วิพรมหา ยังชี้ให้เห็นถึงอันตรายจากสำนักสันติอโศกที่แปลกแยกจากคณะสงฆ์

“ตัวเขา (โพธิรักษ์) ถือเป็นศาสดา เป็นอุปัชฌาย์เอง คือนอกระบบทั้งหมด คิดใหม่ทำใหม่ทั้งหมดเลย เรามองในแง่ที่ว่า คิดใหม่ทำใหม่นะ แต่เป็นแบบทำเอง เพราะฉะนั้นพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องมี 2 อย่างควบคู่กันไป คือ พระธรรม กับพระวินัย ศีล 227 และนอกจากนั้นต้องมีเกณฑ์มาตรฐานของคณะสงฆ์ คือ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ หรือกฎหมายของสงฆ์ การจะบวชต้องได้รับอนุญาต และมีการเช็กประวัติตามเกณฑ์ ฉะนั้น พระธรรมวินัย โดยการปกครองสงฆ์ ซึ่งทั้ง 2 อย่างนี้ ตัวเขามีความแตกต่าง จนกลายเป็นความแตกแยกทางความคิด และสร้างปัญหาพฤติกรรมแปลกแยกมาเรื่อยๆ แต่ยังมีคนเห็นแบบเดียวกับเขา ปัญหาเรื่องนี้เลยขยายตัว

เหตุนี้เองทางคณะสงฆ์จึงมีความวิตกกังวลว่า ไม่สามารถบริหารจัดการผู้ใต้บังคับบัญชาได้ ซึ่งในทางบริหารจัดการของพระสงฆ์คือ สังกัดวัดไหน ให้เจ้าอาวาสหรือเจ้าคณะทำการตรวจสอบแก้ไข แต่ว่าพฤติกรรมคือ นอกจากจะไม่ฟังเจ้าสำนักแล้ว ยังมีลักษณะโจมตี ที่เขาอ้างว่ากระแสหลักมันเป็นสิ่งที่ต้องแก้ไข รากฐานเดิมที่เขาไม่ยึดถือจารีตประเพณีวัฒนธรรมของพระสงฆ์ที่ประพฤติปฏิบัติอยู่ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ดี ทางคณะสงฆ์เราได้มีการหยิบยกขึ้นมาพิจารณาตั้งหลายรอบ เริ่มต้นที่ปี พ.ศ.2518 หลังจากที่รวมกลุ่มกันได้ประกาศแยกตัวเองออกจากคณะสงฆ์ เรียกว่า นานาสังวาส ซึ่งอันที่จริงคำนี้หมายถึง มีพระธรรมวินัยว่าด้วยการปฏิบัติบางข้อบางประการที่แตกต่างกัน ไม่สามารถจะร่วมคณะเดียวกันได้ แต่ต้องเป็นพระ อย่างอุบาสก-อุบาสิกาไม่สามารถอ้างนานาสังวาสได้ เพราะไม่ใช่พระ แต่ทีนี้เขาเข้าใจว่าเขาเป็นพระ จากนั้น 1 ปีต่อมาจึงได้ตั้งสันติอโศกขึ้น โดยเป็นกลุ่มซึ่งตอนนั้นยังไม่เติบโตเท่าทุกวันนี้ ที่ขยายไปเกือบทั่วภูมิภาค และมีมูลนิธิกองทัพธรรม สมาคม และเครือข่ายของมูลนิธิกองทัพธรรม ภายใต้ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง กลุ่มนี้ถือว่าเติบโตมาก

จากนั้นปี พ.ศ.2522 พล.ต.จำลอง ประกาศตัวเป็นสาวกทันที พล.ต.จำลอง จึงดังมาภายใต้เสื้อม่อฮ่อม นี่ไง สโลแกนคือ คนเคร่งศีล เคร่งธรรม มังสวิรัติ ไม่บริโภคเนื้อ กินเจ ที่เขาเรียกว่า มังสวิรัติ แท้จริงแล้วคำว่ามังสวิรัติ แปลว่า เนื้อกับปลา คือ เว้นการบริโภคเนื้อสัตว์ ซึ่งในพระพุทธประวัติ พระเทวทัตนำมาใช้แล้ว เคยอวดอ้างสมัยที่ขอกับพระพุทธเจ้า ที่ว่าอยู่ในป่าเป็นวัตร อยู่โคนไม้เป็นวัตร นุ่งห่มผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ไม่ฉันปลา ไม่ฉันเนื้อ เรียกว่าเป็นแนวคิดแนวปฏิบัติทำให้เกิดกระแสใหม่ ซึ่งในพระธรรมวินัยกระแสใหม่จะขัดหรือไม่อย่างไร ต้องดูที่ฐานเดิม สิ่งที่เป็นข้อปฏิบัติของพระ ของคณะสงฆ์สายเถรวาท

กรณีสันติอโศก เห็นได้ชัดว่าเมื่อเขาทำการรวมตัวกันได้ ต่อมาไปตั้งพรรคพลังธรรม เพราะมีสานุศิษย์ของเขาที่มีความเชื่อเหมือนกัน พล.ต.จำลอง เข้ามาเต็มตัว แล้วเริ่มมีการขยายผล ขยายสำนัก มีสาขา บึงกุ่ม บางกะปิ ที่ จ.ศรีสะเกษ นครปฐม ฯลฯ และมีการตลาดทางด้านระบบสหกรณ์ เอามังสวิรัติเป็นตัวตั้ง และเสื้อม่อฮ่อมเอาไว้ขาย โดยสัญลักษณ์คือ กลุ่มปฏิบัติธรรมมักน้อย สันโดษ ในหลักพุทธศาสนามักน้อย สันโดษ ถือเป็นแนวปฏิบัติอหิงสา ไม่เบียดเบียน ใครทำได้ผู้นั้นจะได้คุณด้านจิตใจและร่างกาย และได้ศรัทธาจากการประพฤติปฏิบัติ แต่เป็นอำนาจของคุณของศีลในทางพุทธศาสนาที่ประพฤติปฏิบัติ”

ทั้งยังเตือนว่า ถ้าบ้านเมืองไม่จัดการ จะเกิดลัทธิเอาอย่างนับร้อยนับพันในอนาตคตอันใกล้ และกลายเป็นปัญหาด้านความมั่นคงในที่สุด

“ขณะนี้อาจจะมีอยู่บ้างแล้ว แต่เขายังไม่แสดง แต่กรณีนี้จะเป็นกรณีตัวอย่างให้กับกลุ่มอื่นๆ หรือคนที่คิดจะดำเนินการแบบนี้ ก่อให้เกิดความยุ่งยากต่อการบริหารประเทศได้ ต่อพระพุทธศาสนาได้

ทีนี้ในแง่ของข้อกฎหมายมันต้องมานั่งคุยกันว่า การบริหารประเทศ อาณาจักรคือรัฐบาล กับศาสนจักรคือคณะสงฆ์ และบุคคลในวงการศาสนา ที่ระบุอยู่ตอนนี้ คือกลุ่มนี้ มันมีการดำเนินการมีช่องทางที่จะทำ แต่มันเป็นความเสียหายที่รัฐบาลจะต้องอุปถัมภ์คุ้มครองพระพุทธศาสนา แต่ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลไปเป็นปฏิปักษ์กับฝ่ายตรงข้าม จึงมองว่าเขาเป็นส่วนที่เราจะต้องไปล้มล้าง ไม่ใช่นะ แต่ดำเนินการตามกฎหมาย ตามครรลอง ตามมาตรฐาน และทุกรัฐบาลที่ถูกต้อง ต้องดำเนินการ ที่ผ่านมาไม่มีการดำเนินการเลย

และที่สำคัญ ที่ผมพูดค้างไว้คือว่า ทุกอย่างที่เป็นสภาวธรรม ความถูกต้องถูกผิด เรารู้ว่าควรจะศรัทธาและเข้าไปสนับสนุนอย่างไรนั้น เมื่อรู้ว่าอย่างนี้เกิดปัญญาแท้จริง รูปแบบต่างๆ ศีลธรรม วัฒนธรรม เสร็จแล้วอยากให้เราพูดต่อไปว่า บ้านเมืองต้องร่วมกันแก้ ศาสนาก็ต้องร่วมกันแก้ 95% รัฐบาลต้องช่วยเหลือ ถ้าปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคณะสงฆ์มือเดียว ขาเดียว ชาวพุทธไม่ช่วย รัฐบาลไม่ช่วย ทั้งที่มีอำนาจบริหารได้ มันจะล่มทั้งชาติและศาสนา”

เพื่อให้รู้เท่าทันว่า นั่น...เป็นกองทัพธรรม หรือกองทัพทราม ควรรีบหามาอ่าน เพราะข้อมูลที่ชัดเจน ตรงประเด็นครบครันแบบนี้ มีที่ประชาทรรศน์เท่านั้น อย่าช้า...ครับท่าน

สภาประชาชนปราศรัยเชียงใหม่ ยันปกป้องประชาธิปไตย

คอลัมน์: ฮอตสกู๊ป

เมื่อเวลา 16.00 น. วันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน ที่ผ่านมา ข่วงประตูท่าแพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ มีกลุ่มประชาชนในนามสมาพันธ์ชาวเหนือเพื่อประชาธิปไตย องค์กรเครือข่ายสภาประชาชน ซึ่งเป็นเครือข่ายสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 จัดกิจกรรม “ร่วมฟัง ร่วมคิด กับสภาประชาชนภาคเหนือ”

โดยมีกิจกรรมทั้งหมดคือ ออกแถลงการณ์จากสมาพันธ์ชาวเหนือเพื่อประชาธิปไตย และสภาประชาชนภาคเหนือ มีการนำหม้อดินมาทำพิธีสาปส่ง 5 แกนนำพันธมิตรฯ และผู้ประสานงาน มีการปราศรัยคัดค้านการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตร สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 และคัดค้านการรัฐประหาร นอกจากนี้ยังมีการแสดงดนตรีสลับกับการปราศรัย นอกจากเพลงเพื่อชีวิตบนเวทีแล้ว มีการร้องเพลงปณิธานแห่งเสรีชนก่อนปิดเวทีด้วย

นายเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล นักธุรกิจ เจ้าของวิทยุชุมชน FM 92.5 MHz แกนนำ เปิดเผยว่า หลังจากทำพิธีนำผงกระดูกผีจากป่าช้ามาใส่หม้อ และนำภาพของแกนนำพันธมิตรฯ ปิดฝาหม้อดินแล้ว พวกตนก็ได้ให้หมอผีมาทำพิธีสาปแช่งกลุ่มแกนนำพันธมิตรฯ และจะได้นำหม้อดินดังกล่าวไปถ่วงน้ำแม่ปิง เพื่อไม่ให้พวกนี้ได้ผุดได้เกิดหากต้องตายไป เพราะทำให้ประเทศชาติเสียหาย สำหรับการปราศรัยของพวกตนจะทำทุกวันเสาร์ที่ข่วงประตูท่าแพ โดยจะเริ่มตั้งแต่ 18.00 น. ไปสิ้นสุดในเวลา 22.00 น. จนกว่าฝ่ายพันธมิตรที่กรุงเทพฯ จะเลิกชุมนุม

นาย สมชัย ชนะวรรณ์ ผู้ปฏิบัติงานสมาพันธ์ชาวเหนือเพื่อประชาธิปไตย ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่าที่กลุ่มต้องจัดกิจกรรมที่ข่วงประตูท่าแพ เนื่องจากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเคลื่อนขบวนไปล้อมทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเขาเห็นว่าการชุมนุมแม้เป็นสิทธิตามหลักการประชาธิปไตย แต่ควรมีขอบเขต ควรเคารพกติกา เคารพกฎหมายบ้านเมือง ถ้าพันธมิตรจัดการชุมนุมโดยไม่ปิดถนน ไปจัดที่สวนลุมพินี คงไม่มีใครว่าอะไร

เขากล่าวว่า แนวทางของพันธมิตรฯ ไม่นำไปสู่หนทางประชาธิปไตย แกนนำพันธมิตรฯ ชอบแอบอ้างประชาธิปไตย แต่สิ่งที่ทำ ทำโดยใช้กฎหมู่ ระบอบประชาธิปไตยเขาสู้กันในระบบรัฐสภา ประชาชนทุกคนมีสิทธิแสดงออก แต่ต้องไม่รบกวนสิทธิของผู้อื่น ไม่ควรกีดขวางทางจราจร ไม่ทำให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อน และการชุมนุมไม่ควรทำให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจ และกระทบต่อความเชื่อมั่นของต่างประเทศ

สิ่งที่แกนนำพันธมิตรฯ กระทำเป็นไปเพื่อความสะใจ อ้างเรื่องประชาธิปไตย แต่ไม่ยอมให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 ทั้งที่พรรคพลังประชาชนรณรงค์หาเสียงอยู่แล้วว่าจะเข้าไปแก้รัฐธรรมนูญ 2550 เพื่อเอาประชาธิปไตยกลับคืนมา มาตราไหนไม่เป็นประชาธิปไตยก็แก้ ส่งคืนรัฐธรรมนูญ 2550 ให้เผด็จการ เพราะคุณยึดอำนาจมา ไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชน

นายสมชัยยืนยันว่าถ้าได้รัฐบาลจากการเลือกตั้งไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองใด พลังประชาชน หรือประชาธิปัตย์ เขายอมรับได้ทั้งนั้น พรรคชาติไทยก็รับได้ ขอให้มาตามครรลอง ไม่ได้ตั้งป้อมว่าต้องเป็นพลังประชาชน ใครก็ได้ ขอให้เข้ามาอย่างถูกต้อง เขาจะสนับสนุน

*โต้สนธิ แก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ทำให้เป็นสาธารณรัฐ ย้อนถามสนธิคิดอะไรอยู่
ต่อกรณีที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวว่า หากมีแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 จะทำให้ประเทศเปลี่ยนแปลงการปกครองไปสู่ระบอบสาธารณรัฐนั้น นายสมชัยกล่าวว่า ความเห็นของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นข้อกล่าวอ้างในการให้ร้ายป้ายสี เขาเห็นว่าคนที่ต้องการประเทศเป็นสาธารณรัฐคือสนธิ ลิ้มทองกุลต่างหาก ทุกครั้งที่นายสนธิอยากทำอะไร เขาจะป้ายสีสิ่งที่เขาอยากทำไปให้คนอื่นเสมอ เช่น ให้ร้ายอดีตนายกฯ ทักษิณ ว่าคอร์รัปชั่น ขายหุ้น ไม่ยอมเสียภาษี

ทั้งที่เราก็รู้ว่าการซื้อขายในตลาดหุ้นไม่เสียภาษี มติชนขายหุ้นไม่เสียภาษี อากู๋ซื้อไม่เสียภาษี กรณ์ จาติกวนิชแห่งพรรคประชาธิปัตย์ขายหุ้นของพ่อเขาเป็นพันล้านไม่เสีย แต่สนธิไม่พูดเรื่องนี้ นายสนธิให้ร้ายทักษิณว่าทุจริต ตัวเองกู้เงินธนาคารมาแล้วไม่ยอมจ่าย ทำเป็นล้มบนฟูก “ประเทศจะกลายเป็นสาธารณรัฐเป็นไปได้อย่างไร ประเทศของเรายังมีสถาบันพระมหากษัตริย์ ยังมีรัฐธรรมนูญ ยังมีการเลือกตั้ง มันเป็นไปไม่ได้ มีแต่นายสนธิคิดอย่างนี้ต้องการเป็นอย่างนี้ คนที่ไม่รู้ทัน รับฟังเขาโดยที่สมองไม่กรองก็จะคล้อยตาม กลายเป็นพวกเป็นพ้อง”

เขาหาว่าทักษิณไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ แล้วตัวนายสนธิเป็นอย่างไรครับ แอบอ้างพระเจ้าอยู่หัว แอบอ้างพระราชินี เอาผ้าพันคอสีฟ้า สีเหลืองมาผูกคอไว้ เพื่ออะไร เพื่อให้คนที่ไม่รู้ หรือรู้ไม่ทัน เข้าใจว่าสถาบันอยู่เบื้องหลังเขา ผมยังจำได้ที่เขาพูดก่อนการรัฐประหาร 19 กันยา ว่าเขาสังกัดพรรคจักรี ถือเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แล้วก่อนการเคลื่อนขบวนไปทำเนียบ ยังเอารูปพระเจ้าอยู่หัวไปติดบนโล่อีก

นายสมชัย ยืนยันว่าการชุมนุมของกลุ่มจะยึดหลักอหิงสา จะไม่มีการปิดถนน เขากล่าวว่า จะรอเวลาที่แกนนำพันธมิตรฯ คิดได้และยอมรับว่าได้กระทำผิดไปแล้ว กลุ่มของเขาทุกคนยอมรับได้ ไม่มีปัญหา เพราะชาวพุทธให้อภัยกันอยู่แล้ว

*“วิภูแถลง” ยันต่อสู้เพื่อรักษาประชาธิปไตย อภิสิทธิ์มาจากการเลือกตั้งก็ต้องปกป้อง
ที่เวทีในเวลา 18.00 น. เริ่มมีการปราศรัย โดยมีผู้ชุมนุมราว 200 คน โดยนายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท และ นายชูพงศ์ ถี่ถ้วน แกนนำสภาประชาชนซึ่งเดินทางมาจาก กทม. มาร่วมปราศรัยด้วย นายวิภูแถลง กล่าวว่า ตอนพฤษภาคม 2535 คน ที่ตายในเหตุการณ์ก็เป็นลูกหลานคนยากคนจน คนขายดอกไม้ คนขายพวงมาลัย แม่ค้าที่จิตใจบริสุทธิ์ ไม่ใช่ พล.ต.จำลอง กินผักไม่กินเนื้อ แต่กินเลือดประชาชน ดังนั้นเขาเป็นห่วงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เกรงว่าจะเหมือนปี 2535 เพราะตอนนั้น พล.ต.จำลอง ได้ยินเสียงปืนแล้วยิ้ม เพราะอยากให้คนตาย รัฐบาลจะได้หมดความชอบธรรม ให้ทหารเข้ามายึดอำนาจ

นาย วิภูแถลง กล่าวว่า ไม่ได้รัก สมัคร สุนทรเวช เพราะหล่อ แต่เพราะนายสมัครมาจากกติกา เขายังเรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเลิกกล่าวหาฝ่ายต่อต้านว่าเป็นไข่ทักษิณ เพราะจะเป็นไข่ใครไม่สำคัญ สำคัญที่ต่อสู้เพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตย ถ้านายอภิสิทธิ์มาจากการเลือกตั้ง นายวิภูแถลงยืนยันว่าจะไปปกป้องนายอภิสิทธิ์ให้ แต่ทุกวันนี้ที่นายอภิสิทธิ์ถูกเกลียดเพราะคิดจะเล่นนอกกติกา คิดใช้สถาบันเป็นเครื่องมือ

*ชวนสังคมไทยยึดหลักไม่เอารัฐประหารเป็นวิธีแก้ปัญหา
เขากล่าวต่อไปว่า สังคมไทยต้องยึดหลัก “ไม่ยอมรับรัฐประหารให้เป็นวิธีแก้ปัญหาทางการเมือง” เพราะโลกไม่ยอมรับ ถ้ามีการทำรัฐประหารอีกจะเกิดผลเสียหนักกว่าการรัฐประหารปี 2549 เขายังกล่าวว่าบ้านเมืองต้องการคนดีมาปกครองบ้านเมือง แต่บ้านเมืองนี้ก็แปลกเพราะไม่ยอมให้ตรวจสอบคนดี คนที่ถูกกล่าวหาว่าชั่ว ก็ปล่อยให้ถูกตรวจสอบจนแทบจะแก้ผ้า แต่คนดีๆ กลับไม่ยอมให้ตรวจสอบ “ส.ส. ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สิน แต่ทำไมผู้บัญชาการเหล่าทัพไม่แสดงทรัพย์สินบ้าง อย่าเลือกปฏิบัติ ผู้พิพากษา ป.ป.ช. คตส. ศาลรัฐธรรมนูญก็ต้องแสดงทรัพย์สินเช่นกัน อย่าทำข้างเดียว แต่นี่ด่านักการเมืองเหมือนหมูหมา ตรวจสอบเขาถี่ยิบ แต่ฝั่งตนไม่ยอมให้ตรวจสอบ บางคนบ้านอย่างกับวังขนาด 1 ไร่ บอกว่าราคาแค่ 4.4 ล้าน” นายวิภูแถลงกล่าว

*คนเหนือน้อยใจถูกด่า ยืนยันเป็นคนกินข้าวเป็นอาหารเหมือนกัน
ต่อมามีชาวเชียงใหม่วัยกลางคนผู้หนึ่งขอขึ้นเวทีปราศรัย กล่าวว่า ผู้นำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยไม่ควรใช้คำผรุสวาท ทั้งที่บอกว่าตัวเองมีศีลธรรม จริยธรรม คุณธรรม อย่างนี้หรือคุณธรรม นี่มันคุณธรรมบนความเดือดร้อนของคนไทยทั้งประเทศแล้ว เชียงใหม่มีรายได้จากการท่องเที่ยว แต่ประสบปัญหาเพราะภาวะน้ำมันขึ้นราคา และสภาพเศรษฐกิจแบบนี้อีก ดังนั้นประเทศชาติจึงต้องการความรัก ความสมานฉันท์ ความสามัคคี เหตุไฉนประเทศไทย 63 ล้านคนจึงตกอยู่ภายใต้การกดดันของคนไม่กี่คน

แล้ว ที่แกนนำพันธมิตรฯ บอกว่าต้องการประชาธิปไตย แล้วตอนรัฐประหารแกนนำเหล่านี้ไปอยู่ที่ไหน แล้วที่บอกว่าไทยจะเสียดินแดน เสียเขาพระวิหาร ขอถามว่าแล้วสามจังหวัดภาคใต้มีขบวนการแบ่งแยกดินแดน แกนนำเหล่านี้ไปมุดรูอยู่ที่ไหน เขายังกล่าวว่าทำไมแกนนำพันธมิตรฯ จึงว่าคนภาคเหนือ ทั้งที่คนเหนือก็เป็นคน กินข้าวเป็นอาหารเหมือนกัน

เขายังกล่าวว่า ขอให้ประชาชนผู้รักประชาธิปไตย ยึดแนวทางครูบาศรีวิชัย นักบุญล้านนา ครั้งหนึ่งครูบาศรีวิชัยถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏ ถูกขังที่วัดศรีดอนไชย จ.เชียงใหม่ และวัดเบญจมบพิตร ใน กทม. เป็นเวลา 3 ปี จนความจริงปรากฏว่าครูบาศรีวิชัยเป็นผู้บริสุทธิ์ ดังนั้น พวกเราอย่าปล่อยให้คนชั่วลอยนวล อย่าให้คนดีต้องต่อสู้ตามลำพัง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ พวกเรารักศรัทธา แต่ทำไมพันธมิตรฯ เอาพระบรมฉายาลักษณ์ไปติดที่โล่ ชายผู้นี้กล่าว
โดยการปราศรัยดำเนินไปจนถึงเวลา 22.00 น. จึงเลิกเวที โดยแกนนำประกาศว่าจะจัดกิจกรรมเช่นนี้ทุกสัปดาห์


แถลงการณ์จากสมาพันธ์ชาวเหนือเพื่อประชาธิปไตย และสภาประชาชนภาคเหนือ

วันที่ 21 มิถุนายน 2551

การ เกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ได้ทำลายความเชื่อมั่นในด้านการลงทุนอย่างรุนแรงต่อประเทศไทย เนื่องจากการรัฐประหารถือเป็นสิ่งแสดงความไม่สมบูรณ์และบกพร่องของระบอบการ ปกครองแบบประชาธิปไตย ประกอบกับสถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบันที่มีพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย “ชุมนุมก่อกวน” ทาง การเมืองโดยอ้างสิทธิในการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญของประเทศจนทำให้เกิดความ เสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อภาพลักษณ์และเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ นอกจากนี้การชุมนุมดังกล่าวยังทำให้การบริหารงานและแก้ไขปัญหาของรัฐบาลทำ ได้ยากขึ้น การกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นตัวอย่างของการใช้สิทธิและเสรีภาพแบบไม่ถูกต้อง ดังนั้นสมาพันธ์ฯ ขอต่อต้านวิธีการชุมนุมประทวงดังกล่าว และจะพยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้ประชาชนทั่วไปของประเทศ โดยเฉพาะในเขตภาคเหนือเกิดความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับประชาธิปไตย เพื่อไม่ให้ประเทศเสียหายเพิ่มขึ้นไปมากกว่านี้

สมาพันธ์ชาวเหนือเพื่อประชาธิปไตยมีมติร่วมกันในการเคลื่อนไหวดังนี้


1.ร่วมกันต่อต้านกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทุกรูปแบบ

2.ร่วมให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเกิดรัฐประหารครั้งล่าสุด เพื่อให้ประชาชนเข้าใจที่มาที่ไปของสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบัน

3.ร่วม รณรงค์ให้ประชาชนในเขตภาคเหนือเข้าใจเกี่ยวกับระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย โดยจะพยายามส่งเสริมให้ประชาชนตระหนักถึงหน้าที่ สิทธิ และเสรีภาพที่ถูกต้องของประชาชน เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประเทศในอนาคต