สงสัยแค่ “ไฟใน” จะยังไม่พอ...
จึงได้เห็นความพยายามของคนบางกลุ่ม ที่จะดึง “ไฟนอก” เข้ามาเผาบ้านด้วย
ด้วยข้อหาว่ารัฐบาลกำลังจะ “ขายชาติ” (อีกแล้ว)
ยกเรื่อง “เสียดินแดน” มาตีไข่ใส่น้ำปลาหวังให้เป็นเรื่องเป็นราวฉาวโฉ่
ดูแล้วก็รู้ว่าไม่เกี่ยวอะไรกับความ “รักชาติ” หากแต่เป็นพฤติกรรม “คลั่งชาติ” ที่จะนำบ้านเมืองไปสู่ความเสียหายได้เห็นๆ
เป็นประเด็นบ้าๆ บอๆ ของ “พวกคลั่ง” ที่กระทั่ง “กัมพูชา” ก็ยังไม่กล้าไว้วางใจ
ต้องปิด “เขาวิหาร” เพราะหวาดระแวงว่าจะมีพวกคลั่งสวมรอยเป็นนักท่องเที่ยวไปก่อความวุ่นวาย
ไม่บอกก็เดาได้ ว่าความหวาดระแวงก่อตัวมาจากฝั่งไทย
รู้ไปถึงไหนอายไปถึงนั่น
จากที่เคยประกาศจะก้าวกระโดด เป็นประเทศชั้นนำของอาเซียน
ตั้งแต่รัฐประหาร ก็กลับลดความสง่างาม และการพัฒนาลงไปเยอะ
มาบัดนี้ “ประเทศไทย” ด้วยฝีมือคนล้าหลังบางกลุ่ม กำลังจะกลายเป็นเพียงประเทศของมนุษย์ถ้ำที่เอาประเด็นเชื้อชาติมาปลุกเป็นกระแสรุนแรงได้
ทั้งที่โลกวันนี้ ทุกประเทศทุกเชื้อชาติ มีการติดต่อเชื่อมโยงสัมพันธ์กันอย่างทันสมัย มุ่งสร้างมิตรไม่ใช่สร้างศัตรูอย่างเมื่อก่อนอีกแล้ว
เห็นแล้วน่าอนาถใจ เพียงเพราะต้องการ “ทำลายความน่าเชื่อถือ” ของรัฐบาล จึงพยายามหาทางทำลายในทุกวิถีทางไม่เว้นแม้แต่เรื่อง “เขาพระวิหาร” ที่ “ศาลโลก” ก็ตัดสินไปแล้วตั้งแต่ปีมะโว้
กลุ่มที่คิดเอาเรื่องนี้มาเป็นประเด็น แสดงถึงความสิ้นไร้ไม้ตอก หมดหนทางในการชุมนุม จึงต้องหาเรื่องขึ้นมาเรื่อยๆ
น่าหัวเราะ...ที่ก็ยังอุตส่าห์มีอีกหลายคน หลายกลุ่ม “บ้าจี้” เต้นไปกับเขาด้วย
“เพี้ยนจัด” ถึงขนาดจะให้รัฐไทยเรียกร้องเอาดินแดนตั้งแต่สมัย “ขี้ม้าจับดาบทำศึก” คืนมาเป็นของสยาม
เพี้ยนขนาดนั้น ถ้าจู่ๆ “สหภาพพม่า” จะเอาอย่างมั่ง ลุกขึ้นมาเรียกร้องว่า “อยุธยา” ก็เคยเป็นของเขา อยากได้คืน มีหวังคงยุ่งพิลึก
เรื่องนี้จึงไม่มีอะไรมากไปกว่า “คนบ้า” ที่พยายามสร้างเรื่อง “เพี้ยน”
อย่างที่บอกว่า เห็นแค่ความวุ่นวายภายในประเทศมันยังเสียหายไม่สะใจ ต้องลากเอาประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงมาร่วมตอกลิ่มด้วย
ถ้าคนที่มีสติดีหน่อย ก็น่าจะมองออกได้แล้วว่า ใครกันแน่กำลังคิดคดทรยศต่อชาติของจริง.
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, June 24, 2008
“เขาพระวิหาร” เรื่องร้อนเร่าของคนสวม “เขา(ควาย)”
76 ปีที่ยังสั่นคลอนพันธมิตรบิดเบือน ปชต.
คอลัมน์ : รายงานพิเศษ
24 มิถุยายน 2475 เป็นวันที่ประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบประชาธิปไตย เป็นครั้งแรก แต่จนถึงขณะนี้ ผ่านไป 76 ปี การตีความคำว่าประชาธิปไตยก็ยังไม่แตกฉาน เหมือนคนบางกลุ่มที่ออกมาเกะกะระราน ด้วยการอ้างสิทธิประชาธิปไตยอยู่ในขณะนี้...
ย้อนไปเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 เกิดเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ของการเมืองไทย ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครองของประเทศไทย จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบอบประชาธิปไตย โดยคณะราษฎรได้นำทหารบกและทหารเรือ มารวมตัวกันบริเวณรอบพระที่นั่งอนันตสมาคม ประมาณ 2,000 คน โดยอ้างว่าเป็นการสวนสนาม
จากนั้น นายพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ได้อ่านประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 ณ บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า เสมือนประกาศยึดอำนาจการปกครอง ก่อนจะนำกำลังแยกย้ายไปจับกุมบุคคลสำคัญ เช่น ผู้สำเร็จพระนคร พระบรมวงศานุวงศ์ เสนาบดี และเข้ายึดจุดยุทธศาสตร์ของกรุงเทพฯ เพื่อทำการปฏิวัติยึดอำนาจจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย
หลักฐานหนึ่งที่บอกเล่าเรื่องราวได้เป็นอย่างดีคือ “หมุดคณะราษฎร” ที่ถูกฝังไว้บนถนนหน้าลานพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นตำแหน่งที่คณะราษฎรยืนอ่านแถลงการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตย อันเป็นจุดเริ่มต้นของประชาธิปไตยในประเทศไทย ดังข้อความที่ปรากฏบนหมุดคณะราษฎรว่า “ณ ที่นี้ คณะราษฎรได้ก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญ เพื่อความเจริญของชาติ ๒๔ มิถุนายน เวลาย่ำรุ่ง”
แม้จะเปลี่ยนแปลงการเมืองการปกครองมาแล้วกว่า 76 ปี แต่การต่อสู้ทางการเมือง ทางความคิดอุดมการณ์ ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ที่นำไปสู่การทำรัฐประหารแล้วถึง 10 ครั้ง ความบอบช้ำครั้งแล้วครั้งเล่าจากกิจกรรมทางการเมืองเกิดขึ้น ณ ถนนสายประวัติศาสตร์ราชดำเนิน สร้างความสะบักสะบอมมาอย่างต่อเนื่องจวบจนถึงปัจจุบัน และกลิ่นอายคราบเลือด คราบน้ำตา ก็ไม่เคยเหือดแห้งไปจากถนนสายนี้เลย...
เพราะปัญหาความแตกแยกความคิดเห็นทางด้านการเมือง ยังคงเกิดขึ้นทุกยุคทุกสมัย และทวีความรุนแรง จนน่าจะนำไปสู่เหตุการณ์นองเลือด หรืออาจกลายเป็นสงครามกลางเมืองได้ โดยที่มิได้นำประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นแล้วมาเป็นบทเรียนเลยแม้แต่น้อย
เมื่อวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง คณะราษฎรผู้ก่อการปฏิวัติ ได้ออกประกาศ เรียกว่า ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 อ้างเหตุผลความจำเป็นในการต้องเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยระบุถึงการจัดรูปแบบการปกครองอย่างเป็นระบบแบบเดียวกับนานาอารยประเทศ
พร้อมทั้งให้คำมั่นว่า “ราษฎรจะได้รับความบำรุงอย่างดีที่สุด ทุกๆ คนจะมีงานทำ เพราะประเทศของเราเป็นประเทศที่อุดมอยู่แล้วตามสภาพ”
ในครั้งนั้น ด้วยพระมหากรุณาธิคุณแห่งองค์สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นแก่ความสงบเรียบร้อยของอาณาประชาราษฎร์ ไม่อยากให้เสียเลือดเนื้อ รวมทั้งความเสียหายแก่บ้านเมือง และเนื่องจากพระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยอยู่แล้ว จึงไม่ทรงขัดความปรารถนาของคณะราษฎร ที่ได้กราบบังคมทูลเชิญเป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ
โดยในวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.2475 ได้ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม...
หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง เหตุการณ์ความขัดแย้งทางความคิดที่รุนแรงจนเป็นเหตุให้คนไทยต้องจับอาวุธขึ้นมาห้ำหั่นกันเอง เกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการรัฐประหารที่เกิดขึ้นแล้วถึง 11 ครั้ง เหตุการณ์ที่เรียกว่า กบฏ และเหตุการณ์ก่อความไม่สงบ อาทิ เหตุการณ์วันเสียงปืนแตก หรือการก่อการร้ายของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2508 จนถึงสิ้นปี 2531 เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ในวันที่ 17-20 พฤษภาคม 2535 และเหตุการณ์ก่อความไม่สงบในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่ปี 2517 จนถึงปัจจุบัน
เวลาที่ผ่านล่วงเลยมาถึง 76 ปี ความยากลำบากกว่าจะได้มาซึ่งระบอบประชาธิปไตยของขุนพลคนกล้า มิได้นำพามาซึ่งความเจริญก้าวหน้า หากแต่วันนี้สถานการณ์บ้านเมืองดังเช่นที่คณะราษฎรได้หยิบยกขึ้นมาเป็นเหตุผลในการปฏิวัติ ก็ยังคงมีอยู่อย่างครบถ้วนทุกประการ โดยเฉพาะการทำตนอยู่เหนือกฎหมายของคนบางกลุ่มบางพวก
การที่คณะนายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่เรียกชื่อกันต่อมาว่า คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ได้ตัดสินใจร่วมกันก่อรัฐประหารล้มรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 นั้น มีข้ออ้างว่า ทหารจำเป็นต้องดำเนินการดังกล่าว เพื่อป้องกันไม่ให้คนไทยที่มีความคิดเห็นทางด้านการเมืองแตกต่างกันจับอาวุธขึ้นมาฆ่ากันเอง ระหว่างฝ่ายที่ต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ กับฝ่ายสนับสนุนที่เป็นพวกของ พ.ต.ท.ทักษิณ
เมื่ออำนาจรัฐที่มาจากระบอบเผด็จการทหาร ไร้ความชอบธรรมในการบริหารประเทศ มิได้เป็นอำนาจที่มาจากประชาธิปไตยที่แท้จริง จึงจำเป็นที่จะต้องคืนอำนาจให้กับประชาชน
ซึ่งภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป วันที่ 23 ธันวาคม 2550 เมื่อพรรคพลังประชาชนได้เสียงข้างมากจากประชาชนให้เข้ามาบริหารประเทศ โดย นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ความคิดเห็นทางการเมืองได้เกิดความแตกแยกขึ้นอีกครั้ง ระหว่างกลุ่มสนับสนุนและกลุ่มคัดค้านอย่างกลุ่มพันธมิตรฯ ที่กล่าวหาและมองว่า พรรคพลังประชาชนเป็นนอมินีของ พ.ต.ท.ทักษิณ และดูเหมือนความขัดแย้งดังกล่าวได้ทวีความรุนแรงขึ้น และอาจจะเป็นสาเหตุที่จะนำไปสู่สงครามกลางเมือง
เพราะจากเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 สถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นกับรัฐบาลสมัครที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ต่างกันกับการขับไล่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ กลุ่มพันธมิตรฯ ที่นำโดย นายสนธิ ลิ้มทองกุล พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายพิภพ ธงไชย นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ และ นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานกลุ่ม ได้ใช้มาตรการ “ชุมนุมใหญ่” เพื่อกดดันและขับไล่นายกรัฐมนตรี และคนกลุ่มนี้ไม่เคารพซึ่งกติกาบ้านเมือง ไม่รู้จักคำว่า “ความพ่ายแพ้” แม้คนกลุ่มนี้จะขับไล่รัฐบาลได้สำเร็จ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นก็จะเปลี่ยนได้แต่รัฐบาล
ซึ่งก็เป็นเพียงผู้บริหารระบอบเท่านั้น ไม่ได้นำมาสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เพราะในเมื่อผู้ที่พยายามขับเคลื่อนไม่เคารพกฎหมายของบ้านเมือง การต่อสู้ของพันธมิตรฯ ก็จะไม่ได้ประชาธิปไตยตามที่ต้องการ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจจะซ้ำรอยประวัติศาสตร์การเมือง เฉกเช่นเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พฤษภาทมิฬ และรัฐประหาร 19 กันยายน สุดท้าย ประชาชนคือผู้ที่ได้รับความบอบช้ำทางการเมืองมากที่สุด
สิ่งที่กลุ่มพันธมิตรฯ กำลังดำเนินการ ถือเป็นองค์การมวลชนของระบอบเผด็จการรัฐประหาร ที่เคลื่อนไหวเพื่อให้ทหารทำรัฐประหารโค่นรัฐบาล ก็เท่ากับเผด็จการชนะ แต่ประชาชนก็ยังคือผู้พ่ายแพ้อยู่ดังเดิม
ความพยายามของกลุ่มพันธมิตรฯ เริ่มต้นที่การรวมตัวชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ.2550 รวมทั้งมีการรวบรวมรายชื่อประชาชนเพื่อถอดถอน ส.ส. ส.ว. ที่เข้าชื่อเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2550 พร้อมทั้งกล่าวหาถึงขบวนการสาธารณรัฐ ที่ต้องการล้มล้างสถาบันกษัตริย์
จากนั้นได้เคลื่อนขบวนไปปักหลักยังหน้าทำเนียบรัฐบาล แต่ติดอยู่เพียงแค่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจได้กั้นไว้ อีกทั้งท้ายขบวนยังมีการปะทะกับกลุ่มผู้ต่อต้านกลุ่มพันธมิตรฯ ด้วย จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย
ต่อมา กลุ่มพันธมิตรฯ ประกาศเปลี่ยนเป้าหมายในการชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลสมัครลาออกทั้งคณะ เพื่อรับผิดชอบต่อปัญหาบ้านเมืองที่เกิดขึ้น และยังกล่าวหาด้วยว่า รัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลหุ่นเชิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หลังจากนั้น นายสมศักดิ์ โกศัยสุข ขึ้นเวทีปราศรัย แล้วประกาศต่อสู้กับรัฐบาลสมัครขั้นแตกหัก ด้าน พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ก็ออกมาย้ำจุดยืนว่า จะชุมนุมต่อไปจนกว่าจะได้รับชัยชนะ และจะไม่ย้ายสถานที่ชุมนุมบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ไปที่ทำเนียบรัฐบาล แม้ตำรวจจะเปิดทางให้ก็จะไม่ไป
ต่อมา วันที่ 6 มิถุนายน 2551 พันธมิตรฯ ประกาศใช้ยุทธศาสตร์ดาวกระจาย นายสุริยะใส กตะศิลา และผู้ร่วมชุมนุม 300 คน เดินทางไปที่สำนักงานอัยการสูงสุด แล้วยื่นจดหมายถึง นายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุด จากนั้นเคลื่อนขบวนมุ่งหน้าสู่กระทรวงมหาดไทย เพื่อยื่นหนังสือถึง ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ดูแลและแก้ปัญหาของประชาชนมากกว่าการโต้ตอบทางการเมือง
รวมทั้งยังเดินทางไปชุมนุมประท้วงที่ด้านหน้าสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อถามหาความชอบธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ จากนั้นมาชุมนุมหน้ากระทรวงการต่างประเทศ เพื่อขับไล่ นายนพดล ปัทมะ ให้ออกจากการเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อยื่นหนังสือทวงถามกรณีข้อพิพาทเรื่องเขาพระวิหาร
และล่าสุด พันธมิตรฯ ประกาศสงคราม 9 ทัพ เคลื่อนพลฝ่าด่านเจ้าหน้าที่ตำรวจ ยึดพื้นที่ปักหลักด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล ฝั่งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เป็นผลสำเร็จ โดยผู้ชุมนุมบางส่วนได้เข้ายึดพื้นที่หน้าทำเนียบรัฐบาลได้ก่อน ซึ่งนำโดย นายสมศักดิ์ โกศัยสุข และ นายพิภพ ธงไชย ได้เข้าไปสมทบกับขบวนชุมนุมที่แยกนางเลิ้ง ที่มี พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสนธิ ลิ้มทองกุล และ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ เข้ากดดันเจ้าหน้าที่ตำรวจจนถอนกำลังออกไป
จากนั้นได้รวมพลทั้งหมดมายังสะพานชมัยมรุเชฐ จนเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องล่าถอยออกไปอีกจุดได้เป็นผลสำเร็จ ล่าสุด แกนนำได้ขึ้นเวทีประกาศชัยชนะต่อการเคลื่อนขบวนในครั้งนี้ และปราศรัยอย่างต่อเนื่องทั้ง 2 เวที โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจตรึงกำลังอยู่อย่างใกล้ชิด
ความต้องการที่จะเอาชนะทางการเมืองโดยไม่เคารพกฎหมายใดๆ ของบ้านเมืองเช่นนี้ มีเหตุอันเชื่อได้ว่า เป็นการกระทำของพวกที่ไม่เห็นแก่ประโยชน์ของบ้านเมือง และไม่เคารพในทั้ง 3 สถาบัน
ครั้งหนึ่งเราเคยเสียเลือดเสียเนื้อเพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย เหตุใดเล่า เราจึงไม่ทำให้ประชาธิปไตยดำเนินไปตามครรลองแห่งรัฐธรรมนูญ
จงหยุดคุกคามกระบวนการประชาธิปไตย

เอ็งเคยนึกถึงชาติบ้านเมืองบ้างไหม?
คอลัมน์: ฮอตสกู๊ป
ดร.นิติภูมิ นวรัตน์ ผู้ซึ่งในอดีตเคยอยู่กับพันธมิตรฯ แต่ปัจจุบันทัศนคติและมุมมองเขาเปลี่ยนไป สะท้อนได้จากบทความที่เขาเขียนลงเว็บไซต์ของตนเอง ที่มีชื่อว่า “เอ็งเคยนึกถึงชาติบ้านเมืองบ้างไหม?”(http://www.nitipoom.com/th/article1.asp?idOpenSky=2983&ipagenum=)
เมื่อวันศุกร์ 20 มิถุนายน ที่ผ่านมา บทความชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่า ที่ผ่านมาเขาและประชาชนที่ไปเข้าร่วมถูกหลอก และเปิดประเด็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยกับเพื่อนบ้านซึ่งพันธมารกำลังปลุกกระแสล้าหลังคลั่งชาติอยู่ในปัจจุบัน ความดังนี้
...ผู้อ่านท่านผู้เจริญ เดิมเราเคยคิดว่า บุคคลกลุ่ม a คิดร้ายต่อประเทศชาติราชบัลลังก์ พวกเราที่รักชาติอย่างบริสุทธิ์ใจก็ดาหน้าออกไปต่อต้าน หาแนวร่วมโดยไปรวมเข้ากับกลุ่ม b เพื่อปกป้องประเทศชาติบ้านเมือง
วันเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนไป บัดนี้ เริ่มมีเค้าลางหางโผล่ออกมาให้เห็นบ้างแล้วว่า โดยแท้ที่จริง พวกเราถูกหลอกกันทั้งประเทศ ดีกลับเป็นชั่ว ชั่วกลับเป็นดี ธรรมกลับกลายเป็นอธรรม อธรรมกลับกลายเป็นฝ่ายธรรม คนชั่วคิดล้มล้างระบอบการปกครองเดิม กลับกลายเป็นไอ้กลุ่ม b ซึ่งพวกเราหลายคนเคยหลงชื่นชมศรัทธามานาน
แผนการชั่วของคนกลุ่มหนึ่งซึ่งต้องการให้บ้านเมืองวุ่นวายถึงที่สุด โดยมีเป้าหมายคือการเปลี่ยนแปลงของประเทศครั้งใหญ่ที่สุดใน 789 ปีของประวัติศาสตร์ชาติไทย ตั้งแต่สมัยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ บรมปฐมกษัตริย์แห่งกรุงสุโขทัยเป็นต้นมา
คนกลุ่มนี้จึงพูดจาจู่โจมโหมกระทบไปถึงประชาชนพลเมืองของเพื่อนบ้านบางประเทศ จนขณะนี้ เริ่มมีน้ำมันเบนซินไปราดรดกองไฟในใจของประชาชนพลเมืองของคนในประเทศนั้นแล้ว ผมคิดว่า คำด่าทอจะขยับขยายกลายเป็นความขัดแย้ง ที่กว่าจะสมานกันได้อาจจะต้องใช้เวลาอีกนานหลายทศวรรษเลยทีเดียว
คนไทยกลุ่มหนึ่งซึ่งขึ้นหลังคารถด่าทอคนกัมพูชาเป็นภาษาเขมร พฤติกรรมอย่างนี้ทำให้หลายชาติดีใจ ไม่ว่าจะเป็นจีน สิงคโปร์ เวียดนาม มาเลเซีย ฯลฯ เพราะเมื่อด่าทอเขมรอย่างนี้แล้ว ต่อไปในอนาคต ก็ไม่มีคนไทยได้ไปลงทุนทำมาหากินในกัมพูชาแข่งกับผู้คนจากประเทศของตน
พ.ศ.2535-2545 เป็นห้วงช่วงเวลา 10 ปีที่คนเขมรนิยมเรียนภาษาไทย ชอบคนไทย ดูหนังไทย ซื้อสินค้าของไทย ฯลฯ แต่ใน พ.ศ. นี้กลับไม่ใช่แล้วครับ ในกรุงพนมเปญ นักเรียนเขมรนิยมเข้าโรงเรียนจีน บางแห่งมีนักเรียนแย่งกันเรียนเกือบถึงหนึ่งหมื่นคน จนรัฐบาลจีนต้องให้มือที่มองไม่เห็นไปเปิดโรงเรียนจีนแห่งที่สอง ที่สาม...
ต่อไปในอนาคต ผู้คนชนชาติเขมรจะพูดแมนดารินกันเต็มประเทศ คนสิงคโปร์ก็พูดภาษาแมนดาริน คนมาเลเซียเชื้อสายจีนก็พูดแมนดาริน วันนั้นมาถึง คนจีน ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ และมาเลเซีย ก็จะเข้ามาใช้พื้นที่ในกัมพูชา และวันนั้นนั่นแหละครับ คำว่า “กัมพูชาเป็น China’s network” เครือข่ายของจีน ก็จะเป็นความจริง
ชาติที่สู้อิทธิพลเครือข่ายของจีนสุดกำลังก็เห็นจะเป็นเกาหลีใต้ นายลี จุง คัน ประธานบริษัท บูยูยัง เข้าใจแผนการกระดิกพลิกตัวของจีน ก็รีบกระโจนโผนออกไปขอพบนายฮุนเซน แจ้งว่าข้าพเจ้าขอเข้ามาลงทุนในกัมพูชา ทว่าไม่ต้องการมาหากำไรจากประเทศนี้ ว่าแล้วนายลีก็บริจาคกระดานดำ 4 หมื่นแผ่น สร้างโรงเรียนให้ใหม่อีก 300 หลัง สร้างสถานที่อบรมครูบาอาจารย์ นอกจากนั้นยังมอบเงินไว้ให้อีก 9แสนดอลลาร์ เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม นายลีก็สั่งให้ขนมามอบให้เขมรอีกหลายตู้คอนเทนเนอร์
ญี่ปุ่นสู้อิทธิพลจีนด้วยการเปิดเที่ยวบินตรงจากจังหวัดคุมาโมโตะ มายังจังหวัดเสียมราฐ ขณะเดียวกันก็ทั้งพูด ทั้งพิมพ์ เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับกัมพูชาหวังว่าให้อยู่ในใจคนเขมร ปราสาทในญี่ปุ่นหลายแห่งถูกค้นคว้าหาหลักฐานในเรื่องที่เกี่ยวดองหนองยุ่งกับกัมพูชา ผู้อ่านท่านลองฟังตำนานเรื่องนี้ที่ นายมาซาโตชิ ทานิกาวา ประธานศูนย์ระหว่างประเทศของญี่ปุ่นนำมาเล่าในเขมรสิครับ
400 ปีที่แล้ว ซามูไรคนหนึ่งซึ่งทำการค้ากับกัมพูชา ท่านนำสินค้าพวกผ้าไหม น้ำตาล กลับมาขาย ได้กำไรแล้วก็นำสตางค์ไปสร้างปราสาทคุมาโมโตะ ซึ่งเป็นสมบัติสำคัญของญี่ปุ่นจนกระทั่งทุกวันนี้"เพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง พวกเราชาวญี่ปุ่นจึงขอปลูกคูโซโนกิ 3 ต้น ไว้ในนครวัด เพื่อเป็นที่ระลึกนึกถึงความสัมพันธ์ของเราทั้งสอง”
เป็นไงครับ ต่างจากพฤติกรรมคนไทยกลุ่มหนึ่งซึ่งไม่เคยแหย่เท้าเข้าไปสร้างสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อช่วยประเทศไทย แต่กลับไปยืนบนหลังคารถ พ่นคำผรุสวาทออกมาด่าเป็นภาษาเขมร จนคนเขมรเอาไปฟังแล้วแค้นกันทั้งประเทศ
พวกเอ็งเคยนึกถึงประเทศชาติบ้านเมืองกันบ้างไหม?...
จ๋อย (คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์)
คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์
ใครที่ได้ชมการถ่ายทอดสดการอภิปรายไม่ไว้วางใจของสมาชิกวุฒิสภา 61 คน แล้วน่าจะคิดเหมือนผมว่า ถึงแม้จะไม่ได้มีสาระอะไร แต่ก็ออกจะเพลิดเพลินดี
อาจจะเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่บันเทิงที่สุด ตั้งแต่ผมริอ่านติดตามข่าวสารการเมืองมาเลยทีเดียว
เอาเฉพาะแค่เห็น ส.ว. 2 ท่านแรกอภิปราย ก็ได้ฮากันเสียแล้ว เพราะทั้ง คำนูณ สิทธิสมาน และ ม.ร.ว.ปรียนันทนา รังสิต ออกมาอ่านคำอภิปรายชนิดคำต่อคำ ครบถ้วนทุกตัวอักษร
ทีแรกก็แอบขัดใจอยู่ว่า ทำไมประธานวุฒิสภาถึงได้ปล่อยให้สมาชิกออกมาอ่านบทความได้เป็นนานสองนาน เพราะมันผิดข้อบังคับสภา
ด้วยประการหนึ่ง การจะนำอะไรมาอ่านจะต้องขออนุญาตจากประธานในที่ประชุมเสียก่อน และอีกประการหนึ่งคือ จะอนุญาตให้อ่านได้เฉพาะเอกสารอื่นที่นำมาอ่านอ้างอิงประกอบคำอภิปรายเท่านั้น
ไม่ใช่เป็นการเขียนบทมาอ่าน หรือมาพูดตามโผที่อาจจะมีใครร่างมาให้
ที่สำคัญ ท่านเป็นวุฒิสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ไม่ใช่นกแก้ว นกขุนทอง ที่จะออกมาพูดจาเจื้อยแจ้วไร้อารมณ์เช่นนี้
โดยเฉพาะในราย ม.ร.ว.ปรียนันทนา ท่านอ่านไปมือก็สั่น เสียงก็สั่น ไม่รู้จะด้วยวัยของท่าน หรือเป็นเพราะประหม่าก็ไม่รู้ได้ เพราะในบางท่อนบางตอน ก็ยังอ่านโผที่ท่านนำมาเองผิดๆ ถูกๆ เอาดื้อๆ
ส่วนในรายของ คำนูณ สิทธิสมาน ได้เห็นสีหน้าตอนที่นายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช ลุกขึ้นมาชี้แจง พร้อมทั้งสอนมวยเข้าให้แล้ว ก็สุดจะเดาความรู้สึก
พรรคพวกที่ดูการอภิปรายอยู่ด้วยกันบอกว่า หน้านิ่งๆ อย่างนั้นสงสัยจะเคียดแค้นน่าดู
แต่สำหรับผมกลับมองว่า อาการอย่างนี้ เป็นอาการหน้าถอดสีที่ออกอาการหงอย และ “จ๋อย” อย่างเห็นได้ชัด
เพราะเรื่องที่อ่านให้ที่ประชุมสภาฟัง พร้อมทั้งถ่ายทอดไปทั่วประเทศนั้น โดนตอกกลับด้วยเหตุด้วยผลอย่างชัดแจ้งจนถึงกับหน้าหงาย
ลำพังแค่เรื่องพื้นๆ อย่างที่ท่านนายกฯ ย้อนที่มาที่ไปของ “นายคำนูณ” ก็โดนใจผมเสียแล้ว
เพราะคงเป็นที่รู้กันดีว่า นายคำนูณ เป็นคนจากค่ายผู้จัดการ ที่ฝังรากอยู่กับ สนธิ ลิ้มทองกุล มายาวนาน
มีอาชีพในการเขียนบทความ และจัดรายการทางสถานีโทรทัศน์ ASTV ด่ารัฐบาล ตามแนวทางเดียวกันกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ได้ดิบได้ดีเข้ามาเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หลังการปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และมีโอกาสอันสำคัญในการร่วมผ่าน รธน.50 ท่ามกลางบรรยากาศเผด็จการ
และเมื่อมีการสรรหาวุฒิสมาชิกกึ่งหนึ่งเข้าสู่สภา โดยกรรมการสรรหาที่เป็นผลพวงจากการรัฐประหาร ก็มีชื่อของคำนูณกลับเข้ามามีบทบาทในสภาอีกครั้ง
เป็นที่มาแบบเดียวกันกับ ส.ว. เกือบทั้งหมด ที่ร่วมกันลงชื่อขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ผมเชื่อว่าการอภิปรายครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีคงไม่ได้รู้สึกหนักใจอะไรที่จะต้องตอบคำถามที่มีความพยายามกล่าวหาเหล่านี้ แต่อาจจะดูเป็นเรื่องน่ารำคาญใจมากกว่า ในความพยายามที่มีการดำเนินการกันเป็นขบวนการ
ขณะเดียวกัน ในการอภิปรายช่วงบ่าย ที่วุฒิสมาชิกบางคนออกมาติงว่า เป็นเวทีอภิปรายรัฐบาล ไม่ใช่การให้รัฐบาลอภิปรายสมาชิกวุฒิสภานั้น
ผมกลับมองกลับกันว่า การตอบคำถาม และย้อนกลับไปที่ความไม่ถูกต้อง ความคลาดเคลื่อนในการอภิปราย ก็เป็นเพียงคำชี้แจง
หรือหากจะมองให้มากไปกว่านั้น ก็อาจเรียกได้ว่าเป็นการสอนมวย ที่เกิดจากการเปิดช่องโหว่ หรือการอ่อนซ้อมของผู้อภิปรายเอง
เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ที่บรรดา ส.ว. ทั้งหลาย มีข้อมูลเพียงบางๆ จะถูกตอบโต้ หรือบางเรื่องก็เข้าขั้นรู้ไม่จริง จะถูกตอกกลับไปบ้าง
ส่วนประเด็นที่จั่วเอาไว้ข้างต้นนั้น ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน อธิบายความคำว่า “จ๋อย” ไว้ว่า เป็นอาการ ซีดเซียว หงอยเหงา สลด อย่างเช่น “หน้าจ๋อย”
เป็นคำอธิบายกิริอาการของ คำนูณ สิทธิสมาน ในยามฟังการชี้แจงของ สมัคร สุนทรเวช ได้เป็นอย่างดี
และไม่เห็นมีท่าทีเก่งกาจเหมือนเวลาที่แสดงบทบาทอยู่นอกสภาแม้แต่น้อย
ทางที่ดี ลาออกไปร่วมกับเวทีม็อบนอกสภา ดูท่าจะมีอนาคตกว่ากันเยอะ...!!
บิ๊กโบ๊ต
เลขามูลนิธิ 111 แจ้งความ โดนมือดีทุบมูลนิธิเชื่อฝีมือพันธมิตร
นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล เลขาธิการมูลนิธิ 111 ไทยรักไทย เข้าพบ พนักงานสอบสวน สน.นางเลิ้ง เพื่อให้ดำเนินคดีกับบุคคลที่ทำลายทรัพย์สินของมูลนิธิ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเคลื่อนขบวนมายังทำเนียบรัฐบาล
โดยในวันนี้ได้นำภาพถ่ายของมูลนิธิ ที่ตั้งอยู่บน ถ.นครสวรรค์ ซึ่งถูกขีดเขียนด้วยถ้อยคำไม่สุภาพ มามอบให้กับพนักงานสอบสวน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้รับมอบพยานหลักฐานไว้แล้ว โดย นายวิชิต ขอให้ตำรวจเร่งติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุ มาดำเนินคดีในข้อหาทำลายทรัพย์สินของบุคคลอื่น ซึ่งในส่วนตัวเชื่อว่า เป็นฝีมือของกลุ่มพันธมิตรฯทางด้านตำรวจ ก็ได้รับเรื่องไว้ตรวจสอบ ก่อนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
“สมชาย” ลั่น 5 พรรคร่วมยังเหนียวแน่น ชี้ ฝ่ายค้านอย่าพาดพิง “ทักษิณ”
นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน(พปช.) มั่นใจเสียงสนับสนุนของพรรคร่วมรัฐบาลในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลของฝ่ายค้านจะไม่เกิดปัญหาเสียงแตก เพราะตลอดเวลาที่ร่วมทำงานกันมา 4 เดือนไม่เคยมีความขัดแย้งใดๆ และไม่มีสัญญาณที่ชี้ว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะไม่ให้การสนับสนุน 7 รัฐมนตรีของพรรค พปช.
"เราทำงานร่วมกันก็ไม่มีปัญหาอะไร...ผมมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ในพรรคร่วมรัฐบาล และขณะนี้ก็ไม่เห็นสัญญาณใดๆ ว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะไม่สนับสนุนเรา" นายสมชาย กล่าว
ปัจจุบัน รัฐบาลผสม 6 พรรคภายใต้การนำของนายสมัคร สุนทรเวช ประกอบด้วย พปช., ชาติไทย, เพื่อแผ่นดิน, มัชฌิมาธิปไตย, รวมใจไทยชาติพัฒนา และประชาราช ซึ่งมีเสียงสนับสนุน 316 เสียง ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านเพียงพรรคเดียวมีเสียงสนับสนุน 164 เสียง
ในช่วงบ่ายวันนี้จนถึงวันพรุ่งนี้(25 มิ.ย.) ฝ่ายค้านจะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรีและ 7 รัฐมนตรีจากพรรค พปช. ได้แก่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม, นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง, นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์, ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย, นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ, นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมว.คมนาคม, นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รมว.ยุติธรรม และ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.คมนาคม
นายสมชาย กล่าวว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้จะส่งผลให้มีการปรับคณะรัฐมนตรี(ครม.)หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ฝ่ายค้านนำมาเปิดเผย แต่เชื่อว่าการตัดสินใจปรับ ครม.ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีมากกว่า และส่วนตัวไม่รู้สึกกังวล
อย่างไรก็ตาม หากฝ่ายค้านจะกล่าวพาดพิงถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมและไม่เป็นธรรมต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะขณะนี้ไม่ได้อยู่ในสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ฝ่ายค้านควรไปดำเนินการนอกสภาผู้แทนราษฎรจะดีกว่า
‘จตุพร’ซัดม็อบถ่อยแจกเบอร์ มือมืดโทรข่มขู่ทำร้ายลูกสาว
การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จากเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ จนมาถึงบริเวณสะพานชมัยมรุเชฐ ด้านข้างทำเนียบรัฐบาล แม้ว่าจะล่วงเลยมาถึง 29 วันแล้ว แต่การชุมนุมก็ยังไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงใดๆ ในทางการเมืองได้ มีแต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจอย่างมหาศาล และความเดือดร้อนของประชาชนที่ขยายตัวเป็นวงกว้างมากขึ้น
รวมไปถึงการเรียกร้องจากหลายฝ่ายให้พันธมิตรฯ ยุติบทบาทการชุมนุมข้างถนน อันเนื่องมาจากปัญหาข้อกังวลสงสัยต่างๆ ในรัฐบาล ได้ถูกนำเข้ากระบวนการตรวจสอบตามวิถีทางประชาธิปไตยแล้ว
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส. สัดส่วน พรรคพลังประชาชน ในฐานะคณะทำงานติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ แถลงว่า ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคประชาธิปัตย์ วันที่ 24 มิถุนายน เชื่อว่ากลุ่มพันธมิตรฯ จะไม่เคลื่อนขบวนมาปิดล้อมรัฐสภา แต่เชื่อว่ากลุ่มพันธมิตรฯ จะเคลื่อนพลมาปิดล้อมรัฐสภา ในวันที่มีการอภิปรายงบประมาณปี 2552 อย่างแน่นอน โดยเป้าหมายคือ ต้องการไม่ให้รัฐบาลตั้งงบประมาณเพื่อบริหารประเทศได้
ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้จริง ถามว่ารัฐบาลจะปล่อยให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เหมือนเมื่อครั้งพันธมิตรฯ บุกมาทำเนียบหรือไม่ เพราะครั้งนั้นรัฐบาลภายใต้การนำของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ไม่อยากให้เกิดความรุนแรง
นายจตุพร กล่าวว่า ถ้าสิ่งเหล่านี้เป็นจริง ก็เท่ากับเป็นการขัดขวางการบริหารราชการแผ่นดิน เพราะข้อเรียกร้องของกลุ่มพันธมิตรฯ มันเลยเถิดไปถึงขั้นสร้างการเมืองใหม่ คือ พันธมิตรฯจะขอมีส่วนร่วมในการบริหารประเทศนี้เอง จะไม่ยึดเอาระบบรัฐสภา ตามระบอบประชาธิปไตยอีกต่อไป
*ซัดม็อบจ่อสถาปนาการเมืองใหม่
เงื่อนไขของพันธมิตรฯ ตอนนี้พ้นเรื่องนายสมัครจะอยู่หรือไม่ไปแล้ว วันนี้พันธมิตรฯต้องการที่จะล้างการเมืองในระบอบประชาธิปไตย และสถาปนาการเมืองใหม่ขึ้นมา ตนอยากจะบอกว่า กลียุคที่พันธมิตรฯชอบพูดนั้น กำลังจะเกิดขึ้นมาจริงๆแล้ว เพราะการเมืองใหม่ตามที่พันธมิตรฯต้องการ ไม่ได้อยู่ในระบอบประชาธิปไตย ข้อเรียกร้องของพันธมิตรฯนั้น เกินเลยระบอบประชาธิปไตยไปแล้ว
นายจตุพร กล่าวว่า วันนี้ตนต้องขอความเป็นธรรม เพราะมีสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ คือ นายวัชระ เพชรทอง อดีตผู้สมัคร ส.ส.สอบตกตลอดชีวิต ได้ขึ้นเวทีปราศรัยของกลุ่มพันธมิตรฯ โดยใช้วิธีการสามานมาก ด้วยการประกาศเบอร์โทรศัพท์ของตนในที่ชุมนุม แล้วเว็ปไซต์ผู้จัดการก็เอามาลงต่อ ที่ผ่านมาตนยอมมาตลอด เพราะไม่อยากมีปัญหากับสื่อมวลชน นักการเมืองมีสิทธิ์ที่จะวิจารณ์ได้ แต่ต้องอยู่ในความพอดี ตนเองในฐานะพรรคพลังประชาชน หรือในนาม นปก.ในอดีต ไม่เคยใช้วิธีการอย่างนี้ ที่ประกาศเบอร์โทรศัพท์ในที่ชุมนุม แล้วให้ผู้ชุมนุมได้โทร.มาด่าทอ เมื่อคืนนี้จนถึงวันนี้ มีโทรศัพท์มาด่าทอจนไม่ได้หลับได้นอน
*ฉะสู้กันซึ่งหน้า-อย่าลามลูกสาว
“ แต่ว่ามีที่เลยเถิดก็คือว่า ได้มีการข่มขู่เล่นงานลูกสาวของผม ที่ยังเป็นเด็กกำลังเรียนหนังสืออยู่ เตือนให้ระวังลูกสาวว่าจะเกิดอันตราย ผมมีเบอร์โทรศัพท์หมดแล้ว จะไปร้องต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะถือว่าคุกคาม และไม่ได้ใช้วิธีของคนที่ผมเรียกว่าหน้าตัวผู้เขาทำกัน คือถ้าไม่ชอบผมก็ต่อสู้ใช้วิธีการวิจารณ์มา ผมก็วิจารณ์ไป เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย และวิธีการอย่างนี้ก็ไม่ใช่รายแรก นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ก็เคยใช้วิธีการเดียวกันนี้ กับนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แล้วให้สมาชิกพันธมิตรฯ โทร.ไปต่อว่า”
นายจตุพร กล่าวว่า ที่ผ่านมาการต่อสู้ของตนนั้น จำกัดวงต่อสู้กับใครก็ตามจะไม่เอาครอบครัวเขามาเกี่ยวข้อง ไม่ให้ได้รับการเดือดร้อน มีอะไรมาทำที่ตน อย่าไปยุ่งกับลูกสาว ที่ยังเรียนหนังสือชั้นประถม กลุ่มพันธมิตรฯ ตนรู้จักทุกคน ยกเว้น นายสนธิ ลิ้มทองกุล รู้จักเบอร์โทร.ที่อยู่หมด แต่ตนไม่เคยบอกกับกลุ่ม นปก. ว่าจะต้องไปทำอย่างที่พันธมิตรฯ กำลังทำกับตนอยู่ในขณะนี้ แต่วิธีการอย่างนี้ต้องดำเนินคดี ขอร้องว่าอย่ามาข่มขู่ถึงลูกสาวครอบครัวตนเลย จะทำอะไรก็มาทำที่ตน
*กังขา “ปชป.-พันธมิตร” ใครนอมินี?
ด้าน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าการอภิปรายของฝ่ายค้านจะต้องมีความแตกต่างและลึกกว่าของพันธมิตรฯ เพราะหากเป็นข้อมูลชุดเดียวกันจะปฏิเสธความเกี่ยวพันกันได้อย่างไร ความจริงแล้วพันธมิตรฯ และพรรคประชาธิปัตย์ต่างหากที่เป็นนอมินีของกันและกัน ถึงขนาดมีอีกชื่อว่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปัตย์ ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ก็มีอีกสถานะหนึ่งคือ พันธมิตรฯ เงา ซึ่งไม่แน่ใจว่าระหว่างนายอภิสิทธิ์กับแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ใครจะมีสถานะนำ
นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ตนขอนำภาพมาเตือนความจำนายอภิสิทธิ์เพื่อจะได้แสดงบทบาทในฐานะฝ่ายค้านได้อย่างชัดเจนและสง่างาม ซึ่งเป็นภาพที่นายอภิสิทธิ์นำดอกไม้เข้าเยี่ยมคารวะนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯที่บ้านพระอาทิตย์ ในโอกาสพิเศษอย่างหนึ่ง ที่พรรคประชาธิปัตย์ไปร่วมงานกันอย่างเป็นทางการ
*โชว์ภาพสวีตหวาน “สนธิ-อภิสิทธิ์”
อีกภาพหนึ่งที่นายสนธิตบไหล่นายอภิสิทธิ์ ในขณะที่นายอภิสิทธิ์มีหน้าตาเหมือนพร้อมรับโอวาทจากผู้ใหญ่ และเป็นที่น่าสังเกตว่านายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์มีส่วนร่วมและบทบาทในการอภิปรายครั้งนี้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น ทั้งๆ ที่พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันว่ามีข้อมูลสำคัญที่จะน็อกรัฐบาลคาสภา และสามารถเปลี่ยนหัวใจแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลให้เปลี่ยนขั้วย้ายข้างได้
หากมั่นใจขนาดนี้เป็นไปไม่ได้ที่จอมพลอย่างนายชวนจะมีส่วนร่วมน้อยขนาดนี้ แสดงว่าฝ่ายค้านไม่ได้มั่นใจและตั้งใจในการอภิปรายครั้งนี้ แต่พอรัฐบาลให้อภิปรายจึงต้องเก็บนายชวนเอาไว้ เพื่อรักษากองทัพ หากนายอภิสิทธิ์ อภิปรายแป้ก ก็ยังมีนายชวนคอยรักษาสมดุลภายในพรรค และวันนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์จะต้องเอา นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ลงจากเวทีพันธมิตรฯ และร่วมขบวนการรัฐสภา ที่เป็นขบวนการที่ศักดิ์สิทธิ์และประชาชนยอมรับ หากนายอภิสิทธิ์มีความเชื่อมั่นในระบบรัฐสภาจริงจะต้องสั่งให้นายสมเกียรติยุติบทบาทบนเวทีพันธมิตรฯ และเข้าร่วมการอภิปรายโดยไม่มีข้อแม้
*“อัศวิน” ฮึ่มม็อบอย่าให้เกินเลย
ด้าน พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า ขณะตำรวจเปิดทางสำหรับเข้าและออกไม่มีปัญหาอะไร เส้นทางต่างๆ ขอร้องว่าให้เปิดทาง ปกติทางมันเปิดอยู่แล้วอย่าได้มากีดขวางทางเข้าออก หากปิดถนนอีกตนว่ามันไม่ชอบธรรม อันไหนประชาธิปไตยที่มันเบ่งบานทุกคนก็ยินดี แต่อย่าให้มันเกินเลยหรือเลยเถิดมันก็จะไม่งาม สำหรับกำลังเจ้าหน้าที่ก็ใช้กำลังปกติในทำเนียบก็ใช้จำนวนพันกว่านายเหมือนเดิม เพิ่มบริเวณ ถ.ราชดำเนิน ถ.ลูกหลวง สะพานอรทัย
ต่อข้อถามว่านายกฯ สั่งการอะไรหรือไม่ ผบช.น. กล่าวว่า ตรงนั้นนายกฯ ไม่ต้องสั่งเพราะเป็นหน้าที่ของตำรวจอยู่แล้ว อย่างอื่นบนที่สาธารณะบางครั้งถามว่าผิด ก.ม. หรือไม่ก็พออะลุ่มอล่วยกันได้เพราะว่าการเรียกร้องประชาธิปไตยที่เรียกร้องโดยสงบและไม่มีอาวุธกระทำได้ แต่อย่างทำเนียบเป็นสถานที่ราชการ เป็นที่รโหฐาน ตนสมมติว่าสื่อมีบ้านและมีคนเข้ามาในบ้านโดยที่ไม่รู้จักจะยอมหรือไม่ ตรงนี้เป็นส่วนราชการซึ่งยอมไม่ได้ ถ้ามาบุกรุกกันขนาดนี้มันจะเป็นกบฏไปเลย และหากฝ่าฝืนเข้ามาก็คงต้องดำเนินการไปตามอำนาจและหน้าที่และกฎหมายคงอะลุ่มอล่วยไม่ได้ เพราะทุกอย่างก็คงประกาศให้ทราบไว้แล้ว
*ตำรวจยอมรับเป็นห่วงมือที่สาม
ส่วนกรณีมีรายงานสถานการณ์มือที่สามที่อาจก่อสถานการณ์ให้รุนแรงขึ้น ผบ.ชน.กล่าวว่า ตรงนี้ที่ตำรวจเป็นห่วงที่สุด และสิ่งที่ตำรวจเป็นห่วงมากที่สุดคือการป้องกันสถานที่ราชการ จะต้องทุ่มกำลังเกี่ยวกับการข่าว ที่เกรงมากที่สุดคือคนไม่หวังดีต่างๆ เพราะขณะนี้ยังหาตัวคนเหล่านี้ไม่พบ หากป้องกันตรงนี้ได้ก็สบายใจ ทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้พยามปูพรมหาข่าวกับทุกกลุ่ม ซึ่งไม่ได้ห่วงการปะทะระหว่างตำรวจกับพันธมิตรฯ เพราะเราไม่สู้เขาอยู่แล้ว
ผบช.น. กล่าวว่า ขณะนี้พยายามป้องกันอย่างเต็มที่สะกัดไฟตั้งแต่ต้นลม ไม่อยากให้กลุ่มพันธมิตรฯ และรัฐบาลเดือดร้อนไม่อยากให้มีการสร้างสถานการณ์ขึ้นมาและทุกคนต่างก็โทษกันเองตนยืนยันว่าไม่น่าจะเกิดได้
Monday, June 23, 2008
พันธมิตรประชาธิปัตย์
คอลัมน์ : ละครชีวิต
ด้านบนเวที มี สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส. สัดส่วน ร่วมเป็นหนึ่งในห้าแกนนำ ทำหน้าที่ปราศรัยอย่างดุเดือด จนผู้ฟังที่ถูกล้างสมองเลือดลมพลุ่งพล่าน
ด้านล่างเวที มี กัลยา โสภณพนิช ส.ส.กรุงเทพฯ ตัวแทนแบงก์กรุงเทพ นายทุนใหญ่ของพันธมิตรฯ เป็นแม่งานใหญ่ คอยคุมเกม และแจกเบี้ยด้วยตัวเอง
ด้านหลังเวที มี ประพันธ์ คูณมี สำราญ รอดเพชร ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ สามผู้สมัคร ส.ส. ของพรรค นั่งวางแผนปลุกระดมประชาชน และนำประชาชนเคลื่อนไหวก่อกวนความสงบเรียบร้อยไปทั่วทุกมุมเมือง ด้วยแผนการต่างๆ ตลอดทั้งวัน
ด้านข้างเวที มี บุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.กรุงเทพฯ ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ส.ส. สัดส่วน รับหน้าที่กองเชียร์ เป่าปากส่งเสียงให้กำลังใจอยู่เป็นประจำทุกค่ำคืน
ด้านนอกเวที มี อลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรค สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรค เป็นกำลังหนุน คอยจุนเจือเอื้อเฟื้อการชุมนุม ด้วยการแนะนำ เชิญชวนประชาชนให้มาร่วมฟังคำปราศรัยอยู่เนืองๆ ส่วนจะแถมบริการรถบัสรับส่ง และข้าวกล่องสอดไส้แบงก์ร้อยกล่องละ 3 ใบ ตามเสียงร่ำลือในที่ชุมนุมด้วยหรือไม่ ไม่กล้ายืนยัน เพราะไม่ได้เห็นกับตา เพียงแต่ได้ยินมากับหู
ยังไม่นับ เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีต ส.ว. ที่มีความสนิทชิดเชื้อกันเป็นพิเศษ และได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมาธิการศึกษาแก้รัฐธรรมนูญ ในโควตาของพรรค ที่เป็นตัวละครหลัก และขาดไม่ได้ บนเวทีพันธมิตรฯ ทุกวี่วัน เป็นตัวทำเกมที่สุดแสนขยันตัวหนึ่งเลยทีเดียว
เพราะความสัมพันธ์เชิงซ้อนของตัวละครทั้งข้างบน ข้างล่าง ข้างๆ และรอบๆ เวทีพันธมิตรฯ กับพรรคประชาธิปัตย์ เป็นแบบนี้นี่เอง จึงอดไม่ได้ที่จะทำให้ใครต่อใครหลายต่อหลายคนคิด และเชื่ออย่างจริงจังว่าเป็นพวกเดียวกัน จนถึงกับเรียกว่า พันธมิตรประชาธิปัตย์
บางคนหนักข้อขึ้นไปถึงกับเรียกเป็น พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปตย์ มิใช่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ตามที่ได้ปั้นแต่งชื่อตัวเองขึ้นมา แต่สุดท้ายก็กระชากหน้ากากและแก้ผ้าตัวเองให้ได้เห็นกันทั่วบ้านทั่วเมือง ด้วยคำพูดของ พิภพ ธงไชย หนึ่งในห้าแกนนำพันธมิตรฯ ที่บอกว่า เป้าหมายของการชุมนุมของพันธมิตรฯ ก็คือ นายสมัคร สุนทรเวช ต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และพรรคพลังประชาชนจะต้องไม่เป็นรัฐบาล รัฐบาลใหม่จะต้องมาจากพรรคการเมืองอื่น
คำพูดของ พิภพ ธงไชย ไม่ต้องแปลความหมายให้สับสนวุ่นวาย เพราะชัดเจนเหลือเกินว่า เป้าหมายของพันธมิตรฯ ก็คือ ทำทุกอย่างเพื่อให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล และ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี
น่าจะเพี้ยนเพราะถูกแดดเผาหัวนานเกินไป ไม่เช่นนั้นก็คงเพราะถูกน้ำค้างและน้ำฝนหล่นใส่หัวจนเชื้อราขึ้นสมอง พิภพจึงหลงคิดเตลิดไปไกลว่า ตัวเองเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของนายกรัฐมนตรี คิดอยากแต่งตั้งให้ใครนั่ง คิดอยากชี้สั่งให้ใครออก บอกได้จากปากตนเพียงคนเดียว กระทั่ง อยากให้พรรคการเมืองไหนเป็นรัฐบาล ก็ดลบันดาลได้ดังใจ โดยไม่ต้องฟังเสียงประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ว่าได้ลงคะแนนเลือกตั้งให้พรรคการเมืองใดเป็นรัฐบาล
ไม่ใช่เรื่องประหลาดที่ พิภพ ธงไชย ไม่เรียกร้องให้รัฐบาลคืนอำนาจให้ประชาชนได้ตัดสินใจกันใหม่ ทั้งๆ ที่เป็นหนึ่งในทางออกของระบอบประชาธิปไตย เมื่อการเมืองเดินมาถึงทางตัน เนื่องจากพิภพรู้ดีว่า หากมีการยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินใจกันใหม่ ประชาธิปัตย์จะพ่ายแพ้ย่อยยับยิ่งกว่าการเลือกตั้งครั้งที่เพิ่งผ่านพ้นมา ที่มีเผด็จการทหารช่วยเหลือแบบออกนอกหน้า ทั้งกระแส และกระสุน แต่ก็ยังสู้พลังของประชาชนไม่ได้
ทั้ง พันธมิตรฯ และประชาธิปัตย์ รู้ดีแก่ใจไม่ว่า จะมีการเลือกตั้งใหม่ภายใต้กติการะบอบประชาธิปไตยอีกกี่ครั้ง พลังประชาชนก็ยังเป็นต่อประชาธิปัตย์ ชนิดที่ไม่มีใครกล้ารอง พิภพ ธงไชย จึงคิดที่จะรวบรัดตัดตอน ใช้ เกมข้างถนน และการเมืองนอกระบบรัฐสภา มาก่อกวนกดดันเพื่อให้ความฝันของตัวเองเป็นความจริง นั่นคือ ประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ทั้งๆ ที่ก็รู้ดีแก่ใจเช่นกันว่า เป็นสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับความต้องการของประชาชนเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ และ ไม่ต่างจากการข่มขืนใจประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ
สิ่งที่พันธมิตรประชาธิปัตย์คิดวางแผน และถูกเผยออกมาจากคำพูดของ พิภพ ธงไชย ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล เรียกได้ว่าเป็น การคอร์รัปชั่นต่อมติของประชาชน และทุจริตต่อระบอบประชาธิปไตย อย่างโจ่งแจ้ง
การบุกยึดพื้นถนนหน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าสามารถยึดทำเนียบรัฐบาล และสร้างตรรกะว่ายึดศูนย์กลางอำนาจรัฐไว้ในมือได้แล้วนั้น ก็ไม่แตกต่างอะไรจากบุกเข้าปล้นอำนาจของประชาชน ที่ส่งมอบให้พรรคพลังประชาชนมาจัดตั้งรัฐบาล หมายจะนำไปส่งมอบให้แก่พรรคประชาธิปัตย์ และ ใช้อำนาจเถื่อนของเกมการเมืองข้างถนน มาปั้นเสก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ภายใต้กำกับดูแลของห้าแกนนำพันธมิตรฯ นั่นเอง
จึงไม่แปลกที่จะมีการแพร่กระจายภาพ สนธิ ลิ้มทองกุล หัวหน้าใหญ่ของพันธมิตรประชาธิปัตย์ ยืนตบไหล่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พร้อมคำบรรยายใต้ภาพ “ดีมาก...ไอ้น้อง” และภาพ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นำแจกันดอกไม้ไปแสดงความยินดี และอวยพรวันเกิดแก่ สนธิ ลิ้มทองกุล หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ไปทั่วทุกเว็บไซต์ และพิมพ์แจกเป็นใบปลิวเกลื่อนเมือง ซึ่งเป็นสองภาพที่อธิบายความสัมพันธ์ของคนทั้งสองได้เป็นอย่างดี จนกระทั่งมีการ สนธิความสัมพันธ์ของทั้งสองคนออกมาเป็นคำว่า พันธมิตรประชาธิปัตย์ อย่างลงตัวและไม่เกินเลย
พิจารณามาถึงตรงนี้ ก็ได้แต่สังเวชใจกับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่มุ่งหมายตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อย่างไม่ลืมหูลืมตา และกระทำได้ทุกวิถีทาง แม้จะ มิได้เป็นไปตามกติกาของระบอบประชาธิปไตย และมิได้ใช้กลไกของระบบรัฐสภา ก็ตาม
นายชวน หลีกภัย ยังมีชีวิตอยู่ไหม และซุกหัวอยู่ที่ไหน ที่เคยบอกว่า ประชาธิปไตยไม่มีทางลัด และประชาธิปัตย์ยึดมั่นในระบบรัฐสภา ยังเป็นคำพูดที่เชื่อถือได้หรือไม่ แล้วเหตุใดจึงไม่สั่งสอนหัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน ให้รู้จักหลักการประชาธิปไตยและระบบรัฐสภาเสียบ้าง
ฤๅว่าพรรคประชาธิปัตย์ยุคของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตัดสินใจดีแล้วที่จะเปลี่ยนชื่อเป็น
“พรรคพันธมิตรประชาธิปัตย์”
นายกอ
ทำไมยุทธวิธีก่อม็อบล่อให้ยิงที่ พล.ต. จำลอง ใช้ กับรัฐบาลสมัคร จึงไม่ได้ผล
ยุทธวิธีการใช้ม็อบต่อต้านกับรัฐบาลพลเรือนนั้น มันไม่มีทางได้ผลหรอกครับท่าน "แม่ทัพจำลอง ศรีเมือง" มันเป็นการใช้ยุทธวิธีที่ผิดประเภท
ผมเพิ่งตกผลึกทางความคิดเมื่อคืนนี้เองว่าทำไม คนที่ชำนาญทางยุทธวิธีอย่าง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง" จึงล้มเหลวในการต่อสู้กับรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช
จุดสำคัญมันอยู่ที่ "ยุทธวิธี” ที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ใช้ ยุทธวิธีแบบนี้ (คือล่อให้ตี) มันจะใช้ได้ผลกับรัฐบาลทหารเท่านั้น แต่กับรัฐบาลพลเรือนแล้ว มันจะใช้ไม่ได้ผลอย่างสิ้นเชิงเลย แต่ พล.ต.จำลอง ก็ก็อบปี้ เอายุทธวิธีที่เคยใช้ได้ผลในช่วงพฤษภาทมิฬ ในการต่อต้านรัฐบาลทหารของ พล.อ.สุจินดา คราประยูร มาใช้อีก ไม่ได้มีอะรพัฒนาขึ้นมาใหม่เลย เรียกว่าขั้นตอนต่างๆ เหมือนเดิมเด๊ะ
เราจะเห็นได้ว่า การล้อมปราบม็อบ การสลายม็อบ นั้นมักเกิดกับรัฐบาลทหาร หรือรัฐบาลที่มีรากฐานมาจากทหาร เช่น สมัยจอมพลถนอม 14 ตุลาคม 2516 สมัยสุจินดา พฤษภาทมิฬ 2535 และรัฐบาลทหารพม่า ในหลายๆ ครั้ง รวมทั้งรัฐบาลจีน ที่มักจะปราบม็อบ สลายม็อบด้วยการวิธีรุนแรง และทำให้เลือดนองแผ่นดินเสมอ
เพราะรัฐบาลทหารเหล่านี้ มักมีความอดทนต่อม็อบต่ำมาก และผู้มีอำนาจมักคิดในใจ รวมทั้งการตั้งกองบัญชาการ ขึ้นมาเพื่อสลายม็อบให้ได้ รากฐานความคิดของทหารคือ ม็อบคือภัยคุกคาม จะต้องปราบหรือสลาย ให้สิ้นซาก ต้องขับให้สลายให้ได้ และการสลายม็อบ รัฐบาลทหารมักจะใช้ กำลังทหารเป็นเครื่องมือสำคัญ คือ ผิดทั้งแนวคิดที่คิดสลายม็อบ ผิดทั้งการใช้กำลังทหาร
ทหารนั้นถูกฝึกมาให้ ฆ่าและทำลาย เป็นความเชี่ยวชาญของทหาร เมื่อรัฐบาลใช้ทหารให้ไปสลายม็อบ ทหารก็จะวางยุทธวิธี เหมือนรบกับข้าศึกว่า จะใช้กำลังเข้าบดขยี้ในขั้นตอนใด การสั่งทหารออกมารับมือกับม็อบ เราย่อมคาดการณ์ได้เลยว่า นองเลือดแน่ เพราะเครื่องมือที่ กองทหารเหล่านี้เอามาสลายม็อบ คือ ปืนกลยิงเร็ว รั้วลวดหนาม ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ควรใช้กับอริราชศัตรูของประเทศ ไม่ใช่เอามาทำลายล้างประชาชนของตนเอง
นอกจากนี้ ทหารมักหยิ่งในศักดิ์ศรีว่า "จะถอยไม่ได้แม้แต่ก้าวเดียว" เพื่อม็อบดันเข้ามา ทหารจะไม่ยอมถอย ไม่ยอมเปิดทางให้ เพราะคิดว่า การถอย การเปิดทาง คือความพ่ายแพ้ ชายชาติทหารจะไม่ยอมแพ้คนที่ไม่มีอาวุธเด็ดขาด มันเสียศักดิ์ศรี และทหารก็จะใช้กำลังอาวุธที่เหนือกว่าเข้าบดขยี้ม็อบในทันทีทันใด
และนั้นก็คือ ความพ่ายแพ้ทางการเมืองของรัฐบาลทหาร เพราะทันทีที่นองเลือดผลต่อเนื่องจะตามมาทันที
แต่รัฐบาลพลเรือนนั้นตรงกันข้าม รัฐบาลพลเรือนไม่ได้มีความคิดในใจตั้งแต่ต้นว่า จะสลายม็อบ หรือม็อบไม่ได้เป็นภัยคุกคามแต่ประการใด เมื่อมีม็อบก็ต้องมีการเจรจา ม็อบจะบุกยึดสถานที่ใด เป็นระยะเวลานานๆ รัฐบาล พลเรือน ไม่ได้รู้สึกว่ามันจะเสียหน้าแต่ประการใด อยากยึด อยากอยู่นานๆ ก็อยู่ไป และรัฐบาลพลเรือน จะตั้งผู้แทนเข้าเจรจากับม็อบ และผู้เจรจาส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มีอำนาจสั่งการใช้กำลังอยู่ในมือ ดังนั้น เมื่อเจรจาไม่สำเร็จ ก็เจรจากันต่อไปเท่านั้น ไม่ได้รู้สึกเสียหน้าแต่อย่างใด
กำลังที่รัฐบาลพลเรือนใช้ มักเป็นตำรวจ ตำรวจได้รับการฝึกให้ทำงานกับประชาชน ตั้งแต่เริ่มเข้ารับราชการ เพราะงานของตำรวจคือ การบริการประชาชน ตำรวจต้องเจรจากับประชาชนตลอดเวลา ต้องติดต่อ กับประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง
ตำรวจต้องเผชิญหน้ากับผู้ต้องหาที่ยียวนกวนประสาทมากมาย ต้องเผชิญกับผู้ร้าย เผชิญกับการหลอกล่อ กับเกมตลอดเวลา ดังนั้น การเจรจากับม็อบ ซึ่งโดยพื้นฐานแล้ว ไม่ใช่ผู้ร้ายแต่ประการใด ตำรวจจึงรับมือได้ง่ายกว่ามาก
เมื่อม็อบบุกเข้ามา ตำรวจถอย ก็ไม่ได้ถือว่าเสียศักดิ์ศรีแต่อย่างใด ตำรวจไม่ได้ถูกสอนให้ "รักษาพื้นที่ไว้ แม้ตัวจะตายก็ตาม" ตำรวจถูกสอนให้เจรจากับคน ไม่ใช่ป้องกันพื้นที่ การถอยจึงทำได้ง่ายๆ เพื่อไปเปิดที่ใหม่
ดังนั้น การรับมือกับม็อบ โดยตำรวจจะไม่มีการเสียเลือดเนื้อแต่อย่างใด อย่างมากก็ตีกันบาดเจ็บหัวร้างข้างแตกกันไปบ้าง แต่ไม่มีการยิงกันแบบเลือดนองแผ่นดินอย่างแน่นอน
ยุทธวิธีที่ พล.ต.จำลอง เคยใช้ได้ผล กับรัฐบาลสุจินดา ในการยั่วยุเพื่อให้เกิดการนองเลือด เพื่อให้มี "นายหน้า" มาพาจำลองกับนายกฯ สมัครไปให้พ่ออบรมสั่งสอน จึงไม่มีทางเกิดขึ้นได้
พล.ต.จำลอง ใช้ยุทธวิธีที่เหมือนกัน กับศัตรูที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ใช้ยุทธวิธีเดียวกับที่เคยใช้กับศัตรูอีกกลุ่มหนึ่งได้ผล มาใช้กับศัตรูอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีพื้นฐานพฤติกรรมที่แตกต่างกัน
รัฐบาลพลเรือน ไม่มีความจำเป็นอันใดที่จสลายม็อบ ไม่ได้ใจร้อนเหมือนรัฐบาลทหาร ที่ต้องการกำจัดม็อบให้สิ้นซากเสียโดยไว รัฐบาลพลเรือนไม่แคร์ หากตึกโดนม็อบเผา เพราะโดนเผา ก็ประมูลสร้างใหม่ได้ เป็นการสร้างงาน สร้างรายได้เสียอีก
ดังนั้น พล.ต.จำลอง จึงเป็นผู้ที่ “หลงกับดักความสำเร็จของตนในอดีต” แล้วเอายุทธวิธีเดิมๆ ที่ตนเคยใช้สำเร็จในสงครามในอดีต มาใช้กับสงครามครั้งใหม่ กับศัตรูใหม่
แม่ทัพที่ยึดติดกับความสำเร็จของตนในอดีต เช่นนี้ จะเป็นอันตรายต่อกองทัพอย่างยิ่ง เพราะเขาจะไม่ยอมเปิดใจ รับอะไรใหม่ๆ เลย และยุทธวิธีของเขานั้น ศัตรูทุกคนก็คาดการณ์ออก ต่อให้เป็นนายทหารจบใหม่ ก็เดาออกว่า พล.ต.จำลอง ศรีเมือง จะใช้ยุทธวิธีใดอีก ในขั้นตอนต่อไป
ม็อบเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เราจะเห็นว่า พล.ต. จำลองจะทำเหมือนเดิมทุกอย่าง เช่น การนั่งอยู่ท่ามกลาง กลุ่มผู้หญิงและเด็ก เพื่อไม่ให้ หน่วยคอมมานโด ชาร์จ เข้าถึงตัวได้โดยง่ายๆ (แต่ครั้งนีไม่มีคอมมานโดคนไปสนใจ)
การล้มรัฐบาลสมัคร โดยยุทธวิธีใช้ม็อบกดดัน มันไม่มีทางสำเร็จแล้วล๊ะครับ ต่อให้ม็อบอยู่ยาวนานเป็นเดือนเป็นปีก็ตาม เพราะเมื่อรัฐบาลพลเรือน ไม่ปราบม็อบ การนองเลือด ก็ไม่มี และผลต่อเนื่องของการนองเลือดก็จะไม่มี การใช้เป็นข้ออ้างในการทำรัฐประหารก็ไม่เกิดขึ้นได้ หรือการสร้างกระแสประณาม ก็ไม่มีทางเกิดขึ้นได้
และ "คนกลางบ้านสี่เสา" ก็จะแต่งตัวเก้อ ไม่มีโอกาสเป็นนายหน้า พา พล.ต.จำลอง ไปพบใครอีก
ผู้กำกับคนเดิม ฉากเหมือนเดิม แต่นี่มันเป็นปี 2008 แล้ว ไม่มีใครโง่ เดินตามเกมของ พล.ต. จำลองไม่ทันหรอกนะครับ
ผมไม่เชื่อว่า พล.ต. จำลองจะฉลาดกว่าทุกคนในประเทศนี้ จำลองก็แค่คนหัวดื้อ ซึ่งในบางสถานการณ์การใช้คนหัวดื้อ ดันทุรังก็ได้ผล บางสถานการณ์ หัวดื้อและดันทุรังไปมันก็ไม่มีประโยชน์ ทำให้เสียหายหนักขึ้นไปอีก
สุดท้ายเกมการเมือง "หากไม่มีรัฐประหาร" มันก็จะไปตัดสินกันที่สภา
ประธานาธิบดีมาปากัล คอโรโยแห่งฟิลิปปินส์ เผชิญหน้ากับม็อบมาหลายปีแล้ว ก็ไม่เห็นม็อบจะล้มล้างลงไปได้เลย เพราะไม่มีทหารทำรัฐประหาร ดังนั้น เมื่อมีม็อบก็ต้องเจรจา ไม่เจรจา ม็อบก็ต้องรอ และหากคนเจรจาไม่ตกลง ม็อบก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะม็อบไม่มีอำนาจบังคับให้รัฐบาลต้องทำตาม เมื่อรัฐบาลไม่ทำตามม็อบ การขู่ว่าจะเผาสถานที่ราชการ ก็ไม่มีประโยชน์แต่อย่างใด เมื่อสมัครไม่ลาออก ม็อบก็ได้แต่แสดงความ "บ้าคลั่ง" ฟาดงวงฟาดงาไปเท่านั้น แต่ก็ไม่มีปืนไปจี้ให้สมัครลาออกได้
ยกเว้นว่า "ม็อบนั้นจะเป็น ฐานเสียงของรัฐบาล" รัฐบาลกลัวเสียคะแนนเสียง เช่นม็อบชาวนาเรียกร้องเรื่องข้าว รัฐบาลก็จะยอมเจรจา
แต่ม็อบพันธมิตร ไม่ใช่ฐานเสียงของพรรคพลังประชาชน ตรงกันข้ามเป็นศัตรูทางการเมืองกันด้วยซ้ำ
ผมจึงไม่เห็นประโยชน์ที่จะไปเจรจา และหากไม่เจรจา ม็อบก็ทำอะไรเราไม่ได้ นอกจากคลั่งเผาสถานที่ราชการ หากเป็นอย่างนั้น ก็ใช้คอมมานโด บุกจับแกนนำ และตั้งข้อหา ก่อจลาจล
ผมคิดว่าม็อบที่หน้าทำเนียบรัฐบาลขณะนี้ เป็นม็อบน่าสงสารที่สุด มองอนาคตไม่เห็น และหาทางลงไม่ได้เลย
"คัมภีร์มรณะ" กองทัพธรรม
* ในฐานะที่อาจารย์ติดตามเรื่องนี้มานาน ให้อาจารย์พูดถึงการเกิดขึ้นและดำรงอยู่ของสำนักสันติอโศก ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร มาจนถึงวันนี้ได้อย่างไร
กลุ่มสันติอโศก หรือชาวอโศก โดยเมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว มาจากต้นเรื่องคือ โพธิรักษ์ หรือ นายรักษ์ รักษ์พงษ์ เขามีศรัทธาศาสนาเหมือนกับเราชาวพุทธทั่วไป เขาไปบวช จำได้ว่าเมื่อประมาณปี 2518 เคยไปทำท่าจะบวชหรือไม่อย่างไร ที่บวชที่วัดอโศการาม ก่อนวัดหนองกระทุ่ม อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ขนาดมีชยันโตในอุโบสถแล้ว แต่ว่าหายเงียบไป แล้วไปบวชจริงๆ ปี 2518 ที่วัดอโศการาม จ.สมุทรปราการ ได้ปีเดียว วุ่นวาย เพราะว่าคนหัวดื้อ เกิดความเชื่อมั่นเรียกว่า "อัตตทิฐิ" ไปมีปัญหากับเจ้าอาวาส กับคณะสงฆ์ภายในวัด แล้วแยกตัวออกมาอยู่กับคณะแม่ชี แล้วมาเคลื่อนไหวในหลักการของเขาที่ ม.ธรรมศาสตร์ ที่มีผลและเกิดปัญหาในปัจจุบันคือเรื่อง ถือศีลกินมังสวิรัติของเขา
ทีนี้ต่อมากลุ่มสันติอโศก เขาเรียกว่า ชาวอโศก เมื่อขณะที่เขาดำรงฐานะเป็นพระภิกษุ เราถือว่าเป็นพระภิกษุในพุทธบัญญัติ ในพระธรรมวินัย ต้องอยู่ในการปกครองคณะสงฆ์ ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ 2505 แก้ไขปี 2535 แต่ว่าในช่วงที่เป็นพระ มีพฤติกรรมดังกล่าว เขามีความคิดที่แปลกแยก เขาถือตนเป็นใหญ่และยึดพระธรรมเป็นหลัก แต่ว่าความเป็นจริงและหลักการของพระธรรมวินัยแล้วมันตรงกันข้าม ดูเหมือนว่าเขากำลังจะแยกตัวเองออกจากพระธรรมวินัย แยกตัวเองออกจากคณะสงฆ์ ปัญหาตรงนี้ก็จะไปกระทบต่อวัด คณะสงฆ์ว่าด้วยการปกครอง ที่เป็นรูปแบบอันเป็นฐานปฏิบัติเดิมของคณะสงฆ์ไทย
ต่อมาเมื่อเขามีกลุ่มคณะรวมตัวกัน จึงประกาศตนเองว่า เขายึดพระธรรมอย่างเดียว แต่ไม่ขึ้นอยู่กับคณะสงฆ์ แล้วพฤติกรรมของเขามีการกล่าวโจมตีคณะสงฆ์ โจมตีพระเถระผู้ใหญ่ และโจมตีคณะสงฆ์เรื่อยมา นั่นเป็นความผิดพลาด เพราะว่าคุณโพธิรักษ์เป็นนักจัดรายการ ตั้งแต่ช่อง 4 บางขุนพรหม ลองลำดับดู การที่จะเข้ามาสู่วงการพระ แต่ตอนนั้นเขาบวชจริงๆ แต่พฤติกรรมเขามาจากฐานตรงนั้น
ทีนี้ปัญหาดังกล่าว ทางคณะสงฆ์เริ่มวิตกกังวล จนในที่สุดกำหนดสันติอโศกเป็นกรณีศึกษา และเป็นประเด็นปัญหาเรื่องปกครองคณะสงฆ์ รวมทั้งหลักพระธรรมวินัยของพระภิกษุ กล่าวคือ ระบบการลงโทษพระสงฆ์ที่ประพฤตินอกรีต ไม่อยู่ในอาณัติของผู้บังคับบัญชาของพระผู้ปกครอง จะต้องตักเตือน เมื่อตักเตือนแล้ว แนะนำแล้ว กระบวนการในทางปฏิบัติของการลงโทษก็จะใช้พระวินัย ซึ่งเป็นบทบัญญัติสำคัญของการดูแลควบคุมพระสงฆ์ เช่น พระประพฤติผิดพระธรรมวินัย เมื่อตรวจสอบชัดเจนแล้ว ก็ต้องให้ลาสิกขา หรือปรับอาบัติตามพระวินัยบัญญัตินั้นๆ
* ที่บอกว่าเป็นกังวลเรื่องสันติอโศกเป็นตรงไหน
พฤติกรรมเขาตั้งแต่เริ่มบวช มีความคิดที่ขัดแย้งกับฐานรากเดิม เขาอ้างว่าเขาอยู่ไม่ได้เพราะแนวทางไปทวนกับกระแสหลัก คือแนวทางของคณะสงฆ์เดิม เช่น ตัวเขาเองจะถือเป็นศาสดา เป็นอุปัชฌาย์เอง คือ นอกระบบทั้งหมด คิดใหม่ทำใหม่ทั้งหมดเลย เรามองในแง่ที่ว่า คิดใหม่ทำใหม่นะ แต่เป็นแบบทำเอง เพราะฉะนั้น พระพุทธศาสนาเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องมี 2 อย่างควบคู่กันไป คือ พระธรรม กับพระวินัย ศีล 227 และนอกจากนั้นต้องมีเกณฑ์มาตรฐานของคณะสงฆ์ คือ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ หรือกฎหมายของสงฆ์ การจะบวชต้องได้รับอนุญาต และมีการเช็กประวัติตามเกณฑ์ ฉะนั้น พระธรรมวินัย โดยการปกครองสงฆ์ ซึ่งทั้ง 2 อย่างนี้ ตัวเขามีความแตกต่าง จนกลายเป็นความแตกแยกทางความคิด และสร้างปัญหาพฤติกรรมแปลกแยกมาเรื่อยๆ แต่ยังมีคนเห็นแบบเดียวกับเขา ปัญหาเรื่องนี้เลยขยายตัว
เหตุนี้เองทางคณะสงฆ์จึงมีความวิตกกังวลว่า ไม่สามารถบริหารจัดการผู้ใต้บังคับบัญชาได้ ซึ่งในทางบริหารจัดการของพระสงฆ์คือ สังกัดวัดไหน ให้เจ้าอาวาสหรือเจ้าคณะทำการตรวจสอบแก้ไข แต่ว่าพฤติกรรมคือ นอกจากจะไม่ฟังเจ้าสำนักแล้ว ยังมีลักษณะโจมตี ที่เขาอ้างว่ากระแสหลักมันเป็นสิ่งที่ต้องแก้ไข รากฐานเดิมที่เขาไม่ยึดถือจารีตประเพณีวัฒนธรรมของพระสงฆ์ที่ประพฤติปฏิบัติอยู่ในปัจจุบัน
อย่างไรก็ดี ทางคณะสงฆ์เราได้มีการหยิบยกขึ้นมาพิจารณาตั้งหลายรอบ เริ่มต้นที่ปี พ.ศ.2518 หลังจากที่รวมกลุ่มกันได้ประกาศแยกตัวเองออกจากคณะสงฆ์ เรียกว่า นานาสังวาส ซึ่งอันที่จริงคำนี้หมายถึง มีพระธรรมวินัยว่าด้วยการปฏิบัติบางข้อบางประการที่แตกต่างกัน ไม่สามารถจะร่วมคณะเดียวกันได้ แต่ต้องเป็นพระ อย่างอุบาสก-อุบาสิกาไม่สามารถอ้างนานาสังวาสได้ เพราะไม่ใช่พระ แต่ทีนี้เขาเข้าใจว่าเขาเป็นพระ จากนั้น 1 ปีต่อมาจึงได้ตั้งสันติอโศกขึ้น
โดยเป็นกลุ่มซึ่งตอนนั้นยังไม่เติบโตเท่าทุกวันนี้ ที่ขยายไปเกือบทั่วภูมิภาค และมีมูลนิธิกองทัพธรรม สมาคม และเครือข่ายของมูลนิธิกองทัพธรรม ภายใต้ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง กลุ่มนี้ถือว่าเติบโตมาก
จากนั้นปี พ.ศ.2522 พล.ต.จำลอง ประกาศตัวเป็นสาวกทันที พล.ต.จำลอง จึงดังมาภายใต้เสื้อม่อฮ่อม นี่ไง สโลแกนคือ คนเคร่งศีล เคร่งธรรม มังสวิรัติ ไม่บริโภคเนื้อ กินเจ ที่เขาเรียกว่า มังสวิรัติ แท้จริงแล้วคำว่ามังสวิรัติ แปลว่า เนื้อกับปลา คือ เว้นการบริโภคเนื้อสัตว์ ซึ่งในพระพุทธประวัติ พระเทวทัตนำมาใช้แล้ว เคยอวดอ้างสมัยที่ขอกับพระพุทธเจ้า ที่ว่าอยู่ในป่าเป็นวัตร อยู่โคนไม้เป็นวัตร นุ่งห่มผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ไม่ฉันปลา ไม่ฉันเนื้อ เรียกว่าเป็นแนวคิดแนวปฏิบัติทำให้เกิดกระแสใหม่ ซึ่งในพระธรรมวินัยกระแสใหม่จะขัดหรือไม่อย่างไร ต้องดูที่ฐานเดิม สิ่งที่เป็นข้อปฏิบัติของพระ ของคณะสงฆ์สายเถรวาท
กรณีสันติอโศกเห็นได้ชัดว่า เมื่อเขาทำการรวมตัวกันได้ ต่อมาไปตั้งพรรคพลังธรรม เพราะมีสานุศิษย์ของเขาที่มีความเชื่อเหมือนกัน พล.ต.จำลอง เข้ามาเต็มตัว แล้วเริ่มมีการขยายผล ขยายสำนัก มีสาขา บึงกุ่ม บางกะปิ ที่ จ.ศรีสะเกษ นครปฐม ฯลฯ และมีการตลาดทางด้านระบบสหกรณ์ เอามังสวิรัติเป็นตัวตั้ง และเสื้อม่อฮ่อมเอาไว้ขาย โดยสัญลักษณ์คือ กลุ่มปฏิบัติธรรมมักน้อย สันโดษ ในหลักพุทธศาสนามักน้อยสันโดษ ถือเป็นแนวปฏิบัติอหิงสาไม่เบียดเบียน ใครทำได้ผู้นั้นจะได้คุณด้านจิตใจและร่างกาย และได้ศรัทธาจากการประพฤติปฏิบัติ แต่เป็นอำนาจของคุณของศีลในทางพุทธศาสนาที่ประพฤติปฏิบัติ
ผมมีความเชื่อศรัทธาในสันติอโศกแรกๆ เหมือนกัน ตอนนั้นบวชเป็นเณร แต่มีความเชื่อเพราะยังไม่รู้เรื่องของสิ่งที่ผมกำลังเล่าว่ามันเกิดอะไรขึ้น ที่ผู้คนชาวพุทธควรจะรู้ และควรแยกให้ออกระหว่างของจริงของแท้ กลายเป็นแปดเปื้อน ทำให้เกิดความแตกแยกและเป็นบ่อนทำลายอย่างไร แต่เดิมตัวผมเองยังศรัทธาในแนวคิดนี้ เพราะเห็นเขาปฏิบัติแล้ว เหมือนคนที่จะหลุดพ้น ไกลพ้นจากกิเลสตัณหา มักน้อยสันโดษ ดูท่าทางจะสงบร่มเย็น หากเราเข้าไปปฏิบัติแล้วจะเกิดความสุขที่เป็นสุดยอดของพระพุทธศาสนา คือคนที่มีศีลธรรม นี่คือภาพที่ผมมอง และเชื่อว่าคนอื่นจะมอง แต่ความจริงเขาจะศรัทธาจริงๆ หรือมีผลประโยชน์ร่วมกัน จะมีลัทธิไอเดียอะไรเราไม่ทราบ
* จากที่เห็นได้ คือมีการนำชุมชนนี้เข้าไปสนับสนุนพรรคการเมือง
พอมาถึงจุดที่เขารวมตัวกันได้ มีทุน และมีผู้ใหญ่สนับสนุน เหมือนมีแบ็ก พล.ต.จำลอง เป็นแบ็กหนึ่ง ภายใต้ พล.ต.จำลอง อาจจะมีแบ็กบางคนอีก เราไม่รู้ มีข้าราชการบำนาญ ข้าราชการประจำบางคน เข้าไปศรัทธาให้การสนับสนุน แม้แต่พระสงฆ์บางรูปที่อยู่ในสายเถรวาทของคณะสงฆ์ไทย เหมือนกับที่ผมคิดและมองเขาในตอนแรกว่ามีอุดมการณ์เพื่อพระพุทธศาสนา ยังไปสนับสนุน เพราะเป็นความเชื่อที่เขามอง ในมิติที่ไม่ได้มองอย่างรอบด้าน แล้วก็มีการตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา
ในกรณีที่ตั้งพรรคการเมือง เป็นข้อวินิจฉัยของผมที่ผมมีความรู้สึกศรัทธาต่อเขา ว่ากลุ่มนี้น่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งในสายพระพุทธศาสนา นอกจากสถาบันแม่ชี หรือวัดที่เป็นฐานเดิม แต่พอตั้งพรรคการเมือง และประกาศนโยบายเสร็จ พล.ต.จำลอง ลงสมัครผู้ว่าฯ และได้เป็น ต่อมามีความคิดไกล จากผู้ว่าฯ เป็นรัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรี แต่เขาดำรงตำแหน่งทางการเมืองหลายตำแหน่ง ผมจึงเริ่มคิดแล้วว่า แนวคิดที่เขาอ้างว่าเป็นกระแสทางเลือก
โดยนำธรรมวินัยของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติในกลุ่มสันติอโศก และตั้งพรรคการเมือง และส่ง พล.ต.จำลอง เข้ามาลงเล่นการเมือง ผมเห็นแล้วว่าน่าจะไม่ใช่แล้ว เพราะการที่ พล.ต.จำลอง ประกาศตนเอง และมีคนไปเคารพนับถือในกลุ่มของชาวสันติอโศก และต่อมาได้สร้างฐานทางการเมือง และได้รับชัยชนะการเลือกตั้งผู้ว่าฯ เขาเรียก ฟีเวอร์ เป็นกระแสของคนกรุงเทพและคนส่วนหนึ่ง
แต่พฤติกรรมและการแสดงออกในเรื่องของหลักการประพฤติและปฏิบัติของศาสนาพุทธเหมือนกับที่ผมมองในมิติแรก ผมเริ่มเห็นแล้วว่าน่าจะมีอะไรอยู่เบื้องหลัง และที่ว่ามักน้อยสันโดษนั้น จริงๆ แล้วการเมืองเป็นกิเลสตัวใหญ่เลยนะ แล้วในภาพของนักบวชนั้นตรงกันข้าม ผมจึงเริ่มคลางแคลงใจในตัว พล.ต.จำลอง มาตั้งแต่ลงเลือกตั้งผู้ว่าฯ และตั้งพรรคพลังธรรม
* ตรงนี้จะชี้ได้หรือไม่ว่าข้อปฏิบัติ โพธิรักษ์ ที่มีรูปแบบผิดเพี้ยนไป อาจารย์คิดว่าผิดอย่างไร
ตรงนี้ผมขออนุญาตอ้างอิงคำพูดของพระเดชพระคุณ พระเทพปริยัติวิมล อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.) ท่านพูดย้ำเสมอว่า การใดๆ จะเป็นเรื่องการปกครอง การบริหารจัดการ "จะทำเพื่อถูกใจใครไม่ได้ แต่ต้องถูกต้อง คือถูกหลักการ"
ส่วนรูปแบบการประพฤติปฏิบัติของกลุ่มนี้ เขาผิดแปลกไปตั้งแต่ตอนแรกแล้ว ทำให้มีการ ปกาสนียกรรม ตั้งแต่ปี 2532 เขาเรียกว่า มติของคณะสงฆ์ กรณีสันติอโศกในการ ปกาสนียกรรม ในการ นิคหกรรม คือ การขับออกจากหมู่คณะ การ ปกาสนียกรรม คือ การประกาศความผิด เขาเป็นตัวของเขา องค์กรของเขาแล้ว เมื่อปี 2532 เดือนมิถุนายน เบื้องต้นคือว่า มีการประพฤติปฏิบัติที่ต่างจากกระแสหลัก ของเขานั้นกระแสใหม่ กระแสหลัก คือ อันไหนที่เป็นหลักการของชาวพุทธ คณะสงฆ์นั้น เขาจะตรงข้ามหมดเลย เช่น
1.เขาอ้างว่าเขาเป็นพระ แต่ที่แตกต่างคือ เขาไม่มีวัด แต่เป็นชุมชนอโศก ชุมชนสันติอโศกมีเครือข่ายเป็นชุมชนเท่านั้น
2.การประพฤติปฏิบัติของเขานั้นไม่มีผู้บังคับบัญชาที่ปกครองโดยคณะสงฆ์ ไม่มีเจ้าอาวาส แต่ทุกคนมีฐานะเท่าเทียมกัน และยกย่องโพธิรักษ์ เป็นเจ้าสำนัก ในสายงานเขา ที่สำคัญคือว่า นอกจากจะผิดแบบจากรูปแบบคณะสงฆ์กระแสหลักแล้ว พระพุทธศาสนานั้นจะต้องให้สอนความเชื่อ ความศรัทธา ในพระธรรมคำสอนนั้นจะต้องมีรูปแบบเดิม คือว่าในวัด ในคำสอนจะต้องมีพระพุทธเจ้า เขาไม่มีพระพุทธเจ้า แต่อ้างคำสอน อ้างพระธรรมวินัย นี่เป็นรูปแบบปฏิบัติของเขา ไม่ไหว้พระพุทธเจ้า ถือธรรมเป็นใหญ่ ถือตัวเองเป็นใหญ่ นอกจากนี้เขาไม่มีการบวช การเข้ามาเป็นพระที่ถูกต้อง เพราะว่าเขาประกาศตนแล้ว และถูกขับมาแล้ว แต่ผมจะนำไปสู่ข้อสุดท้ายคือ เมื่อเขาไม่ได้เป็นพระ แล้วทำไมยังแต่งกายเหมือนพระ ตกลงจะเป็นอะไรกันแน่
3.เขา ไม่มีศาสนพิธี ไม่มีพิธีปฏิบัติ แต่ถือตัวเองเป็นใหญ่ ถือความเชื่อของเขาเป็นใหญ่ อ้างคำสอนของเขาเป็นใหญ่ และอันที่ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่คนไทยจะต้องระมัดระวังในความคิดนี้ และลัทธินี้ คือ พระพุทธศาสนาเป็นพื้นฐานของสังคมไทย ความอ่อนน้อมถ่อมตน ความเคารพยำเกรงต่อพระผู้ใหญ่ ความกตัญญูต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ต่อครูบาอาจารย์ ระหว่างศิษย์กับครู เคารพต่อประชาธิปไตย
ภายใต้วินัยแห่งประชาธิปไตย หรือวินัยชาวพุทธ ชาวพุทธมีศีล 5 มีหน้าที่ชาวพุทธ 5 ประการ ประชาธิปไตยมีกฎกติกา เล่นตามกติกา แต่แนวทางของเขามันสอดคล้องกับแนวทางที่มีระบบแบบเล่นนอกกติกา หรือจะนำไปสู่แนวคิดแบบเผด็จการก็ว่าได้ เช่น ในข้อที่ว่า รูปแบบคิดเอง บวชเอง ทำเองแล้ว เขายังได้สอนให้ชาวสันติอโศก ไม่ให้ไหว้พ่อแม่ ไม่เคารพกราบไหว้พระพุทธรูป มีคนที่เขารู้จักผมเขาเคยเข้าไปแล้ว ผมเกรียนๆ ใส่ม่อฮ่อม ตัวซีดๆ ทำงานตัวเป็นเกรียว ขยันมาก แล้วไปทำระบบสหกรณ์ แต่เขาไม่มีการไหว้สิ่งที่เราเคารพ นั่นคือ พ่อแม่ มันเหมือน เป็นการบิดเบือนสิ่งที่เป็นความสำคัญของสังคมไทยที่มาจากพระพุทธศาสนา ซึ่งมันเป็นสิ่งที่อันตรายมาก
อันสุดท้ายคือ ผมคิดว่า พระพุทธศาสนากับสถาบันพระมหากษัตริย์ จะแยกจากกันไม่ได้เด็ดขาด ยืนยันตรงนี้ชัดเจน ที่เราต้องการที่จะบัญญัติให้บรรจุศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ในรัฐธรรมนูญฉบับที่จะแก้ไขนั้น และมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งออกมาโจมตี เพราะฉะนั้นถามว่า โลกและสังคมพุทธมองเขาอย่างไร มองเขาในรูปแบบใด สุดท้ายนี้คือว่า สิ่งที่เขาประพฤติปฏิบัติ ที่เป็นวัฒนธรรมเดิมเขาไม่ปฏิบัติ แปลว่าเขาเป็นกระแสใหม่ ไม่ใช่กระแสหลัก และ จริงๆ แล้วเขามั่นคงต่อชาติ และพระมหากษัตริย์หรือไม่ เพราะพุทธศาสนานั้นมีพิธีกรรม ศาสนพิธี พระเจ้าแผ่นดินเสด็จประกอบพระราชพิธีต่างๆ ที่เรียกว่า พระราชพิธี รัฐพิธีของสังคมไทยที่ปฏิบัติมายาวนาน
ถามว่าการแสดงออกของสันติอโศกเขาได้ทำหรือเปล่า ซึ่งคณะสงฆ์ใหญ่ของไทยเขาทำ และเป็นสิ่งที่พวกเราชาวพุทธได้รับการอุปถัมภ์ค้ำจุนมาโดยตลอด คือ สถาบันพระมหากษัตริย์ แต่เราก็ยังสงสัยในสิ่งที่สันติอโศกประพฤติปฏิบัติว่า อะไรกันแน่ที่เป็นหลักการของเขา ที่จะนำไปสู่การค้ำจุนสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ความรัก ความหวังดีต่อชาติ เพราะเขาปฏิวัติ ปฏิรูปในสิ่งที่เป็นกระแสหลักไปหมดเลย แล้วอ้างคำสอนของพระพุทธเจ้า อย่างนี้เรียกว่า อัตตาลัทธิสันติอโศก
* แล้วสิ่งไหนที่เขาทำ และเป็นเรื่องที่อันตรายต่อพุทธศาสนาบ้าง
พุทธศาสนาประกอบด้วยโครงสร้างสำคัญคือ 1.พระศาสดา ศาสนาพุทธมีพระพุทธเจ้า คริสต์มีพระเยซู อิสลามมีพระอัลเลาะห์ เพื่อเป็นฐานยึดมั่นจิตใจในการเคารพนับถือของศาสนิกนั้นๆ 2.ศาสนสถาน หรือศาสนวัตถุ ซึ่งหมายถึง วัดวาอารามต่างๆ ต้องให้ถูกต้องตาม พ.ร.บ.สงฆ์ และพระธรรมวินัยชัดเจน วัดก็ต้องขึ้นทะเบียนให้ถูกต้อง ชาวพุทธจะไปลบล้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ 3.ศาสนบุคคล คือ พระสงฆ์ สามเณร ซึ่งเป็นผู้สืบทอดพระพุทธศาสนา
รวมทั้งอุบาสก อุบาสิกา จะต้องอยู่ในรูปแบบและมีวินัยชาวพุทธที่ถูกต้อง 4.ศาสนพิธี พุทธศาสนามีฐานรากสร้างวัฒนธรรมความเชื่อในรูปลักษณ์ด้านต่างๆ และก่อให้เกิดเป็นชาติไทย เช่น ความกตัญญู ความรักชาติ ความมีชีวิตที่ดีงามตามหลักพุทธ เป็นต้น และสุดท้ายที่สำคัญคือ ศาสนธรรม ซึ่งเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า (พระไตรปิฎก) เราชาวพุทธ มีการยึดมั่น ยึดถือเพื่อการปฏิบัติในหลักการที่ถูกต้องของชาวพุทธ
ส่วนเขานั้นแตกแยกทั้ง 2 อย่าง คือ ทั้งพระธรรม และวินัย แต่ที่เขาอ้างและประกาศตนแยกออกมา เขาอ้างว่าเขาทนทุกข์ต่อกระแสหลักที่เป็นฐานรากของพระพุทธศาสนา ที่เป็นจารีตไม่ได้ มันก็เป็นสิทธิ์ของเขาไป จะแต่งกายอะไร สร้างอุดมลัทธิอะไรก็แต่งไป สร้างไป แต่สิ่งที่เป็นพระธรรมวินัย พระเดชพระคุณ ท่านเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์ ที่เราเรียกท่านว่า ท่านเจ้าคุณประยุทธ์ ปยุตโต ได้มีหนังสืออธิบายชัดเจน กรณีเรื่องของการใช้คำสอนในพระพุทธศาสนา รวมทั้งข้อปัญหาของสันติอโศกในอดีต
การนิยามคำ หรือการให้ความหมายในราชบัณฑิตยสถาน ทุกคำมีความหมาย แต่ราชบัณฑิตยสถานในภาษาไทยไม่ได้นิยามพระธรรมวินัยไว้ในบางคำ อย่างของท่านเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์ ที่นิยามไว้ครบถ้วน เขาเรียกว่า ประมวลคำศัพท์ ฉะนั้นเวลาเขาพูด เขาเทศน์ เขาสอน เขาอ้างหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า คุณไม่ไหว้พระพุทธเจ้าไม่เป็นไร ไม่มีพระพุทธเจ้าที่เป็นรูปลักษณ์ไม่เป็นไร คุณบอกว่ามันเป็นกระแสหลักที่คนกลุ่มหนึ่งเขานับถือ
แต่การที่คุณอ้างคำว่า "ตัณหา" ว่า "มันตัน จึงหาไม่เจอ" แล้วอธิบายธรรมโดยความเข้าใจของตนเอง แต่ขาดหลักในพระไตรปิฎก หรือพระธรรมวินัย ที่เป็นครูบาอาจารย์ได้ดำเนินการแต่งเอาไว้ ถือว่า เป็นความบิดเบือน และเป็นความบิดเบือนที่จะนำไปสู่การล้มล้างหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาได้ แรงที่สุดก็จะประกาศเป็นศาสดาเอง ลัทธินี้มีศาสดาเอง อันนี้ผมถือว่าอันตราย อันนี้ยกตัวอย่างนะ
แล้วต่อมาเขาใช้ธรรม ที่เขาบอกว่า ศาสนธรรม นอกจากจะแปลตัณหาเสร็จแล้ว เขาออกมาตอบโต้นักวิชาการชาวพุทธ นักวิชาการศาสนา แม้แต่คำในเรื่องของพระธรรมวินัย เช่น นานาสังวาส แปลเอง ปกาสนียกรรม แปลเอง ฉะนั้นประมวลแล้ว สรุปแล้ว ผมเชื่อว่าเขาไม่ได้บวชตามรูปแบบ เมื่อไม่ได้บวชตามรูปแบบ เขาเลยหลุดจากวงโคจรของพระธรรมวินัย อย่างถ้าเราจะบวชต้องอ่าน นวโกวาท อ่านเล่มหนึ่ง เล่มสอง แล้วไปเข้าสู่พิธีกรรม เมื่อจำลองพิธีกรรมเสร็จแล้วจากนั้นเข้าไปบวช จากนั้นเรียนนักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอก ตามขั้นตอน เวลาจะพูดจะเทศน์ ถึงจะเป็นคติวิสัย ซึ่งเป็นทรรศนะส่วนตัว แต่ไม่เหนือจากพระธรรมคำสอนในพระไตรปิฎก หรือพระวินัยที่พระพุทธเจ้าได้วางระบบเอาไว้เพื่อความมั่นใจในการแสดงธรรม
แต่คุณโพธิรักษ์ เขาอ้างพระธรรมวินัย อ้างพระพุทธเจ้า แต่เขาอ้างแล้ว อ้างตามความคิดของตนเอง บัญญัติเอง นิยามเอง แล้วต่อมาที่ชัดคือว่า เมื่อเขาไม่ได้อยู่ในรูปแบบ เขาไปตั้งฉายาเอง ตั้งชื่อเอง เช่น สมณะ ก. สมณะ ข. และมีฉายา อรุโณ อรุณี ไปเรื่อย ไม่มีกฎเกณฑ์อะไร ถือตนเองเป็นใหญ่ ซึ่งการตั้งฉายาพระ รูปแบบนั้นต้องยึดโยงและเกี่ยวข้องกับพระธรรมวินัย แต่พระธรรมวินัยนั้นจะต้องชัดเจนคือ ถูกต้องโดยคำสอน ถูกต้องโดยพระธรรมวินัยเป็นผู้กำหนด พระธรรมวินัยออกมาเป็นข้อปกครอง เพราะฉะนั้น การจะตั้งฉายาเอง การจะบวชเรียนเอง มันผิดพระธรรมวินัยอยู่แล้ว ซึ่งพระธรรมวินัยในรูปแบบเขาปฏิวัติ เขาอยู่ตรงข้าม อย่างเช่น การบวชของเขาใช้วิธีของเจ้าสำนัก ไม่ใช่คุณสมบัติ
* คิดว่าคุณโพธิรักษ์ เขามีจุดประสงค์อะไรในการกระทำต่างๆ อย่างที่ว่ามา
ผมเชื่อมั่นว่าโดยพื้นฐานของเขาตั้งแต่เด็กๆ กรณี พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นั้น ผมเชื่อมั่นว่าคนพวกนี้ต้องไม่มักน้อย นี่ความคิดเห็นผมนะ ต้องมักใหญ่ใฝ่สูง แล้วต้องการเอาชนะอะไรบางอย่างแน่ แต่มันตรงข้ามกับหลักศาสนาพุทธ คือ การเอาชนะตนเอง และเราจะถอยออกกับที่เดินหน้า แต่ตอนนี้เขาบอกว่ามักน้อย สันโดษ แต่พฤติกรรมเขาไปในทางขยับขึ้น ในที่สุดมันเกิดปัญหาจนคณะสงฆ์รับไม่ได้ แล้วมีการขับไล่ มีการประกาศความผิดไปแล้ว และมีการฟ้องคดีขึ้นเมื่อปี 2532 ตัดสินคดีไปแล้ว ศาลตัดสินความผิดให้จำคุกมาแล้ว มันมีกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้องในการปกครอง ในการจัดรูปแบบคณะสงฆ์
จิตพิสัยเบื้องลึก น่าจะเป็น น่าจะมีอะไรที่มีความมักใหญ่ใฝ่สูง แต่มาซ่อนอยู่ในเงื่อนไข ซ่อนอยู่ในศาสนา ที่ดึงคนเข้ามาเชื่อได้ เคารพได้ แล้วนำไปสู่ ความมหึมาของกิเลส อย่างที่ผมเคยบอกว่า ผมศรัทธาลึกๆ ตอนที่ผมเป็นสามเณร คิดอยากจะไป แต่พอเรื่องเขาขยับตัวออกมาประกาศ ออกมาตอบโต้คณะสงฆ์ ไม่ฟังพระผู้ใหญ่ แล้วประกาศตัวเป็นอิสระ เหมือนกับที่มัฆวานฯ แล้วมาตั้งพรรคพลังธรรม ล่าสุดมาขัดแย้งทางการเมือง แล้ว พล.ต.จำลอง เริ่มด่าคนแล้ว
นอกจากที่มีการแอบแฝงตนว่าเป็นนักปฏิบัติ อยู่น้อย กินน้อย อาบน้ำ 5 ขัน ไม่นอนกับเมีย เราเริ่มเห็นพฤติกรรมแล้วว่ามันตรงข้ามกัน เพราะฉะนั้นเบื้องหลังของเขานั้น ผมคิดว่ามันตรงข้ามกับการที่เขาออกมานำคน อหิงสา มักน้อย สันโดษ ซึ่งเป็นรูปแบบที่ดีในหลักพระพุทธศาสนา แต่ตรงข้ามกับการกระทำของเขา ที่มักใหญ่ใฝ่สูงตั้งพรรคการเมือง แล้วมีกระบวนการจัดมวลชน มีทุน อันนี้แปลว่ามีปัญหามหึมา แล้วในที่สุดตัวต่อมปัญหาเขากระจายไปทั่ว แล้วในที่สุดใครขัดแย้งไม่เห็นด้วย ในที่สุดมันก็จะเป็นตัวขับเคลื่อนทำให้เกิดปัญหาในระบบ ในสังคม ต่อรัฐบาล
* เมื่อมีปัญหาขึ้นมา ในจุดนี้ทางคณะสงฆ์ได้ดำเนินการกับเรื่องนี้อย่างไร
อันเดิมที่ผมร่ายเรียงมา คือ 1.เมื่อเขาไม่ได้อยู่ใต้อาณัติ อยู่ภายใต้การคณะสงฆ์ แล้วปกครอง อ้างตัวเป็น นานาสังวาส ซึ่งจริงๆ มันเป็นไปไม่ได้ เพราะว่ามันไม่ใช่พระ และเขาประกาศให้สึกไปแล้ว เขาไม่ใช่พระ แล้วศาลฎีกาเขาตัดสินไปแล้วว่าไม่ใช่พระ โดยปริยายความเป็นพระก็หมดไป แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดเมื่อปี 2549 ก่อนการทำรัฐประหาร พล.ต.จำลอง กับคณะนี้แหละออกมาเคลื่อนไหวที่ท้องสนามหลวง โดยกล่าวอ้างว่ารัฐบาลเป็นรัฐบาลที่ไม่ชอบธรรม ไม่มีจริยธรรม ไม่มีคุณธรรม คือ อ้างศีลธรรม เข้ามาร่วมการชุมนุม จริงๆ แล้วพฤติกรรมของ พล.ต.จำลอง ตั้งแต่กรณี "เบียร์ช้าง" แล้ว
พุทธศาสนาในกรณีถ้าจะเข้าไปเรียกร้องเรื่องศาสนา อย่างคณะของพระสงฆ์ 30,000-50,000 รูป ไปที่หน้ารัฐสภา แต่ไปเรียกร้องด้วยเหตุผลเพื่อให้บรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ หรือการเรียกร้องในสมัยอดีตนายกฯ ทักษิณ เรื่อง พ.ร.บ.จัดรูปที่ดิน เพราะคณะสงฆ์ท่านไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลในสมัยนั้นจะออกกฎหมายจัดรูปที่ดิน แล้วเอาที่ดินที่เป็นธรณีสงฆ์ทำเอ็นเตอร์เทนเมนต์ ไปให้เช่า ไปแปลงสินทรัพย์เป็นทุน เพราะเกรงว่าจะเกิดปัญหากับพระ กับคณะสงฆ์ เราออกไปชุมนุม นี่ยกตัวอย่างนะ กว่า 10 วัน อดีตนายกฯ ทักษิณ เห็นว่าไม่ไหวเลยถอย จากนั้น ครม. มีมติให้ทั้งสองสภาฉีกร่างพระราชบัญญัติ อันนั้นคือการชุมนุมทางการเมือง แต่เป็นการชุมนุมที่มีผลกระทบต่อพระ ต่อศาสนาโดยรวม มิใช่ชุมนุมไร้จุดหมายอย่างในปัจจุบัน
ต่อมาออกมาเคลื่อนไหว ในสมัยอดีตนายกฯ ทักษิณ เหมือนกัน 15 วัน เรื่องให้ตั้งกระทรวงพระพุทธศาสนาขึ้นมา และต่อมารัฐบาลชุดนั้นจัดตั้งให้มีสำนักงานพระพุทธศาสนา ไปชุมนุมที่หน้ารัฐสภาเหมือนกัน แล้วต่อมาคือล่าสุด หลังการปฏิวัติรัฐประหารเสร็จ ตั้ง สนช. สสร. ขึ้นมาร่างกฎหมาย เราไปยื่น 2-3 ล้านรายชื่อ ให้บรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ มีการชุมนุม เขาเรียกชุมนุมทางการเมือง แต่ผมกำลังจะเปรียบเทียบให้เห็นว่า ระหว่างสันติอโศกชุมนุม กับพระสงฆ์ชุมนุมนั้น มันต่างกันอย่างไร ต่างกันตรงที่ว่า เป้าหมาย และความเสียหายและประโยชน์อันใดที่จะเกิดขึ้น
ฉะนั้น กรณีสันติอโศก ตั้งแต่ก่อนหน้านี้มาจนถึงปี 2549 ประกาศเต็มตัวว่า "กองทัพธรรม" ขับไล่คุณทักษิณออกไป รัฐบาลออกไป จะยืนหยัดแข็งกร้าว แบบอหิงสา แล้วต่อมาเข้าร่วมการชุมนุมกับพันธมิตรฯ ซึ่งหนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯ คือ พล.ต.จำลอง คือสันติอโศก สันติอโศกก็คือโพธิรักษ์ ตรงนี้ผมกำลังจะสื่อให้เห็นว่า โพธิรักษ์ไม่ใช่พระ แต่พยายามที่จะเป็นสมณะที่อ้างตัวเอง มีสมาชิก เลียนแบบคล้ายๆ พระ แล้วมาชุมนุมทางการเมือง ขับไล่รัฐบาล ถามว่ามันเป็นกิจของสงฆ์ไหม ไม่ใช่อยู่แล้ว เพราะเขาไม่ใช่สงฆ์ เพราะว่าสงฆ์เราไม่ได้เข้าไปร่วมด้วย ยกเว้นสงฆ์บางรูป ที่ยังหลงใหลอยู่อาจจะไปนั่งฟัง จะไปพรมน้ำมนต์ แต่ตัวเขาประกาศเลยว่าชุมนุมทางการเมืองขับไล่รัฐบาล
ทีนี้เขาบอกว่า ทางเลือกใหม่ของเขา สันติอโศก ถ้าจะให้ผมเข้าไปศรัทธา หรือชาวพุทธที่ถอนตัวออกมาแล้ว หรือคนที่กำลังจะเข้าไป หรือเขาจะเป็นตัวบ่อนทำลายให้ความเชื่อถือของพันธมิตรฯ ลดลงหรือไม่ เราชาวพุทธมาพร้อมใจกันคิดว่ากรณีของ "กองทัพธรรม" ของ พล.ต.จำลอง หรือโพธิรักษ์ คือกลุ่มเดียวกัน มีเป้าหมายโดยใช้ศาสนาไปสร้างศรัทธา สร้างภาพ ไปสร้างมวลชน แล้วในที่สุดศรัทธาและมวลชนที่เขามีอยู่นั้นก็ไปกระทบต่อการปกครองของไทย ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมทั้งกระทบต่อบริบทอื่นของสังคมไทยด้วย
ผลกระทบด้านต่างๆ ซึ่งมันมีแล้ว กระทบต่อการปกครองของคณะสงฆ์ กระทบตรงไหน การชุมนุมของเขานั้นไม่ใช่พระ แต่เขามา ใช้จีวร เหมือนห่มจีวร มีบิณฑบาต มีแสดงธรรม มีคำว่า "อาตมา" ซึ่งคำพวกนี้ในหลักพระพุทธศาสนา คนที่จะใช้คำว่า "อาตมา" การพูดจาแสดงธรรม หรือ การโกนศีรษะ การ เอาผ้าสีต่างๆ เป็นจีวรมาห่ม ได้นั้นต้องบวชในพระพุทธศาสนาเท่านั้น ฉะนั้นการกล่าวอ้างของเขานั้นเป็นเพียงแค่ สมณะ ทีนี้ข้อจำกัดคือ สมณะนั้นควรทำแบบนี้หรือไม่ ถูกต้องหรือไม่
สมณะนั้นควรอยู่ในอาศรม เหมือนฤๅษี ต้องอยู่ในอาศรม ถ้าพระต้องอยู่ในวัด อยู่ในสำนัก แต่การแสดงออก อ้างว่าเป็นสมณะแล้วคนเข้าใจผิดว่าเป็นพระ แล้วออกมาบิณฑบาต ทำให้คณะสงฆ์โดยรวมได้รับความเสื่อมเสีย ทั้งภายในและภายนอกประเทศ แล้วฐานเดิมของการขยายผลของเขานั้นมันทำให้คนเข้าใจในพระพุทธศาสนาผิด ทั้งพระธรรมวินัยในการปฏิบัติ ทั้งมวลชนที่เข้าดำเนินการอยู่
โดยเฉพาะการชุมนุมในทางการเมือง เป็นอันตรายอย่างยิ่ง นอกจากกระทบต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กระทบต่อคณะสงฆ์แล้ว อันนี้จะเป็นคล้ายๆ กับว่า เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในทางลบต่อชาวพุทธ เป็นความน่าเศร้า สิ่งที่กระทำได้สองเรื่อง เมื่อเรารู้ว่านาย ก. เป็นใคร ปฏิบัติธรรมจริงไหม บริสุทธิ์ใจต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จริงหรือไม่อย่างไร
อย่างเช่น ผมเคยศรัทธาเขา แล้วผมถอนตัวออกมาแล้ว ฉะนั้นชาวพุทธต้องตระหนักว่า สิ่งที่เขาทำนั้นเป้าหมายเขาทำเพื่อใคร สิ่งดีที่สุด คือ ชาวพุทธต้องระวัง ใช้สติปัญญา ใช้ความถูกต้องมิใช่ถูกใจ แล้วเฝ้าระวังกับขบวนการนี้ ถ้าเป็นการเมืองต้องถอนตัว เพราะเป็นการส่งเสริมที่ทำให้เกิดภาพที่ทำความเสียหายต่อประเทศชาติ คือ ความมั่นคง อันสุดท้ายคือว่า สิ่งที่จะแก้ไขได้และชัดเจน คือช่องทางกฎหมาย ซึ่งมีอยู่ 2 ระดับ กฎหมายอันแรก ใน พ.ร.บ.สงฆ์ คนที่ไม่ใช่พระที่เรียกว่าเป็น "คฤหัสถ์" แต่แต่งกายเลียนแบบ เพราะ คุณไม่ได้บวชในสายพระ การปกครองของพระ มันมีข้อกฎหมาย ไปแต่งการเลียนแบบ ไปดำเนินการตามกฎหมายอาญาได้ ถ้าจำไม่ผิด ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 206, 207, 208 และผู้ที่จะอุปถัมภ์ค้ำจุนพระพุทธศาสนาแก้ไขปัญหาได้ชัดเจน คือ รัฐ หรือรัฐบาล
แต่รัฐบาลคุณทักษิณ ที่อยู่มายาวนานเนื่องจากว่า เพราะคุณทักษิณนั้นถูกมองว่าคือพลังธรรมเก่า แล้ว พล.ต.จำลอง ไปเป็นที่ปรึกษานายกฯ แล้วบุญคุณหมดไป ทดแทนกันแล้ว มันหมดไป แต่ผมเชื่อมั่นว่าคนที่มีสติปัญญาคงไม่ได้ไปหลงทาง แล้วไม่ได้ถูกฝังชิปในลัทธินี้อย่างแน่นอน จึงกลายเป็นปฏิปักษ์ส่วนตัว ระหว่าง พล.ต.จำลอง กับอดีตนายกฯ ทักษิณ พล.ต.จำลอง เลยเอามวลชนจากสันติอโศกออกมาเพื่อต่อสู้กับอดีตนายกฯ ทักษิณ และในที่สุด ไปโยงเรื่องระบอบประชาธิปไตย ที่เสียหายคือไปโยงต่อการปกครองต่อการบริหารประเทศในรัฐบาล ไปโยงต่อพระพุทธศาสนา ที่เป็นส่วนรวม เป็นสิ่งบริสุทธิ์ ให้เสียหายต่อกรณีการชุมนุมของ พล.ต.จำลอง และกลุ่มสันติอโศก
ดังนั้น กรณีคุณทักษิณ จึงเหมือนว่าเข้าไปศึกษาแล้วเข้าใจทีหลัง เพราะฉะนั้นในการประกาศนโยบายของรัฐบาลนายกฯ สมัคร จึงประกาศอุปถัมภ์ค้ำจุนพระพุทธศาสนา และศาสนาอื่น ต้องทบทวนบทบาทรัฐบาล ต่อกรณีชุมนุมแล้วมีความเข้าใจว่า เป็นพระของคนที่เรียกตัวเองว่าเป็นสมณะกลุ่มนี้ ให้ชัดเจน ซึ่งถือว่าเป็นหน้าที่ของฝ่ายบ้านเมืองจะดำเนินการแก้ไข
* ทีนี้ประชาชนในสังคมอาจจะยังไม่เข้าใจ กรณีของสันติอโศก หลักจากที่ศาลฎีกาตัดสินออกมาแล้วว่าผิด ตอนนี้สถานภาพของสันติอโศกคืออะไร
เขาคือเป็นเพียงแค่รูปแบบที่เขาใช้อ้างตัวเองว่าเป็นสมณะ แปลว่า สงบ ปฏิบัติตน มักน้อย สันโดษ ถือศีล 8 หรือศีล 5 ก็แล้วแต่ แต่เขาไม่ใช่พระแน่นอน แต่การก้าวล่วงพระธรรมวินัย การก้าวล่วงหลักปฏิบัติที่เป็นพระพุทธศาสนา เช่น การทำกิจของสงฆ์ การบิณฑบาต การห่มจีวร การออกมาเคลื่อนไหว เป็นสิ่งไม่ถูกต้อง
ทีนี้ที่ถามว่าเมื่อศาลฎีกาตัดสินออกมาแล้ว ต่อไปต้องเป็นหน้าที่ของฝ่ายอาณาจักร เพราะสงฆ์ได้ทำหน้าที่ของท่านแล้ว "นิคหกรรม" ประกาศแล้ว กรมการศาสนาและกระทรวงศึกษาธิการ ที่เข้ามาดูแลคณะสงฆ์ มหาเถรสมาคมดำเนินการ และในที่สุด เป็นหน้าที่ของศาลซึ่งตัดสินเมื่อปี 2542 ให้มีการจำคุก และให้รอลงอาญาไปแล้ว ที่มีหน้าที่ต่อก็คือ รัฐบาล และฝ่ายกฎหมายที่จะต้องเข้ามาดูแลแทน ซึ่งเป็นคดีทางโลก
* ในเรื่องนี้อาจารย์มองว่ารัฐบาลจะต้องจัดการกับเรื่องสันติอโศกอย่างไร
ถ้าเป็นเรื่องของทางการเมือง เช่น ปิดถนน ขวางการจราจร บอกว่าผิดกฎหมาย เบียดเบียนผู้อื่นไหม แต่ก็อยู่ได้เกือบเดือน ยังไม่มีการดำเนินการตามกฎหมาย ใช้วิธีการเจรจากับกลุ่มผู้ชุมนุม มันก็คงเป็นแนวปัญหาทางการเมืองนั่นแหละ ตรงนี้ถ้าไม่จัดการ ก็จะเกิดผลกระทบ จะแตกแยก สังคมเราต้องการความสมานฉันท์ ความสงบ ต้องการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองด้วยความออมชอม คือ ใช้สติปัญญา ไม่ใช้ความรุนแรง
ผมบอกว่าระหว่างใช้ความรุนแรงกับใช้กฎหมายมันต่างกัน ความรุนแรงคือ การละเมิด การเบียดเบียน การทำลายล้าง เป็นสังคมที่ป่าเถื่อน ใช้กฎหมายคือ การบริหารประเทศ แก้ไขปัญหาประเทศ เหมือนกรณีคุณจักรภพ ใช้กฎหมาย แต่กรณีคนทำความผิดจะเป็นใครก็แล้วแต่ ต้องถูกดำเนินการทางกฎหมาย ผิด...ว่าไป ไม่ผิด...ว่าไป แต่ข้ออ้างนั้นมันจะทำให้เกิดข้ออ้างทางการเมือง ผมจึงบอกว่า มีการบ่มเพาะและนำไปสู่ปัญหาระยะยาว ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าห่วงใยเป็นอย่างมากในสังคมไทย
* ถ้าหากปล่อยไปแบบนี้ ปล่อยให้มีการเคลื่อนไหวทางการเมือง จะเกิดผลเสียโดยรวมต่อสังคมไทยอย่างไร
ผมคิดว่าเขาต้องประกาศตัวให้ชัดเจนว่า เขาไม่ใช่พระ แล้วเมื่อไม่ใช่พระเขาต้องไม่ดำเนินการใดๆ ที่แสดงออกและไปขัดต่อกฎหมายสงฆ์ และกฎหมายทางโลก แล้วคุณจะตั้งพรรคการเมืองเป็นสิทธิของคุณ ตั้งไปเลย แต่คุณไม่ควรจะคลุมเครือแอบแฝงหรือว่าลอกเลียนแบบ แล้วทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดต่อพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นสิ่งละเอียดอ่อน และเป็นสิ่งที่บริสุทธิ์ เป็นสิ่งที่เราเคารพนับถือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จะทำอะไรเป็นของเล่นไม่ได้
เพราะฉะนั้น โดยสรุปแล้วสังคมต้องเฝ้าระวัง ต้องชี้ความถูกผิดด้วยใจของชาวพุทธ แต่เราไม่ได้หมายความว่าเราไปกระทำป่าเถื่อน หรือไปละเมิดความคิดเขา แต่ไปแสดงหลักการในแง่ของสังคมไทย ประเทศไทยในการบริหารจัดการประเทศมันต้องมีมาตรฐาน ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ภายใต้รัฐธรรมนูญเดียวกัน แต่จะสองมาตรฐานไม่ได้
* ตรงนี้หากรัฐบาลเพิกเฉย อาจจะมีกลุ่มอื่นๆ ที่จะออกมาในลักษณะนี้อีกในอนาคต โดยอ้างความชอบธรรมที่กฎหมายไม่จัดการ กลายเป็นร้อยลัทธิ พันนิกายขึ้นได้ไหม
จะเป็นตัวอย่าง ขณะนี้อาจจะมีอยู่บ้างแล้ว แต่เขายังไม่แสดง แต่กรณีนี้จะเป็นกรณีตัวอย่างให้กับกลุ่มอื่นๆ หรือคนที่คิดจะดำเนินการแบบนี้ ก่อให้เกิดความยุ่งยากต่อการบริหารประเทศได้ ต่อพระพุทธศาสนาได้
ทีนี้ในแง่ของข้อกฎหมายมันต้องมานั่งคุยกันว่า การบริหารประเทศ อาณาจักรคือรัฐบาล กับศาสนจักรคือคณะสงฆ์ และบุคคลในวงการศาสนา ที่ระบุอยู่ตอนนี้ คือกลุ่มนี้ มันมีการดำเนินการมีช่องทางที่จะทำ แต่มันเป็นความเสียหายที่รัฐบาลจะต้องอุปถัมภ์คุ้มครองพระพุทธศาสนา แต่ไม่ได้หมายความว่า รัฐบาลไปเป็นปฏิปักษ์กับฝ่ายตรงข้าม จึงมองว่าเขาเป็นส่วนที่เราจะต้องไปล้มล้าง ไม่ใช่นะ แต่ดำเนินการตามกฎหมาย ตามครรลอง ตามมาตรฐาน และทุกรัฐบาลที่ถูกต้อง ต้องดำเนินการ ที่ผ่านมาไม่มีการดำเนินการเลย
การแก้ไขรัฐธรรมนูญเหมือนกัน เราต้องแก้ไขเพื่อให้เกิดความถูกต้องทุกภาคส่วน เป็นธรรมตามระบอบประชาธิปไตย คือ เพื่อส่วนรวม ประโยชน์ของชาติ มิใช่เพื่อตนเอง มิใช่เพื่อพรรค และการแก้ไขนั้นต้องเป็นมติมหาชน เป็นความเห็นของคนส่วนใหญ่ ส่วนวิธีการว่าจะทำอย่างไรให้เกิดความเห็นของคนส่วนใหญ่ และทำให้เกิดความถูกต้อง ลดความขัดแย้งให้มากที่สุด การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นหน้าที่ของใคร ระบบรัฐสภา ผู้แทนปวงชน ส.ส. ส.ว. ต้องทำหน้าที่ใช่ไหม ก็ต้องว่ากันในสภาใช่ไหม นี่คือระบบการเมืองมันจะเดินได้ ไม่ใช่สร้างภาพ สร้างปัญหา สร้างเรื่อง แล้วก็หาไม่เจอ ท้ายสุดก็เป็นจุดจบของประเทศ มันไม่ถูกต้อง อันนี้เป็นความห่วงใยต่อกรณีนี้
โดยเฉพาะชาวพุทธและคณะสงฆ์ ท่านเป็นห่วง เมื่อเป็นห่วงแล้วกฎหมายรับรอง ท่านได้แค่นั้น อำนาจเต็มที่ ก็ทำได้แค่นั้น เมื่อภาระหน้าที่ท่านหมดแล้ว ต่อไปก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะเข้ามากำกับดูแลเพื่อให้เกิดความชัดเจน เพื่อไม่ให้เป็นแบบอย่าง เพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวาย ความเสียหายต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ต่อกฎเกณฑ์ทางศาสนาต่อไปอีกในระยะยาว นี่เป็นการชุมนุมทางการเมือง ในรูปแบบของการศาสนา แต่ศาสนาลัทธิอะไรต้องชัดเจน
และที่สำคัญ ที่ผมพูดค้างไว้คือว่า ทุกอย่างที่เป็นสภาวธรรม ความถูกต้องถูกผิด เรารู้ว่าควรจะศรัทธาและเข้าไปสนับสนุนอย่างไรนั้น เมื่อรู้ว่าอย่างนี้เกิดปัญญาแท้จริง รูปแบบต่างๆ ศีลธรรม วัฒนธรรม เสร็จแล้วอยากให้เราพูดต่อไปว่า บ้านเมืองต้องร่วมกันแก้ ศาสนาก็ต้องร่วมกันแก้ 95% รัฐบาลต้องช่วยเหลือ ถ้าปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคณะสงฆ์มือเดียว ขาเดียว ชาวพุทธไม่ช่วย รัฐบาลไม่ช่วย ทั้งที่มีอำนาจบริหารได้ มันจะล่มทั้งชาติและศาสนา
* ข้อสรุปก็คือ ถ้ารัฐบาลไม่จัดการ และชาวพุทธไม่ร่วมกันดูแล เท่ากับว่าเรายอมรับลัทธิเหล่านี้ และจะเกิดขึ้นมาอีกเป็นสิบ เป็นร้อย และอาจนำไปสู้ความวุ่นวายในที่สุด
เหมือนลัทธิโอมชินริเกียวในญี่ปุ่น แต่ว่าตำรวจเขาเอาจริง สอนไม่ให้กราบไหว้พ่อแม่ บอกว่าพ่อแม่ไม่มีต้นกำเนิด ในที่สุดมันฆ่าคนที่อยู่ข้างๆ เป็นคัมภีร์มรณะไป เป็นภัยต่อความมั่นคง เป็นภัยต่อสังคม เป็นภัยต่อวัฒนธรรม อันนี้เราไม่อยากมองว่าเขาเป็นภัยต่อความมั่นคง แต่มันปฏิบัติแล้วมันทำให้เกิดความแตกแยก การแตกแยกหรือความแตกแยก นำไปสู่เกมการเมือง แบบนี้น่ากลัว เพราะว่าสมณะต้องมีลักษณะสงบ เหมือนผู้นำชุมชน ผู้นำสังคม ไม่ได้สร้างความแตกแยก ไม่ได้มีประโยชน์ในทางการเมืองในลักษณะประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน แบ่งขั้วแบบนี้ ไม่ใช่
* เป็นไปได้ไหมที่รัฐบาลที่ผ่านๆ มาไม่จัดการกับกรณีนี้ เพราะคิดว่าถ้าหมดโพธิรักษ์ไป สันติอโศกก็จะหายไปด้วย
ผมคิดว่าการที่ไม่เข้าไปกำกับดูแล เป็นการคิดผิดนะ ถ้ามองในเชิงรัฐศาสตร์ เรื่องศาสนา เรื่องการปกครองบางเรื่องต้องมองในแง่ของนิติศาสตร์ นิติศาสตร์เชิงรัฐ นิติศาสตร์ในเชิงพระพุทธศาสนา ที่ต้องเข้ามาปกครองสงฆ์ ที่บอกว่าต้องเข้ามากำกับดูแลพระพุทธศาสนาทั้งระบบ เพราะฉะนั้นการที่รัฐบาลคิดแบบนี้เป็นการคิดผิด ชาวพุทธคิดผิด สิ่งที่เป็นภัยต่อพระพุทธศาสนา นอกจากภัยต่อตัวเอง คือ ในใจ การดำเนินการกำจัดกิเลสแล้ว ภัยที่อยู่รอบข้างพระพุทธศาสนา ในเชิงการเมือง ในเชิงการศึกษา ในเชิงลัทธินิยมที่เกิดปัญหาและมีผลกระทบ ถือว่าเป็นภัยต่อพระพุทธศาสนา
ทีนี้ที่ถามว่า ถ้าโพธิรักษ์ไม่อยู่แล้ว สันติอโศกจะอยู่ได้ไหมนั้น มันต้องมีคนสืบทอด เพราะอย่าลืมว่าลัทธิความเชื่อจะต้องมีตัวตายตัวแทน เหมือนเราไม่มีพระพุทธองค์แล้ว แต่ผมยังเชื่อว่าพระพุทธองค์มีจริง หลักธรรมคำสอนของพระองค์มีจริง ปฏิบัติได้ ฉะนั้นเขาต้องมีตัวตายตัวแทน ไม่มีโพธิรักษ์ ไม่มี พล.ต.จำลอง เขาต้องมีคนสืบทอด เพราะฉะนั้นการจะซื้อเวลาเพื่อเป็นการแก้ปัญหานั้น เป็นการคิดผิด สุดท้ายผมคิดว่าเรื่องศาสนาเป็นเรื่องสำคัญ อยู่ร่วมกัน 5 ศาสนาที่ทางการรับรอง
รวมทั้งกลุ่มของเขาด้วยนะ ถ้าจะดำเนินการใดๆ นึกถึงชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จะแยกออกมิได้ ความขัดแย้งย่อมมีบ้าง แต่ความขัดแย้งทางการเมืองเป็นเรื่องสำคัญ แล้วนำมาสู่ความกระทบต่อความมั่นคงต่อการปกครอง ต่อความเสียหายของชาติโดยรวม เพราะฉะนั้นเรื่องศาสนาเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การที่จะเอามาผูกโยงในทางการเมืองต้องระวังนะครับ
* ทีนี้สำหรับพุทธศาสนิกชน เราควรจะมีท่าทีอย่างไรต่อสันติอโศก
เรากำลังพูดถึงท่าที ที่ดูจากสื่อ คนที่เขาเห็นด้วยเขาไปตรงนั้นว่ากันไป ในกลุ่มที่เป็นสมาชิกของเขา แต่กลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วย เขาไม่มีโอกาสที่จะได้ขึ้นไปพูด ไม่มีโอกาสได้ให้สัมภาษณ์ ได้ชี้แจง แต่ผมเชื่อมั่นท่าทีของชาวพุทธนั้นไม่สบายใจ วิตกกังวล ห่วงใย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จากกรณีของกลุ่มนี้ว่าที่สุดปลายทางแล้ว มันกลายเป็นว่าพุทธเราจะรบกันเอง ตามหลักแล้วคือ อหิงสา ไม่เบียดเบียน ต้องการความสามัคคี เสริมสร้างเอกลักษณ์ ค้ำจุนพระพุทธศาสนาให้ดำรงมั่น ซึ่งเป็นมรดกของชาติไทยมายาวนาน
เพราะฉะนั้น ท่าทีของชาวพุทธที่ผ่านสื่อออกไปนั้น จะต้องแสดงให้เห็นถึงความมั่นคงต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ก็คือ รัฐบาลจะต้องทำอย่างไรให้คนเกิดสติปัญญา ให้เข้าใจว่า ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นสิ่งยิ่งใหญ่ เป็นสิ่งบริสุทธิ์ เป็นที่หลอมรวมจิตใจของผู้คน ให้คนไทยเห็นว่าของจริงอยู่ที่ไหน ของแท้อยู่ที่ไหน เมื่อรู้แล้วควรจะต้องปฏิบัติอย่างไร ยังจะไปสนับสนุนอยู่อีกหรือไม่ แล้วก็ควรจะต้องเฝ้าระวังให้มากยิ่งขึ้น เพื่อปกป้องพุทธศาสนาให้ดำรงอยู่คู่กับชาติไทยสืบไป
สุดท้ายผมคิดว่า หลักสากลที่เป็นธรรมะแล้ว การปกครอง หลักประชาธิปไตย การพระศาสนาใด "เราจะให้แบบถูกใจมิได้ มันต้องถูกต้อง" จึงจะชอบธรรม ยุติธรรม และเป็นธรรม


