WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, June 24, 2008

เราจะสู้ใช่มั้ย......????


" พี่ พี่ พวกเขาจะเอาอะไร..." เสียงจากแม่ค้าร้านสะดวกซื้อแถว ๆ พุทธมนทลสาย ๓ ถามผมขณะนำเงินทอนมาให้กับผม "ล้มรัฐบาลมั้ง " ผมตอบแบบเซ็ง ๆ โดยไม่มองหน้าแต่สายตายังมองไปที่โทรทัศน์ในร้านฯ ที่กำลังถ่ายทอดสดเหตุการณ์ ม๊อบพันธมิตรเพื่อประชาชน กำลังส่งเสียงไชโยโห่ร้องยินดีในชัยชนะของการยึดถนน หน้าทำเนียบรัฐบาล แบบคนไร้สติ และบ้าคลั่ง

" ก็คนเขาเลือกเข้าไป แล้วจะไปไล่ได้อย่างไร" ผมมองหน้าแม่ค้าที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนยังทันตอบอะไร เพราะตัวผมเองก็ไม่รู้จะหาเหตุอะไรมาปลอบประโลมกันในยามบ้านเมืองเป็นแบบนี้ แม่ค้าคนนั้นยิงประโยคโดนใจมาอีกประโยคหนึ่งว่า "จริง ๆ หนูไม่ได้รักหรือชอบรัฐบาลนี้ หนูไม่ชอบเฉลิม หนูไม่ค่อยชอบสมัคร แต่หนูคิดว่าวิธีการไล่รัฐบาลแบบนี้มันเป็นแบบพวกอันธพาล"

"คอยดูนะพี่ ถ้านายกสมัครลาออกหรือยุบสภา ตามคำเรียกร้อง หนูจะเลิกการไปเลือกตั้งตลอดชีวิต เพราะเลือกไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร....." ผมนับเงินทอนในมือแล้วส่งยิ้มแห้ง ๆ ไปให้แม่ค้าคนนั้นด้วยความเข้าใจในอารมณ์ ความรู้สึกของไพร่ ธรรมดาสามัญในบ้านนี้เมืองนี้ แทบไม่ต้องอธิบายอะไรในความรู้สึกของไพร่เจ้าของร้านสะดวกซื้อคนหนึ่ง เฉกเช่นเดียวกันกับไพร่คนหนึ่งที่กำลังถ่ายทอดความรู้สึกอยู่ในบทความนี้

เราจะเลือกตั้งกันไปเพื่ออะไร ? ? ? การปกครองแบบระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แบบไทย ๆ เขาต้องทำกันแบบนี้หรือ แบบนี้หรือที่เขาเรียกว่าระบบรัฐสภา วันนี้โจทย์ข้อใหญ่ที่นักวิชาการเลือกข้าง บุคคลที่เห็นดีเห็นงามกับการสร้างความเดือดร้อนวุ่นวายให้แก่บ้านแก่เมืองจะต้องตอบต่อสังคมว่าต่อไปนี้สังคมไทยจะต้องอยู่กับระบบ ข่มขืนธิปไตย ที่กำลังทำกันแบบนี้ตลอดไปใช่หรือไม่

การเมืองภาคประชาชน ที่เราเรียกร้องนักเรียกร้องหนาว่าเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องมีส่วนร่วมโดยการปิดถนน ไม่เสียภาษี (ซึ่งก็ยังไม่รู้จะทำแบบใด) ตัดน้ำตัดไฟ ปิดสนามบิน ปิดล้อมที่ทำการของส่วนราชการ ฯลฯ ตกลงว่ามันเป็นวิธีการที่การเมืองภาคประชาชนต้องใช้หรือ ถ้าการเมืองภาคประชาชนต้องใช้วิธีการป่าเถื่อนแบบนี้ เอาคืนไปเถอะครับ เอาไปใช้ที่บ้านอื่นเมืองอื่น กรุณาอย่านำมาสั่งสอนลูกหลานในบ้านนี้เมืองนี้เลย

แบบนี้เขาไม่เรียกการเมืองภาคประชาชนหรอกครับ วิธีการแบบนี้น่าเรียกการเล่นการเมืองแบบอันธพาล มากกว่า

พันธมิตรเพื่อประชาชนของกลุ่มท่าน และผลประโยชน์กันเฉพาะในพวกพ้องของท่าน กรุณาอย่าอ้างประชาชน อย่าเอาประชาชนมาบังหน้า ผมคนหนึ่งที่ไม่ได้แต่งตั้งท่าน ผมไม่ได้มอบหมายให้ท่านหน้าด้านเอาพวกเราไปอ้าง ท่านจะมุดหน้าซุกกระโปรงอยู่ กลางกลุ่มเด็กและสตรีโดยเขาเต็มใจมันก็เป็นเรื่องส่วนตัวของท่าน มันไม่ใช่สาเหตุที่เขายอมให้ท่านซุกกระโปรงแล้ว ท่านจะมั่วนิ่มอ้างว่าประชาชนทั้งประเทศเห็นด้วยกับการกระทำของท่าน ข้อนี้ไม่ใช่อย่ามั่ว

วันนี้การเมืองในระบบรัฐสภา เขาใช้วิธีการนอกทำเนียบควบคู่ไปกับ เกมในสภา ฯ พรรคประชาธิปัตย์ คงปัดความรับผิดชอบการเดินเกมนอกสภาในครั้งนี้ไม่ได้ เพราะวิธีการรวมกันเดินแยกกันตี ระหว่างวิธีการกรรโชกทรัพย์ข้างถนนของพันธมิตรเพื่อประชาชนฯ กับการเดินเกมใต้ดินของพรรคประชาธิปัตย์ สอดคล้องกันมาตลอด การบีบให้พรรคร่วมรัฐบาลอีก ๕ พรรค มาร่วมกันอุ้มชูให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีทั้งในสภาและนอกสภาครั้งนี้ ถ้าพูดกันแบบภาษากฎหมาย เขาเรียกว่า "กรรมเป็นเครื่องส่อเจตนาอย่างชัดเจน" ประชาธิปัตย์จะให้ลิ่วล้อภายในพรรคมาบอกปัดตามวิธีถนัดเหมือนหักหลังคนทุศีล เรื่องพาคนไปตายในเหตุการณ์พฤษภาทฬิม ๒๕๓๕ มันฟังไม่ขึ้นเสียแล้ว

แค่ผมอยากถามนายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ ว่านายไม่เคยรู้สึก ละอายใจ แม้แต่นิดเชียวหรือ การมุ่งหวังขึ้นสู่เก้าอี้ฯ ในครั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ ไม่ได้ทำลายเฉพาะกฎกติกาบ้านเมืองที่เขียนไว้ตามธรรมนองคลองธรรมเพียงอย่างเดียว วันนี้นักการเมืองหนุ่ม ที่ครั้งหนึ่งผมเคยมองว่าน่าจะฝากบ้านผากเมืองไว้ได้ ได้ทำลายการปกครองในระบบรัฐสภาอย่างบัดซบที่สุด นายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ มีส่วนอย่างยิ่งกับการทำลายระบอบประชาธิปไตย ที่บ้านนี้เมืองนี้พยายามทำกันขึ้นมากว่า ๗๐ ปีนับแต่เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง กรุณาอย่ามาขอร้องให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง กรุณาอย่ามาออดอ้อนประชาชนว่า พวกท่านเป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริง กรุณาอย่ามาหลอกลวงชาวโลกอีกว่าประเทศไทยปกครองในระบอบรัฐสภา มันไม่ใช่หรอกครับ เลิกลวงชาวโลกกันได้แล้ว แล้วบอกกับเขาไปตรง ๆ ว่า รัฐนี้ ประเทศนี้ แค่ใส่หน้ากากประชาธิปไตยไว้ไม่ให้โลกเสรี บอยคอตแค่นั้นเอง

วันนี้ วิธีการร่วมกันปล้นอำนาจของประชาชน มันเปลี่ยนรูปแบบจากวิธีการรัฐประหารมาเป็น เป็นอารยะข่มขืนบ้านเมืองกันข้างถนนแล้ว บ้านนี้เมืองนี้จะเดินหน้าไปอย่างไรกัน ผมไม่รู้ หากมีการเลือกตั้งขึ้นมาใหม่ แล้วคนส่วนใหญ่ของประเทศยังคงยืนยันที่จะเลือกพรรคการเมือง ที่ผู้ยิ่งใหญ่ข้างถนนทั้ง ๕ ขยะแขยง ขึ้นมาอีก จะทำอย่างไรดีครับ จับพวกเขาไปฆ่าทิ้ง เอาพวกเขาไปขังคุก หรือจะออกกฎหมายให้คนที่เลือกพรรคการเมืองนี้เป็นคนระดับล่างสุดในสังคม ไม่สมควรมีสิทธิมีเสียงในการบริหารบ้านเมือง แบบนี้ใช่มั้ยครับ

พรรคประชาธิปัตย์สาขาหนึ่งที่กำลังจะยื่นอภิปราย และพรรคประชาธิปัตย์สาขาสองที่ยึดถนนทำเนียบรัฐบาลเอาไว้ในขณะนี้ จงพึงสำเหนียกเอาไว้ว่าวันนี้ ไพร่ที่นิ่งเงียบ ไพร่ที่ไม่แสดงความในใจอะไรออกมา ไม่ใช่ว่าพวกเขาเป็นคนโง่ ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่รับรู้ และที่สำคัญอย่าคิดว่าพวกเขาไม่สู้ พวกเขาได้สั่งสอนพันธมิตรเพื่อประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ มาครั้งหนึ่งแล้วเมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๔๙ ในอนาคตข้างหน้า หากคนในชาติจะลุกขึ้นมาต่อต้านกันแบบรุนแรงให้รู้สำนึกกันจริง ๆ บางทีอาจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากกลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาชนฯ ยังไม่หยุดการสร้างความเสียหายให้บ้านเมือง

พันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย ฯ พวกคุณไม่มีทางได้รับชัยชนะจากประชาชนอย่างแท้จริง ตราบใดที่คุณยังมองเห็นคุณค่าและความรู้สึกของประชาชนอย่างแท้จริง และยังคิดว่าพวกเขาเป็นไพร่ที่ถูกจูงจมูกได้ง่ายเหมือนกับที่พวกท่านทำอยู่ ยิ่งพวกคุณข่มขืนจิตใจพวกพวกเขามากเท่าไหร่ พวกเขาก็ยิ่งสู้มากเท่านั้น

วันนี้ผมได้แต่ภาวนาให้อารมณ์ไพร่ที่คุกกรุ่นสะสมขึ้นมาทั้งประเทศ อย่าได้เกินขีดความอดทนจนลุกขึ้นมาก่อสงครามกลางเมือง เพราะคงหาคนที่จะแสดงความรับผิดชอบไม่ได้เหมือนกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์นองเลือดที่ผ่าน ๆ มา ผมหวังว่าไพร่ทุกคนคงยังคงอดทนไม่ถอดใจ กับสิ่งที่น่าเอือมระอาของวิธีการข้างถนนแบบนี้ จงเก็บความรู้สึกนี้อย่างสงบแล้วบอกกับพวกเขาอีกครั้ง เหมือนกับที่เราเคยบอกพวกเขาแล้วครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม

----------------------------

บทความ โดย สายลมรัก

www.thaifreenews.com

Thai Free News

ปลุก “พลังเงียบ” กู้ชาติคืน จากพันธมาร–พรรคการเมืองอัปยศ!


คอลัมน์: ตะแกรงข่าว

พอดีได้นั่งดูมอนิเตอร์ข่าวเจอรายละเอียดงานเสวนาของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ที่ได้จัดเสวนา "4 เดือนรัฐบาลสมัคร สอบผ่านหรือสอบตก" แล้วรู้สึกว่า อย่างน้อยก็มีนักวิชาการใจกล้ากลุ่มหนึ่ง ที่มองเห็นความเลวร้ายของพันธมิตรฯ

ในวันนั้นมี อ.วรพล โสคติยานุรักษ์ รองประธานที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ อ.กิตติ ลิ่มสกุล อาจารย์เศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดร.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ ผอ.สถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้าร่วมเสวนา

หลังจากอ่านเนื้อหาจากข่าวแล้ว ก็คิดว่าวันรุ่งขึ้นประเด็นนี้น่าจะถูกขยายความตามสื่อมวลชนกระแสหลักบ้าง เพราะถือเป็นนักวิชาการใจกล้าที่ออกมาพูดโดยไม่เกรงกลัวว่าจะถูกด่าตามหลัง

รวมทั้งเวทีดังกล่าวก็จัดโดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เครดิตน่าจะดีในแง่ของความเป็นกลาง

แต่ปรากฏว่าก็ต้องผิดหวังอย่างรุนแรง เพราะหนังสือพิมพ์เบอร์หนึ่งไม่ได้นำเสนอข่าวนี้เลย ส่วนเบอร์สองก็ตัดทอนถ้อยคำเอาเฉพาะประเด็นด่ารัฐบาลมานำเสนอ

ส่วนหนังสือพิมพ์ที่เลือกข้างอย่างชัดเจน ก็นำเสนอแค่ภาพข่าวแอบอยู่ในหลืบแทบมองไม่เห็น ซึ่งก็ไม่รู้ว่าคิดอะไรกันอยู่

งานในวันนั้นมีนักข่าวหลายสำนักไปร่วมฟัง เพราะแต่ละคนก็อยากได้ข่าวไปนำเสนอ ซึ่งผมเชื่อว่าแต่ละคนก็มีธงในใจแล้วว่าจะต้องข่าวมัน(ส์)ๆ

สื่อที่อยู่ในกลุ่มพันธมิตรฯ ก็จัดแจงส่งนักข่าว ช่างภาพ ไปทำข่าวกันใหญ่โต เพราะเห็นหมายข่าวกับเจ้าภาพที่จัดงานด้วยแล้ว บรรณาธิการข่าวก็ยิ้มกรุ้มกริ่มแล้วว่า งานนี้มีประเด็นให้โจมตีรัฐบาลแหงๆ แถมเป็นวันอาทิตย์อีกด้วย ข่าวยิ่งไม่ค่อยมี

แต่ปรากฏว่า งานเสวนาในวันนั้นเนื้อหากลับออกมาตรงกันข้าม เพราะบรรดานักวิชาการเริ่มมีความรู้สึกไม่พอใจพันธมิตรฯ กันบ้างแล้ว

โดยเฉพาะกับ ดร.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ท่านแสดงความคิดเห็นอย่างน่ารับฟัง

ที่ผมบอกว่าที่น่ารับฟังไม่ใช่ว่า ดร.ฐิตินันท์ ชื่นชมรัฐบาล แต่ท่านพูดเป็นกลาง นำเสนอวิธีคิดเป็นไปตามหลักวิชาการ ผ่านการคิดวิเคราะห์มาแล้ว

ท่านบอกว่า รัฐบาลถูกท้าทายจากปัญหาเศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอก บวกกับปัญหาการเมืองนอกสภา ทำให้รัฐบาลไม่มีสมาธิในการแก้ปัญหา ทำงานเพียง 4 เดือน มีคนที่ไม่พอใจรัฐบาลออกมาประท้วง ปิดถนน เอาคนไปชุมนุมปิดล้อมทำเนียบ ไม่กลับบ้าน แล้วบอกว่า หมดเวลาสอบแล้ว เอาข้อสอบคืนมา

ดร.ฐิตินันท์ บอกว่า ถ้าการกระทำของพันธมิตรฯ ประสบผลสำเร็จ จะเป็นความเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ประชาธิปไตย

ผมถือว่าเป็นประโยคที่โดนใจที่สุด เพราะการกระทำของพันธมิตรฯ ถือว่าเลวร้ายและทุเรศที่สุดเท่าที่เคยมีม็อบขับไล่รัฐบาล

นอกจากนี้ ดร.ฐิตินันท์ ยังบอกอีกว่า แม้ตัวของท่านจะไม่ได้เลือกพรรคพลังประชาชน แต่ท่านก็เคารพคนอื่นที่เลือกพรรคนี้เข้ามา กลุ่มพันธมิตรฯ เองไม่เคยพูดถึงคนส่วนใหญ่ที่เลือกพรรคนี้มาเลย มีแต่พูดถึงวาระแคบๆ ของตัวเอง มันเป็นการยึดระบอบประชาธิปไตยไทยด้วยคนกลุ่มน้อยที่มีฐานอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งจะยอมไม่ได้

สิ่งที่ รศ.ดร.ฐิตินันท์ พูดได้ถูกต้องมากที่สุดคือ ท่านรู้สึกเสียดายที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เสนอทางออก การชูวาระประชาชนก็เป็นเพียงคำโฆษณาผิวเผิน และฉาบฉวยเพื่อชนะการเลือกตั้งเท่านั้น

รศ.ดร.ฐิตินันท์ ยังแสดงความเห็นถึงการสลับขั้วเปลี่ยนรัฐบาลโดยชู นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกฯ ว่าเป็นสิ่งที่น่าสมเพชเวทนา น่าอับอาย และน่าละอายใจมากที่สุด

นอกจากนี้ท่านยังบอกว่า ประชาธิปัตย์เคยคว่ำบาตรการเลือกตั้งมาครั้งหนึ่ง และการเลือกตั้งที่ผ่านมาก็แพ้ แต่ก็ยังบอกว่าได้ ส.ส. มากสุดเป็นประวัติการณ์ ทั้งๆ ที่กรรมการก็อยู่ข้างพวกเขา กติกาก็อยู่ข้างพวกเขา คู่ต่อสู้ก็ถูกมัดมืออยู่ข้างหลัง แต่ก็ยังแพ้ขนาดนี้

หลายคนได้อ่านข่าวงานเสวนาแบบนี้แล้ว ก็ทำให้ใจชื้น ยังมีความรู้สึกว่า ประเทศไทยยังน่าอยู่ แม้บรรยากาศจะอึมครึมก็ตาม

และแม้ว่าข่าวลักษณะนี้จะไม่ได้ถูกนำเสนอเป็นประเด็นใหญ่โตนัก เหมือนกับครั้งที่ คุณวันชัย จงจรูญหิรัญ หัวหน้ากลุ่มติดตามการปฏิรูปการเมืองและต่อต้านการคอร์รัปชั่น (PRAC) ที่สาวลึกข้อมูล "คฤหาสน์หญิงเป็ด"

คุณวันชัยพานักข่าวไปดูถึงพื้นที่ แต่ก็มีสื่อกระแสหลักนำเสนอข่าวเพียงเล็กน้อย แถมยังเบี่ยงประเด็นแก้ข่าวให้ "หญิงเป็ด" อีกด้วย

ก็ไม่เป็นไร ไม่ว่ากัน เพราะวันนี้สื่อมวลชนยังมัวเมากับอำนาจมืดบางสิ่งบางอย่าง และมัวเมากับลัทธิหนึ่งที่คอยพูดจาโน้มน้าวให้คนทั้งหลายเชื่อ

แต่วันนี้ก็ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี เพราะมีสัญญาณที่ดีขึ้นบ้างแล้ว

พลังเงียบที่ไม่ได้มีปากมีเสียงนัก เริ่มจะออกมาเรียกร้องสิทธิของตัวเองกันมากขึ้น

พลังเงียบทั้งหลาย ถ้าคุณรำคาญกับสิ่งไม่ถูกต้อง ควรจะลุกขึ้นมาประกาศให้ทั่วโลกได้รู้ว่า เมืองไทยไม่ได้ถูกครอบงำเพียงแค่คนกลุ่มเดียว เมืองไทยยังเป็นประชาธิปไตยอยู่

เวลานี้ ถึงเวลากู้ชาติของจริงแล้ว อย่าเอาแต่บ่นอยู่ในบ้าน อย่ามัวแต่รำคาญอยู่ในใจ

ตอนนี้พวกเราต้องเร่งทำการ "กู้ชาติ" โดยด่วน ก่อนที่ประเทศชาติจะพังพินาศย่อยยับเสียหายไปมากกว่านี้

กู้ชาติ คืนกลับมาจากพันธมารทั้งหลาย

กู้ชาติ คืนกลับมาจากพรรคการเมืองอัปยศ

กู้ชาติ คืนกลับมาจากอำนาจมืด ที่ไม่มีความเป็นธรรม!

------------------------------

ลวดหนาม

จากหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ 24/06/2551

ลวดหนาม

จาก thai-grassroots

ถล่มจมเว็บไซต์ ส.ว.นกแก้ว กระหน่ำโพสต์ข้อความ “ใครเขียนบทให้อ่าน”

เวที ส.ว. ซักฟอกรัฐบาลสุดกร่อย ไร้ข้อมูลหลักฐานความผิด ได้แค่กระหน่ำความรู้สึกส่วนตัวสอดรับกับม็อบที่เคลื่อนไหวอยู่นอกสภา แถมยังเรียงหน้าออกมาอ่านคำอภิปราย ราวกับมีคนร่างมาให้อ่าน วิจารณ์กันสนั่นเวบไซต์ทำงานไม่สมศักดิ์ศรี เสียดายภาษีที่ต้องจ่ายเงินเดือนเป็นแสน ตั้งข้อสังเกตมีแต่พวกลากตั้ง ที่ต่อท่อมาจากรัฐบาลยุคเผด็จการ “นักวิชาการ” ชี้ทรรศนะอันตราย ลากเรื่องชาตินิยมมาเป็นประเด็น หวั่นเป็นการสร้างความแตกแยกในบ้านเมือง เชื่อในสภา-นอกสภา เล่นเกมรับลูกกันเป็นทีม ด้าน “บรรหาร” ยันการอภิปรายไม่ทำให้รัฐบาลเปลี่ยนขั้ว

การประชุมวุฒิสภาครั้งที่ 3 (สมัยวิสามัญ) เป็นกรณีพิเศษ ที่เป็นการเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ได้เริ่มต้นขึ้นในเวลาประมาณ 10.00 น. วันที่ 23 มิถุนายน ที่ผ่านมา ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการอภิปรายที่จืดสนิท ไม่มีข้อมูลสนับสนุนที่ทำให้เชื่อถือได้ นอกจากจะพยายามตำหนิรัฐบาลในเรื่องต่างๆ ด้วยความรู้สึกส่วนตัวเป็นหลัก

ที่สำคัญ ส.ว. หลายคนยังงัดโผออกมาอ่านแทนการอภิปรายจนทำให้บรรยากาศน่าเบื่อสุดๆ อย่างเช่น ในช่วงเช้าก็จะมีทั้ง นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว. ลากตั้งสายบ้านพระอาทิตย์ ที่ออกมาอ่านบทวิจารณ์รัฐบาล ที่ล้วนมีแต่เรื่องที่เป็นนามธรรม เช่น การบริหารโดยขาดหลักธรรมาภิบาล การไม่พยายามรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ จนถูก นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ตอบคำถามและสอนมวย จนถึงกับหน้าถอดสี ซึ่งผู้ชมทางบ้านก็เห็นได้ชัดเจน เพราะกล้องโทรทัศน์มีการจับภาพใบหน้าอย่างใกล้ชิด

เช่นเดียวกับคนต่อมา ม.ร.ว.ปรียนันทนา รังสิต ส.ว. ลากตั้งอีกคน ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เพราะนอกจากจะนำบทมาอ่านให้สมาชิกรัฐสภาฟังแล้ว ยังออกอาการมือไม้สั่น อ่านตะกุกตะกักอยู่ตลอดเวลา จนถึงกับมีคำถามว่าเป็นผู้ร่างเอกสารดังกล่าวด้วยตัวเองหรือไม่

*ถล่มคาเว็บใครส่งบทให้อ่าน?
การอภิปรายที่จืดชืดดังกล่าวได้เป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง รวมไปถึงการวิพากษ์วิจารณ์อย่างออกรสของคอการเมืองบนเว็บไซต์ต่างๆ ด้วย

อย่างเช่น เว็บไซต์ประชาไท
www.prachathai.com มีผู้ให้ความสนใจการตั้งกระทู้แสดงความคิดเห็นไว้หลายหัวข้อ

คุณ OMG “เมื่อเช้าดู...NBT เห็นแล้วผิดหวัง..."ฮ่วยบ่เฮ็ดหยังดอก" พวกนี้ไม่ได้ยากจน...รวยๆ ทั้งนั้น ..เป็นถึงคุณหญิง ยังมาหัดอ่านตามบท ใครส่งสคริปต์ให้ " บ่ฮู้เรื่อง" กลับเป็นการโชว์ความโง่ หรือฉลาด นึกว่าเก่งกาจมาจากไหน...พวกกันทั้งนั้น...ถุย...เสียดายเงินภาษี...เสียดายเงินภาษีมาหลายเรื่องแล้วตั้งแต่ 19 กันยายน...พวกแก่ดักดานเต่าล้านปี...อายเด็กเปล่าๆ”

คุณราหุล “รู้สึกเสียดายเงินภาษีของประชาชนที่ต้องมาจ่ายเงินเดือนให้พวก ส.ว. ลากตั้งพวกนี้จริงๆ สู้เอาเงินเดือนที่จะจ่ายให้คนพวกนี้ ไปทำมูลนิธิอาหารสุนัขจรจัดจะดีกว่า”

คุณลุงอินคำ “ทำได้เท่าที่เห็น แย่มาก!”

คุณขุนพิเรนทรราชย์ “…ก้มหน้าอ่านแบบนี้...ก็ทำได้แค่หาหนังสือพิมพ์มาอ่านเท่านั้นเอง”

*ส.ว.อ่อนหัด-น่าสงสารประชาชน
คุณ BOM40 “คำนูณก็ลูกน้องสนธิ กินเงินเดือนสนธิ...มันต้องทำงานสอดคล้องกันอยู่แล้ว ทางหนึ่งกดดันนอกสภา อีกทางกดดันในสภา โดนนายกฯ สมัครตอกหน้าหงาย กล้องจับที่หน้า ทำหน้าไม่ถูกเลย อ่านสคริปต์อย่างเดียว ASTV เขียนมาให้อ่านมั้ง อย่าได้เทียบชั้น ตอนอภิปราย พูดไปยิ้มไป เหมือนกับว่ากูแน่ เจอนายกฯ สมัครสอนมวย หน้านี้จากบานหุบแทบไม่ทัน ท่านสมัครจัดได้แจ่มมากครับ รอบเย็นขออีกนะ สะใจดี”

คุณ asada “จากการฟังอภิปรายของ ส.ว. ลากตั้งวันนี้ ผมอายชาวต่างชาติที่ฟังภาษาไทยออกทุกท่าน ตกลง ปชช. คงเห็นด้วยนะครับที่รัฐบาลจำเป็นต้องแก้ รธน. โดยเร่งด่วน”

คุณสงสัย “ดูทีวีช่อง NBT ที่เหล่า ส.ว. ลากตั้งขึ้นมากล่าวร้ายรัฐบาลแล้ว ...ประเด็นไม่ชัดเจน โยงเรื่องมั่ว เอาเรื่องไม่เกี่ยวมาผูกกัน แถมโชว์ความอ่อนหัด ตื่นเต้นใจสั่นออกทีวีอีก...ทำได้แค่นี้ สงสารประเทศไทยที่มีคนเช่นนี้จริงๆ นี่ล่ะครับ ส.ว. ลากตั้ง”

*มาจากไหนทำไมกล้าอ้างประชาชน
ขณะที่เว็บไซต์
www.pantip.com .ห้องสนทนาราชดำเนิน ที่เป็นแหล่งคอการเมือง ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงกรณีดังกล่าวเช่นกัน

คุณ anthonoy “ทำงานได้ดีมากเลยครับ ส.ว. สรรหาที่ชื่อสมชาย เข้าใจครับว่าท่านเคยเป็นสื่อ ASTV ออกอากาศมีแต่คำหยาบเกือบ 24 ชั่วโมง ไม่ว่าสักคำ (บางคนยังด่านายกฯ ด้วยซ้ำว่าใช้คำหยาบ) อยากรู้ครับว่า... ส.ว. สรรหาพวกนี้ใหญ่มาจากไหนครับ เอะอะก็จากประชาชน ขอโทษครับพวกคุณได้รับการสรรหาจากประชาชนกี่คนครับ”

คุณเถ้าแก่น้อย “คลอดมาจากอำนาจเผด็จการครับ คนไทยไม่ได้เลือก มาจากคนไม่กี่คนจิ้มเอา มานั่งเสวยสุขกินเงินเดือนเป็นแสน นั่งเครื่องฟรี ไปดูงานเมืองนอกฟรี อะไรๆก็ฟรี เสียดายเงินภาษีชิบเป๋ง เฮง...ย”

คุณ S_Chai “ผู้หญิงที่กำลังอ่านอยู่ตอนนี้ (ยืนยันว่าอ่านทุกคำพูด) เป็น ส.ว. สรรหา สายวิชาการ เป็นถึงศาสตราจารย์ แล้วตอนสอนหนังสือจะเป็นยังไง เด็กไทยถึงโง่ตามที่งานวิจัยบอก”

คุณ Shooting Star “ก็อย่างว่า คงมีคนเขียนบทมาให้จากคนที่คุณก็รู้ว่าใคร”

*อภิปรายไม่มีประโยชน์กับ ปชช.
คุณพิทักษ์เสรีชน “ สิ่งที่ผมเห็นเมื่อเช้า เกี่ยวกับ 61 ส.ว. ผมก็ได้แต่ถอนหายใจ สิ่งที่เขาได้อภิปรายถึงรัฐบาล ไม่มีประเด็นซักถาม ที่จะเป็นประโยชน์ต่อชีวิตของพี่น้องประชาชนเลย มีแต่คำกล่าวหา ที่ถูกตั้งธง โดยเหล่าแก๊งข้างถนน

อย่างเขาพระวิหาร รัฐบาลและผู้เกี่ยวข้อง ก็ออกมาตอบข้อสงสัยให้หมดแล้ว คนกลุ่มนี้ยังจะลากให้เป็นปัญหาระหว่างประเทศขึ้นมาได้อีก

แต่อย่างไรก็ตาม ดีใจมากๆ ครับ ที่ได้ฟังคุณสมัครตอบโต้ ไม่เสียดายเลยที่ได้เลือกเข้าไปในสภา (แม้คำตอบจะขัดใจฝ่ายตรงข้ามบ้างก็เถอะครับ)

ผิดกับคนบางกลุ่ม ที่ได้รับเลือกจากคนไม่กี่กลุ่ม แต่ทำตัวกร่างเสียเหลือเกิน เหมือนตัวเองได้รับอาญาสิทธิ์จากคน 63 ล้านคน ฟาดฟันใครต่อใครก็ได้

คุณ sba (sba) “ฟัง ส.ว. ที่เป็นผู้หญิง (มาทราบภายหลังว่าเป็นคุณหญิงด้วย จากการบอกของประธาน) ที่อภิปรายในช่วงแรกๆ หลังจากที่ท่านสมัครตอบไปแล้ว พูดไม่เป็นสับปะรดจริงๆ ลอกเขามาทั้งดุ้น แถมอ่านแบบงกๆ เงิ่นๆ ใครเป็นลูกหลานแทบจะเอาปิ๊บคลุมหัว อายเขาจริงๆ ผับผ่า”

*อย่าจุดชนวนชาตินิยมทำแตกแยก
ด้านมุมมองนักวิชาการของ ผศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การอภิปรายทั่วไปของ ส.ว. ชี้ชัดว่าการอภิปรายอยู่ในช่วงระยะเวลาที่ไม่เหมาะสม และยังแสดงให้เห็นว่าเป็นการซักฟอกอย่างไม่บริสุทธิ์ใจ เพราะกลุ่ม ส.ว. เหล่านี้มีการดำเนินการสอดรับเป็นกระแสเดียวกันกับกลุ่มพันธมิตรฯ ที่กำลังชุมนุมยืดเยื้อในขณะนี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อล้มล้างรัฐบาลแบบฉับพลันทันด่วน ทั้งที่รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศเพียงระยะเวลาสั้นๆ

ส่วนตัวแล้วไม่เห็นด้วยกับการขอเปิดอภิปรายทั่วไปของ ส.ว. และการอภิปรายไม่ไว้วางใจของ ส.ส. พรรคฝ่ายค้านในวันพรุ่งนี้คือ มีการพยายามใช้สถาบันเบื้องสูงเป็นเครื่องมือในการโจมตีรัฐบาล และพยายามสร้างภาพให้ประชาชนเห็นว่ามีกลุ่มที่ไม่หวังดีต่อประชาธิปไตย เป็นการนำประเด็นที่ไม่มีความผิดชัดเจนมาถกเถียงกัน ถือเป็นการใส่ร้ายป้ายสีในเรื่องที่ไม่ถูกต้อง

นอกจากนี้ในกรณีการหยิบยกประเด็นปราสาทเขาพระวิหาร ของประเทศกัมพูชา มาอภิปรายนั้น ชี้ให้เห็นว่ากำลังใช้ชาตินิยมที่ผิดๆ กับประชาชน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือโจมตีใส่ร้าย เพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ทั้งๆ ที่เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ การมาทวงสิทธิ์ในตอนนี้ ขณะนี้ไม่ถูกต้อง

*ทวงถามมารยาทประชาธิปัตย์
ในขณะที่ ผศ.จรัล ดิษฐาอภิชัย ประธานคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) กล่าวถึงกรณีเดียวกันว่า ภาพรวมของการเปิดอภิปรายทั่วไปของ ส.ว. นั้น มีความจืดชืดเพราะเจตนาที่แท้จริงเพียงเพื่อต้องการด่ารัฐบาล ไม่ได้มีการตระเตรียมข้อมูลอะไรมากมาย และมีการหยิบยกเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ รวมทั้งมีการพาดพิงถึงร่างรัฐธรรมนูญฉบับ คปพร. ว่ามุ่งหวังล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยแท้จริงแล้ว เป็นการกล่าวหาว่ารัฐบาลมีท่าทีเป็นมิตรกับคนที่คิดล้มล้างสถาบัน และมุ่งหวังโจมตีรัฐบาล ซึ่งจะเป็นการสอดรับกับการเคลื่อนไหวชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯนอกรัฐสภา เพื่อให้นำประเด็นดังกล่าวมาพูดบนเวทีเพื่อปลุกระดมต่อไป

ทั้งนี้มีข้อสังเกตที่น่าจับตามองคือ ส.ว. ที่ทำการขออภิปรายนั้นส่วนใหญ่ล้วนเป็น ส.ว. สรรหาแทบทั้งสิ้น มีทั้งกลุ่มเอ็นจีโอ นักวิชาการ และกลุ่มพันธมิตรฯ เก่า เป็นการตีรวน โจมตีนายกรัฐมนตรี ชี้ให้เห็นถึงความไม่บริสุทธิ์ใจในการอภิปรายทั่วไป ส่วนการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจของ ส.ส. พรรคฝ่ายค้านนั้น หากกล่าวในทางหลักการทางมารยาทแล้ว ต้องถามย้อนกลับไปว่า ถึงเวลาแล้วหรือที่จะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะรัฐบาลเพิ่งทำหน้าที่เพียง 4 เดือนเท่านั้น

*ซัด ปชป.ซักฟอกรับลูกพันธมิตร
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่พรรคฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า การยื่นญัตติของพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้มีความต้องการจะอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะรัฐบาลทำงานมาได้แค่ 4 เดือน ไม่มีการทุจริตคอร์รัปชั่น เจตนาแท้จริงของพรรคฝ่ายค้านเพื่อต้องการเติมเกมให้กับกลุ่มพันธมิตรฯ เพิ่มแรงกดดันให้กับรัฐบาลเพียงเพื่อต้องการให้ญัตติอภิปรายค้างในสภา ส่งผลให้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ไม่สามารถใช้ช่องทางการยุบสภาได้ นอกจากจะต้องลาออกเพียงอย่างเดียว

ดังนั้นจึงตรงกับข้อเรียกร้องของกลุ่มพันธมิตรฯ และหาก นายสมัคร สุนทรเวช นายกฯ ลาออกจากตำแหน่ง ทางพรรคประชาธิปัตย์ก็จะหยิบประโยชน์จากสถานการณ์นี้ โดยการชวนพรรคร่วมรัฐบาลให้ย้ายขั้วเปลี่ยนข้าง พร้อมทั้งผลักดันให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรีแทน

*เชื่อนายกฯ-7 รมต.สอบผ่านฉลุย
ด้าน นายนัจมุดดีน อูมา ส.ส.นราธิวาส พรรคพลังประชาชนในฐานะคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) มั่นใจว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจอีก 7 คน จะได้รับเสียงไว้วางใจจาก ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาลทุกคน และแน่ใจว่าจะไม่มีปรากฏการณ์งูเห่าออกเสียงสนับสนุนฝ่ายค้าน

"รัฐบาลเพิ่งบริหารประเทศมาได้เพียง 4 เดือนเท่านั้น แม้แต่ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์บางคนยังมาพูดคุยกับผมบอกว่าเร็วเกินไปที่จะเปิดอภิปรายในช่วงนี้ เพราะเห็นตรงกันว่าเวลาที่เหมาะสมแก่การเปิดอภิปรายคือสมัยสามัญทั่วไปในปี 2552 เรื่องงูเห่านี้ยืนยันได้ 1,000 เปอร์เซ็นต์ว่าไม่มีเกิดขึ้นในพรรคร่วมรัฐบาลแน่ เพราะจากการพูดคุยเป็นการส่วนตัวกับพรรคร่วม ต่างยืนยันว่าจะสนับสนุนนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีของพรรคพลังประชาชนต่อไป เพราะยังไม่มีข้อบกพร่องอะไร”นายนัจมุดดีนกล่าว

*นอกสภา-ในสภารับลูกถล่มรัฐบาล
นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า การอภิปรายของฝ่ายค้าน เป็นเพียงการเมืองเชิงจิตวิทยาเท่านั้น ซึ่งหากมองตามอำนาจหน้าที่ก็เป็นเรื่องที่สามารถปฏิบัติได้ แต่คงจะเป็นไปได้ยากที่จะโน้มน้าวให้ประชาชนเชื่อในสิ่งที่เขาพูดว่ารัฐบาลมีความผิด เพราะว่าตอนนี้สถานการณ์ได้เปลี่ยนไป เมื่อก่อนทั้งสองฝ่ายจะมาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่ตอนนี้มันไม่ใช่ มันมาจากอำนาจของคนเพียงไม่กี่คน

“ส่วนญัตติของ ส.ว. ส่วนใหญ่จะสะท้อนความคิดของกลุ่มพันธมิตรฯ ถ้าจะให้ดีน่าจะทำให้กลุ่มพันธมิตรฯ ยุติการเคลื่อนไหว แต่ตอนนี้เป้าหมายของคนกลุ่มนี้มันเป็นการเล่นเกมนอกสภา เป็นการทำงานของคน 2 กลุ่มที่แยกหน้าที่กัน เมื่อ ส.ว. หรือ ส.ส. ยื่นญัตติก็เป็นเรื่องที่อยู่ในกฎหมาย เป็นการปฏิบัติตามเกมของสภา ส่วนพวกที่เฮ้วๆ อยู่นั้นก็เป็นการเล่นเกมนอกสภา เดี๋ยวประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินใจเอง” นายสุนัยกล่าว

*ส.ว.-ปชป.เปิดอภิปรายเร็วเกินไป
ด้าน นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคพลังประชาชน และในฐานะคณะทำงานติดตามและวิเคราะห์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (วอร์รูม) กล่าวถึงกรณีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ของพรรคฝ่ายค้าน ในวันที่ 24 มิถุนายน ที่จะถึงนี้ว่า ตอนนี้พรรคประชาธิปัตย์ได้แสดงท่าทีไม่พร้อมในด้านข้อมูลที่จะทำการเปิดอภิปรายรัฐบาล โดยมีการต่อว่าต่อขานรัฐบาลว่าเปิดให้เวลาอภิปรายน้อยเกินไป แต่อันที่จริงแล้วฝ่ายค้านมีข้อมูลไม่เพียงพอ เพราะไม่นึกฝันว่ารัฐบาลจะยอมรับญัตตินี้

นอกจากนี้ พรรคประชาธิปัตย์ยังลืมคำพูดของตนเอง ที่กล่าวไว้ว่าหากรัฐบาลยอมเปิดให้ฝ่ายค้านทำการอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว สถานการณ์ทางบ้านเมืองก็จะคลี่คลาย และเข้าสู่สภาวะปกติ ในทางกลับกัน เมื่อรัฐบาลเปิดโอกาส พรรคฝ่ายค้านกลับไม่รับผิดชอบสัญญาของตนเอง และเฉไฉหาว่ารัฐบาลทำกระชั้นชิด และใช้สภาเป็นเครื่องมือทางการเมือง

นายสุทินระบุด้วยว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคฝ่ายค้าน และของ ส.ว. ทั้ง 61 คนนั้น ถือว่ารวดเร็วเกินไป ไม่เป็นประโยชน์ แต่จะเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์บ้านเมือง

*ไล่ส่ง ปชป.ออกไปชุมนุมกับม็อบ
ด้าน พ.ต.ท.กานต์ เทียนแก้ว รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า รัฐบาลเพิ่งทำงานมาได้เพียงแค่ 4 เดือน แม้ว่ารัฐบาลจะแถลงนโยบายก็จริง แต่ตอนนี้ก็เป็นการทำงานต่อเนื่องจากรัฐบาลขิงแก่ จริงๆ แล้วรัฐบาลจะต้องเริ่มงานในวันที่ 1 ตุลาคม ควรต้องรออีก 1 ปีกับอีก 4 เดือน นั่นคือ 16 เดือน ฝ่ายค้านควรรอฟังผลงานของรัฐบาลในช่วงนั้น ต้องใช้เวลา แต่ฝ่ายค้านใจร้อนเกินไป สมัยพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ก็ไม่มีการอภิปรายรัฐบาลเร็วขนาดนี้

“ในเมื่อรัฐบาลก็ถอยหมดทุกอย่างแล้ว รวมทั้ง นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ลาออกไปแล้ว เรื่องแก้รัฐธรรมนูญรัฐบาลก็หยุดแล้ว การที่พรรคประชาธิปัตย์ยังมีการเล่นการเมืองทั้งนอกและในสภา ก็เพราะอยากเป็นรัฐบาล แต่เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม หากไม่เชื่อมั่นในสภา ก็ควรไปเล่นข้างนอก ไปรวมกับกลุ่มพันธมิตรฯ”

พ.ต.ท.กานต์ ยังกล่าวถึง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ว่า ในเมื่อแก่แล้ว หากจะมาจัดตั้งรัฐบาลไม่ใช่เรื่องดี หากอยากเป็นผู้ใหญ่ที่ดี ควรปรับกลยุทธ์ในการให้คำปรึกษาคนรุ่นใหม่ในการบริหารบ้านเมือง อีกทั้งตนไม่อยากให้มีการชุมนุมอย่างนี้ เพราะระบอบการปกครองประเทศจะเสียหาย

*" บรรหาร " ยันไม่มีผลให้ปรับขั้ว
นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวถึงการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า คงต้องรอดูและติดตามสถานการณ์ต่อไป แต่ยืนยันว่าไม่มีผลต่อกระแสข่าวการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง ทั้งนี้ จากการที่พรรคฝ่ายค้านเตรียมหยิบยกเรื่องปราสาทเขาพระวิหาร หรือ เรื่องรถประจำทาง จำนวน 6,000 คัน ขึ้นมาอภิปรายนั้น ที่ผ่านมาทางรัฐมนตรีของพรรคชาติไทยได้มีการเตือนให้ไตร่ตรองกรณีดังกล่าวให้รอบคอบก่อน ซึ่งจากนี้ยังต้องการให้พรรคพลังประชาชนรับฟังความคิดเห็นบางส่วนจากพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 5 พรรคด้วย

หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวด้วยว่า ไม่ห่วงต่อกระแสที่พรรคฝ่ายค้านหรือกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะไม่ยอมรับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะความคิดดังกล่าวคงไม่มีผล และการเลือกตั้งนั้นยังคงเป็นที่ยอมรับจากการนำมาซึ่งประชาธิปไตย



“เขาพระวิหาร” เรื่องร้อนเร่าของคนสวม “เขา(ควาย)”

สงสัยแค่ “ไฟใน” จะยังไม่พอ...

จึงได้เห็นความพยายามของคนบางกลุ่ม ที่จะดึง “ไฟนอก” เข้ามาเผาบ้านด้วย

ด้วยข้อหาว่ารัฐบาลกำลังจะ “ขายชาติ” (อีกแล้ว)

ยกเรื่อง “เสียดินแดน” มาตีไข่ใส่น้ำปลาหวังให้เป็นเรื่องเป็นราวฉาวโฉ่

ดูแล้วก็รู้ว่าไม่เกี่ยวอะไรกับความ “รักชาติ” หากแต่เป็นพฤติกรรม “คลั่งชาติ” ที่จะนำบ้านเมืองไปสู่ความเสียหายได้เห็นๆ

เป็นประเด็นบ้าๆ บอๆ ของ “พวกคลั่ง” ที่กระทั่ง “กัมพูชา” ก็ยังไม่กล้าไว้วางใจ

ต้องปิด “เขาวิหาร” เพราะหวาดระแวงว่าจะมีพวกคลั่งสวมรอยเป็นนักท่องเที่ยวไปก่อความวุ่นวาย

ไม่บอกก็เดาได้ ว่าความหวาดระแวงก่อตัวมาจากฝั่งไทย

รู้ไปถึงไหนอายไปถึงนั่น

จากที่เคยประกาศจะก้าวกระโดด เป็นประเทศชั้นนำของอาเซียน

ตั้งแต่รัฐประหาร ก็กลับลดความสง่างาม และการพัฒนาลงไปเยอะ

มาบัดนี้ “ประเทศไทย” ด้วยฝีมือคนล้าหลังบางกลุ่ม กำลังจะกลายเป็นเพียงประเทศของมนุษย์ถ้ำที่เอาประเด็นเชื้อชาติมาปลุกเป็นกระแสรุนแรงได้

ทั้งที่โลกวันนี้ ทุกประเทศทุกเชื้อชาติ มีการติดต่อเชื่อมโยงสัมพันธ์กันอย่างทันสมัย มุ่งสร้างมิตรไม่ใช่สร้างศัตรูอย่างเมื่อก่อนอีกแล้ว

เห็นแล้วน่าอนาถใจ เพียงเพราะต้องการ “ทำลายความน่าเชื่อถือ” ของรัฐบาล จึงพยายามหาทางทำลายในทุกวิถีทางไม่เว้นแม้แต่เรื่อง “เขาพระวิหาร” ที่ “ศาลโลก” ก็ตัดสินไปแล้วตั้งแต่ปีมะโว้

กลุ่มที่คิดเอาเรื่องนี้มาเป็นประเด็น แสดงถึงความสิ้นไร้ไม้ตอก หมดหนทางในการชุมนุม จึงต้องหาเรื่องขึ้นมาเรื่อยๆ

น่าหัวเราะ...ที่ก็ยังอุตส่าห์มีอีกหลายคน หลายกลุ่ม “บ้าจี้” เต้นไปกับเขาด้วย

“เพี้ยนจัด” ถึงขนาดจะให้รัฐไทยเรียกร้องเอาดินแดนตั้งแต่สมัย “ขี้ม้าจับดาบทำศึก” คืนมาเป็นของสยาม

เพี้ยนขนาดนั้น ถ้าจู่ๆ “สหภาพพม่า” จะเอาอย่างมั่ง ลุกขึ้นมาเรียกร้องว่า “อยุธยา” ก็เคยเป็นของเขา อยากได้คืน มีหวังคงยุ่งพิลึก

เรื่องนี้จึงไม่มีอะไรมากไปกว่า “คนบ้า” ที่พยายามสร้างเรื่อง “เพี้ยน”

อย่างที่บอกว่า เห็นแค่ความวุ่นวายภายในประเทศมันยังเสียหายไม่สะใจ ต้องลากเอาประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงมาร่วมตอกลิ่มด้วย

ถ้าคนที่มีสติดีหน่อย ก็น่าจะมองออกได้แล้วว่า ใครกันแน่กำลังคิดคดทรยศต่อชาติของจริง.


76 ปีที่ยังสั่นคลอนพันธมิตรบิดเบือน ปชต.

คอลัมน์ : รายงานพิเศษ

24 มิถุยายน 2475 เป็นวันที่ประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบประชาธิปไตย เป็นครั้งแรก แต่จนถึงขณะนี้ ผ่านไป 76 ปี การตีความคำว่าประชาธิปไตยก็ยังไม่แตกฉาน เหมือนคนบางกลุ่มที่ออกมาเกะกะระราน ด้วยการอ้างสิทธิประชาธิปไตยอยู่ในขณะนี้...

ย้อนไปเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 เกิดเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ของการเมืองไทย ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครองของประเทศไทย จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบอบประชาธิปไตย โดยคณะราษฎรได้นำทหารบกและทหารเรือ มารวมตัวกันบริเวณรอบพระที่นั่งอนันตสมาคม ประมาณ 2,000 คน โดยอ้างว่าเป็นการสวนสนาม

จากนั้น นายพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ได้อ่านประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 ณ บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า เสมือนประกาศยึดอำนาจการปกครอง ก่อนจะนำกำลังแยกย้ายไปจับกุมบุคคลสำคัญ เช่น ผู้สำเร็จพระนคร พระบรมวงศานุวงศ์ เสนาบดี และเข้ายึดจุดยุทธศาสตร์ของกรุงเทพฯ เพื่อทำการปฏิวัติยึดอำนาจจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย

หลักฐานหนึ่งที่บอกเล่าเรื่องราวได้เป็นอย่างดีคือ “หมุดคณะราษฎร” ที่ถูกฝังไว้บนถนนหน้าลานพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นตำแหน่งที่คณะราษฎรยืนอ่านแถลงการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตย อันเป็นจุดเริ่มต้นของประชาธิปไตยในประเทศไทย ดังข้อความที่ปรากฏบนหมุดคณะราษฎรว่า “ณ ที่นี้ คณะราษฎรได้ก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญ เพื่อความเจริญของชาติ ๒๔ มิถุนายน เวลาย่ำรุ่ง”

แม้จะเปลี่ยนแปลงการเมืองการปกครองมาแล้วกว่า 76 ปี แต่การต่อสู้ทางการเมือง ทางความคิดอุดมการณ์ ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ที่นำไปสู่การทำรัฐประหารแล้วถึง 10 ครั้ง ความบอบช้ำครั้งแล้วครั้งเล่าจากกิจกรรมทางการเมืองเกิดขึ้น ณ ถนนสายประวัติศาสตร์ราชดำเนิน สร้างความสะบักสะบอมมาอย่างต่อเนื่องจวบจนถึงปัจจุบัน และกลิ่นอายคราบเลือด คราบน้ำตา ก็ไม่เคยเหือดแห้งไปจากถนนสายนี้เลย...

เพราะปัญหาความแตกแยกความคิดเห็นทางด้านการเมือง ยังคงเกิดขึ้นทุกยุคทุกสมัย และทวีความรุนแรง จนน่าจะนำไปสู่เหตุการณ์นองเลือด หรืออาจกลายเป็นสงครามกลางเมืองได้ โดยที่มิได้นำประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นแล้วมาเป็นบทเรียนเลยแม้แต่น้อย

เมื่อวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง คณะราษฎรผู้ก่อการปฏิวัติ ได้ออกประกาศ เรียกว่า ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 อ้างเหตุผลความจำเป็นในการต้องเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยระบุถึงการจัดรูปแบบการปกครองอย่างเป็นระบบแบบเดียวกับนานาอารยประเทศ

พร้อมทั้งให้คำมั่นว่า “ราษฎรจะได้รับความบำรุงอย่างดีที่สุด ทุกๆ คนจะมีงานทำ เพราะประเทศของเราเป็นประเทศที่อุดมอยู่แล้วตามสภาพ”

ในครั้งนั้น ด้วยพระมหากรุณาธิคุณแห่งองค์สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นแก่ความสงบเรียบร้อยของอาณาประชาราษฎร์ ไม่อยากให้เสียเลือดเนื้อ รวมทั้งความเสียหายแก่บ้านเมือง และเนื่องจากพระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยอยู่แล้ว จึงไม่ทรงขัดความปรารถนาของคณะราษฎร ที่ได้กราบบังคมทูลเชิญเป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ

โดยในวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.2475 ได้ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม...

หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง เหตุการณ์ความขัดแย้งทางความคิดที่รุนแรงจนเป็นเหตุให้คนไทยต้องจับอาวุธขึ้นมาห้ำหั่นกันเอง เกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการรัฐประหารที่เกิดขึ้นแล้วถึง 11 ครั้ง เหตุการณ์ที่เรียกว่า กบฏ และเหตุการณ์ก่อความไม่สงบ อาทิ เหตุการณ์วันเสียงปืนแตก หรือการก่อการร้ายของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2508 จนถึงสิ้นปี 2531 เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ในวันที่ 17-20 พฤษภาคม 2535 และเหตุการณ์ก่อความไม่สงบในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่ปี 2517 จนถึงปัจจุบัน

เวลาที่ผ่านล่วงเลยมาถึง 76 ปี ความยากลำบากกว่าจะได้มาซึ่งระบอบประชาธิปไตยของขุนพลคนกล้า มิได้นำพามาซึ่งความเจริญก้าวหน้า หากแต่วันนี้สถานการณ์บ้านเมืองดังเช่นที่คณะราษฎรได้หยิบยกขึ้นมาเป็นเหตุผลในการปฏิวัติ ก็ยังคงมีอยู่อย่างครบถ้วนทุกประการ โดยเฉพาะการทำตนอยู่เหนือกฎหมายของคนบางกลุ่มบางพวก

การที่คณะนายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่เรียกชื่อกันต่อมาว่า คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ได้ตัดสินใจร่วมกันก่อรัฐประหารล้มรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 นั้น มีข้ออ้างว่า ทหารจำเป็นต้องดำเนินการดังกล่าว เพื่อป้องกันไม่ให้คนไทยที่มีความคิดเห็นทางด้านการเมืองแตกต่างกันจับอาวุธขึ้นมาฆ่ากันเอง ระหว่างฝ่ายที่ต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ กับฝ่ายสนับสนุนที่เป็นพวกของ พ.ต.ท.ทักษิณ

เมื่ออำนาจรัฐที่มาจากระบอบเผด็จการทหาร ไร้ความชอบธรรมในการบริหารประเทศ มิได้เป็นอำนาจที่มาจากประชาธิปไตยที่แท้จริง จึงจำเป็นที่จะต้องคืนอำนาจให้กับประชาชน

ซึ่งภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป วันที่ 23 ธันวาคม 2550 เมื่อพรรคพลังประชาชนได้เสียงข้างมากจากประชาชนให้เข้ามาบริหารประเทศ โดย นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ความคิดเห็นทางการเมืองได้เกิดความแตกแยกขึ้นอีกครั้ง ระหว่างกลุ่มสนับสนุนและกลุ่มคัดค้านอย่างกลุ่มพันธมิตรฯ ที่กล่าวหาและมองว่า พรรคพลังประชาชนเป็นนอมินีของ พ.ต.ท.ทักษิณ และดูเหมือนความขัดแย้งดังกล่าวได้ทวีความรุนแรงขึ้น และอาจจะเป็นสาเหตุที่จะนำไปสู่สงครามกลางเมือง

เพราะจากเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 สถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นกับรัฐบาลสมัครที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ต่างกันกับการขับไล่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ กลุ่มพันธมิตรฯ ที่นำโดย นายสนธิ ลิ้มทองกุล พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายพิภพ ธงไชย นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ และ นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานกลุ่ม ได้ใช้มาตรการ “ชุมนุมใหญ่” เพื่อกดดันและขับไล่นายกรัฐมนตรี และคนกลุ่มนี้ไม่เคารพซึ่งกติกาบ้านเมือง ไม่รู้จักคำว่า “ความพ่ายแพ้” แม้คนกลุ่มนี้จะขับไล่รัฐบาลได้สำเร็จ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นก็จะเปลี่ยนได้แต่รัฐบาล

ซึ่งก็เป็นเพียงผู้บริหารระบอบเท่านั้น ไม่ได้นำมาสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เพราะในเมื่อผู้ที่พยายามขับเคลื่อนไม่เคารพกฎหมายของบ้านเมือง การต่อสู้ของพันธมิตรฯ ก็จะไม่ได้ประชาธิปไตยตามที่ต้องการ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจจะซ้ำรอยประวัติศาสตร์การเมือง เฉกเช่นเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พฤษภาทมิฬ และรัฐประหาร 19 กันยายน สุดท้าย ประชาชนคือผู้ที่ได้รับความบอบช้ำทางการเมืองมากที่สุด

สิ่งที่กลุ่มพันธมิตรฯ กำลังดำเนินการ ถือเป็นองค์การมวลชนของระบอบเผด็จการรัฐประหาร ที่เคลื่อนไหวเพื่อให้ทหารทำรัฐประหารโค่นรัฐบาล ก็เท่ากับเผด็จการชนะ แต่ประชาชนก็ยังคือผู้พ่ายแพ้อยู่ดังเดิม

ความพยายามของกลุ่มพันธมิตรฯ เริ่มต้นที่การรวมตัวชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ.2550 รวมทั้งมีการรวบรวมรายชื่อประชาชนเพื่อถอดถอน ส.ส. ส.ว. ที่เข้าชื่อเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2550 พร้อมทั้งกล่าวหาถึงขบวนการสาธารณรัฐ ที่ต้องการล้มล้างสถาบันกษัตริย์

จากนั้นได้เคลื่อนขบวนไปปักหลักยังหน้าทำเนียบรัฐบาล แต่ติดอยู่เพียงแค่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจได้กั้นไว้ อีกทั้งท้ายขบวนยังมีการปะทะกับกลุ่มผู้ต่อต้านกลุ่มพันธมิตรฯ ด้วย จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย

ต่อมา กลุ่มพันธมิตรฯ ประกาศเปลี่ยนเป้าหมายในการชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลสมัครลาออกทั้งคณะ เพื่อรับผิดชอบต่อปัญหาบ้านเมืองที่เกิดขึ้น และยังกล่าวหาด้วยว่า รัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลหุ่นเชิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หลังจากนั้น นายสมศักดิ์ โกศัยสุข ขึ้นเวทีปราศรัย แล้วประกาศต่อสู้กับรัฐบาลสมัครขั้นแตกหัก ด้าน พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ก็ออกมาย้ำจุดยืนว่า จะชุมนุมต่อไปจนกว่าจะได้รับชัยชนะ และจะไม่ย้ายสถานที่ชุมนุมบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ไปที่ทำเนียบรัฐบาล แม้ตำรวจจะเปิดทางให้ก็จะไม่ไป

ต่อมา วันที่ 6 มิถุนายน 2551 พันธมิตรฯ ประกาศใช้ยุทธศาสตร์ดาวกระจาย นายสุริยะใส กตะศิลา และผู้ร่วมชุมนุม 300 คน เดินทางไปที่สำนักงานอัยการสูงสุด แล้วยื่นจดหมายถึง นายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุด จากนั้นเคลื่อนขบวนมุ่งหน้าสู่กระทรวงมหาดไทย เพื่อยื่นหนังสือถึง ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ดูแลและแก้ปัญหาของประชาชนมากกว่าการโต้ตอบทางการเมือง

รวมทั้งยังเดินทางไปชุมนุมประท้วงที่ด้านหน้าสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อถามหาความชอบธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ จากนั้นมาชุมนุมหน้ากระทรวงการต่างประเทศ เพื่อขับไล่ นายนพดล ปัทมะ ให้ออกจากการเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อยื่นหนังสือทวงถามกรณีข้อพิพาทเรื่องเขาพระวิหาร

และล่าสุด พันธมิตรฯ ประกาศสงคราม 9 ทัพ เคลื่อนพลฝ่าด่านเจ้าหน้าที่ตำรวจ ยึดพื้นที่ปักหลักด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล ฝั่งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เป็นผลสำเร็จ โดยผู้ชุมนุมบางส่วนได้เข้ายึดพื้นที่หน้าทำเนียบรัฐบาลได้ก่อน ซึ่งนำโดย นายสมศักดิ์ โกศัยสุข และ นายพิภพ ธงไชย ได้เข้าไปสมทบกับขบวนชุมนุมที่แยกนางเลิ้ง ที่มี พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสนธิ ลิ้มทองกุล และ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ เข้ากดดันเจ้าหน้าที่ตำรวจจนถอนกำลังออกไป

จากนั้นได้รวมพลทั้งหมดมายังสะพานชมัยมรุเชฐ จนเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องล่าถอยออกไปอีกจุดได้เป็นผลสำเร็จ ล่าสุด แกนนำได้ขึ้นเวทีประกาศชัยชนะต่อการเคลื่อนขบวนในครั้งนี้ และปราศรัยอย่างต่อเนื่องทั้ง 2 เวที โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจตรึงกำลังอยู่อย่างใกล้ชิด

ความต้องการที่จะเอาชนะทางการเมืองโดยไม่เคารพกฎหมายใดๆ ของบ้านเมืองเช่นนี้ มีเหตุอันเชื่อได้ว่า เป็นการกระทำของพวกที่ไม่เห็นแก่ประโยชน์ของบ้านเมือง และไม่เคารพในทั้ง 3 สถาบัน

ครั้งหนึ่งเราเคยเสียเลือดเสียเนื้อเพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย เหตุใดเล่า เราจึงไม่ทำให้ประชาธิปไตยดำเนินไปตามครรลองแห่งรัฐธรรมนูญ

จงหยุดคุกคามกระบวนการประชาธิปไตย


เอ็งเคยนึกถึงชาติบ้านเมืองบ้างไหม?

คอลัมน์: ฮอตสกู๊ป

ดร.นิติภูมิ นวรัตน์ ผู้ซึ่งในอดีตเคยอยู่กับพันธมิตรฯ แต่ปัจจุบันทัศนคติและมุมมองเขาเปลี่ยนไป สะท้อนได้จากบทความที่เขาเขียนลงเว็บไซต์ของตนเอง ที่มีชื่อว่า “เอ็งเคยนึกถึงชาติบ้านเมืองบ้างไหม?”(http://www.nitipoom.com/th/article1.asp?idOpenSky=2983&ipagenum=)

เมื่อวันศุกร์ 20 มิถุนายน ที่ผ่านมา บทความชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่า ที่ผ่านมาเขาและประชาชนที่ไปเข้าร่วมถูกหลอก และเปิดประเด็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยกับเพื่อนบ้านซึ่งพันธมารกำลังปลุกกระแสล้าหลังคลั่งชาติอยู่ในปัจจุบัน ความดังนี้

...ผู้อ่านท่านผู้เจริญ เดิมเราเคยคิดว่า บุคคลกลุ่ม a คิดร้ายต่อประเทศชาติราชบัลลังก์ พวกเราที่รักชาติอย่างบริสุทธิ์ใจก็ดาหน้าออกไปต่อต้าน หาแนวร่วมโดยไปรวมเข้ากับกลุ่ม b เพื่อปกป้องประเทศชาติบ้านเมือง

วันเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนไป บัดนี้ เริ่มมีเค้าลางหางโผล่ออกมาให้เห็นบ้างแล้วว่า โดยแท้ที่จริง พวกเราถูกหลอกกันทั้งประเทศ ดีกลับเป็นชั่ว ชั่วกลับเป็นดี ธรรมกลับกลายเป็นอธรรม อธรรมกลับกลายเป็นฝ่ายธรรม คนชั่วคิดล้มล้างระบอบการปกครองเดิม กลับกลายเป็นไอ้กลุ่ม b ซึ่งพวกเราหลายคนเคยหลงชื่นชมศรัทธามานาน

แผนการชั่วของคนกลุ่มหนึ่งซึ่งต้องการให้บ้านเมืองวุ่นวายถึงที่สุด โดยมีเป้าหมายคือการเปลี่ยนแปลงของประเทศครั้งใหญ่ที่สุดใน 789 ปีของประวัติศาสตร์ชาติไทย ตั้งแต่สมัยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ บรมปฐมกษัตริย์แห่งกรุงสุโขทัยเป็นต้นมา

คนกลุ่มนี้จึงพูดจาจู่โจมโหมกระทบไปถึงประชาชนพลเมืองของเพื่อนบ้านบางประเทศ จนขณะนี้ เริ่มมีน้ำมันเบนซินไปราดรดกองไฟในใจของประชาชนพลเมืองของคนในประเทศนั้นแล้ว ผมคิดว่า คำด่าทอจะขยับขยายกลายเป็นความขัดแย้ง ที่กว่าจะสมานกันได้อาจจะต้องใช้เวลาอีกนานหลายทศวรรษเลยทีเดียว

คนไทยกลุ่มหนึ่งซึ่งขึ้นหลังคารถด่าทอคนกัมพูชาเป็นภาษาเขมร พฤติกรรมอย่างนี้ทำให้หลายชาติดีใจ ไม่ว่าจะเป็นจีน สิงคโปร์ เวียดนาม มาเลเซีย ฯลฯ เพราะเมื่อด่าทอเขมรอย่างนี้แล้ว ต่อไปในอนาคต ก็ไม่มีคนไทยได้ไปลงทุนทำมาหากินในกัมพูชาแข่งกับผู้คนจากประเทศของตน

พ.ศ.2535-2545 เป็นห้วงช่วงเวลา 10 ปีที่คนเขมรนิยมเรียนภาษาไทย ชอบคนไทย ดูหนังไทย ซื้อสินค้าของไทย ฯลฯ แต่ใน พ.ศ. นี้กลับไม่ใช่แล้วครับ ในกรุงพนมเปญ นักเรียนเขมรนิยมเข้าโรงเรียนจีน บางแห่งมีนักเรียนแย่งกันเรียนเกือบถึงหนึ่งหมื่นคน จนรัฐบาลจีนต้องให้มือที่มองไม่เห็นไปเปิดโรงเรียนจีนแห่งที่สอง ที่สาม...

ต่อไปในอนาคต ผู้คนชนชาติเขมรจะพูดแมนดารินกันเต็มประเทศ คนสิงคโปร์ก็พูดภาษาแมนดาริน คนมาเลเซียเชื้อสายจีนก็พูดแมนดาริน วันนั้นมาถึง คนจีน ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ และมาเลเซีย ก็จะเข้ามาใช้พื้นที่ในกัมพูชา และวันนั้นนั่นแหละครับ คำว่า “กัมพูชาเป็น China’s network” เครือข่ายของจีน ก็จะเป็นความจริง

ชาติที่สู้อิทธิพลเครือข่ายของจีนสุดกำลังก็เห็นจะเป็นเกาหลีใต้ นายลี จุง คัน ประธานบริษัท บูยูยัง เข้าใจแผนการกระดิกพลิกตัวของจีน ก็รีบกระโจนโผนออกไปขอพบนายฮุนเซน แจ้งว่าข้าพเจ้าขอเข้ามาลงทุนในกัมพูชา ทว่าไม่ต้องการมาหากำไรจากประเทศนี้ ว่าแล้วนายลีก็บริจาคกระดานดำ 4 หมื่นแผ่น สร้างโรงเรียนให้ใหม่อีก 300 หลัง สร้างสถานที่อบรมครูบาอาจารย์ นอกจากนั้นยังมอบเงินไว้ให้อีก 9แสนดอลลาร์ เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม นายลีก็สั่งให้ขนมามอบให้เขมรอีกหลายตู้คอนเทนเนอร์

ญี่ปุ่นสู้อิทธิพลจีนด้วยการเปิดเที่ยวบินตรงจากจังหวัดคุมาโมโตะ มายังจังหวัดเสียมราฐ ขณะเดียวกันก็ทั้งพูด ทั้งพิมพ์ เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับกัมพูชาหวังว่าให้อยู่ในใจคนเขมร ปราสาทในญี่ปุ่นหลายแห่งถูกค้นคว้าหาหลักฐานในเรื่องที่เกี่ยวดองหนองยุ่งกับกัมพูชา ผู้อ่านท่านลองฟังตำนานเรื่องนี้ที่ นายมาซาโตชิ ทานิกาวา ประธานศูนย์ระหว่างประเทศของญี่ปุ่นนำมาเล่าในเขมรสิครับ

400 ปีที่แล้ว ซามูไรคนหนึ่งซึ่งทำการค้ากับกัมพูชา ท่านนำสินค้าพวกผ้าไหม น้ำตาล กลับมาขาย ได้กำไรแล้วก็นำสตางค์ไปสร้างปราสาทคุมาโมโตะ ซึ่งเป็นสมบัติสำคัญของญี่ปุ่นจนกระทั่งทุกวันนี้"เพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง พวกเราชาวญี่ปุ่นจึงขอปลูกคูโซโนกิ 3 ต้น ไว้ในนครวัด เพื่อเป็นที่ระลึกนึกถึงความสัมพันธ์ของเราทั้งสอง”

เป็นไงครับ ต่างจากพฤติกรรมคนไทยกลุ่มหนึ่งซึ่งไม่เคยแหย่เท้าเข้าไปสร้างสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อช่วยประเทศไทย แต่กลับไปยืนบนหลังคารถ พ่นคำผรุสวาทออกมาด่าเป็นภาษาเขมร จนคนเขมรเอาไปฟังแล้วแค้นกันทั้งประเทศ

พวกเอ็งเคยนึกถึงประเทศชาติบ้านเมืองกันบ้างไหม?...



จ๋อย (คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์)

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

ใครที่ได้ชมการถ่ายทอดสดการอภิปรายไม่ไว้วางใจของสมาชิกวุฒิสภา 61 คน แล้วน่าจะคิดเหมือนผมว่า ถึงแม้จะไม่ได้มีสาระอะไร แต่ก็ออกจะเพลิดเพลินดี

อาจจะเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่บันเทิงที่สุด ตั้งแต่ผมริอ่านติดตามข่าวสารการเมืองมาเลยทีเดียว

เอาเฉพาะแค่เห็น ส.ว. 2 ท่านแรกอภิปราย ก็ได้ฮากันเสียแล้ว เพราะทั้ง คำนูณ สิทธิสมาน และ ม.ร.ว.ปรียนันทนา รังสิต ออกมาอ่านคำอภิปรายชนิดคำต่อคำ ครบถ้วนทุกตัวอักษร

ทีแรกก็แอบขัดใจอยู่ว่า ทำไมประธานวุฒิสภาถึงได้ปล่อยให้สมาชิกออกมาอ่านบทความได้เป็นนานสองนาน เพราะมันผิดข้อบังคับสภา

ด้วยประการหนึ่ง การจะนำอะไรมาอ่านจะต้องขออนุญาตจากประธานในที่ประชุมเสียก่อน และอีกประการหนึ่งคือ จะอนุญาตให้อ่านได้เฉพาะเอกสารอื่นที่นำมาอ่านอ้างอิงประกอบคำอภิปรายเท่านั้น

ไม่ใช่เป็นการเขียนบทมาอ่าน หรือมาพูดตามโผที่อาจจะมีใครร่างมาให้

ที่สำคัญ ท่านเป็นวุฒิสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ไม่ใช่นกแก้ว นกขุนทอง ที่จะออกมาพูดจาเจื้อยแจ้วไร้อารมณ์เช่นนี้

โดยเฉพาะในราย ม.ร.ว.ปรียนันทนา ท่านอ่านไปมือก็สั่น เสียงก็สั่น ไม่รู้จะด้วยวัยของท่าน หรือเป็นเพราะประหม่าก็ไม่รู้ได้ เพราะในบางท่อนบางตอน ก็ยังอ่านโผที่ท่านนำมาเองผิดๆ ถูกๆ เอาดื้อๆ

ส่วนในรายของ คำนูณ สิทธิสมาน ได้เห็นสีหน้าตอนที่นายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช ลุกขึ้นมาชี้แจง พร้อมทั้งสอนมวยเข้าให้แล้ว ก็สุดจะเดาความรู้สึก

พรรคพวกที่ดูการอภิปรายอยู่ด้วยกันบอกว่า หน้านิ่งๆ อย่างนั้นสงสัยจะเคียดแค้นน่าดู

แต่สำหรับผมกลับมองว่า อาการอย่างนี้ เป็นอาการหน้าถอดสีที่ออกอาการหงอย และ “จ๋อย” อย่างเห็นได้ชัด

เพราะเรื่องที่อ่านให้ที่ประชุมสภาฟัง พร้อมทั้งถ่ายทอดไปทั่วประเทศนั้น โดนตอกกลับด้วยเหตุด้วยผลอย่างชัดแจ้งจนถึงกับหน้าหงาย

ลำพังแค่เรื่องพื้นๆ อย่างที่ท่านนายกฯ ย้อนที่มาที่ไปของ “นายคำนูณ” ก็โดนใจผมเสียแล้ว

เพราะคงเป็นที่รู้กันดีว่า นายคำนูณ เป็นคนจากค่ายผู้จัดการ ที่ฝังรากอยู่กับ สนธิ ลิ้มทองกุล มายาวนาน

มีอาชีพในการเขียนบทความ และจัดรายการทางสถานีโทรทัศน์ ASTV ด่ารัฐบาล ตามแนวทางเดียวกันกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

ได้ดิบได้ดีเข้ามาเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หลังการปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และมีโอกาสอันสำคัญในการร่วมผ่าน รธน.50 ท่ามกลางบรรยากาศเผด็จการ

และเมื่อมีการสรรหาวุฒิสมาชิกกึ่งหนึ่งเข้าสู่สภา โดยกรรมการสรรหาที่เป็นผลพวงจากการรัฐประหาร ก็มีชื่อของคำนูณกลับเข้ามามีบทบาทในสภาอีกครั้ง

เป็นที่มาแบบเดียวกันกับ ส.ว. เกือบทั้งหมด ที่ร่วมกันลงชื่อขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ผมเชื่อว่าการอภิปรายครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีคงไม่ได้รู้สึกหนักใจอะไรที่จะต้องตอบคำถามที่มีความพยายามกล่าวหาเหล่านี้ แต่อาจจะดูเป็นเรื่องน่ารำคาญใจมากกว่า ในความพยายามที่มีการดำเนินการกันเป็นขบวนการ

ขณะเดียวกัน ในการอภิปรายช่วงบ่าย ที่วุฒิสมาชิกบางคนออกมาติงว่า เป็นเวทีอภิปรายรัฐบาล ไม่ใช่การให้รัฐบาลอภิปรายสมาชิกวุฒิสภานั้น

ผมกลับมองกลับกันว่า การตอบคำถาม และย้อนกลับไปที่ความไม่ถูกต้อง ความคลาดเคลื่อนในการอภิปราย ก็เป็นเพียงคำชี้แจง

หรือหากจะมองให้มากไปกว่านั้น ก็อาจเรียกได้ว่าเป็นการสอนมวย ที่เกิดจากการเปิดช่องโหว่ หรือการอ่อนซ้อมของผู้อภิปรายเอง

เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ที่บรรดา ส.ว. ทั้งหลาย มีข้อมูลเพียงบางๆ จะถูกตอบโต้ หรือบางเรื่องก็เข้าขั้นรู้ไม่จริง จะถูกตอกกลับไปบ้าง

ส่วนประเด็นที่จั่วเอาไว้ข้างต้นนั้น ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน อธิบายความคำว่า “จ๋อย” ไว้ว่า เป็นอาการ ซีดเซียว หงอยเหงา สลด อย่างเช่น “หน้าจ๋อย”

เป็นคำอธิบายกิริอาการของ คำนูณ สิทธิสมาน ในยามฟังการชี้แจงของ สมัคร สุนทรเวช ได้เป็นอย่างดี

และไม่เห็นมีท่าทีเก่งกาจเหมือนเวลาที่แสดงบทบาทอยู่นอกสภาแม้แต่น้อย

ทางที่ดี ลาออกไปร่วมกับเวทีม็อบนอกสภา ดูท่าจะมีอนาคตกว่ากันเยอะ...!!

บิ๊กโบ๊ต




เลขามูลนิธิ 111 แจ้งความ โดนมือดีทุบมูลนิธิเชื่อฝีมือพันธมิตร

เลขาธิการมูลนิธิ 111 ไทยรักไทย เข้าแจ้งความ หลังถูกมือดีบุกทำลายทรัพย์สิน เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เจ้าตัวเชื่อฝีมือกลุ่มพันธมิตร

นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล เลขาธิการมูลนิธิ 111 ไทยรักไทย เข้าพบ พนักงานสอบสวน สน.นางเลิ้ง เพื่อให้ดำเนินคดีกับบุคคลที่ทำลายทรัพย์สินของมูลนิธิ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเคลื่อนขบวนมายังทำเนียบรัฐบาล

โดยในวันนี้ได้นำภาพถ่ายของมูลนิธิ ที่ตั้งอยู่บน ถ.นครสวรรค์ ซึ่งถูกขีดเขียนด้วยถ้อยคำไม่สุภาพ มามอบให้กับพนักงานสอบสวน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้รับมอบพยานหลักฐานไว้แล้ว โดย นายวิชิต ขอให้ตำรวจเร่งติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุ มาดำเนินคดีในข้อหาทำลายทรัพย์สินของบุคคลอื่น ซึ่งในส่วนตัวเชื่อว่า เป็นฝีมือของกลุ่มพันธมิตรฯทางด้านตำรวจ ก็ได้รับเรื่องไว้ตรวจสอบ ก่อนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป



“สมชาย” ลั่น 5 พรรคร่วมยังเหนียวแน่น ชี้ ฝ่ายค้านอย่าพาดพิง “ทักษิณ”

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รองหัวหน้าพรรค พลังประชาชน มั่นใจถึงเสียงที่สนับสนุนของพรรคร่วมรัฐบาล จะไม่เกิดเสียงแตกแยก เผย อย่าพูดถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเพราะเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมและไม่เป็นธรรม

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน(พปช.) มั่นใจเสียงสนับสนุนของพรรคร่วมรัฐบาลในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลของฝ่ายค้านจะไม่เกิดปัญหาเสียงแตก เพราะตลอดเวลาที่ร่วมทำงานกันมา 4 เดือนไม่เคยมีความขัดแย้งใดๆ และไม่มีสัญญาณที่ชี้ว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะไม่ให้การสนับสนุน 7 รัฐมนตรีของพรรค พปช.

"เราทำงานร่วมกันก็ไม่มีปัญหาอะไร...ผมมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ในพรรคร่วมรัฐบาล และขณะนี้ก็ไม่เห็นสัญญาณใดๆ ว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะไม่สนับสนุนเรา" นายสมชาย กล่าว

ปัจจุบัน รัฐบาลผสม 6 พรรคภายใต้การนำของนายสมัคร สุนทรเวช ประกอบด้วย พปช., ชาติไทย, เพื่อแผ่นดิน, มัชฌิมาธิปไตย, รวมใจไทยชาติพัฒนา และประชาราช ซึ่งมีเสียงสนับสนุน 316 เสียง ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านเพียงพรรคเดียวมีเสียงสนับสนุน 164 เสียง

ในช่วงบ่ายวันนี้จนถึงวันพรุ่งนี้(25 มิ.ย.) ฝ่ายค้านจะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรีและ 7 รัฐมนตรีจากพรรค พปช. ได้แก่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม, นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง, นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์, ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย, นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ, นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมว.คมนาคม, นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รมว.ยุติธรรม และ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.คมนาคม

นายสมชาย กล่าวว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้จะส่งผลให้มีการปรับคณะรัฐมนตรี(ครม.)หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ฝ่ายค้านนำมาเปิดเผย แต่เชื่อว่าการตัดสินใจปรับ ครม.ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีมากกว่า และส่วนตัวไม่รู้สึกกังวล

อย่างไรก็ตาม หากฝ่ายค้านจะกล่าวพาดพิงถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมและไม่เป็นธรรมต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะขณะนี้ไม่ได้อยู่ในสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ฝ่ายค้านควรไปดำเนินการนอกสภาผู้แทนราษฎรจะดีกว่า



‘จตุพร’ซัดม็อบถ่อยแจกเบอร์ มือมืดโทรข่มขู่ทำร้ายลูกสาว

“จตุพร” จี้พันธมิตรฯ หยุดทำบ้านเมืองกลียุคได้แล้ว จี้รัฐบาลควรดำเนินการอย่างเด็ดขาด เพราะประนีประนอมมากพอแล้ว เตรียมร้องตำรวจหลังถูก “วัชระ เพชรทอง” ประกาศเบอร์โทรศัพท์กลางเวทีม็อบ ทำเอาไม่ได้หลับไม่ได้นอน แถมยังมีสายโทร.ข่มขู่ระวังลูกสาวได้รับอันตราย “อัศวิน” ฮึ่ม อย่าให้เกินเลย

การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จากเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ จนมาถึงบริเวณสะพานชมัยมรุเชฐ ด้านข้างทำเนียบรัฐบาล แม้ว่าจะล่วงเลยมาถึง 29 วันแล้ว แต่การชุมนุมก็ยังไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงใดๆ ในทางการเมืองได้ มีแต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจอย่างมหาศาล และความเดือดร้อนของประชาชนที่ขยายตัวเป็นวงกว้างมากขึ้น

รวมไปถึงการเรียกร้องจากหลายฝ่ายให้พันธมิตรฯ ยุติบทบาทการชุมนุมข้างถนน อันเนื่องมาจากปัญหาข้อกังวลสงสัยต่างๆ ในรัฐบาล ได้ถูกนำเข้ากระบวนการตรวจสอบตามวิถีทางประชาธิปไตยแล้ว

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส. สัดส่วน พรรคพลังประชาชน ในฐานะคณะทำงานติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ แถลงว่า ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคประชาธิปัตย์ วันที่ 24 มิถุนายน เชื่อว่ากลุ่มพันธมิตรฯ จะไม่เคลื่อนขบวนมาปิดล้อมรัฐสภา แต่เชื่อว่ากลุ่มพันธมิตรฯ จะเคลื่อนพลมาปิดล้อมรัฐสภา ในวันที่มีการอภิปรายงบประมาณปี 2552 อย่างแน่นอน โดยเป้าหมายคือ ต้องการไม่ให้รัฐบาลตั้งงบประมาณเพื่อบริหารประเทศได้

ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้จริง ถามว่ารัฐบาลจะปล่อยให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เหมือนเมื่อครั้งพันธมิตรฯ บุกมาทำเนียบหรือไม่ เพราะครั้งนั้นรัฐบาลภายใต้การนำของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ไม่อยากให้เกิดความรุนแรง

นายจตุพร กล่าวว่า ถ้าสิ่งเหล่านี้เป็นจริง ก็เท่ากับเป็นการขัดขวางการบริหารราชการแผ่นดิน เพราะข้อเรียกร้องของกลุ่มพันธมิตรฯ มันเลยเถิดไปถึงขั้นสร้างการเมืองใหม่ คือ พันธมิตรฯจะขอมีส่วนร่วมในการบริหารประเทศนี้เอง จะไม่ยึดเอาระบบรัฐสภา ตามระบอบประชาธิปไตยอีกต่อไป

*ซัดม็อบจ่อสถาปนาการเมืองใหม่
เงื่อนไขของพันธมิตรฯ ตอนนี้พ้นเรื่องนายสมัครจะอยู่หรือไม่ไปแล้ว วันนี้พันธมิตรฯต้องการที่จะล้างการเมืองในระบอบประชาธิปไตย และสถาปนาการเมืองใหม่ขึ้นมา ตนอยากจะบอกว่า กลียุคที่พันธมิตรฯชอบพูดนั้น กำลังจะเกิดขึ้นมาจริงๆแล้ว เพราะการเมืองใหม่ตามที่พันธมิตรฯต้องการ ไม่ได้อยู่ในระบอบประชาธิปไตย ข้อเรียกร้องของพันธมิตรฯนั้น เกินเลยระบอบประชาธิปไตยไปแล้ว

นายจตุพร กล่าวว่า วันนี้ตนต้องขอความเป็นธรรม เพราะมีสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ คือ นายวัชระ เพชรทอง อดีตผู้สมัคร ส.ส.สอบตกตลอดชีวิต ได้ขึ้นเวทีปราศรัยของกลุ่มพันธมิตรฯ โดยใช้วิธีการสามานมาก ด้วยการประกาศเบอร์โทรศัพท์ของตนในที่ชุมนุม แล้วเว็ปไซต์ผู้จัดการก็เอามาลงต่อ ที่ผ่านมาตนยอมมาตลอด เพราะไม่อยากมีปัญหากับสื่อมวลชน นักการเมืองมีสิทธิ์ที่จะวิจารณ์ได้ แต่ต้องอยู่ในความพอดี ตนเองในฐานะพรรคพลังประชาชน หรือในนาม นปก.ในอดีต ไม่เคยใช้วิธีการอย่างนี้ ที่ประกาศเบอร์โทรศัพท์ในที่ชุมนุม แล้วให้ผู้ชุมนุมได้โทร.มาด่าทอ เมื่อคืนนี้จนถึงวันนี้ มีโทรศัพท์มาด่าทอจนไม่ได้หลับได้นอน

*ฉะสู้กันซึ่งหน้า-อย่าลามลูกสาว
“ แต่ว่ามีที่เลยเถิดก็คือว่า ได้มีการข่มขู่เล่นงานลูกสาวของผม ที่ยังเป็นเด็กกำลังเรียนหนังสืออยู่ เตือนให้ระวังลูกสาวว่าจะเกิดอันตราย ผมมีเบอร์โทรศัพท์หมดแล้ว จะไปร้องต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะถือว่าคุกคาม และไม่ได้ใช้วิธีของคนที่ผมเรียกว่าหน้าตัวผู้เขาทำกัน คือถ้าไม่ชอบผมก็ต่อสู้ใช้วิธีการวิจารณ์มา ผมก็วิจารณ์ไป เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย และวิธีการอย่างนี้ก็ไม่ใช่รายแรก นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ก็เคยใช้วิธีการเดียวกันนี้ กับนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แล้วให้สมาชิกพันธมิตรฯ โทร.ไปต่อว่า”

นายจตุพร กล่าวว่า ที่ผ่านมาการต่อสู้ของตนนั้น จำกัดวงต่อสู้กับใครก็ตามจะไม่เอาครอบครัวเขามาเกี่ยวข้อง ไม่ให้ได้รับการเดือดร้อน มีอะไรมาทำที่ตน อย่าไปยุ่งกับลูกสาว ที่ยังเรียนหนังสือชั้นประถม กลุ่มพันธมิตรฯ ตนรู้จักทุกคน ยกเว้น นายสนธิ ลิ้มทองกุล รู้จักเบอร์โทร.ที่อยู่หมด แต่ตนไม่เคยบอกกับกลุ่ม นปก. ว่าจะต้องไปทำอย่างที่พันธมิตรฯ กำลังทำกับตนอยู่ในขณะนี้ แต่วิธีการอย่างนี้ต้องดำเนินคดี ขอร้องว่าอย่ามาข่มขู่ถึงลูกสาวครอบครัวตนเลย จะทำอะไรก็มาทำที่ตน

*กังขา “ปชป.-พันธมิตร” ใครนอมินี?
ด้าน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าการอภิปรายของฝ่ายค้านจะต้องมีความแตกต่างและลึกกว่าของพันธมิตรฯ เพราะหากเป็นข้อมูลชุดเดียวกันจะปฏิเสธความเกี่ยวพันกันได้อย่างไร ความจริงแล้วพันธมิตรฯ และพรรคประชาธิปัตย์ต่างหากที่เป็นนอมินีของกันและกัน ถึงขนาดมีอีกชื่อว่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปัตย์ ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ก็มีอีกสถานะหนึ่งคือ พันธมิตรฯ เงา ซึ่งไม่แน่ใจว่าระหว่างนายอภิสิทธิ์กับแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ใครจะมีสถานะนำ

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ตนขอนำภาพมาเตือนความจำนายอภิสิทธิ์เพื่อจะได้แสดงบทบาทในฐานะฝ่ายค้านได้อย่างชัดเจนและสง่างาม ซึ่งเป็นภาพที่นายอภิสิทธิ์นำดอกไม้เข้าเยี่ยมคารวะนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯที่บ้านพระอาทิตย์ ในโอกาสพิเศษอย่างหนึ่ง ที่พรรคประชาธิปัตย์ไปร่วมงานกันอย่างเป็นทางการ

*โชว์ภาพสวีตหวาน “สนธิ-อภิสิทธิ์”
อีกภาพหนึ่งที่นายสนธิตบไหล่นายอภิสิทธิ์ ในขณะที่นายอภิสิทธิ์มีหน้าตาเหมือนพร้อมรับโอวาทจากผู้ใหญ่ และเป็นที่น่าสังเกตว่านายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์มีส่วนร่วมและบทบาทในการอภิปรายครั้งนี้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น ทั้งๆ ที่พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันว่ามีข้อมูลสำคัญที่จะน็อกรัฐบาลคาสภา และสามารถเปลี่ยนหัวใจแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลให้เปลี่ยนขั้วย้ายข้างได้

หากมั่นใจขนาดนี้เป็นไปไม่ได้ที่จอมพลอย่างนายชวนจะมีส่วนร่วมน้อยขนาดนี้ แสดงว่าฝ่ายค้านไม่ได้มั่นใจและตั้งใจในการอภิปรายครั้งนี้ แต่พอรัฐบาลให้อภิปรายจึงต้องเก็บนายชวนเอาไว้ เพื่อรักษากองทัพ หากนายอภิสิทธิ์ อภิปรายแป้ก ก็ยังมีนายชวนคอยรักษาสมดุลภายในพรรค และวันนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์จะต้องเอา นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ลงจากเวทีพันธมิตรฯ และร่วมขบวนการรัฐสภา ที่เป็นขบวนการที่ศักดิ์สิทธิ์และประชาชนยอมรับ หากนายอภิสิทธิ์มีความเชื่อมั่นในระบบรัฐสภาจริงจะต้องสั่งให้นายสมเกียรติยุติบทบาทบนเวทีพันธมิตรฯ และเข้าร่วมการอภิปรายโดยไม่มีข้อแม้

*“อัศวิน” ฮึ่มม็อบอย่าให้เกินเลย
ด้าน พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า ขณะตำรวจเปิดทางสำหรับเข้าและออกไม่มีปัญหาอะไร เส้นทางต่างๆ ขอร้องว่าให้เปิดทาง ปกติทางมันเปิดอยู่แล้วอย่าได้มากีดขวางทางเข้าออก หากปิดถนนอีกตนว่ามันไม่ชอบธรรม อันไหนประชาธิปไตยที่มันเบ่งบานทุกคนก็ยินดี แต่อย่าให้มันเกินเลยหรือเลยเถิดมันก็จะไม่งาม สำหรับกำลังเจ้าหน้าที่ก็ใช้กำลังปกติในทำเนียบก็ใช้จำนวนพันกว่านายเหมือนเดิม เพิ่มบริเวณ ถ.ราชดำเนิน ถ.ลูกหลวง สะพานอรทัย

ต่อข้อถามว่านายกฯ สั่งการอะไรหรือไม่ ผบช.น. กล่าวว่า ตรงนั้นนายกฯ ไม่ต้องสั่งเพราะเป็นหน้าที่ของตำรวจอยู่แล้ว อย่างอื่นบนที่สาธารณะบางครั้งถามว่าผิด ก.ม. หรือไม่ก็พออะลุ่มอล่วยกันได้เพราะว่าการเรียกร้องประชาธิปไตยที่เรียกร้องโดยสงบและไม่มีอาวุธกระทำได้ แต่อย่างทำเนียบเป็นสถานที่ราชการ เป็นที่รโหฐาน ตนสมมติว่าสื่อมีบ้านและมีคนเข้ามาในบ้านโดยที่ไม่รู้จักจะยอมหรือไม่ ตรงนี้เป็นส่วนราชการซึ่งยอมไม่ได้ ถ้ามาบุกรุกกันขนาดนี้มันจะเป็นกบฏไปเลย และหากฝ่าฝืนเข้ามาก็คงต้องดำเนินการไปตามอำนาจและหน้าที่และกฎหมายคงอะลุ่มอล่วยไม่ได้ เพราะทุกอย่างก็คงประกาศให้ทราบไว้แล้ว

*ตำรวจยอมรับเป็นห่วงมือที่สาม
ส่วนกรณีมีรายงานสถานการณ์มือที่สามที่อาจก่อสถานการณ์ให้รุนแรงขึ้น ผบ.ชน.กล่าวว่า ตรงนี้ที่ตำรวจเป็นห่วงที่สุด และสิ่งที่ตำรวจเป็นห่วงมากที่สุดคือการป้องกันสถานที่ราชการ จะต้องทุ่มกำลังเกี่ยวกับการข่าว ที่เกรงมากที่สุดคือคนไม่หวังดีต่างๆ เพราะขณะนี้ยังหาตัวคนเหล่านี้ไม่พบ หากป้องกันตรงนี้ได้ก็สบายใจ ทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้พยามปูพรมหาข่าวกับทุกกลุ่ม ซึ่งไม่ได้ห่วงการปะทะระหว่างตำรวจกับพันธมิตรฯ เพราะเราไม่สู้เขาอยู่แล้ว

ผบช.น. กล่าวว่า ขณะนี้พยายามป้องกันอย่างเต็มที่สะกัดไฟตั้งแต่ต้นลม ไม่อยากให้กลุ่มพันธมิตรฯ และรัฐบาลเดือดร้อนไม่อยากให้มีการสร้างสถานการณ์ขึ้นมาและทุกคนต่างก็โทษกันเองตนยืนยันว่าไม่น่าจะเกิดได้